ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

ศิษย์เก่า ม.เกษตร รุ่น 17 มอบเงินบริจาค 262,000 บาท ร่วมสมทบทุนสร้าง รพ.เกษตรศาสตร์

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.50 น.

นายวารินทร์ ศิริเวช ในฐานะ ประธานนิสิตเก่า รุ่น 17 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ศาสตราจารย์ ดร.สมเพียร เกษมทรัพย์ อดีตรองอธิการบดี ฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พร้อมด้วยตัวแทนนิสิตเก่า รุ่น 17 ร่วมมอบเงินบริจาค จำนวน 262,000 บาท เพื่อคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ โดยมี ดร.ดำรงค์ ศรีพระราม รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้รับมอบ ณ ห้องอธิการบดี อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัย เมื่อเร็ว ๆ นี้

การมอบเงินบริจาคครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเพื่อสังคมของนิสิตเก่า รุ่น 17 ที่ต้องการมีส่วนในการสนับสนุนให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ เป็นศูนย์การเรียนการสอน วิจัย เพื่อการผลิตแพทย์ และให้บริการทางการแพทย์แก่ประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้

ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และโรงพยาบาลเกษตรศาสตร์ ลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ได้ที่ https://www.punboon.org/foundation/01162 

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. - 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

มธ.จับมือ มส.ผส. – 5 อปท. สร้างเสาหลักดูแล สูงวัยในท้องถิ่น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.49 น.

ม.ธรรมศาสตร์ จับมือ “มส.ผส. – 5 อปท.” คิกออฟ “หลักสูตรนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “Co-creage Community” เพื่อยกระดับบทบาทท้องถิ่นจาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” รองรับสังคมสูงวัยในระดับพื้นที่ พร้อมเชิญชวน อปท. ในหลายพื้นที่เข้าร่วมอบรม

คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และ 5 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เปิดตัวหลักสูตร “นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” ภายใต้โครงการ “การพัฒนาศักยภาพนักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ผ่านการร่วมคิดร่วมสร้างในชุมชน (Co-Creage Community)” เพื่อยกระดับบทบาท อปท. จาก “ผู้จัดบริการ” สู่ “ผู้บริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่” เตรียมการรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในอนาคต

พิธีเปิดจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหาร อปท. และอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ทั้งนี้ 5 อปท. ที่ร่วมโครงการประกอบด้วย เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เทศบาลตำบลทับมา จังหวัดระยอง เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเทศบาลตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ

ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล ภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. และหัวหน้าทีมขับเคลื่อนหลักสูตร เปิดเผยว่า สถานการณ์ผู้สูงอายุไทยมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุประมาณ 13 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 21.6 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 31.4 ในปี 2585 ขณะเดียวกันยังมีผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงกว่า 3.4 แสนคน ในขณะที่ผู้ดูแลและนักบริบาลมีจำนวนจำกัด และแนวโน้มผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยเพียงลำพังเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายสำคัญต่อระบบการดูแลของประเทศ

ทั้งนี้ แนวทางสำคัญในการรับมือคือการพัฒนาสวัสดิการในรูปแบบที่ไม่ใช่ตัวเงิน (In-kind Services) นับเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องหันมาให้ความสำคัญอย่างจริงจังมากกว่าสวัสดิการที่เป็นตัวเงิน เช่น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุช่วงกลางวัน ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต และโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยมี อปท. เป็นกลไกหลัก อย่างไรก็ตาม อปท. ยังคงเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ ทักษะการจัดการปัญหาที่ซับซ้อน และโครงสร้างการทำงานที่ยังขาดการบูรณาการ

“นักบริหารจัดการสังคมสูงอายุแนวใหม่ ต้องมีคุณลักษณะที่สามารถพัฒนาและออกแบบระบบบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาและบริบทของพื้นที่ โดยไม่ยึดติดกับการทำงานตามคำสั่งเพียงอย่างเดียว มีความเชี่ยวชาญในการระดมทุนและจัดการทรัพยากร เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจและวางระบบเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ ต้องสามารถทำงานได้ดีในสถานการณ์ซับซ้อน รวมถึงมีวิธีคิดที่ทันสมัย สามารถทำงานเป็นทีม และข้ามหน่วยงานได้ ที่สำคัญต้องคาดการณ์อนาคต สามารถพยากรณ์ปัญหาและเหตุการณ์ และทิศทางของสังคมผู้สูงอายุในระดับชุมชน เพื่อเตรียมความพร้อมและรับมือกับความท้าทายในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ” ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าว 

นอกจากนี้ นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์  ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ในฐานะผู้สนับสนุนทุนการศึกษาวิจัยในโครงการนี้ ยังเน้นย้ำในเวทีถึงแนวคิดว่า “สังคมสูงอายุจะไม่สามารถพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ หากท้องถิ่นไม่เข้มแข็ง” โดยมีข้อเสนอเชิงหลักคิดที่น่าสนใจหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการปรับบทบาทของภาครัฐ จากเดิมที่เป็น “ผู้ลงมือทำทุกอย่างเอง” ไปสู่การเป็น “ผู้ซื้อบริการ” มากกว่าผู้ให้บริการโดยตรง โดยชี้ว่าท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างโรงพยาบาลหรือจัดจ้างบุคลากรทั้งหมดด้วยตนเอง แต่ควรพัฒนาศักยภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการจัดซื้อบริการที่มีคุณภาพจากภาคีเครือข่ายหรือภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญและสร้าง “ระบบนิเวศของการดูแล” (Ecosystem) ที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ โดยมองว่าการให้เงินสดเพียงอย่างเดียว เช่น เบี้ยยังชีพ ไม่เพียงพอ หากสภาพแวดล้อมและบริการสาธารณะยังไม่เอื้อต่อการดำรงชีวิต รัฐจึงควรลงทุนในบริการสาธารณะที่ช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถดูแลตนเองและใช้ชีวิตในชุมชนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

ด้าน รศ. ดร.ม.ล.พินิตพันธุ์ บริพัตร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ มธ. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องการพัฒนาระบบการดูแลผู้สูงอายุของประเทศไทย ภายใต้งบประมาณของประเทศที่มีอยู่จำกัดจากการที่ระบบเศรษฐกิจพัฒนาไม่ทันต่อการรองรับสังคมผู้สูงอายุ ซึ่งไทยน่าจะเป็นประเทศแรก ๆ ที่ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยที่ยังไม่ได้เป็นประเทศชั้นนำทางอุตสาหกรรม จึงได้มีการส่งเสริมการวิจัย นโยบาย และนวัตกรรมร่วมกับหลากหลายคณะ ไม่ว่าจะคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ฯลฯ พร้อมกับถ่ายทอดสิ่งเหล่านี้ไปสู่ท้องถิ่น ตลอดจนร่วมกับ อปท. ในการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่การเรียนรู้ที่จำเป็น เพื่อช่วยพัฒนาศักยภาพให้ภาคส่วนต่าง ๆ และหนุนเสริมการบูรณาการเป็นเครือข่ายในการร่วมกันดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

“รัฐบาลไทยไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่ หากต้องดูแลคนทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีเครือข่ายกับ อปท. เพื่อช่วยสร้างการขับเคลื่อนสังคม รวมถึงแก้ไข หรือป้องกันปัญหาของผู้สูงอายุ ซึ่งความท้าทายสำคัญของรัฐไม่เพียงแค่ต้องพัฒนาระบบสังคมและเศรษฐกิจ แต่ต้องบูรณาการความร่วมมือด้วย เนื่องจากเรื่องผู้สูงอายุเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับทุกภาคส่วน ฉะนั้น การอบรมโครงการในครั้งนี้แก่ผู้บริหาร อปท. ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี” รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม มธ. กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “ทิศทางนโยบายระบบบริหารจัดการผู้สูงอายุในท้องถิ่น” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ร่วมสะท้อนปัญหา อุปสรรค และประสบการณ์จริงจากการปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ได้แก่ นายรังสรรค์ นันทกาวงศ์ นายกเทศมนตรีเมืองบึงยี่โถ จังหวัดปทุมธานี 
นายธงธวัช ลูกรักษ์ ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายสุทิน แก้วประถม นายกเทศมนตรีตำบลทับมา จังหวัดระยอง นายวชิรเชษฐ์ รุ่งธวัฒน์วงศ์ นายกเทศมนตรีตำบลเทพารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ และนายไซนัล นิรมาณกุล ผู้อำนวยการกองการแพทย์ เทศบาลนครหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

การเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนข้อเสนอเชิงนโยบายที่น่าสนใจหลายประเด็น อาทิ แนวคิดการปรับรูปแบบการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้สูงอายุไปสู่ระบบการร่วมจ่าย (co-payment) เพื่อเพิ่มความยั่งยืนของระบบ การปรับปรุงกฎระเบียบและขั้นตอนด้านงบประมาณให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการเบิกจ่ายและการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่อย่างทันท่วงที ตลอดจนข้อเสนอให้มีการปรับโครงสร้างองค์กรและนโยบาย หากต้องการให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถรับบทบาทการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยควรคำนึงถึงศักยภาพที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งสนับสนุนด้านงบประมาณ บุคลากร และการเสริมสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน เพื่อให้ระบบการดูแลผู้สูงอายุในท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและยั่งยืน

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

สถาบันพระปกเกล้าจับมือ Google อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.24 น.

‘สถาบันพระปกเกล้า’ จับมือ ‘Google’ อัพข้อมูล พิพิธภัณฑ์ ร.7 ดันขึ้นระบบกูเกิ้ลทั่วโลก สามารถดูได้ทั้งภาษาไทย-อังกฤษ 

6 กุมภาพันธ์ 2569 นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ นักท่องโลกออนไลน์ทั่วโลก จะได้พบกับมิติใหม่แห่งการเรียนรู้ หลากหลายข้อมูลประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งเกิดขึ้น จากความร่วมมือ MOU โครงการ “KPI x Google” โดยพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกับ Google Cultural Institute พัฒนาเนื้อหาพิพิธภัณฑ์ในรูปแบบนิทรรศการออนไลน์ ผ่านแพลตฟอร์ม Google Arts & Culture ซึ่งเป็นเวทีเผยแพร่มรดกทางศิลปวัฒนธรรมระดับโลกที่รวบรวมข้อมูลจากสถาบันทางวัฒนธรรมมากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก เพื่อให้ประชาชนทั้งในและต่างประเทศสามารถ เข้าถึงองค์ความรู้สำคัญของสังคมไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น การนำเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ขึ้นสู่ระบบ Google เป็นการยกระดับการเข้าถึงความรู้สาธารณะด้วยมาตรฐานสากล เพื่อบอกเล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ผ่านพระราชกรณียกิจ และเหตุการณ์สำคัญในรัชสมัยรัชกาลที่ 7 และให้บทบาทของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ถูกถ่ายทอดอย่างถูกต้อง เข้าใจง่ายเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก ทั้งภาษาไทย และอังกฤษ

นายอิสระ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ได้จัดทำเนื้อหาเผยแพร่บนแพลตฟอร์มแล้ว 8 เรื่อง และเตรียมขยายการนำเสนอเพิ่มเติมในประเด็นที่ลึกขึ้น โดยเฉพาะเนื้อหาเกี่ยวกับสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ซึ่งองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องให้เป็น “บุคคลสำคัญของโลก” ในวาระที่เกี่ยวข้อง (พ.ศ. 2568) ภายใต้หัวข้อ “Legacy of the Queen” เพื่อเป็นการเผยแพร่พระเกียรติคุณและคุณูปการให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง สถาบันพระปกเกล้ายืนยันเจตนารมณ์ในการธำรงและถ่ายทอดมรดกทางความรู้ด้านประวัติศาสตร์ และการเมืองไทยอย่างเป็นระบบ มุ่งให้พิพิธภัณฑ์เป็นพื้นที่เรียนรู้ของสังคม และเป็นแหล่งอ้างอิงที่น่าเชื่อถือสำหรับผู้สนใจทั้งในประเทศและนานาชาติ

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น

วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.03 น.

รัฐบาลมอบทุนอุดมศึกษาชายแดนใต้ หวังสร้างกำลังคนคืนถิ่น จำนวน 246 ทุน ทุนละ 4 หมื่นบาท เชิญชวนเยาวชนชายใต้แดนที่มีคุณสมบัติ รีบสมัครตั้งแต่วันนี้ – 20 ก.พ. 69

6 กุมภาพันธ์ 2569 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำและขยายโอกาสทางการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมอบหมายให้ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน เปิดรับสมัครนิสิต นักศึกษา เพื่อขอรับทุนการศึกษาในโครงการ “ทุนอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ระยะที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2568” เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่มีศักยภาพแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้มีโอกาสได้รับการศึกษาในระดับอุดมศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อนำความรู้กลับไปเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาท้องถิ่นและประเทศชาติ เปิดรับสมัครนักเรียนกลุ่มที่ 2 ซึ่งเจาะจงไปยังกลุ่มนักเรียนที่สามารถสอบเข้าศึกษา หรือได้รับการตอบรับให้เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาเรียบร้อยแล้ว (ผ่านระบบ TCAS หรือระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย)

สำหรับปีการศึกษา 2568 นี้ กระทรวง อว. ได้จัดสรรโควตาทุนการศึกษาสำหรับกลุ่มที่ 2 ไว้จำนวนทั้งสิ้น 246 ทุน โดยผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทุนสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง เป็นค่าครองชีพ จำนวน 40,000 บาท ต่อปีการศึกษา จนสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตร (ภายใต้เงื่อนไขที่โครงการกำหนด) โดยคุณสมบัติของผู้สมัครจะต้องเป็นเยาวชนที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย และเป็นผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ในสถาบันอุดมศึกษาสังกัดกระทรวง อว. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

“รัฐบาล ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ รีบดำเนินการสมัครเพื่อรับโอกาสดีๆ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างสันติสุขในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านทางสถาบันอุดมศึกษาที่ผู้สมัครศึกษาอยู่ สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ขั้นตอนการสมัคร และเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ กองส่งเสริมและพัฒนากำลังคน กระทรวง อว. หมายเลขโทรศัพท์ 02 039 5573 ในวันและเวลาราชการ“ นางสาวอัยรินทร์ ระบุ

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

หอวังปทุมฯโชว์ล้ำ! เปิดบ้าน ‘Smart AI 2026’ ขนทัพ AI ฝีมือ นร.อวดโฉม

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.47 น.

หอวังปทุมธานีโชว์ล้ำ! เปิดบ้านวิชาการ ‘Smart AI 2026’ ขนทัพนวัตกรรม AI ฝีมือเด็กนักเรียนยกระดับการเรียนรู้สู่อนาคต

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ หอประชุมบัวพระเกี้ยว โรงเรียนหอวังปทุมธานี ต.สวนพริกไทย อ.เมืองปทุมธานี จ.ปทุมธานี ดร.หฤทัย บุญประดับ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) ปทุมธานี เป็นประธานเปิดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการ  HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026 ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’  โดยมีนายสุนทร พริกจำรูญ  ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี กล่าวต้อนรับ และ รายงานวัตถุประสงค์  ทั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายสุรชัย ภิญโญชีพ ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ทรงคุณวุฒิและภาคีเครือข่ายโรงเรียนเข้าร่วมกิจกรรม

ดร.หฤทัย บุญประดับ ผอ.สพม. ปทุมธานี กล่าวว่า จากการที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026  ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’   ทำให้รู้ว่านักเรียนให้ความสนใจพิเศษในเรื่องของการใช้นวัตกรรม AI นักเรียนมีความลึกซึ้งในเรื่องของการใช้ AI เป็นอย่างดี เพื่อต่อยอดในการศึกษาต่อได้อีก จะเห็นได้ว่าได้นักเรียนเห็นความสำคัญและเห็นคุณค่า แล้วก็มีทั้งเรื่องของที่เป็นทางบวกและทางลบ นักเรียนได้รู้เป็นอย่างดีในเรื่องของการใช้ประโยชน์จาก AI การจัดกิจกรรมนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อนักเรียน เพราะว่าแต่ละคนที่ได้นำเสนอผลงานถือว่ามีความเข้าใจที่นำไปปรับใช้ ส่งต่อและต่อยอด ถือว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่โรงเรียนได้มีการส่งเสริมสนับสนุนเป็นอย่างดีทำให้เด็กนักเรียนรู้ทันสื่อ รู้ทันเทคโนโลยี รู้ทันเรื่องของนวัตกรรม

นายสุนทร พริกจำรูญ ผู้อำนวยการโรงเรียนหอวัง ปทุมธานี  กล่าวว่า วัตถุประสงค์การจัดกิจกรรม เปิดบ้านวิชาการ  HWP Open House 2026 Smart AI & Learning Expo  2026 ‘นวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ สู่มิติใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์’ เพื่อจุดประกายแรงบันดาลใจ และส่งเสริมศักยภาพทางวิชาการให้ก้าวไกลทันโลกอนาคต โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการบูรณาการจากกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ที่นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ของนักเรียน ผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการเรียนรู้ได้อย่างลงตัว พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้มีการแนะแนวการศึกษาต่อจากสถาบันชั้นนำภายนอก

โดยโรงเรียนจัดการเรียนการวิชานวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ร่วมกับบริษัท เอ็มมา อลิส (Godlike Innovator) โดยในครั้งนี้ประธานกรรมการผู้จัดการ นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ได้สนับสนุนการแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์ของนักเรียนในงานนี้ เช่น แพอัจฉริยะEcoRaft ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ เครื่อง Scheduled Transportational Medication หุ่นยนต์ที่มีหน้าที่ส่งยาในห้องพักผู้ป่วยรวม เป็นต้น ซึ่งสร้างความประทับใจและความแปลกใหม่ให้กับผู้เข้าร่วมชมงานเป็นจำนวนมาก

///////////////-026

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

​‘กันก่อนท่วม’ แก้วิกฤตน้ำไทย เสนอแผน 5 มิติ ป้องกันเชิงรุกเพื่ออนาคตเมือง

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม : น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า

“จุฬาฯมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่าย ทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” นายกสภาจุฬาฯ ระบุ

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า การจัดตั้ง ศูนย์ฯ จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง

รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ “ฝนแช่ เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ 

ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ

ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่ มิติที่ 1 พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement) เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ , มิติที่ 2 การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management) ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว

มิติที่ 3 นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation) เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย , มิติที่ 4 การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy) เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน และ มิติที่ 5 ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research) ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน

นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง

“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”

ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ  ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ , วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด และเชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน

โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ

นอกจากนี้ เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน

​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English – Let’s Mandarin’

​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English - Let’s Mandarin’

​Wave Education Group จับมือ iQIYI ยกระดับการเรียนภาษา สร้างโอกาสให้คนยุคใหม่ผ่าน ‘Wall Street English – Let’s Mandarin’

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เวฟ เอ็ดดูเคชั่น กรุ๊ป จำกัด (Wave Education Group) เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาด ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Future-Ready Education Hub” ประกาศความร่วมมือกับ iQIYI (อ้ายฉีอี้) เพื่อยกระดับการเรียนภาษาให้ก้าวข้ามกรอบเดิม และกลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่อย่างแท้จริง ผ่านการผสานการเรียนรู้เข้ากับความบันเทิงอย่างกลมกลืนและมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพระดับโลกบนแพลตฟอร์ม iQIYI ได้อย่างเต็มรูปแบบ

การผสานพลังของ Wall Street English ประเทศไทย และ Let’s Mandarin ช่วยสร้าง Language Learning Ecosystem ที่ตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ซึ่งมองการพัฒนาทักษะภาษาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ ไม่ใช่เพียงการเรียนในห้องเรียน แต่คือการลงทุนระยะยาวเพื่ออนาคตของตนเอง และการก้าวสู่บทบาท Future-Ready Language Learning Hub ของ Wave Education จึงเปรียบเสมือน “ประตูสำคัญ” ที่เปิดโอกาสใหม่ในชีวิต ทั้งการเสริมความมั่นใจ เปิดมุมมอง และเชื่อมผู้เรียนเข้ากับโลกกว้างในหลายมิติ ตั้งแต่การศึกษา การทำงาน ไปจนถึงการเติบโตในระดับสากล ไม่ใช่เพียงทำให้การเรียนสนุกขึ้น แต่คือการออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียน อยากเรียน ใช้ได้จริง และสามารถต่อยอดได้ โดยไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบการเรียนรู้แบบเดิม พร้อมสนับสนุนให้ทุกการเรียนรู้เป็นก้าวแรกสู่โอกาสและอนาคตที่มั่นคงอย่างยั่งยืน

กิจชาญพิชญ์ สุกังวานวิทย์, Group CEO of Wave Education Group กล่าวว่า การร่วมมือกับ iQIYI ผสานคอนเทนต์บันเทิงคุณภาพเข้ากับหลักสูตรของ Wall Street English และ Let’s Mandarin ช่วยสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและเป็นสากล พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเริ่มใช้ภาษาได้จริงตั้งแต่วันนี้ ตอบโจทย์ทั้งวัยรุ่นและคนทำงาน และตอกย้ำบทบาทของ Wave Education Group ในฐานะ Future Education Hub ที่เชื่อมการเรียนรู้เข้ากับการลงมือทำอย่างแท้จริง

ผ่านศึก ธงรบ กรรมการผู้จัดการร่วม iQIYI ประเทศไทย กล่าวว่า iQIYI นำจุดแข็งด้านคอนเทนต์จีนคุณภาพสูงมาเชื่อมโยงกับการใช้งานจริง เพื่อให้การเรียนภาษาไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เราเชื่อมั่นว่าทักษะภาษาเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาศิลปินไทยก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงมุ่งพัฒนาศักยภาพของ iQIYI Artist เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความตั้งใจในการสร้างแรงบันดาลใจให้คนรุ่นใหม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาตนเองผ่านการเรียนรู้ภาษาอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ iQIYI ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางบทใหม่ ที่ Wall Street English ประเทศไทย และ Let’s Mandarin พร้อมก้าวขึ้นมาเป็นตัวแทนของสถาบันสอนภาษายุคใหม่ที่จะเชื่อมภาษาเข้ากับคอนเทนต์ ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ เพื่อทำให้ภาษาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง สร้างการเติบโตด้านศักยภาพของผู้เรียนและศิลปินในระยะยาว และมีแผนต่อยอดความร่วมมือผ่านกิจกรรมแคมเปญตลอดปี 2569

เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตามกลยุทธ์ ‘Your Tomorrow Start Today’ ทาง Wave Education มอบสิทธิประโยชน์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมทดสอบวัดระดับภาษากับ Wall Street English และ Let’s Mandarin รับทันที iQIYI VIP Standard ฟรี 7 วัน เพื่อสัมผัสประสบการณ์ความบันเทิงระดับเอเชียจาก iQIYI และผู้ใช้งาน iQIYI ยังสามารถรับสิทธิทดลองเรียนฟรี 7 วัน กับ Wall Street English และ Let’s Mandarin เพื่อเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ภาษาที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน ตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม – 31 ธันวาคม 2569 (หรือจนกว่าสิทธิ์จะหมด)

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

ประเทศไทยรับบทบาทสำคัญในเวทีอวกาศโลก ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธาน STSC ของสหประชาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆนี้ ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นสู่บทบาทสำคัญในเวทีอวกาศระดับโลก โดยได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะอนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (Scientific and Technical Subcommittee: STSC) ประจำปี 2026 ภายใต้ คณะกรรมการว่าด้วยการใช้อวกาศส่วนนอกในทางสันติแห่งสหประชาชาติ (United Nations Committee on the Peaceful Uses of Outer Space: UN COPUOS) ซึ่งถือเป็นเวทีสูงสุดของสหประชาชาติในการกำหนดทิศทางและธรรมาภิบาลด้านกิจการอวกาศ

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) เปิดเผยว่า ตนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธาน STSC โดยมีบทบาทสำคัญในการอำนวยการประชุมให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ ท่ามกลางบริบทความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นในเวทีพหุภาคีระดับโลก ซึ่งการได้รับมอบหมายภารกิจดังกล่าวนับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของประเทศไทย เนื่องจาก UN COPUOS เป็นกลไกหลักของสหประชาชาติในการกำกับดูแลกิจการอวกาศในระดับสากล โดยประกอบด้วย 2 อนุกรรมการสำคัญ ได้แก่ อนุกรรมการด้านกฎหมาย (Legal Subcommittee: LSC) และ อนุกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และเทคนิค (STSC) ซึ่ง STSC เปรียบเสมือนกลไกทางวิชาการและเทคนิคที่มีบทบาทในการกลั่นกรองประเด็นสำคัญ อาทิ ขยะอวกาศ (Space Debris) สภาพอวกาศ (Space Weather) ความยั่งยืนในระยะยาวของกิจกรรมอวกาศ (Long-term Sustainability) และการจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) เพื่อนำไปสู่แนวปฏิบัติหรือกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศในอนาคต

ด้วยความหลากหลายของประเทศสมาชิกทั้งในด้านศักยภาพ องค์ความรู้ และผลประโยชน์ การสร้างความเห็นพ้องร่วมกันในประเด็นทางเทคนิคจึงเป็นความท้าทายสำคัญ บทบาทของประธาน STSC จึงไม่เพียงต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเชิงวิชาการ หากแต่ต้องมีทักษะด้านการทูต การเจรจา และการประนีประนอม เพื่อขับเคลื่อนการทำงานของคณะอนุกรรมการให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์และสมดุล

“การที่ประเทศไทยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวสะท้อนถึง ความเชื่อมั่นของประชาคมโลก ที่มีต่อประเทศไทย โดยจากประเทศสมาชิก UN COPUOS จำนวน 110 ประเทศ มีเพียง 14 ประเทศเท่านั้นที่เคยดำรงตำแหน่งประธาน STSC และประเทศไทยนับเป็นประเทศที่ 15 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับบทบาทและสถานะของไทยในเวทีอวกาศสากล นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่ศักยภาพและความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอวกาศของประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์ นำไปสู่การเชื่อมโยงความร่วมมือและการต่อยอดด้านเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต นอกจากนี้ การที่ผู้แทนจากประเทศไทย ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญเช่นนี้ในเวทีระดับนานาชาติ เป็นการขยายบทบาท สถานะ ไม่เพียงแต่เฉพาะของไทยเอง แต่ยังรวมถึงการเป็นแบบอย่างที่ดีและเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แสดงบทบาท สถานะ เพิ่มมากขึ้นในเวทีโลกอีกด้วย” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวและว่า

นอกจากประโยชน์ในเชิงนโยบายและความร่วมมือระหว่างประเทศแล้ว บทบาทดังกล่าวยังส่งผลเชิงบวกต่อการสร้างแรงบันดาลใจด้านการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเยาวชนไทยจะได้เห็นตัวอย่างของคนไทยที่สามารถมีบทบาทในเวทีระดับโลก เสริมสร้างความสนใจในสาขา STEM และวิทยาศาสตร์อวกาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนากำลังคนคุณภาพ เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยองค์ความรู้และนวัตกรรมในระยะยาว

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

สั่งเด้ง ผอ.รร.สันกำแพง ปม ครูสาว เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 21.43 น.

สั่งเด้ง  ผอ.รร.สันกำแพง ปม ‘ครูสาว’ เสียชีวิต เปิดทางสืบสวนฯ นฤมล กำชับ ให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย 

วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 จากกรณี สารวัตรหนุ่มรายหนึ่ง โพสต์ขอความเป็นธรรมให้กับครูสาวคนรัก ที่เธอเลือกจบชีวิตตนเอง หลังจากถูก ผอ.เรียกพบ โดยมีเบาะแสเบื้องต้นว่า “ครูสาว” รายนี้ได้รับหน้าที่ดูแลด้านการเงินของโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้คนรักของครูสาวยืนยันว่า เธอไม่ได้มีโรคทางจิตเวชหรือซึมเศร้าแต่อย่างใด ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงนั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ นายพิเชฐร์ วันทอง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เชียงใหม่ ได้มีคำสั่งให้ ผู้อำนวยการโรงเรียนสันกำแพง ไปช่วยราชการที่ สพม.เชียงใหม่ ในระหว่างที่มีการสืบสวนข้อเท็จจริง ทั้งนี้เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่มีข้อครหา คาดว่าจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นภายใน 7 วัน เนื่องจากกรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่ง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการศธ. และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการกพฐ. กำชับให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงให้กระจ่างโดยเร็ว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3 รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 18.57 น.

ศูนย์คุณธรรม เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายผู้นำคุณธรรม เปิดโครงการ MLC3  รวมพลังผู้นำขับเคลื่อนสังคมไทยสู่ความยั่งยืน

ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน)  โดยสถาบันวิทยาการคุณธรรม (Moral Academy) จัดโครงการ “พัฒนาเครือข่ายคุณธรรมผู้นำการเปลี่ยนแปลงยุคใหม่ สู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน รุ่นที่ 3 (Moral Leaders Community Development towards SDGs : MLC3)” ภายใต้แนวคิด “ผู้นำคุณธรรม พลังขับเคลื่อนสังคมสู่ความยั่งยืน (Sustainability with Moral Leadership)” โดยได้รับเกียรติจาก พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้อง Crystal Ballroom โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ สีลม กรุงเทพฯ

ในโอกาสนี้ พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี กล่าวเปิดงานและปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า  ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างใหญ่หลวงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมรวมทั้ง ภัยสงคราม แต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นเกราะป้องกันภัยได้คือ คนในชาติต้องมีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัยอดทน ช่วยเหลือกัน มีความพอเพียงและกตัญญู ในฐานะที่พวกท่านเป็นผู้นำและได้รับโอกาสเข้าร่วม โครงการนี้ อยากจะขอให้ทุกท่านได้นำแบบอย่างที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้ให้ในเรื่อง หลักเศรษฐกิจพอเพียงและคุณธรรมสำหรับผู้นำ เราต้องส่งเสริมให้คนดีมารวมตัวกันและทำเพื่อชาติบ้านเมือง ขอให้ใช้ประสบการณ์ ความรู้ ศักยภาพที่ท่านมี ช่วยกันออกแบบและสร้างสรรค์ “สังคมคุณธรรม” ในรูปแบบที่เหมาะสมกับโลกปัจจุบัน  ผู้นำที่มีคุณธรรมจะเป็นพลังสำคัญในการนำพาประเทศไทยฝ่าฟันความท้าทาย ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปได้ 

ด้าน รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม เน้นย้ำว่า ศูนย์คุณธรรมมุ่งทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการสร้าง “ระบบนิเวศคุณธรรม” ของสังคมไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยโครงการ MLC3 ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนา ผู้นำการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนคุณธรรมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม วัดได้ สัมผัสได้ และขยายผลสู่ระดับองค์กร สังคม และนโยบายประเทศในอนาคต โดย“ศูนย์คุณธรรมเชื่อมั่นว่า ผู้นำคือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของการขับเคลื่อนคุณธรรม โครงการนี้จึงออกแบบให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ร่วมกัน เพื่อสร้างชุมชน ผู้นำคุณธรรมที่วัดผลได้ สัมผัสได้ และต่อยอดสู่ระดับนโยบายในอนาคต”

ทั้งนี้ โครงการ MLC3 จัดขึ้นต่อเนื่องตลอด 9 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึง 8 เมษายน 2569 โดยดำเนินกิจกรรมในรูปแบบ เวทีการเรียนรู้เชิงปฏิบัติการ (Forum & Action Learning) ประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ กระบวนการ Moral Innovation Lab การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากกรณีศึกษา การศึกษาดูงานองค์กรและพื้นที่ต้นแบบด้านความยั่งยืน ได้แก่ บริษัท แม่น้ำสแตนเลสไวร์ จำกัด (มหาชน) สถาบันพระมหาชนก (หอเฉลิมพระเกียรติ) จ.ระยอง ตลอดจนการพัฒนาโครงการกลุ่มและการนำเสนอผลงานในรูปแบบ Moral Storytelling Presentation โดยมีกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการเป็น ผู้บริหารระดับสูง ผู้นำการเปลี่ยนแปลง และผู้นำทางความคิด จาก 5 เครือข่ายทางสังคม ได้แก่ ภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ภาคธุรกิจเอกชน ภาคชุมชนและประชาสังคม ภาคสื่อมวลชน และภาคสถาบันการศึกษา จำนวน 31 คน เพื่อร่วมกันสร้าง ชุมชนผู้นำคุณธรรม (Moral Leaders Community) ในลักษณะความร่วมมือข้ามภาคส่วน เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวปฏิบัติด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุม 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติสังคม มิติเศรษฐกิจ และมิติสิ่งแวดล้อม ผ่านกระบวนการ Forum ที่เปิดพื้นที่การเรียนรู้เชิงลึกและการมีส่วนร่วมอย่างสร้างสรรค์

ศูนย์คุณธรรมคาดหวังว่า โครงการ MLC3 จะเป็นเวทีสำคัญในการรวมพลังของผู้นำหลากหลาย ภาคส่วน  ให้สามารถนำความรู้ แรงบันดาลใจจากกระบวนการต่างๆ ในโครงการฯ ไปต่อยอดขยายผลการทำงานร่วมกันทั้งในระดับองค์กร ชุมชน สังคม เพื่อขับเคลื่อน “สังคมคุณธรรม” ที่สอดคล้องกับบริบทโลกยุคใหม่ และนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างมั่นคง ยั่งยืน และสมดุลในระยะยาว