พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

พระปกเกล้าโพลชี้ คนไทยอยากเห็นฝ่ายค้าน-รัฐบาล จับมือฝ่าวิกฤต

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.37 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น”

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ KPI Poll มอบนโยบายสำคัญในการทำ KPI Poll ให้เป็นโพลเชิงวิชาการที่ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงทางการเมืองด้วยความ “เป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์” มีมาตรฐานวิชาการและความแม่นยำ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อ “ฟัง”การเมืองจากเสียงของประชาชน 

โดยให้ข้อมูลจาก KPI Poll เป็นฐานความรู้สำคัญสำหรับนักการเมือง พรรคการเมือง นักวิชาการ และสาธารณชน เพื่อทำหน้าที่เป็น “คลังสมองทางประชาธิปไตย” ของสังคมไทยอย่างแท้จริง

การแถลงผลการสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 16 ที่ศูนย์ฯ ได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 – 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง  โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้ 

1. ในสถานการณ์วิกฤตจากสงครามเช่นนี้ ท่านคิดว่าฝ่ายค้านควรมีบทบาทแบบใดมากที่สุด  (สำรวจโดย x Line Today)

-43.3% อยากเห็นฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป
-รองลงมา 22.4 % อยากเห็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้อำนาจ
-19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน มากกว่าการวิจารณ์รัฐบาล
-12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤตก่อนได้ 
-2.7% ไม่แน่ใจ

ประชาชนเกือบครึ่ง ไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่หยุดตรวจสอบรัฐบาล แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มี “วุฒิภาวะทางการเมือง” และรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของประเทศในยามวิกฤต คาดหวังให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ช่วยประเทศเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐไว้ 

2. ทุกภาคประสานเสียงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสมดุล

ไม่เติมวิกฤตด้วยความขัดแย้ง ใต้-อีสาน นำโด่ง (ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ฝ่ายค้าน “ร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศและตรวจสอบควบคู่กันไป” 

-โดยภาคใต้สูงสุด (49.1%) 
-รองลงมาใกล้เคียงกัน คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (44.4%) 

ความคาดหวังต่อฝ่ายค้านในยามวิกฤตร่วมกัน คือ ประชาชนต้องการ ฝ่ายค้านที่มีความรับผิดชอบและไม่ทำให้เกิด “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แม้ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งมีฐานเสียงที่สนับสนุนขั้วการเมืองค่อนข้างต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมทางความคิดในเรื่องนี้สูงที่สุด สะท้อนว่า เมื่อเป็นเรื่องความอยู่รอดที่จำเป็น อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกให้ความสำคัญเป็นรองกว่า คนในพื้นที่ต่างต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง

3. หนุนรัฐพยุงค่าครองชีพและค่าเดินทางช่วงสงกรานต์นำโด่ง- แต่ละภาคคาดหวังต่างกัน ภาพรวมอยากเห็น “แผนพลังงานต้องชัด – ลดค่าครองชีพต้องไว”

-76.1% ค่อนข้างเห็นด้วย-เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลควรออกมาตรการชั่วคราวในช่วงสงกรานต์ (เช่น พยุงราคาพลังงาน, เพิ่มเที่ยวเดินทาง, ลดภาระค่าเดินทาง)

-รองลงมา คือ 17.4% ไม่ค่อยเห็นด้วย-ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง 

-6.5% ไม่แน่ใจ

• ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้น ในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง คือ 

-การมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน (27.0%) สูงสุด 
-รองลงมา คือ มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว (23.0%)
-มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือและตัดสินใจรวดเร็ว (17.1%)
-สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง (16.8%) 
-ไม่แน่ใจ/ไม่สามารถตอบได้ (16.1%)

• เมื่อแยกปัจจัยสูงสุดตามภูมิภาค: 

-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (34.2%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาล “มีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน” 
-ส่วน ภาคเหนือ (28.5%) และ ภาคใต้ (27.1%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหาก “มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว” 
-ขณะที่ กรุงเทพฯ (28.8%) จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาล “สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง” 
-ภาคกลาง (29.8%) 
-ภาคตะวันออก (25.6%) ระบุว่า ไม่แน่ใจ

ประชาชนถึงกว่า 3 ใน 4 ให้ความสำคัญอย่างมากกับมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่กระทบชีวิตจริง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบด้านค่าครองชีพอย่างชัดเจน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม ทั้งผ่านแผนรับมือที่ชัดเจนและมาตรการช่วยเหลือที่เห็นผลรวดเร็ว อีกทั้งผลเชิงภูมิภาคยังชี้ว่า แม้ประชาชนทุกพื้นที่จะเผชิญความกังวลจากวิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน แต่ลำดับความสำคัญที่คาดหวังจากรัฐบาลยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ในยามวิกฤตประชาชนไม่ได้ต้องการการเมืองที่ซ้ำเติมความขัดแย้ง แต่ต้องการทั้ง ฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และ รัฐบาลที่รับมือได้จริง โดยฝ่ายค้านควรทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ

พร้อมกับคงบทบาทตรวจสอบควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็กำลังมองหาความเชื่อมั่นจากรัฐบาลทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติ ดังนั้น

รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง พร้อมแสดงแผนรับมือด้านพลังงานอย่างชัดเจน และสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมั่นในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นทั้งความตั้งใจและความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

ดร.สติธร ใช้ พ.ร.ก.ลดราคาหน้าโรงกลั่น 2 บาท สัญญาณรัฐ กล้าแตะทุนพลังงาน แม้ดูเล็กแต่มีนัยทางการเมือง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นต่อกรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบน.) มีมติใช้อำนาจตามพระราชกำหนด เพื่อลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 2 บาทต่อลิตร ว่า 

แม้มาตรการดังกล่าวอาจดูเป็นการปรับลดเพียงเล็กน้อย แต่ในเชิงนโยบายและการเมืองถือว่ามีนัยสำคัญ โดย ในช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลอยู่ภายใต้แรงกดดันจากสังคมให้เร่งแก้ปัญหาราคาพลังงาน โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่น ที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การตัดสินใจใช้มาตรการดังกล่าวจึงสะท้อนความพยายามของรัฐในการแสดงบทบาทเชิงรุก และพิสูจน์ศักยภาพในการบริหารจัดการปัญหาที่กระทบประชาชนโดยตรง

“แม้จะเป็นเพียง 2 บาท แต่ถือเป็นการ กล้าแตะโครงสร้างผลประโยชน์ของภาคโรงกลั่น ซึ่งที่ผ่านมาแทบไม่เคยมีรัฐบาลใดเข้าไปดำเนินการในลักษณะนี้” ดร.สติธร ธนานิธิโชติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม มองว่า การดำเนินมาตรการลักษณะนี้ต้องอาศัยจุดสมดุลระหว่างการดูแลผู้บริโภคและการรักษาเสถียรภาพของภาคธุรกิจพลังงาน เนื่องจากหากกดดันผู้ประกอบการมากเกินไป อาจส่งผลกระทบต่อระบบโดยรวมได้ แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าสามารถดูแลประชาชนได้จริง

ในมุมการเมือง เห็นว่า การตัดสินใจดังกล่าวมีผลต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล โดยเฉพาะในช่วงที่คะแนนนิยมถูกท้าทายจากสถานการณ์พลังงานโลก หากมาตรการสามารถบรรเทาภาระค่าครองชีพได้ ก็มีโอกาสช่วยฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

สำหรับแนวโน้มในระยะต่อไป ดร.สติธร ประเมินว่า ปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง หากความขัดแย้งคลี่คลาย ราคาพลังงานก็อาจปรับตัวลดลงได้ แต่หากยืดเยื้อ รัฐบาลไม่ว่าชุดใดก็จำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ โดยหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกและการกระจายแหล่งนำเข้า

“ในระยะยาว ไทยต้องลดการพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคเดียว และค่อยๆ ปรับไปสู่พลังงานทดแทน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่มาตรการระยะสั้น” ดร.สติธรกล่าว

แม้รัฐบาลจะเผชิญเสียงวิจารณ์จากสังคม แต่ถือเป็นเรื่องปกติในภาวะวิกฤต เนื่องจากประชาชนเป็นผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง และความคาดหวังต่อการแก้ปัญหาย่อมสูงตามไปด้วย 

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

เปิดปูม อาร์ท วีระพงษ์ ประภา จับตา ข้ามห้วยจากปชป. นั่งที่ปรึกษา ศุภจี

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.16 น.

เปิดตัวว่าที่ทีมที่ปรึกษา “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ ได้อย่างน่าสนใจ 12 คนในลิสต์ต่างเป็นระดับ “ดีเด่นดัง” ในแต่ละวงการ แต่ที่เซอร์ไพรที่สุดก็น่าจะเป็น “วีรพงษ์ ประภา” เพราะ อาร์ท วีระพงษ์ ปัจจุบันยังดำรงแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐิกจระหว่างประเทศด้วย 

ทั้งนี้ วีระพงษ์ ปัจจุบัน อายุ 41 ปี

จบปริญญาตรีด้านการบริหารธุรกิจ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) จากมหาวิทยาลัย Wellington ประเทศนิวซีแลนด์

ปริญญาโท ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจาก London School of Economics (LSE)

ปริญญาโท ด้านการบริหารธุรกิจ (MBA) หลักสูตรผู้บริหาร จากมหาวิทยาลัย Cambridge ประเทศอังกฤษ

วีระพงษ์ เคยดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย โดยขับเคลื่อนการเจรจาการค้าเสรีระหว่างไทย-อียู (Thai-EU FTA)

นอกจากนี้ ในเพจของพรรคประชาธิปัตย์ยังระบุว่า  “คุณวีระพงษ์มีประสบการณ์การทำงานในองค์กรระหว่างประเทศด้านการค้าการลงทุนที่เป็นธรรมและยั่งยืนมากว่า 20 ปี และพร้อมนำประสบการณ์จากต่างประเทศ ผนวกกับการขับเคลื่อนนโยบายในฐานะผู้แทนการค้าไทย มาร่วมผลักดันนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของไทย ให้ธุรกิจไทยและคนไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในสมรภูมิการค้าโลก” 

ส่วนในทางการเมืองก่อนเข้าร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ วีระพงษ์ เคยได้รับแต่งตั้งเป็นเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร”  เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2567

ชีวิตส่วนตัว วีระพงษ์ ได้จดทะเบียนสมรสกับ ฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ (เอิร์ธ) อดีต รมช.พาณิชย์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2568 กลายเป็นคู่รัก LGBTQ คู่แรกของไทยที่จดทะเบียนสมรสหลังจากมีกฎหมายสมรสเท่าเทียม

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

รุนไม่ไหวแล้ว! จูรี เตือนรัฐบาลอย่า มูมมาม ระวังจบแบบ ชูชก ชี้ ยาบ้า 10 บาท หาง่ายกว่าพารา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.06 น.

รุนไม่ไหวแล้ว! ’จูรี‘ เตือนเข้มๆ ‘รัฐบาล’ จากนี้อย่าให้มูมมามมาก ไม่อยากให้จบชีวิตแบบ ’ชูชก‘ กังขา ’นายกฯ‘ ให้คำมั่นทำเพื่อประโยชน์ประชาชน แต่ในใจมี ’นายทุน‘ แทรกอยู่หรือไม่  ‘เจอองค์รักษ์ภท.’ ระดมประท้วงถอนคำพูด

วันที่ 10 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.50 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162 ต่อเนื่องเป็นวันที่2 โดยนายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ตนฟังนายกรัฐมนตรี อ่านแถลงนโยบายให้สภาฯฟัง จนมาถึงถ้อยคำหนึ่งที่ระบุว่า เพื่อประโยชน์ของประชาชน ตนขนลุก แหงนมองหน้า และพยายามมองใจของนายกฯว่าจริงๆแล้วในใจของนายกฯมีประชาชนแล้วแทรกด้วยนายทุนอยู่หรือไม่ เพราะสิ่งที่นายกฯแถลง ย้อนแย้งความเป็นจริงกับที่ประชาชนประสบอยู่ เข้าใจว่านายกฯโชคดีเกิดมาเป็นเศรษฐีเลย แต่อยากให้เปิดใจมองลงมาข้างล่างเห็นคนหาเช้ากินค่ำที่ตอนนี้ลำบากมาก รายได้น้อย แต่รายจ่ายเยอะมาก สิ่งที่ถูกอยู่อย่างเดียวที่ประชาชนสามารถซื้อได้คือยาบ้าเม็ดละ 10 บาท หาได้ทั่วไป ซื้อง่ายกว่ายาพาราอีก ขอฝากไปยังนายกฯให้เข้าใจหน่อย สิ่งที่พยายามบริหารจัดการทั้งหมด ท่านไม่กล้าทุบนายทุน แต่ทุบชาวบ้าน เมื่อเป็นแบบนี้ก็ไม่รู้จะรวยเมื่อไหร่ ถ้าเป็นปักษ์ใต้ตอนนี้ ต้องบอกว่ารุนไม่ไหวแล้ว 

นายจูรี กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องน้ำมันที่หายไปก่อนหน้านี้ พอขึ้นราคาน้ำมันมา6บาท กลับมีน้ำมันทุกปั๊ม  ทุกวันนี้น้ำมันเกือบ50บาท หาเติมได้หมดเลย เสมือนเสกน้ำมันเหล่านี้มาได้ ตนรู้สึกว่าในใจนายกฯมีแต่นายทุน เข้าใจแต่นายใจ แต่ไม่เคยเข้าใจประชาชน ขณะที่นโยบายปราบปรามยาเสพติด ที่นายกฯแถลงตอนหนึ่งจะปราบปรามบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ต้องบอกว่าจริงจังแค่ไหนแค่ไหนเรียกจริงจัง เพราะขณะนี้มันระบาดไปทุกหย่อมหญ้าจริงๆ ถ้าจริงจังจริง ต้นปีที่ผ่านมาคงไม่มีข่าว วัยรุ่นหลอนยา จับนักเรียนเป็นตัวประกันจนผอ.โรงเรียนต้องเสียสละชีวิตตัวเองเพื่อแลกกับชีวิตนักเรียน ทั้งประเทศสดุดีความดีของผอ. แต่ครอบครัวของเขาไม่ปราถนาคำสดุดี เขาต้องการชีวิตผอ.กลับคืนมา 

“ผมอยากฝากนายกฯ และครม.ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ว่า ทำอะไรหลังจากนี้ พยายามอย่าให้มูมมามมาก เพราะผมคาดหวังว่ารัฐบาลชุดนี้อยู่บริหารจนครบเทอม ไม่อยากให้รัฐบาลมาจบชีวิตแบบเดียวกับที่ชูชกเขาจบชีวิต” นายจูรี กล่าว

ทั้งนี้สส.พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สส.บุรีรัมย์ ลุกขึ้นประท้วงให้นายจูรีถอนคำพูดเสียดสีคือคำว่า ทำอะไรต่อไปนี้อย่ามูมมามเดี๋ยวจะเป็นเหมือนชูชก เป็นถ้อยคำที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกับนายยศวัฒน์ มาไพศาลสิน สส.กาญจนบุรี ประท้วงว่าคำพูดดังกล่าวส่อให้เห็นถึงกิริยาของผู้อภิปราย ทำให้สภาฯไม่สมเกียรติ ขณะที่นายโสภณ วินิจฉัยคำว่ามูมมาม ยังพอรับไหว ขอให้รัฐบาลมาชี้แจงดีกว่า ทำให้นายจูรี ชี้แจงว่า ไปย้อนดูเทปได้ ตนพูดว่าหลังจากนี้ เสมือนเป็นคำเตือนว่าเป็นห่วงประเทศนี้ นายโสภณ จึงวินิจฉัยย้ำว่า ยังพอไหว ครม.ยังพอชี้แจงได้ ขอให้ไปต่อดีกว่า จากนั้นจึงเข้าสู่การอภิรายต่อไป

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

เปิดคลิปนาที นายกฯอนุทิน สะอื้นร่ำไห้ พูดความในใจถึง ผบ.ทอ. ช่วงรบไทย-กัมพูชา

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.45 น.

วันที่ 10 เมษายน 2569 เมื่อวานนี้ (9เม.ย.) เวลา 18.45 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยภริยา เป็นประธานงานเลี้ยงรับรองเนื่องในวันกองทัพอากาศปี 2569 ที่อุทยานการบินกองทัพอากาศ ดอนเมือง โดยมีพลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, ผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพ, เอกอัครราชทูต และอดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ เข้าร่วมงาน โดยมีพลอากาศเอกเสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ พร้อมด้วย นายกสมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ให้การต้อนรับ

โดยในช่วง นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวสุนทรพจน์และอวยพรกองทัพอากาศว่า ตนรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ที่ได้มาร่วมงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในวันกองทัพอากาศประจำปี 2569 ในค่ำวันนี้ ก่อนอื่นขอขอบคุณและแสดงความชื่นชมต่อกำลังพลกองทัพอากาศทุกท่าน ที่ท่านได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความวิริยะอุตสาหะเสียสละ และยึดมั่นในอุดมการณ์แห่งการพิทักษ์รักษาเอกราช อธิปไตย และความมั่นคงของชาติ ตลอดจนเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน

ทั้งนี้ ในช่วงหนึ่งของการกล่าว นายกรัฐมนตรีมีอาการสะอื้น ก่อนที่จะร่ำไห้ และกล่าวถึงผู้บัญชาการทหารอากาศ โดยระบุว่า “ความมั่นใจของตน มาจากเสียงกระซิบจากผู้บังคับบัญชาทหารอากาศท่านนี้ ส่วนจะกระซิบยังไงจะเก็บไว้สองคน”

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นายกฯร่วมงานเลี้ยง วันกองทัพอากาศ ร้องไห้พูดความในใจถึง ผบ.ทอ.

สว.เศรณี จี้ รัฐบาล แก้ปาล์มราคาดิ่ง สวนทางน้ำมันแพง

สว.เศรณี จี้ รัฐบาล แก้ปาล์มราคาดิ่ง สวนทางน้ำมันแพง

สว.เศรณี จี้ รัฐบาล แก้ปาล์มราคาดิ่ง สวนทางน้ำมันแพง

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.38 น.

นายเศรณี อนิลบล สมาชิกวุฒิสภา แถลงข่าวราคาผลผลิตน้ำมันปาล์มตกต่ำ เนื่องจากราคาน้ำมันราคาสูง นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา แถลงข่าวเรื่องราคาปุ๋ย เนื่องจากสถานการณ์ที่ตะวันออกกลาง ที่รัฐสภา

น้ำมันปาล์ม
น้ำมันปาล์ม
น้ำมันปาล์ม
น้ำมันปาล์ม

ประเสริฐ-อัครนันท์ ได้ฤกษ์เข้าศธ.อย่างเป็นทางการ -ผู้บริหารบุคลากร ศธ.-ร่วมแสดงความยินดี

ประเสริฐ-อัครนันท์ ได้ฤกษ์เข้าศธ.อย่างเป็นทางการ -ผู้บริหารบุคลากร ศธ.-ร่วมแสดงความยินดี

ประเสริฐ-อัครนันท์ ได้ฤกษ์เข้าศธ.อย่างเป็นทางการ -ผู้บริหารบุคลากร ศธ.-ร่วมแสดงความยินดี

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.32 น.

“ประเสริฐ”อัครนันท์“ ได้ฤกษ์เข้าศธ.อย่างเป็นทางการ -ผู้บริหารบุคลากรศธ.-ฝ่ายการเมืองร่วมแสดงความยินดีชื่นมื่น

วันที่ 10 เมษายน เวลา 07.09 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)พร้อมด้วย นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เดินทางเข้า ศธ.อย่างเป็นทางการ โดยมีผู้บริหารองค์กรหลักของศธ. และบุคลากร ศธ.ให้การต้อนรับ

โดย รมว.ศธ.และ รมช.ศธ. พร้อมคณะเข้าสักการะพระพุทธบารมีศักดิ์สิทธิ์ สยามิศรจักรี สัฏฐีอนุสรณ์ ศึกษาทรรังสรรค์ พระพุทธรูปประจำกระทรวง ศาลพระภูมิประจำกระทรวง พระพุทธรูป ด้านหน้า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ศาลปู่เจียม (ด้านข้าง สอศ.) บวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.6)  ก่อนเดินทางเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในห้องทำงานที่ชั้น 2 อาารราชวัลลภ 

นายประเสริฐ เปิดเผยว่า วันนี้ถือฤกษ์สะดวก เข้าศธ. อย่างเป็นทางการ  มี สส. และ อดีตสส.เข้ามาให้กำลังใจจำนวนมาก ทำให้ตนมีกำลังใจในการทำงานขับเคลื่อน ศธ.ไปสู่เป้าหมายที่ได้ตั้งใจไว้ สำหรับการแถลงนโยบายของศธ.อย่างเป็นทางการนั้น ตนตั้งใจจะแถลงในวันที่ 20 เมษายน นี้ เพราะต้องการรวบรวมข้อคิดเห็นจาก สส.ที่ได้อภิปรายในวันแถลงนโยบายตาอรัฐสภา -10 เม.ย.นี้ เพื่อนำมาขับเคลื่อนนโยบายต่อไป โดยจะผลักดันเรื่องต่างๆ เช่น ลดความเหลื่อมล้ำ ลดภาระครู นักเรียน ผู้ปกครอง โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และ วิกฤต PM 2.5 พร้อมกับผลักดันนโยบายเรียนฟรีจริง ซึ่งเป็นนโยบายที่ประกาศเอาไว้

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการแบ่งงานกับ รมช.ศธ. ก็จะรู้ผลในสัปดาห์หน้านี้ ส่วนการเตรียมแผนรับมือเปิดเทอมในภาวะวิกฤตพลังงาน นั้น วันที่ 11 เมษายน นี้ จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดว่าจะมีการหารือเรื่องดังกล่าวด้วย  อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศธ. ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกับจัดมาตรการลดภาระ ค่าใช้จ่ายให้ผู้ปกครอง เช่น จะร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ (พณ.) จัดธงฟ้าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน และยังมีอีกหลายมาตรการที่จะช่วยลดภาระให้กับผู้ปกครองในอนาคต 

“สำหรับการเรียนออนไลน์นั้น จะต้องระมัดระวัง เพราะเป็นห่วงภาระของผู้ปกครอง ที่จะต้องดูแลบุตรหลานที่บ้าน ประกอบกับประสิทธิภาพการเรียน คุณภาพการเรียนการสอน ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นเรื่องที่ศธ. ต้องคิดให้รอบคอบ” นายประเสริฐ กล่าว 

ต่อจากนั้น ผู้บริหารองค์กรหลัก และหน่วยงานในกำกับของศธ.ร่วมมอบแจกันดอกไม้ พวงมาลัยแสดงความยินดีแก่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รมช.ศธ. อย่างอบอุ่นที่ ห้องดำรงราชานุาพ  ชั้น 1 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ 

จากนั้น เวลา 10.30 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)และนายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) พร้อมคณะผู้บริหารศธ.และบุคลากรศธ. ได้ร่วมพิธีประเพณีสงกรานต์ศึกษาธิการสืบสานวัฒนธรรมไทย ณ หอประชุมคุรุสภา และเวลา 13.30 น. เป็นประธานพิธีเปิดกิจกรรมอาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2569 บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 

รัฐสภาผนึก สสส. คิกออฟสงกรานต์ปลอดภัย รณรงค์ดื่มไม่ขับ ย้ำขับช้าลดสูญเสีย

รัฐสภาผนึก สสส. คิกออฟสงกรานต์ปลอดภัย รณรงค์ดื่มไม่ขับ ย้ำขับช้าลดสูญเสีย

รัฐสภาผนึก สสส. คิกออฟสงกรานต์ปลอดภัย รณรงค์ดื่มไม่ขับ ย้ำขับช้าลดสูญเสีย

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.25 น.

วันนี้ 10 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้การรับรอง นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูล์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และคณะฯ ในโอกาสเข้าเยี่ยมคารวะและรณรงค์ในโครงการ “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ต่อสภาผู้แทนราษฎรและสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความตระหนัก ลดอุบัติเหตุ ตรวจสอบความพร้อมของตนเองและรถ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 100 % เพื่อความปลอดภัยในการเดินทางกลับภูมิลำเนาในช่วงเทศกาลสงกรานต์

ขณะที่นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวอวยพรประชาชนเนื่องในเทศกาลสงกรานต์หรือวันขึ้นปีใหม่ไทยประจำปี ขอส่งความปรารถนาดีไปยังพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หลายฝ่ายกำลังเผชิญความยากลำบาก ขอให้ทุกคนสามารถก้าวผ่านสถานการณ์ต่างๆไปได้ด้วยดี ขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลกดลบันดาลให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรง คิดหวังสิ่งใดขอให้สมความปรารถนา และมีความสุขตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตามยังมีความห่วงใยต่อการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ซึ่งมีการใช้รถใช้ถนนจำนวนมาก ขอให้ทุกคนใช้รถใช้ถนนเดินทางด้วยความระมัดระวัง มีน้ำใจต่อผู้ร่วมทาง ขับรถอย่างมีสติรอบคอบ ไม่ประมาท ไม่ขับรถด้วยความเร็ว เพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุลดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และขอชื่นชมการทำงานของ สสส.ที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆรณรงค์เพื่อลดอุบัติเหตุมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเน้นย้ำให้หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ และขอให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานในการเดินหน้าสร้างสังคมปลอดภัยอย่างยั่งยืนต่อไป

รัฐสภา

นายชิบ จิตนิยม รองประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา กล่าวชื่นชม สสส.เดินหน้ารณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนนอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ได้เน้นย้ำแคมเปญ “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบันนี้ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก การลดความเร็วนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันได้อีกด้วย ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา 25 ปีแห่งการก่อตั้ง สสส.ได้ทำหน้าที่เป็นอย่างดี ช่วยเตือนสติการใช้รถใช้ถนนอย่างปลอดภัย ที่สำคัญขอสนับสนุนการสื่อสารรณรงค์ผ่านสโลแกนต่างๆ “ดื่มไม่ขับ” , “ตั้งสติก่อนสตาร์ท” ตลอดจนเน้นย้ำผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ต้องสวมหมวกกันน็อค 100 % โดยมุ่งหวังให้สงกรานต์ปีนี้มีสถิติอุบัติเหตุที่ลดลง ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวอย่างมีความสุข พร้อมขออวยพรให้คนไทยมีความสุขในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ร่วมกันลดอุบัติเหตุและลดการใช้พลังงานเพื่อให้ทุกคนเดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยตลอดช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา กล่าวชื่นชมความร่วมมือระหว่างรัฐสภาและ สสส.ที่ร่วมกันรณรงค์ลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์มาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามยังมีความเป็นห่วงใยต่อสถิติการเสียชีวิตของประชาชนคนไทยในช่วงเทศกาลต่างๆที่มักจะมีตัวเลขผู้สูญเสียจำนวนมากในแต่ละปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ขอเรียกร้องให้มีการขยายพื้นที่ความร่วมมือเพื่อลดอุบัติบนท้องถนนไปยังหน่วยงานต่างๆให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ซึ่งถือเป็นหน่วยงานที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนระดับพื้นที่มากที่สุด ขอเสนอแนะให้ใช้โอกาสในช่วงเทศกาลนี้จัดตั้งด่านตรวจตราเพื่อกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ทั้งในเรื่องของการควบคุมการใช้ความเร็วบนท้องถนน รวมถึงกวดขันพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการใช้สารเสพติด นอกจากนี้ในช่วงสงกรานต์อยากให้ลดละเรื่องการดื่มลงเพื่อลดการสูญเสีย สุดท้ายนี้ขออวยพรให้เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ เป็นเทศกาลแห่งความสุขที่ปราศจากการสูญเสียอย่างแท้จริง

รัฐสภา

ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ เครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.) ร่วมกันจัดกิจกรรม “สงกรานต์ปลอดภัย ดื่มไม่ขับ ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” ที่อาคารัฐสภา โดยรณรงค์เชิญชวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมกันเป็นต้นแบบไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่รถทุกชนิด มีสติขับรถอย่างครบถ้วน ไม่ซิ่งไม่ปาดไม่แซงในพื้นที่คับขัน ขับขี่จักรยานยนต์สวมหมวกกันน็อค 100 % ใช้รถใช้ถนนมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง เพื่อทุกคนมีส่วนร่วมในการลดอุบัติเหตุและลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน มีความสุขร่วมกันตลอดเทศการสงกรานต์นี้

รัฐสภา
รัฐสภา
รัฐสภา

นายกฯ เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มทุกเส้นทางทั่วประเทศ

นายกฯ เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มทุกเส้นทางทั่วประเทศ

นายกฯ เปิดศูนย์ลดอุบัติเหตุสงกรานต์ 69 สั่งคุมเข้มทุกเส้นทางทั่วประเทศ

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.12 น.

นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2569 ณห้องประชุม 1 ปภ. อาคาร 3 ชั้น 5 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เขตดุสิต กรุงเทพฯ

นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรี

วราวุธ ยอมรับเม็ดพลาสติกพุ่ง ย้ำยังไม่คุมราคา ชวนใช้ของทดแทนด่วน

วราวุธ ยอมรับเม็ดพลาสติกพุ่ง ย้ำยังไม่คุมราคา ชวนใช้ของทดแทนด่วน

วราวุธ ยอมรับเม็ดพลาสติกพุ่ง ย้ำยังไม่คุมราคา ชวนใช้ของทดแทนด่วน

วันศุกร์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.01 น.

วันนี้ 10 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 10.20 น.ที่รัฐสภา นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยถึงสถานการณ์เม็ดพลาสติกที่หลายฝ่ายมีความกังวลทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ว่า เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ต้องขอบคุณ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ที่เชิญกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าหารือ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการเร่งตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงสาธารณสุข เช่น อย. กรมควบคุมมลพิษ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม มีสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ซึ่งคณะทำงานจะมีหน้าที่ในการตรวจสอบแหล่งที่มา จำนวนสต็อกของเม็ดพลาสติกที่มีอยู่ในประเทศไทย รวมถึงราคาของเม็ดพลาสติก ย้ำว่ายังไม่เป็นการควบคุมปริมาณหรือราคาของเม็ดพลาสติก แต่เป็นการเข้าไปดูก่อนว่าต้นน้ำ กลางน้ำ เป็นอย่างไร ในประเทศไทยขายมากน้อยเพียงใด มีแหล่งที่มาอย่างไร รวมถึงราคาเมื่อเทียบกับทั่วโลกเป็นอย่างไร 

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมห่วงใยประชาชน ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม สิ่งที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางขนาดนี้กระทบกับซัพพลายของพลาสติกในประเทศไทย ทำให้มีราคาสูงขึ้นปริมาณเม็ดพลาสติก ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มีจำนวนที่หายากมากขึ้นและแพงมากขึ้น สุดท้ายภาระก็จะตกอยู่ที่ประชาชน อย่างไรก็ตามกระทรวงอุตสาหกรรมตระหนักดีว่าในขณะนี้เราจะมีทางเลือก ทั้งการใช้วัสดุทดแทน ซึ่งนายวราวุธ ได้โชว์กระติกน้ำสีดำที่พกติดตัว ก่อนจะบอกว่ท อาจจะไม่สะดวกสบายเหมือนเมื่อก่อน แต่เมื่อเม็ดพลาสติกหายากขึ้นและแพงขึ้น และค่าขนส่งอาจทำให้พลาสติกและขวดน้ำดื่มมีราคาแพงขึ้น จึงขอเชิญชวนทุกคนหันมาใช้กระติกน้ำ เพื่อจะลดต้นทุนและลดภาระ พร้อมใช้ภาชนะต่าง ๆ เพื่อลดพลาสติกด้วย 

วราวุธ ศิลปอาชา

นายวราวุธ กล่าวว่า จากข้อมูลประเทศไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตัน นำมารีไซเคิลใหม่เพียง 25 % ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำมาแยกขยะ รีไซเคิล ทำความสะอาดอย่างถูกต้อง เพื่อจะได้เพิ่มปริมาณการรีไซเคิล จาก 25 % เป็น 30-35 % ซึ่งจะช่วยลดภาระต้นทุนของเม็ดพลาสติกที่ต้องนำเข้าและผลิต ซึ่งต้นทางของเม็ดพลาสติกก็มาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่มาจากน้ำมัน หากลดการพึ่งพาการนำเข้าเม็ดพลาสติกและใช้สิ่งที่เรามีอยู่ในประเทศไทย ก็จะช่วยลดภาระให้กับประชาชน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้วัสดุใดมาแทนเม็ดพลาสติก นายวราวุธ กล่าวว่า เม็ดพลาสติกที่เราพูดถึงวันนี้เป็นเม็ดพลาสติกใหม่ เป็นวัตถุดิบที่เพิ่งผลิตใหม่ หากไม่ใช้วัตถุดิบใหม่ ก็ใช้วัตถุดิบรีไซเคิล ซึ่งมาจากปริมาณขยะพลาสติกที่มีอยู่ในไทยกว่า 2.7 ล้านตัน ซึ่งยังไม่ได้รับการเอาไปรีไซเคิลมากเท่าที่ควร หากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้จะช่วยลดภาระ การหาเม็ดพลาสติกใหม่ให้กับอุตสาหกรรมได้ 

วราวุธ ศิลปอาชา

เมื่อถามว่า จะต้องมีการเพิ่มโรงงานสำหรับการรีไซเคิลหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับจุดที่จะเพิ่มในการรีไซเคิลมีหลายองค์ประกอบ เช่นกันคัดแยกขยะที่ถูกต้อง รวมถึงการทำความสะอาดขยะก่อนทิ้ง ซึ่งอาจจะเป็นแนวคิดที่แปลกใหม่สำหรับคนไทย แต่ในหลายประเทศก่อนจะทิ้งขยะพลาสติกต้องมีการล้างทำความสะอาด เพื่อจะลดต้นทุนทางภาคอุตสาหกรรม เมื่อผู้ประกอบการเอาไปแล้วจะได้ไม่ต้องนำไปทำความสะอาด หรือไปคัดแยกอีก

นายวราวุธ ยังกล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมีการวางแนวทางว่าจะมีการมอบนโยบายให้กับข้าราชการในเช้าของวันจันทร์ที่ 20 เมษายน แต่ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดว่าจะมีการมอบนโยบายกรอบงบประมาณปี 70 ตนเองในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม ก็จะเปลี่ยนมอบนโยบายในเช้าวันพุธที่ 22 เมษายนแทน 

วราวุธ ศิลปอาชา