เสมา 1 ซัพพอร์ต อาชีวะ จับมือแบรนด์ S&P MK และ KFC พัฒนารูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

เสมา 1 ซัพพอร์ต อาชีวะ จับมือแบรนด์ S&P  MK และ KFC  พัฒนารูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

เสมา 1 ซัพพอร์ต อาชีวะ จับมือแบรนด์ S&P MK และ KFC พัฒนารูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.00 น.

แบบใหม่! เสมา 1 ซัพพอร์ต อาชีวะ จับมือแบรนด์ S&P  MK และ KFC  พัฒนารูปแบบการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ระดับ ปวส. ระหว่างฝึกประสบการณ์ 2 ปีมีรายได้เพื่อลดภาระผู้เรียน ตอบโจทย์สถานประกอบการ รับนโยบายกระทรวงศึกษาฯ

วันที่ 8 พ.ค. 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือโปรแกรมการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ระบบทวิภาคี (Dual Vocational Education Self-learning Program) โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการจัดการเรียนการสอน ภายใต้การดำเนินโครงการยกระดับและขยายผลเพื่อการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีคุณภาพสูง ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) กับ บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน), บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และ บริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด  โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขธิการ กอศ.),นายกำธร ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สายการเงินและการผลิต บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) นายณัฐพงษ์ ทักษิณะมณีผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานทรัพยากรมนุษย์ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด(มหาชน), นางสาวนภาพร ศรีสุตา เจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบุคคลและวัฒนธรรมองค์กรบริษัท เรสเทอรองตส์ ดีเวลลอปเม้นท์ จํากัด  ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ กทม.            

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ ถือได้ว่าสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) เป็นการพัฒนารูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะจากการลงมือฝึกประสบการณ์วิชาชีพจริง โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุน ตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษาโดยการให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักศึกษาที่มีความประสงค์ศึกษาต่อ แต่ขาดทุนทรัพย์ ให้มีรายได้ระหว่างเรียน เพื่อแบ่งเบาภาระเรื่องค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง  และขอขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และสถานศึกษาที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือการจัดการศึกษาที่เข้มแข็ง ขอชื่นชมและขอบคุณภาคเอกชนและทุกหน่วยงานที่เห็นถึงความสำคัญของการอาชีวศึกษา เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข สู่การพัฒนาประเทต่อไป

“ความร่วมมือ ระบบทวิภาคี“ ครั้งนี้ ในขบวนการ นักเรียนนะดับชั้น ปวส. จะไปอยู่ในสถานประกอบการ ทั้งหลักสูตรเป็นเวลา 2 ปี แต่ถ้าวิชาทางวิชาการก็สามารถเรียนออนไลน์มายังวิทยาลัยได้เลย ในขบวนการจะมีความเข้มข้นขึ้น ถือเป็นมิติใหม่ในการดำเนินการ ซึ่งสมัยก่อน นักเรียนจะเรียนที่วิทยาลัย 1 ปี และฝึกประสบการณ์ก่อนจบ 1 ปี แต่ตอนนี้เปลี่ยนเป็นไปเรียนที่สถานประกอบการทั้ง 2 ปี ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กมีโอกาสในการฝึกทักษะความรู้ประสบการณ์จริงได้มากขึ้น โครงการนี้ถือเป็นโครงการใหม่ของผม ที่จะใช้ในเทอมแรกของปีการศึกษา 2568 นี้ และระหว่างที่ผู้เรียนฝึกปฏิบัติอยู่ในสถานประกอบการ 2 ปี ก็จะมีรายได้ระหว่างเรียนด้วย เป็นการช่วยลดภาระให้กับผู้เรียน โดยโครงการนำร่องเทอมแรกนี้ จะมีผู้เรียนเข้าร่วมจำนวน 70 คน จาก 12 วิทยาลัย และจะมีผู้เข้าร่วมโครงการอีกประมาณ 600 คน และแนวโนมจะมีวิทยาลัยอาชีวะฯเข้าร่วมโครงการนี้เพิ่มขึ้น เพราะ 3 บริษัทนี้มีสาขากระจายอยู่เยอะมาก และผู้เรียนที่ฝึกประสบการณ์จบแล้วยังมีโอกาสได้รับเข้าทำงานต่อด้วย ยกเว้นเด็กที่จะไปประกอบธุรกิจส่วนตัว อย่างไรก็ตาม โครงการนี้จะมีการประเมินผลว่าในการเรียนผ่านระบบออนไลน์มีปัญหาอุปสรรคอะไรบ้าง เมื่อทำระบบนิ่งแล้วก็จะขับเคลื่อนโดยการขยายไปยังสถานประกอบการอื่น ๆต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้านนายยศพล  กล่าวว่า “โปรแกรมการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเอง ระบบอาชีวศึกษาทวิภาคี DVE Self-learning Program)”  เป็นการจัดการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาอาหารและโภชนาการ ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดทักษะจากการลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการจัดการเรียนการสอนแบบฐานสมรรถนะ มีรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนการสอน การทดสอบ  การประเมินและประมวลผลในรูปแบบออนไลน์ โดยมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ (NQF) และกรอบคุณวุฒิอ้างอิงอาเซียน (AQRF) ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ และมุ่งให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนเป็นสำคัญ 

ทั้งนี้ เบื้องต้น ปีการศึกษา 2568 นี้ มีสถานศึกษานำร่องที่เข้าร่วมจัดทำเนื้อหาสื่อการสอน และพร้อมเปิดเรียน ร่วมกับบริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)  จำนวน 12  แห่ง  ได้แก่  1.วิทยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี 2.วิทยาลัยการอาชีพนครปฐม 3.วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี 4.วิทยาลัยการอาชีพป่าซาง 5.วิทยาลัยอาชีวศึกษานครศรีธรรมราช  6.วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี 7.วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา 8.วิทยาลัยการอาชีพอุดรธานี 9.วิทยาลัยเทคนิคถลาง  10. วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม  11. วิทยาลัยอาชีวศึกษาร้อยเอ็ด 12.วิทยาลัยอาชีวศึกษานครราชสีมา

 

สกร.มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรใน ‘วันรักการอ่าน’ เทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

สกร.มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรใน ‘วันรักการอ่าน’ เทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

สกร.มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรใน ‘วันรักการอ่าน’ เทิดพระเกียรติ ‘กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน มอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรใน “วันรักการอ่าน” เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีประจำปี พ.ศ. 2568 โดยมี น.ส.กัลยา กลมรัตน์ ผู้บริหารศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ว่าที่ ร้อยเอก อาศิส เชยกลิ่น ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ นายถาวร พลีดี  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดอุบลราชธานี นางธัชชนก เจริญวงศ์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดนนทบุรี นายวรินทร์  วิรุณพันธ์  ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดหนองบัวลำภู และนายดิษพล มาตุอำพันธ์วงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เข้าร่วมพิธี ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต จ.ปทุมธานี

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. ได้กล่าวขอบคุณภาคีเครือข่ายที่สนับสนุนหนังสือและสื่อให้แก่ สกร. และหน่วยงานภาคีเครือข่าย ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ก่อนจะมอบโล่และเกียรติบัตรแก่ผู้ชนะการประกวดคลิปวีดิทัศน์ ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ภายใต้หัวข้อ “Life-long Learning เพราะเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ตลอดชีวิต” และจากการจัดการแข่งขันตอบคำถามสารานุกรมไทย สำหรับเยาวชน ฯ จากทั้ง 18 กลุ่มสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้

นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดนิทรรศการส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ภายใต้หัวข้อ “Life-long Learning เพราะเราเกิดมาเพื่อเรียนรู้ตลอดชีวิต” นิทรรศการศูนย์การเรียนรู้ (Co – Learning Space) ดีเด่น และนิทรรศการห้องสมุดประชาชนเคลื่อนที่ดีเด่น ระดับประเทศ ที่ได้รับรางวัลจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และนิทรรศการกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้เข้ามาชมและเรียนรู้อีกด้วย

เปิดฉาก! กีฬาบุคลากรฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’ สืบสานสายสัมพันธ์ บุคลากรแข็งแรง – สามัคคี

เปิดฉาก! กีฬาบุคลากรฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’ สืบสานสายสัมพันธ์ บุคลากรแข็งแรง – สามัคคี

เปิดฉาก! กีฬาบุคลากรฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’ สืบสานสายสัมพันธ์ บุคลากรแข็งแรง – สามัคคี

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์” โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย นายวิทยา เขียวรอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ ประธานคณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย (กกมท.) รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กกมท. ทัพนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ จาก 59 สถาบันทั่วประเทศ เข้าร่วมพิธี ณ สนามกีฬากลางตุมปัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช 

น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วกันว่า “กีฬา” คือ สื่อในการสืบสานสายสัมพันธ์ สร้างความเข้าใจอันดี สร้างความสามัคคี กลมเกลียวให้เกิดขึ้นในหมู่คณะ ดังนั้น กระทรวง อว. จึงให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความสมบูรณ์ พร้อมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ก่อให้เกิดความรัก สามัคคี และสัมพันธภาพอันดีระหว่างบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

“ในการแข่งขันย่อมมีบุคคลที่สมหวังและพลาดหวัง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย จึงขอให้นักกีฬาแสดงออกซึ่งน้ำใจของนักกีฬาที่งดงาม จงใช้กีฬาเป็นเครื่องกระชับมิตรไมตรี อย่าให้กีฬามาเป็นเครื่องทำลายความสามัคคี จงมีน้ำใจเป็นนักกีฬารู้แพ้ รู้ชนะ และรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน” น.ส.วราภรณ์ กล่าว

ด้าน ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า มหาวิทยาลัยดำเนินการเตรียมความพร้อมด้านสนามมาโดยตลอด มีสนามกีฬาและอาคารกีฬาเพียงพอ เป็นไปตามมาตรฐาน ที่สำคัญยังมีการวางแผนการพัฒนาและยกระดับมาตรฐานความร่วมมือในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในระดับสูงมาก

“ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการดำเนินงานจัดการแข่งขันตามวัตถุประสงค์ ขอให้การแข่งขันครั้งนี้สะท้อนจิตวิญญาณของนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมแรงร่วมใจ สร้างมิตรภาพ สร้างความสุขและเพิ่มพลังความสามัคคีของบุคลากรมหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

สำหรับการแข่งขันกีฬาฯ ดังกล่าวจะมีนักกีฬากว่า 7,000 คน เข้าร่วมชิงชัยจำนวน 426 เหรียญทอง ใน 17 ชนิดกีฬา ผู้สนใจสามารถเข้าชมชิดขอบสนามได้ที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ หรือติดตามการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://tumpanggames.wu.ac.th หรือที่เพจเฟซบุ๊ก กีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์” 2568  https://www.facebook.com/TUMPANGGAMES

ม.สวนดุสิต เปิดสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน ปาฐกถาพิเศษฯ ครั้งที่ 1 ‘บทบาทอุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ’ (คลิป)

ม.สวนดุสิต เปิดสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน ปาฐกถาพิเศษฯ ครั้งที่ 1 'บทบาทอุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ' (คลิป)

ม.สวนดุสิต เปิดสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน ปาฐกถาพิเศษฯ ครั้งที่ 1 ‘บทบาทอุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ’ (คลิป)

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.37 น.

7 พ.ค. 68 ที่มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดงานเปิดสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน มีการปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน (ครั้งที่ 1) : โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ ประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการ WTO, อดีตเลขาธิการ UNCTAD (อังค์ถัด) ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานที่ปรึกษาสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ดร.ถนอม อินทรกำเนิด นายกสภามหาวิทยาลัยสวนดุสิต และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต รวมถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วม

โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  ประธานที่ปรึกษาสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน กล่าวถึง การจัดตั้งสถาบันศิโรจน์ผลพันธินในครั้งนี้ ว่า  การปฏิรูปอุดมศึกษาไทย เราต้องยอมรับว่าความท้าทายของโลกยุคใหม่มิใช่เรื่องเล็ก ตลอดระยะเวลาที่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้เห็นถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบและการพัฒนาภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล สิ่งนี้คือ หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต

“สถาบันศิโรจน์ผลพันธิน” ไม่ใช่เพียงการเปิดสถาบันใหม่ แต่เป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งการพัฒนารูปแบบการบริหารอุดมศึกษาไทยที่มีรากฐานจากประสบการณ์จริงและปรัชญาการบริหารที่ได้รับการพิสูจน์ว่า Sirote’s Model for University Quality Integration ที่ รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ได้พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์บริหารกว่า 30 ปี เป็นต้นแบบสำคัญที่ชี้ให้เห็นถึงสถาบันอุดมศึกษาไทยสามารถสร้างอัตลักษณ์และความเป็นเลิศได้โดยการบูรณาการนวัตกรรมการบริหารเข้ากับบริบทของสังคมไทย โดยไม่จำเป็นต้องลอกเลียนโมเดลจากต่างประเทศทั้งหมด

“Small but Smart” หรือ “จิ๋วแต่แจ๋ว” คือ แนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาที่ได้ผลักดันมาโดยตลอด นั่นคือการมุ่งเน้นความเป็นเลิศตามความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง การสร้างจุดแข็ง ที่โดดเด่น และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้นำแนวคิดนี้ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการสร้างชื่อเสียงในระดับนานาชาติได้  จึงได้จัดตั้งสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน เพื่อเป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการสถาบันการศึกษา พร้อมทั้งพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ความเป็นเลิศและความยั่งยืนในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง

โดยมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของผู้บริหารทางการศึกษาระดับสูงทั้งภาครัฐและเอกชน ให้มีความรู้ ความสามารถ และวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีออาชีพ จัดสัมมนา ปาฐกถา เสวนา อันจะนำไปสู่การพัฒนาและต่อยอดองค์ความรู้ พัฒนางานวิจัยทางด้านการศึกษาที่มีคุณภาพระดับชาติและนานาชาติ พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือ และการจัดทำฐานข้อมูลด้านการบริหารระดับสูงที่เป็นประโยชน์ต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการพัฒนาองค์กรสืบไป

ด้าน ผศ.ดร.พิทักษ์  จันทร์เจริญ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้กล่าวเพิ่มเติม ว่า  ในนามของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต้องขอขอบคุณอย่างสูงต่อท่าน ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์  นักการทูตและผู้นำระดับโลก ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ทั้งประธานกรรมการกิตติมศักดิ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตเลขาธิการ WTO และอดีตเลขาธิการ UNCTAD (อังค์ถัด) ที่ได้กรุณามาเป็นองค์ปาฐกในการแสดงปาฐกถาพิเศษศิโรจน์ผลพันธิน ครั้งที่ 1 เรื่อง “บทบาทอุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ” ในวันนี้ และ การเปิดสถาบันศิโรจน์ผลพันธิน ถือเป็นก้าวสำคัญของมหาวิทยาลัยสวนดุสิตและวงการอุดมศึกษาไทย ในการสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการบริหารสถาบันอุดมศึกษา โดยมีรากฐานสำคัญจาก Sirote’s Model for University Quality Integration ซึ่งเป็นแนวคิด     ที่พัฒนาขึ้นจากประสบการณ์จริงในบริบทของสังคมไทย

มหาวิทยาลัยสวนดุสิตมีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันศิโรจน์ผลพันธินให้บรรลุตามวิสัยทัศน์และพันธกิจ ผ่านการพัฒนาผู้นำ การสร้างองค์ความรู้ด้านการบริหาร การวิจัย และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อให้สถาบันแห่งนี้เป็นศูนย์กลางในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล ผมเชื่อมั่นว่า ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน สถาบันศิโรจน์ผลพันธินจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุดมศึกษาไทย และเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพของประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลกอย่างยั่งยืน ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมเป็นสักขีพยานในวันประวัติศาสตร์ของวงการอุดมศึกษาไทยในวันนี้

.-008 

‘ในหลวง’พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปลูก 77 จังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ

'ในหลวง'พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปลูก 77 จังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ

‘ในหลวง’พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์ ปลูก 77 จังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.27 น.

“ในหลวง” พระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์  เพื่อเชิญไปปลูกในพื้นที่77 จังหวัดพร้อมกันทั่วประเทศ เนื่องในวันวิสาขบูชา  

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานนามพระศรีมหาโพธิ์ ที่จะทรงปลูกในวันวิสาขบูชา วันที่ 11 พฤษภาคม  2568 ณ  พระที่นั่งอัมพรสถาน  พระราชวังดุสิต  พระราชทานนามว่า  “พระศรีมหาโพธิยาลงกรณ์”   มีความหมายว่า  พระศรีมหาโพธิ์อันงดงามด้วยพระปัญญาตรัสรู้    

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานต้นพระศรีมหาโพธิ์  เพื่อเชิญไปปลูกในพื้นที่ 77 จังหวัด พร้อมกันทั่วประเทศ  และพระราชทานนามว่า  “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”   มีความหมายว่า  “พระศรีมหาโพธิ์พระราชทานจากพระบาทสมเด็จ  พระเจ้าอยู่หัว   

ทั้งนี้  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานฤกษ์การปลูก “พระศรีมหาโพธิทศมราชบพิตร”  ในวันวิสาขบูชา  ซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 11 พฤษภาคม  2568 เวลา 09.29 น.  พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ  ณ  สถานที่ที่จังหวัดพิจารณาตามความเหมาะสม  ได้แก่ วัด ศาสนสถาน  สวนสาธารณะ และสถานที่อื่น ๆ  รวมทั้งพระราชทานวีดิทัศน์ “ธรรมะนาวาวัง  ธรรมะพระราชทาน เนื่องในวันวิสาขบูชา”  เพื่อเผยแพร่ในพิธีดังกล่าวด้วย จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศเข้าร่วมในพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองโดยพร้อมเพรียงกัน 
 

นักวิจัยพัฒนา ‘ปะการังสู้โลกร้อน’ เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล

นักวิจัยพัฒนา ‘ปะการังสู้โลกร้อน’ เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล

นักวิจัยพัฒนา ‘ปะการังสู้โลกร้อน’ เพื่อทางรอดระบบนิเวศทางทะเล

วันพุธ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปะการังทั่วโลกกำลังประสบกับภาวะเสื่อมโทรมจากหลายปัจจัย ทั้งกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การท่องเที่ยว การประมง และมลพิษต่างๆ ตลอดจนผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น เป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว  ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าหากสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ ในอีก 30 ปีข้างหน้า ปะการังทั่วโลกมากกว่า 90% อาจเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ เมื่อปะการังสูญพันธุ์ ความสมบูรณ์และสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลก็จะหายไปด้วย อันจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารและสภาพอากาศอย่างเลี่ยงไม่ได้

แน่นอนว่า สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจะยังคงอยู่ โลกจะใช้เวลาในการปรับสมดุลนานแค่ไหน ยากที่จะทำนาย สิ่งมีชีวิตต่างๆ จึงจำต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่ได้และอยู่รอดในภาวะโลกร้อน ดังนั้น โจทย์สำคัญที่นักวิจัยหลายคนพยายามหาคำตอบคือ ทำอย่างไรปะการังอยู่รอดในภาวะโลกร้อน?”

ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และรองกรรมการผู้อำนวยการศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาฯ พยายามหาคำตอบนี้ และจากการศึกษาทดลองเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปะการังหลายรุ่น มาตั้งแต่ปี 2548 ที่สถานีวิจัยวิทยาศาสตร์ทางทะเลและศูนย์ฝึกนิสิต เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ก็พบว่า ปะการังสามารถปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในภาวะโลกร้อนได้ดี เมื่อปะการังถูกเลี้ยงในสภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิสูงตั้งแต่แรกเกิด และนี่คือที่มาของการขยายพันธุ์และเพาะเลี้ยง ปะการังสู้โลกร้อน

ศ.ดร.สุชนา ให้ความรู้โดยย่อเกี่ยวกับปะการังและการขยายพันธุ์ของปะการังว่า ปะการังเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ตามโขดหินในทะเล ปะการังเป็นทั้งที่อยู่และแหล่งอาหารของสัตว์ต่างๆ

โดยธรรมชาติ ปะการังขยายพันธุ์ 2 วิธี ได้แก่ 1.สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ การที่ปะการังปล่อยไข่และสเปิร์มออกมาผสมกันในน้ำในช่วงคืนวันเพ็ญ ซึ่งมีโอกาสรอดเติบโตเป็นปะการังเพียง 0.001% เท่านั้น (ทั้งถูกสัตว์น้ำกิน และไม่ปฏิสนธิ)  และ 2.สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ คือ ปะการังที่หักออกมาจากปะการังเดิม ถ้าหักมาตกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมก็จะสามารถเจริญเติบโตเป็นกลุ่มปะการังใหม่ได้ การขยายพันธุ์แบบนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอด 50% แต่ความหลากหลายของสายพันธุ์จะต่ำ

การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติของปะการังทั้ง 2 แบบดังกล่าวนั้น ค่อนข้างใช้เวลานาน ยิ่งในสภาวะโลกร้อน การผสมพันธุ์แบบอาศัยเพศยิ่งลดลงไปมาก ถ้าเราปล่อยให้ปะการังฟื้นฟูขยายพันธุ์ด้วยตัวเองตามธรรมชาติ ปะการังอาจเติบโตทดแทนปะการังที่ตายจากภาวะปะการังฟอกขาวไม่ทัน และเสี่ยงสูญพันธุ์ในอีกไม่ช้า ศ. ดร.สุชนา กล่าว

สถาบันวิจัยทรัพยากรทางน้ำ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษทางเรือ กองทัพเรือ จึงพยายามขยายพันธุ์ปะการังด้วย เทคนิคผสมเทียม

ศ.ดร.สุชนา อธิบายการขยายพันธุ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมว่า นักวิจัยจะลงเก็บเซลล์สืบพันธุ์ ทั้งไข่และสเปิร์มของปะการังในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งเป็นช่วงที่ปะการังทั่วท้องทะเลพร้อมผสมพันธุ์ โดยการปล่อยสเปิร์มและไข่ออกมาพร้อมกัน แล้วนำเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาผสมพันธุ์ในบ่อเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ จนเกิดเป็นตัวอ่อนปะการัง แล้วจึงเตรียมวัสดุคืออิฐมอญ เพื่อให้ตัวอ่อนปะการังลงเกาะและเติบโตในโรงเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 2 ปี ก่อนจะนำปะการังเหล่านี้กลับลงสู่ทะเลให้เติบโตอีก 3 ปี เมื่อปะการังอายุ 5 ปีปะการังก็จะพร้อมออกไข่ครั้งแรกได้ วิธีนี้ทำให้ปะการังมีโอกาสรอดและเติบโตสูงขึ้น

ไม่เพียงการขยายพันธุ์เพื่อเพิ่มจำนวนปะการัง แต่ยังต้องเพิ่มความอึดต่อภาวะโลกร้อนให้กับปะการังที่เกิดใหม่ด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ ทีมวิจัยของ ศ.ดร.สุชนา จะนำตัวอ่อนปะการังที่เกิดจากการสืบพันธุ์แบบผสมเทียมมาอนุบาลในโรงเพาะเลี้ยงที่มีอุณหภูมิสูง 34 องศาเซลเซียส (น้ำทะเลปกติมีอุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส)

ปะการังบางตัวทนความร้อนในน้ำไม่ไหว ก็จะตายตั้งแต่ตอนอยู่ในโรงเรือน ส่วนปะการังที่ปรับตัวได้ก็จะรอด และพร้อมสำหรับโอกาสที่จะไปเติบโตในท้องทะเลต่อไป เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 2 ปี ทีมวิจัยก็นำตัวอ่อนปะการังที่รอดเหล่านี้ลงสู่ทะเล

เราพบว่าปะการังเหล่านี้มีการปรับตัวให้ทนต่อน้ำทะเลที่มีอุณหภูมิสูงได้มากกว่าปะการังตามธรรมชาติ จึงทำให้มีโอกาสรอดจากการฟอกขาวได้มากขึ้น ถือเป็น ปะการังสู้โลกร้อน” ที่เกิดขึ้นจากการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดตั้งแต่เด็ก

จากการติดตามและเฝ้าสังเกต ศ. ดร.สุชนา กล่าวว่า หลังจากที่ลูกปะการังสู้โลกร้อนถูกปล่อยลงทะเล  มีการเติบโต และกลายเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่สามารถสืบพันธุ์เหมือนปะการังตามธรรมชาติ โดยพบครั้งแรกแล้วเมื่อปี 2566!

ปะการังจะปล่อยเซลล์สืบพันธุ์สีชมพูขนาดจิ๋วจำนวนมากออกมาในน้ำทะเลพร้อมๆกัน ซึ่งเมื่อเกิดปรากฏการณ์นี้ทีมนักวิจัยก็จะออกดำน้ำเก็บเซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้มาช่วยขยายพันธุ์ต่อผ่านการผสมเทียม เป็นปะการังสู้โลกร้อนรุ่นต่อๆไป

ศ.ดร.สุชนา เผยว่า ค่าใช้จ่ายในการอนุรักษ์ปะการังด้วยเทคนิคผสมเทียมและดูแลในโรงเพาะตลอด 2 ปีอาจมีมูลค่าค่อนข้างสูง กล่าวคือ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัวอ่อนปะการัง 1 ตัว เมื่อเทียบกับการหักปักชำปะการัง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐต่อปะการัง 1 ต้น

แต่เมื่อดูอัตราการรอดตายจากการฟอกขาวแล้ว ก็ถือว่าคุ้มแก่การลงทุน เพราะเราจะได้ปะการังพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการเรียนรู้ และทนต่อน้ำทะเลที่อุณหภูมิสูงขึ้นจากสภาวะโลกร้อนได้ ศ. ดร.สุชนา กล่าวและว่า แม้จะพบวิธีเพาะเลี้ยงและเพิ่มจำนวนปะการังในทะเล แต่การขยายพันธุ์ของปะการังในธรรมชาติก็ยังขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในทะเล

ปะการังสืบพันธุ์เพียงไม่กี่ครั้งต่อปี โดยจะสืบพันธุ์ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยเท่านั้น เช่น อุณหภูมิ คืนพระจันทร์เต็มดวง และการไหลของกระแสน้ำ ปัจจุบัน ภาวะโลกร้อนทำให้ปะการังไม่ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ตามฤดูกาล จึงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ของปะการังในอนาคต

ด้วยข้อห่วงใยนี้ ศ. ดร.สุชนา จึงได้ร่วมกับทีมวิจัยไต้หวัน (Dr. Chiahsin Lin) ทดลองนำ เทคโนโลยีการแช่เยือกแข็งเซลล์สืบพันธุ์ปะการัง ที่เก็บจากท้องทะเลเพื่ออนุรักษ์ปะการังในอนาคต

ปะการังทุกชนิดล้วนมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล ดังนั้น การอนุรักษ์ปะการังที่ดี คือ การช่วยให้ปะการังทุกชนิดมีโอกาสสืบพันธุ์และเติบโตได้ดี การเก็บเซลล์สืบพันธุ์ปะการังในวันนี้ จึงจำเป็นต้องเก็บให้หลากหลายสายพันธุ์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อจะนำมาใช้ในอนาคตเมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมปะการังจะกลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ศ.ดร.สุชนา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันทีมวิจัยไทยประสบความสำเร็จในการแช่เยือกแข็งสเปิร์มแล้ว ส่วนการแช่เยือกแข็งไข่ยังอยู่ระหว่างทดลอง โดยหวังว่านี่อาจเป็นหนึ่งทางรอดในการอนุรักษ์ปะการังให้คงอยู่ในสภาวะโลกรวนนี้

“การอนุรักษ์ปะการังไม่สามารถทำได้เพียงลำพังโดยนักวิทยาศาสตร์ แต่ต้องดำเนินการในหลายมิติ ทั้งการฟื้นฟูแนวปะการัง การลดมลพิษและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสนับสนุนงบประมาณระยะยาวจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป จะเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องและฟื้นฟูปะการังให้คงอยู่ต่อไปในอนาคต ซึ่งหากมีการดำเนินการที่เหมาะสม ปะการังอาจสามารถฟื้นตัวและคงอยู่เป็นระบบนิเวศที่สำคัญของท้องทะเลต่อไปได้” ศ.ดร.สุชนา กล่าวทิ้งท้าย

‘ท่านผู้หญิงอรอนงค์’เป็นผู้แทนพระองค์ เปิดโครงการ’มรดกโลก มรดกธรรม’

'ท่านผู้หญิงอรอนงค์'เป็นผู้แทนพระองค์ เปิดโครงการ'มรดกโลก มรดกธรรม'

‘ท่านผู้หญิงอรอนงค์’เป็นผู้แทนพระองค์ เปิดโครงการ’มรดกโลก มรดกธรรม’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.19 น.

ผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีตักบาตรและบวงสรวง กับเปิดโครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

6 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 06.32 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลตรีหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีตักบาตร และบวงสรวง ณ วัดวรเชษฐาราม กับเปิดโครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” ณ วัดโลกยสุธาราม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

โครงการบูรณปฏิสังขรณ์ ปูชนียวัตถุ และปรับปรุงภูมิทัศนวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นโครงการที่ดำเนินการภายใต้โครงการ “มรดกโลก มรดกธรรม” เป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ และถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีสมมงคลพระชนมายุเท่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระปฐมบรมกษัตริยาธิราชแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และเป็นการอนุรักษ์พื้นที่มรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

สำหรับ วัดวรเชษฐาราม เป็นวัดร้าง มีฐานะเป็นพระอารามหลวงในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ ตำบลประตูชัย อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระเอกาทศรถทรงสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2136 สันนิษฐานว่าเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมอัฐิของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่ง สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงสร้างเป็นอนุสรณ์ เดิมชื่อ วัดเจ้าเชษฐ์ ภายในวัดมีเจดีย์ประธานทรงระฆังขนาดใหญ่เป็นประธานของวัด อายุของเจดีย์ประมาณพุทธศตวรรษที่ 20–22 มีวิหารตั้งอยู่ด้านหน้า โดยมีอุโบสถอยู่ขนานกัน และวัดโลกยสุธาราม เป็นวัดที่อยู่ใกล้กับวัดวรเชษฐาราม ชาวบ้านเรียกว่าวัดพระนอน ตั้งอยู่ตำบลประตูชัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นที่ประดิษฐานพระนอนกลางแจ้ง ในลักษณะสีหไสยาสน์ ที่ใหญ่ที่สุดในเกาะเมืองอยุธยา  เดิมชื่อ วัดสุทธาวาส แต่ในช่วงอยุธยาตอนปลาย ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดโลกสุธา

‘อสส.’ทำ MOU ‘ก.อุดมศึกษาฯ’ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

'อสส.'ทำ MOU 'ก.อุดมศึกษาฯ' ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

‘อสส.’ทำ MOU ‘ก.อุดมศึกษาฯ’ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

อสส.ทำ MOU ก.อุดมศึกษาฯ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด พัฒนาบุคลากรเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายแก่สังคมไทย

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

นายไพรัช อัยการสูงสุด กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยเน้นการพัฒนารายวิชาออนไลน์ในรูปแบบการศึกษาแบบเปิด (MOOC) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพ และเหมาะสมกับบริบทของสังคมยุคดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับข้าราชการฝ่ายอัยการ บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนทั่วไป โดยเนื้อหาวิชาเน้นไปที่ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในสังคมประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมถึงการวิจัย พัฒนา และใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาทางไกลให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับสากล โดยมีสถาบันนิติวัชร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในฐานะหน่วยงานที่มุ่งมั่นพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนในทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับการทำงานและการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต โดยการพัฒนากลไกและมาตรการเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะใหม่ๆ รองรับอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลก และเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงาน ในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ทางกฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน เผยแพร่สู่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจได้อย่างกว้างขวาง สำหรับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์นี้จะเป็นช่องทางสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิตเพื่อการพัฒนาวิชาชีพในอนาคต

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับสำนักงานอัยการสูงสุด ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์ที่ทันสมัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายแก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

– 006

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

ชนชั้นกลางในเขตเมืองของประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 80 คัดค้านการทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ผลสำรวจเผยถึงการต่อต้านอย่างลึกซึ้งในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยา

ท่ามกลางการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการทำให้คาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย ผลสำรวจล่าสุดที่มุ่งเน้นกลุ่มชนชั้นกลางในเขตเมืองพบว่า มากกว่าร้อยละ 80  ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงจุดยืนคัดค้านการตั้งคาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการต่อต้านอย่างรุนแรงในระดับวัฒนธรรมและจิตวิทยาต่อประเด็นนี้

การสำรวจนี้ดำเนินการโดย Associate Professor Dr. Akera Ratchavieng Dr. Nutteera Phakdeephirot และ Dr. Songyu Jiang จากวิทยาลัยผู้ประกอบการสร้างสรรค์นานาชาติรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดยทำการสำรวจในพื้นที่จังหวัด กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา และลพบุรี เก็บรวบรวมแบบสอบถามจำนวน 420 ชุด ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการ พนักงานบริษัท บุคลากรด้านการศึกษาและการแพทย์ รวมถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระ กลุ่มตัวอย่างมีระดับการศึกษาค่อนข้างสูง ระดับปริญญาตรีและโท บางและระดับปริญญาเอก

ผลการสำรวจพบว่าเพียงร้อยละ 9.8 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่แสดงการสนับสนุนหรือสนับสนุนโดยมีเงื่อนไขต่อการทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ในขณะที่ร้อยละ 6.0 แสดงท่าทีเป็นกลาง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่แสดงความกังวลหลายประการ ได้แก่ ความเสี่ยงของการติดการพนัน ความปั่นป่วนของระเบียบสังคม การเสื่อมโทรมของสุขภาพจิต และผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและค่านิยมของเยาวชน ในขณะเดียวกัน ความเชื่อทางศาสนาก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้ตอบบางรายกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะที่นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไม่ควรส่งเสริมกิจกรรมการพนันซึ่งขัดต่อหลักศีลธรรมพื้นฐาน

“การทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ไม่ใช่การทำให้ทันสมัย แต่เป็นความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ” อดีตครูเกษียณรายหนึ่งเขียนในแบบสอบถาม ทนายความอาวุโสรายหนึ่งกล่าวว่า “ศาสนาพุทธไม่ได้ต่อต้านความทันสมัย แต่การพนันขัดต่อศีลธรรมพื้นฐานโดยตรง” การวิเคราะห์เชิงอารมณ์เผยให้เห็นภาพลึกของจิตใจผู้ตอบแบบสอบถาม โดยพบว่าอารมณ์ด้านลบ เช่น “ความกังวล” “ความต่อต้าน” และ “ความกลัว” เป็นอารมณ์ที่โดดเด่นในกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่อารมณ์เชิงบวกอย่าง “ความตื่นเต้น” และ “ความอยากรู้อยากเห็น” มีสัดส่วนน้อย  สามารถสังเกตได้ว่า กลุ่มที่แสดงท่าทีเป็นกลางก็มีแนวโน้มทางอารมณ์เชิงลบอย่างเด่นชัด เป็นลักษณะของ “การคัดค้านโดยปริยาย”

การสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตามเพศและสถานภาพสมรส กล่าวคือ เพศหญิง ผู้ที่แต่งงานแล้ว และกลุ่มวัยกลางคนมีแนวโน้มคัดค้านการทำให้คาสิโนถูกกฎหมายค่อนข้างมาก ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามยังมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อ “ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์” เมื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปิดคาสิโนในกรุงเทพฯ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีอัตราการคัดค้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการรับรู้เชิงพื้นที่ต่อการสร้างทัศนคติ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะนำรายได้จากคาสิโนไปใช้ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข แต่ร้อยละ 64.3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตน ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชนชั้นกลางส่วนใหญ่เห็นว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่อาจทดแทนต้นทุนทางจริยธรรมและสังคมได้ ดร. กำไล เลาหพัฒนาเลิศ อาจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำถึงการชั่งน้ำหนักผลดีและผลเสียในการเปิดคาสิโน หากไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลเสียถึงเยาวชนและสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคม

จากการสำรวจครั้งนี้กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในเขตเมืองได้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลไม่ควรเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และควรแนวทาง “กำหนดนโยบายโดยยึดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นหลัก” พร้อมสนับสนุนให้ดำเนินการผ่านการศึกษาวิจัยและการนิยามขอบเขตอย่างมีเหตุผล แทนที่จะเลือกใช้การกดดันหรือการเปิดเสรีคาสิโนอย่างไร้ทิศทางและปราศจากการควบคุม “เมื่ออยู่ระหว่างทางเลือกของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ชนชั้นกลางมีแนวโน้มจะเลือกคุณค่าทางสังคม” “การทำให้ถูกกฎหมายไม่ควรเป็นเพียงการคำนวณทางการคลัง แต่ควรเป็นการสะท้อนถึงการยอมรับทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม”

บทสรุปจากการสำรวจสามารถกล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในไทยแสดงออกถึงทัศนคติแบบอนุรักษนิยมเชิงเหตุผลที่มีความซับซ้อน คือแม้จะเข้าใจผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการสืบทอดวัฒนธรรมและจริยธรรมทางสังคมมากกว่า ทัศนคติเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านความคิดเห็นสาธารณะสำหรับการตัดสินเชิงนโยบายเกี่ยวกับคาสิโนในอนาคตของไทยเท่านั้น แต่ยังมอบมุมมองเชิงจิตวิทยาสังคมที่มีคุณค่าให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเผชิญกับประเด็นในลักษณะเดียวกันด้วย

-(016)

งดงาม! ซ้อมใหญ่’พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

งดงาม! ซ้อมใหญ่'พระราชพิธีพืชมงคลฯ' ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

งดงาม! ซ้อมใหญ่’พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.31 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ณ ท้องสนามหลวง โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง-เทพีคู่หาบเงิน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง