พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร'ในหลวง' เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

พสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมลงนามถวายพระพร’ในหลวง’ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.01 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ศาลาสหทัยสมาคม และสนามหญ้าข้างศาลาลูกขุน ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 12.00 น. สำนักพระราชวัง เปิดให้สมาชิกราชสกุล, องคมนตรี, นายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี, คณะทูตานุทูต, ผู้นำศาสนา, ประธานรัฐสภา, ประธานวุฒิสภา, ประธานศาลฯ, ผู้บัญชาการเหล่าทัพ, ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่, องค์กรอิสระ, สมาคม, มูลนิธิ, หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, และประชาชนทั่วไป นำแจกันดอกไม้มาทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมลงพระนาม และลงนามถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 ให้ทรงพระเจริญยิ่งยืนนานเป็นมิ่งขวัญของเหล่าพสกนิกรชาวไทยตลอดไป

อาทิ ข้าราชบริพารหน่วยราชการในพระองค์ นำโดย พล.อ.ต.สุพิชัย สุนทรบุระ รองเลขาธิการพระราชวัง, พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี พร้อมคณะองคมนตรี และภริยา , นายภูมิธรรม เวชชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และภริยา พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรี, น.ส.แพรทองธาน ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และคู่สมรส, คณะของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ, กองพลที่ 1 รักษาพระองค์, กรมควบคุมมลพิษ, มูลนิธิชัยพัฒนา, กรมกิจการพลเรือนทหารบก, คณะแพทย์ศาสตร์ สถาบันพระบรมราชชนก, มูลนิธิราชประชานุเคราะห์, โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน, ตำรวจภูธรภาค 1, วชิราวุธวิทยาลัย, นางเอมอร ศรีวัฒนประภา ประธานกรรมการอาวุโสกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), สถาบันดิจิทัลเศรษฐกิจเพื่อสังคม, นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมข้าราชการ, นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.),

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, คณะผู้บริหาร กระทรวงพลังงาน, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม, นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, กองทัพเรือ, สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน), นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย พร้อมสมาชิกพรรค, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมสมาชิกพรรค, นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนาพร้อมด้วย นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, สำนักงานพระคลังข้างที่, คณะผู้บริหารกระทรวงการต่างประเทศ, กรมข่าวทหารบก, กรมการขนส่งทางบก, สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.)

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.และคณะผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ., นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมคณะ, ศาลรัฐธรรมนูญ, สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา, นายชุมพร เพชรชุมชน รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการสัมพันธ์ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด, คณะผู้บริหาร คณะผู้ประกาศข่าว สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3,  ผู้แทนสถานีโทรทัศน์ช่อง 7 HD, นักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จำนวน 500 คน,

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด, นายสันติ ภิรมย์ภักดี ประธานกรรมการบริหารบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และคณะผู้บริหาร, นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหาร TCC GROUP, นายสุทธิพงษ์-ดร.วันดี จุลเจริญ, นางมุกดา จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนสกุล ผู้บริหารเซ็นทรัลกรุ๊ป พร้อมคณะ

ขณะที่ประชาชนจากทุกสารทิศพร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อย่างต่อเนื่อง

การนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการและประชาชน เข้ากราบถวายบังคมพระบรมรูปสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช ที่ปราสาทพระเทพบิดร ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักพระราชวัง เปิดให้ประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 25 – 31 กรกฎาคม 2568

– 006

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

'ในหลวง'พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

‘ในหลวง’พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานบาดเจ็บแขนขาด

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.15 น.

“ในหลวง” พระราชทานดอกไม้และกระเช้า มอบแก่ทหารพรานอนันต์ เชื้อดวงผุย บาดเจ็บแขนขาดจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา

28 กรกฎาคม 2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ว่าที่พันตรี อดิศักดิ์  น้อยสุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเชิญแจกันดอกไม้ และกระเช้าสิ่งของพระราชทาน มอบแก่ทหารพราน อนันต์ เชื้อดวงผุย หรือปราบ อายุ 31 ปี ที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทหารกัมพูชา แขนขวาท่อนล่างขาด ลำตัวมีบาดแผลจากสะเก็ดระเบิด โดยได้ส่งตัวเข้ารับการผ่าตัดสมองที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้  ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่ครอบครัวเชื้อดวงผุยอย่างหาที่สุดมิได้

ล่าสุด วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ผู้สื่อข่าวได้รับทราบความคืบหน้าจากนางเข็มเพชร เชื้อดวงผุย อายุ 57 ปี ผู้เป็นแม่ที่เฝ้าดูอาการของลูกชายด้วยความห่วงใย ว่า แพทย์ได้ทำการผ่าตัดสมอง และแต่งบาดแผลที่ถูกกระสุนปืน ค.จากทหารกัมพูชาผ่านพ้นไปด้วยดี  ขณะนี้แพทย์ยังสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นได้ถอดเครื่องช่วยหายใจออก ลูกชายรู้สึกตัวดีแต่ยังพูดไม่ได้ ส่งสัญญาณด้วยการกระดิกนิ้วมือ ซึ่งแพทย์ต้องการให้ผู้ป่วยพักผ่อนเยอะๆ จึงยังไม่อนุญาตให้เยี่ยมไข้

ทางด้านญาติพี่น้องที่อยู่บ้านสร้างติ้ว ต.นาแก  อ.นาแก จ.นครพนม ต่างเฝ้าติดตามสอบถามอาการของ ทพ.ปราบอย่างใจจดใจจ่อ หลังทราบว่าการผ่าตัดเรียบร้อยดี ทุกคนต่างโล่งอกไปตามๆกัน

ขณะเดียวกันนายอิศรา โพธิ์เงิน นายอำเภอนาแกประธานคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอนาแก (พชอ.นาแก) พร้อมด้วยนายวรวิทย์ วุฒา สาธารณสุขอำเภอนาแก เลขานุการคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตอำเภอนาแก (พชอ.นาแก) ได้รวมพลังชาวนาแก เดินทางไปอยู่บ้านเลขที่ 13 หมู่ 7 บ้านสร้างติ้ว ต.นาแก อ.นาแก จ.นครพนม ซึ่งเป็นบ้านเกิดของทหารพรานผู้กล้า เพื่อให้กำลังใจญาติๆ โดยนายปราชญา อุ่นเพชรวรากร ผวจ.นครพนม สั่งทุกพื้นที่ให้ตรวจสอบดูแลครอบครัวทหารหาญ ที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน จ.นครพนม และรายงานให้ทางจังหวัดทราบต่อเนื่อง

โดย นางประสินธุ์ ธ.น.จวง อายุ 51 ปี น้าสาว ได้เปิดเผยว่ารู้สึกภูมิใจในความเป็นทหารกล้าของหลาน เพราะครอบครัวนี้เป็นอาสาสมัครทหารพราน ตั้งแต่ผู้เป็นพ่อคือนายประยุทธ  เชื้อดวงผุย  และนายสุระ เชื้อดวงผุย พี่ชาย ต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เข้ามาช่วยเหลือ ตอนนี้อาการหลานชายหลังผ่าตัดสมอง ก็มีการตอบสนองได้ดี

ทั้งนี้ อาสาสมัครทหารพราน อนันต์ เชื้อดวงผุย หรือปราบ สังกัดกองร้อยทหารพรานที่ 2302 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 กองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ปฏิบัติหน้าที่ประจำฐานปฏิบัติการปราสาทโดนตวล บ้านภูมิซรอล ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ สถานะยังไม่มีครอบครัว แต่กำลังคบหาดูใจกับสาวชาว จ.ศรีสะเกษ ได้ประมาณปีเศษ.

012

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

โรงครัวพระราชทาน ความห่วงใยจากน้ำพระทัยพระราชา

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 08.56 น.

ในทุกห้วงเวลาแห่งความทุกข์ยากของแผ่นดิน ชาวไทยจะได้เห็นภาพความห่วงใยจาก “ในหลวง” ปรากฏอย่างเงียบๆแต่มั่นคง ทั้งในรูปของความช่วยเหลือเร่งด่วน การเยียวยาจิตใจ หรือแม้แต่การอยู่เคียงข้างอย่างอบอุ่นผ่าน “โรงครัวพระราชทาน” หนึ่งในสัญลักษณ์ของพระเมตตา ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้พระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์มาโดยตลอด

จากเหตุการณ์กู้ภัยทีมฟุตบอลหมูป่าที่ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย ในปี 2561 จนถึงช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่ยาวนานหลายปี โรงครัวพระราชทานได้เคลื่อนพลเข้าสู่พื้นที่อย่างทันท่วงที ไม่ใช่เพียงเพื่อมอบอาหารปรุงสุก หากแต่ยังเป็นการส่งต่อพลังใจและความมั่นคงทางจิตวิญญาณแก่ประชาชน ว่า “พระองค์ยังห่วงใยเราเสมอ”

ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติน้ำท่วมในหลายจังหวัด เพลิงไหม้ในชุมชนแออัด เช่น เหตุไฟไหม้คลองเตยและบางพลัด หรือภัยหนาวในถิ่นทุรกันดาร โรงครัวพระราชทานยังคงปรากฏในพื้นที่ เหมือนเงาของพระบารมีที่ปกคลุมให้ทุกคนรู้สึกปลอดภัย ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทุกชีวิตต้องได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง” ความรวดเร็วในการลงพื้นที่ของโรงครัวพระราชทานสะท้อนอย่างชัดเจนว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงติดตามข่าวสารบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด ความทุกข์ของราษฎรไม่เคยพ้นสายพระเนตรและพระกรรณ

โรงครัวพระราชทานจึงไม่ใช่เพียงการจัดทำอาหาร แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันระหว่างพระราชาและประชาชน เป็น “สะพานแห่งความเข้าใจ” ที่ส่งผ่านความอบอุ่นจากราชสำนักสู่ชุมชน เป็นรูปธรรมของความรักที่พระองค์ทรงมีต่อแผ่นดินนี้และทุกชีวิตที่อาศัยอยู่ในนั้น

ในวาระมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2568 ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระราชาแห่งประชาชนผู้ไม่เคยทอดทิ้งราษฎร และขอจารึกไว้ในหัวใจว่า…โรงครัวพระราชทานนั้น คือพระเมตตา ที่ปรุงด้วยหัวใจของพระราชา  ให้ชาวประชาได้อิ่มท้อง และอิ่มใจ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน.

ภาพประกอบ : แฟ้มภาพแนวหน้า

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

‘AI Culture’ วัฒนธรรมองค์กรยุคใหม่

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในยุคที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว องค์กรต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับความท้าทายและโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในปัจจัยการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ซึ่งเข้ามามีบทบาทในการขับเคลื่อนหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมการผลิต การบริการ การเงิน การแพทย์ รวมไปถึงภาครัฐและภาคเอกชน

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากจำเป็นต้องมีวัฒนธรรมองค์กรที่เข้าใจและพร้อมทำงานร่วมกับ AI อย่างเป็นระบบและยั่งยืน วันนี้ OPEN-TEC (Tech Knowledge Sharing Platform) ภายใต้การดูแลของ TCC TECHNOLOGY GROUP จะพาทุกท่านไปสำรวจ “AI Culture” ที่จะกลายเป็นรากฐานสำคัญขององค์กรยุคใหม่

– AI Culture คืออะไร? : AI Culture หรือ วัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI หมายถึงการบูรณาการ AI เข้ากับแนวคิด กระบวนการทำงาน และค่านิยมขององค์กรอย่างสมดุลและมีจริยธรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนและ AI สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เปิดโอกาสในการสร้างนวัตกรรม และขยายศักยภาพขององค์กรให้กว้างขึ้น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบัน Human Technology Institute ระบุว่า องค์กรที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมอยู่ร่วมกับ AI จะมีความเข้าใจในศักยภาพและข้อจำกัดของ AI พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การทดลองใช้งาน และการปรับตัวอย่างต่อเนื่อง1 ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในขับเคลื่อนองค์กรในยุคดิจิทัล

– บทบาทของผู้นำในการผลักดัน AI Culture : การเสริมสร้าง AI Culture ให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เริ่มต้นจาก “ผู้นำ” ที่มีวิสัยทัศน์และเข้าใจบทบาทของ AI อย่างชัดเจน พร้อมสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากลยุทธ์และแนวคิดด้านจริยธรรมขององค์กร จากรายงานของ World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า 74% ของบุคลากรต้องการเรียนรู้ผ่านผู้นำของตนเอง ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของบทบาทผู้นำในการเสริมสร้างศักยภาพคนในองค์กร2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ทักษะด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การลงทุนด้านการเรียนรู้จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มพูนทักษะ เสริมสร้างแรงจูงใจ และการเติบโตขององค์กรในระยะยาว

– การส่งเสริม AI Literacy ในทุกระดับ : AI Literacy หรือ การรู้เท่าทัน AI ไม่ได้จำกัดเฉพาะฝ่ายงานด้านเทคโนโลยีอีกต่อไป ทุกฝ่ายในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการตลาด การเงิน ทรัพยากรบุคคล หรือผู้บริหารระดับสูง ต่างมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้และประยุกต์ใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในบริบทของตนเอง ตามรายงานจาก Microsoft ชี้ให้เห็นว่าบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรมด้าน AI อย่างเหมาะสม มีแนวโน้มที่จะมองเห็นคุณค่าของ AI มากกว่าคนทั่วไปถึง 1.9 เท่า

โดยเฉพาะในด้านการตัดสินใจและการเพิ่มประสิทธิภาพงาน3 ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มต้นจากการให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำงานของ AI พร้อมปลูกฝังแนวคิดด้านจริยธรรม ความโปร่งใส และความรับผิดชอบในการใช้งาน เพื่อให้บุคลากรมีความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพราะเมื่อการเรียนรู้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร การเปลี่ยนแปลงก็จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว แต่คือโอกาสในการยกระดับความสามารถของคนและองค์กรไปพร้อมกัน

– AI Culture ต่อความสามารถในการแข่งขัน : การมี AI Culture อย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อกระแสเทคโนโลยีเท่านั้น หากแต่เป็นกลยุทธ์ระยะยาวในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน องค์กรที่มีวัฒนธรรมการใช้ช้อมูลและ AI อย่างมีระบบจะสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้อย่างรวดเร็ว ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น พร้อมทั้งสร้างสิ่งใหม่ๆได้อย่างต่อเนื่อง

ตามข้อมูลของ Deloitte ยังระบุว่า องค์กรที่ใช้ข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมีโอกาสบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจสูงถึง 48% ภายในหนึ่งปี ในขณะที่องค์กรที่ขาดวัฒนธรรมดังกล่าวกลับเผชิญปัญหาด้านการปรับตัว4 ทั้งนี้ AI Culture ที่ฝังลึกอยู่ในโครงสร้างและ ความคิดของผู้คนภายในองค์กรยังเป็นจุดแข็งที่ยากจะลอกเลียนแบบ เพราะไม่ใช่แค่การใช้เทคโนโลยีอย่างฉาบฉวย แต่เป็นแนวคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกันในทุกระดับขององค์กร

สุดท้ายนี้ ในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์อันล้ำค่า การแปลงข้อมูลให้กลายเป็นการตัดสินใจที่แม่นยำ คือหัวใจของความสำเร็จ และ “AI Culture” คือกลไกสำคัญที่จะทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และเปลี่ยนแปลงองค์กรให้ก้าวเดินไปพร้อมกับ AI อย่างมีเป้าหมายร่วมกัน!!!

อ้างอิง

1. Carney, G., & Davis, N. (2024). People, skills and culture for effective AI governance (AI Governance Snapshot #4). Human Technology Institute, University of Technology Sydney (UTS).

2. World Economic Forum. (2025). AI and beyond: How every career can navigate the new tech landscape. https://www.weforum.org/stories/2025/01/ai-and-beyond-how-every-career-can-navigate-the-new-tech-landscape/

3. Benzing, M. (2025). Research drop: Investing in training opportunities to close the AI skills gap. Microsoft.https://techcommunity.microsoft.com/blog/microsoftvivablog/research-drop-investing-in-training-opportunities-to-close-the-ai-skills-gap/4389566

4. Davenport, T. H., Smith, T., Guszcza, J., & Stiller, B. (2019). Analytics and AI‑driven enterprises thrive in the Age of With. Deloitte Insights. https://www.deloitte.com/us/en/insights/topics/analytics/insight-driven-organization.html

‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล  ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

‘มจธ.-ตำรวจไซเบอร์’ประกาศผล ‘Cyber Warrior Hackathon 2025’

วันจันทร์ ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ตามที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) หรือ ตำรวจไซเบอร์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) จัดกิจกรรมปั้นนักรบไซเบอร์รุ่นใหม่ ในโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 ระหว่างวันที่ 6 มิ.ย. – 21 ก.ค. 2568 ชิงรางวัลมูลค่ารวมกว่า 250,000 บาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศผลทีมผู้ชนะการแข่งขันในรอบ Final Pitch & Award Ceremony เป็นที่เรียบร้อย โดยทีมชนะเลิศ ได้แก่ ทีม fight for นาย ช. จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชื่อผลงาน Project Title: FakeSense เงินรางวัล 100,000 บาท ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีม Brute Force จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ชื่อผลงาน Sidekick ผู้ช่วย AI สำหรับตำรวจไซเบอร์เพื่อวิเคราะห์หลักฐาน, เชื่อมโยงคดี, และจัดทำเอกสารราชการอัตโนมัติ เงินรางวัล 50,000 บาท 

และ ทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม SoftShells จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ชื่อผลงาน TATHIP: ระบบช่วยวิเคราะห์ข้อมูลดิจิทัล เพื่อการสืบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแบบอัตโนมัติ เงินรางวัล 30,000 บาท ในโอกาสนี้ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผบช.สอท. ในฐานะประธานในพิธี มอบเงินรางวัล และมอบโล่รางวัลประกาศเกียรติคุณแก่ทีมผู้ชนะ พร้อมด้วย, พล.ต.ต.วิวัฒน์ คำชำนาญ รอง ผบช.สอท. ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู ร่วมกับ รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

รศ.ดร.สุวิทย์ แซ่เตีย อธิการบดี มจธ. กล่าวว่า  สำหรับกิจกรรมโครงการนี้ มจธ. ในฐานะสถาบัน การศึกษาชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาและสร้างเครือข่ายกำลังคนที่มีความสามารถสูงด้านไซเบอร์ซีเคียวริตี้  “Human Resource Community” รวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคมและนักศึกษา ซึ่งโครงการนี้มีความโดดเด่นเนื่องจากเป็นโครงการที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมเพื่อช่วยตำรวจทำงานโดยตรง ไม่ได้จำกัดเครื่องมือหรือยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่ง และไม่เน้นการใช้งานของประชาชนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่แค่การแข่งขัน Hackathon เพราะเป้าหมายสูงสุดหลังจากนี้คือผู้เข้าร่วมทั้งหมด 540 คน จะถูกรวมอยู่ใน community หรือระบบเครือข่ายโปรแกรมเมอร์ ภายใต้ “Hub of Knowledge” ซึ่งเป็นศูนย์กลางความรู้ที่ บช.สอท. และ มจธ. ร่วมกันก่อตั้งขึ้น โดยจะเรียกกลุ่มนี้ว่า “Cyber Eyes” ทำหน้าที่เป็น “อาสาเตือนภัย ในโลกไซเบอร์” และภายหลังจากนี้เรายังมีการต่อยอดไปสู่โครงการอื่นๆ โดยมี มจธ. เป็นที่ปรึกษา

“ซึ่งนอกเหนือจากการแข่งขันแล้ว ทีมที่ชนะยังได้รับโอกาสเข้าร่วมฝึกประสบการณ์ทำงานปราบโจรออนไลน์กับตำรวจไซเบอร์และได้รับประกาศนียบัตร Non-Degree ของหลักสูตร Cyber Warrior โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ” อธิการบดี มจธ. กล่าว

ผศ. ดร.สันติธรรม พรหมอ่อน หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์  ในฐานะหัวหน้าโครงการ Cyber Warrior Hackathon 2025 กล่าวว่า ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรและกิจกรรม และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการผู้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาข้อเสนอโครงการ (proposal) รวมถึงให้ความรู้พื้นฐานตั้งแต่ Computer System Network Security ไปจนถึง Cyber Security และ Cryptocurrency หรือสกุลเงินดิจิทัล Blockchain และ AI พร้อมให้คำปรึกษาด้านเทคนิค

สำหรับกระบวนการพิจารณา คณะกรรมการคัดเลือกข้อเสนอโครงการจากทีมผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ทีม (จากทีมที่เข้าเวิร์กชอป จำนวน 104 ทีม แต่ละทีมมีสมาชิก 5 คน รวมทั้งหมด 540 คน) และถูกคัดเลือกเหลือ 20 ทีม เพื่อเข้าสู่การแข่งขัน Hackathon (วันที่ 19 – 20 ก.ค. 258 ) และคัดเลือกเหลือเพียง 10 ทีมสุดท้ายผ่านเข้าสู่รอบ pitching เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการในวันนี้ ( 21 ก.ค. 2568)

โดยจะพิจารณาว่าข้อเสนอเหล่านั้นแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินงานและมีแผนงานที่ชัดเจนครอบคลุม ทั้ง Hard Skills (ทักษะเชิงเทคนิค) และ Soft Skills (ทักษะด้านอื่นๆ) และโปรเจกต์ที่นำเสนอจะอยู่ภายใต้หัวข้อโจทย์ 8 หัวข้อที่ได้รับมาจากทางตำรวจ  ไซเบอร์ ประกอบด้วย 1.TPO: Thai Police Online  2.”ถอดโค้ดโจร” กับแผนประทุษกรรม 3.ไขรหัสพยานดิจิทัล: เปิดปมจากบิตสู่ความจริง

4.”Breaking the Signal: ถอดรหัสทุกช่องทางสื่อสาร” 5.Money Trail: จากเงินสดถึงบล็อกเชน 6.ไซเบอร์คือสมรภูมิใหม่: เมื่อความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ คือ โจทย์ท้าทายในการดูแลระบบและข้อมูลของเรา 7.Digital Detective: สืบความจริงในโลกไซเบอร์ และ 8.สอบสวนดิจิทัล: จากเบาะแสถึงชั้นศาล เมื่อไฟล์คือพยานเชื่อม การพิสูจน์ดิจิทัลกับการใช้ในศาล

โดยในกระบวนการพิจารณาทั้งหมดจะดำเนินการโดยปิดชื่อสถาบันเพื่อความเป็นกลาง สำหรับเกณฑ์การคัดเลือกหลักๆ ได้แก่ ความสามารถในการทำงาน, การทำงานเป็นทีม, ผลงานที่ทำออกมามีความเป็นรูปเป็นร่างมากน้อยแค่ไหน หรือมีโอกาสสำเร็จสูงและสามารถนำไปต่อยอดใช้งานได้เร็วแค่ไหน นอกจากนี้ยังพิจารณาจากการทำงานที่เป็นระบบระเบียบและการแก้ปัญหา

ผศ.ดร.สันติธรรม กล่าวว่า โครงการฯ นี้ ภาควิชาฯ มีเป้าหมายหลักสามประการในการแก้ปัญหาสังคม  ไซเบอร์ คือ หนึ่งพัฒนาไอเดียและแนวคิดที่นำไปใช้งานได้จริงโดยนักศึกษา เนื่องจากโครงการนี้คาดหวังให้นักศึกษานำเสนอไอเดียและทำโปรแกรมขั้นต้นที่สามารถแสดงให้เห็นว่าแนวคิด ซึ่งตำรวจไซเบอร์เบอร์ต้องการเห็นไอเดียที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง,

สองมอบความรู้และประสบการณ์ตรงจากปัญหาจริงให้กับนักศึกษา เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้สัมผัสกับปัญหาที่แท้จริงของประเทศชาติ นักศึกษาจะได้พูดคุยกับตำรวจเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งจะทำให้เข้าใจว่าความรู้ด้านไซเบอร์สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างไร และสามสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้กับสังคมและนักศึกษาเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และส่งเสริมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม

เนื่องจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ เช่น ปัญหาบัญชีม้าและการหลอกโอนเงิน ได้กลายเป็นสิ่งรอบตัวและเข้าสู่ชีวิตประจำวันของผู้คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่องว่างในการรับรู้ การจัดโครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักว่าปัญหายังคงอยู่ และหากมีความสามารถก็ควรเข้ามาช่วยกันแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้าง Awareness นี้ ไม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว และจะเริ่มจากการให้ความรู้แก่สังคม รวมถึงให้นักศึกษานำความรู้ไปบอกต่อผู้ปกครองได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงปัญหาบัญชีม้าและการหลอกลวงทางการเงิน นั้น ไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการที่คนใกล้ตัวมาบอกเองจะช่วยให้เกิดการระวังตัวได้ดีกว่าการรับฟังข่าวทั่วไปเพียงอย่างเดียว และการแข่งขัน Hackathon เป็นเพียงกลไกหนึ่งในการรวบรวมคน การแข่งขันนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจใหญ่

เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือ การ “สร้างกำลังคนและเครือข่าย Cyber Security ของประเทศ” ในด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยผสมผสานความรู้ทางวิชาการเข้ากับการแก้ไขปัญหาจริงในสังคม เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพและมองเห็นโอกาสในการสร้างผลกระทบเชิงบวกในอนาคต!!!

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

ปัตตานีคึกคัก! ‘เสมา 2’ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 22.32 น.

ปัตตานีคึกคัก! “เสมา 2″ปักธงขึ้นเงินเดือนครูเอกชนตุลาคมนี้ ผนึก”สช.-สกร.”ปั้นทักษะสื่อสาร-รักษาพยาบาล 5 จังหวัดชายแดนใต้ เชื่อมโอกาสตลาดอาหรับ สร้างรายได้จากพหุวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมกิจกรรมวาระครบรอบ 16 ปี สำนักงานการศึกษาเอกชน (สช.) จังหวัดปัตตานี โดยย้ำว่านโยบายรัฐบาลให้ความสำคัญต่อคุณภาพการศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พร้อมขับเคลื่อนสู่โอกาสใหม่ทั้งด้านอาชีพ แรงงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตผ่านระบบการศึกษา

ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลนายก ฯแพทองธาร จะปรับเพิ่มเงินเดือนครู และการสนับสนุนค่าตอบแทนแก่ครูผู้สอนศาสนา ทั้งในศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) รวมถึงโต๊ะครูและผู้ช่วยโต๊ะครูในสถาบันการศึกษา  ครูผู้สอนในโรงเรียนตาดีกา เป็นเดือนละ 3,500 บาท ผู้ช่วยโต๊ะครูในโรงเรียนปอเนาะ เป็นเดือนละ 3,500 บาท และโต๊ะครูในโรงเรียนปอเนาะ เป็นเดือนละ 4,000 บาท ภายในเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นความก้าวหน้าเชิงนโยบายที่เกิดขึ้นจากการรับฟังเสียงครูเอกชน โดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นหนึ่งในเขตเป้าหมายหลัก เพราะพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สงขลา และสตูล เป็น “ขุมพลังทางวัฒนธรรม” ที่มีต้นทุนด้านภาษาที่โดดเด่น โดยเฉพาะมลายูและอาหรับ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดเป็นทุนทางเศรษฐกิจ เช่น การแปลภาษา การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม นอกจากนี้ ยังแวะรับฟังปัญหาโรงเรียนปอเนาะดารุลอูลูมอัซซัรอียะห์ มีนักเรียน 124 คน มีนักเรียน สกร.ที่กำลังเรียนเทียบโอนวุฒิ  66 คนในโรงเรียน โดย สกร.ได้เสริมทักษะในด้านอาชีพต่างๆ เช่น ช่างเชื่อม ทำโครงการพัฒนาอิฐบ็อกจากเปลือกไข่ไก่ ฯลฯ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนี้มีโรงเรียนเอกชนสองภาษากว่า 300 แห่ง และโรงเรียนปอเนาะกว่า 400 แห่งในพื้นที่ ซึ่งจำนวนผู้เรียนภาษาอาหรับในโรงเรียนปอเนาะมี 38,384 คน ภาษามลายู – อาหรับในโรงเรียนสอนศาสนาคู่สามัญมี 176,082 คน และภาษาอาหรับในตาดีกา 205,471 คน

ดร.ลิณธิภรณ์ ยังเปิดเผยแผนความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กับกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกันเปิดทางเลือกในหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาล พัฒนาคนมุ่งสร้างรายได้ เพราะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีลักษณะพิเศษที่มีความสามารถทางภาษา ต่อยอดจากหลักสูตร Caregiver เพิ่มทางเลือกให้มีมาตรฐานสูงขึ้น เพื่อป้อนบุคลากรเข้าสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ เช่น กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่มีแนวโน้มนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น และมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวตะวันออกกกลางกลุ่ม Health & Wellness 20% หรือคิดเป็นกว่า 1 แสนคน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและแอฟริกา 1.1 ล้านคน และสร้างรายได้กว่า 98,000 ล้านบาทในปี 2568 นอกจากนี้ ในภาพรวมรายได้จากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยในปี 2567 นั้นก็สูงราว 3.2 หมื่นล้านบาท และคาดว่าภายในปี 2570 มูลค่าตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของไทยจะแตะระดับ 7.6 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

“การประกาศนโยบายในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนของรัฐบาลที่ตั้งใจสนับสนุนส่งเสริมการศึกษาภาคเอกชน (สช.) โดยเฉพาะพื้นที่อย่าง จังหวัดชายแดนภาคใต้  รัฐบาลจะเปลี่ยนความหลากหลายเป็นรายได้  พลิกโฉมให้เป็นศูนย์กลางทางภาษาและอาชีพใหม่ของภูมิภาค ที่สำคัญ รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ฟังเสียงเฉพาะในห้องประชุม แต่ฟังเสียงจากพื้นที่จริง เพราะประชาชนทุกคน คือหัวใจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเสมอมา” ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว

– 006

‘ปลัดฯบุญสงค์’รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

'ปลัดฯบุญสงค์'รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

‘ปลัดฯบุญสงค์’รับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่น จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.42 น.

“ปลัดฯบุญสงค์”เข้ารับรางวัลศิษย์เก่าดีเด่นด้านความสำเร็จในอาชีพ หน้าที่การงาน ปี 2567 จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เข้ารับโล่เกียรติยศ ในโอกาสที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นศิษย์เก่าดีเด่นด้านความสำเร็จในอาชีพ หน้าที่การงาน จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ปีพุทธศักราช 2567 โดยได้รับเกียรติจากผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล โดยมี หัวหน้าส่วนราชการหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดสงขลา ร่วมต้อนรับและแสดงความยินดี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นศิษย์เก่าคณะวิทยาการจัดการ โดยเป็นผู้ผลักดันการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงการขยายช่องทางการชำระเงินและการลงทุนผ่านกองทุนประกันสังคม เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของผู้ประกันตนอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การมอบรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นโดย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ร่วมกับสมาคมศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อเป็นตัวอย่างอันดีให้แก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ต่อไป

‘ชัยภูมิ’เร่งสร้างครูต้นแบบ ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

'ชัยภูมิ'เร่งสร้างครูต้นแบบ  ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

‘ชัยภูมิ’เร่งสร้างครูต้นแบบ ร่วมพัฒนาการศึกษาของชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 16.08 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้จังหวัดชัยภูมิ  ได้เปิดเวทีทดลองสำคัญ ด้วยการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการแก่ครูระดับประถมศึกษา กว่า 295 คน จาก 2 เขตพื้นที่ โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 (เมืองชัยภูมิ) นำโดย นายวิษณุ ฉลองขวัญ จัดเวิร์กชอปพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอนแก่ครู 145 คน

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 (อำเภอจัตุรัส) จัดอบรมที่โรงเรียนจัตุรัสวิทยานุกูล ครูอีก 150 คนเข้าร่วม โดยมี นายนิวัฒน์ แก้วเพชร เป็นประธานในพิธี

หัวใจของกิจกรรมคือการจุดประกายให้ครูรู้จักออกแบบการเรียนรู้ด้วยระบบ Active Learning และกระบวนการ GPAS 5 Steps ซึ่งประกอบด้วย

 1. กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้  2. วิเคราะห์ภาระงาน 3. ออกแบบภาระงานและกิจกรรม 4. ดำเนินการจัดการเรียนรู้  5. สะท้อนผลและประเมินอย่างต่อเนื่อง

 รศ.ดร.ณัฏฐนันธ์ สุวรรณวงก์ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ย้ำว่านวัตกรรมทางการศึกษาไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี แต่คือกระบวนการที่นำผู้เรียนสู่ความเข้าใจในตนเอง สู่การเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคมในอนาคต เราต้องมองเด็กเป็น ‘นวัตกร’ ไม่ใช่แค่ผู้รับความรู้

 ดร.เกษร ทองแสง ผู้ทรงคุณวุฒิ สพฐ. เสริมว่า เมื่อครูเข้าใจและลงมือจัดการเรียนรู้แบบ GPAS 5 Steps ได้จริง จะเกิดผลลัพธ์ชัดเจน ผู้เรียนจะรู้จักคิด วิเคราะห์ ลงมือทำ และต่อยอดไปสู่การใช้ชีวิตและอาชีพในอนาคต

 นายจิระพงษ์ บุญเสนา ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนหนองบัวแดง มองว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดพร้อมกันทั้งในห้องเรียน และในใจของครูและผู้ปกครอง เราต้องสร้างความเข้าใจว่าเด็กวันนี้ไม่ได้เรียนเพื่อจำ แต่เรียนเพื่อสร้างอนาคต

 น.ส.จริยาพร เชื่อมมะรัง ครูโรงเรียนบ้านหนองฉิม (สิงห์จันทร์บำรุง) กล่าวอย่างจริงใจว่า ครูยุคใหม่ต้องไม่ยึดติดแค่กระดานดำ เราต้องกล้าตั้งคำถามเปิด ให้เด็กหาคำตอบเอง ใช้ AI เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้แทน ครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็ก

 ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า   การจัดอบรมในชัยภูมิครั้งนี้ ไม่ใช่แค่กิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แต่คือจุดเริ่มของการปฏิวัติห้องเรียนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง – จาก อุบลราชธานี, อำนาจเจริญ, ยโสธร ไปจนถึง ชัยภูมิ, บุรีรัมย์, นครราชสีมา และอีกหลายจังหวัด ที่ร่วมโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ   นี่คือการ “เปลี่ยนครู” เพื่อ “เปลี่ยนเด็ก” และ “เปลี่ยนอนาคตประเทศ”

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกวัน หากห้องเรียนยังคงเดิม เด็กไทยจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร โครงการนี้ไม่ใช่แค่การอบรมครู แต่คือการสร้างวัฒนธรรมใหม่ทางการศึกษา ที่ให้คุณค่ากับความคิด ความสร้างสรรค์ และการลงมือทำเพราะเด็กไทยไม่ใช่เครื่องมือวัดผล แต่คือผู้สร้างผลลัพธ์ให้สังคม และครูไทย…ก็คือผู้จุดประกายสิ่งนั้น

หากคุณเป็นครู นักเรียน หรือผู้ปกครอง – ลองถามตัวเองวันนี้ว่าคุณกำลังสร้าง “นวัตกรแห่งอนาคต” หรือกำลังวนเวียนอยู่กับ “ระบบเดิมที่ไม่ตอบโจทย์”?การเปลี่ยนแปลงอาจไม่ง่าย…แต่มันเริ่มได้จากห้องเรียนของคุณเอง.

จุดประกายนวัตกรไทย ด้วย Active Learning และ GPAS 5 Steps

 “ถ้าเด็กคืออนาคตของชาติ…ครูคือผู้เขียนพิมพ์เขียวของวันพรุ่งนี้”

ณ วันนี้ การศึกษาขั้นพื้นฐานไทย กำลังเผชิญโจทย์ใหม่ที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ไม่ใช่เพียงการสอนให้จำหรือทำข้อสอบได้ แต่คือการปลุกศักยภาพภายในของผู้เรียนให้ลุกขึ้น “คิดเป็น ทำเป็น สร้างเป็น” อย่างแท้จริง

 นั่นคือเหตุผลที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขับเคลื่อนโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ด้วยหัวใจหลักคือ “Active Learning + GPAS 5 Steps” – กลไกการเรียนรู้ที่ออกแบบเพื่อปฏิรูปห้องเรียนไทย และคืนชีวิตให้กับการศึกษา

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

ผู้บริหาร สพฐ. ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ผอ.-รองผอ.โรงเรียน เน้นย้ำโปร่งใส ไร้ทุจริต

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 21.23 น.

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปี พ.ศ. 2568 และให้กำลังใจผู้ปฏิบัติงานและผู้เข้าสอบ ณ สนามสอบโรงเรียนนครขอนแก่น จ.ขอนแก่น โดยมีนายศักดา ชัยภัย ผอ.สพม.ขอนแก่น ประธานอำนวยการจัดสอบและคณะฯ ให้การต้อนรับ และรายงานการดำเนินงานให้รับทราบ

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมในวันนี้ พบว่ากระบวนการและมาตรการดำเนินการสอบคัดเลือกเป็นไปอย่างรัดกุม บรรยากาศการสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นอย่างดี มีการใช้ข้อสอบส่วนกลางจากสถาบันอุดมศึกษา เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนดอย่างเคร่งครัด และไม่พบการกระทำใดที่ส่อไปในทางไม่สุจริต โดยได้รับความร่วมมือจากสถานีตำรวจในพื้นที่ จัดส่งบุคลากรพร้อมเครื่องสแกนโลหะ มาสแกนร่างกายผู้เข้าสอบทุกคนเพื่อป้องกันการกระทำทุจริตระหว่างการสอบ โดยสนามสอบนี้มีผู้มาสมัครและมีคุณสมบัติเข้ารับการคัดเลือกตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 120 คน มีผู้มาเข้าสอบทั้งสิ้น 119 คน และมีตำแหน่งว่าง จำนวน 5 อัตรา

“สำหรับในภาพรวมทั่วประเทศ การสอบคัดเลือกฯ ตำแหน่ง​ ผอ.สถานศึกษา มีผู้สมัคร​ 598 คน​ มีตำแหน่งว่าง​ 594 อัตรา และตำแหน่ง​ รอง​ ผอ.สถานศึกษา มีผู้สมัคร​ 3,767 คน​ มีตำแหน่งว่าง​ 569 อัตรา ในวันนี้เป็นการสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานในหน้าที่ จากนั้นจะประกาศรายชื่อผู้สอบผ่าน ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 และดำเนินการคัดเลือกให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม ก่อนเข้าสู่กระบวนการบรรจุและแต่งตั้งก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2/2568 เพื่อเติมเต็มตำแหน่งที่ว่าง​ ให้มีบุคลากรขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาได้อย่างต่อเนื่อง” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พร้อมกันนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบหมายให้ผู้บริหาร สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบทั่วประเทศ ดังนี้ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.กาญจนบุรี เขต 2 มีผู้มีสิทธิ์สอบ จำนวน 9 คน มาเข้าสอบครบทั้ง 9 คน, นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ สพป.นนทบุรี เขต 1 มีผู้สมัครสอบ 68 ราย มีผู้เข้าสอบครบ 68 คน, นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่สนามสอบโรงเรียนเบญจมานุสรณ์ สพม.จันทบุรี ตราด มีผู้สมัครสอบ 19 ราย ผู้เข้าสอบครบ 19 ราย และสนามสอบ สพป.ระยอง เขต 2 มีผู้สมัครสอบ 22 ราย ผู้เข้าสอบครบ 22 ราย, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ลงพื้นที่สนามสอบ สพป.อุบลราชธานี เขต 3 มีผู้สมัครสอบตำแหน่ง รอง ผอ.โรงเรียน จำนวน 42 คน และตำแหน่ง ผอ.โรงเรียน จำนวน 10 คน, และนางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นางวรางคณา ไชยเรือน ผอ.สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ลงพื้นที่สนามสอบโรงเรียนพิบูลประชาสรรค์ กรุงเทพมหานคร มีผู้เข้าสอบทั้งหมด 138 คน รวมทั้งคณะที่ปรึกษา สพฐ. ที่กระจายลงพื้นที่สนามสอบต่าง ๆ พร้อมกันในแต่ละภูมิภาค
 

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วันเสาร์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 20.55 น.

มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมภาคี จัดหน่วยแพทย์อาสา ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช

วันที่ 26 กรกฎาคม 2568 มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ ร่วมกับ แพทยสภา สถาบันพระปกเกล้า โรงพยาบาลปทุมธานี และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้นำทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 (ปนพ.2) ได้ออกหน่วยแพทย์ล่วงหน้าในโครงการ “หน่วยแพทย์อาสาถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อมฺพรมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการตรวจรักษาโรคเฉพาะทางแก่พระภิกษุสงฆ์ ลดภาระค่าใช้จ่าย การเดินทาง และลดระยะเวลารอคอยในการรักษา ณ วัดประยูรธรรมาราม จังหวัดปทุมธานี

การให้บริการในครั้งนี้ประกอบด้วยคลินิกเฉพาะทาง ได้แก่

-คลินิกตรวจเลือด

-คลินิกคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมาก (PSA)

-คลินิกเอกซเรย์ปอด

-คลินิกตรวจวิเคราะห์มวลกาย (BMI / In-body)

-คลินิกให้ความรู้ด้านสุขภาพแก่พระสงฆ์และประชาชน

กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งตั้งเป้าหมาย “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข”

ในการนี้ พระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชสุทธิธรรมาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดปทุมธานี เจ้าอาวาสวัดประยูรธรรมาราม พร้อมด้วย นายวีรพจน์ ปานนุ่ม นายกเทศมนตรีเมืองคูคต และคณะผู้บริหาร ได้ให้เกียรติเยี่ยมชมหน่วยบริการ ตรวจเยี่ยมบูธต่างๆ และให้กำลังใจแก่ทีมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.)

นอกจากนี้ ยังมีการให้ความรู้แก่ อสม. และบุคลากรสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ใหม่ๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการดูแลสุขภาพของชุมชนให้เข้มแข็งและมีความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป