‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

'สพฐ.'เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.46 น.

‘สพฐ.’เดินหน้าลดหนี้สินครูอย่างเป็นระบบ ชูโมเดลแก้หนี้ครูโคราช ขยายผลทั่วประเทศ  

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.2568 นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เดินทางลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา และทีมสถานีแก้หนี้ครูโคราช โดยมีผู้นำสหกรณ์ คณะผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

นางเกศทิพย์ กล่าวให้กำลังใจ และแสดงความขอบคุณเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกฝ่ายที่ร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชื่นชมความสำเร็จในการสร้าง “เครือข่ายสหกรณ์ออมทรัพย์และสถานีแก้หนี้ครูโคราช” ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันเข้มแข็งระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่ช่วยให้ครูและบุคลากรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และยังสามารถดูแลกลุ่มข้าราชการบำนาญที่เปราะบางได้อย่างน่าประทับใจ โดยต้นแบบแห่งความสำเร็จนี้สามารถขยายผลและถ่ายทอดประสบการณ์สู่สถานีแก้หนี้ครูเครือข่ายในพื้นที่อื่น ๆทั่วประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางเกศทิพย์ ระบุว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศธ. ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศธ. และ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมช.ศธ. โดยมีเจตนารมณ์ร่วมกันในการลดภาระหนี้สินของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งสานต่อจากอดีตรมว.ศธ. (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) และอดีต รมช.ศธ. (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) ที่ดำเนินการให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม และเพื่อความยั่งยืนผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ หน่วยงานในพื้นที่ และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

ทั้งนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด มีสมาชิกถึง 30,263 คน นับเป็นหนึ่งในสหกรณ์ขนาดใหญ่ของประเทศ ที่มีระบบบริหารจัดการแบบมืออาชีพ และยึดหลักธรรมาภิบาล โดยไม่เพียงให้ความช่วยเหลือสมาชิกในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังแสดงบทบาทผู้นำในการสนับสนุนสหกรณ์อื่น ๆทั่วประเทศ โดยเฉพาะ การปล่อยกู้ให้กับสหกรณ์ที่มีสภาพคล่องต่ำ ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าท้องตลาด ซึ่งช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของสหกรณ์เหล่านั้นลงอย่างมาก ส่งผลให้ สมาชิกของสหกรณ์คู่สัญญาได้รับประโยชน์ เช่น ได้รับเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรม มีโอกาสในการปรับโครงสร้างหนี้ และสามารถเข้าถึงการช่วยเหลือทางการเงินที่ยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นายพจน์ เจริญสันเทียะ ประธานกรรมการที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ และนายบุญธรรม เดชบุญ รองประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด เข้าร่วมให้ข้อมูลและถ่ายทอดประสบการณ์เชิงลึกเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ เพื่อยกระดับการบริหารจัดการหนี้สินครูให้ครอบคลุมทุกบริบท โดยมีการวางแผนอย่างรอบคอบ คำนึงถึงศักยภาพของสมาชิกแต่ละราย และสร้างระบบติดตามอย่างใกล้ชิดผ่านคลินิกการเงินในพื้นที่

ด้านนายสมศักดิ์ จักสาร ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนครราชสีมา จำกัด รายงานว่า สหกรณ์ได้ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ช่วยเหลือสมาชิกผ่านการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ยึดหลักการหักเงิน 70/30 เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพียงพอในการดำรงชีพ มีการปรับโครงสร้างหนี้ และขยายระยะเวลาผ่อนชำระสำหรับผู้ที่มีภาระเกินศักยภาพ อีกทั้งยังเปิดบริการคลินิกการเงินเพื่อให้คำปรึกษาเฉพาะราย และมีมาตรการช่วยเหลือผู้ค้ำประกันด้วยอัตราดอกเบี้ยพิเศษ รวมถึงการปรับข้อบังคับเพื่อให้สมาชิกที่ส่งเงินไม่ตรงเวลาบางเดือนได้รับปันผลเฉลี่ยคืนตามสัดส่วนของการส่งเงินตรงเวลา      

นอกจากนี้ สหกรณ์ยังประสบผลสำเร็จในการช่วยเหลือสมาชิกที่มีปัญหาค้างชำระกับธนาคารออมสิน จำนวนทั้งสิ้น 447 สัญญา โดยดำเนินการเจรจาและปรับโครงสร้างหนี้ให้แก่สมาชิก ลดภาระดอกเบี้ยรวมได้ประมาณ 3.8 ล้านบาท สะท้อนถึงบทบาทของสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการแก้หนี้อย่างเป็นธรรมและเห็นผลจริงในระดับบุคคล

“การดำเนินงานในครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบที่โดดเด่นของการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วม สามารถประสานประโยชน์ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ เพื่อให้ครูสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี และไม่ต้องเผชิญกับภาวะหนี้อย่างโดดเดี่ยว ทั้งนี้ สพฐ. โดยการนำของ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ยืนยันจะเร่งขับเคลื่อนนโยบายช่วยเหลือครูอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างระบบการศึกษาไทยที่มั่นคงจากพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงของครูทุกคนต่อไป”
 

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

'อิสระ'โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

‘อิสระ’โชว์วิชั่น ยกระดับสถาบันพระปกเกล้า ให้เป็นผู้นำทางคลังสมองของอาเซียน

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 17.20 น.

วันที่ 15 กรกฎาคม 2568 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ในฐานะว่าที่เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คนใหม่ ได้รับเชิญจากมหาวิทยาลัย Nanyang Technological University (NTU) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “The Roles of King Prajadhipok’s Institute (KPI) in Promoting Democracy in Thailand” ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาเอก จากหลายมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เข้าร่วม อาทิ  University of Lausanne , Seoul National University, Renmin University of China , Sun Yat-sen University และ Yonsei University  นอกจากนี้ รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้เข้าร่วมการประชุมหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการกับ Nanyang Centre for Public Administration (NCPA) แห่ง NTU ร่วมกับ Professor Liu Hong รองอธิการบดีฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและการศึกษาระดับผู้บริหารของ NCPA

ในการหารือครั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันในการพัฒนาความร่วมมือด้านการวิจัย การแลกเปลี่ยนนักวิชาการและบุคลากร และการจัดกิจกรรมทางวิชาการ รวมถึงการต่ออายุความร่วมมือที่มีอยู่เดิม เพื่อกำหนดกรอบความร่วมมืออย่างต่อเนื่องและขยายผลในอนาคต

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชนานาชาติ 13 สัญชาติ กว่า 120 รูป มุ่งศึกษาพระธรรม

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นพระอุปัชฌาย์ โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษาปีพุทธศักราช 2568, โครงการอุปสมบทธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9, โครงการอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 และสามเณรโรงเรียนนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 117 รูป ณ อุโบสถพระไตรปิฎก วัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี 

พิธีกรรมเริ่มขึ้นในภาคเช้าเป็นพิธีเวียนประทักษิณรอบอุโบสถพระไตรปิฎก วันทาสีมา วันทาพระประทาน ต่อด้วยพิธีขอขมา มอบบาตรและผ้าไตรแด่นาคธรรมทายาท พิธีขอบรรพชา พิธีขอสรณคมน์และศีล พิธีถวายบาตร และพิธีอุปสมบท  โครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เข้าพรรษา และโครงการบวชพระนานาชาติที่วัดพระธรรมกาย จัดขึ้นเพื่อให้ผู้สนใจจากทั่วโลกได้มีโอกาสศึกษาและปฏิบัติธรรมตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา โดยมีทั้งโครงการระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าร่วม

สำหรับนาคธรรมทายาทที่เข้าร่วมพิธีบรรพชาในครั้งนี้ 4 โครงการ ประกอบด้วย อุปสมบทโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่ธรรมทายาทรุ่นเข้าพรรษา จำนวน 30 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ AEC & WAB รุ่นที่ 9 จำนวน 42 รูป, โครงการธรรมทายาทนานาชาติ (ภาษาจีน) รุ่นที่ 20 จำนวน 35 รูป และ สามเณรนานาชาติ รุ่นที่ 14 (Summer program) จำนวน 10 รูป  รวมทุกโครงการ 13 สัญชาติ เข้าร่วม ได้แก่ ไทย, จีน, ลาว, อินเดีย, ศรีลังกา, เมียนมา , กัมพูชา, เวียดนาม, เนปาล, อังกฤษ, มาเลเซีย, ไต้หวัน และ สิงคโปร์

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน ‘SPLASH และ TCX 2025’ สู่เวทีนานาชาติ

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน 'SPLASH และ TCX 2025' สู่เวทีนานาชาติ

ไทยพีบีเอสร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทยในงาน ‘SPLASH และ TCX 2025’ สู่เวทีนานาชาติ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.43 น.

ไทยพีบีเอส ขนทัพคอนเทนต์ร่วมสร้างสีสัน ในงาน “SPLASH – TCX 2025” เดินหน้าผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่าน ละคร, สารคดี และ น้ำพริก ถ่ายทอดอัตลักษณ์วัฒนธรรม สู่เวทีนานาชาติ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเวทีระดับนานาชาติ “SPLASH – Soft Power Forum 2025” และ “TCX – Thai Content Experience 2025”เพื่อร่วมขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ของไทยสู่ระดับสากล ระหว่างวันที่ 8-13 กรกฎาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

เริ่มด้วยกันที่งาน SPLASH 2025 ไทยพีบีเอส โดยศูนย์สื่อศิลปวัฒนธรรม ยกครัวมาตำน้ำพริกกันให้ชิมสด ๆ ในงาน กับกิจกรรม “ชิมสดน้ำพริก” สูตรเด็ด จากทีมนักตำตัวจริง รายการยกพลคนน้ำพริก อย่างทีมเชฟชุมชน จากท่องเที่ยวชุมชนบ้านเดื่อ จ.หนองคาย  และทีมคุณย่าบางช้าง จากแม่กลอง จ.สมุทรสงคราม  พร้อมพูดคุยถึงแรงบันดาลใจ และผลตอบรับหลังจากการเข้าร่วมรายการยกพลคนน้ำพริก ที่สะท้อนศักยภาพของ “น้ำพริก” ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมของไทย โดยมีอนุสรณ์ ติปยานนท์ นักเขียนและ Food Activist ผู้เขียนหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” และ สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการอุษาคเนย์ และผู้ดำเนินรายการ ยกพลคนน้ำพริก ร่วมพูดคุยด้วย ในวันที่ 8 กรกฎาคม

ต่อด้วยในวันที่ 9 กรกฎาคม กับเวทีเสวนาเบื้องหลังการสร้างสารคดี “มนตราล้านนา” ตอน ม้าขี่ ที่ถ่ายทอดความศรัทธาและความงดงามของวัฒนธรรมล้านนา เรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์ทางเพศ จากข้อจำกัดสู่การยอมรับอันเป็นมนตราแห่งล้านนาที่ดำรงอยู่เหนือกาลเวลา ที่ปลุกความภาคภูมิใจในรากวัฒนธรรมไทย  โดยมี ธีติ ศรีจันทร์ ผู้กำกับสารคดี “มนตราล้านนา” ตวงทิพย์ ณ นคร ผู้เขียนบทภาพยนตร์ และ บฤงคพ วรอุไร ผู้อยู่เบื้องหลังดนตรีประกอบสารคดี มาร่วมถ่ายทอดแรงบันดาลใจ และเบื้องหลังการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญนี้  พร้อมด้วย คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการ สำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส

วันที่ 11 กรกฎาคม ไทยพีบีเอส สะกดสายตาผู้ร่วมงาน ด้วยการเปลี่ยนเวทีธรรมดาให้กลายเป็นเวทีศิลปะที่มีชีวิต ถ่ายทอดความงดงามของนาฏศิลป์ไทยให้สัมผัสได้อย่างใกล้ชิดกับการแสดง ชุดรำเบิกโรง โดย ทับทิม อัญรินทร์ และฟิล์ม เฌอร์ลิษา ที่สวมชุดไทยสุดวิจิตร ร่ายรำอย่างอ่อนช้อย เบิกโรง เปิดม่านการแสดงอย่างเป็นทางการ  พร้อมด้วยการแสดงละครนอก โดย ก้าวหน้า กิตติภัทร นำเสนอลีลาการละครพื้นบ้านซึ่งมีจังหวะสนุกสนานแต่เปี่ยมด้วยศิลปะการแสดงดั้งเดิม ถ่ายทอดความบันเทิงแบบไทยที่เข้าถึงง่าย และคงคุณค่าทางวัฒนธรรม  สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในการร่วมสืบสานและต่อยอดวัฒนธรรมไทยผ่านสื่อร่วมสมัย

คริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าวถึงละคร หม่อมเป็ดสวรรค์ ว่า เป็นหนึ่งในละครที่ถ่ายทอดความงดงามของนาฏกรรม เครื่องแต่งกาย และอาหารไทย อย่างลึกซึ้ง สะท้อนบทบาทของไทยพีบีเอส ในการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ไทยมาโดยตลอด

“ถ้าจะพูดถึงวัฒนธรรมไทย และซอฟต์พาวเวอร์ไทยพีบีเอส ของเราได้ถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้มาอย่างต่อเนื่อง ผ่านละคร เช่น ปลายจวัก ที่พูดถึงตำรับอาหารไทย, บุษบาลุยไฟ ที่หยิบยกวรรณกรรมและจิตรกรรมอันทรงคุณค่าของไทย และในปีนี้เรายังมีละครชุด ทุนไทย จำนวน 6 เรื่อง จาก 6 ภาค ที่พูดถึงของดีที่สร้างมูลค่าให้กับประเทศอย่างมากมายในแต่ละปี” ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส กล่าว

นอกจากนี้ ไทยพีบีเอส ยังเข้าร่วมนำเสนอ และส่งเสริมคอนเทนต์ไทยในงาน “TCX – Thai Content Experience 2025” ระหว่างวันที่ 11-13 กรกฎาคม นำกิจกรรมสนุก ๆ จาก VIPA แพลต์ฟอร์ม OTT สัญชาติไทย จากไทยพีบีเอส มาให้แฟน ๆ ได้ร่วมสนุก พร้อม ๆ กับ เหล่านักแสดงละครไทยพีบีเอสอาทิ ทับทิม อัญรินทร์, ฟิล์ม เฌอร์ลิษา, ก้าวหน้า กิตติภัทร, เอ๋ มณีรัตน์ และแพรว หัสสยา จาก หม่อมเป็ดสวรรค์ เนสท์ นิศาชล, บอส ธวัชนินทร์, ทะเล สงวนดีกุล, ต้นน้ำ เปี่ยมชล, มายด์ ฐาณิดาภัทฐ์ และเอม สาธิดา จาก สืบสวนสำนวนรัก 2 มาร่วมเติมบรรยากาศความสุขให้กับแฟนคลับแบบใกล้ชิด ทั้งบนเวที TCX 2025 และที่บูทไทยพีบีเอส  สร้างความประทับใจ ให้กับแฟน  ๆ เป็นอย่างมาก 

การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน SPLASH และ TCX 2025 ในปีนี้ สะท้อนถึงบทบาทของไทยพีบีเอสในการร่วมส่งเสริมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมซอฟท์พาวเวอร์ ผ่านพลังของเนื้อหา และแพลตฟอร์มที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือ ม.อุซเบฯ พัฒนาหลักสูตร BRI หนุนเศรษฐกิจสองชาติ

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จับมือมหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งกรุงทาชเคนต์ พัฒนาหลักสูตร BRI เสริมแกร่งเศรษฐกิจไทย-อุซเบกิสถาน

เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2568 สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ซึ่งก่อตั้งโดยสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ได้จัดประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารของ มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ (Tashkent State University of Oriental Studies) กรุงทาชเคนต์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน (Republic of Uzbekistan) โดยมี รศ.ดร.ริเคซีเยวา กุลเชครา ชัฟคาตอฟนา  (Associate Professor RIKHESIEVA GULCHEKHRA) อธิการบดี และคณะผู้บริหาร เข้าร่วมการประชุม

สำหรับ มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ (Tashkent State University of Oriental Studies) ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2461 และได้รับการยกย่องให้เป็นมหาวิทยาลัยด้านการศึกษาตะวันออกเพียงแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียกลาง และยังเป็นสถาบันการศึกษาด้านตะวันออกศึกษาที่เก่าแก่ที่สุดในเอเชีย ทั้งยังเป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียและอดีตสหภาพโซเวียตอีกด้วย

การประชุมในครั้งนี้ นำโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สืบพงศ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน, ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และ นางสาวคัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ได้บรรลุข้อตกลงที่สำคัญในการร่วมกันพัฒนาหลักสูตร Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งเป็นหลักสูตรอบรมระยะสั้น

หลักสูตรนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านวัฒนธรรม การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีระหว่างกัน โดยผู้ที่เข้าร่วมอบรมจะได้รับประกาศนียบัตรรับรองจากทั้ง มหาวิทยาลัยตะวันออกศึกษาแห่งทาชเคนต์ และ สถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนศักยภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายทางวิชาการและธุรกิจของสถาบันฯ ในเวทีระดับนานาชาติ และเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มุ่งเสริมสร้างศักยภาพด้านธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

ม.หอการค้าไทย พัฒนา ‘Ai UTCC’ สำเร็จ ยกระดับมหา’ลัยสู่การเป็น ‘Ai-First University’

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ได้รับการยอมรับจากหน่วยงานภาครัฐระดับสูง หลังจากความสำเร็จในการพัฒนาโครงการ “Ai UTCC” ซึ่งเป็นการปฏิวัติการศึกษาครั้งใหญ่เพื่อยกระดับมหาวิทยาลัยสู่การเป็น “Ai-First University” แห่งแรกของประเทศไทย

โดยเมื่อเร็วๆนี้ คณะทำงานจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) นำโดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ NECTEC พร้อมทีมงาน 11 ท่าน ได้เข้าศึกษาดูงานเพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาและต้นแบบในการพัฒนาการศึกษาในยุค Ai ของประเทศ

รศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยก่อตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาบุคลากรและพัฒนาประเทศเป็นหลัก เมื่อประเทศต้องการบุคลากรที่มีทักษะด้าน Ai เราจึงต้องปรับกระบวนการเรียนการสอนและการศึกษาครั้งใหญ่ รวมถึงลงทุนเรื่อง Ai และเครื่องมือ Ai ที่สนับสนุนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพสูง อย่างปลอดภัย มีจริยธรรม และยังคงความเป็นมนุษย์อยู่ เราเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกที่ตั้งวิสัยทัศน์เป็น Ai-First University”

ผศ.ดร.ชัชชัย หวังวิวัฒนา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ได้นำเสนอกระบวนการการศึกษาและเป้าหมายของโครงการ Ai UTCC ซึ่งพัฒนาระบบศึกษาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ครอบคลุมช่วงเวลาก่อนการเป็นนักศึกษา ระหว่างการศึกษา และหลังจบการศึกษา

โดยไฮไลต์ของโครงการ Ai UTCC ประกอบด้วย JARVIS – ผู้ช่วย Ai อัจฉริยะที่เป็นระบบ Agentic Ai ทำหน้าที่เป็นเพื่อนให้คำปรึกษาเรื่องการเรียนและการใช้ชีวิตในระหว่างเป็นนักศึกษา , Ai ChatBot – ผนึกเข้าสู่ระบบการเรียนการสอนในทุกหลักสูตร โดยมีการสอดแทรกเรื่อง Ai เข้าไปเป็นกิจกรรมให้สอดคล้องในศาสตร์ต่างๆในทุกมิติ , วิชา Ai 101 – วิชาปูพื้นฐานให้นักศึกษามีทักษะ Ai ที่ตอบโจทย์หน่วยงานธุรกิจ แต่ยังคงเป็นผู้ใช้ Ai อย่างเชี่ยวชาญ มีจริยธรรม และยังคงความเป็นมนุษย์ ,  HarbourSpace@UTCC – โครงการพัฒนาผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ระดับโลก โดยนำอาจารย์ระดับโลกจากซิลิคอนวาเลย์ AWS และ Google เข้ามาถ่ายทอดความรู้

ทั้งนี้ ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการ NECTEC ให้ความเห็นว่า “การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้ปรับเปลี่ยนทั้งมหาวิทยาลัยไปสู่มหาวิทยาลัย Ai ได้อย่างรวดเร็วและก้าวหน้ามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างพื้นฐานและการสนับสนุน ซึ่งน่าจะเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และน่าจะเป็นกรณีศึกษาและแบบอย่างให้กับมหาวิทยาลัยอื่นๆ”

สำหรับโครงการ Ai UTCC นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวทันยุคดิจิทัลและเตรียมพร้อมบุคลากรสำหรับอนาคต พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับสถาบันการศึกษาอื่นๆในประเทศ เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะ Ai ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

ม.นครพนม เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เป็นเจ้าภาพสัมมนาห้องสมุดอุดมศึกษาพลิกโฉมสู่ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักวิทยบริการ มหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย นางรุ่งเรือง สงเคราะห์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการ เป็นเจ้าภาพร่วมจัดการสัมมนาความร่วมมือระหว่างห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่ 37 ภายใต้หัวข้อ “Innovative and Transformative Library Spaces: Empowering Skills for Future Libraries” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และการพัฒนาวิชาชีพบรรณารักษ์ให้ตอบรับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล โดยมี รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์ ม.นครพนม และว่าที่ร้อยตรี รวยรุ่ง ใครบุตร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เข้าร่วมงาน ณ หอประชุมวชิรบพิตร มหาวิทยาลัยนครพนม (เขตพื้นที่มรุกขนคร) อ.เมือง จ.นครพนม

รศ.ดร.ประมา ศาสตระรุจิ กล่าวถึงบทบาทสำคัญของโครงการ ThaiLIS ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศที่มีเป้าหมายเชื่อมโยงทรัพยากรสารสนเทศ ฐานข้อมูล และบริการต่างๆ ให้เกิดการใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล ที่เทคโนโลยีสารสนเทศและ AI มีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อทั้งรูปแบบการจัดการ การให้บริการ และพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ห้องสมุด โดย Uninet ยังคงมุ่งมั่นเป็นกลไกสนับสนุนผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และระบบบริการที่ทันสมัย เพื่อยกระดับศักยภาพของห้องสมุดในสถาบันอุดมศึกษาให้สามารถแข่งขันและพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

ด้าน ศ.ดร.สุรสิทธิ์ วชิรขจร กล่าวเสริมว่า ห้องสมุดในยุคปัจจุบันเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งในแง่พฤติกรรมผู้ใช้ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีดิจิทัล และปริมาณข้อมูลมหาศาล จึงจำเป็นต้องยกระดับทักษะดิจิทัลของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การสัมมนาครั้งนี้จึงถือเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมและบริการใหม่ ๆ ที่สร้างคุณค่าให้ห้องสมุดไทยสามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับมาตรฐานสู่ระดับสากล

ทั้งนี้ การสัมมนาครั้งที่ 37 ยังมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เครือข่ายความร่วมมือระหว่างห้องสมุดในระดับอุดมศึกษา ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกัน  โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้ห้องสมุดขนาดเล็กสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขณะที่ห้องสมุดขนาดกลางและขนาดใหญ่สามารถขยายฐานผู้ใช้งาน และเพิ่มมูลค่าการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยยกระดับระบบห้องสมุดของไทยให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปพร้อมกับระบบการเรียนรู้ในยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

​ม.เกษตรฯ เฟ้นหา ‘นักโต้วาที’ ร่วมแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ปี 2569

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการการแข่งขันประเพณีโต้วาทีน้องใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประจำปี 2568 โดยในปีนี้มีทีมจากสโมสรนิสิตคณะต่างๆ รวม 8 คณะ เข้าร่วมการแข่งขัน ได้แก่ คณะสังคมศาสตร์  คณะสิ่งแวดล้อม  คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะประมง และ คณะอุตสาหกรรมเกษตร แบ่งการแข่งขันออกเป็น สาย A และ สาย B เพื่อเฟ้นหาทีมที่แข็งแกร่งในแต่ละสาย ผ่านเข้าไปชิงชัยในรอบชิงชนะเลิศ คือ วันที่ 11 กันยายน 2568 ในงานเปิดโลกกิจกรรมนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำหรับการแข่งขันรอบ 8 ทีม จัดขึ้นในวันที่ 26 – 27 ก.ค.68 ณ อาคารวิทยาศาสตร์กายภาพ 45 ปี คณะวิทยาศาสตร์ และ วันที่ 2-3 ส.ค. 68 ณ อาคารระพี สาคริก รอบรองชนะเลิศ วันที่ 30 ส.ค. 68 จัดขึ้น ณ อาคารระพี สาคริก

ผศ.รัชด ชมภูนิช รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิตและพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า ม.เกษตรฯ สนับสนุนและส่งเสริมให้นิสิตจัดกิจกรรมทุกรูปแบบเพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ การโต้วาทีเป็นการพูดโน้มน้าวใจอย่างหนึ่ง โดยผู้พูดจะต้องใช้เหตุผล และหลักฐานอ้างอิง รวมถึงวาทศิลป์และบุคลิกภาพที่ดีจึงทำให้การพูดนั้นดูน่าเชื่อถือ ดังนั้นกิจกรรมโต้วาที จึงเป็นการส่งเสริมให้นิสิตสามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างรอบด้าน ทั้งการคิดวิเคราะห์ข้อมูล การใช้หลักเหตุผลในการแสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ วาทศิลป์ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ การเป็นผู้ฟังที่ดีอีกทั้ยังรู้เท่าทันข่าวสารและบริบทต่างๆของสังคมไทยและสังคมโลก โดยโครงการดังกล่าว ยังได้สอดแทรกให้การพัฒนานิสิตโดยเกิดการเรียนรู้ผ่านการทำกิจกรรม ซึ่งมุ่งหวังในการพัฒนาให้นิสิตเกิดคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์สร้างอัตลักษณ์นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่มีความสำนึกดีมุ่งมั่นสร้างสรรค์และสามัคคีให้เด่นชัดยิ่งขึ้น

สำหรับโครงการดังกล่าว จัดโดยชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีความเข้มแข็งและมีเครือข่ายจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมแลกเปลี่ยนกิจกรรมมาโดยตลอด กิจกรรมนี้ยังเป็นการเฟ้นหานักโต้วาทีหน้าใหม่เพื่อร่วมการแข่งขันโต้วาทีประเพณีอุดมศึกษา ในปี 2569 อีกด้วย

นางผกามาศ ธนพัฒนพงศ์ หัวหน้างานสื่อสารองค์กร ม.เกษตรฯ อาจารย์ที่ปรึกษาชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การแข่งขันประเพณีโต้วาทีน้องใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หรือ ที่นิสิตนักศึกษา รู้จักกันเป็นอย่างดีในชื่อของการแข่งขัน “โต้ชี่” นั้น ชมรมส่งเสริมศิลปะการพูดมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับผิดชอบจัดโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่องนับสิบปี แม้แต่ในช่วงที่เกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ก็ยังสานต่อการจัดการแข่งขันโต้ชี่ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้นิสิตได้มีทักษะในการสื่อสารและใช้ไหวพริบปฏิภาณ หาข้อมูล หลักฐานอ้างอิง และ ใช้วาทศิลป์ มาหักล้างกันด้วยเหตุและผล อีกทั้งยังส่งเสริมการใช้ภาษาไทย การทำงานเป็นทีม และความรู้รักสามัคคีเป็นหมู่คณะ

2 ผลงานวิจัย วว. คว้ารางวัลการประกวดนานาชาติ ‘JDIE 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

2 ผลงานวิจัย วว. คว้ารางวัลการประกวดนานาชาติ ‘JDIE 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

2 ผลงานวิจัย วว. คว้ารางวัลการประกวดนานาชาติ ‘JDIE 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงในเวทีนานาชาติ 2025 Japan Design, Idea and Invention Expo (JDIE 2025) ณ เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น สนับสนุนโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 2 ผลงาน ดังนี้ ผลงานที่ 1 การวิจัยนวัตกรรมสารสกัดว่านหางจระเข้ที่มีฤทธิ์เสริมสร้างมวลกระดูก วิจัยและพัฒนาผลงานโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.) ทีมวิจัย ได้แก่ ดร.วราภรณ์ สรเดช และดร.วิริยาภรณ์ สุ่มสกุล โดยจุดเด่นของผลงาน เป็นสารสกัดว่านหางจระเข้ที่ใช้ green technology คือ เอนไซม์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสกัดให้ได้สารสำคัญสูง ซึ่งมีฤทธิ์ในการเสริมสร้างและเพิ่มมวลกระดูก สำหรับใช้เป็น food ingredient โดยผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยทั้งในหลอดทดลองและสัตว์ทดลองพบว่า สามารถกระตุ้นการเจริญของเซลล์สร้างกระดูก และยับยั้งการทำงานของเซลล์สลายกระดูก นอกจากนี้ยังกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมได้อีกด้วย รวมทั้งไม่พบความเป็นพิษใดๆต่อสัตว์ทดลอง เมื่อได้รับสารนี้ต่อเนื่องเป็นเวลา 90 วัน ผลงานนี้ได้รับรางวัล – NRCT SPECIAL AWARD  for the Outstanding Invention and Innovation , – Gold Medal Award

ผลงานที่ 2  ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสำหรับการผลิตแอสเทอร์ตัดดอก โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ทีมวิจัย ได้แก่ ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ ผอ.ศนก ดร.กนกอร อัมพรายน์ และดร.ณัฐพงค์  จันจุฬา โดยจุดเด่นผลงาน เป็นปุ๋ยอินทรีย์เคมี 2 สูตรที่เหมาะสำหรับใช้ในการผลิตแอสเทอร์ สูตร 6-3-3 เหมาะเป็นปุ๋ยรองพื้นเพื่อช่วงแรกของการเจริญเติบโต และสูตร 3-6-6 สำหรับเร่งดอกและเสริมสร้างความแข็งแรงของช่อดอก ที่ให้ปริมาณและคุณภาพผลผลิตสูง ลดปริมาณและความถี่ในการใช้ปุ๋ยเคมีที่น้อยกว่าวิธีดั้งเดิมของเกษตรกร ลดต้นทุนการผลิต พร้อมบำรุงดิน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม วว. ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับ วิสาหกิจชุมชนผู้ผลิตไม้ดอกไม้ประดับตำบลเหมืองแก้ว และ I love flower farm อำเภอแม่ริม  จังหวัดเชียงใหม่ โดยผลงานได้รับรางวัล – NRCT HONORABLE MENTION AWARD , – Gold Medal Award

เด็กช้างเผือกสมัครทุน ODOS รุ่น 1 คึกคัก กว่าครึ่งเป็นเด็กยากจน รัฐบาลเดินหน้าต่อ เปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่น 3

เด็กช้างเผือกสมัครทุน ODOS รุ่น 1 คึกคัก กว่าครึ่งเป็นเด็กยากจน รัฐบาลเดินหน้าต่อ เปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่น 3

เด็กช้างเผือกสมัครทุน ODOS รุ่น 1 คึกคัก กว่าครึ่งเป็นเด็กยากจน รัฐบาลเดินหน้าต่อ เปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่น 3

วันจันทร์ ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 18.57 น.


เด็กช้างเผือกสมัครทุน ODOS รุ่น 1 คึกคัก กว่าครึ่งเป็นเด็กยากจน รัฐบาลเดินหน้าต่อ เปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่น 3 เตรียมพร้อม เด็ก ม.4 และ ปวช.1 สาย STEM  เรียนมหาลัยชั้นนำ 

วันที่ 14 กรกฎาคม 2568 ที่ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.)เป็นประธานการประชุมชี้แจงสถานศึกษา เพื่อรับสมัครนักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (ODOS) ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 1 (รุ่นที่ 3) ผ่านระบบTeleconference ถึงแนวทางการดำเนินโครงการทุน ODOS รุ่นที่ 3 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดโอกาสและทุนทรัพย์ ให้ได้รับการเตรียมความพร้อมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา โดยเฉพาะในสาขา STEM ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนยากจนและขาดโอกาส ซึ่งข้อมูลจากการรายงานความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของ กสศ. ระบุว่า ในปีการศึกษา 2567 มีเพียง 13.49% ของนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษ ที่สามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศถึงกว่า 2 เท่า โครงการทุน ODOS นี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการลงทุนเพื่ออนาคต ผ่านการศึกษาในยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนไทย เช่นโครงการทุน ODOS และโครงการ Thailand Zero Dropout ล้วนเป็นตัวอย่างของกลไกเชิงนโยบาย ที่จะช่วยเปิดโลกทัศน์ และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้และการตามความฝันของเด็กไทย ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

“โครงการ ODOS ไม่เพียงให้ทุนการศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนถึงจุดยืนด้านความเสมอภาคทางการศึกษา เปิดโอกาสให้นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และโอกาส ได้ก้าวเข้าสู่ระบบอุดมศึกษาอย่างมีศักดิ์ศรีและความหวัง และภายใต้การบริหารงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมโดยเฉพาะในกลุ่มนักเรียนที่ยากจนและขาดโอกาส” รมช.ศธ. กล่าว  ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ทุน ODOS  รุ่นที่ 3 มีจำนวน 1,200 ทุน โดยคัดเลือกจาก 602 สถานศึกษาที่มีความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม และภาษาอังกฤษ ทั้งในระดับมัธยมปลายและสายอาชีพ ครอบคลุมโรงเรียน SMTE โรงเรียนที่จัดการเรียนรู้แบบ STEM ศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) และสถานศึกษาในโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงของ กสศ. เป้าหมายหลักคือการสร้างเส้นทางการเรียนรู้แบบไร้รอยต่อจากระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ระดับอุดมศึกษาอย่างเต็มศักยภาพ โดยนักเรียนที่ได้รับทุนจะได้รับการดูแลทั้งด้านวิชาการ ภาษาอังกฤษ ทักษะชีวิต และสุขภาวะจิตใจ เพื่อเตรียมความพร้อมในการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

“ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ และเงื่อนไขการออกสลากการกุศล ซึ่งมีเงื่อนไขอนุมัติโครงการละไม่เกิน 1,000 ล้านบาทและต้องผูกพันวงเงินภายในระยะเวลา 2 ปี จึงเป็นที่มาในการเสนอรายชื่อโรงเรียนที่มีความพร้อมเท่ากับจำนวนงบประมาณที่ทำได้ จำนวน 602 แห่ง ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)  และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้จัดทำบัญชีรายชื่อสถานศึกษาที่มีความพร้อมในการจัดการเรียนรู้ด้าน STEM และภาษาอังกฤษ ทั้ง 602 แห่งขึ้นมา และทุน ODOS ปัจจุบัน เน้นการเตรียมความพร้อมอย่างรอบด้านก่อนเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา สำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และขาดโอกาส ซึ่งมักมีความเปราะบางมากกว่ากลุ่มอื่น” ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ กล่าว 

ด้าน ดร.ธีราภา ไพโรหกุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (ฝ่ายการเมือง) ในฐานะ ประธานอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาและคัดเลือกผู้รับทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ  กล่าวว่า  ทุน ODOS ใหม่ เป็นทุนการศึกษามุ่งเป้า (Precision Education Scholarship) เพื่อกระจายโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนซึ่งขาดแคลนทุนทรัพย์ แต่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี และมีศักยภาพ เพื่อศึกษาต่อในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ด้าน STEM และ STEM + ทั้งนี้ตามเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ทุน ODOS เป็น “สะพานของโอกาส” ที่พาเด็กช้างเผือกก้าวข้ามความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไปสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพของประเทศ  

การคัดเลือกทุน ODOS ในรุ่นนี้ ดำเนินการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการฯ โดยให้ความสำคัญกับนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษเป็นลำดับแรก ผู้สมัครต้องมีเกรดเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความสามารถโดดเด่นด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สุขภาพกายใจแข็งแรง มีความประพฤติดี และได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง โดยสถานศึกษาจะต้องแต่งตั้งคณะกรรมการกลั่นกรอง ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเสนอชื่อเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้

สำหรับเหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับสาขา STEM นั้น ดร.ธีราภา ระบุว่า จากข้อมูลจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ระบุว่า ระหว่างปี 2563–2567 ประเทศไทยมีความต้องการแรงงานระดับสูงในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ พลังงานชีวภาพ และการแพทย์ครบวงจร โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยี วิศวกรรม และวิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ เช่น วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล และนักเทคโนโลยีชีวภาพ

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน “The Future of Jobs Report 2025” ของ World Economic Forum ซึ่งคาดการณ์ว่า ภายในปี 2030 ตำแหน่งงานดั้งเดิมจะหายไปกว่า 92 ล้านตำแหน่ง และจะมีตำแหน่งงานใหม่เกิดขึ้นราว 170 ล้านตำแหน่ง โดยทักษะสำคัญที่ตลาดแรงงานต้องการ ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขั้นสูง สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนากำลังคนด้าน STEM เป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะที่ ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า การรับสมัครในรุ่นที่ 1 ได้เปิดรับสมัครนักเรียนชั้น ม.6 และ ปวช.3  เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวาง มีนักเรียนที่ได้รับการเสนอชื่อและยืนยันใบสมัครเรียบร้อยแล้วจำนวน 1,718 คน (แบ่งเป็น นร.ม.6 จำนวน 1,551 คน และ ปวช.3 จำนวน 167 คน) ในจำนวนนี้กว่าครึ่งเป็นนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษ จำนวน 817 คน คิดเป็น 47.56% และอีก 901 คน หรือ 52.44% มาจากครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกินปีละ 12,000 บาท ที่สะท้อนให้เห็นชัดเจน คือ จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด มีถึง 1,278 คน ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมในช่วง 3.50–4.00 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เด็กยากจนจำนวนมากมีศักยภาพทางวิชาการสูง และหากได้รับโอกาสที่เหมาะสม ย่อมสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างแน่นอน

“ผมขอขอบคุณครูและสถานศึกษาทุกแห่ง ที่ร่วมกันค้นหาและเสนอชื่อนักเรียนทุน ODOS รุ่นที่ 1 ทำให้เราค้นพบนักเรียนช้างเผือกที่มีผลการเรียนดี แต่มีต้นทุนชีวิตไม่เท่ากับคนอื่น ให้ได้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษาที่สูงขึ้น ซึ่งบทบาทของสถานศึกษามีความสำคัญอย่างมาก เพราะครูและผู้บริหารโรงเรียนคือผู้ที่รู้จักนักเรียนดีที่สุด และเป็นกลไกหลักในการส่งต่อโอกาสให้ถึงมือเด็กที่เหมาะสม” ดร.ไกรยส กล่าว

นอกจากนี้ ตามแผนที่วางไว้ เพื่อให้การสนับสนุนครอบคลุมต่อเนื่องในทุกระดับชั้น ดร.ไกรยส ระบุว่า รัฐบาลยังมีแผนเปิดรับสมัครทุน ODOS รุ่นที่ 2 ในช่วงเดือน ก.ย.นี้ สำหรับนักเรียนชั้น ม.5 และ ปวช.2 เพื่อเติมเต็มระบบการดูแลอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ตั้งแต่ระดับ ม.4–6 และ ปวช.1–3 โดยมีเป้าหมายสนับสนุนเยาวชนในกลุ่มเป้าหมายให้สามารถเตรียมตัวอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงระดับอุดมศึกษาอย่างครอบคลุมทุกมิติ

ทั้งนี้ ทุน ODOS รุ่นที่ 3 เปิดรับสมัคร ระหว่างวันที่ 14 กรกฎาคม – 8 สิงหาคม 2568 เวลา 17.00 น. ผ่านเว็บไซต์ของ กสศ. scholarshipreg.eef.or.th  สอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-079-5457 ต่อ 11 (ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ)