เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

เพิ่มทางเลือกการรักษา ยาต้านไวรัสตับอักเสบซี ‘ราวิดาสเวียร์ ขึ้นทะเบียนแล้วในไทย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.32 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้อนุมัติการขึ้นทะเบียนยา ราวิดาสเวียร์ (ravidasvir) ซึ่งเป็นยาที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยยาตัวดังกล่าวมีการศึกษาและวิจัยในคน (Clinical Trial) ที่ดำเนินการในประเทศไทย และประเทศมาเลเซีย ราวิดาสเวียร์ ได้รับอนุมัติให้ใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสอีกชนิดหนึ่งคือ โซฟอสบุเวียร์ (sofosbuvir) ในรูปแบบยารับประทานวันละครั้ง เป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์

ผลการศึกษาพบว่า การใช้ราวิดาสเวียร์ร่วมกับโซฟอสบุเวียร์ ซึ่งเป็นยากลุ่ม direct-acting antivirals (DAAs) ทั้งสองชนิด มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูง รวมถึงในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษายาก และผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับเอชไอวี ประเทศไทยนับเป็นประเทศที่สาม ต่อจากมาเลเซียและอียิปต์ที่ได้มีการขึ้นทะเบียนไปในปี พ.ศ.2564

พญ. กราซิเอลา ดิอัป ผู้จัดการโครงการไวรัสตับอักเสบซีขององค์กรไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) กล่าวว่า “การอนุมัติฯครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ป่วยในประเทศไทย และช่วยขับเคลื่อนประเทศสู่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี การขึ้นทะเบียนยานี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถเข้าถึงการรักษาได้ นอกจากนั้นยังเพิ่มความมั่นคงด้านการจัดหายา และช่วยลดความเสี่ยงของการดื้อยาอีกด้วย”

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม 

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก คาดว่าในประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังประมาณ 350,000 คน ขณะที่ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อประมาณ 50 ล้านคน โดยในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ราว 1 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 240,000 คน ส่วนใหญ่จากภาวะตับแข็งและมะเร็งตับ

เดือนมิถุนายน พ.ศ.2568 องค์กร DNDi บริษัท Pharco Pharmaceuticals และองค์การเภสัชกรรม (GPO) ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อสนับสนุนการนำราวิดาสเวียร์เข้าสู่ตลาดในประเทศไทย

รศ. เภสัชกร สุรกิจ นาฑีสุวรรณ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า“การที่ราวิดาสเวียร์ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทยในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขในระยะยาว” พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า “ขอชื่นชมองค์การเภสัชกรรมสำหรับบทบาทผู้นำและความมุ่งมั่นในการขยายการเข้าถึงยาราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา รวมถึงผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่มีส่วนในการพิจารณาอนุมัติ ตลอดจนคณะนักวิจัย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้ป่วยที่เข้าร่วมการศึกษาและวิจัยในคน ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในครั้งนี้”

ทั้งนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญทั้งด้านวิชาการและกฎระเบียบฯ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนการขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในประเทศไทย และมีความมุ่งมั่นในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยารักษาโรคได้

ยาราวิดาสเวียร์ เป็นผลอันเนื่องมาจากการทำงานร่วมกันของสถาบันวิจัยและภาคอุตสาหกรรมยาในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เพื่อพัฒนาทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเข้าถึงได้

ความร่วมมือนี้เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2559 เป็นช่วงเวลาที่ราคายาในกลุ่ม direct-acting antivirals รุ่นแรกมีราคาสูงมาก เมื่อยามีราคาแพง ประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง รวมถึงประเทศไทยก็จะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสูงตามไปด้วย

การพัฒนายานำโดยบริษัท Pharco Pharmaceuticals ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย กระทรวงสาธารณสุขของไทย และ องค์กร DNDi โดยมีการทำงานร่วมกันกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย/HIV-NAT สถาบันบำราศนราดูร โรงพยาบาลนครพิงค์ และโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่สำหรับการศึกษาและวิจัยในคน

นพ. เชอรีน เฮลมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Pharco Pharmaceuticals กล่าวว่า “ราวิดาสเวียร์เป็นส่วนสำคัญของความพยายามในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีในระดับโลก ถ้าเราไม่มอง เราก็จะไม่เห็น เราขอขอบคุณทุกคนที่มีส่วนร่วมในความสำเร็จนี้ ที่ทำงานโดยยึดมั่นว่าจะไม่ทิ้งผู้ป่วยคนใดไว้ข้างหลัง และหวังว่ายาตัวนี้จะเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาให้กับผู้ป่วย และทำให้เราก้าวสู่โลกที่ปลอดจากไวรัสตับอักเสบซี”

การรักษาด้วยยากลุ่ม direct-acting antivirals สามารถรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หายขาด และช่วยหยุดการแพร่เชื้อได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่แสดงอาการในระยะแรก จึงจำเป็นต้องมีการคัดกรองเชิงรุกและขยายการเข้าถึงการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขระบุว่า ประเทศไทยได้ทำการคัดกรองประชาชนแล้วกว่า 1.83 ล้านคน และมีแผนขยายการคัดกรองให้ครอบคลุม 42 ล้านคนภายในปี พ.ศ.2573

พญ. มิ่งขวัญ สุพรรณพงศ์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า “การขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเพิ่มทางเลือกการรักษาสำหรับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี องค์การเภสัชกรรม มุ่งมั่นขยายการเข้าถึงยาที่มีราคาที่เหมาะสมให้ครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ยาตัวใหม่นี้จะช่วยเสริมทางเลือกในการรักษา และสนับสนุนเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีของประเทศไทย”

องค์กร DNDi และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการเพื่อยื่นขอขึ้นทะเบียนราวิดาสเวียร์ในอีกหลายประเทศในทวีปละตินอเมริกา

การพัฒนายาราวิดาสเวียร์ได้รับการสนับสนุนจากหลายองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ องค์การแพทย์ไร้พรมแดน Médecins Sans Frontières International – Transformational Investment Capacity (MSF‑TIC); UK International Development สหราชอาณาจักร;กระทรวงสาธารณสุข ประเทศมาเลเซีย; องค์กร FIND, the global alliance for diagnostics (ได้รับการสนับสนุนจาก Unitaid);
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มูลนิธิ Starr International ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; Fondation ARPE ประเทศสวิตเซอร์แลนด์; บริษัท Pharmaniaga Berhad ประเทศมาเลเซีย; และ Swiss Agency for Development and Cooperation (SDC) รวมถึงบุคคลและองค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ประสงค์ออกนาม

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

แพทย์เตือนฮีทสโตรก ‘ตัวร้อนแต่ไม่มีเหงื่อ’ คือสัญญาณอันตราย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.17 น.

ท่ามกลางอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากสภาพอากาศร้อนจัดและคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ภัยสุขภาพใกล้ตัวที่ประชาชนไม่ควรมองข้ามคือ “ภาวะโรคลมแดด” หรือ “ฮีทสโตรก (Heatstroke)” ซึ่งมีแนวโน้มพบได้บ่อยขึ้นในช่วงอากาศร้อน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง และผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง

“ฮีทสโตรก” ไม่ใช่เพียงอาการเพลียแดดทั่วไป แต่เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เกิดจากร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนได้ทัน ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทบต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญ โดยเฉพาะสมองและหัวใจ หากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเสียชีวิตได้

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคหัวใจ, เวชบำบัดวิกฤต (Critical Care), โรคหลอดเลือดหัวใจ และการฉีดสีดูหลอดเลือดเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Angiogram) โรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า “ฮีทสโตรก” คือภาวะที่อุณหภูมิร่างกายพุ่งสูงเกิน        40–40.5 องศาเซลเซียส จนเข้าสู่ระดับ “วิกฤต” ส่งผลให้ระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว ร่างกายไม่สามารถระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ ทำให้ผิวหนังของผู้ป่วยร้อนจัดแต่แห้ง ไม่มีเหงื่อ และความร้อนจะเริ่มทำลายอวัยวะสำคัญจากภายในทันที

นพ. สุเรส กุมาร นารูลา 

จุดสังเกตสำคัญของ “ฮีทสโตรก” คือ ผู้ป่วยมีอุณหภูมิร่างกายสูงเกิน 40.5 องศาเซลเซียส แต่“ไม่มีเหงื่อ” ทั้งที่ร่างกายร้อนจัด ซึ่งบ่งชี้ว่าระบบควบคุมอุณหภูมิในสมองล้มเหลว “สมอง” เป็นอวัยวะที่ไวต่อความร้อนมากที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายเกินระดับดังกล่าว เซลล์สมองจะเริ่มหยุดทำงานทันที ผู้ป่วยจึงมีอาการสับสน ชัก หรือหมดสติ และนี่คือจุดเริ่มต้นของปฏิกิริยาลูกโซ่ (Domino Effect) ที่ความเสียหายจะลุกลามไปยังหัวใจ ตับ และไตอย่างรวดเร็ว เกิดการอักเสบเฉียบพลัน และในกรณีรุนแรง อาจนำไปสู่ภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) หรือภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เกิดลิ่มเลือดกระจายทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต

หัวใจของการรักษาฮีทสโตรกคือ “เวลา” ทุกนาทีมีค่า ยิ่งลดอุณหภูมิร่างกายได้เร็วเท่าไร โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งสูงขึ้น หลักการนี้ไม่ต่างจาก “Time is Brain” หรือ “Time is Muscle” ในผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลกระทบของฮีทสโตรกครอบคลุมทั้งร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจที่อาจเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรงจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าหัวใจ แม้หัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันทีเหมือนภาวะหัวใจวาย แต่หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวได้ ขณะเดียวกันอาจเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ตับได้รับความเสียหายรุนแรง และระบบเลือดเกิดภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ซึ่งยิ่งเร่งให้เกิดภาวะอวัยวะล้มเหลวหลายระบบ

กลุ่มเสี่ยงของฮีทสโตรกแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มร่างกายอ่อนแอ เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคหัวใจ เบาหวาน และความดันโลหิตสูง และกลุ่มร่างกายแข็งแรงแต่ทำกิจกรรมหนักกลางแจ้ง เช่น นักกีฬา หรือผู้ใช้แรงงาน

สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวาน ถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากร่างกายมี “จุดอ่อน” อยู่เดิม เมื่อเผชิญความร้อน อวัยวะที่อ่อนแอจะถูกทำลายก่อนและเกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ได้รวดเร็ว อาการจึงรุนแรงกว่า และมีเวลาในการช่วยเหลือน้อยกว่า โดยหากนำส่งโรงพยาบาลล่าช้า โอกาสรอดชีวิตอาจต่ำกว่า 50%

เมื่อพบผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็น “ฮีทสโตรก” สิ่งสำคัญที่สุดคือการ “รีบ” นำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมทั้งย้ายผู้ป่วยไปยังที่ร่มหรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศเพื่อลดอุณหภูมิ หากผู้ป่วยยังรู้สึกตัว สามารถให้ดื่มน้ำเย็นได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยฮีทสโตรกหัวใจจะยังไม่หยุดเต้นทันที ดังนั้น การทำ CPR จึงไม่ใช่การปฐมพยาบาลหลักยกเว้นในกรณีที่ผู้ป่วยหยุดหายใจ ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เพราะทุกนาทีของผู้ป่วยฮีทสโตรกมีค่าอย่างยิ่ง หากได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยมีโอกาสกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ปัจจุบันมีผู้คนจำนวนมากเข้าใจสับสนว่า “ฮีทสโตรก” คือ “สโตรก” เพราะมีอาการคล้ายกัน โดยอธิบายสั้นๆ ว่า แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่ทั้งสองโรคมีสาเหตุแตกต่างกัน “สโตรก” เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบ อุดตัน หรือแตก ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน ขณะที่ “ฮีทสโตรก” เกิดจาก “ความร้อน” ที่สูงเกินขีดจำกัดจนทำลายระบบควบคุมอุณหภูมิ สำหรับอาการ “สโตรก” ผู้ป่วยจะมีอาการชาครึ่งซีก หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด หรือมองเห็นผิดปกติ ซึ่งสามารถจดจำได้ด้วยหลัก FAST (Face, Arm, Speech, Time) ส่วน “ฮีทสโตรก” มีลักษณะเด่นคือ “ตัวร้อนจัดแต่ไม่มีเหงื่อ” ร่วมกับอาการทางสมอง เช่น สับสน เพ้อ ชัก หรือหมดสติ” กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ การป้องกัน “ฮีทสโตรก” แนะนำให้ดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวัน หลีกเลี่ยงการออกแดดในช่วงเวลา 11.00–15.00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่อุณหภูมิสูงที่สุด และควรดูแลสุขภาพเชิงรุก โดยรับประทานอาหารที่เหมาะสมและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ครั้งละ 30–40 นาที สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับโรค “ฮีทสโตรก” สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่สถาบันหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลพระรามเก้า หรือโทร.1270 หรือ Line: @praram9hospital

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health COCOLOVE ร่วมสนับสนุนวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.07 น.

บริษัท ยูนิคอร์น คอนซูมเมอร์ กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์น้ำมะพร้าวแท้ 100% “COCOLOVE” โดย ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานกิตติมศักดิ์, ดร.ณราทิพย์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร, คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการ “ให้” มาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนหน้านี้ได้ร่วมบริจาคเงินจำนวน 1,000,000 บาท (หนึ่งล้านบาท) ให้กับ ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

 ล่าสุด “COCOLOVE” สานต่อแคมเปญ Love yourself, Drink for your health ชวนดื่มน้ำมะพร้าวแท้ 100% COCOLOVE เพื่อสุขภาพที่ดี ร่วมสนับสนุนกิจกรรมงานวิ่งการกุศล “หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาล” ซึ่งจัดโดยราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย ระดมทุน 100 ล้านบาท ช่วยโรงพยาบาลที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ด้านกระดูกและข้อ 13 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นที่ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก นำโดย หมีเนย Butterbear ขวัญใจมหาชน และเหล่าคนบันเทิงใจกุศลที่มาสร้างสีสันภายในงาน พร้อมไฮไลท์สุดพิเศษ! ร็อกเกอร์สายวิ่ง “ตูน” อาทิวราห์ คงมาลัย ที่ขึ้นโชว์คอนเสิร์ตบอดี้สแลมแบบจัดเต็ม

บูธแบรนด์ “COCOLOVE” บรรยากาศคึกคักไปกับหนุ่มสาวทีม COCOLOVE Z Friends ที่ส่งเสียงเชียร์มอบรอยยิ้มสดใสให้กับเหล่านักวิ่ง พร้อมทั้งเชิญชวนให้มาดื่ม COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100% เพื่อสุขภาพที่ดี เพราะหลังจากที่เสียเหงื่อจากการออกกำลัง ควรดื่มน้ำมะพร้าวเพื่อเติมความชุ่มชื่น ลดความอ่อนล้า และฟื้นฟูกล้ามเนื้อได้ไว เพราะน้ำมะพร้าวแท้อุดมด้วยโพแทสเซียม แมกนีเซียมและเกลือแร่ธรรมชาติ ชดเชยการเสียเหงื่อได้ดี

ศ.กิตติคุณ ดร.อัจฉรา จันทร์ฉาย ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์  กล่าวถึงการเข้าร่วมกิจกรรมว่า “คณะผู้บริหารโคโคเลิฟได้รับคำแนะนำจากคุณพรรณพิไล ใบหยก ให้รู้จักศาสตราจารย์ นพ.กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล และได้ร่วมการกุศลบริจาคเงินจำนวน 1 ล้านบาท เพื่อสมทบทุนปรับปรุงหน่วยตรวจและติดตามผลการรักษาออร์โธปิดิคส์ และทางนพ.กีรติ ได้เชิญชวนเข้าร่วมงานวิ่งการกุศล หมอออร์โธฯ ชวนก้าว เพื่อ 13 โรงพยาบาลด้วย ทางโคโคเลิฟจึงร่วมสนับสนุนเงินจำนวน 4 แสนบาท พร้อมน้ำมะพร้าวแท้ 100 % โคโคเลิฟกว่า 5,000 ขวด แจกให้กับนักวิ่ง เพราะเราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์ของความสดชื่นและสุขภาพที่ดีจริงๆ”

คุณอาชวิน โรจนชัยชนินทร กรรมการผู้จัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ทางคณะผู้บริหารเรามองว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การวิ่ง แต่เป็นการส่งต่อสุขภาพ ไปยังผู้คนอีกจำนวนมาก ผ่านการสนับสนุนเครื่องมือแพทย์ให้ 13 โรงพยาบาล โคโคเลิฟในฐานะแบรนด์เครื่องดื่มสุขภาพจึงรู้สึกว่า นี่คือสิ่งที่สอดคล้องกับตัวตนของเรามากที่สุด ทั้งการดูแลตัวเองและการดูแลสังคมไปพร้อมกัน เราอยากเห็นคนไทยหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น”

ด้าน คุณเบ็ญจรัตน์ พ่อค้า กรรมการบริหาร เผยถึงประโยชน์ของ COCOLOVE น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ที่สอดคล้องกับกิจกรรมว่า “น้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มธรรมชาติที่ให้ความสดชื่น เติมพลัง และมีคุณสมบัติช่วยรีเฟรชร่างกายได้ดี โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย เรามองว่าเป็น natural hydration ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ ที่อยากดูแลตัวเองแบบไม่ต้องปรุงแต่ง วันนี้เราเห็นชัดว่าคนรุ่นใหม่ไม่ได้มองสุขภาพ เป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ทั้งการวิ่ง การออกกำลังกาย และการเลือกอาหารเครื่องดื่มที่ดีต่อร่างกาย โคโคเลิฟ จึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์นี้ คือดีจริง ดื่มง่าย และเข้ากับชีวิตประจำวัน หัวใจของเรา คือ ความจริงใจ เราเลือกใช้น้ำมะพร้าวแท้ 100 % ไม่เติมน้ำตาล ไม่ใส่วัตถุกันเสีย เพื่อให้ผู้บริโภคได้สิ่งที่เป็นธรรมชาติที่สุด”

#หมอออร์โธฯชวนก้าวเพื่อ13โรงพยาบาล #COCOLOVE  #LoveyourselfDrinkforyourhealth

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดียินดีให้กับ ผอ.สำนักบริหารหนี้สาธารณะ

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.02 น.

ดร.หม่อมหลวงปรียพรรณ ศรีธวัช อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ที่ 3 จากซ้าย) และ ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงศ์สกุล อดีตประธานยุทธศาสตร์ชาติด้านสิ่งแวดล้อม (ซ้ายสุด) ร่วมจัดเลี้ยงแสดงความยินดี ย้อนหลัง จินดารัตน์ วิริยะทวีกุล รับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ , ธีระ สุวรรณกุล อดีต สมาชิกวุฒิสภา พลโทศุภฤกษ์ ชัยชนะ และกฤตชัย พยอมแย้ม ร่วมแสดงความยินดี ณ ห้องอาหาร ไชน่าพาเลซ

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’  นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

‘TRILLION STORIES UNDER THE SKY’ นิทรรศการที่รวม ‘เรื่องเล่านับล้าน’ ไว้ใต้ท้องฟ้าเดียวกัน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.57 น.

สยามพารากอน ร่วมกับ Joyman Gallery และ M Contemporary เปิดประสบการณ์ทางศิลปะครั้งพิเศษในนิทรรศการ “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” ที่ชวนทุกคนออกเดินทางสำรวจความหมายของตัวตนและโลกที่เราอาศัยอยู่ พร้อมตั้งคำถามต่อความเป็นมนุษย์ เมือง และความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบัน ผ่าน 2 นิทรรศการเดี่ยวจากศิลปินร่วมสมัย ที่ตีความโลกในแบบของตนเองอย่างมีเอกลักษณ์  เปิดให้ชม “เรื่องเล่านับล้าน” ภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน ระหว่างวันที่ 1 – 22 พฤษภาคม 2569 ณ Art Jewel พื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่ล่าสุดของเอเชีย บนชั้น 5 สยามพารากอน

ภายใต้นิทรรศการครั้งนี้ได้รวม 2 นิทรรศการน่าสนใจเข้าไว้ด้วยกัน คือ “Millions of CATS and ONE CAT: แมวล้านตัวกับแมวหนึ่งตัว” นิทรรศการเดี่ยวของ เนียม มะวรคนอง ที่ชวนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่าง ภาพ ระบบ และตัวตน ในยุคที่ข้อมูลหลั่งไหลเกินขีดจำกัดของการรับรู้ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวัน ผ่านภาพแมวจำนวนมหาศาลที่ปรากฏในผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิคบนผ้าใบกว่า 27 ชิ้น ซึ่งสะท้อนถึงสภาวะของการดำรงอยู่ร่วมกันในโลกที่ความแตกต่างค่อย ๆ เลือนหาย และความเหมือนถูกขยายจนกลายเป็นมาตรฐานของสังคม นิทรรศการนี้ไม่ได้ให้คำตอบ แต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อการมองเห็น การรับรู้ และความหมายของการมีอยู่ ในโลกที่เต็มไปด้วย “ความมากมาย” และ “ความเหมือน” อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 “BENEATH THE HORIZON LINE” นิทรรศการเดี่ยวของ Zillustation (การุญ เจียมวิริยะเสถียร) ซึ่งชวนผู้ชมชะลอจังหวะและค้นพบความงดงามของเมืองในมิติที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน ผ่านผลงานศิลปะที่นำเสนอ “เมือง” ในฐานะพื้นที่มีชีวิต ที่เต็มไปด้วยเรื่องราว การพบพาน และความทรงจำ ผลงานชุดนี้โดดเด่นด้วยเส้นสายขาวดำอันละเอียดอ่อนจากปากกาหมึกดำ ถ่ายทอดเป็นแผนที่เชิงศิลปะที่ผสานระหว่างความเป็นจริงและจินตนาการด้วยกลิ่นอายของป๊อปอาร์ตและการอ้างอิงวัฒนธรรมร่วมสมัยอย่างมีชั้นเชิง จนเกิดเป็นโลกที่ดูเหนือจริง แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนวิถีชีวิตและความงดงามที่ซ่อนอยู่ในมหานคร

ทั้งนี้ ทั้งสองนิทรรศการใน “TRILLION STORIES UNDER THE SKY” นับเป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้หยุดมองโลกอีกครั้ง ท่ามกลางเรื่องเล่ามากมายรอบตัว พร้อมเชิญชวนให้คนรักศิลปะมาร่วมออกเดินทางสำรวจ “เรื่องเล่านับล้าน” และค้นพบความหมายของการมีอยู่ในโลกยุคปัจจุบันภายใต้ท้องฟ้าเดียวกัน โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: SiamParagon

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

คุณแหน : 4 พฤษภาคม 2569

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

  • ภาพพระราชกรณียกิจ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสวีเดน ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 2 พฤษภาคม 2569 เพื่อส่งร่วมพระราชพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 80 พรรษา ของสมเด็จพระราชาธิบดีคาร์ล ที่ 16 กุสตาฟ ณ กรุงสตอกโฮล์ม ตามคำกราบบังคมทูลเชิญ นับเป็นภาพที่ตราตึงอยู่ในความทรงจำของพสกนิกร แล้วผู้พบเห็น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงพระราชไมตรีที่ลึกซึ้งระหว่างพระราชวงศ์ไทยกับพระราชวงศ์ยุโรป
  • สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี ทรงรัดเกล้าเพชรรัศมีสุริยะ (Fringe Tiara deศิราภรณ์องค์ประวัติศาสตร์ พระราชมรดกจาก สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีพระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 5 ซึ่งประวัติศาสตร์ระบุว่าศิราภรณ์องค์นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องประดับของรัสเซีย คือ Kokoshnik จุดเด่นของศิราภรณ์องค์นี้คือสามารถแปลรูปเป็นสร้อยได้ สวนฉลองพระองค์ราตรียาวไหล่เดียวแบบสากล ตัวฉลองพระองค์ตัดเย็บจากผ้าไหมไทยผสมผ้าลูกไม้ลายขนนก ประดับด้วยดิ้นเงิน เป็นผลงานของ Meshmuseum แบรนด์ไทยแท้ ส่วนฉลองพระองค์อื่น ๆ ก็รังสรรค์จากผ้าไทยทั้งหมดเช่นกัน เช่นผ้าไหมยกดอกลำพูน โดยวสินผ้าทอไท
  • TasteAtlas เว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลอาหารท้องถิ่นและเครื่องดื่มจากทั่วทุกมุมโลกยกย่องชาไทยว่ายอดเยี่ยมติดอันดับเก้าของโลก โดยการจัด best non-alcoholic beverage types in the world โดยเครื่องดื่มอะไรแอลกอฮอล์อันดับหนึ่ง คือลูลาดา ของโคลอมเบีย อันดับสองคืออากาวาส เฟรสกาส ของเม็กซิโก อันดับสามคือลาสซี่มะม่วง จากอินเดีย และสี่คือมสาลาจาย จากอินเดียเช่นกัน ตามมามาด้วยชามาเกรบีมิ้นท์ จากแอฟริกา อันดับหกคือมีธี ลาสซี่ จากอินเดียอีกเช่นกัน อันดับเจ็ดคิวบาโน่คาเฟ่ จากคิวบา อันดับแปด เอสเพรสโซ่ เฟรดโด จากกรีซ อันดับเก้าชาไทยเย็น ของไทย อันดับม10 โฮจิฉะ จากญี่ปุ่น
  • รัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ บ่นแต่ยังไม่สิ้นหวังหลังจากพยายามผลักดันแก้ปัญหาแรงงานอิสระในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ยังขาดการคุ้มครองทางกฎหมาย ทำให้แรงงานจำนวนมากสูญเสียสิทธิ์ทางกฎหมาย ทั้งนี้ รัดเกล้าพยามจะตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อแก้ปัญหานี้ให้ได้ แต่ความหวังยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องผลักดันต่อไป 

Victor Lee

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์สู่อำเภอเวียงแหง หนุนสาธารณสุขพื้นที่ห่างไกล

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.48 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ ร่วมส่งต่อความห่วงใยแก่พี่น้องในพื้นที่ อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มอบเครื่องผลิตออกซิเจน หน้ากากอนามัยและขนมขบเคี้ยว เสริมความพร้อมด้านสาธารณสุขให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เดินหน้าสนับสนุนการดูแลด้านสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกล ส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ และขนมขบเคี้ยวผ่านสภาสังคมสงเคราะแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยมีร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ และ นางธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ไปมอบยังพื้นที่ ตำบลเมืองแหง ตำบลแสนไห และตำบลเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

การส่งมอบอุปกรณ์การแพทย์ในครั้งนี้ ประกอบด้วย เครื่องผลิตออกซิเจน จำนวน 2 เครื่อง หน้ากากอนามัย จำนวน 8,000 ชิ้น และขนมขบเคี้ยว ให้แก่เจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) โดยทางสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินการส่งมอบณ วัดพระธาตุดอยนายาง ตำบลเมืองแหง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ กล่าวว่า การสนับสนุนในครั้งนี้ มูลนิธิฯ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมดูแลสุขภาพ ช่วยเหลือผู้ป่วยและกลุ่มคนเปราะบางในพื้นที่ โดยมอบเครื่องผลิตออกซิเจน บรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องใน 3 ตำบล ขณะเดียวกัน ยังได้ทราบถึงความจำเป็นของหน้ากากอนามัยสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ด้วยความทุ่มเทและตั้งใจ จึงได้มอบหน้ากากอนามัยให้กับชุดรักษความปลอดภัยหมู่บ้าน เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการมีสุขอนามัยที่ดี และให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การสนับสนุนเครื่องผลิตออกซิเจนและหน้ากากอนามัย นับเป็นอีกหนึ่งภารกิจด้านสาธารณสุขของมูลนิธิฯ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน พร้อมเคียงข้างชุมชนและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านสาธารณสุขในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

ฉัตรมงคลรำลึก 4 พฤษภาคม 2569 ‘เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป’

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

วันฉัตรมงคล เป็นวันที่รำลึกถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี และราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณีของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากเสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ ต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พุทธศักราช 2559 และดำรงพระอิสริยยศเป็น พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ระหว่างวันที่ 4-6 พุทธศักราช 2562 ถือเป็นพระราชพิธีครั้งที่ 12 นับตั้งแต่มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์มา 237 ปี นับจากรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่มีการจัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นในวันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 ประเทศไทยก็ได้ว่างเว้นจากพระราชพิธีนี้มานานถึง 69 ปี

รัฐบาลไทยและพสกนิกร จึงได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมจัดงานพระราชพิธีฉลองพระเศวตฉัตร หรือรัฐพิธีฉัตรมงคล หรืออาจเรียกว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล ซึ่งกระทำในวันบรมราชาภิเษก ถวายเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 โดย พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป หลังพระราชพิธีบรมราชภิเษก 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 ในปีถัดไปจะเป็นวันระลึกวันบรมราชาภิเษก และจะเรียกว่า “วันฉัตรมงคล”  ตลอดไปในรัชกาลนี้

ความเป็นมาของพระราชพิธีฉัตรมงคลนั้น ก่อนหน้ารัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชพิธีฉัตรมงคล ถือเป็นพิธีของเจ้าพนักงานในพระราชฐานที่มีหน้าที่รักษาเครื่องราชูปโภคและพระทวารประตูวัง ได้จัดการสมโภชสังเวยเครื่องราชูปโภคที่ตนรักษาทุกปีในเดือนหก และเป็นงานส่วนตัวไม่ถือเป็นงานหลวง จนกระทั่งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกระทำพิธีฉัตรมงคลขึ้นเป็นครั้งแรกในวันบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พุทธศักราช 2393 โดยมีพระราชดำริว่า “วันบรมราชาภิเษก เป็นมหามงคลสมัยที่ควรแก่การเฉลิมฉลองในประเทศที่มีพระเจ้าแผ่นดิน จึงถือให้วันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล และควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ” แต่เนื่องจากเป็นธรรมเนียมใหม่ ยากต่อการเข้าใจ อีกทั้ง เผอิญที่วันบรมราชาภิเษก ไปตรงกับวันสมโภชเครื่องราชูปโภคที่มีแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงอธิบายว่า วันฉัตรมงคล เป็นวันสมโภชเครื่องราชูปโภค จึงไม่มีใครติดใจสงสัย ดังนั้น จึงได้มีพระราชดำริจัดงานพระราชกุศลพระราชทานชื่อว่าฉัตรมงคล นี้ขึ้น โดยได้มีการเฉลิมฉลองด้วยการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดเจริญพุทธมนต์ ในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 6 รุ่งขึ้นมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทและพระที่นั่งไพศาลทักษิณ ด้วยเหตุนี้ จึงถือว่า การเฉลิมฉลองพระราชพิธีฉัตรมงคล เริ่มมีในรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรก

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 วันบรมราชาภิเษก ตรงกับเดือน 12 จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉัตรมงคลในเดือน 12 แต่ไม่ได้รับการยินยอม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงแก้ไขด้วยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยตราจุลจอมเกล้าสำหรับตระกูลขึ้น ให้มีพระราชทานตรานี้ตรงกับวันคล้ายบรมราชาภิเษก ท่านผู้หลักผู้ใหญ่จึงยินยอมให้เลื่อนงานฉัตรมงคล มาตรงกับ วันบรมราชาภิเษก แต่ยังให้รักษาประเพณีสมโภชเครื่องราชูปโภคอยู่ตามเดิม รูปแบบงานวันฉัตรมงคล ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การพระราชพิธีฉัตรมงคลได้เพิ่มการพระราชกุศลทักษิณานุประทาน ซึ่งเป็นการบำเพ็ญพระราชกุศลสนองพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

พระราชพิธีฉัตรมงคลในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้จัดการพระราชพิธี 3 วัน คือ วันฉัตรมงคล ตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ประกอบด้วย สรงพระมุรธาภิเษก ณ ชาลาพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงรับน้ำอภิเษก ณ พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงรับเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ขัตติยราชวราภรณ์ และพระแสงศัสตราวุธ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ เลี้ยงพระ พระสงฆ์ดับเทียนชัย ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 เป็นพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธยสถาปนาพระฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศ์และเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราสถลมารค จากพระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท วัดบวรนิเวศวิหาร วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ให้ประชาชนเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล เสด็จออกให้ทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

นับเนื่องตั้งแต่เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติ และทรงมีพระปฐมบรมราชโองการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่า เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอดและครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไปพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องในการพระราชพิธีสำคัญต่างๆ ตลอดจนการบำบัดทุกข์บำรุงสุขแก่ราษฎร ทรงน้อมนำแนวพระราชดำริและพระราชปณิธานของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มาทรงปฏิบัติ  ทรงแสดงความมุ่งมั่นพระราชหฤทัย ที่จะทรง “สืบสาน รักษา ต่อยอด”   แนวพระราชดำริใน สมเด็จพระบรมชนกนาถ และสมเด็จพระบรมราชชนนี ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด ทั้งด้วยพระราชดำรัส พระราโชบาย แนวพระราชดำริ ตลอดจนพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ทั้งปวง

สืบสาน คือทรงนำองค์ความรู้ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  มาสืบสานในการทรงงาน รักษา คือพระราชทานพระราชดำริแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลรักษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  และ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เกิดความยั่งยืน ต่อยอด คือสานต่อโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  ให้สัมฤทธิ์ผลตามพระราชประสงค์

เมื่อวันฉัตรมงคล เวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งครา ในวันที่ พฤษภาคม พุทธศักราช 2569 พสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว  ซึ่งได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจอันมีคุณอนันต์แก่พสกนิกรชาวไทยอย่างหาที่สุดมิได้

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ ‘แจสมิน สปา’

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ 'แจสมิน สปา'

จากจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จ : เรื่องราวของ ‘แจสมิน สปา’

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

โดย ศมลวรรณ อัศวสิทธิถาวร ผู้ก่อตั้ง

ในโลกธุรกิจบริการที่เต็มไปด้วยการแข่งขันอันดุเดือด “แจสมิน สปา” ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคงในฐานะสปาเพื่อสุขภาพระดับแนวหน้า ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่ายี่สิบปี ด้วยมาตรฐานการบริการที่ทุ่มเทต่อทุกรายละเอียด สะท้อนถึงวิสัยทัศน์อันชัดเจนของ ศมลวรรณ อัศวสิทธิถาวร ผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการยกระดับนิยามของสปาให้เป็นมากกว่าสถานที่ผ่อนคลาย แต่คือ “สถานที่แห่งความไว้วางใจและคุณภาพ” อย่างแท้จริง

วิสัยทัศน์แห่งการสร้างสรรค์

ตลอดเส้นทางกว่า ยี่สิบปี “แจสมิน สปา” ไม่เคยหยุดพัฒนา ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบความเพลิดเพลินผ่อนคลายเหนือระดับให้แก่ลูกค้า ทุกการให้บริการถูกออกแบบมาอย่างพิถีพิถัน ทั้งการฝึกฝนเทอราพิสต์ให้มีความเชี่ยวชาญสูงสุด และการจัดสรรบรรยากาศภายในที่หรูหรา สงบ และเอื้อต่อการผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ผู้มาเยือนทุกท่านได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจ: จากความเจ็บป่วยสู่การเยียวยาด้วยหัวใจ

คุณศมลวรรณเล่าว่า แรงบันดาลใจในการเปิดกิจการนี้มาจากประสบการณ์ส่วนตัวโดยตรง เนื่องจากเธอเผชิญกับความเครียดสะสมจากการทำงานที่สูงมาก ส่งผลให้ร่างกายเมื่อยล้า เส้นเอ็นตึงและขาดความยืดหยุ่นตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

ด้วยเหตุนี้เธอจึงออกสำรวจและเข้าใช้บริการสปาในสถานที่ต่างๆ จนเกิดความรักและความหลงใหลในธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อได้เริ่มเปิดกิจการมาตั้งแต่วันแรก เดือนแรก และปีแรก เธอกลับพบว่ามันไม่ได้ง่ายเลย

“จุดเริ่มต้นนั้นเรียกได้ว่าขาดความพร้อมในทุกด้าน ทั้งทำเล สถานที่ และบุคลากรที่ยังไม่ลงตัว ทว่าคำว่า ‘ท้อถอย’ กลับไม่เคยถูกนิยามไว้ในการทำงาน เพราะความพ่ายแพ้ที่แท้จริงมีเพียงการปิดกิจการเท่านั้น จึงได้ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจประคบประหงมธุรกิจนี้ ประดุจการรังสรรค์รสชาติอาหารที่ต้องละเมียดละไมจนไร้ที่ติ ความท้าทายเหล่านี้เองคือเสน่ห์ที่ผลักดันให้ก้าวข้ามทุกอุปสรรค จนกลายเป็นสปาที่ได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน”

มาตรฐานและการรับรองคุณภาพ: ความภาคภูมิใจอันสูงสุด

แจสมิน สปา ได้รับการรับรองมาตรฐานการประกอบธุรกิจสปาที่สำคัญ เพื่อยืนยันถึงการให้บริการอย่างมีคุณภาพสูงและเชื่อถือได้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินงานอย่างถูกต้องตามหลักเกณฑ์สากล อาทิ:

  • ใบอนุญาตประกอบกิจการสปาเพื่อสุขภาพ จากกระทรวงสาธารณสุข
  • ใบรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ (สปส.)
  • เกียรติบัตรจากกรุงเทพมหานคร: รับรองคุณภาพในระดับ “ดีมาก” พร้อมโล่รางวัลที่ถือเป็นความภาคภูมิใจอันสูงสุด

เอกสารและเกียรติบัตรเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความถูกต้องทางธุรกิจ หากยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความไว้วางใจที่ลูกค้ามั่นใจได้ในทุกครั้งที่มาใช้บริการ

ความสำเร็จที่ยืนหยัด: ทีมงานที่แข็งแกร่ง

วันนี้ “แจสมิน สปา” ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสปาชั้นนำระดับ 5 ดาว ใจกลางย่านพระราม 3 ความสำเร็จนี้เกิดจากทีมงานที่ยอดเยี่ยม ตั้งแต่ผู้จัดการทีมที่มีความชำนาญสูง ไปจนถึงเทอราพิสต์ผู้เชี่ยวชาญที่มีฝีมือการนวดอโรม่าอันยอดเยี่ยม มีความอ่อนโยน อ่อนหวาน และพัฒนาฝีมือจนยกระดับสู่สปาเพื่อสุขภาพที่ยอดเยี่ยมที่สุดในย่านนี้

จากระยะเวลาเริ่มต้นสู่ปัจจุบัน: การันตีด้วยความผูกพัน

แม้จะก้าวผ่านเวลายาวนานกว่า ยี่สิบกว่าปี แต่เจตนารมณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เรามีลูกค้าหลายท่านที่มาใช้บริการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันแรกที่เปิดกิจการจนถึงปัจจุบัน ทีมงานทุกคนขอขอบคุณลูกค้าที่ไม่เคยลืมเลือนกัน และแวะเวียนมาหาเราสม่ำเสมอในยามที่เมื่อยล้าจากการงาน เราสัญญาว่าจะสืบสานมาตรฐานด้านความสะอาด ความปลอดภัย และความโปร่งใส พร้อมพัฒนาการบริการให้เหนือความคาดหมายของลูกค้าตลอดไป

ธุรกิจสปาก็เปรียบเสมือนงานสร้างสรรค์อาหารชั้นเลิศ ที่ไม่ได้อาศัยเพียงวัตถุดิบชั้นดี แต่ต้องอาศัยความใส่ใจ พิถีพิถัน และความสม่ำเสมอในทุกรายละเอียด หากละเลยคุณภาพ วันหนึ่งคุณค่าอาจเลือนหาย แต่หากรักษามาตรฐานไว้อย่างมั่นคง พร้อมพัฒนาอยู่เสมอ ความไว้วางใจและความประทับใจจะดำรงอยู่ตราบนานเท่านาน เช่นเดียวกับ “แจสมิน สปา” ที่ยังคงสืบสานความสง่างามและมาตรฐานแห่งการผ่อนคลายอย่างแท้จริง

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด คนปรับ โลกเปลี่ยน ชวนคนไทยมุ่งสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ เริ่มที่ตัวเรา

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด คนปรับ โลกเปลี่ยน ชวนคนไทยมุ่งสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ เริ่มที่ตัวเรา

ช่อง 7HD ยกระดับแนวคิด คนปรับ โลกเปลี่ยน ชวนคนไทยมุ่งสร้างสังคมยั่งยืนในทุกมิติ เริ่มที่ตัวเรา

วันจันทร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.50 น.

ช่อง 7HD ตอกย้ำบทบาทสื่อเพื่อสังคม เดินหน้าสานต่อและขยายขอบเขตแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” จากการมุ่งเน้นด้านสิ่งแวดล้อม สู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในทุกมิติของการดำเนินชีวิต ด้วยความเชื่อมั่นในพลังเล็ก ๆ ของทุกคนว่า การเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงที่ตนเอง คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะสร้างสรรค์สังคมและโลกให้น่าอยู่ได้อย่างยั่งยืน

ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าสร้างสรรค์สังคมไทยในทุกมิติ พร้อมยกระดับแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมมากกว่าเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขยายผลไปถึงการปรับทัศนคติและวิถีปฏิบัติของผู้คน เพื่อร่วมกันส่งต่อโลกที่สมบูรณ์และงดงามให้แก่คนรุ่นต่อไปท่ามกลางวิกฤตการณ์ที่โลกกำลังเผชิญ ทั้งความผันผวนทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางของสังคม รวมถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรง ช่อง 7HD ในฐานะสื่อมวลชนที่อยู่เคียงข้างประชาชน จึงขอทำหน้าที่สร้างความตระหนักรู้และสร้างแรงบันดาลใจ เชิญชวนทุกคนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ภายใต้ความเชื่อที่ว่า “คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา”ล่าสุด ช่อง 7HD นำโดยทีมผู้ประกาศข่าวคุณภาพ ได้แก่ เหมือนฝัน ประสานพานิช, ปอย-ภานุรัจน์ ศนีบุตร,ปุ๊ก-นภัสกรณ์ เสรีโรจนสิริ, เพชรหอม-สุคนธ์เพชร ผลประดิษฐานนท์, แชมป์-ศรัณภัสร์ ตั้งไพศาลธนกุล, บี-กมลาสน์เอียดศรีชาย พร้อมด้วยนักแสดงหนุ่ม โหน-ธนากร ศรีบรรจง เข้าร่วมกิจกรรมในงานวันแรงงาน “จุฬาฯ ห่วงใยแรงงานไทยปีที่ 2” ณ สยามสแควร์ Walking Street เพื่อร่วมส่งต่อพลังบวกและปลุกจิตสำนึกให้แก่ประชาชนผ่านแนวคิด “คนปรับ โลกเปลี่ยน”อย่างเป็นรูปธรรม

โดย เหมือนฝัน ประสานพานิช ผู้ประกาศข่าวจากรายการสนามข่าว 7 สี ในฐานะตัวแทนช่อง 7HD กล่าวว่า ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมล้วนมีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก “คน” ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการปรับวิธีคิดและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล “จากที่เราได้ติดตามข่าวสารและพบเห็นปัญหามากมายที่เกิดขึ้นทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงในระดับสากล ความเปราะบางของสังคม หรือปัญหาการทุจริตคอรัปชัน หากเรามองให้ลึกถึงรากฐานของปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างถ่องแท้ จะพบว่าจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดคือ “คน” ด้วยเหตุนี้ ช่อง 7HD จึงมุ่งมั่นยกระดับแนวคิด “คนปรับโลกเปลี่ยน” ให้ครอบคลุมทุกมิติของการดำเนินชีวิต เพราะเราเชื่อมั่นว่า “โลก” คือกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพการกระทำของพวกเราทุกคน เมื่อเราเริ่มปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมเพื่อส่วนรวม แม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ แต่หากหลอมรวมเข้าด้วยกัน จะกลายเป็นพลังมหาศาลที่ขับเคลื่อนโลกไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโลกใบใหม่ด้วยมือของเรา เพราะเราเชื่อเสมอว่า คนปรับ โลกเปลี่ยน ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา และในงานวันแรงงานล่าสุดที่พวกเราตัวแทน ช่อง 7HD ได้ไปร่วมกิจกรรมออกบูธ เล่นเกม พร้อมปลุกจิตสำนึกผ่านโครงการ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” เพราะเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญที่เราต้องร่วมมือกัน เราขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่
โดยไม่ต้องรอให้ใครเริ่มก่อน แต่เริ่มได้ทันทีจากเรื่องใกล้ตัวที่เปี่ยมพลัง ไม่ว่าจะเป็นการ “ปรับคำพูด” ให้กลายเป็นพลังใจที่อบอุ่นในครอบครัว “ปรับวินัย” ด้วยการเคารพเวลาและซื่อสัตย์สุจริตต่อหน้าที่ หรือการ “ปรับพฤติกรรม” หันมาดูแลสุขภาพและมีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง สิ่งเล็ก ๆ ที่เราตั้งใจปรับในวันนี้ จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยหมุนโลกใบเดิมให้เปลี่ยนเป็นโลกใบใหม่ที่งดงามยิ่งกว่าเดิม เพราะเมื่อ “เรา” ปรับ “โลก” ก็เปลี่ยน มาร่วมแรงร่วมใจสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไปด้วยกันค่ะช่อง 7HD พร้อมเดินหน้าเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมสร้างโลกที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป