บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

29 ธ.ค. 2568 06:13 น.

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงผู้ปฏิวัติภาพยนตร์ฝรั่งเศส เสียชีวิตในวัย 91 ปี

บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงระดับตำนาน ผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ก่อนจะผันตัวไปเป็นผู้อุทิศตนเพื่อสวัสดิภาพสัตว์ เสียชีวิตแล้วในวัย 91 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ว่า บริจิตต์ บาร์โดต์ นักแสดงหญิงชาวฝรั่งเศสผู้ปฏิวัติวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศสในยุค 1950 และกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพทางเพศ เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุ 91 ปี

มูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ซึ่งนักแสดงหญิงระดับตำนานรายนี้ก่อตั้ง เป็นผู้เปิดเผยข่าวร้ายในครั้งนี้ โดยทางมูลนิธิรำลึกถึงเธอในฐานะ “นักแสดงผู้มีชื่อเสียงระดับโลก” แต่ในแถลงการณ์ ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าบาร์โดต์เสียชีวิตที่ไหนหรือเมื่อใด

ไอคอนแห่งโลกภาพยนตร์รายนี้ หรือที่คนในประเทศบ้านเกิดรู้จักกันดีในชื่อ “บีบี” (BB) มีผลงานการแสดงภาพยนตร์เกือบ 50 เรื่อง รวมถึงเรื่อง “And God Created Woman” ทว่าเธอได้ตัดสินใจอำลาวงการในปี 2516 เพื่ออุทิศชีวิตให้กับการทำงานด้านสวัสดิภาพสัตว์

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส กล่าวว่าคนทั้งชาติกำลังร่วมไว้อาลัยต่อ “ตำนานแห่งศตวรรษ” ในขณะเดียวกัน มารีน เลอ เปน นักการเมืองขวาจัดของฝรั่งเศส กล่าวว่า ฝรั่งเศสได้สูญเสีย “สตรีผู้เหนือธรรมดา ทั้งด้วยพรสวรรค์, ความกล้าหาญ, ความตรงไปตรงมา และความงามของเธอ”

อนึ่ง สามีของบาร์โดต์ที่แต่งงานกันในปี 2535 คือ แบร์นาร์ ดอร์มาล อดีตที่ปรึกษาของ ฌอง-มารี เลอ เปน อดีตนักการเมืองขวาจัดผู้ล่วงลับ ซึ่งเป็นบิดาของมารีน เลอ เปน นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ในช่วงบั้นปลายชีวิต ชื่อเสียงของบาร์โดต์ได้รับความเสื่อมเสีย หลังจากที่เธอมีพฤติกรรมใช้คำพูดเหยียดกลุ่มคนมีความหลากหลายทางเพศ และถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ

บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ
บาร์โดถูกโปรโมตอย่างหนักในฐานะสัญลักษณ์ทางเพศ

ทั้งนี้ บริจิตต์ อาน-มารี บาร์โดต์ เกิดที่กรุงปารีสในปี 2477 ในครอบครัวที่มั่งคั่งซึ่งปรารถนาจะให้เธอเป็นนักเต้นบัลเลต์ แต่ถูกค้นพบตั้งแต่วัยเยาว์หลังจากได้ถ่ายแบบขึ้นปกนิตยสาร Elle และกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วประเทศบ้านเกิดในเวลาอันรวดเร็ว จนถูกเกลี้ยกล่อมให้เข้าสู่โลกแห่งภาพยนตร์

บาร์โดต์ได้รับบทบาทระดับตำนานมากมาย ที่โดดเด่นที่สุดคือภาพยนตร์เรื่อง “And God Created Woman” ในปี 2499 ซึ่งกำกับโดย โรเฌร์ วาดิม สามีของเธอในขณะนั้น โดยเธอรับบทเป็นสตรีที่มีความอิสระเสรีทางเพศ

ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างความตกตะลึงให้กับสาธารณชนชาวอเมริกันจนถูกสั่งห้ามฉายในบางรัฐของสหรัฐฯ ในขณะที่ ซีโมน เดอ โบวัวร์ นักปรัชญาลัทธิสัจนิยมชาวฝรั่งเศส ได้ยกย่องเธอว่าเป็นไอคอนแห่ง “เสรีภาพที่สมบูรณ์แบบ”

ตลอดช่วงปลายทศวรรษ 50 และ 60 เธอได้กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลกผ่านบทบาทในภาพยนตร์อย่าง The Truth ซึ่งทำให้เธอได้รับคำชื่นชมจากเหล่านักวิจารณ์ในด้านการแสดงที่มีมิติและลึกซึ้ง, Contempt ผลงานระดับมาสเตอร์พีซของ ฌ็อง-ลุก กอดาร์ และ Viva Maria! ที่เผยให้เห็นพรสวรรค์ด้านการแสดงตลกของเธอเคียงคู่กับ ฌาน มอโร

นอกเหนือจากบทบาทระดับตำนานเหล่านี้ บาร์โดต์ยังได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่หลากหลายในภาพยนตร์อย่าง Love on a Pillow ที่เธอรับบทเป็นตัวละครที่มีความซับซ้อนและสับสนทางอารมณ์ และ Two Weeks in September ภาพยนตร์ดราม่าโรแมนติกที่เน้นย้ำถึงความสามารถของเธอในการถ่ายทอดความอ่อนแอ

ในเรื่อง The Bear and the Doll เธอได้นำเสน่ห์ที่ขี้เล่นมาสู่บทบาทตลก ซึ่งเป็นการพิสูจน์ว่าเธอสามารถแสดงได้ทุกประเภท แม้ภาพยนตร์เหล่านี้จะได้รับความนิยมน้อยกว่าเรื่องอื่น แต่ก็ได้ตอกย้ำถึงความสามารถของเธอในการดึงดูดผู้ชมผ่านเรื่องราวที่หลากหลาย

นอกจากผลงานด้านภาพยนตร์แล้ว บาร์โดต์ยังจะเป็นที่จดจำในฐานะไอคอนแห่งโลกแฟชั่น ด้วยทรงผมสีบลอนด์ยุ่งๆ อันเป็นเอกลักษณ์ และการกรีดอายไลเนอร์ที่โฉบเฉี่ยว ซึ่งได้กลายเป็นเทรนด์ความงามไปทั่วโลก โดยเฉพาะหลังจากที่เธอสวมชุดเปิดไหล่ในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2496 จนกลายเป็นสไตล์ที่รู้จักในชื่อ “คอเสื้อทรงบาร์โดต์” (Bardot neckline)

บาร์โดต์ผ่านการสมรสมาทั้งหมด 4 ครั้ง และมีบุตรชายหนึ่งคนชื่อ นิโกลาส์ ซึ่งเกิดกับ ฌาก ชาร์ริเยร์ นักแสดงและผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ชาวฝรั่งเศสผู้ล่วงลับไปเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา นิโกลาส์ได้ฟ้องร้องมารดาของตนเองในข้อหาสร้างความเสียหายทางจิตใจ หลังจากที่เธอเขียนในหนังสืออัตชีวประวัติว่า เธอ “อยากให้กำเนิดลูกหมาตัวน้อยมากกว่า” ลูกชายของเธอเอง

บาร์โดต์ถูกทำการตลาดอย่างหนักหน่วงในภาพลักษณ์ของหญิงเจ้าสำราญ ซึ่งสร้างความอึดอัดใจให้กับเธอที่มีความทะเยอทะยานอยากจะเป็นนักแสดงที่เน้นฝีมืออย่างจริงจัง จนกระทั่งเธอได้ประกาศอำลาวงการในวัยเพียง 39 ปี ในช่วงที่ชื่อเสียงของเธอพุ่งถึงขีดสุด แล้วหันไปอุทิศชีวิตที่เหลือให้กับการดูแลสวัสดิภาพสัตว์

“ฉันมอบความสาวและความงามให้แก่ผู้ชายไปแล้ว ต่อจากนี้ฉันจะขอมอบสติปัญญาและประสบการณ์ที่มีให้แก่สัตว์โลก” บาร์โดต์เคยกล่าวเอาไว้และมันก็กลายวาทะอันโด่งดัง โดยในปี 2529 เธอก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บริจิตต์ บาร์โดต์ ขึ้นมา เพื่อทำงานปกป้องทั้งสัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยง

บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์
บาร์โดผ่านตัวไปเป็นนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสัตว์

จากนั้นบาร์โดต์ก็หันมาบริโภคอาหารมังสวิรัติ และในปี 2556 เธอถึงขั้นเคยขู่ว่าจะขอสัญชาติรัสเซียเพื่อประท้วงแผนการที่จะฆ่าช้างที่ป่วยสองเชือกในสวนสัตว์ของฝรั่งเศส

อย่างไรก็ตาม แต่แม้จะประสบความสำเร็จในโลกภาพยนตร์และมีผลงานด้านสวัสดิภาพสัตว์มากมาย แต่บาร์โดต์ก็สร้างข้อถกเถียงมากมาย จากการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม, กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน และกระแส #MeToo ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของเธอ

นับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 บาร์โดต์ถูกสั่งปรับหลายครั้งในข้อหายุยงให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ หลังจากที่เธอแสดงความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์และในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับชาวมุสลิม

ในปี 2551 เธอถูกสั่งปรับเป็นเงิน 15,000 ยูโร (ราว 549,000 บาท) หลังเธอโพสต์ตัดพ้อในเว็บไซต์ของตนเองว่าชาวมุสลิมกำลัง “ทำลายประเทศของเราด้วยการยัดเยียดวิถีปฏิบัติของพวกเขา”

นอกจากนั้น บาร์โดต์ยังเผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหนังสือ “A Cry in the Silence” ที่ตีพิมพ์ในปี 2546 ซึ่งเธอกล่าวหาว่า กลุ่มคนรักเพศเดียวกัน, ศิลปะสมัยใหม่, นักการเมือง และผู้อพยพ คือผู้ที่ทำลายวัฒนธรรมฝรั่งเศส

ในปี 2561 บาร์โดต์โจมตีเหล่านักแสดงหญิงที่ออกมาพูดเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศผ่านกระแส #MeToo ว่าเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล, น่าขำ และน่ารำคาญ”

“มีนักแสดงหญิงหลายคนที่หว่านเสน่ห์ใส่ผู้อำนวยการสร้างเพื่อให้ได้บทแสดง” บาร์โดต์กล่าวในการสัมภาษณ์กับนิตยสาร Paris Match ของฝรั่งเศส

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

29 ธ.ค. 2568 05:33 น.

เซเลนสกีคุยทรัมป์ เห็นชอบแผนสันติภาพแล้ว 90% ยังไม่เคลียร์ปมดินแดน

เซเลนสกีเข้าพบและหารือกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ฟลอริดา โดยระบุว่า พวกเขาเห็นชอบแผนการสันติภาพไปแล้ว 90% แต่ปัญหาเรื่องดินแดนยังไม่ได้ข้อยุติ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ต. 2568 นายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครน เดินทางเข้าพบ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาร์โก ในรัฐฟลอริดา เพื่อหารือกันเรื่องแผนการสันติภาพ 20 ข้อ รวมถึงเรื่องที่ฝ่ายยูเครนเป็นผู้เสนอ

ในการแถลงข่าวหลังการหารือ นายทรัมป์กล่าวว่า เขารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ให้การต้อนรับคณะผู้แทนจากยูเครน พร้อมกับชื่นชมพวกเขาว่าเป็น “กลุ่มคนที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่”

จากนั้น เซเลนสกีได้กล่าวขอบคุณทรัมป์สำหรับ “การประชุมที่ยอดเยี่ยม” และว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือกันในทุกแง่มุมของกรอบความร่วมมือเพื่อสันติภาพ และมีการเห็นชอบแผนสันติภาพ 20 ข้อร่วมกันแล้วกว่า 90% ในขณะที่การรับประกันความมั่นคงระหว่างสหรัฐฯ-ยูเครนนั้นได้รับความเห็นชอบร่วมกันเต็ม 100% แล้ว

“หลักประกันความมั่นคงคือ หมุดหมายสำคัญในการบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืน” เซเลนสกีกล่าวในลำดับถัดมา ก่อนจะเสริมว่า ทีมงานจากยุโรปและยูเครนจะเดินหน้าทำงานในเรื่องนี้ต่อไป และจะมีการพบปะกัน “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า” เพื่อ “หาข้อสรุปในทุกประเด็นที่ได้หารือกันไว้”

นอกจากนี้ เขายังระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะให้การต้อนรับคณะทำงานดังกล่าว ณ กรุงวอชิงตัน ในเดือนมกราคมที่จะถึงนี้ด้วย

ต่อมานายทรัมป์กล่าวว่า การรับประกันความมั่นคงนั้นเสร็จสิ้นไป “เกือบ 95%” แล้ว แต่เสริมว่า “ผมไม่ค่อยชอบพูดเป็นเปอร์เซ็นต์เท่าไหร่”

เมื่อถูกถามว่ามีการตกลงกันเรื่องเขตการค้าเสรีในภูมิภาคดอนบาสแล้วหรือยัง ทรัมป์ตอบว่าเรื่องนี้ยัง “ไม่ได้ข้อยุติ แต่ก็ขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นมาก”

จากนั้นเซเลนสกีถูกถามถึงประเด็นเรื่องดอนบาส ซึ่งผู้นำยูเครนตอบว่า เราเคารพดินแดน “ที่เราควบคุมอยู่” พร้อมระบุว่าท่าทีของยูเครนต่อดอนบาสนั้น “ชัดเจนมาก” และ “เรามีจุดยืนที่แตกต่างจากรัสเซีย”

เมื่อถูกถามว่าประเด็นใดที่ “ยากลำบากที่สุด” ที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ ทรัมป์ตอบสั้นๆ ว่า “เรื่องดินแดน”

“คุณควรจะตกลงกันให้ได้ในตอนนี้จะดีกว่า” เขากล่าว พร้อมเสริมว่ายูเครนนั้น “กล้าหาญมาก… และสร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาล” แต่ “มันถึงเวลาแล้วที่จะต้องยุติ” ความขัดแย้งนี้

ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาเปิดกว้างสำหรับการเดินทางไปเยือนยูเครน แต่ต้องการให้ข้อตกลงเสร็จสิ้นก่อน เขายังระบุด้วยว่าได้เสนอตัวที่จะไปกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภายูเครน หากเซเลนสกีคิดว่าการทำเช่นนั้นจะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ซึ่งเซเลนสกีตอบกลับว่า “คุณได้รับการต้อนรับเสมอ”

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อว่า เขาได้พูดคุยกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย เกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียของยูเครน ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียมาตั้งแต่ช่วงเริ่มสงคราม

“อันที่จริง ประธานาธิบดีปูตินกำลังทำงานร่วมกับยูเครนเพื่อให้โรงไฟฟ้ากลับมาเปิดใช้งานได้” ทรัมป์กล่าว “เขาทำได้ดีมากในแง่นี้ เขาต้องการเห็นมันเปิดใช้งาน” และเสริมว่า “เขาไม่ได้ยิงขีปนาวุธใส่โรงไฟฟ้านั้น”

เมื่อถูกถามว่าสงครามนี้จะใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะยุติ ทรัมป์ตอบว่าอาจจะจบลงภายในไม่กี่สัปดาห์ “ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เราจะได้รู้กันว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร” เขากล่าว

เมื่อถูกถามว่าเขามองเห็นความเป็นไปได้ที่จะเกิดการประชุมไตรภาคีระหว่างรัสเซีย สหรัฐฯ และยูเครนหรือไม่ ทรัมป์ตอบว่าเขามองเห็นโอกาสนั้นในเวลาที่เหมาะสม “เขา (ปูติน) ต้องการให้มันเกิดขึ้น” ทรัมป์กล่าว “เขาบอกกับผมอย่างหนักแน่นมาก และผมเชื่อเขา”

ทรัมป์เสริมด้วยว่า ก่อนหน้านี้ในวันเดียวกัน เขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับผู้นำรัสเซียเป็นเวลานานถึงสองชั่วโมงครึ่ง โดยนักข่าวถามต่อว่า รัสเซียจะต้องมีส่วนรับผิดชอบในการช่วยฟื้นฟูยูเครนด้วยหรือไม่

“พวกเขาจะเข้ามาช่วย” ทรัมป์กล่าวถึงรัสเซีย “รัสเซียต้องการเห็นยูเครนประสบความสำเร็จ”

ผู้นำสหรัฐฯ บอกอีกว่า ปูตินแสดงความเอื้อเฟื้ออย่างมากในความปรารถนาที่จะเห็นความสำเร็จของยูเครน ซึ่งรวมถึง “การจัดหาพลังงาน ไฟฟ้า และสิ่งอื่น ๆ ในราคาที่ต่ำมาก” แต่ปูตินยังไม่ได้ตอบตกลงในเรื่องการหยุดยิง เพราะเขาไม่ต้องการหยุดรบแล้วต้องกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งซึ่ง “ผมเข้าใจจุดยืนนั้น” ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเสริม

จากนั้นเซเลนสกีถูกถามถึงประเด็นเกี่ยวกับชาวยูเครนที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และคำถามที่ว่าพวกเขาจะมีส่วนร่วมในการลงประชามติเพื่อเห็นชอบต่อข้อตกลงใดๆ ในการยุติสงครามได้หรือไม่

“พวกเขามีสิทธิ์ในเรื่องนี้” ผู้นำยูเครนกล่าว พร้อมเสริมว่าจำเป็นจะต้องมีการเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้จริง ก่อนที่การแถลงข่าวร่วมของผู้นำทั้งสองคนจะสิ้นสุดลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

29 ธ.ค. 2568 03:01 น.

เรือสำราญฉาว ก่อเรื่องอีก หลังทิ้งผู้โดยสารดับบนเกาะ

เรือสำราญ คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ ซึ่งเคยลืมผู้โดยสารสูงวัยไว้บนเกาะจนทำให้เธอเสียชีวิต ก่อเรื่องอีก โดยแล่นไปเกยตื้นที่นอกชายฝั่งของปาปัวนิวกินี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 ธ.ค. 2568 ว่า เรือสำราญ “คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์” (Coral Adventurer) แล่นไปเกยตื้นที่ชายฝั่งปาปัวนิวกินี ในการเดินทางเที่ยวแรกหลังจากเกิดเหตุผู้โดยสารสูงอายุเสียชีวิตเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ กำลังถูกสอบสวนจากเหตุการณ์การเสียชีวิตของนาง ซูซาน รีส อายุ 80 ปี ซึ่งถูกเรือสำราญลำนี้ลืมทิ้งไว้บนเกาะลิซาร์ด อันห่างไกลแห่งหนึ่งในออสเตรเลีย จนส่งผลให้เธอเสียชีวิต

โฆษกประจำเรือระบุว่า เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (27 ธ.ค.) เรือประสบ “อุบัติเหตุเกยตื้น” บริเวณชายฝั่งตะวันออกของปาปัวนิวกินี ห่างจากเมืองเล (Lae) ประมาณ 30 กิโลเมตร แต่ผู้โดยสารกับลูกเรือทุกคนบนเรือปลอดภัยดี และผลการตรวจสอบในเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่อตัวเรือ (Hull)

โฆษกของสำนักงานความปลอดภัยทางทะเลแห่งออสเตรเลีย (AMSA) ระบุในแถลงการณ์ที่ส่งถึง BBC ว่า ทางหน่วยงานไม่ได้รับสัญญาณขอความช่วยเหลือจากเรือ คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์ แต่อย่างใด

แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติมว่า ทางหน่วยงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์ และพร้อมที่จะสนับสนุนเจ้าหน้าที่ของปาปัวนิวกินีหากมีความจำเป็น ในขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับการเดินทางในเที่ยวปัจจุบันซึ่งมีกำหนด 12 วัน และมีกำหนดการสิ้นสุดลงในวันที่ 30 ธันวาคมนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 26 ต.ค. ซูซาน รีส ออกไปเดินป่าบนเกาะลิซาร์ดพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ และได้แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อพักผ่อน แต่คอรัล แอดเวนเจอร์เรอร์กลับออกเดินทางไปโดยไม่มีเธอ และวนกลับมาในอีกหลายชั่วโมงต่อมาหลังจากที่ลูกเรือตระหนักว่ามีผู้โดยสารสูญหายไป

ปฏิบัติการค้นหาครั้งใหญ่ได้พบร่างของเธอในวันถัดมา

ในช่วงเวลาที่นางรีสเสียชีวิต เรือลำนี้เพิ่งเริ่มการเดินทางได้เพียง 2 วัน จากกำหนดการเดินทางทั้งหมด 60 วัน โดยการล่องเรือที่เหลือทั้งหมดในเที่ยวนั้นถูกยกเลิก และมีการคืนเงินเต็มจำนวนให้แก่ผู้โดยสารทุกคน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

29 ธ.ค. 2568 01:39 น.

ทรัมป์โทรคุยปูติน ก่อนเซเลนสกีเยือนฟลอริดา หารือแผนสันติภาพ

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย โทรศัพท์คุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ก่อนที่ผู้นำยูเครนจะเข้าพบเขาที่รัฐฟลอริดา เพื่อหารือเรื่องแผนการสันติภาพฉบับปรับปรุงใหม่

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ระบุว่า เขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียแล้ว ก่อนที่เขาจะต้อนรับนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนที่รีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก (Mar-a-Lago) ในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“ผมเพิ่งเสร็จสิ้นการหารือทางโทรศัพท์ที่ดีและสร้างสรรค์มากกับประธานาธิบดีปูตินแห่งรัสเซีย” ข้อความของนายทรัมป์ระบุ และเสริมว่า การพบปะกับนายเซเลนสกีจะจัดขึ้น ณ ห้องรับประทานอาหารหลักของรีสอร์ต มาร์-อา-ลาโก และเชิญให้ผู้สื่อข่าวเข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย

ด้านรัฐบาลเครมลินของรัสเซียออกมายืนยันเช่นกันว่า การพูดคุยทางโทรศัพท์ระหว่างผู้นำทั้งสองได้เกิดขึ้นจริง

ในอีกส่วนหนึ่งของโพสต์ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้ยกย่องบทบาทของรัฐบาลเขาในฐานะผู้สร้างสันติภาพโลก โดยอ้างถึงข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่ระหว่างกัมพูชาและไทย พร้อมกับโจมตีสหประชาชาติว่า “ให้ความช่วยเหลือน้อยมาก” ในการแก้ไขความขัดแย้งต่าง ๆ รวมถึงในยูเครน

“บางทีสหรัฐอเมริกาอาจจะกลายเป็น “สหประชาชาติที่แท้จริง” ไปแล้ว” นายทรัมป์ระบุ

ขณะนี้นายเซเลนสกีเดินทางถึงรัฐฟลอริดาแล้ว และมีกำหนดจะเข้าพบโดนัลด์ ทรัมป์ ในเวลา 13:00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ โดยทั้งคู่จะหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพ 20 ข้อฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้ประสานงานหลัก อย่างไรก็ตาม ทางการรัสเซียยังไม่ได้ให้การยอมรับแผนดังกล่าว

นายเซเลนสกีกล่าวก่อนหน้านี้ว่า “หลายสิ่งหลายอย่างสามารถตัดสินให้จบได้ก่อนวันขึ้นปีใหม่” และเสริมว่า รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีหลายพันครั้งในสัปดาห์นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

28 ธ.ค. 2568 22:59 น.

ทรัมป์โพสต์ยินดี ไทย-กัมพูชาหยุดยิง โวหยุดสงคราม 8 แห่ง

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความ ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ และว่าสหรัฐฯ คือสหประชาชาติที่แท้จริง เพราะหยุดสงครามไปแล้ว 8 แห่ง

เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ประกาศการหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา พร้อมขอแสดงความยินดีกับผู้นำของทั้ง 2 ประเทศ ที่บรรลุข้อตกลงอย่างรวดเร็วและยุติธรรม และย้ำว่า สหรัฐอเมริกายินดีที่ได้ช่วยเหลือ

ข้อความของทรัมป์ระบุว่า “ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า การสู้รบที่ปะทุขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาจะยุติลงในทันที และทั้งสองประเทศจะกลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ตามสนธิสัญญาฉบับดั้งเดิมที่เราเพิ่งตกลงกันไป ผมขอแสดงความยินดีกับผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองท่าน สำหรับความชาญฉลาดในการบรรลุข้อสรุปที่รวดเร็วและยุติธรรมมากในครั้งนี้! มันเป็นไปอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดอย่างที่สถานการณ์แบบนี้ควรจะเป็น! สหรัฐอเมริกาภูมิใจเสมอที่ได้ช่วยเหลือ!”

“ด้วยสงครามและความขัดแย้งทั้งหมดที่ผมได้เข้าไปจัดการและยุติลงในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีถึง 8 แห่ง บางทีสหรัฐอเมริกาได้กลายเป็น ‘สหประชาชาติที่แท้จริง’ ไปแล้ว ซึ่งที่ผ่านมาสหประชาชาติ (UN) ให้ความช่วยเหลือน้อยมากในทุกเหตุการณ์ รวมถึงโศกนาฏกรรมที่กำลังเกิดขึ้นระหว่างรัสเซียและยูเครนด้วย สหประชาชาติต้องเริ่มตื่นตัวและเข้ามามีส่วนร่วมในสันติภาพโลกได้แล้ว!”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial/@realDonaldTrump

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

28 ธ.ค. 2568 21:53 น.

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือมูลค่า 20 ล้านหยวนให้กัมพูชา

จีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 20 ล้านหยวนให้แก่กัมพูชา ในขณะที่รัฐมนตรีไทยกับกัมพูชาเดินทางไปพบกันที่จีน เพื่อเพิ่มความมั่นคงให้ข้อตกลงหยุดยิง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 ธ.ค. 2568 ทางการจีนประกาศมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินแก่กัมพูชามูลค่ารวมกว่า 20 ล้านหยวน (ราว 88.6 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น

นายหวัง เหวินปิน เอกอัครราชทูตจีนประจำกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “ความช่วยเหลือชุดแรกจากจีน ซึ่งประกอบด้วยอาหาร เต็นท์ และผ้าห่ม ถูกส่งถึงกัมพูชาแล้วในวันอาทิตย์”

ความเคลื่อนไหวของจีนเกิดขึ้นในขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของไทยกับกัมพูชา เปิดฉากการเจรจานาน 2 วันที่ประเทศจีนในวันเดียวกันนี้ โดยรัฐบาลจีนพยายามยกระดับบทบาทของตนในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทชายแดนของทั้งสองประเทศ เพียงหนึ่งวันหลังจากที่มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่

ข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ระบุให้มีการยุติการสู้รบที่ดำเนินมานานหลายสัปดาห์บริเวณพื้นที่ชายแดน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 100 ราย และทำให้ประชาชนกว่า 500,000 คนในทั้งสองประเทศต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าว มาพร้อมกับระยะเวลาสังเกตการณ์ 72 ชั่วโมง ซึ่งเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว ไทยได้ตกลงที่จะส่งตัวทหารกัมพูชา 18 นายกลับประเทศ โดยทหารกลุ่มนี้ถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่การสู้รบครั้งก่อนในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งการปล่อยตัวทหารเหล่านี้ถือเป็นข้อเรียกร้องหลักของทางฝั่งกัมพูชา

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย และนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของกัมพูชา มีกำหนดการเข้าพบกัน ณ มณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน โดยมีนายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน เป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

แถลงการณ์จากสำนักงานของนายสีหศักดิ์ ระบุว่า การเจรจาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการหยุดยิงจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างทั้งสองประเทศ ส่วนนายปรัก สุคน ได้ระบุในแถลงการณ์ภายหลังการหารือกับนายหวัง อี้ โดยแสดงความขอบคุณอย่างสุดซึ้งต่อ “บทบาทอันสำคัญยิ่ง” ของจีนในการสนับสนุนให้เกิดการหยุดยิงในครั้งนี้

อนึ่ง นายหวัง อี้ มีกำหนดการประชุมทวิภาคีกับรัฐมนตรีไทยและกัมพูชา และการประชุมไตรภาคีในวันจันทร์นี้ (29 ธ.ค.)

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน "มูลนิธิการกุศล" ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

28 ธ.ค. 2568 12:44 น.

อิตาลีรวบ 9 ผู้ต้องสงสัย เครือข่ายฟอกเงินผ่าน “มูลนิธิการกุศล” ส่งท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มฮามาส

อัยการอิตาลีประสานหน่วยปราบมาเฟียและต่อต้านการก่อการร้าย บุกจับกุม 9 ผู้ต้องสงสัย ใช้มูลนิธิการกุศลที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม เพื่อเบี่ยงเงินกว่า 250 ล้านบาทจากมูลนิธิการกุศลส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส

ทางการอิตาลีได้ดำเนินปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายสนับสนุนทางการเงินให้กับกลุ่มฮามาส โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 9 ราย ในเมืองเจนัว ทางตอนเหนือของประเทศ ภายใต้ข้อหาเป็นสมาชิกและให้การสนับสนุนกลุ่มที่สหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย

จากการเปิดเผยของทีมอัยการชุดสอบสวนพบว่า ผู้ต้องกลุ่มนี้ใช้ “มูลนิธิการกุศล” ที่ตั้งอยู่ในอิตาลีเป็นฉากหน้าในการระดมทุนเพื่อวัตถุประสงค์ทางมนุษยธรรม แต่กลับมีการยักยอกเงินบริจาคในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ส่งต่อไปยังองค์กรที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มฮามาส ยอดเงินที่ถูกยักยอกประมาณ 7 ล้านยูโร (หรือราว 254 ล้านบาท) ตำรวจได้สั่งอายัดทรัพย์สินที่มีมูลค่ารวมกว่า 8 ล้านยูโร (หรือราว 290 ล้านบาท)

การสืบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากมีการตรวจพบธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย จนนำไปสู่การประสานงานในระดับภูมิภาคผ่าน Eurojust หน่วยงานด้านความร่วมมือทางยุติธรรมของ EU โดยอิตาลีได้ทำงานร่วมกับทางการเนเธอร์แลนด์และประเทศสมาชิก EU อื่นๆ จนสามารถเปิดโปงเครือข่ายนี้ได้สำเร็จ

นางจอร์เจีย เมโลนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี ได้ออกมาแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายสำหรับปฏิบัติการที่ “สำคัญและซับซ้อน” ครั้งนี้ โดยระบุว่าเป็นการขุดรากถอนโคนการสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวมาในรูปแบบขององค์กรการกุศล

ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในฉนวนกาซา โดยรัฐบาลของเมโลนีที่แสดงจุดยืนสนับสนุนอิสราเอล ได้เผชิญกับการประท้วงอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนปาเลสไตน์ในอิตาลี

ขณะที่ภาพรวมความสูญเสียจากสงครามที่เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 มียอดผู้เสียชีวิตในฉนวนกาซาพุ่งสูงกว่า 71,000 ราย ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขกาซา ส่วนการโจมตีโดยกลุ่มฮามาสในอิสราเอลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามนั้น มียอดผู้เสียชีวิตประมาณ 1,200 ราย.

ที่มา Reuters

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

28 ธ.ค. 2568 12:17 น.

เครื่องบินเล็กดิ่งพุ่งลงทะเลหน้าหาดโคปาคาบานา นักบินเสียชีวิต

เกิดเหตุเครื่องบินเล็กประเภทอัลตราไลท์ลากป้ายโฆษณา เสียหลักพุ่งตกทะเลหน้าชายหาดโคปาคาบานา แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังของบราซิล ท่ามกลางสายตานักท่องเที่ยวจำนวนมาก เบื้องต้นยืนยันพบร่างนักบินเสียชีวิตแล้ว 1 ราย กองทัพอากาศบราซิลเร่งสอบสวนหาสาเหตุ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุสลดใจที่เกิดขึ้นเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ที่ผ่านมา  (27 ธ.ค.) ที่นครริโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเครื่องบินเล็กส่วนบุคคลสำหรับลากป้ายโฆษณาประสบอุบัติเหตุตกกลางทะเล บริเวณชายหาดโคปาคาบานา ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับโลก

ทางการบราซิลได้เปิดเผยภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว ซึ่งบันทึกวินาทีที่เครื่องบินลำนี้ดิ่งลงทะเลในลักษณะ “ส่วนหัวพุ่งตรงลงน้ำ” อย่างรวดเร็วเมื่อเวลาประมาณ 12:30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เครื่องบินจมหายไปในทะเลทันที

หลังเกิดเหตุ หน่วยกู้ภัยจากสำนักงานดับเพลิงได้ระดมกำลังเข้าพื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยใช้ทั้งเจ็ตสกี เรือยาง นักประดาน้ำ และการสนับสนุนทางอากาศ รวมถึงมีการนำอุปกรณ์โซนาร์ มาใช้ค้นหาซากเครื่องบินและตรวจสอบว่ามีผู้ประสบเหตุเพิ่มเติมหรือไม่ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าได้กู้ร่างของนักบินขึ้นมาได้แล้ว และส่งไปยังสถาบันนิติเวชเพื่อชันสูตรและระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ

กองทัพอากาศบราซิลแถลงว่า ขณะนี้ได้เปิดการสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของอุบัติเหตุในครั้งนี้แล้ว ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า เป็นเครื่องบินรุ่น Cessna 170A ของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อโฆษณา ขณะเกิดเหตุกำลังทำหน้าที่ลากป้ายโฆษณาผ่านพื้นที่ชายหาด

เหตุการณ์นี้สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่กำลังพักผ่อนอยู่บนชายหาดเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีผู้คนพลุกพล่านตลอดทั้งวัน.

ที่มา AP

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา "เสรีและเป็นธรรม" ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

28 ธ.ค. 2568 11:44 น.

มิน อ่อง หล่าย ยันเลือกตั้งเมียนมา “เสรีและเป็นธรรม” ท่ามกลางเสียงวิจารณ์จอมปลอม

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา เดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งในกรุงเนปิดอว์ พร้อมให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่าง “เสรีและเป็นธรรม” แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากประชาคมโลก โดยระบุว่ากองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้งจึงไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงต้องมัวหมองได้ และยืนยันว่าเป้าหมายคือการนำประเทศกลับสู่ระบบประชาธิปไตยแบบหลายพรรค
การเลือกตั้งรอบแรกจากทั้งหมดสามรอบเริ่มขึ้นเวลา 6:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งรวมถึงเขตเลือกตั้งในนครย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ และกรุงเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศ ที่ซึ่งพลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมาได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “เรารับประกันว่าจะเป็นการเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม” และกล่าวต่อว่า “กองทัพเป็นผู้จัดการเลือกตั้ง เราไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงของเราเสื่อมเสียได้”

แม้รัฐบาลจะวางมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แต่มีรายงานเหตุระเบิดและพยายามขัดขวางการเลือกตั้งในหลายจุด โดยในภูมิภาคมัณฑะเลย์ เกิดเหตุยิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชนในช่วงเช้ามืด ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย โดย 1 รายอาการสาหัส ส่วนเมืองเมียวดี ใกล้ชายแดนไทย เกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องหลายจุดในช่วงคืนวันเสาร์ ทำให้บ้านเรือนเสียหายกว่า 10 หลัง รายงานระบุว่ามีเด็กเสียชีวิต 1 ศพ และมีผู้บาดเจ็บสาหัสอีก 3 ราย

รัฐบาลทหารได้บังคับใช้กฎหมายใหม่ที่มีบทลงโทษรุนแรงสำหรับผู้ที่ขัดขวางหรือคัดค้านการเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมถึงโทษประหารชีวิต ล่าสุดมีรายงานว่า บุคคลที่มีชื่อเสียงอย่าง ไมค์ ที (ผู้กำกับภาพยนตร์), จอ วิน ทุต (นักแสดง) และ อ้น ได่ (นักแสดงตลก) ถูกตัดสินจำคุกคนละ 7 ปี หลังจากออกมาวิจารณ์ภาพยนตร์ที่โปรโมตการเลือกตั้ง

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “ไม่มีเงื่อนไขใดที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก” ขณะที่ชาวเมียนมาถูกบีบคั้นจากทุกฝ่าย ทั้งจากรัฐบาลทหารที่บังคับให้ไปใช้สิทธิ์ และกลุ่มต่อต้านที่ขู่คว่ำบาตรการเลือกตั้ง

การเลือกตั้งครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ตลอดช่วงเดือนหน้า โดยจัดขึ้นใน 274 เมือง จากทั้งหมด 330 เมืองทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่เหลือถูกงดเนื่องจากความไม่สงบ มีพรรคลงแข่งขัน 57 พรรค รวมพรรค USDP ที่กองทัพหนุนหลัง ขณะที่กว่า 40 พรรคถูกสั่งยุบ รวมถึงพรรค NLD ของนางอองซานซูจี ที่เคยชนะถล่มทลายในปี 2015 และ 2020

นักวิเคราะห์มองว่าการแบ่งการเลือกตั้งเป็นหลายระยะ เป็นแท็กติกที่ช่วยให้รัฐบาลทหารสามารถปรับกลยุทธ์ได้หากผลคะแนนในระยะแรกไม่เป็นไปตามเป้า ขณะที่ประชาชนบางส่วนในรัฐชินสะท้อนความรู้สึกว่า “ทหารปกครองประเทศไม่เป็น” และโหยหาบรรยากาศประชาธิปไตยในยุคก่อนรัฐประหาร

ปัจจุบัน เมียนมายังคงเผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนัก ทั้งจากสงครามกลางเมืองที่ทำให้มีผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน เศรษฐกิจที่พังทลาย และผลกระทบจากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกมองจากชาติตะวันตกและอาเซียนว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่การยึดอำนาจของกองทัพเท่านั้น.

ที่มา BBC

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

28 ธ.ค. 2568 10:39 น.

พายุหิมะถล่มนิวยอร์ก-นิวเจอร์ซีย์ เที่ยวบินดีเลย์-ยกเลิกนับพัน กระทบการเดินทางช่วงหลังคริสต์มาส

พายุฤดูหนาวพัดถล่มพื้นที่ตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดหิมะและน้ำแข็งสะสมอย่างหนัก นครนิวยอร์กทำสถิติหิมะตกหนักสุดในรอบเกือบ 4 ปี ด้านสายการบินสั่งยกเลิกและล่าช้ากว่า 9,000 เที่ยวบิน ขณะที่ผู้ว่าการรัฐประกาศภาวะฉุกเฉินเตือนประชาชนเลี่ยงการเดินทางอันตราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานสถานการณ์พายุฤดูหนาวที่พัดถล่มพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐอเมริกาอย่างหนักตั้งแต่วันศุกร์ต่อเนื่องถึงวันเสาร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้การคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศกลายเป็นอัมพาตในช่วงสุดสัปดาห์หลังเทศกาลคริสต์มาส

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ (NWS) รายงานว่า สวนสาธารณะเซ็นทรัลพาร์คในนครนิวยอร์ก วัดปริมาณหิมะสะสมได้ประมาณ 11 เซนติเมตร ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2022 ขณะที่พื้นที่ทางตอนกลางและตะวันออกเฉียงใต้ของรัฐนิวยอร์ก รวมถึงรัฐคอนเนตทิคัต มีหิมะตกหนาระหว่าง 15-25 เซนติเมตร

ข้อมูลจากเว็บไซต์ FlightAware ระบุว่า จนถึงช่วงเย็นวันเสาร์ (27 ธ.ค.) มีเที่ยวบินภายในประเทศสหรัฐฯ ถูกยกเลิกหรือล่าช้าสะสมกว่า 9,000 เที่ยวบิน โดยเฉพาะสนามบินหลัก 3 แห่งในนิวยอร์ก ได้แก่ ท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี ท่าอากาศยานลากวาร์เดีย และท่าอากาศยานนานาชาตินูอาร์ก ลิเบอร์ตี 

อย่างไรก็ตาม สายการบินหลักอย่าง American Airlines, United Airlines และ JetBlue ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนตั๋ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศ

นางเคธี โฮชูล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในพื้นที่กว่าครึ่งรัฐ พร้อมย้ำว่าความปลอดภัยของประชาชนคือสิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกคนใช้ความระมัดระวังสูงสุดตลอดช่วงพายุ เช่นเดียวกับรัฐนิวเจอร์ซีย์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินและสั่งจำกัดการใช้รถบรรทุกเชิงพาณิชย์บนทางหลวงสายหลักหลายเส้นทางเนื่องจากสภาพถนนที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งและอันตราย

แม้ว่าในช่วงบ่ายวันเสาร์พายุจะเริ่มเบาบางลงและเหลือเพียงหิมะโปรยปรายเล็กน้อย แต่เจ้าหน้าที่ยังคงเตือนเรื่องอุณหภูมิที่ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ซึ่งอาจทำให้หิมะที่ละลายกลายเป็น “Black Ice” หรือแผ่นน้ำแข็งใสที่มองไม่เห็นบนพื้นผิวถนน ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อผู้ขับขี่

พายุหิมะถล่มชายฝั่งตะวันออกสหรัฐฯ ย้อนสถิติความรุนแรงวิดีโอนี้รวบรวมภาพเหตุการณ์พายุหิมะพัดถล่มสหรัฐฯ ซึ่งช่วยให้เห็นภาพความรุนแรงของพายุฤดูหนาวที่ส่งผลกระทบต่อระบบคมนาคมและวิถีชีวิตของประชาชนในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน.

ที่มา Reuters