ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

ป.ป.ช.แจงย้ายบิ๊กล็อต! กางกฎเหล็ก ห้ามนั่งเกิน 4 ปี สกัดเส้นสาย-ป้องกันอิทธิพลครอบงำ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.02 น.

ป.ป.ช.แจง 3 ปมย้ายบิ๊กล็อต ล้างพนักงานนั่งครบ 4 ปี หมุนเวียนเก้าอี้ป้องกันอิทธิพลครอบงำ ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวเชิงลบ

14 พฤษภาคม 2569 จากกรณีที่มีกระแสข่าวสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เตรียมปรับโครงสร้างภายในและการแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรสำนักงาน ป.ป.ช.หลายตำแหน่ง โดยอาศัยแนวปฏิบัติของศาล อัยการ โดยกำหนดไม่ให้พนักงาน ป.ป.ช.อยู่ในตำแหน่งเดิมไม่เกิน 4 ปี ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าบุคลากรบางคนที่เป็นอนุกรรมการของกรรมการ ป.ป.ช.รายหนึ่ง แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายโดยไม่เป็นธรรม

รายงานข่าวจาก ป.ป.ช.แจ้งว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 2 โดยเป็นระเบียบที่ลงนามโดยประธานกรรมการ ป.ป.ช.ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การยกระดับความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคนให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรแบบใหม่

เนื่องจากระเบียบว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลฉบับที่ 5 ได้กำหนดระยะเวลาการปฏิบัติหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน โดยระบุว่า ข้าราชการที่ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการหากทำงานในหน้าที่เดิมติดต่อกันครบ 3 ปี หรือข้าราชการที่เป็นผู้อำนวยการกลุ่มและผู้อำนวยการศูนย์หากทำงานครบ 4 ปี เลขาธิการ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นทันที แม้จะมีข้อยกเว้นในกรณีที่เลขาธิการเห็นว่ามีเหตุจำเป็นที่ยังไม่ควรย้าย แต่ต้องแจ้งให้ทาง กปปช.

ขณะเดียวกันสำนักงาน ป.ป.ช.มีความจำเป็นที่ต้องเคร่งครัดข้อกำหนดให้พนักงาน ป.ป.ช.อยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี ดังนี้ 1.ป้องกันบุคลากรของ ป.ป.ช.และครอบครัวที่ทำงานในจังหวัด ภาค ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตไม่ให้ถูกอิทธิพลข่มขู่ในการทำหน้าที่ 2.ป้องกันไม่ให้บุคลากรของ ป.ป.ช.ใช้อำนาจหน้าที่ ความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในเชิงลบในภารกิจ พื้นที่ที่ตนปฏิบัติในช่วงดำรงตำแหน่ง

3.รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้มีองค์กรอิสระเกิดขึ้น โดย ป.ป.ช.คือหนึ่งในนั้น รากฐานของ ป.ป.ช.คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการ (สำนักงาน ปปป.) และตอนที่ ป.ป.ช.แยกออกมาเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญนั้น พบว่า มีการโอนย้ายข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.มาด้วย และบางส่วนยังรับราชการใน ป.ป.ช.จนถึงวันนี้ พบว่าบางรายยังทำงานในกลุ่มงาน ภารกิจ พื้นที่เดิม (ปปช.จังหวัด/ปปช.ภาค/ปปช.ส่วนกลาง) แต่ขยับตำแหน่งขึ้นในสำนักเดิมโดยไม่ได้โยกย้ายไปไหน ดังนั้น สมควรต้องปรับปรุง

“ในอดีตนั้นสำนวนคดีคงค้างในสำนักงาน ป.ป.ช.กว่า 3,000 คดี และบางคดีสำคัญขาดอายุความไปแล้ว แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้เร่งรัดดำเนินการจนคดีคงค้างเหลือไม่กี่ร้อยคดี และจะสั่งพิจารณาได้ทันก่อนขาดอายุความ บวกกับสำนวนคดีใหม่ๆ ที่ปรากฏ สำนักงาน ป.ป.ช.วางแนวปฏิบัติว่า สำนวนคดีต้องยุติใน 2 ปี และขยายเวลาได้ 1 ปีเท่านั้น”

แหล่งข่าวกล่าวว่า ตอนนี้บุคลากรของ ป.ป.ช.มีกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ และภายใน 2 ปีข้างหน้าจะเพิ่มบุคลากรอีก 1,500 คน เพื่อรองรับการทำงานเชิงรุกตามแนวคิดของสำนักงาน ป.ป.ช.นั้น เพราะการทุจริตมีหลายระดับจนประเทศเสียหายหลายแสนล้านบาทต่อปี หากดำเนินการล่าช้า และดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ประจำปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนน 33 จาก 100 คะแนน ทำให้อันดับร่วงลงมาอยู่ที่ 116 ของโลก และเป็นอันดับ 7 ในอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง

“ดังนั้น การแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากรใน ป.ป.ช.ครั้งนี้ได้ดำเนินการโดยมีองค์คณะกรรมการจากหลายฝ่ายใน ป.ป.ช.ดำเนินการแบบโปร่งใส แต่อาจมีบางรายไม่พอใจการดำเนินการนี้ และขอใช้สิทธิทางกฎหมาย ดังนั้น หากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อน สำนักงาน ป.ป.ช.กำลังพิจารณากรณีว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายหรือไม่”

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

ยกฟ้อง ป่าน ทะลุฟ้า คดีมาตรา 116-พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.01 น.

14 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า “ศาลอุทธรณ์พิพากษา ยกฟ้อง! คดีของ “ป่าน” กตัญญู ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา ม.116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ กรณีถูกกล่าวหาเป็นแอดมินเพจทะลุฟ้า โพสต์เชิญชวนให้มาร่วมชุมนุม เมื่อปี 64”

พร้อมทั้งโพสต์ข้อความในคอมเมนต์ อีกว่า วันที่ 14 พ.ค. 2569 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีของ กตัญญู หมื่นคำเรือง หรือ “ป่าน” ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “ยุยงปลุกปั่น” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (3)

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีที่ ป่าน ถูกกล่าวหาว่าเป็นแอดมินเพจ “ทะลุฟ้า” และโพสต์ข้อความเชิญชวนให้เข้าร่วมการชุมนุมจำนวน 2 โพสต์ ในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 โดยก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 2 กระทง รวมโทษจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี ไม่รอการลงโทษ

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่า การปรากฏตัวของจำเลยในที่ชุมนุมนั้นไม่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาตามฟ้อง อย่างไรก็ดี รายละเอียดคำพิพากษาฉบับเต็มยังต้องติดตามต่อไป

ย้อนอ่านข่าวคดีนี้: https://tlhr2014.com/archives/61755

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศเข้าร่วมพรึ่บ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.41 น.

รัฐบาลเปิดทำเนียบฯ พรุ่งนี้ จัดเวที ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง เผย นายกฯ-รมต. ร่วมรับฟังเสียงสะท้อนตรงจากเอกชน หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน จับตา เจ้าสัว ระดับประเทศตบเท้าเข้าร่วมพรึ่บ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ช่วงเย็นวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค.) รัฐบาลจะเป็นเจ้าภาพ เชิญภาคเอกชนทุกภาคส่วนร่วมในงาน“ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ซึ่งเป็นงานสำคัญครั้งแรกของรัฐบาลในการจัดเวทีนี้ เพื่อเป้าหมายจับมือภาคเอกชนเดินหน้าเศรษฐกิจประเทศไปด้วยกัน รัฐบาลจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด เราตั้งใจรับฟังเสียงของทุกภาคส่วน และภาคเอกชนเป็นกำลังสำคัญที่จะทำให้เป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจบรรลุผลได้ จึงนำมาสู่ความตั้งใจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการจัดเวทีรับฟังเสียงจากภาคเอกชน แต่ละกลุ่มธุรกิจจะมีผู้แทนเข้ามาเสนอประเด็นให้นายกรัฐมนตรีรับฟัง ซึ่งจะเป็นเวทีเปิดใจรับฟังของภาครัฐ จะมีนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องมารับฟัง ซึ่งรูปแบบการจัดจะจัดเป็นเก้าอี้นั่งนำเสนอความเห็นและข้อเสนอแนะ 

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เวทีครั้งนี้สะท้อนความจริงจังของรัฐบาลในการดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจประเทศอย่างเป็นระบบ โดยจะรับฟังข้อเสนอจากผู้บริหารระดับสูงของภาคเอกชน 10 กลุ่ม ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)  กลุ่มการเงิน เกษตรและอาหาร ยานยนต์ พลังงาน ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ สุขภาพ โรงแรมและท่องเที่ยว ค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และเทคโนโลยี 

“เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันว่าการทำงานของรัฐบาล ในเรื่องเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่เราต้องไปด้วยกัน ทั้งภาครัฐและเอกชน และในมิติอื่นๆ จะมีเวที รับฟังเสียงประชาชนในส่วนอื่น เพราะรัฐบาลชุดนี้ตั้งใจขับเคลื่อนงานทุกด้านโดยรับฟังเสียงจากทุกภาคส่วน”

เมื่อถามว่า จะมีเจ้าสัวระดับประเทศมาเข้าร่วมหมดหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า โดยภาพรวมตอบรับมา ขอให้ไปติดตามว่าจะมีท่านใดมาบ้าง แต่โดยภาพรวมคือได้รับความสนใจ 

เมื่อถามว่า นอกจากรัฐบาลรับฟังแล้ว จะมีการขอความร่วมมือกับภาคเอกชนหรือไม่ น.ส.รัชดา กล่าวว่า คงต้องมีการพูดคุย อธิบายกันด้วย กรณีภาคเอกชนมีคำถาม ณ จุดนั้น หากรัฐบาลต้องการสร้างความเข้าใจ ขอความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีคงได้ชี้แจง แต่ หลักๆ คือรับฟัง อยากให้ผู้ประกอบการได้พูดถึงความคิดเห็นสิ่งที่ทำอยู่ สิ่งที่ทำอยู่อยากให้เพิ่มเติมอะไรบ้างหรือมีข้อกังวลใด ถือเป็นเรื่องสำคัญที่เราจะรับฟังอย่างเต็มที่  โดยที่ผ่านมาการรับฟังจากภาครัฐ เวลาไปรับฟังเสียงจากภาคเอกชนคือผ่านสมาคม แต่ครั้งนี้คือตัวแทนของสมาคมพูดเอง และคนอื่นจะอยู่รับฟัง ดังนั้นจะเป็นข้อมูลที่ตรง ลึก และนายกรัฐมนตรีได้รับฟังถึงหูจริงๆ โดยไม่ได้มีการสกรีน เรียกว่าเป็นตัวจริงเสียงจริงมาเล่าให้นายกรัฐมนตรีฟัง และเราจะได้หาจุดร่วม ที่จะขับเคลื่อนประเทศไปด้วยกันระหว่างรัฐบาล และเอกชน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

ถาวร กระทุ้งสรรพากร! บี้ฟ้องล้มละลาย ทักษิณ เซ่นหนี้ภาษี 1.7 หมื่นล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

14 พฤษภาคม 2569 นายถาวร เสนเนียม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เรื่องภาษี 17,000 กว่าล้านบาท เกรงว่ารัฐจะไม่ได้เงินเลย ระยะเวลาบังคับชำระภาษีค้างจะหมดประมาณกลางปี 70 ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 เรื่องนี้ไม่ใช่การบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.วิ.แพ่ง มาตรา 271 ซึ่งถ้าเป็นกรณี 271 จะหมดปี 78 เนื่องจากคำพิพากษาศาลฎีกาอ่านเมื่อพฤศจิกา 68 มีคนไม่เข้าใจและเข้าใจผิดเรื่องนี้กันเยอะ ภาษีคงจะไม่ได้ตามจำนวนดังกล่าวแน่นอน เบื้องต้นทราบว่าบังคับชำระภาษีได้เพียง 50 ล้านบาทเศษ ไม่มีใครออกมาเล่นเรื่องนี้เลยทั้ง ๆ ที่เกี่ยวกับผลประโยชน์เงินแผ่นดิน น่าเศร้าครับ

กรณีนี้ในการยึดทรัพย์ ใช้ประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตร 12 จึงขอแจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากรให้ใช้อำนาจอย่างเคร่งครัด

ในกรณีที่นายทักษิณชินวัตรมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถชำระหนี้ 17,629 ล้านนี้ได้ขอให้กรมสรรพากรพิจารณาฟ้องนายทักษิณ ชินวัตรเป็นบุคคลล้มละลายเพราะมีหนี้สินล้นพ้นตัวและไม่สามารถชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้กรมสรรพากรได้

ผมขอฝากไปยัง สส ฝ่ายค้านติดตามและช่วยพิจารณาดำเนินการด้วยครับ

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน ย้ำไทยหนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.34 น.

นายกฯ หารือทูตบาห์เรน เดินหน้ายกระดับความร่วมมือการค้า-ลงทุน-ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-ความมั่นคงทางอาหาร พร้อมย้ำไทยสนับสนุนสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่ห้องทำงานนายกรัฐมนตรี ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายเคาะลีล ยะอ์กูบ อัลคัยยาฏ  เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ 

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีต่อเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ในโอกาสเข้ารับหน้าที่ ไทยให้ความสำคัญกับบาห์เรนในฐานะมิตรประเทศและหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคตะวันออกกลาง พร้อมเน้นย้ำความสัมพันธ์อันยาวนานและใกล้ชิดระหว่างไทยกับบาห์เรนในทุกระดับ ทั้งราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน ซึ่งทั้งสองประเทศเตรียมเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูต ในปีหน้า ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยินดีที่ได้เข้ารับหน้าที่ประจำประเทศไทย เนื่องจากเคยเป็นนักการทูตประจำการในประเทศไทยมาก่อน จึงมีความคุ้นเคยและความเข้าใจเกี่ยวกับไทยเป็นอย่างดี

นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยังยินดีต่อพัฒนาการความร่วมมือระหว่างกัน และเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านการค้าและการลงทุน การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ และความมั่นคงทางอาหาร ซึ่งไทยมีความเชี่ยวชาญและความพร้อมในการขยายความร่วมมือ

ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายยินดีผลักดันมูลค่าการค้าระหว่างกัน ส่งเสริมการลงทุนสองทาง และแสวงหาโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจร่วมกัน โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนของภาคเอกชนระหว่างไทยและบาห์เรนเพิ่มมากขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยินดีส่งเสริมการนำเข้าสินค้าไทย โดยบาห์เรนมีที่ตั้งใกล้กับซาอุดีอาระเบียและอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ จึงพร้อมเป็นประตูนำเข้าสินค้าไทยสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางมากขึ้น

ด้านการท่องเที่ยวและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ไทยนับเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของชาวบาห์เรน โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล ซึ่งในปี 2568 มีชาวบาห์เรนเดินทางมายังประเทศไทยจำนวนกว่า 3 หมื่นคน อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรียังคงต้องการส่งเสริมให้ชาวบาห์เรนเดินทางมารับบริการทางการแพทย์ในไทยเพิ่มมากขึ้น ด้านเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ชื่นชมศักยภาพด้านการรักษาพยาบาลของไทย พร้อมเห็นพ้องที่จะต่อยอดความร่วมมือในด้านดังกล่าวให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น

ด้านความมั่นคงทางอาหาร ไทยยืนยันบทบาทการเป็นแหล่งผลิตและส่งออกอาหารคุณภาพที่เชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารของบาห์เรน

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีแสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และเน้นย้ำความสำคัญของการใช้การเจรจาและการลดความตึงเครียด อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป นายกรัฐมนตรีและเอกอัครราชทูตบาห์เรนฯ ยังคงยืนยันที่จะผลักดันความร่วมมือด้านต่าง ๆ ที่เป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศต่อไป

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีแสดงความเชื่อมั่นว่า เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนฯ จะมีบทบาทสำคัญในการสานต่อและยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต พร้อมอวยพรให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

กสม.ออกแถลงการณ์ ขอเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์-ระวังสื่อสารประเด็นอ่อนไหว ปมเหตุการณ์ซอยรามฯ 53

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 เพจเฟซบุ๊ก “สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ได้โพสต์แถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เรื่อง ขอให้เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และระมัดระวังการสื่อสารประเด็นอ่อนไหว จากกรณีเหตุการณ์ซอยรามคำแหง 53 โดยระบุว่า ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ประชาชนชาวมุสลิมนับพันคนรวมตัวประท้วง “มาดามราม 53” ติ๊กต๊อกเกอร์ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ในพื้นที่ซอยรามคำแหง 53 จากการแต่งหน้าและแต่งกายเหมือนสตรีมุสลิม แสดงพฤติกรรมที่มีลักษณะดูหมิ่นศาสนา ล้อเลียนอัลกุรอ่านผ่านสื่อสังคมออนไลน์ จนนำสู่การไลฟ์สดปลุกเร้าอารมณ์และกดดันให้ติ๊กต๊อกเกอร์รายดังกล่าวโกนศีรษะเพื่อแสดงความขอโทษ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ยืนยันว่า บุคคลทุกคนย่อมมีเสรีภาพในการนับถือศาสนาและการแสดงความคิดเห็น แต่การแสดงออกดังกล่าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สาธารณะต้องเคารพในความเชื่อ และความศรัทธาของผู้คนในทุกศาสนา การดูหมิ่นเหยียดหยามศาสนาใดก็ตามจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้อื่นที่ได้รับการรับรองทั้งตามหลักกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีบุคคลใดสมควรถูกลงโทษนอกเหนือขอบเขตของกฎหมายหรือถูกกดดันบีบบังคับให้กระทำการใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิในชีวิตและเนื้อตัวร่างกาย รวมทั้งละเมิดในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

โดยที่สังคมไทยเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างหลากหลายทางความคิด ความเชื่อ ศาสนา และอัตลักษณ์ทางเพศ กสม. ขอเน้นย้ำให้บุคคลสาธารณะและผู้คนในสังคมออนไลน์ใช้ความระมัดระวังในการสื่อสารประเด็นอ่อนไหวที่ง่ายต่อการขยายและนำไปสู่การสร้างความเกลียดชัง แตกแยก และการใช้ความรุนแรงต่อกัน อันไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพในสิทธิของผู้อื่นและหลักสันติภาพอันเป็นแก่นสำคัญของทุกศาสนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

ยังไม่ได้บวช! พล.อ.บุญสิน แจงภาพว่อนเน็ตเป็น AI ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.06 น.

“พล.อ.บุญสิน”ยันในโซเชียลภาพ AI ยังไม่ได้อุปสมบท ขอบคุณคนไทยร่วมอนุโมทนา เผยตั้งใจบวช 1 พรรษา ก่อนเข้าพรรษาปี 69 อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน ผู้สูญเสียเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เตรียมอุปสมบทที่ จ.อุดรธานี

14 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยถึงกระแสข่าวการอุปสมบทของตน ภายหลังโลกโซเชียลมีการเผยแพร่ภาพตัดต่อผ่าน AI จนหลายคนเข้าใจว่าบวชแล้ว โดยยืนยันชัดว่า ขณะนี้ยังไม่ได้อุปสมบท แต่รู้สึกซาบซึ้งใจและขอขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน ที่ติดตามและร่วมอนุโมทนาบุญมาอย่างต่อเนื่อง

พล.อ.บุญสิน ระบุว่า ก่อนหน้านี้ได้เข้ากราบหลวงปู่ศิลา ซึ่งท่านได้เมตตามอบเครื่องอัฐบริขารสำหรับใช้ในพิธีอุปสมบทให้เป็นสิริมงคล พร้อมตั้งใจแน่วแน่ว่า จะอุปสมบทเป็นระยะเวลาประมาณ 1 พรรษา เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่เหล่าทหารหาญตามแนวชายแดนทั่วประเทศ โดยเฉพาะกำลังพลที่เสียชีวิตและบาดเจ็บจากสถานการณ์สู้รบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว (ข่าวที่เกี่ยวข้อง : เปิดใจ พล.อ.บุญสิน ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน)

“ผมตั้งใจบวชแทนคุณแผ่นดิน อุทิศบุญให้พี่น้องทหารและประชาชนที่สูญเสีย” พล.อ.บุญสิน กล่าว

ทั้งนี้ กำหนดการอุปสมบทเบื้องต้น คาดว่าจะมีขึ้นก่อนวันเข้าพรรษาเล็กน้อย ซึ่งปี 2569 วันเข้าพรรษาตรงกับวันที่ 30 กรกฎาคม โดยวันและเวลาที่แน่ชัดยังต้องรอพระอุปัชฌาย์พิจารณาอีกครั้ง

พล.อ.บุญสิน ยังกล่าวขอบคุณประชาชนที่ร่วมส่งกำลังใจและร่วมอนุโมทนาบุญผ่านทุกช่องทาง พร้อมยืนยันว่า เมื่อถึงวันอุปสมบทอย่างเป็นทางการแล้ว จะมีการแจ้งให้ทราบอีกครั้งว่า จำพรรษาอยู่ ณ วัดใด

สำหรับสถานที่อุปสมบทนั้น จะจัดขึ้นที่ จ.อุดรธานี โดยหลังเสร็จพิธีและเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์แล้ว หากประชาชนผู้มีจิตศรัทธาต้องการร่วมทำบุญ ใส่บาตร หรือสนทนาธรรม ก็สามารถเดินทางมาร่วมอนุโมทนาได้ หลังการอุปสมบทเสร็จสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! หมอวรงค์ข้องใจรัฐ กู้เงิน 2 แสนล้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.32 น.

ประชาชนได้ประโยชน์อะไร! “หมอวรงค์”ข้องใจ”รัฐบาล” กู้เงินส่วน 2 แสนล้าน ดันสู่”พลังงานสะอาด”ผ่าน”3 แผนงาน”ผิดปกติ ส่อเอื้อ-ถูกครอบงำจากนายทุน บี้เปิดแผนใช้เงินทั้งหมด

14 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี แถลงถึงการตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ว่า ในส่วนของการใช้จ่ายเงินก้อนที่สอง คือ การกู้เงิน 2 แสนล้านบาท เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่อ้างว่าจะมีการลดการใช้จ่ายฟอสซิล ตนฟังแล้วตกใจมาก เพราะหากดูจากแผนงานทั้ง 4 แผนงานแล้ว พบว่า มีแผนงานที่จะติดตั้งโซลาร์รูฟให้หน่วยงานราชการ , การเปลี่ยนรถอีวีให้หน่วยงานราชการ , การติดตั้งสถานีประจุไฟฟ้าให้หน่วยงานราชการ และการพัฒนาทักษะของประชาชน โดยใน 3 แผนงานแรกนั้น ตนขอถามว่า ประชาชนได้ประโยชน์อะไร ทำไมจึงต้องเร่งรัดเปลี่ยนพลังงานภายใน 1 ปี เพราะดูแล้วมีความผิดปกติ จึงทำให้ตนสงสัยว่าท่านกำลังทำเพื่อประโยชน์ให้กับนายทุนหรือไม่

“ไม่แปลกที่ประชาชนจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้หาเงินทอนได้ง่าย นอกจากนี้ ผมยังมองว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้องมากกว่า และรัฐบาลกำลังถูกครอบงำโดยนายทุนกลุ่มหนึ่ง เพราะมีแต่การมุ่งไปที่เรื่องของโซลาร์ ฉะนั้น จึงขอเรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยแผนงานรายละเอียดทั้งหมดให้สาธารณะได้รับทราบ” นพ.วรงค์ กล่าว

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส.

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

เท้ง ณัฐพงษ์ รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ให้คำมั่นทำหน้าที่ด้วยสำนึกความเป็นสส. ลั่นสรรหา องค์กรอิสระ ให้ปราศจากครอบงำ – แทรกแซง ยันเดินหน้าแก้ รธน. ตามเจตนารมย์ ปชช. ทวงถามรัฐบาล ตีตก กม. หลายฉบับ

เมื่อวันที่ 14 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร จัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ลำดับที่ 12

โดยเมื่อถึงกำหนดพิธี เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้เชิญพระบรมราชโองการ พร้อมอ่านว่า สมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้เข้าบริหารประเทศ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 – 10 เม.ย. 2569 โดยมีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุด และสมาชิกมิได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร 

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 106 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เป็นปีที่ 11 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

จากนั้น นายณัฐพงษ์ ได้ถวายบังคมต่อพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นอันเสร็จ

ทั้งนี้ ภายหลังพิธีรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายณัฐพงษ์ แถลงว่า ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่สภาทุกคน รวมถึงสื่อมวลชนทุกท่านที่มาร่วมในงานพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันนี้ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎร ขอให้คำมั่นสัญญากับพ่อแม่พี่น้องประชาชน และสื่อมวลชน ว่า จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนี้ด้วยสำนึกความเป็นผู้แทนราษฎร ความเป็นตัวแทนของประชาชนในการให้ข้อเสนอแนะ และตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารอย่างตรงไปตรงมา โดยยึดถือผลประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นตัวตั้ง ตลอดจนการทำหน้าที่ในคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระต่าง ๆ ให้ปราศจากการถูกครอบงำ และแทรกแซงจากกลุ่มบุคคลใดบุคคลหนึ่ง โดยตนเองจะเร่งแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือวิปฝ่ายค้าน โดยเร็วที่สุดเพื่อให้องค์ประกอบของรัฐสภา มีความครบถ้วนสมบูรณ์ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย และรัฐสภา ในฐานะองค์กร ที่เป็นศูนย์รวมอำนาจสูงสุดในประเทศนี้ จะเร่งเดินหน้ากระบวนการการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามเจตนารมย์ของประชาชน ที่ได้ลงประชามติไว้ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาเมื่อไหร่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้โดยเร็วที่สุด คือการแสดงความจริงใจจากฝั่งรัฐบาล แต่ในส่วนของกฎหมายที่เลยกำหนด 60 วันมาแล้ว เป็นสิ่งที่สมาชิกรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎรโดยพรรคประชาชน หรือพรรคอื่นจะริเริ่มกระบวนการในส่วนนี้ด้วย ยืนยันว่าทพวกเราจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า จะทำโดยเร็วที่สุด และหากมีการแต่งตั้งวิปฝ่ายค้าน คงได้มีการพูดคุยกันอย่างเป็นทางการจะเร่งกระบวนการและยื่นเข้าสู่สภาโดยเร็วที่สุด

เมื่อถามว่า ในการประชุมร่วมรัฐสภาในวันพรุ่งนี้ (15พ.ค.) พรรคประชาชนจะใช้โอกาสนี้ในการอภิปรายเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มี และในวันพรุ่งนี้ จะมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่รัฐบาลยังไม่ได้ส่งคืนกลับมา และคงจะใช้เป็นเวทีที่เราจะได้ทวงถามรัฐบาลว่า กฎหมายอีกหลายฉบับที่เป็นประโยชน์ เหตุใดรัฐบาลถึงตีตก ไม่นำกลับมาพิจารณาต่อ หลังจากที่ค้างอยู่ในสภาฯชุดที่แล้ว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะต้องไปปรับแก้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยเฉพาะสูตรของกรรมการยกร่าง และความไม่ชัดเจนในการแก้ไขหมวดหนึ่ง และหมวดสองหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า 
คงมีการหารือกันอยู่แล้ว แต่รายละเอียดขอให้เป็นโอกาสต่อไป 

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

ธนกรมั่นใจ อนุทินเด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน

วันพฤหัสบดี ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.03 น.

“ธนกร”มั่นใจ”อนุทิน”เด็ดขาด! พร้อมสั่งฟันมาเฟียต่างชาติยึดภูเก็ต-เกาะพะงัน ลั่นต้องจัดระเบียบใหม่ คุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลแย่งอาชีพคนไทย ชี้เพื่อกระตุ้นท่องเที่ยว โดยเฉพาะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ สร้างรายได้ให้ประเทศและประชาชนอย่างยั่งยืน

14 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และอดีตรมว.อุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติผ่านนอมินี ว่า ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เด็ดขาดและเอาจริงแน่นอน หากพบว่ามีมาเฟียต่างชาติกล้ายึดครองพื้นที่ในภูเก็ต และเกาะพะงัน รวมถึงชาวต่างชาติที่ประกอบธุรกิจไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และปัญหาการบุกรุกพื้นที่สาธารณะริมชายหาด นอกจากนี้ จะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ โดยคุมเข้มนอมินีผู้มีอิทธิพลที่มาแย่งอาชีพคนไทย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเน้นการดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาท่านนายกฯ ได้ลงพื้นที่ภูเก็ต และเกาะพะงันด้วยตัวเอง เพื่อรับฟังสถานการณ์ในพื้นที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะทั้งจากพี่น้องประชาชนในพื้นที่ และผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อนำมาพิจารณาวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาปัญหามักเกิดจากเจ้าหน้าที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง นายธนกร กล่าวว่า ยืนยันว่าท่านนายกฯ ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาที่กระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชน ดังนั้น รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในสายตาของนานาประเทศ และสร้างรายได้มั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ การลงพื้นที่ด้วยตัวเองของท่านนายกฯ นั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแน่นอน เห็นได้จากการที่ท่านนายกฯ ได้สั่งการให้เร่งรัดกระบวนการทางกฎหมายเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องนั้น จะต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป

“ผมเชื่อมั่นในตัวท่านนายกฯ จากนี้เราจะได้เห็นการจัดการอย่างเด็ดขาดกับมาเฟียต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายแน่นอน รัฐบาลจะต้องจัดระเบียบใหม่ เพื่อคุมเข้มนอมินีที่แย่งอาชีพคนไทย รวมถึงเร่งแก้ปัญหาเรื่องแหล่งน้ำและระบบไฟฟ้าให้เสถียร เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน กระตุ้นให้นักท่องเที่ยวคุณภาพเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยให้มากขึ้น เพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศและประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน” นายธนกร กล่าว