‘กมว.’ไฟเขียวให้ผู้ขึ้นทะเบียนรับตั๋วครู 12,614 ราย และขอต่ออายุตั๋วครู 27,858 ราย  114 รายเทียบเคียงให้ ส่วนอีก 2 รายหมดโอกาสเพราะทำอนาจารเด็ก

‘กมว.’ไฟเขียวให้ผู้ขึ้นทะเบียน รับตั๋วครู

‘กมว.’ไฟเขียวให้ผู้ขึ้นทะเบียน รับตั๋วครู

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.47 น.

‘กมว.’ไฟเขียวให้ผู้ขึ้นทะเบียนรับตั๋วครู 12,614 ราย และขอต่ออายุตั๋วครู 27,858 ราย  114 รายเทียบเคียงให้ ส่วนอีก 2 รายหมดโอกาสเพราะทำอนาจารเด็ก

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ครั้งที่ 6/2568 พร้อมด้วยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และ ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการการประชุม โดยที่ประชุมได้รับทราบการอนุมัติออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยเลขาธิการคุรุสภา ให้แก่ผู้ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตและขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาตรวจสอบแล้ว มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้าม  ดังนี้ 1. มีผู้ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 12,614 ราย  แบ่งเป็น ครู จำนวน 12,044 ราย,   ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 421 ราย,   ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 81 ราย  และ ศึกษานิเทศก์ จำนวน 68 ราย

2. ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 27,858 ราย  แบ่งเป็นครู จำนวน 25,966 ราย, ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 1,648 ราย ,  ผู้บริหารการศึกษา จำนวน 108 ราย,  ศึกษานิเทศก์ จำนวน 136 ราย

“โดยในวันนี้ที่ประชุมพบว่ามีผู้ที่มีคุณสมบัติต้องห้ามจำนวนหลายราย โดยจำนวน 114 ราย ที่เทียบเคียงต่อใบอนุญาตให้ เนื่องจากโทษไม่หนัก ส่วนอีก 2 ราย ไม่สามารถต่อใบอนุญาตให้ได้ เนื่องจากมีโทษทำอนาจารเด็ก”

รศ.ดร.ศิริเดช กล่าวว่า ตนได้สั่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการออกและต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตามกฏหมายข้อ 5 มาตรา 25 (5) พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546  ทั้งนี้ เพื่อดูแลผู้กระทำผิดจรรยาบรรณทุกรายที่จะทำผิดเกิดขึ้นหลังจากนี้  เพื่อให้เกิดความรอบคอบมากยิ่งขึ้น และรวดเร็ว ถูกต้อง ประโยชน์ ประหยัด เพราะถ้ารอเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ กมว. ซึ่งจะประชุม เดือนละ 1 ครั้ง จะทำให้ครูที่ใบอสุญาตหมดอายุและจำเป็นต้องต่อทันที ถ้าไม่ได้ต่อก็สอนไม่ได้  หรือพิจารณาในกรณีครูที่ไม่ได้ทำผิดร้ายแรง ก็จะไดีรับการพิจารณาโทษเร็ยขึ้น  ตนจึงตั้งคณะอนุกรรมการดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาได้เร็วขึ้น หลังจากนั้นค่อยนำผลเข้าที่ประชุม กมว.เพื่อทราบ 

“ซึ่งภายใน 1 เดือนคุรุสภาจะมีผู้ขอออกและต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาเข้ามาประมาณ 300 กว่าราย ถ้าใบอนุญาตหมดอายุ ไม่ต่อให้เลยครูก็สอนหนังสือไม่ได้ เสียเวลา จึงต้องมีคณะอนุกรรมการดังกล่าวขึ้นมาพิจารณา  ส่วนครูทำผิดเกี่ยวกับการทุจริตการเงิน ยาเสพติด ชู้สาว ข่มขืนกระทำชำเรา เรื่องเหล่านี้ไม่สามารถพิจารณาต่อใบอนุญาตให้ได้ ต้องรอ กมว.ชุดใหญ่พิจารณา“

ประธาน กมว. กล่าวต่อว่า อยากย้ำเตือนไปถึงสถาบันที่ผลิตครู ว่าจะต้องดูแลอย่างเคร่งครัดในขบวนการบ่มเพราะผู้ที่จะออกไปเป็นครู และทำให้ขบวนการผลิตครูเป็นขบวนการที่มีคุณภาพ เพื่อผลิตครูออกมาให้มีคุณภาพ และครูของครูก็ต้องเป็นครูที่มีคุณภาพด้วย เพราะถ้าต้นทางดีปลายทางก็ดีด้วย           

ด้านเลขาธิการ คุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า  สำหรับกรณีที่ครูโรงเรียนสันติราษฎร์วิทยาลัย ลงโทษนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ทำการบ้านส่งไม่ตรงเวลา  ครูจึงสั่งให้นักเรียนลุกนั่ง จำนวน 200 ครั้ง จนทำให้นักเรียนมีอาการปวดขาอย่างรุนแรงและมีอาการฉีสีเหมือนโค๊ก แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นภาวะกล้ามเนื้อสลาย เซลล์กล้ามเนื้อตายและของเสียในเซลล์ออกมาสู่กระแสเลือดซึ่งทำให้ไตวาย ฉี่เป็นสีโค๊ก และเสียชีวิตได้หากรักษาไม่ทัน นั้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ยังมาไม่ถึง คุรุสภาจึงยังไม่ได้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุม กมว.วันนี้  แต่อย่างไรก็ตามครูไม่ควรลงโทษเด็กเพราะบันดาลโทสะ หรือลงโทษเด็กเกินกว่าเหตุจนทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายของเด็ก

“คุรุสภา ส่งข้อบังคับฉบับใหม่ในการพิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครูและบุคลากร  ไปให้กฤษฎีกาตีพิจารณาตีความแล้ว ขณะนี้ทางกฤษฎีกา ยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถ้าประกาศใช้แล้ว คุรุสถาก็มีอำนาจสามารถพิจารณาพักใช้ใบประกอบวิชาชีพคนที่ทำผิดได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม คุรุสภาก็จะรณรงค์ผ่านทุกช่องทางเกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณฯ เพื่อให้ครูทุกสังกัดได้รับรู้มากยิ่งขึ้น และคุรุสภาจะประสานงานกับต้นสังกัดของครูเกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณ พร้อมทั้งทีมงานของคุรุสภาจะเดินสายไปพบกับครูทุกสังกัดด้วย เพื่อให้ครูตระหนังในเรื่องรรยาบรรณ ให้ครูระมัดระวัง ใช้วิจารณญาณ ใช้สติและปัญญาให้มาก ครูไม่ควรลงโทษเด็กเพราะบันดาลโทสะหรือใช้อารมย์“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว
 

นายกฯนครเชียงราย ‘ยกระดับการศึกษา’ ร่วม MOU ม.แบคซอกเกาหลี

นายกฯนครเชียงราย ‘ยกระดับการศึกษา’ ร่วม MOU ม.แบคซอกเกาหลี

นายกฯนครเชียงราย ‘ยกระดับการศึกษา’ ร่วม MOU ม.แบคซอกเกาหลี

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.17 น.

นายกเทศมนตรีนครเชียงราย ยกระดับการศึกษา ร่วม MOU มหาวิทยาลัยแบคซอกเกาหลี

วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงรายพันจ่าเอก อัษฎางค์ วิเศษวงศ์ษา ปลัดเทศบาลนครเชียงราย นายชัง จง ฮยอนอธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก สาธารณรัฐเกาหลี และ นายโช โบ ฮยอน จากโรงเรียนนานาชาติเชียงราย ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา ระหว่าง เทศบาลนครเชียงราย ราชอาณาจักรไทย กับมหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University) สาธารณรัฐเกาหลี โดยมี นายณัฐพงษ์ ชาวแหลง รองประธานสภาเทศบาลนครเชียงราย ข้าราชการ ผู้บริหารสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ทั้ง 8 แห่ง พร้อมด้วย คณะอาจารย์จากมหาวิทยาลัยแบคซอก เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมดาวน์ทาวน์ เทศบาลนครเชียงราย

โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า เทศบาลนครเชียงรายให้ความสำคัญกับการยกระดับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง การลงนามในครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญที่จะสร้างความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมกับสถาบันการศึกษาระดับนานาชาติ เพื่อประโยชน์ของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่ และเชื่อมั่นว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ทั้งในด้านการเรียนรู้ ทั้งด้าน ภาษา วัฒนธรรม และ อาชีพ

ทางด้านนายชัง จง ฮยอน อธิการบดีมหาวิทยาลัยแบคซอก กล่าวว่า มหาวิทยาลัยแบคซอก มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรทางการศึกษากับประเทศต่างๆทั่วโลก ความร่วมมือกับเทศบาลนครเชียงรายในครั้งนี้ จะเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างประเทศ ผ่านการศึกษาและการแลกเปลี่ยนที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายในระยะยาว

มหาวิทยาลัยแบคซอก (Baekseok University) เป็นมหาวิทยาลัยเอกชนคริสเตียนในเกาหลีใต้ ตั้งอยู่ในเมืองชอนัน จังหวัดชุงชองใต้ มีจำนวนนักศึกษาสูงสุด 15,000 คนเปิดสอน หลักสูตร ระดับปริญญาตรี แบ่งออกเป็น 12 แผนก ได้แก่ คริสเตียนศึกษาภาษาและวรรณคดี สวัสดิการสังคม กฎหมายและการบริหารสาธารณะ ธุรกิจและพาณิชยกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา ข้อมูลและการสื่อสาร วิทยาศาสตร์สุขภาพศิลปะคริสเตียน ดนตรี การออกแบบและการสร้างภาพ หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาจัดทำโดยคณะคริสเตียนศึกษา ศิลปะคริสเตียน เทววิทยา เทววิทยาศาสนา การศึกษาสวัสดิการสังคม การให้คำปรึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ

พสบ.ทร.22 ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาและกีฬาแก่เยาวชน โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม

พสบ.ทร.22 ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาและกีฬาแก่เยาวชน โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม

พสบ.ทร.22 ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาและกีฬาแก่เยาวชน โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.27 น.

พสบ.ทร.22 ส่งมอบโอกาสทางการศึกษาและกีฬาแก่เยาวชน โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม

12 มิถุนายน 2568 คณะนักศึกษาหลักสูตรพัฒนาสัมพันธ์ระดับผู้บริหารกองทัพเรือ (พสบ.ทร.) รุ่นที่ 22 นำโดย พลเรือโท ธันยกร เสนาลักษณ์ เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ พร้อมด้วยคณะนักศึกษาฯ จัดกิจกรรม “คืนคุณสู่สังคม” (CSR) ณ โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม จังหวัดจันทบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางกีฬาแก่เยาวชนในพื้นที่

กิจกรรมประกอบด้วยการมอบอุปกรณ์กีฬา ได้แก่ ลูกฟุตบอล วอลเลย์บอล บาสเกตบอล ไม้แบดมินตัน โต๊ะพร้อมไม้ปิงปอง และพัดลมจำนวน 20 เครื่อง รวมถึงการมอบทุนการศึกษา 13 ทุน รวมมูลค่ากว่า 100,000 บาท 

โดยโรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย จำนวน 151 คน พร้อมด้วยคณะครูและบุคลากรทางการศึกษาอีก 17 คน

ในโอกาสนี้ นางสาวปาณิรสา สารสิทธิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียน และ นางสาววันวิภา ทำประโยชน์ รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้รับมอบสิ่งของและทุนการศึกษา พร้อมแสดงความขอบคุณในน้ำใจและเจตนารมณ์อันดีของคณะ นักศึกษา พสบ.ทร. รุ่นที่ 22 ที่ได้ร่วมกันสร้างพลังบวกให้แก่ชุมชน สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

กิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของ พสบ.ทร. รุ่นที่ 22 ในการใช้ความรู้ ความสามารถ และพลังของผู้นำระดับสูงเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนสังคมไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

‘อานันท์’ร่วมรดน้ำศพ’บิ๊กสุ’ พร้อม’เพื่อน จปร.5’ตบเท้าร่วมอาลัย

'อานันท์'ร่วมรดน้ำศพ'บิ๊กสุ' พร้อม'เพื่อน จปร.5'ตบเท้าร่วมอาลัย

‘อานันท์’ร่วมรดน้ำศพ’บิ๊กสุ’ พร้อม’เพื่อน จปร.5’ตบเท้าร่วมอาลัย

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.28 น.

“อานันท์” ร่วมรดน้ำศพ ”บิ๊กสุ” พร้อม “เพื่อน จปร.5” ตบเท้าร่วมอาลัย ขณะ “นายกฯ-ภูมิธรรม-บิ๊กป้อม” ส่งพวงหรีดแสดงความเสียใจ

วันที่ 11 มิถุนายน 2568 ที่วัดโสมนัสราชวรวิหาร ศาลา 5 พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี และ รองประธานคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.)โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นประธาน 

ทั้งนี้มีเพื่อนร่วมรุ่น จปร.5 และนายทหารรหัส 0143 ที่ผ่านเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ทางการเมือง รัฐประหารช่วงปี 2534 ได้แก่ พล.ท.เลิศ พึ่งพักตร์ , พล.อ.จำแลง อุชุโกมล , พล.อ.ขจร รามัญวงศ์ , พล.ร.อ.บุญปลอด มะม่วงแก้ว  , พล.อ.วิโรจน์ แสงสนิท , พล.ต.อ.วิโรจน์ เปาว์อินทร์ เป็นต้น รวมทั้งอดีตนายทหาร และ นายทหารในราชการ ร่วมพิธี

นอกจากนี้ผู้ร่วมพิธี ยังมี นายอานันท์ ปันยารชุน , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี , นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย , นางนวลพรรณ ล่ำซำ ประธานกรรมการของสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นต้น

ส่วน น.ส.แพทองธาร ชินวัตรนายกฯ ส่งพวงหรีดมาแสดงความเสียใจ เช่นเดียวกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคประชารัฐ 

จุดประกายความหวังด้านการศึกษา ‘KFC Bucket Search’ รุ่นที่ 2 เปิดประตูสู่อาชีพในอนาคต

จุดประกายความหวังด้านการศึกษา ‘KFC Bucket Search’ รุ่นที่ 2 เปิดประตูสู่อาชีพในอนาคต

จุดประกายความหวังด้านการศึกษา ‘KFC Bucket Search’ รุ่นที่ 2 เปิดประตูสู่อาชีพในอนาคต

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดเทอมภาคการศึกษาใหม่นี้ เคเอฟซี เดินหน้าโครงการ KFC Bucket Search ต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 2 ช่วยน้องๆ อีก 300 คน และตั้งเป้าภายในปีนี้อีก 1,000 คน เพื่อช่วยน้องให้กลับคืนสู่สังคม ได้กลับมาเรียน ฝึกฝนทักษะ และวิชาชีพ ให้สามารถกลับไปตามความฝันอีกครั้ง ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ทุกศักยภาพไม่ควรถูกทอดทิ้ง” โดยเดินหน้าขยายความช่วยเหลือเยาวชนทั่วประเทศ จากเยาวชนกลุ่มสถานพินิจ สู่เยาวชนกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มฅนวัยใส จุดประกายความหวังด้านการศึกษา และเปิดประตูสู่อาชีพที่ดีในอนาคต

ปัจจุบันมีเด็กไทยจำนวนมากที่ไม่ได้กลับไปเรียนหนังสือต่อ โดยจากข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นั้นพบว่า ในปี 2568 มีเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 3-24 ปี ที่อยู่นอกระบบการศึกษา จำนวนถึง 880,463 คนซึ่งปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษานั้นถือเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนของระบบการศึกษาไทยที่ต้องได้รับการแก้ไข โดยหากประเทศไทยยุติปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจนทำให้จำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษากลายเป็นศูนย์ได้ จะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 1.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เนื่องจากรายได้ตลอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นของเด็กที่มีการศึกษาสูงขึ้น

นายซูเฮล ลิมบาดะ  Market Lead & Chief Marketing Officer เคเอฟซี ประเทศไทย กล่าวว่า โครงการ KFC Bucket Search มุ่งยกระดับชีวิตของเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ ผ่านการออกแบบหลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์ชีวิต โดยเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับทางเลือกที่เรียกว่า work & study ที่ช่วยในการจัดสรรเวลาและรายได้ ผ่านการเรียนและทำงานกับเคเอฟซี หรือรับการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อวิชาชีพ โดยโครงการจะมอบทั้งองค์ความรู้และเงินทุนตั้งต้น สำหรับการเรียนจะเน้นการสร้างระบบนิเวศของการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เยาวชนกลุ่มนี้สามารถเรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ และกลไกการเป็นผู้ประกอบการ ผ่านประสบการณ์ทำงานจริง และประสบการณ์เหล่านี้จะถูกแปลงเป็น ‘หน่วยกิต’ การศึกษา เพื่อสะสมเป็นวุฒิการศึกษานำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ 

“โครงการ KFC Bucket Search เริ่มต้นจากความเชื่อที่ว่า เด็กทุกคนมีศักยภาพ และไม่มีใครควรถูกทิ้งไว้ข้างหลังเพียงเพราะขาดโอกาส เราเชื่อว่าการศึกษาเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เด็กทุกคนกลับมามองเห็นคุณค่าในตนเอง ปลดล็อกศักยภาพ และเดินหน้าสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น อันเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้พันแซนเดอร์ส ผู้ซึ่งเชื่อในการมอบโอกาสครั้งที่สองและการช่วยให้ผู้คนมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น โครงการ Bucket Search จึงไม่ใช่แค่กิจกรรม CSR แต่เป็นภาพสะท้อนของความเชื่อและความตั้งใจที่เรายึดมั่นมาตลอดกว่า 40 ปีในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคม และสนับสนุนให้ทุกคนได้รับโอกาสที่เท่าเทียม” นายซูเฮล ระบุ

นับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการในปี 2566 โครงการ KFC Bucket Search ได้ส่งมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนจำนวนทั้งสิ้น 430 คน โดยในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มสถานพินิจ นอกเหนือจากการสนับสนุนในด้านการเรียนและทักษะการประกอบอาชีพแล้ว ทางเคเอฟซียังได้นำวิทยากรจากหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ อินฟลูเอ็นเซอร์ ช่างตัดผม นักดนตรี และบาร์เทนเดอร์ เข้ามาแบ่งปันความรู้ประสบการณ์ เพื่อเปิดกว้างเกี่ยวกับโลกการทำงานและเส้นทางอาชีพที่หลากหลายอีกด้วย

โดย เอิร์ท – กฤษณะภัส เรืองฤทธิ์ เยาวชนจากโครงการ KFC Bucket Search รุ่นแรก กล่าวว่า “ผมได้มีโอกาสมาเล่นดนตรีในงานเปิดตัวโครงการ Bucket Search เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว หลังวงชนะการประกวดวงดนตรีของ DJOP Music Contest ของทางกรมพินิจฯ และได้รับโอกาสจากเคเอฟซีไปออกงาน ได้ร้องเพลงเล่นดนตรี ผมรู้สึกมีความสุขเวลาคนเห็นเราร้องเพลง เลยอยากทำมันให้ดี เป็นอาชีพได้ ผมเลือกทำให้ทุกคนเชื่อว่าเราสามารถเปลี่ยนตัวเองได้ ผมไม่ได้กังวลกับการใช้ชีวิตข้างนอกเพราะได้รับโอกาสจากหลายๆ คนที่ทำให้เราเป็นเราในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางการศึกษาหรือการได้ทำในสิ่งที่ชอบ”

ปัจจุบัน Bucket Search รุ่นแรก จำนวน 130 คนนั้น เกือบครึ่งหนึ่งเลือกเรียนและทำงานไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาต่อในสายอาชีวศึกษา สายสามัญ หรือในระดับปริญญาตรี ส่วนกลุ่มที่เหลือเลือกประกอบอาชีพตามความสนใจของตนเอง ทั้งนี้เคเอฟซีไม่เพียงมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะด้าน hard skills แต่ยังให้ความสำคัญกับการเสริมสร้าง soft skills อย่างทักษะการสื่อสาร การปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่น การวางแผนชีวิต การตระหนักรู้ในตนเอง และการเข้าใจผู้อื่นอีกด้วย เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการให้เด็กนอกระบบสามารถกลับคืนสู่สังคม และนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมจากโครงการไปต่อยอดศักยภาพ สร้างรายได้เลี้ยงชีพตนเองและครอบครัวได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ เคเอฟซีได้เปิดตัวภาพยนตร์สั้น 3 ตอน ซึ่งบอกเล่าหลักสูตร work & study ของโรงเรียนนอกกรอบเคเอฟซี หลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้แบบบูรณาการจากการทำงานที่ร้านเคเอฟซี และนำประสบการณ์มาแลกเป็นหน่วยกิต เพื่อช่วยให้น้องๆ ได้กลับมาเรียนต่อ และกล้าที่จะฝันอีกครั้ง

เปิดเวที ‘BU-ASEAN BUSINESS FORUM’ ครั้งที่ 1 เสริมศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน

เปิดเวที ‘BU-ASEAN BUSINESS FORUM’ ครั้งที่ 1 เสริมศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน

เปิดเวที ‘BU-ASEAN BUSINESS FORUM’ ครั้งที่ 1 เสริมศักยภาพผู้ประกอบการรุ่นใหม่ด้วยความคิดสร้างสรรค์เพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จัดงาน BU-ASEAN BUSINESS FORUM ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ Future ASEAN Business Leaders: Driving Sustainable Success Through Creativity โดยความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะบัญชี คณะเศรษฐศาสตร์และการลงทุน และบัณฑิตวิทยาลัย เวทีนี้มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ผู้นำธุรกิจรุ่นใหม่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และเทคโนโลยีในการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

กิจกรรมภายในงานเริ่มต้นด้วยการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Reimagining ASEAN: How Creative Leaders Build Sustainable Success” โดย วัตสัน ถิรภัทรพงศ์ Country Manager บริษัท Amazon Web Services (AWS) ประเทศไทย บรรยายว่า “ผู้บริหารในยุคนี้หรือนักศึกษาจบใหม่กำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลก หากมองแค่ภายในประเทศเดียว ความเป็นไปได้ที่เราจะเห็นโอกาสใหม่ๆจะมีขอบเขตที่จำกัด แต่เมื่อขยายมุมมองสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน โอกาสจะเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในอนาคตอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก สิ่งนี้ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใหม่ที่ต้องเผชิญในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิม ดังนั้น Creative Leadership ในยุคนี้จึงจำเป็นต้องมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ เมื่อเห็นแล้วก็ต้องกล้าลงมือทำ และที่สำคัญที่สุด ต้องมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ในสิ่งที่กำลังทำ”

ต่อด้วยการเสวนาในหัวข้อ “Future ASEAN Business Leaders: Driving Sustainable Success Through Creativity” โดยมีผู้ร่วมเสวนาผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วน นำโดย อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดี ม.กรุงเทพ, Partner Arc 9 และ CEO Zipcode  เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KPMG Thailand และ รัชวิศน์ จันทร์รุ่งอนันต์ นักศึกษาทุน BU คณะบริหารธุรกิจ ดำเนินรายการโดย ทรงกลด บางยี่ขัน บรรณาธิการบริหารและผู้ก่อตั้งนิตยสารออนไลน์ The Cloud โดยการเสวนาครั้งนี้ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน อาทิ ความหมายของความยั่งยืนและความคิดสร้างสรรค์ในบริบทธุรกิจอาเซียน, การเปลี่ยนแปลงของภูมิทัศน์ธุรกิจในภูมิภาค, บทบาทของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมในการขับเคลื่อนธุรกิจ, ความสำคัญของ ESG (Environmental, Social, Governance) ตลอดจนการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้นำธุรกิจอาเซียนในอนาคต

อาจารย์ภูรัตน์ โอสถานุเคราะห์ อธิการบดี ม.กรุงเทพ , Partner Arc 9 และ CEO Zipcode กล่าวว่า ผู้นำที่มี Creative Leadership ต้องสามารถคิด Concept ใหม่ ต่อยอดสิ่งใหม่ๆ และกล้าที่จะก้าวออกจากกรอบความคิดเดิมที่เปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ สอดคล้องกับหลักการความยั่งยืนและมิติของ ESG ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพเราทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมต่อระหว่างนักศึกษากับผู้นำในอุตสาหกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้แบบ Project Based Learning ที่จำลองสถานการณ์จริงในโลกธุรกิจอย่างเข้มข้น นักศึกษาจะได้เรียนรู้ผ่านโปรเจกต์ที่ท้าทายมากมาย อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของผู้นำธุรกิจอาเซียนขึ้นอยู่กับหลายองค์ประกอบที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพื้นฐานของ Skill Set ที่แข็งแกร่ง ความคิดสร้างสรรค์ที่สามารถนำไปสู่การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน และที่สำคัญที่สุดคือ Passion หรือไฟในตัวเองที่จะขับเคลื่อนให้เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงต่อโลกใบนี้ได้อย่างแท้จริง

ด้าน เจริญ ผู้สัมฤทธิ์เลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร KPMG Thailand ได้แบ่งปันมุมมองว่า เมื่อพูดถึงความยั่งยืนในบริบทตอนนี้ที่ถือเป็น Mega Trends ในภาคธุรกิจที่ปัจจุบันที่ไม่ได้มุ่งหวังผลกำไรสูงสุด หรือทำอย่างไรให้ต้นทุนต่ำสุด แต่เป็นการทำอย่างไรให้ธุรกิจมีความเติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม ในฐานะ Creative Leadership ระดับอาเซียน สิ่งที่ต้องทำคือการศึกษาถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น รู้จักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ การเปิดโอกาสสู่ระดับอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน นั่นคือโอกาสของผู้นำ โดยเฉพาะ Creative Leadership สอดคล้องกับภูมิทัศน์ธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่เคยทำงานได้ดีในอดีตอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับอนาคต ผู้นำจึงต้องปรับตัวและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

ปิดท้ายด้วย  รัชวิศน์ จันทร์รุ่งอนันต์ นักศึกษาทุน BU คณะบริหารธุรกิจ ได้แสดงความคิดในมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ว่า ความยั่งยืน คือสิ่งที่เราทุกคนกำลังทำอยู่ เป็นการเติบโตร่วมกันกับโลกใบนี้อย่างยั่งยืนโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสาน นำความรู้ที่เรียนในห้องเรียน ความรู้ที่เพิ่มพูนจากการค้นหาด้วยตัวเอง ใช้ Creativity เปิดมุมมองใหม่ๆในการเรียนรู้ เชื่อว่าทุกอย่างคือโอกาสเรียนรู้ที่สามารถ Un-Learn และ Re-Learn ใหม่ได้เสมอ เมื่อเรามีมุมมองแบบนี้ เราจะกลายเป็นผู้นำที่ไม่เพียงสร้างความสำเร็จให้ตัวเอง แต่สร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนให้กับทุกคน

งาน BU-ASEAN BUSINESS FORUM ครั้งที่ 1 สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพในการเป็นแกนหลักในการพัฒนาผู้นำธุรกิจอาเซียนยุคใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุ่งสู่ความยั่งยืน ผ่านการศึกษาที่ผสานทฤษฎีกับประสบการณ์จริง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับความท้าทายในศตวรรษที่ 21

สกร.หนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านความรู้สุขภาวะ ผ่านพื้นที่ ‘ห้องสมุดเติมสุข (ภาวะ)’

สกร.หนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านความรู้สุขภาวะ ผ่านพื้นที่ ‘ห้องสมุดเติมสุข (ภาวะ)’

สกร.หนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ด้านความรู้สุขภาวะ ผ่านพื้นที่ ‘ห้องสมุดเติมสุข (ภาวะ)’

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานการลงพื้นที่หนุนเสริมการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ด้านความรู้สุขภาวะ ผ่านพื้นที่ “ห้องสมุดเติมสุข (ภาวะ)” ด้วยความร่วมมือระหว่าง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีนายแพทย์พงษ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ นางเบญจมาภรณ์ ลิมปิษเฐียร รองผู้จัดการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นายวิชาญ น้อยโต นายอำเภอท่าเรือ ว่าที่ร้อยเอก อาศิส เชยกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ พร้อมด้วยผู้บริหาร บรรณารักษ์ เข้าร่วม ณ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร. กล่าวว่า จากภารกิจและเป้าหมายของ สกร.ที่มุ่งเน้นแนวคิด “เรียนดี มีความสุข” จึงขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิตผ่านการเรียนรู้ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่เป็นมิตรต่อผู้เรียน และเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย เน้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพควบคู่กับการส่งเสริมสุขภาวะที่ดีทั้งทางกาย จิตใจ สังคมและปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นภัยสุขภาพในปัจจุบัน นอกเหนือจากการสนับสนุนด้านการเรียนรู้แล้ว ยังให้ความสำคัญกับ การป้องกัน และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดีที่เป็นรูปธรรม อาทิ นโยบายคุมเข้ม เรื่องบุหรี่ไฟฟ้า นับเป็นความสอดคล้องเชิงนโยบายร่วมกันอย่างใกล้ชิด

ในยุคที่ความรู้คือกุญแจสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต ห้องสมุดจำเป็นต้องโยกย้ายขอบเขตการทำงานและพัฒนาตัวเองให้เป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อการส่งเสริมความรู้สู่ผู้คนในทุกด้าน รวมถึงเรื่องสุขภาพ โดยการส่งเสริมให้คนมีความรู้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่ๆ ช่วยปลูกฝังพฤติกรรม สุขภาพดี สร้างแรงบันดาลใจ และต่อยอดสู่การดูแลตนเองให้ได้อย่างยั่งยืน

“หนึ่งในตัวอย่างที่ลงมือดำเนินการได้น่าชื่นชมคือ ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าการบูรณาการองค์ความรู้ทางสุขภาพสู่ภารกิจการทำงานของห้องสมุด เป็นการเรียนรู้ที่ต่อยอดซึ่งกันและกันได้อย่างน่าสนใจ และเป็นอีกบทบาทใหม่ของห้องสมุดที่สร้างประโยชน์ต่อกลุ่มเป้าหมายได้ทุกช่วงวัย เป็นศูนย์กลางขยายผล ส่งต่อความรู้สู่ห้องสมุดอื่น และหน่วยงานเครือข่ายในจังหวัด ให้เกิดการขับเคลื่อนการเรียนรู้สุขภาวะอย่างเป็นรูปธรรมสู่ระดับจังหวัด และเป็นแนวทางการดำเนินงานให้ห้องสมุดเติมสุข (ภาวะ) นำร่องอื่นๆ ได้นำไปขยายผลอีกด้วย” อธิบดี สกร. กล่าว

​สจล.ครองอันดับ 1 ‘วิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน’ ของไทย จาก Research.com

​สจล.ครองอันดับ 1 ‘วิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน’ ของไทย จาก Research.com

​สจล.ครองอันดับ 1 ‘วิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน’ ของไทย จาก Research.com

วันพุธ ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สร้างความภาคภูมิใจให้กับวงการการศึกษาไทยอีกครั้ง ด้วยการครองอันดับ 1 ของประเทศไทยในวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน สาขาวิศวกรรมเครื่องกลและอากาศยาน จากการจัดอันดับโดย Research.com องค์กรจัดอันดับที่มีชื่อเสียงระดับโลก (Mechanial and Aerospace Engineering Thailand) ในปี 2025

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งนี้ตอกย้ำศักยภาพอันโดดเด่นของคณาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาของ สจล. ในการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมระดับสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวิศวกรรมเครื่องกล อุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ จากการจัดอันดับดังกล่าวสามารถผ่านหลักเกณฑ์ที่เข้มข้นและน่าเชื่อถือของ Research.com ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้  สถาบันมีนักวิจัยที่มีค่า D-index (Discipline H-index) สูงมากสะท้อนให้เห็นว่าผลงานวิจัยไม่เพียงแต่ได้รับการตีพิมพ์เท่านั้น แต่ยังได้รับการอ้างอิงเป็นจำนวนมาก และเป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และจากการประเมินข้อมูลจริงของ Research.com ซึ่งใช้ข้อมูลอ้างอิงจากฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือระดับโลก เช่น OpenAlex และ CrossRef เป็นการวิเคราะห์จากข้อมูล Citation จริง ไม่ได้มาจากการโหวตหรือการรับรู้ทั่วไป ทำให้การจัดอันดับมีความเที่ยงตรงและแม่นยำ รวมทั้งการจัดอันดับยังเน้นคุณภาพบุคลากรและทีมที่ไม่ได้วัดจากภาพลักษณ์โดยรวมหรือจำนวนบุคลากร แต่เน้นการวัดจาก “คุณภาพของตัวบุคคลและทีมในแต่ละสาขา”

“การจัดอันดับจากองค์กรระดับโลกครั้งนี้ถือเป็นตัวชี้วัดที่ยืนยันถึงความมุงมั่นในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ทั้งในด้านการเรียนการสอน งานวิจัย และยังเป็นแรงผลักดันเพื่อก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำโดยเฉพาะในกลุ่มสาขาวิศวกรรมหลักของสถาบัน เช่น วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยยึดหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ตามวิสัยทัศน์ของสถาบันที่มุ่งมั่นจะเป็น “The World Master of Innovation” ผ่านนโยบาย 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ระบบการทำงาน คุณภาพชีวิต การสร้างเครือข่าย และการส่งเสริมนวัตกรรม ภายใต้ค่านิยมหลัก FIGHT” อธิการบดี สจล. กล่าว

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนสังคมสูงวัยเตรียมตัว ‘เรื่องงาน’ เตรียมพร้อม ‘เรื่องเงิน’ ออกแบบ ‘ชีวิตไม่เกษียณ’

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนสังคมสูงวัยเตรียมตัว 'เรื่องงาน' เตรียมพร้อม 'เรื่องเงิน' ออกแบบ 'ชีวิตไม่เกษียณ'

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนสังคมสูงวัยเตรียมตัว ‘เรื่องงาน’ เตรียมพร้อม ‘เรื่องเงิน’ ออกแบบ ‘ชีวิตไม่เกษียณ’

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 17.48 น.

The Active Thai PBS และ Policy Watch  ร่วมพลังขับเคลื่อนเตรียมความพร้อมสังคมไทยเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด เปิดตัวแคมเปญ “ชีวิตไม่เกษียณ” ออกแบบได้ ด้วยการเตรียมตัว “เรื่องงาน” เตรียมพร้อม “เรื่องเงิน” เปิด Policy Forum ถกนโยบายสาธารณะ ไปต่อกับชีวิตสูงวัย

ชลธิศ แก้วประเสริฐสม ผู้จัดการกลุ่มงานด้านบริหารและยุทธศาสตร์ ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมและนโยบายสาธารณะ (The Active) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า จากการติดตามการขับเคลื่อนนโยบายผู้สูงอายุของ The Active Thai PBS และ Policy Watch พบว่า ในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า เมื่อประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มากเกิน 28% หรือ สังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ซึ่งสวนทางกับจำนวนเด็กที่เกิดน้อยลง นั่นหมายความว่า สัดส่วนแรงงานจะลดลง ถ้าไม่จัดการหรือวางแผนรับมือ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “เศรษฐกิจจะหดตัวลง” และอาจอยู่ไม่ได้ เพราะคนทำงานน้อยกว่าผู้ใช้เงิน

สำหรับ “ค่าใช้จ่าย” ในการดูแลผู้สูงอายุ อาจเกินกำลังทั้งในระบบงบประมาณของประเทศ ครัวเรือน และเงินออมของผู้สูงวัยเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอีก 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อภาวะเงินเฟ้อทำให้ข้าวของมีราคาสูงขึ้น และค่าเงินลดลง ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น อย่างภาครัฐจะมีภาระงบประมาณในการดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาคครัวเรือนจะมีกำลังทรัพย์น้อยลงในการดูแลพ่อแม่ปู่ย่าตายาย และสำหรับตัวของผู้สูงอายุเอง เงินที่เก็บออมไว้ใช้หลังเกษียณอาจไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น ผลที่ตามมาคือ “คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ” อาจแย่ลง และไม่ได้รับการดูแลที่ดีเท่าที่ควรจะเป็น

ด้าน “การดูแลผู้สูงอายุของภาครัฐในแต่ละรุ่น” เป็นอีกโจทย์หนึ่งที่น่ากังวล ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่าย ๆ สมมติเราอยากให้ผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ดี มีสวัสดิการเยอะ แต่เงินที่รัฐบาลมีไม่เพียงพอ รัฐก็ต้องกู้เงิน ภาระก็จะไปตกกับคนรุ่นอื่น ๆ ทั้งหมด พอวัยแรงงานมีจำนวนน้อยลง ตัวหารในการที่จะมารับภาระก็น้อยลงตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่าเป็นปัญหาลูกโซ่ต่อเนื่องกัน ดังนั้นถ้าเรามี “การวางแผนการรับมือ” ที่ดี ปรากฏการณ์เหล่านี้จะจัดการได้ และกลไกในการจัดการคือ “การขยายระยะเวลาให้ผู้สูงอายุสามารถสร้างคุณค่าให้กับระบบเศรษฐกิจ” ได้ นั่นคือการให้ผู้สูงอายุยังทำงานอยู่ เพราะผู้สูงอายุที่มีคุณค่า คือมีค่าใช้จ่ายดูแลตัวเองได้ เศรษฐกิจจะไม่เหนื่อย ภาครัฐและครัวเรือนไม่ต้องแบกรับภาระ และเด็กรุ่นใหม่ที่ต้องจ่ายภาษีจะไม่หนักจนเกินไป

ดังนั้น The Active Thai PBS และ Policy Watch จึงจับมือภาคีเครือข่าย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เพจมนุษย์ต่างวัย  มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ฯลฯ ร่วมกันขับเคลื่อนวาระแห่งชาติเตรียมความพร้อมสังคมไทยเป็นสังคมสูงอายุแบบสุดยอด (Hyper Aged Society) ภายใต้แคมเปญ “Unretirement: Next Chapter ชีวิตไม่เกษียณ”  เปิดเวที Policy Forum ถกนโยบายสาธารณะ 2 หัวข้อใหญ่ ใกล้ตัว เพื่อไปต่อกับชีวิตสูงวัย 

เวที Policy Forum: “รัฐไม่พร้อม ? ออมให้พอ ไม่ต้องรอเกษียณ” The Active ร่วมกับ TDRI ชวนพูดคุยกับ ดร. สมชัย จิตสุชน  ผอ.ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย  ในโจทย์ที่ท้าทาย อาทิ ความท้าทายด้านเสถียรภาพทางการเงินสูงวัย, จุดร่วม-จุดต่าง ปัญหาการเงินคนต่างวัย (ช่วงวัยกลางคน และวัยเกษียณ), การเตรียมความพร้อมอย่างไรก่อนเกษียณ ? และแลกเปลี่ยนกันต่อกับ ผศ.ดร. รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น อาจารย์ประจำภาควิชาการเงิน และการธนาคาร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตัวแทน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตัวแทน กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เฟิร์น ศิรัถยา อิศรภักดี ผู้ดำเนินรายการด้านการเงิน และธิษณา ธิติศักดิ์สกุล CEO และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โนบูโร แพลตฟอร์ม จำกัด  ในวันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2568 เวลา 14.00-15.30 น. ณ  ห้องสัมมนา 3 อาคาร D ไทยพีบีเอส 

อีกหนึ่งเวที Policy Forum “Unretirement: The Next Chapter ชีวิตไม่เกษียณ” ที่จะจัดขึ้นวันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน 2568  ในงานมนุษย์ต่างวัย Fest 2025 ชีวิตดี…ชีวิต ซีซัน 2 It’s Okay To Be You ณ Impact Exhibition Center Hall 8  เป็นเวทีที่จะชวนร่วมถกประเด็นสำคัญอย่าง ทำไมช่วงอายุ 55/60 ปี ยังไม่ใช่ “จุดสิ้นสุด” ของการทำงาน? จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อได้อย่างมีคุณภาพ? ระบบส่งเสริมและการอัปสกิล-รีสกิล จำเป็นแค่ไหน? นโยบายไทยรองรับผู้สูงวัยเพียงพอหรือยัง? และเราจะขยับสังคมไทยสู่การยอมรับการทำงานของผู้สูงอายุได้อย่างไร? กับวิทยากรในแวดวงนักขับเคลื่อนอนาคตแรงงานสูงวัยไทย ได้แก่ รศ.ดร.เฉลิมพล แจ่มจันทร์ ผอ.สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล, วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, ประสาน อิงคนันท์ ผู้ก่อตั้งเพจ “มนุษย์ต่างวัย” และตัวแทนคนทำงานวัย Pre-Aging  โดยมี ณาตยา แวววีรคุปต์ ผอ.ศูนย์สื่อสารวาระทางสังคมฯ ไทยพีบีเอส ดำเนินรายการ

ไทยพีบีเอสให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมสังคมสูงวัยในทุกมิติ รวมทั้งส่งเสริมบทบาทของ “พลังพลเมือง” สำหรับสังคมสูงวัยให้พร้อมรับสถานการณ์ด้วยการออกแบบ “ชีวิตไม่เกษียณ” ผ่านการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ได้ต่อไป และสามารถร่วมจับตานโยบายสังคมสูงวัย ได้ใน The Active Thai PBS และPolicy Watch จับตาอนาคตประเทศไทย แพลตฟอร์มพื้นที่กลางเชื่อมต่อนโยบาย และสร้างการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน http://www.policywatch.thaipbs.or.th    

กองทัพไทย เปิดรับสมัคร ‘กำลังพลสำรอง’ ปี’68 บรรจุ 4 หน่วย 27 ตำแหน่ง 38 อัตรา

กองทัพไทย เปิดรับสมัคร ‘กำลังพลสำรอง’ ปี’68 บรรจุ 4 หน่วย 27 ตำแหน่ง 38 อัตรา

กองทัพไทย เปิดรับสมัคร ‘กำลังพลสำรอง’ ปี’68 บรรจุ 4 หน่วย 27 ตำแหน่ง 38 อัตรา

วันอังคาร ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 15.02 น.

วันที่ 10 มิถุนายน 2568 กองบัญชาการกองทัพไทย ออกประกาศรับสมัคร “กำลังพลสำรอง” ประจำปี 2568 หน่วยรับการบรรจุ 4 หน่วย 27 ตำแหน่ง 38 อัตรา โดยรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-30 มิถุนายน 2568 ได้ทั้งเว็บไซต์ https://j1.rtarf.mi.th/new/ (ตลอด 24 ชม. ไม่เว้นวันหยุดราชการ) และไปสมัครได้ด้วยตนเองที่หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย กรุงเทพฯ, กรมการสื่อสารทหาร ถนนสรงประภา กรุงเทพฯ, ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หรือกองกำลังพล หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ถนนนาวงประชาพัฒนา กรุงเทพฯ และที่สํานักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร ถนนกรุงเทพฯ-นนทบุรี กรุงเทพฯ

สำหรับทั้ง 4 หน่วย ประกอบด้วย

หน่วยบัญชาการไซเบอร์ทหาร (นซบ.ทหาร) 4 ตำแหน่ง 4 อัตรา

ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมการสื่อสารทหาร (ศทส.สส.ทหาร) 1 ตำแหน่ง 2 อัตรา

ศูนย์ฝึกบรรเทาสาธารณภัย หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา (ศฝภ.นทพ.) 12 ตำแหน่ง 12 อัตรา

สํานักงานแพทย์ทหาร กรมยุทธบริการทหาร (สนพ.ยบ.ทหาร) 10 ตำแหน่ง 20 อัตรา

ทั้งนี้ การรับสมัครและคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุเป็นกำลังพลสำรองของกองบัญชาการกองทัพไทย ประจำปี 2568 ดำเนินการโดยคณะกรรมการระดับสูงของกองบัญชาการกองทัพไทย ขอแจ้งให้ทราบว่าไม่มีผู้ใดสามารถช่วยเหลือได้ นอกจากใช้คุณสมบัติตามหลักเกณฑ์การรับสมัครบุคคลเข้าเป็นกำลังพลสำรองของกองบัญชาการกองทัพไทยของผู้สมัครเอง

หากพบว่ามีผู้ใดแอบอ้างไม่ว่ากรณีใดๆ พร้อมเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทน ขอได้โปรดแจ้งโดยตรงที่คณะอนุกรรมการรับสมัครและคัดเลือกกำลังพลสำรองในกองบัญชาการกองทัพไทย โทร 0-2575-6015 ในวันและเวลาราชการ

คลิก เพื่อตรวจสอบรายละเอียดการสมัคร หรือ คลิก เพื่อตรวจสอบหน่วย ตําแหน่ง อัตรา คุณวุฒิ ที่รับสมัคร