ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

ชวนบริจาคโลหิต เติมคลังเลือดเตรียมรับมืออุบัติเหตุ ช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.52 น.

การให้ที่ยิ่งใหญ่ คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกับการบริจาคโลหิต ถือเป็นการให้ชีวิตเพื่อต่อลมหายใจผู้อื่น ซึ่งเป็นการสร้างความสุขที่ยั่งยืนทั้งต่อผู้ให้และผู้รับ เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ศูนย์การค้าในเครือเอ็ม บี เค จึงเดินหน้ากิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ ภายใต้ MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม โดยร่วมกับ ธนชาตประกันภัย และ สภากาชาดไทย  ปลุกพลังผู้ให้ทั่วประเทศ ร่วมบริจาคโลหิตช่วยเหลือผู้ป่วย ผ่านกิจกรรมบริจาคโลหิต “GIVE BLOOD NOW ให้เลือด ให้ได้ ให้เลย”  ณ  ศูนย์การค้าเดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 ประจำเดือนมีนาคม  พร้อมรับฟรีข้าวหอมมะลิจัสมิน จากข้าวมาบุญครอง กิจกรรมครั้งนี้มีพนักงานและประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจลงทะเบียนบริจาคโลหิตจำนวนกว่า 100 คน

นัยนา นาชัยพูล พยาบาลหัวหน้าทีมรับบริจาคโลหิต สภากาชาดไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาสภากาชาดไทย ได้ร่วมกับหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ขับเคลื่อนรณรงค์ให้ผู้บริจาคโลหิตร่วมบริจาคโลหิตอย่างสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อให้มีโลหิตสำรองเพียงพอ สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ “โดยเฉพาะช่วงเทศกาลและหลังสงกรานต์ ทุกโรงพยาบาลมีความจำป็นต้องมีการสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ ช่วยเหลือประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ดังนั้นการออกหน่วยบริจาคเคลื่อนที่จึงมีความสำคัญเพื่อเข้าถึงผู้บริจาค อยากเชิญชวนผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงมาร่วมบริจาคเลือดช่วยเหลือคนไทยกันเยอะๆ ค่ะ”

รชต โกเมนรัตนกุล พนักงานบริษัท ธนชาตประกันภัย กล่าวว่า “ วันนี้มาบริจาคเลือดครั้งที่ 28 แล้วครับ ตั้งเป้าว่าต้องมาบริจาคทุก3 เดือน เพราะรู้สึกว่ามีความสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น ขอบคุณหน่วยบริการเคลื่อนที่ทำให้ผมสะดวกไม่ต้องเดินทางไปบริจาคถึงหน่วยงาน อยากเชิญชวนทุกคนมาร่วมเป็นผู้ให้เช่นกัน เพียงแค่เตรียมความพร้อมร่างกายก่อนมาบริจาคโลหิต พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และดื่มน้ำเยอะๆ ก่อนมาบริจาคครับ ”

สำหรับผู้ประสงค์บริจาคโลหิต ต้องเตรียมความพร้อมร่างกาย โดยการพักผ่อนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอก่อนบริจาคไม่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย หรือทานยาบางชนิด มีสภาพร่างกายแข็งแรงซึ่งสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน เพื่อส่งต่อลมหายใจให้เพื่อนมนุษย์  หรือหากใครไม่สะดวกบริจาค สามารถมาร่วมเป็นจิตอาสาเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมอื่นๆ ของสภากาชาดได้ เพราะการบำเพ็ญประโยชน์ทำได้หลายทาง ช่วยเหลือผู้อื่นทำให้ชีวิตมีคุณค่าและมีความสุขอย่างแท้จริง

นพวรรณ พิศาล จิตอาสภากาชาดไทย  กล่าวว่า  ก่อนหน้านี้เคยบริจาคโลหิตมาตลอด แต่ช่วงหลังสภาพร่างกายไม่แข็งแรง จึงเลือกที่จะสมัครมาร่วมเป็นจิตอาสาของสภากาชาดไทย เพราะการช่วยเหลือสังคมทำได้หลายช่องทาง “เราไม่มีเงินทองมากมาย มีแค่ใจที่อยากช่วยเหลือผู้อื่น จึงเลือกมาเป็นจิตอาสาออกหน่วยบริจาคโลหิตเคลื่อนที่  ช่วยงานตรวจความพร้อมร่างกายเบื้องต้นก่อนบริจาค แค่นี้ก็รู้สึกสบายใจ ภูมิใจที่ได้เจ้าหน้าที่แบ่งเบาภาระเจ้าหน้าที่แล้วค่ะ”

ทั้งนี้ สถานการณ์เลือดสำรองของไทยในปัจจุบันถือว่าอยู่ขั้นวิกฤต โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคม พบเลือดในคลังเหลือต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อการผ่าตัดและผู้ป่วยฉุกเฉินโดยเฉพาะช่วง 7วันอันตรายของเทศกาลสงกรานต์ที่ใกล้จะถึงนี้ จึงต้องสำรองเลือดเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ  ช่วยเหลือประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาซึ่งมีความเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุดังนั้นการบริจาคโลหิตยังคงมีความสำคัญ โดยในปี 2569 เดอะไนน์ เซ็นเตอร์ พระราม 9 มุ่งมั่นเดินหน้าจัดกิจกรรม MBK Care อาสาทำดีปันน้ำใจสู่สังคม อย่างต่อเนื่องสามารถมาร่วมบริจาคครั้งต่อไปได้ใน วันพุธที่ 17 มิถุนายน 2569 หากมีผู้บริจาคโลหิตบริจาคทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้นจะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ เอ็ม บี เค คอนแทคท์ เซ็นเตอร์  1285  ติดตามกิจกรรมและ โปรโมชันดี ๆ ของศูนย์การค้าฯ ได้ที่  http://www.thenine.co.th  หรือ Facebook : The Nine Center Rama 9  และ Instagram:  thenine_rama 9 

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์ที่ 3 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันเสาร์ที่ 2 เมษายน พ.ศ.2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์หม่อมหลวงเกษตร สนิทวงศ์ เป็นผู้ถวายพระประสูติกาล และได้รับการถวายพระนามจาก สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ พร้อมทั้งประทานคำแปลว่า “นางแก้ว” อันหมายถึง หญิงผู้ประเสริฐ และมีพระนามที่ข้าราชบริพาร เรียกทั่วไปว่า “ทูลกระหม่อมน้อย”

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ทรงได้รับความสำเร็จในการศึกษาอย่างงดงาม และทรงได้บำเพ็ญพระราชกิจจานุกิจนานัปการอันเป็นประโยชน์แก่แผ่นดินและราษฎร จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระราชอิสริยยศ และพระราชอิสริยศักดิ์ เป็นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี ในการพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2520 นับเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงพระองค์แรก ที่ทรงดำรงฐานันดรศักดิ์ที่ “สยามบรมราชกุมารี” แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์

ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นพระโสทรกนิษฐภคินีที่ได้ทรงร่วมสุขร่วมทุกข์มาแต่ทรงพระเยาว์ เมื่อทรงเจริญพระชนมายุ ก็ได้ทรงปฏิบัติบำเพ็ญพระราชกรณียกิจสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระบรมชนกนาถและสมเด็จพระบรมราชชนนี ด้วยพระวิริย อุตสาหะ เป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและอาณาประชาราษฎร์อย่างใหญ่หลวง เป็นอเนกประการ ครั้นในรัชกาลปัจจุบัน ก็ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในหลายวาระ และช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจน้อยใหญ่ที่สืบเนื่องมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระบรมชนกนาถ ให้ดำเนินลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย สมควรจะยกย่องพระเกียรติยศตามฐานะแห่งพระบรมราชวงศ์ จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เฉลิมพระนามาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร มหาวชิราลงกรณวรราชภักดี สิริกิจการิณีพีรยพัฒน รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี  นับเป็นเจ้านายพระองค์แรกที่ได้รับพระราชทานพระเกียรติยศที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า โดยยังทรงพระอิสริยยศ กรมสมเด็จพระ และ สยามบรมราชกุมารี ตามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมชนกนาถ

พระปรีชาสมารถด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระปรีชาสามารถในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย ซึ่งทรงนำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริมและให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยผู้หนึ่ง โดยทรงเครื่องดนตรีไทยได้ทุกชนิด แต่ที่โปรดทรงอยู่ประจำ คือ ระนาด ซอ และฆ้องวง โดยเฉพาะระนาดเอก

ในขณะที่ทรงพระเยาว์ เครื่องดนตรีที่ทรงสนพระทัยนั้น ได้แก่ ระนาดเอกและซอสามสาย ซึ่งพระองค์ทรงเริ่มเรียนระนาดเอกอย่างจริงจัง เมื่อปีพ.ศ. 2528 หลังจากการเสด็จฯทรงดนตรีไทย ณ บ้านปลายเนิน ซึ่งเป็นวังของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจิตรเจริญ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ โดยมี สิริชัยชาญ พักจำรูญ เป็นพระอาจารย์ พระองค์ทรงเริ่มเรียนตั้งแต่การจับไม้ระนาด การตีระนาดแบบต่างๆ และท่าที่ประทับขณะทรงระนาด และทรงเริ่มเรียนการตีระนาดตามแบบแผนโบราณ กล่าวคือ เริ่มต้นด้วยเพลงต้นเพลงฉิ่งสามชั้น แล้วจึงทรงต่อเพลงอื่นๆ ตามมา ทรงทำการบ้านด้วยการไล่ระนาดทุกเช้า หลังจากบรรทมตื่นภายในห้องพระบรรทม

จนกระทั่งพุทธศักราช 2529 พระองค์จึงทรงบรรเลงระนาดเอกร่วมกับครูอาวุโสของวงการดนตรีไทยหลายท่านต่อหน้าสาธารณชนเป็นครั้งแรก ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ 17 ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยเพลงที่ทรงบรรเลง คือ เพลงนกขมิ้น (เถา) นอกจากดนตรีไทยแล้วพระองค์ยังทรงดนตรีสากลด้วย โดยทรงเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่พระชนมายุ 10 พรรษา แต่ได้ทรงเลิกเรียนหลังจากนั้น 2 ปี และทรงฝึกเครื่องดนตรีสากล ประเภทเครื่องเป่า จาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร      จนสามารถทรงทรัมเปตนำวงดุริยางค์ในงานคอนเสิร์ตสายใจไทย และทรงระนาดฝรั่งนำวงดุริยางค์ในงานกาชาดคอนเสิร์ต

ด้านอักษรศาสตร์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โปรดการอ่านหนังสือและการเขียนมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ รวมกับพระปรีชาสามารถทางด้านภาษาทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ ร้อยแก้วและร้อยกรอง ดังนั้น จึงทรงพระราชนิพนธ์หนังสือประเภทต่างๆ ออกมามากกว่า 100 เล่ม ซึ่งมีหลายหลากประเภททั้งสารคดีท่องเที่ยวเมื่อเสด็จพระราชดำเนินเยือนต่างประเทศ ทรงใฝ่เรียนรู้วิทยาการหลากสาขา การทรงรู้รอบกว้างไกลด้านจีนวิทยาเป็นที่ประจักษ์แจ้งชัด เมื่อผสานกับการทรงมีพรสวรรค์ในการประพันธ์และพระวิริยะหมั่นฝึกฝนการเขียน ก่อเกิดเป็นรัตนสารด้านจีนวิทยาจำนวนมาก ทั้งสารคดีเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน พระราชนิพนธ์แปลบทกวีนิพนธ์จีนนวนิยาย เรื่องสั้น บทละครพูด ความเรียงร้อยแก้ว อาทิ บทละครพูดร้านน้ำชาผีเสื้อ, เมฆเหินน้ำไหล, หมู่บ้านเล็กตระกูลเป้า, ไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ, นารีนครา, ตลอดกาลน่ะนานแค่ไหน, รอยยิ้มของน้ำตาและหัวใจ,  เมื่อข้าพเจ้าเขียนย่ำแดนมังกร, มุ่งไกลในรอยทราย ฯลฯ มรกต พระราชนิพนธ์แปล รวมทั้งสารคดีวิชาการ ปาฐกถาทรงบรรยาย และอื่นๆ รวมทั้งพระราชนิพนธ์ เกล็ดหิมะในสายหมอก ลาวใกล้บ้าน ทัศนจากอินเดีย มนต์รักทะเลใต้

ประเภทวิชาการและประวัติศาสตร์ เช่น บันทึกเรื่องการปกครองของไทยสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ กษัตริยานุสรณ์ หนังสือสำหรับเยาวชน เช่น แก้วจอมแก่น แก้วจอมซน หนังสือที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ไทย เช่น สมเด็จแม่กับการศึกษา ประเภทพระราชนิพนธ์แปล เช่น หยกใสร่ายคำ ความคิดคำนึง เก็จแก้วประกายกวี และหนังสือทั่วไป เช่น นิทานเรื่องเกาะ (เรื่องนี้ไม่มีคติ) เรื่องของคนแขนหัก เป็นต้น และมีลักษณะการเขียนที่คล้ายคลึงกับพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือในพระราชนิพนธ์เรื่องต่างๆ นอกจากจะแสดงพระอารมณ์ขันแล้ว ยังทรงแสดงการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ต่างๆ เป็นการแสดงพระมติส่วนพระองค์

นอกจากพระนาม “สิรินธร” แล้ว  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงใช้นามปากกาในการพระราชนิพนธ์หนังสืออีก 4 พระนาม ได้แก่ “ก้อนหินก้อนกรวด” เป็นพระนามแฝงที่ทรงหมายถึง พระองค์และพระสหาย สามารถแยกได้เป็น ก้อนหิน หมายถึง พระองค์เอง ส่วนก้อนกรวด หมายถึง กุณฑิกา ไกรฤกษ์ พระองค์มีรับสั่งถึงพระนามแฝงนี้ว่า “เราตัวโตเลยใช้ว่า ก้อนหิน หวานตัวเล็ก เลยใช้ว่า ก้อนกรวด รวมกันจึงเป็น ก้อนหิน-ก้อนกรวด” นามปากกานี้ทรงใช้ครั้งเดียวขณะประพันธ์บทความ “เรื่องจากเมืองอิสราเอล” เมื่อปีพุทธศักราช 2520 ขณะที่พระนามแฝง “แว่นแก้ว” เป็นชื่อที่พระองค์ทรงตั้งขึ้นเอง ทรงมีรับสั่งว่า “ชื่อแว่นแก้ว นี้ตั้งเอง เพราะตอนเด็กๆ ชื่อลูกแก้ว ตัวเองอยากชื่อแก้ว ทำไมถึงเปลี่ยนไปไม่รู้เหมือนกัน แล้วก็ชอบเพลงน้อยใจยา นางเอกชื่อ แว่นแก้ว” โดยพระนามแฝง “แว่นแก้ว” นี้ พระองค์เริ่มใช้เมื่อปีพุทธศักราช 2521 เมื่อทรงพระราชนิพนธ์และทรงแปลเรื่องสำหรับเด็ก ได้แก่ แก้วจอมซน แก้วจอมแก่นและขบวนการนกกางเขน

ส่วนพระนามแฝง “หนูน้อย” ทรงมีรับว่า “เรามีชื่อเล่นที่เรียกกันในครอบครัวว่า น้อย เลยใช้นามแฝงว่า หนูน้อย” โดยพระองค์ทรงใช้เพียงครั้งเดียวในบทความเรื่อง “ป๋องที่รัก” ตีพิมพ์ในหนังสือ 25 ปีจิตรลดา เมื่อปีพุทธศักราช 2523 และ พระนามแฝง “บันดาล”  ทรงมีรับสั่งว่า “ใช้ว่า บันดาล เพราะคำนี้ผุดขึ้นมาในสมอง เลยใช้เป็นนามแฝง ไม่มีเหตุผลอะไรในการใช้ชื่อนี้เลย” ซึ่งพระองค์ทรงใช้ในงานแปลภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยที่ทรงทำให้สำนักเลขาธิการคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ กระทรวงศึกษาธิการเมื่อปีพุทธศักราช 2526 นอกจากนี้ ยังทรงพระราชนิพนธ์เพลงเป็นจำนวนมาก โดยบทเพลงที่ดังและนำมาขับร้องบ่อยครั้ง ได้แก่ เพลง ส้มตำ รวมทั้งยังทรงประพันธ์คำร้องในบทเพลงพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้แก่ เพลง รัก และ เพลง เมนูไข่

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงมีพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ทรงบันทึกไว้ระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ   มาจัดแสดงใน “นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์” มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2550   เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสได้ร่วมตามรอยเสด็จพระราชดำเนินและชื่นชมพระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ รวมทั้งเพื่อเป็นความรู้แก่นิสิต  นักศึกษา เริ่มตั้งแต่นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “แสงคือสี สีคือแสง” ในปี 2550  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตที่หมุนไปไม่หยุดยั้ง” ในปี 2551 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ถ้าเดินเรื่อยไปย่อมถึงปลายทาง” ในปี 2552  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สี แสง แสดงชีวิต” ในปี 2553 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อุปบัติ ณ โลกี” ในปี 2554 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ควงกล้องท่องโลก” ในปี 2555   นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “รูปยาตรา ภาพทัศนาจร” ในปี 2556 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อันมีทิพเนตรส่องไป” ในปี 2557  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “อยู่มานาน กาลเวลามีสุข” ในปี 2558 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ทัศนียมรรคา” ในปี 2559 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “กาวยประภา”

ในปี2560  นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “สวัสดีปีจอหมา มาคอยท่าปีกุนหมู” ในปี 2562 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “มหัศจรรย์พรรณภาพ”ในปี 2563 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์ “ชีวิตยามอยู่บ้าน” ในปี 2564 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ธรรมดาแบบใหม่ : New Normal” ในปี 2565 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “สืบมรรคา ทัศนาทั่วไทย” (Roaming in Thailand) ในปี 2566 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “บ้านเขา เมืองเรา : Theirs and Ours” ในปี 2567 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ได้ออกนอกบ้าน! : Free at Las” ในปี 2568 นิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์หัวข้อ “ริมมรคา: Along the Path”

ทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พุทธศักราช 2523  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตัดสินพระทัยเข้ารับราชการในกองทัพบก ทรงเป็นทูลกระหม่อมอาจารย์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ซึ่งเป็นสถาบันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งขึ้น ด้วยพระบรมราชปณิธานที่จะให้การศึกษาอบรมและดำเนินการฝึกนักเรียนนายร้อย เพื่อออกไปรับราชการเป็นนายทหารของกองทัพบก ดังเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เรื่อง “10 ปี ในรั้วแดงกำแพงเหลือง” ความตอนหนึ่งว่า “…พลตรียุทธศักดิ์ คล่องตรวจโรค ซึ่งเป็นราชองครักษ์และเป็นคนคุ้นเคยกับข้าพเจ้า เข้าดำรงตำแหน่ง ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า มาชวนให้ข้าพเจ้าเข้าทำงานที่โรงเรียน จปร. เป็นอาจารย์สอนประวัติศาสตร์ ข้าพเจ้าเห็นว่าเป็นงานที่ข้าพเจ้าคงพอจะทำได้ในขณะนั้นข้าพเจ้าเพิ่งสำเร็จการศึกษา มีความกระตือรือร้นที่จะทำอะไรที่สร้างสรรค์ ทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติและสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าพเจ้ายังมีใจรักที่เป็นครู จึงตกลงใจรับราชการที่นี่ ได้ดำเนินการเรื่องเอกสารการสมัครเข้าทำงานครบตามระเบียบปฏิบัติที่ได้รับคำแนะนำ…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอาจารย์สอนในสายวิชาประวัติศาสตร์ ทรงวางแนวการสอนและทรงปรับปรุงเนื้อหาวิชาให้ทันสมัย และเหมาะสมกับนักเรียนนายร้อยอยู่เสมอ เช่น วิชาประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นวิชาที่ให้ความรู้พื้นบ้าน รวมทั้งวิเคราะห์สถานการณ์ประเทศเพื่อนบ้านข้างเคียงของไทย ที่มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับไทย ทั้งทางด้านการเมืองและการทหาร จึงเป็นวิชายอดนิยมที่นักเรียนให้ความสนใจเลือกศึกษาเป็นอันมาก นอกจากนั้น พระองค์ยังทรงเป็นที่ปรึกษาในสายวิชาสังคมวิทยาและวิชาพัฒนาชุมชน เพื่อเสริมนโยบายยุทธศาสตร์พัฒนา ทรงเป็นประธานในการจัดทำตำรา และทรงสนับสนุนการนำนักเรียนนายร้อยไปศึกษาดูงานนอกสถานที่เพื่อให้ได้สัมผัสสถานที่จริงที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ในแง่ต่างๆ แล้วยังทรงสอดแทรกในเรื่องของความเป็นอยู่ของชุมชน การเจริญเติบโตของชุมชนในด้านต่างๆ ตามยุคตามสมัยไว้ด้วยทุกครั้งไป  ปัจจุบันทรงเกษียณจากการสอนแล้ว พร้อมทั้งพระราชทานเงินเดือนที่ทรงได้รับตลอด 35 ปี คืนให้กับโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

พระราชกรณียกิจและโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทั้งพระราชกรณียกิจที่ทรงสืบสานต่อจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง, พระราชกรณียกิจเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชสมัยปัจจุบัน, พระราชกรณียกิจเยือนต่างประเทศ, พระราชกรณียกิจประจำวัน และพระราชกรณียกิจทางด้านการศึกษา ด้านการพัฒนา ด้านศิลปวัฒนธรรมและศาสนา ด้านสาธารณกุศล ด้านสาธารณสุขและโภชนาการ ด้านการต่างประเทศ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และด้านเกษตรกรรม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ ซึ่งโครงการในระยะเริ่มต้นนั้นมุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาเพื่อการพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์

โครงการตามพระราชดำริฯ ในระยะต่อมาและในปัจจุบันเน้นในด้านการพัฒนาการศึกษามากขึ้น ด้วยทรงมีพระราชดำริว่า “…การศึกษาเป็นปัจจัยหลักในการสร้างและพัฒนาความรู้ ความคิด ตลอดจนความประพฤติและคุณงามความดีของบุคคล ให้บุคคลดำรงตนอยู่ในสังคมและในโลกได้อย่างมั่นคงและมีความสงบร่มเย็นได้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วเพียงใดก็ตาม…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเห็นความสำคัญของหลักสิทธิมนุษยชน ทรงห่วงใยในความด้อยโอกาสทางการศึกษาของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทั้งชนกลุ่มน้อย และประชาคมเมือง ทุกคนควรมีโอกาสได้รับการศึกษา ได้รับบริการจากภาครัฐโดยเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของประชาชน ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการด้านอาหารและโภชนาการ ณ มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม  พุทธศักราช 2548 ความตอนหนึ่งดังนี้

 

“…ให้คนทุกคนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะรับสิ่งดีๆ ในชีวิต ไม่ใช่ว่าคนอื่นจะเอาอะไรมาให้ก็ได้ หรือว่าผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเมือง หรือดูแลชุมชนต่างๆ ก็ต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีสิทธิเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น คนด้อยโอกาส หรือบุคคลชายขอบ ที่เรียกกันตอนนี้ว่าคนที่อยู่ในภาวะวิกฤต ก็ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือได้รับการดูแล…

…ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิ เราก็จะพูดถึงในแง่ว่าคนเรามีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ มีสิทธิที่จะอยู่อย่างดี ควรจะได้รับการศึกษา การศึกษานี้เพื่ออะไร เพื่อให้สามารถที่จะพยุงตัวเองและดำเนินชีวิตไปได้อย่างสุขสบาย จะได้เอาความรู้นั้นไปช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นหรือชุมชนได้อีก…”

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานแนวพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินงาน โดยการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มีความรู้ความชำนาญ จัดทำเป็นโครงการต่างๆ ที่นำแนวพระราชดำริไปสู่การปฏิบัติจริง ซึ่งมีหลักการสำคัญในสองแนวทาง คือ แนวทางการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทุกข์ยากเฉพาะหน้าที่ราษฎรกำลังประสบอยู่ หรือแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ที่มุ่งเสริมสร้างขีดความสามารถให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาจนสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ ได้พระราชทานข้อคิดในการดำเนินงานแก่นักพัฒนา ดังที่ได้มีพระราชดำรัสในงานเสวนาทางวิชาการดังกล่าวข้างต้น ความตอนหนึ่งว่า

“…ที่จริงศักดิ์ศรีของมนุษย์เป็นแนวทางหนึ่งในการปฏิบัติงานเรื่องการพัฒนา ถ้าเราจะเรียกตัวเองเป็นนักพัฒนา หรือว่าจะเป็นการพัฒนาด้านอาหารโภชนาการหรือด้านอื่นๆ เรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์น่าจะเป็นไปได้ที่เป็นส่วนหนึ่งของสิทธิ ประการแรก คือให้คนที่เราจะพัฒนาได้กระทำด้วยตัวเอง และอยากเอง ทำเอง ก็เป็นศักดิ์ศรีของเขา ไม่ใช่ว่าจะต้องเป็นฝ่ายรับอยู่ร่ำไป ถ้าเราไปทำให้ถูกในจุดนี้ได้ ก็เป็นเรื่องการส่งเสริมศักดิ์ศรีของมนุษย์ ประการที่สอง ต้องคิดว่าเวลาไปพัฒนา ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนที่สูงเด่นกว่าเขา หรือเป็นคนที่ศักดิ์ศรีสูงกว่าเขา อุตส่าห์ก้มตัวลงไปทำงานกับเขา ถ้าคิดอย่างนั้นก็อย่าไป คือเราไปทำแล้วเห็นคนอื่นใครๆ ต่ำกว่าหมด ทุกคนต่ำกว่าหมด ทุกคนโง่กว่าหมด อย่างนั้นก็คบกันไม่ได้ ต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีของมนุษย์ จะไปทำงานกับใครก็ต้องช่วยกัน เดี๋ยวนี้เขาไม่เรียกว่าไปพัฒนาไปช่วย เขาเรียกว่าความร่วมมือกันทั้งนั้น…”

พระราชกรณียกิจด้านองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ ครอบคลุมงานสำคัญๆ อันเป็นประโยชน์หลักของบ้านเมืองเกือบทุกด้าน นอกเหนือจากพระราชภารกิจในหน้าที่ราชการ  และทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้ทรงปฏิบัติตามที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย โดยเฉพาะการทรงงานด้านการบริหารองค์กรและมูลนิธิเพื่อสาธารณกุศล อาทิ โปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการมูลนิธิชัยพัฒนา ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล และอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เป็นต้น รวมทั้งการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องตลอดมา ซึ่งรวมถึงการการเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์และการปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ในรัชสมัยปัจจุบัน

นอกจากนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ยังทรงขยายความร่วมมือไปยังโครงการรระหว่างประเทศอื่นๆ อาทิ   วิทยาลัยกำปงเฌอเตียล จังหวัดกำปงธม ราชอาณาจักรกัมพูชา, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสหภาพพม่าในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามในการพัฒนาเด็กและเยาวชน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน, ความร่วมมือระหว่างราชอาณาจักรไทยและมองโกเลีย, การพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับเด็กและเยาวชนในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก, ทุนการศึกษาพระราชทานสำหรับนักเรียนไทยศึกษาต่อในต่างประเทศ, ความร่วมมือกับองค์การระหว่างประเทศ  เป็นต้น

จากพระวิริยะอุตสาหะในการทรงศึกษาหาความรู้และบำเพ็ญพระราชกิจนานัปการ พระเกียรติคุณเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งทั้งในราชอาณาจักรและนานาชาติ จึงทรงรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แห่งราชอาณาจักรไทยและทรงรับการทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ อีกทั้ง  เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติที่ทรงมีคุณูปการต่อชาติบ้านเมืองในด้านต่างๆ มาโดยตลอด จึงมีบุคคล หน่วยงาน สมาคม และองค์กรต่างๆ ทั้งในราชอาณาจักรและในต่างประเทศ ขอพระราชทานอัญเชิญพระนามาภิไธย และขอพระราชทานนาม ไปเป็นชื่อพรรณพืชและสัตว์ที่ค้นพบใหม่ในโลก รวมทั้งสถานที่และสิ่งต่างๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติและเป็นสิริมงคลสืบไป

เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในวันที่ 2 เมษายน 2569 ขอน้อมเกล้าฯ ถวายพระพร  ขอทรงพระเกษมสำราญ ทรงมีพระพลานามัยแข็งแข็งแรง เป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยตลอดกาลนานเทอญ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ กองอาทมาต และขุนรองปลัดชู: ผู้พลีชีพรักษาแผ่นดิน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                    ในประวัติศาสตร์การศึกสงครามระหว่างไทยกับพม่า ชื่อของ “ขุนรองปลัดชู” และ “กองอาทมาต” หรือ อาจ์สามารถ อาจไม่ได้รับการกล่าวขวัญถึงบ่อยเท่าศึกบางระจัน แต่หากพินิจถึงความกล้าหาญและความเสียสละที่สู้จนตัวตายเพื่อถ่วงเวลาให้แผ่นดินแม่แล้ว เรื่องราวนี้คือ “ตำนานแห่งความดี” ที่ทหารและคนไทยทุกคนควรน้อมนำมาเป็นแบบอย่าง

                    ขุนรองปลัดชู เป็นครูดาบสองมือ และเป็นผู้นำในกรมการเมืองวิเศษชัยชาญ (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดอ่างทอง) ท่านไม่ได้เป็นทหารอาชีพโดยตำแหน่ง แต่เป็นผู้นำท้องถิ่นที่มีหัวใจรักชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2302 ยุคกรุงศรีอยุธยาตอนปลายสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ พวกพม่าสมัยพระเจ้าอลองพญาได้ยกทัพใหญ่เข้ามาโจมตีกรุงศรีอยุธยาทางด่านสิงขร (จังหวัดประจวบคีรีขันธ์) 

จิตรกรรมฝาผนังแสดงเหตุการณ์วีรกรรมของ “ขุนรองปลัดชู” จัดแสดงในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ วาดโดย ปรีชา เถาทอง และคณะ.

                        ขุนรองปลัดชูได้รวบรวมชาวบ้านบางจัก ที่เป็นชายฉกรรจ์ผู้มีฝีมือดาบและวิชาอาคมจำนวน 400 คน จากเมืองวิเศษชัยชาญ จัดตั้งเป็น “กองอาทมาต” ซึ่งเป็นกองกำลังอาสา เข้าร่วมกับพระยารัตนาธิเบศร์ เดินทางลงใต้ เพื่อสกัดกั้นทัพพม่าที่ยกมาทางมะริดและตะนาวศรี ผ่านด่านสิงขร เมืองกุย มุ่งหน้าสู่กรุงศรีอยุธยา

                        ทัพพม่า ยกมาจากกรุงอังวะ ภายใต้การนำของ มังมหานรธา มีกำลังพลราว 8,000 คน ในขณะที่กองอาทมาตมีเพียงทหาร 400 คน ขุนรองปลัดชูตั้งกองกำลังสกัดพม่าที่ “หาดหว้าขาว” ในเมืองกุยบุรี (ปัจจุบันอยู่ในตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์)

                         กองอาทมาตของรองปลัดชู ไม่ได้รบแบบตั้งรับ แต่ใช้การซุ่มโจมตีและบุกทะลวงในระยะประชิดด้วยดาบสองมือ เพื่อใช้ความคล่องตัวเข้าสู้ กับจำนวนที่มากกว่า การรบดำเนินไปอย่างดุเดือดตั้งแต่เช้าจรดเย็น เล่ากันว่าทหารพม่าล้มตายเป็นจำนวนมาก จากคมดาบของกองอาทมาต

                        แม้จะรู้ว่าไม่มีทางชนะพม่า ด้วยจำนวนที่ต่างกันมหาศาล แต่กอง อาทมาตไม่ยอมวางดาบหรือหันหลังหนี ทั้ง 400 ชีวิตรวมถึงขุนรองปลัดชู ทำการต่อสู้พม่าที่ต้อนกองอาทมาตลงทะเล จนถูกฆ่าฟันสิ้นชีวิตในสนามรบ หมดทั้ง 400 คน  ณ ชายหาดหว้าขาวแห่งนั้น ส่วนกองทัพพม่าเมื่อผ่านเมืองกุยบุรีได้แล้ว ก็ยกทัพผ่านเมืองปราน เพชรบุรี ราชบุรี มายังกรุงศรีอยุธยาโดยสะดวก เนื่องจากแนวรับต่าง ๆ ในลำดับถัดมาของฝ่ายอยุธยาถูกตีแตกในเวลาอันสั้น

สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 บ้านเมืองถึงคราววิบัติ “ล่มสลาย” บ้านแตกสาแหรกขาด ภาพนี้เป็นจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ.:

                  ในปัจจุบัน ที่ตำบลบางจัก อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีการสร้างวัดสี่ร้อย และอนุสาวรีย์ขุนรองปลัดชู ไว้ เพื่อเป็นการรำลึกถึงความกล้าหาญของกองอาทมาต 400 ชีวิต ที่ทำให้เราเห็นว่า “ความดี” ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือการรู้จักหน้าที่และเสียสละส่วนตนเพื่อส่วนรวม

                   การกระทำของกองอาทมาตและขุนรองปลัดชูเป็นการกระทำความดีตามบุญกิริยาวัตถุ ข้อ 6 การแบ่งปันความสุขของตนเองให้ผู้อื่น โดยสละชีพเพื่อชาติ

อาทร  จันทวิมล

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

คุณแหน : 2 เมษายน 2569

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นองคมนตรี ประกาศ ณ วันที่ 26 มีนาคม 2569 ..
  • สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ wellwishes.royaloffice ระหว่างวันที่ 1 – 3 เม.ย…
  • ครบ 74 ปี บมจ.อสมท 9 เม.ย. สมหมาย สุวรรณวงษ์ รักษาการ ผอ.ใหญ่ เชิญร่วมแสดงความยินดีด้วยการสมทบทุน “มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์” เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำเพื่อการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน แทนการมอบกระเช้าแสดงความยินดี 9 เม.ย. 09.00-12.00 น. ณ ห้องส่ง 5 ชั้น 1 อาคารปฎิบัติการวิทยุและโทรทัศน์..
  • พ.ต.อ.พลวัต-ภาวิไล บุราวาศ เตรียมงานแต่งงานให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ภัทริน บุราวาศ ครองคู่กับสาวสวย ศศิอาภาฬ บุญช่วย บุตรี วรรณี บุญช่วย-พรเทพ อ่วมแย้ม ฉลองสมรส 17 พ.ค. 11.00 น. รร.ควีนส์แลนด์ไดมอนด์โดม ชั้น 22 ..
  • บุญชัย โชควัฒนา ประธานกรรมการ บมจ.สหพัฒนพิบูล เปิดหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์ธุรกิจเชิงบวก ( ISAB) โดยมี  ลลิสา จงบารมี, กร โชติเทวัญ, พูลศรี จงแสงทอง, ณฐพร พันธุ์อุดม, ผกามาศ เอื้อชูยศ และ ดร.พิมพ์อนงค์ สินภัทรบดี ร่วมด้วย ณ อาคารกรุงเทพทาวเวอร์  ..
  • โตเกียวทริปล่าสุด ชวน หลีกภัย ไปงาน FOODEX ด้วยความเป็นที่รักและขวัญใจของทุกคน ไปตรงไหนก็มีแต่คนขอถ่ายรูป รวมถึงกลุ่มทีมงานสหพัฒน์ฯ และไอซีซีฯ จึงเป็นไข่แดงท่ามกลางดอกไม้งาม อาทิ เบ็คกี้ รัสเซลล์,ภัสราภรณ์ ชัยมงคล,ศุภรานันท์ พันธุ์ชูจิต และนักร้องนักธุรกิจคนสวย อรรถวดี  จิรมณีกุล ..
  •  สาวสวยรวยขยันและเก่ง “แป้ง” ณัชฐานันท์ รูปขจร ออกแบรนด์น้ำสมุนไพรยี่ห้อ “หยวน Yuan” ดื่มง่ายอร่อย มีน้ำเก๊กฮวย น้ำลำใย น้ำกระเจี๊ยบ น้ำฟักเขียว น้ำชาเลมอน กำลังติดตลาดเหมาะกับอากาศร้อนๆ อย่างนี้ ดื่มแล้วสดชื่น หาซื้อได้ตามร้านค้าและห้างสรรพสินค้าทั่วไป ..
  • เตรียมเปิดตัวสนามเทนนิส ALM x Impact Tennis & Sport Center อิมแพคเมืองทองธานี ธุรกิจใหม่ล่าสุดในเครือบริษัท เคเอฟยู อย่างเป็นทางการของ ดร.อุษณีย์ มหากิจศิริ ลีโอณีโอ เชิญทีมโค้ชระดับโลกจาก Rafa Nadal Academy สถาบันฝึกเล่นเทนนิส มาร่วมแบ่งปันเทคนิคการฝึกซ้อม การฝึกความแข็งแรง การเตรียมความพร้อมสมรรถภาพทางกายให้กับเยาวชนและผู้สนใจแบบฟรีๆ 11 เม.ย.11.00 น. ..
  • งานเปิดตัวนิยายเรื่องใหม่ล่าสุด “สามเหลี่ยมทองคำ” Golden Triangle by Paul Adirex ของ ปองพล อดิเรกสาร ในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่าน ได้กำลังใจมากมายจากมิตรรักแฟนคลับ..
  •  สวด เพ็ญศรี เคียงศิริ ศิลปินแห่งชาติ สิริอายุ 95 ปี มารดา ดร.ณฤดี เคียงศิริ ศาลาสุธีระ-ประจวบ พีชานนท์ วัดธาตุทอง 28 มี.ค.-3 เม.ย.18.30 น…
  • สวด อดิศัย โพธารามิก อดีตรมว.หลายสมัย 30 มี.ค.-4 เม.ย.16.00 น. ศาลาพระครูวิหารกิจจานุการ วัดพุทธพรหมยาน (พิชญ์ชาราม) อ.บางคล้า ฉะเชิงเทรา และพระราชทานเพลิงศพ 5 เม.ย.16.00 น..
  • เพชรพริ้ง-กลินท์ สารสิน เปิดหน้าบ้านที่เชียงดาวนำร่อง Landmark เป็นร้านกาแฟ  ชื่อร้าน Togeta  ร่วมกับ Toyota  โดยวางแผนจะสร้างในศูนย์โตโยต้าทั่วประเทศ มีชา กาแฟ เค้กอร่อยสวยหรูและไอศรีมแท่งกุหลายเฉพาะสาขานี้ โดยคุณกลินท์ออกแบบทุกอย่าง สร้างด้วยไม้และกระจกทันสมัยมาก หน้าร้านจะมองเห็นดอยหลวงและองค์พระปฐมวัดพุทธพรหมปัญโญ(วัดถ้ำเมืองนะ)ของหลวงตาม้า วิวทิวทัศน์สวยงามที่สุด .. แวะไปเชียงดาว จ.เชียงใหม่ ต้องไม่พลาดเช็คอินกัน..๐๐

 

น้อง

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

‘เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44’ คึกคัก ผลตอบรับเกินคาด! กับไฮไลท์ Ultrareal AI Photo Booth

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.04 น.

ผลตอบรับเกินความคาดหมาย สำหรับ “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 44” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–29 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยรวบรวมอัตลักษณ์ทั้ง 5 ภูมิภาคไว้ในแต่ละโซนอย่างครบถ้วน สะท้อนภาพรวมของประเทศไทยในมุมมองร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน

ภายในงานยังมีโซนสำคัญ คือโซน Amazing Thailand เชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางปักหมุดเที่ยวไทยตามโลเคชันสำคัญจากแคมเปญโฆษณาชุดล่าสุด “Feel All the Feelings” ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางผ่าน “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล Amazing Thailand Ambassador บอกเล่าเสน่ห์ของประเทศไทย ผ่านแลนด์มาร์กทางวัฒนธรรมและธรรมชาติจากทุกภูมิภาค เพื่อพาผู้ชมออกเดินทางไปสัมผัสทุกความรู้สึกที่เมืองไทย

ไฮไลต์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในโซนนี้ คือกิจกรรมถ่ายภาพ AI Photo Booth ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโปสเตอร์แหล่งท่องเที่ยวตามรอยลิซ่าที่เป็นไวรัล ผ่านเทคโนโลยี Ultrareal AI Photo Booth ดูแลโดยทีมงาน IDO360 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามตลอดการจัดงาน ด้วยคุณภาพความสมจริงระดับโปรดักชัน ยกระดับประสบการณ์ AI Photo Booth แบบเดิม และเกิดการบอกต่อบนโซเชียลมีเดียในวงกว้าง

“ภาพที่ได้จากบูธในครั้งนี้ ถูกออกแบบเพื่อให้ผู้คนได้เห็นตัวเองอยู่ในสถานที่ท่องเที่ยวจริง และเป็นแรงบันดาลใจในการออกเดินทาง อีกทั้งภาพที่ถูกแชร์ออกไปยังช่วยชวนให้ผู้คนอยากออกไปสัมผัสประเทศไทยด้วยเช่นกัน โดยทุกสถานที่ล้วนเชื่อมโยงกันผ่านแนวคิด Feelings ที่สะท้อนพลังของการท่องเที่ยวไทยในมุมมองร่วมสมัย”

นายนิธี สีแพร รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยว่า ททท. มุ่งหวังให้การนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ในแคมเปญนี้ เป็นมากกว่าฉากหลังของศิลปิน แต่ทำหน้าที่ร่วมกันเล่าเรื่องประเทศไทยผ่านมุมมองร่วมสมัย เพื่อจุดประกาย ให้ผู้คนออกไปสัมผัสเมืองไทยด้วยความรู้สึกที่มีความหมายมากยิ่งขึ้น พร้อมส่งต่อคำเชิญชวนให้ร่วม Feel All the Feelings… Amazing Thailand และค้นพบเสน่ห์ของประเทศไทยที่ยังคงรอให้ทุกคนได้มาสัมผัสอย่างใกล้ชิดในทุกๆช่วงเวลา

เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ  เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

เทศกาลอาหารรัสเซีย–ไทย 2026 เครั้งแรกในกรุงเทพฯ เชื่อมโยงสองวัฒนธรรมผ่านนวัตกรรมด้านอาหาร

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.25 น.

เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 เปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 30 มีนาคม ถึง 3 เมษายน 2569 ณ สถานที่ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ นับเป็นการนำเสนอเทศกาลอาหารระดับนานาชาติครั้งสำคัญในประเทศไทย ต่อเนื่องจากความสำเร็จของการจัดงานในกรุงมอสโก โดยงานนี้ยังรวบรวมเชฟชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหาร และผู้ที่หลงใหลในศาสตร์การทำอาหารจากทั้งสองประเทศ เพื่อสร้างเวทีแห่งความร่วมมือทั้งในเชิงวัฒนธรรมและเชิงพาณิชย์ผ่านอาหาร

เทศกาลนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่างสภาธุรกิจรัสเซียไทย สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงมอสโก สถานเอกอัครราชทูต รัสเซียประจำประเทศไทย และสำนักงานผู้แทนการค้าของสหพันธรัฐรัสเซีย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างรัสเซียและประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อผลักดันการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และเสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศผ่าน “อาหาร” ซึ่งเป็นสื่อกลางสากลที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของเทศกาลคือการเข้าร่วมของเชฟชื่อดังจากประเทศรัสเซียภายใต้ Pinskiy & Co. ซึ่งเดินทางมาร่วมสร้างสรรค์ประสบการณ์อาหารร่วมกับเชฟชั้นนำของไทย โดยทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันรังสรรค์เมนูพิเศษที่ผสานวัตถุดิบ เทคนิค และเอกลักษณ์ทางอาหารของทั้งสองประเทศ เพื่อนำเสนอการตีความใหม่ของอาหารรัสเซียและไทยในรูปแบบร่วมสมัย ความร่วมมือนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับอาหารรัสเซียในประเทศไทย แต่ยังเป็นการเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ

พิธีเปิดเทศกาลจัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ณ The Food School Bangkok โดยมีการสาธิตการทำอาหารโดยทีมเชฟ จากรัสเซียในช่วงของกิจกรรม “Masterclass” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เชฟและผู้เข้าร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนด้านการประกอบอาหาร สื่อมวลชน และบุคคลทั่วไปที่ลงทะเบียนล่วงหน้า ได้มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งรับฟังแนวคิด เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์เมนูจากเชฟไทยและรัสเซีย นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการกล่าวเปิดโดยคณะผู้จัดงานและแขกผู้มีเกียรติ เพื่อสร้างบรรยากาศและทิศทางของเทศกาล

หลังจากพิธีเปิด ได้มีการจัดดินเนอร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ ร้านอาหารชั้นนำในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 31 มีนาคม และ วันที่ 2- 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมาโดยแต่ละค่ำคืนจะนำเสนอเมนูพิเศษที่เกิดจากการร่วมมือของเชฟไทยและรัสเซีย ถ่ายทอดรสชาติแบบดั้งเดิมในมุมมองร่วมสมัย งานดินเนอร์จะจัดขึ้นที่ Wang Hinghoi, Baannok BKK City Edition at Groove Central World และ Brass House ซึ่งแต่ละสถานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมด้วยการแสดงที่แตกต่างกันไปในแต่ละวันเพื่อเติมเต็มบรรยากาศของมื้ออาหาร โดยการเข้าร่วมจะจำกัดเฉพาะผู้ลงทะเบียนล่วงหน้าเท่านั้น จำนวนประมาณ 40–60 ท่านต่อรอบ เพื่อรักษาคุณภาพและความพิเศษของประสบการณ์

เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายแต่มีความเฉพาะเจาะจง ได้แก่ ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เจ้าของร้านอาหาร เชฟ นักเรียนด้านการประกอบอาหาร สื่อมวลชน และผู้ที่หลงใหลในศาสตร์อาหาร โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานรวมประมาณ 200 คน ซึ่งเน้นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่มีคุณภาพและมีความหมาย สอดคล้องกับเป้าหมายในการเป็นเวทีระดับสูงสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความร่วมมือ และนวัตกรรมในวงการอาหาร

นอกเหนือจากกิจกรรมด้านอาหาร เทศกาลยังมีการนำเสนอวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์พรีเมียมจากพันธมิตร อาทิ  คาเวียร์คุณภาพสูงจาก Thai Sturgeon Farm และปูยักษ์จาก ZAAP Alaska  ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสมบูรณ์ของประสบการณ์การรับประทานอาหาร และสะท้อนถึงความหลากหลายของวัตถุดิบรัสเซียที่สามารถผสานเข้ากับอาหารไทยได้อย่างลงตัว

วลาดิเมียร์ โควาเลฟ ผู้อำนวยการบริหารสภาธุรกิจรัสเซียไทย กล่าวว่า “เทศกาลนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานด้านอาหาร แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมของรัสเซียและไทย ผ่านอาหาร เราสามารถสร้างบทสนทนา จุดประกายความคิดสร้างสรรค์ และต่อยอดความร่วมมือระยะยาวระหว่างสองประเทศ เราภูมิใจที่ได้นำเทศกาลนี้มาสู่ประเทศไทย และหวังว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต”

ในฐานะการจัดงานครั้งแรกในประเทศไทย เทศกาลอาหารรัสเซีย-ไทย 2026 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการระยะยาวที่มีเป้าหมายจะพัฒนาให้เป็นหนึ่งในเทศกาลอาหารนานาชาติประจำปีที่สำคัญ โดยการรวมพลังของความเชี่ยวชาญ ความคิดสร้างสรรค์ และวิสัยทัศน์ร่วมกัน เทศกาลนี้ไม่เพียงนำเสนอความโดดเด่นของอาหารทั้งสองชาติ แต่ยังตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและประเทศไทย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย มีกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2442

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ เพราะงานราชการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อครั้ง พ.ศ. 2425

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศสยามเจริญขึ้น ทำให้ทั้งภาคราชการและเอกชนต่างต้องการบุคลากรเข้าทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ มากขึ้น รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยส่งเสริมการศึกษาขั้นสูง ประกอบกับทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช ด้วยทรงต้องการให้มีมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา แล้วพระราชทานนามว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2453

ในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขยายการศึกษา ทรงตั้งพระทัยให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถานที่เล่าเรียนระดับสูง ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้ประสงค์จะศึกษาขั้นสูงได้เข้าเรียนได้กว้างขวาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชด้วย ทั้งนี้ในช่วงแรกได้จัดให้มีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ คือ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

บัดนี้ พ.ศ. 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เจริญก้าวหน้าจนมีอายุ 109 ปี โดยถือว่าวันสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยคือวันที่ 26 มีนาคม

เป็นเวลานับเนื่องสืบมาหลายสิบปี เมื่อถึงวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวันสถาปนามาโดยตลอด สำหรับปีนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล คือพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) แล้วจึงเสด็จไปทรงบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ หน้าหอประชุมจุฬาฯ

แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนมหาวิทยาลัย ได้แก่นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภาฯ ผู้แทนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสใกล้ถึงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 2 เมษายน โดยจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา แล้วมีพระราชดำรัสกับผู้เข้าเฝ้าฯ

ต่อมาเวลา 09.00 น. เสด็จฯ ยังหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีไทยปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ และการแสดงต่าง ๆ จากนิสิต สำหรับในปีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ “พระผู้ให้” เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วทรงขับร้องเพลงไทยและเพลงสากล และทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทย (ซอด้วง) สำหรับเพลงสากลที่ทรงขับร้องคือเพลง Love’s Old Sweet Song และรับสั่งว่า สมเด็จแม่ทรงสอนให้ร้องเพลงนี้ แต่สอนเฉพาะท่อน refrain

ในช่วงที่ทรงขับร้องเพลง Love’s Old Sweet Song นั้น ผู้เข้าเฝ้าฯ จำนวนมากต่างมีน้ำตาเอ่อล้นออก ด้วยเพราะความรัก ความอาลัย และความคิดถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง

ขอน้อมเกล้ากราบพระบาทราชเลข

ทรงสั่งเสกสถาปนาศึกษาสถาน

เพื่อฝึกสร้างยุวชนช่วยราชการ

ให้รู้งานระเบียบรัฐจัดเตรียมคน

พระราชทานพระนาม “จุฬาลงกรณ์”

เป็นอนุสรณ์หลักชัยแหล่งฝึกฝน

เป็นเกียรติแก่นักเรียน-ครู แห่งชุมชน

ทั่วสกลโลกล้วนสดุดี

ยี่สิบหกมีนาฯ สองห้าหกเก้า

ผ่านวัยเยาว์เติบใหญ่โรจน์ราศี

แหล่งศึกษาไม่แพ้ใครในปฐพี

เกียรติยศนี้ชาวไทยขอถวายพระองค์

เทิดศักดิ์ จันทร์สระแก้ว

นิสิตเก่าจุฬาฯ ปี 2503

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

109 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.16 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย มีกำเนิดมาจากโรงเรียนสำหรับฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น ณ ตึกยาวข้างประตูพิมานชัยศรี ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ พ.ศ. 2442

ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2445 โดยมีพระราชประสงค์เพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ เพราะงานราชการขยายตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจากพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินเมื่อครั้ง พ.ศ. 2425

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศสยามเจริญขึ้น ทำให้ทั้งภาคราชการและเอกชนต่างต้องการบุคลากรเข้าทำงานในสาขาอาชีพต่าง ๆ มากขึ้น รัชกาลที่ 6 ทรงตั้งพระทัยส่งเสริมการศึกษาขั้นสูง ประกอบกับทรงพระอนุสรณ์คำนึงถึงพระบรมราโชบายในสมเด็จพระบรมชนกาธิราช ด้วยทรงต้องการให้มีมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาวสยาม จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นสถาบันอุดมศึกษา แล้วพระราชทานนามว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2453

ในกาลต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริขยายการศึกษา ทรงตั้งพระทัยให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็นสถานที่เล่าเรียนระดับสูง ไม่เฉพาะแต่ผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่เพื่อให้ผู้ประสงค์จะศึกษาขั้นสูงได้เข้าเรียนได้กว้างขวาง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 เพื่อเป็นพระบรมราชานุสาวรีย์เฉลิมพระเกียรติแห่งสมเด็จพระบรมชนกาธิราชด้วย ทั้งนี้ในช่วงแรกได้จัดให้มีการจัดการศึกษาเป็น 4 คณะ คือ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์

บัดนี้ พ.ศ. 2569 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เจริญก้าวหน้าจนมีอายุ 109 ปี โดยถือว่าวันสถาปนามหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทยคือวันที่ 26 มีนาคม

เป็นเวลานับเนื่องสืบมาหลายสิบปี เมื่อถึงวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ทรงร่วมงานวันสถาปนามาโดยตลอด สำหรับปีนี้ เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงวางพุ่มดอกไม้ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล คือพระบาทสมเด็จพระปิยมหาราชเจ้า (รัชกาลที่ 5) และพระบาทสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (รัชกาลที่ 6) แล้วจึงเสด็จไปทรงบาตรพระสงฆ์ 10 รูป ณ หน้าหอประชุมจุฬาฯ

แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และตัวแทนมหาวิทยาลัย ได้แก่นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิการบดี กรรมการสภาฯ ผู้แทนคณาจารย์ บุคลากร นิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบัน ถวายชัยมงคลเนื่องในโอกาสใกล้ถึงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 2 เมษายน โดยจะทรงเจริญพระชนมพรรษา 71 พรรษา แล้วมีพระราชดำรัสกับผู้เข้าเฝ้าฯ

ต่อมาเวลา 09.00 น. เสด็จฯ ยังหอประชุมจุฬาฯ ทอดพระเนตรการแสดงดนตรีไทยปีพาทย์ดึกดำบรรพ์ และการแสดงต่าง ๆ จากนิสิต สำหรับในปีนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบทพระราชนิพนธ์ “พระผู้ให้” เพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้วทรงขับร้องเพลงไทยและเพลงสากล และทรงร่วมบรรเลงดนตรีไทย (ซอด้วง) สำหรับเพลงสากลที่ทรงขับร้องคือเพลง Love’s Old Sweet Song และรับสั่งว่า สมเด็จแม่ทรงสอนให้ร้องเพลงนี้ แต่สอนเฉพาะท่อน refrain

ในช่วงที่ทรงขับร้องเพลง Love’s Old Sweet Song นั้น ผู้เข้าเฝ้าฯ จำนวนมากต่างมีน้ำตาเอ่อล้นออก ด้วยเพราะความรัก ความอาลัย และความคิดถึงในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของสมเด็จพระพันปีหลวง

ขอน้อมเกล้ากราบพระบาทราชเลข

ทรงสั่งเสกสถาปนาศึกษาสถาน

เพื่อฝึกสร้างยุวชนช่วยราชการ

ให้รู้งานระเบียบรัฐจัดเตรียมคน

พระราชทานพระนาม “จุฬาลงกรณ์”

เป็นอนุสรณ์หลักชัยแหล่งฝึกฝน

เป็นเกียรติแก่นักเรียน-ครู แห่งชุมชน

ทั่วสกลโลกล้วนสดุดี

ยี่สิบหกมีนาฯ สองห้าหกเก้า

ผ่านวัยเยาว์เติบใหญ่โรจน์ราศี

แหล่งศึกษาไม่แพ้ใครในปฐพี

เกียรติยศนี้ชาวไทยขอถวายพระองค์

เทิดศักดิ์ จันทร์สระแก้ว

นิสิตเก่าจุฬาฯ ปี 2503

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

ฉลองมงคลสมรส พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.00 น.

                เป็นค่ำคืนแห่งความชื่นมื่นและความชื่นชมยินดีสำหรับ พิธีฉลองมงคลสมรส ระหว่าง พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ บุตรสาว อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์-ศริยา กิตยารักษ์ กับเจ้าบ่าว ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ บุตรชาย ศักดิ์ไชย มูลวิริยกิจ- สิริกร หวังศิริเลิศ โดยได้รับเกียรติจาก อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี แม้ไม่ได้มาร่วมงานแต่ก็ส่งข้อความอวยพรแก่คู่บ่าวสาว และ ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ขึ้นกล่าวอวยพรและนำดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว เมื่อคืนวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ

บิดาเจ้าสาว ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, บ่าว-สาว พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ – ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ ต้อนรับประธานพิธี อาสา-ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ สารสิน                                               พร้อมด้วย ชนินทร์ – วิภาดา โทณวณิก

                ภายในงานแน่นขนัดไปด้วยแขกผู้มีเกียรติทั้งทางการเมือง อดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักกฎหมาย ที่มีความสนิทสนมคุ้นเคยกับบิดาเจ้าสาว อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม  ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  กิตยารักษ์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) รวมถึงแวดวงการแพทย์ นักวิชาการที่บ่าวสาวทำงานอยู่ อาทิ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ, ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สองอดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร และ อโนชา ชีวิตโสภณ  เป็นต้น

                สำหรับเจ้าสาว อ.พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์ (หมออ๊อม) บุตรี ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  – ศริยา กิตยารักษ์ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับวุฒิบัตรสาขาจิตเวชศาสตร์ ปัจจุบันเป็นจิตแพทย์และอาจารย์แพทย์สาขาคลินิก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพจิตและการพัฒนาศักยภาพมนุษย์

                เจ้าบ่าว ผศ.ดร.เอกชา มูลวิริยกิจ (ดร.เอก) บุตร ศักดิ์ชัย มูลวิริยกิจ และ สิริกร หวังศิริเลิศ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านสรีรวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยได้รับรางวัล Dean’s List (เกรดเฉลี่ย 4.00) และเป็นนักเรียนทุน Fulbright ไปทำวิจัย ณ Emory University School of Medicine สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์และนักวิจัย ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมีความเชี่ยวชาญด้านสรีรวิทยาระบบทางเดินหายใจและผลกระทบของฝุ่น PM2.5 ต่อสุขภาพ           

พร้อมหน้าครอบครัว บิดา-มารดาเจ้าบ่าว ศักดิ์ไชย มูลวิริยกิจ – สิริกร หวังศิริเลิศ, บ่าว-สาว ผศ.ดร. เอกชา มูลวิริยกิจ-พญ.กันต์นภัส กิตยารักษ์, มารดา-บิดาเจ้าสาว                                               ศริยา-ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, พี่สาว-น้งชาย เจ้าสาว กันต์รวี-ศรณ์กิติ์ กิตยารักษ์

                แม้ว่าทั้งคู่จะศึกษาอยู่ในสถาบันเดียวกันแต่คนละสาขาวิชา กระทั่งได้พบกันครั้งแรกในการทำหน้าที่เป็นอาจารย์สอนหนังสือนักศึกษาในรายวิชาหนึ่งพร้อมกัน และเจ้าบ่าวได้ชวนเจ้าสาวไปทานอาหารด้วยกันในวันนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นของความรัก แม้ต่างฝ่ายจะต่างที่มาเมื่อได้เรียนรู้นิสัยใจคอก็พบว่ามีอุปนิสัยที่เหมือนกันในหลายๆ ด้าน และทั้งคู่เปรียบเสมือนแรงผลักดันของกันและกัน เมื่อได้ฤกษ์ดีจึงได้จัดพิธีมงคลสมรสท่ามกลางครอบครัว ญาติและเพื่อนสนิทไปเมื่อปีที่แล้วและจัดพิธีฉลองมงคลสมรสขึ้นในวันนี้

คุณตา คุณยาย เจ้าสาว พัชรี-ศ.สรรเสริญ ไกรจิตติ อดีตรองประธานศาลฎีกา พร้อมด้วยเครือญาติ อาทิ กฤต-กอบเกียรติ ไกรจิตติ

ประธานในพิธี อาสา สารสิน กล่าวอวยพรบ่าวสาว

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา ิธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้บังคับบัญชาของบ่าวสาว กล่าวอวยพร

ผาณิต พูนศิริวงศ์, ท่านผู้หญิงสุจิตคุณ-อาสา สารสิน, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รงนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง, กอบเกียรติ ไกรจิตติ, เทวินทร์ วงศ์วานิช และภรรยา, อดิศักดิ์-สิริพร                      และลูกชาย อดิทัต ภาณุพงศ์

ผาณิต พูนศิริวงศ์ และ ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ

ศ.นพ.อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดี คณะแพทยฯ ศิริราชพยาบาล, อดีตประธานศาลฎีกา อโนชา ชีวิตโสภณ  และ บิดาเจ้าสาว ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์  กิตยารักษ์

ผาณิต พูนศิริวงศ์, อดีตประธานศาลฎีกา เมทินี ชโลธร, วรางค์ ไชยวรรณ และ ธิติ ตันติกุลนันท์

กันต์รวี กิตยารักษ์ ต้อนรับ ศุภชัย-บุษดี เจียรวนนท์ และลูกสาว กมลนันท์ เจียรวนนท์ โสภณพนิช

บุปผา กิ่งชัชวาล, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, นวลพรรณ ล่ำซำ และ สนั่น อังอุบลกุล

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ร่วมยินดี

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธ์ อดีตคณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬา

สุรวัฒน์ ชมภูพงษ์,ศิรินา ปวโรฬารวิทยา, คุณหญิงณัฐิกา วัธนเวคิน อังอุบลกุล, ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี และ ดร.ปัญจรัตน์ มังกรกนก

อารยา – สุนทร อรุณานนท์ชัย

ศ.(พิเศษ) กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ปธ.กก.ตลาดหลักทรัพย์ฯ, ศ.(พิเศษ) หิรัญ รดีศรี และ สุนีย์ ศรไชยธนะสุข  และแขกผู้มีเกียรติ

สุรนันทน์ เวชชาชีวะ และ จาตุรนต์ ฉายแสง

ศ.(พิเศษ) กิตติพงษ์ – ศริยา  กิตยารักษ์ ต้อนรับ ประเสริฐ บุญสัมพันธ์ อดีต CEO ปตท.

เทวินทร์ วงศ์วานิช, ไกรฤทธิ์ อุชุกานนท์ชัย และ เกรียงไกร เธียรนุกุล อดีต ปธ.สภาอุตสาหกรรมฯ

ฉัตรชัย พรหมเลิศ CEO ปตท. (ซ้ายสุด) ร่วมยินดี

ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, วนัส แต้ไพสิฐพงษ์ และ คุณหญิงกษมา วรวรรณฯ  

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

“เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ร่วมบริจาคโลหิตเฉลิมพระเกียรติ 71 พรรษา ตลอดเดือนเมษายน 2569

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.43 น.

ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เชิญชวนพสกนิกรชาวไทย ร่วมสืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ทำความดีบริจาคโลหิต ในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาส ทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ตลอดเดือนเมษายน 2569 ณ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ    
 
รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงดุจใจ ชัยวานิชศิริ ผู้อำนวยการศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า วันที่ 2 เมษายน เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 71 พรรษา 2 เมษายน 2569 ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จึงขอเชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศ ร่วมแสดงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สืบสานพระราชปณิธานแห่งการให้ ทำความดีด้วยการบริจาคโลหิตในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ตลอดเดือนเมษายน 2569 พร้อมรณรงค์ประชาชนทั่วประเทศ บริจาคโลหิตเป็นประจำสม่ำเสมอทุก 3 เดือน เพื่อลดภาวะการขาดแคลนโลหิต และมีโลหิตสำรองคงคลังเพียงพอต่อความต้องการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ
 
ทั้งนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งอุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลา 49 ปี ทรงมุ่งมั่นพัฒนากิจการงานของสภากาชาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพระวิริยะอุตสาหะ โดยทรงทุ่มเทพระวรกาย และพระสติปัญญาเพื่อให้ประชาชนได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในภารกิจหลักด้านการบริการโลหิต ทรงสนพระราชหฤทัย และให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ทรงสนับสนุนการพัฒนางานบริการโลหิตให้เป็นมาตรฐานสากล จนเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ และในด้านการจัดหาโลหิตจากผู้บริจาคโลหิตด้วยความสมัครใจ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน เพื่อให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเหรียญกาชาดสมนาคุณ เข็มที่ระลึกแก่ผู้บริจาคโลหิต และประกาศเกียรติคุณแก่หน่วยงานที่สนับสนุนการบริจาคโลหิต ซึ่งสร้างแรงจูงใจ และความภาคภูมิใจแก่ผู้บริจาคโลหิตเป็นอย่างยิ่ง ส่งผลให้มีผู้บริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่อง  นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้
 
โอกาสนี้ จึงขอเชิญร่วมกิจกรรมบริจาคโลหิตในโครงการ “เรารักกรมสมเด็จพระเทพ ฯ” ตลอดเดือนเมษายน 2569  ได้ทั่วประเทศ ใกล้ที่ไหนบริจาคที่นั่น

บริจาคโลหิตได้ที่  ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์ หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ 7 แห่ง (Fixed Station) ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ เชิญชวนผู้บริจาคโลหิต ร่วมแสดงออกถึงความจงรักภักดีผ่านทาง โซเชียลมีเดีย ด้วยการโพสต์ภาพถ่ายทางเฟซบุ๊ก ตั้งค่าเป็นสาธารณะ ใส่แฮชแท็ก #เรารักกรมสมเด็จพระเทพ

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ปลูกต้นยางนา สร้าง “บ่อน้ำมันจากต้นไม้”

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.09 น.

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งสูง และความผันผวนของทรัพยากรธรรมชาติ คำตอบที่คุ้มค่าที่สุดของคนไทยอาจอยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด… นั่นคือ “ต้นยางนา” ไม้ยืนต้นทรงคุณค่าคู่แผ่นดินไทย ที่ไม่ได้เป็นเพียงไม้เศรษฐกิจ แต่คือ “ขุมทรัพย์พลังงาน” ที่บรรพบุรุษเราเคยใช้สืบทอดกันมา
น้ำมันจากต้นไม้: พลังงานทางเลือกของเกษตรกรไทย

น้ำมันยางนาไม่ได้มีค่าแค่ในตำนาน แต่มีคุณสมบัติทางกายภาพที่ใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลรอบช้าได้จริง เช่น รถอีแต๋น รถไถนา และเครื่องสูบน้ำ โดยสามารถนำไปผสมกับน้ำมันดีเซลหรือใช้โดยตรงหลังผ่านการกรองอย่างง่าย หากเราเริ่มปลูกตั้งแต่วันนี้ ในอีกไม่ถึงสิบปี ประเทศไทยจะมี “บ่อน้ำมันธรรมชาติ” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภูมิภาค

โครงการ “ปลูกต้นยางนา สร้างบ่อน้ำมันจากต้นไม้”

ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต และ มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย ขอเชิญชวนพี่น้องชาวไทยร่วมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผ่านแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ดังนี้:
• เมล็ดพันธุ์สร้างชาติ: แจกเมล็ดพันธุ์ยางนาฟรี! สำหรับผู้ที่ตั้งใจปลูก (เพียงส่งซองขนาด A4 พร้อมจ่าหน้าถึงตนเอง ติดแสตมป์ 15 บาท มาที่ ค่ายลูกเสือหลวงบ้านไร่ จ.ราชบุรี)
• พื้นที่สีเขียวเพื่อพลังงาน: ร่วมกันปลูกต้นยางนาในพื้นที่สาธารณะ อาทิ ค่ายลูกเสือ พื้นที่ทหาร พุทธมณฑล พื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่วัดทั่วประเทศ
• ปลูกยางนาทำบุญ: รณรงค์ปลูกต้นยางนาในโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิด, การทำบุญถวายวัด หรือการใช้ต้นกล้ายางนาแทนพวงหรีดในงานขาวดำ เพื่อให้ชีวิตใหม่เติบโตแทนการสูญเสีย
• ศูนย์นวัตกรรมยางนา: จัดตั้งศูนย์วิจัยและเรียนรู้ ณ ค่ายลูกเสือค่ายหลวงบ้านไร่ ที่มีต้สยางนาอายุร้อยปีจำนวนมากอยู่แล้ว  เพื่อศึกษาการสกัดน้ำมัน การแปรรูป และการใช้ประโยชน์จากยางนาอย่างครบวงจร

เทคนิคการเพาะปลูกให้รอดตาย 100%

การปลูกยางนาไม่ยาก หากเข้าใจธรรมชาติของไม้ชนิดนี้:


1. ความสดคือหัวใจ: ใช้เมล็ดสด อายุไม่เกิน 30 วัน แช่น้ำ 2 คืน เพื่อกระตุ้นการงอก
2.การเพาะกล้า: ปักชำในถุงเพาะที่บรรจุดินร่วนผสมปุ๋ยคอก รดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง 
3.ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ย้ายปลูกลงดินเมื่อกล้ามีอายุ 2 เดือนขึ้นไป (ความสูงประมาณ 30-50 ซม.) โดยควรปลูกในช่วงต้นฤดูฝน
4.การดูแลระยะแรก: ป้องกันสัตว์กัดกินและกำจัดวัชพืชในช่วง 1-2 ปีแรก เพื่อให้ต้นแข็งแรงพอที่จะเติบโตเองได้

บทสรุป: การปลูกต้นยางนาในวันนี้ คือการลงทุนเพื่ออนาคต   หากคนไทยช่วยกันปลูกคนละ 1–2 ต้น ภายใน 10-15 ปี ยางนาจะกลายเป็น “ขุมทรัพย์จากต้นไม้” ที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และเป็นปอดของชุมชนอย่างยั่งยืน

“เริ่มปลูกวันนี้ เพื่อวันหน้าไทยจะมีน้ำมันใช้ไม่ขาดแคลน”
 
เอกสารนี้ จัดทำโดย“ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต” “มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย”These documents created by  “Sema Pattana Cheevit Club, Thai Scouts Promotion Foundation”.