ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

 “ธนากร”ยอมรับ สกร.ขาดแคลนบุคลากร เล็งขออัตรากำลังเพิ่ม เผยเก้าอี้ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ยังว่างกว่า 400 ที่นั่ง คนในโตไม่ทัน เปิดรับโอน ผอ.โรงเรียนจาก สพฐ.120 คน ยังมีเก้าอี้เหลือ เตรียมเปิดคัดเลือกอีกครั้ง เร็วๆนี้   

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า หลัง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 กำหนดให้เปลี่ยนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สกร.ได้ดำเนินการจัดทำโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในแล้วเสร็จไปกว่า 90% แต่ยังมีส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ คือ เรื่องการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ (ผอ.สกร.อำเภอ ) ซึ่งยังว่างอยู่จำนวนกว่า 400 อัตรา จากทั้งหมด 928 อัตรา เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เห็นว่า สกร.เป็นหน่วยงานราชการใหม่ จึงยังไม่อนุมัติให้เพิ่มอัตราบุคลากร โดยให้บริหารบุคลากรเท่าที่มีให้ครอบคลุม ซึ่งต้องยอมรับว่าการขาดแคลนบุคลากร ส่งผลให้มีปัญหาในการปฏิบัติการตามภารกิจใหม่ค่อนข้างมาก ดังนั้นเร็วๆนี้ สกร.จะวางแนวทางเพื่อเสนอขออนุมัติอัตราบุคลากรเพิ่มเติม เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ นั้น ที่ผ่านมา สกร.แก้ไขปัญหาโดยการ ตั้งครู หรือ บุคลากรในส่วนต่างๆเข้าไปรักษาการปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนงานตามนโยบายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะรักษาราชการการแทนมีอำนาจไม่เต็มที่ ไม่กล้าตัดสินใจ บางคนไม่กล้าเซ็นชื่อเบิกจ่าย จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ ดังนั้น เมื่อเร็วๆนี้ สกร.จึงได้มีประกาศรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ระหว่างส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สมัครเข้ารับการคัดเลือก จำนวน 126 ราย จากจำนวนเปิดรับ 120 อัตรา ซึ่ง สกร.จะเร่งดำเนินการคัดเลือกและบรรจุแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568

“ก่อนหน้านี้ สกร.เปิดสอบตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยคัดเลือกจากครูและบุคลากรของ สกร.ไปแล้ว 1 รอบ มีผู้สอบผ่านการคัดเลือก จำนวน 103 คน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับบุคลากรของ สกร.ที่มีคุณสมบัติสมัครเข้าคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ก็มีไม่เพียงพอ โตไม่ทัน ดังนั้น จึงต้องเปิดรับโอนข้าราชการจากสังกัดอื่น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2568 ทั้งนี้ สกร.ได้กำหนดคุณสมบัติในการรับโอน ว่าต้องมีประสบการณ์ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียน จำนวนไม่เกิน 200 คน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถานศึกษาต้นสังกัด ซึ่งปรากฎว่ามีผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกมากกว่าจำนวนรับ ส่วนตำแหน่งว่างที่เหลือ นั้น คาดว่าจะเปิดรับสมัครคัดเลือกอีกครั้งเร็วๆ นี้  ” นายธนากร กล่าว

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

เปิดรายชื่อ 4 ผู้สมัคร ผอ.ไทยพีบีเอส ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา “วันชัย” นำโด่ง ตามด้วย “ปัทมาวดี-รัฐศาสตร์-อรรถพร” เรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย ผ่านเข้าสู่ด่านสุดท้ายรอบสัมภาษณ์สุดเข้มกับคณะกรรมการนโยบายฯ วันที่ 29 พ.ค.นี้

คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาผอ. ส.ส.ท. โดยมีผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ 6 คน มีผู้ทำหนังสือถอนตัวจากกระบวนการสรรหา 1 คน คือ นายนพพร วงศ์อนันต์ ทำให้มีรายชื่อ ผู้แสดงวิสัยทัศน์ 5 คน เรียงตามการจับฉลาก ได้แก่ 1. นายรัฐศาสตร์ กรสูต 2. นายอรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ 3. นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ 4. รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล 5. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งแต่ละคนใช้เวลาในการแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 

ผลปรากฏว่า มีผู้สมัคร ที่ได้รับคะแนนเสียงรับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ผ่านการพิจารณาจำนวนทั้งสิ้น 4 คน เพื่อเสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ดังนี้ 
1.นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 9 คะแนน 
2. รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 6 คะแนน 
3.นายรัฐศาสตร์ กรสูต ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 5 คะแนน 
4. นายอรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 5 คะแนน

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหา ฯ ว่า การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครครั้งนี้ ต่างจากครั้งที่ผ่าน ๆ มา เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาไทยพีบีเอส โดยกติกาของการแสดงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น การเก็บตัวผู้แสดงวิสัยทัศน์ทั้ง 5 คนตลอดวัน ในพื้นที่ที่จัดไว้รองรับ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอเก็บเครื่องมือสื่อสารและไม่อนุญาตให้ใช้ได้จนกว่าจะแสดงวิสัยทัศน์เสร็จ สำหรับคำถามในการสัมภาษณ์จะมีคำถามที่รวบรวมจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เช่น ภาคประชาชน นักวิชาการ และ องค์กรสื่อฯ ที่จัดให้มีขึ้นก่อนหน้านี้ และอีก 6 คำถาม จะถามโดยกรรมการสรรหา 6 คน ซึ่งผู้แสดงวิสัยทัศน์ 1 คนจะแสดงวิสัยทัศน์ 20 นาที แล้วตอบคำถามรวม 8 คำถาม มีเวลาคำถามละ 5 นาที ผู้ที่ผ่านเข้ารอบถัดไป จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 70 คะแนน จากกรรมการสรรหาอย่างน้อย 5 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมเพื่อเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. โดยใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามเอกสารแนบท้ายประกาศคณะกรรมการสรรหาฯ ฉบับที่ 4/2568 ซึ่งได้แก่ ประวัติ ผลงาน ความรู้ ความสามารถซึ่งเหมาะสมในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหาร วิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ และการนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ  ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงรับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ทั้งหมด จึงจะถือว่าเป็นผู้ผ่านการพิจารณา

กระบวนการหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการนโยบาย (กนย.) ส.ส.ท. ซึ่งจะเป็นผู้สัมภาษณ์ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 4 ท่าน ในวันที่ 29 พ.ค. 2568 และเมื่อได้รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก คณะกรรมการนโยบายจะประกาศรายชื่อผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยคนใหม่ และจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 24 ก.ค.นี้
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมฐานข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติให้ความแม่นยำ ทันสถานการณ์ สร้างความพร้อมรับมือวิกฤตอย่างยั่งยืนผ่านสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการรายงานข่าวภัยพิบัติธรรมชาติด้วยฐานข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ กับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดย นางรอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ณ ไทยพีบีเอส

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรายงานข่าวสารเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและภัยพิบัติธรรมชาติ โดยอาศัยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ ทั้งในด้านการรายงาน การแจ้งเตือนการคาดการณ์ ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้ม เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รศ. ดร.วิลาสินี กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ยกระดับข่าวภัยพิบัติให้เป็นข่าวยุทธศาสตร์ขององค์กร เน้นการนำเสนอข่าวที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำ มีข้อมูลวิชาการรองรับ ไม่ใช่เพียงการรายงานสถานการณ์ แต่ต้องการสื่อสารให้ประชาชนสามารถเตรียมตัว ป้องกัน และฟื้นฟูได้อย่างถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ความร่วมมือกับ สสน. ครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศจาก สสน. ที่เป็นคลังข้อมูลน้ำระดับชาติ การแจ้งเตือนและวิเคราะห์สถานการณ์ให้ทันเวลาและน่าเชื่อถือ รวมถึงการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะยิ่งช่วยให้เนื้อหาที่สื่อสารออกไปมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง พร้อมผลักดันให้สื่อสาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจและรับมือภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน 

“ไทยพีบีเอสเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดที่มากกว่าแค่การรายงานข่าว แต่รวมถึงการร่วมกันเสริมพลังพลเมือง สร้างเครือข่าย “นักสื่อสารภัยพิบัติภาคพลเมือง” ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับมือกับภัยพิบัติและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน” รศ. ดร.วิลาสินี กล่าว

นางรอยบุญ กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ ว่า ขอขอบคุณไทยพีบีเอส สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสานต่อความร่วมมือที่ได้ริเริ่มไว้ และกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ชัดเจนร่วมกัน สสน. ในฐานะคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ที่รวบรวมและบูรณาการข้อมูลจาก 53 หน่วยงาน 12 กระทรวง ที่สำคัญมีแบบจำลองภาพสถานการณ์น้ำที่ครอบคลุมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

“ไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพและเข้าถึงประชาชน จะเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของทั้งสองหน่วยงาน และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชน” นางรอยบุญ กล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ ของไทยพีบีเอส  และ สสน. เพื่อนำเสนอข่าวสาร ความรู้ สารประโยชน์  สู่การเป็นฐานข้อมูลที่เป็นพลังให้แก่ประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกของการก่อสร้างยุคใหม่ “ช่างฝีมือแรงงาน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ลงมือสร้างบ้านหรือซ่อมแซมอาคาร แต่คือผู้สร้างรากฐานของประเทศ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA คือ ผู้นำเบอร์หนึ่งในวงการสีและวัสดุปกป้องพื้นผิวครบวงจร เดินหน้าสนับสนุนเส้นทางอาชีพของนักเรียนสายช่าง ให้ไปถึงเป้าหมายสู่การเป็น “เถ้าแก่เจ้าของธุรกิจ SME รุ่นใหม่” หรือ “ผู้รับเหมามืออาชีพ” ที่ประสบความสำเร็จ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมูลนิธิพระดาบส จัดทำหลักสูตรวิชาชีพช่างมืออาชีพให้แก่นักเรียนสายช่าง    ทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพในสาขาต่างๆ ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมางานสี ฝ้าเพดาน  ช่างกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ ฯลฯ อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ: วิสัยทัศน์แห่งโอกาสเพื่ออนาคตช่างไทย

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA เผยว่า กว่า 60 ปี ในวงการวัสดุก่อสร้าง ผมมองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสของนักเรียนสายช่าง นั่นคือ ทักษะด้านฝีมือแรงงานและประสบการณ์วิชาชีพที่ได้เปรียบกว่าใคร ซึ่งนักเรียนสายช่างมักมองข้ามและเข้าใจผิดว่าการจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

แต่ในความเป็นจริง นักเรียนสายช่างอาชีวะมีโอกาสก้าวสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่า สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้รวดเร็ว เพราะเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพที่ตลาดต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจรีโนเวทบ้านและอาคารเก่ากำลังเติบโต ทว่ายังขาดแคลนช่างผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก นี่คือโอกาสมูลค่ามหาศาลที่รออยู่ หากเยาวชนสายช่างตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง

ความได้เปรียบของนักเรียนสายช่างไม่ได้อยู่แค่ความรู้ภาคทฤษฎี แต่อยู่ที่การได้ลงมือปฏิบัติจริง สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เส้นทางความก้าวหน้าของช่างฝีมือไทยสามารถพัฒนาจากการรับงานเล็กๆ สู่การเป็นผู้รับเหมา และต่อยอดเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ได้ในอนาคต

โอกาสไกลถึงต่างประเทศ – สร้างรายได้สูง กลับมาพัฒนาประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองของแรงงานไทยในตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศในเอเชียตะวันออกที่ต้องการช่างฝีมือไทยมาก เพราะมีชื่อเสียงด้านความขยัน ความซื่อสัตย์ และฝีมือที่โดดเด่น ดังนั้น เมื่อช่างฝีมือไทยได้ผ่านการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และสร้างรายได้ในต่างประเทศ พวกเขาสามารถนำความรู้และเงินทุนกลับมาสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานรุ่นใหม่

ชี้แนวทางสู่ความสำเร็จ: เริ่มจากเล็ก ฝึกให้ลึก ค่อยก้าวสู่ใหญ่

เจ้าส้วประจักษ์ แนะแนวทางสู่ความสำเร็จว่า ควรเริ่มต้นจากการฝึกทำงานในบริษัทมืออาชีพ 5-10 ปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์จริง จากนั้นค่อยเริ่มต้นรับงานเล็กๆ เฉพาะทางที่ตนเองถนัด อาทิ ช่างสี – งานฝ้า ช่างไฟฟ้า – แอร์ – ประปา ช่างปูกระเบื้อง ทำระบบกันซึม – สุขภัณฑ์ เพื่อสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้า ก่อนเติบโตเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ หรือก้าวขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจSMEได้ในที่สุด

“เราต้องการเห็นนักเรียนสายช่างรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของธุรกิจ มีทักษะความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง และรักในอาชีพ ขยัน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และไม่ยอมแพ้ ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้” เจ้าสัวประจักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มะลิลา” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.  มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย  มีลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็ก สูงประมาณ 1 – 3 เมตร  จะออกดอกตลอดปี (ออกดอกน้อยช่วงฤดูหนาว)  ดอกจะหอมมากในช่วงเช้าและเย็น)  ขยายพันธุ์โดยการปักชำ (กิ่งยอด) การตอน (กิ่งขนาดใหญ่) การทับกิ่ง (บริเวณที่มีข้อปล้อง)

ด้วยจุดเด่นของมะลิลาที่ออกดอกบ่อย (ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นจะออกดอกน้อย) ดอกมีกลิ่นหอมแรง และทยอยออกดอกสม่ำเสมอ อีกทั้งต้นพันธุ์มีราคาถูก ปลูกและดูแลรักษาง่ายกว่าพันธุ์ไม้หอมอีกหลายชนิด จึงเหมาะนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย และเป็นการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่การนำไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ดำเนินโครงการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัดเพื่อการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบจากน้ำมันหอมระเหยของพืชสมุนไพรไทย ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา” สำหรับนวดร่างกายหรือแต้มบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการ เพื่อช่วยในการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบ

ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลาสดที่สกัดโดยใช้เทคนิค Green Technology (Phytonic Extraction) ทำให้ได้น้ำมันดอกมะลิลาที่มีความบริสุทธิ์และคุณภาพสูง

น้ำมันดอกมะลิลาและผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและประเมินความปลอดภัยในสัตว์ทดลองพบว่า มีความปลอดภัยและสามารถช่วยในการผ่อนคลายได้ดี เมื่อได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะเข้าไปจับกับตัวรับ (receptor) บนเยื่อบุจมูก และแปรสัญญาณเป็นสื่อระบบประสาทในสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความรู้สึก การสัมผัส อารมณ์ มีผลกระตุ้นหรือระงับระบบประสาทและสมอง ดังนั้นจึงสามารถช่วยในการปรับสมดุลของอารมณ์และจิตใจทำให้ช่วยในการผ่อนคลายได้

โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ 1.ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาสด มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งหากเป็นน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์จะไม่มีผลในการบำบัดรักษา 2.ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปแบบเจล ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน พกพาติดตัวได้ง่าย และ 3.ผู้ใช้สามารถใช้เจลน้ำมันดอกมะลิลาได้แบบเฉพาะบุคคล โดยแต้มหรือทานวดตามส่วนของร่างกายเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย หากเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์รูปแบบสเปรย์หรือก้านไม้หอม จะกระจายกลิ่นหอมได้บริเวณกว้าง อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นดอกมะลิ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘วัดพระธรรมกาย’จัดบวชอุทิศชีวิต10รูป ร่วมกับนานาชาติจัดวิสาขบูชา 10 กว่าประเทศ

11 พ.ค.68 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีความสำคัญคือ เป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อรำลึกถึงพระคุณอันไม่มีประมาณขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์การสหประชาชาติ (UN) ได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลกเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2542

ภายในงานได้มีกิจกรรมตักบาตรพระ นั่งสมาธิปฏิบัติธรรม ถวายภัตตาหารเป็นสังฆทาน ภาคบ่ายเป็นพิธีอุปสมบทอุทิศชีวิตของสามเณรเปรียญธรรม จำนวน 10 รูป โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพรหมวชิรปัญญาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) ป.ธ.9, ราชบัณฑิต เจ้าอาวาสวัดราชโอรสารามราชวรวิหาร ณ อุโบสถวัดพระธรรมกาย ต่อด้วยภาคค่ำ พิธีจุดวิสาขประทีป แปรอักษรภาพ “ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน” โดยมีพระเดชพระคุณหลวงพ่อทัตตชีโว เป็นประธานสงฆ์ ต่อด้วยคณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชน ร่วมกันเวียนประทักษิณรอบพระมหาธรรมกายเจดีย์ และฉลองชัย สวดธรรมจักรครบ 7,357,000,000 จบ และเพื่อเป็นพุทธบูชาในวันสำคัญดังกล่าว

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

'ประธานองคมนตรี'เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

วันจันทร์ ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

‘ประธานองคมนตรี’เป็นผู้แทนพระองค์ในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชาครั้งที่ 20

เมื่อวันที่ 10 พ.ค.2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ เป็นประธานในพิธีเฉลิมฉลองวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ครั้งที่ 20 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร โดย รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้แทนรัฐบาล กล่าวรายงานการจัดกิจกรรมเฉลิมฉลองกิจกรรมวันวิสาขบูชาโลก  และมี พระพรหมบัณฑิต ประธานสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก สังฆนายก ประมุขสงฆ์และนักวิชาการด้านพระพุทธศาสนาจากนานาชาติ  รวมทั้งประชาชนทั่วไปร่วมกิจกรรม


สำหรับกิจกรรมวันวิสาขบูชาโลกประจำปีนี้จัดขึ้นที่ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนามระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2568 และที่ประชุมได้มีปฎิญญาโฮจิมินห์ 7 ข้อ คือ 1. พัฒนาที่ยั่งยืนต้องมี่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวและครอบคลุม 2. สันติสุขภายในคือรากฐานของสันติภาพโลก 3. การให้อภัยคือหัวใจของความยุติธรรมและสันติภาพถาวร 4. เศรษฐกิจพอเพียงควรยึดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากกว่ากำไร 5.การศึกษาจริยธรรมควรบรรจุในทุกระดับการศึกษา 6.ผู้นำพุทธควรสนับสนุนสันติภาพและการสนทนาข้ามศาสนา และ 7. สนับสนุนประเทศจีนเป็นเจ้าภาพงานวิสาขบูชาโลก


แต่เนื่องจากวันวิสาขบูชาโลกเป็นวันที่ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้ให้การรับรองวันวิสาขบูชาของชาวพุทธ ให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก (United Nation Day of Vesak) เมื่อปีพุทธศักราช 2542  ประเทศเวียดนามไม่มีศูนย์ประชุมองค์การสหประชาชาติ คณะกรรมการสภาสากลวันวิสาขบูชาโลก จึงมีมติทุกปีให้กลับมาเฉลิมฉลองที่ประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

ชงครม. 13 พ.ค. ไฟเขียวงบ 4.5 พันล้าน แจก 7,200 ทุน ODOS เฟสใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.13 น.

รัฐบาลเตรียมจัดเพิ่มอีกกว่า 7,200 ทุนเรียนต่อทั้งในและต่างประเทศ อังคารนี้เตรียมชงครม.ของบ 4.5 พันล้านบาท สำหรับโครงการ ODOS เฟสใหม่ ให้ทุน 3 ประเภท

11 พฤษภาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะกรรมการอำนวยการโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (Outstanding Development Opportunity Scholarship : ODOS) หรือ คกก. อำนวยการโครงการ ODOS เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินโครงการทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสและพัฒนาประเทศ (โครงการ ODOS)  โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการดำเนินโครงการฯ และคณะกรรมการอำนวยการโครงการ ODOS เห็นชอบแล้ว ซึ่งแนวทางการดำเนินโครงการฯ  เป็นการให้ทุนการศึกษาต่อในระดับ ม. ปลาย หรือระดับ ปวช.ต่อเนื่องถึงระดับ ปวส. และ/หรือระดับปริญญาตรี ในประเทศและต่างประเทศ 

สำหรับคุณสมบัตินักเรียนที่จะได้รับทุนดังกล่าว ต้องเป็นผู้มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี มีศักยภาพแต่ขาดแคลนโอกาส โดยเป้าหมายผู้ได้รับทุน จำนวน 4,800 คน (7,200 ทุน) และจะต้องศึกษาในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ อาทิด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สาขาวิชา STEM) ทั้งนี้ โครงการ ODOS จะใช้งบประมาณราว 4,500 ล้านบาท มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2568 – 2576 โดยแบ่งทุนออกเป็น 3 ประเภท จำนวน7,200 ทุน ประกอบด้วย

1) ทุนการศึกษาระดับ ม. ปลาย และปวช. ในประเทศเป็นทุนให้เปล่า 4,800 ทุน วงเงิน 990.14 ล้านบาท 

2) ทุนการศึกษาระดับ ปวส. และระดับ ป.ตรี ในต่างประเทศ จำนวน 200 ทุน วงเงิน 2,609.31 ล้านบาท (ศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา (60 ทุน) สหราชอาณาจักร (50 ทุน) และออสเตรเลีย (90)) (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1)) ทั้งนี้ เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย โดยเลือกปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เน้นให้ปฏิบัติงานในภูมิภาคเป็นลำดับแรก

3) ทุนการศึกษาระดับ ป.ตรี ในประเทศ (เป็นทุนการศึกษาต่อเนื่องจากทุนประเภทที่ 1) จำนวน 2,200 ทุน วงเงิน 1,000 ล้านบาท เมื่อสำเร็จการศึกษาจะต้องทำงานในไทย ทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนตามความประสงค์

นายจิรายุ กล่าวต่อไปว่า การของบประมาณดังกล่าว เป็นการขอรับการสนับสนุนเงินนอกงบประมาณฯ จากแหล่งทุนต่าง ๆ เช่น โครงการสลากการกุศล (ครม. ได้มีมติ 29 เม.ย. 68) เห็นชอบโครงการสลากการกุศล โดยให้มีการออกสลากการกุศลเพื่อสนับสนุนโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองจากคณะกรรมการพิจารณาโครงการสลากการกุศล ซึ่งรวมถึงโครงการ ODOS ที่เสนอในครั้งนี้ด้วย

“รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มุ่งให้โครงการ ODOS สร้างโอกาส ช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา และเป็นการส่งเสริมการพัฒนากำลังคน ให้มีทักษะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล มีความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น สามารถต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม ส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้ ซึ่งจะเป็นผลให้การพัฒนาประเทศมีความต่อเนื่องและยั่งยืน สอดคล้องกับสถานการณ์โลก และเป็นความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะทำให้ เด็ก และเยาวชนของไทย มีศักยภาพที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก” นายจิรายุ กล่าว

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

อุบัติเหตุพุ่ง!รัฐบาลกาง 7 กฎเหล็ก คุมเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.04 น.

รัฐบาลเข้ม‘รถรับ-ส่งนักเรียน’ ต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานขนส่งจังหวัด ‘คนขับ’ต้องมีใบอนุญาตมาแล้ว 3 ปี ต้องมีผู้ดูแลประจำรถ เตือนละเลยโทษหนัก

11 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสภาองค์กรของผู้บริโภค รายงานสถิติอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับรถรับ-ส่งนักเรียน ช่วงปี 2565 – 2566 เกิดเหตุรวมเฉลี่ย 30 ครั้ง ขณะที่ปี 2567 เพียงปีเดียวเกิดเหตุมากถึง 40 ครั้ง และมีเด็กเสียชีวิตมากถึง 10 คน และตั้งแต่ต้นปี 2568 พบ เดือน ม.ค. – ก.พ. เกิดเหตุแล้วมากถึง 6 ครั้ง ในจำนวนนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเดือน ก.พ. มากถึง 5 ครั้ง มีเด็กได้รับบาดเจ็บ 60 – 70 ราย

นายคารม กล่าวว่า  จากการรวบรวมข้อมูลโดยสภาองค์กรของผู้บริโภคยังพบว่า รถรับ-ส่งนักเรียนส่วนใหญ่ยังเป็น “รถที่ไม่ได้ขออนุญาตจากนายทะเบียน”  โดยจากข้อมูลของกรมการขนส่งทางบก ณ วันที่ 31 พ.ค. 2566 ระบุว่า มีรถยนต์ส่วนบุคคลและรถยนต์สาธารณะที่ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นรถรับส่งนักเรียนเพียง 3,342 คัน ขณะที่มีการประมาณการว่า มีรถรับ-ส่งนักเรียนมากกว่า 45,000 คัน ที่รับ-ส่งโดยไม่ได้ขออนุญาต หรือเท่ากับมีนักเรียนกว่า 540,000 คน (เปรียบเทียบรถรับ-ส่งนักเรียน 1 คัน บรรทุกนักเรียน 12 คน ตามกฎหมายกำหนด) ที่มีความเสี่ยงในการเดินทางด้วยรถรับ-ส่งนักเรียนที่ไม่มีมาตรการจัดการความปลอดภัย

รัฐบาลห่วงใยความปลอดภัยเด็ก นักเรียน เน้นย้ำให้ผู้ประกอบอาชีพรถรับ-ส่งนักเรียน ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎระเบียบของกรมการขนส่งทางบกที่ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของรถรับส่งนักเรียน โดยอนุญาตให้นำรถที่จดทะเบียนเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน แต่ไม่เกิน 12 คน ทั้งรถสองแถวและรถตู้มาใช้เป็นรถรับ-ส่งนักเรียนได้ ต้องมีการรับรองจากโรงเรียนหรือสถานศึกษา สำหรับมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งทางบกกำหนด ดังนี้

1. ห้ามติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกรอบคัน

2. ที่นั่งผู้โดยสารต้องยึดแน่นอย่างมั่นคงแข็งแรง และต้องไม่มีพื้นที่สำหรับนักเรียนยืน โดยรถสองแถวต้องมีประตูและที่กั้นป้องกันนักเรียนตก ส่วนรถตู้ต้องจัดวางที่นั่งเป็นแถวตอน ตามความกว้างของตัวรถเท่านั้น

3. รถที่รับส่งต้องผ่านการตรวจสอบจากสำนักงานขนส่งจังหวัดที่โรงเรียนหรือสถานศึกษาในสังกัดที่อยู่

4. มีเครื่องมือที่จำเป็นกรณีฉุกเฉิน อาทิ เครื่องดับเพลิง หรือค้อนทุบกระจก วัสดุภายในรถส่วนของผู้โดยสารต้องไม่มีส่วนแหลมคม

5. รถรับ-ส่งนักเรียนทุกคันต้องติดแผ่นป้ายพื้นสีส้ม มีข้อความตัวอักษรสีดำว่า “รถโรงเรียน” ติดอยู่ด้านหน้าและด้านท้าย พร้อมไฟสัญญาณ

6. ผู้ขับต้องมีใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะต้องได้รับแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีผู้ดูแลนักเรียนประจำอยู่ในรถ

7. เช็คชื่อนักเรียนทั้งขึ้นและลงพร้อมมีคนคอยดูแลนอกจากคนขับรถตลอดเส้นทาง

“ใกล้เปิดเทอม ปี 2568 นักเรียนจำนวนมากจำเป็นต้องใช้บริการรถรับ-ส่งไปโรงเรียน/สถานศึกษา ผู้ประกอบการรถบริการรับ-ส่งนักเรียน ต้องตรวจสอบสภาพรถและการบริการให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย มีการรับรองการใช้รถจากโรงเรียน ตามมาตรฐานตามที่กรมการขนส่งกำหนด รวมทั้งขอให้สถานศึกษาทุกแห่ง ตรวจสอบความเรียบร้อยของโครงสร้างพื้นฐานทางการจราจรที่ปลอดภัยทั้งในสถานศึกษาและบริเวณโดยรอบ เช่น การติดตั้งไฟสัญญาณและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆที่สามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ” นายคารม กล่าว

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

เช็คผลโพลคนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’!?

วันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 07.38 น.

เช็คผล‘นิด้าโพล’ คนไทย‘จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม’ พบเกินครึ่ง‘ไม่ทราบ’ความสำคัญ‘วันมาฆบูชา-วิสาขบูชา-อาสาฬหบูชา’

11 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “จำวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาได้ไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 2-5 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป และนับถือศาสนาพุทธ กระจายทุกระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญในวันต่าง ๆ ทางพุทธศาสนา เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันมาฆบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 40.38 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 59.62 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันวิสาขบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 52.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันอาสาฬหบูชา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 26.87 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 73.13 ระบุว่า ไม่ทราบ

ด้านการรับรู้ของประชาชนถึงความสำคัญทางพระพุทธศาสนา “วันเข้าพรรษา” พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 77.94 ระบุว่า ทราบ และร้อยละ 22.06 ระบุว่า ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความพึงพอใจต่อการทำงานของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ในการส่งเสริม ดูแล รักษา และทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พบว่า

+ ร้อยละ 43.12 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ

+ ร้อยละ 29.85 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ

+ ร้อยละ 15.73 ระบุว่า พอใจมาก

+ ร้อยละ 11.30 ระบุว่า ไม่พอใจเลย