ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย ‘Born This Way’ จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย 'Born This Way' จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

ไทยพีบีเอส พร้อมเสิร์ฟความเฉิดฉาย ‘Born This Way’ จาก Bangkok Pride Festival 2025 รับชมสดพร้อมกัน 1 มิ.ย.นี้

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.26 น.

ไทยพีบีเอส เตรียมถ่ายทอดสด Bangkok Pride Festival 2025 เทศกาลแห่งการเฉลิมฉลองตัวตน ความหลากหลาย และความเท่าเทียมในทุกมิติ พร้อมร่วมยินดีกับความสำเร็จของสมรสเท่าเทียม และก้าวต่อสู่การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ รับชมสด 1 มิ.ย.นี้ ทางออนไลน์ทุกช่องทางของไทยพีบีเอส

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในงาน “Bangkok Pride Festival 2025” (บางกอกไพรด์ เฟสติวัล 2025) ภายใต้ธีม “Born This Way” ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 1 มิถุนายน 2568 ผ่านการสนับสนุนการถ่ายทอดสดงาน “Bangkok Pride Festival 2025” อย่างเป็นทางการ เพื่อร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในเดือนแห่งความภาคภูมิใจในความหลากหลายทางเพศ (Pride Month) และมุ่งประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับกรุงเทพมหานคร สู่การเป็น Pride Destination ระดับโลก พร้อมเดินหน้าเป้าหมายสำคัญในการเสนอเป็นเจ้าภาพ World Pride สู่การจัดงาน Bangkok World Pride ในปี 2030  โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดงานได้พร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของไทยพีบีเอส Facebook, YouTube, TikTok Thai PBS และทางเว็บไซต์ http://www.thaipbs.or.th/PrideMonth 

Bangkok Pride Festival 2025 มุ่งเน้นการนำเสนอเส้นทางของความสำเร็จจากการผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ไปสู่จุดหมายต่อไปในการผลักดันการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศอย่างเต็มรูปแบบ ผ่านกิจกรรมทั้งหมดตลอดช่วงเวลา 3 วันของการจัดงาน โดยอีกหนึ่งความพิเศษที่เพิ่มขึ้นในปีนี้ คือ “Bangkok Pride Awards 2025”  การประกาศรางวัลทรงคุณค่าแก่บุคคลและองค์กรที่สนับสนุนความหลากหลายทางเพศ รวม 11 สาขา 26 รางวัล ในวันที่ 31 พฤษภาคม โดย ไทยพีบีเอส ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลใน 3 สาขา ได้แก่ Bangkok Pride Value of Offline News จากการนำเสนอข่าวและเนื้อหาของไทยพีบีเอส, Bangkok Pride Value of Online News จาก The Active ไทยพีบีเอส และ Pride Popular จากละคร หม่อมเป็ดสวรรค์ โดยมีนักแสดง ทับทิม–อัญรินทร์ และฟิล์ม–เฌอร์ลิษา เข้าชิงรางวัล

นอกจากนี้ยังมี “Bangkok Pride Forum 2025” เวทีเสวนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเด็นความหลากหลายทางเพศอย่างรอบด้าน ทั้งในด้าน สุขภาวะของ LGBTQIAN+, เศรษฐกิจสีรุ้ง, เทคโนโลยี, สิ่งแวดล้อม, สิทธิมนุษยชน, การศึกษา และวัฒนธรรม งานนี้เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนจาก ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ได้ร่วมพูดคุย เสนอแนวทาง และสร้างความเข้าใจร่วมกันอย่างลึกซึ้ง ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น “ศูนย์กลางขับเคลื่อนสิทธิความหลากหลายทางเพศในเอเชีย” ครอบคลุม 4 พื้นที่หลักใจกลางสยาม และกิจกรรม “DRAG BANGKOK Festival 2025” เวทียกระดับศิลปะแดร็กไทยสู่เวทีโลก ภายใต้ธีม “Thaituristic Drag Scene” นำเสนออัตลักษณ์ไทยผ่านการแสดงที่ทรงพลังและสร้างสรรค์ และยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการรับรองศิลปิน “แดร็ก” ให้เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อม ๆ กับ “Bangkok Pride Parade 2025” ขบวนพาเหรดแห่งความหลากหลายและภาคภูมิใจ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 1 มิถุนายน ภายใต้แนวคิด “Born This Way” ขบวนเริ่มตั้งแถวที่ สนามกีฬาแห่งชาติ ก่อนเคลื่อนผ่านถนนพระราม 1 สู่แยกราชประสงค์ รวมระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร แบ่งเป็น 7 ขบวนหลัก ภายใต้ 7 นิยามของการเป็นตัวเอง คือ


1. Born Again – นำขบวนโดย Bangkok Pride เฉลิมฉลองการ “เกิดใหม่” อย่างภาคภูมิของตัวตนที่เคยถูกซ่อนเร้น
2. Born to Be Loved (สีแดง) – แสดงพลังของความรักที่ไม่ต้องซ่อนอีกต่อไป และฉลองสิทธิสมรสเท่าเทียม
3. Born to Be Me (สีม่วง) – สะท้อนพลังของการรักและเป็นตัวของตัวเองอย่างภาคภูมิ
4. Born to Be Part of One (สีเขียว) – เชื่อมโยงตัวตนกับสิ่งแวดล้อม สังคม และโลก
5. Born to Create & Inspire (สีเหลือง) – ยกย่องพลังแห่งศิลปะและวัฒนธรรมของชุมชน LGBTQIAN+
6. Born to Heal Generations (สีฟ้า) – เน้นการเยียวยาและการเข้าถึงบริการสุขภาพอย่างเท่าเทียม
7. Born to Be Together (สีชมพู) – สะท้อนความร่วมมือจาก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งความเท่าเทียม 

ตลอดปีที่ผ่านมา ไทยพีบีเอส ได้ร่วมขับเคลื่อนสังคมแห่งการเคารพความแตกต่างในทุกมิติ ซึ่งกระแส #BangkokPrideFestival2024 ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ ด้วยยอด Engagement กว่า 13 ล้านครั้ง และข้อความพูดถึงมากกว่า 31,188 ข้อความ (ข้อมูลวันที่ 31 พฤษภาคม – 4 มิถุนายน 2567) และในปีนี้ ไทยพีบีเอสยังคงเดินหน้าร่วมสร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจและการยอมรับ ด้วยการถ่ายทอดสดกิจกรรมแบบพร้อมกันทั่วโลกในวันที่ 1 มิถุนายน ตั้งแต่เวลา 16.00 น. เป็นต้นไป ผ่านทุกช่องทางออนไลน์ของไทยพีบีเอส ได้แก่ Facebook, YouTube, TikTok Thai PBS และทางเว็บไซต์ http://www.thaipbs.or.th/PrideMonth

สามารถติดตามทุกข่าวสารและความเคลื่อนไหวตั้งแต่เริ่มต้น จนผลักดันได้สำเร็จของ พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ผ่านแพลตฟอร์ม Thai PBS Policy Watch ได้ที่ https://policywatch.thaipbs.or.th/policy/life-11


ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที้
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin
 

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.10 น.

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมร่วมทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน‘วัดสามพระยา’

ขอเชิญเจริญพรญาติโยมทุกท่านร่วมในพิธีทอดผ้าป่าสมทบทุนปรับพื้นคอนกรีตภายใน “วัดสามพระยา” เพื่อถวายความสะดวกแก่พระภิกษุสามเณร และอำนวยความสะดวกแก่คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทุกท่านที่เดินทางมาวัดสามพระยา

ในวันเสาร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2568 เริ่มตั้งขบวนผ้าป่า ตั้งแต่เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ณ มณฑลพิธีภายในศาลาอบรมสงฆ์วัดสามพระยา

ผู้สนใจสามารถโทรสอบถามข้อมูลได้ที่

– พระราชวชิรกิจวิมล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ และเลขานุการวัดฯโทร 098-314-0084

– พระศรีปริยัติดิลก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ โทร 090-888-6500

– พระมหาไชยา ชยวโร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสฯ และผู้ช่วยเลขานุการวัดฯ โทร 087-923-7352

สามารถโอนเงินร่วมทำบุญได้ที่ ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 020-288770-3 ชื่อบัญชี วัดสามพระยา (เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์) ขออนุโมทนาในกุศลเจตนาของทุก ๆ ท่าน มา ณ โอกาสนี้

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

‘Smart Film’ ฟิล์มอัจฉริยะ ปรับแสงได้-ผลิตพลังงานเอง

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งการแก้ปัญหานั้นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์สำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างนวัตกรรมเพื่อโลก เช่นเดียวกับนวัตกรรมของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) อย่างผลงานวิจัยต้นแบบ “ฟิล์มจัดการพลังงานปรับความสว่างภายในอาคารที่ผลิตพลังงานได้ด้วยตัวเอง” หรือ “ฟิล์มอัจฉริยะ” ที่สามารถปรับระดับความโปร่งใสของฟิล์มให้เหมาะกับความสว่างของห้องได้เอง พร้อมใช้แสงอาทิตย์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า เพื่อหล่อเลี้ยงระบบได้เอง เป็นแนวทางใหม่ที่ตอบโจทย์การใช้พลังงานในอาคารยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งความยั่งยืน ความสวยงาม และความสะดวกสบายในการใช้งาน

นวัตกรรมนี้คิดค้นโดยทีม “Power Maker” ซึ่งประกอบด้วย 3 นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ ประกอบด้วย จิรารัตน์ งานรุ่งเรือง, ภัชรพร ชัยแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม และ ศศิธรณ์ พิกุลแก้ว จากภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ โดยมี รศ. ดร.สุรวุฒิ ช่วงโชติ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องมือและวัสดุ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ รศ. ดร.ภาติญา เขมาชีวะกุล อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

“จุดเริ่มต้นเกิดจากการที่พวกเราสังเกตเห็นปัญหาการใช้พลังงานในอาคารที่มีกระจกเป็นวัสดุหลัก อย่าง อาคารสำนักงานหรือมหาวิทยาลัย ที่มักมีปัญหาแสงแดดส่องเข้ามามากเกินไปจนต้องปิดม่านบังแสงและเปิดไฟในเวลากลางวัน หรือเปิดแอร์ให้แรงขึ้นเพื่อจัดการกับความร้อนภายนอก ซึ่งพวกเรามองว่าเรื่องนี้เป็นการใช้พลังงานอย่างไม่คุ้มค่า ทั้งที่แสงแดดนั้นสามารถเป็นแหล่งพลังงานได้หากได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จึงนำปัญหาเหล่านี้ไปปรึกษาที่ปรึกษาในกลุ่มวิจัย Research Center of Advanced Materials for Energy and Environmental Technology (MEET)” จิรารัตน์ ตัวแทนทีมกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการ

โดยนวัตกรรมนี้เป็นการผสานสองเทคโนโลยีสำคัญเข้าด้วยกัน ได้แก่ “ฟิล์มอิเล็กโทรโครมิก (Electrochromic Film)” ที่สามารถควบคุมความโปร่งใสของฟิล์มได้ตามการจ่ายไฟฟ้า ที่ไปกระตุ้นการจัดเรียงโครงสร้างผลึกในวัสดุ และ “เซลล์แสงอาทิตย์ (Solar Cell)” ที่ถูกผนึกอยู่ในแผ่นฟิล์มที่สามารถเปลี่ยนพลังงานแสงที่ตกกระทบให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้าเพื่อนำไปใช้ในระบบได้ทันที ฟิล์มนี้ช่วยควบคุมปริมาณแสงที่ผ่านเข้ามาในห้อง ทำให้ลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรดจึงช่วยประหยัดการใช้แอร์ ลดรังสียูวีที่ทำลายผิวและของใช้ในห้อง และยังปล่อยให้แสงส่องเข้ามาให้พอดีกับความต้องการ ช่วยลดการใช้หลอดไฟไปพร้อมกัน

“พวกเราเริ่มพัฒนาแบบจำลองขนาดเล็ก 1×2 ตารางเมตร โดยจำลองพื้นที่ที่ใช้ติดตั้งภายในบ้าน และคำนวณกำลังไฟฟ้าที่ฟิล์มสามารถผลิตได้ใน 1 ปี เทียบกับการใช้งานอุปกรณ์ไฟฟ้าต่าง ๆ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฟิล์มต้นแบบนี้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามมาตรฐานของเซลล์ที่นำมาใช้ และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าในอาคารได้ถึง 22% ต่อปี ถือได้ว่าฟิล์มสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์พื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีศักยภาพในการลดภาระการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลักของประเทศ ฟิล์มนี้จึงสามารถลดการใช้พลังงานและลดต้นทุนค่าไฟฟ้าได้อย่างเห็นผล รวมถึงสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อจ่ายให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กอย่างหลอดไฟ LED ได้อีกด้วย” ศศิธรณ์ เล่าถึงกระบวนการทดลองและผลกระทบที่เกิดขึ้น

ความโดดเด่นของฟิล์มอัจฉริยะต้นแบบนี้ คือ สามารถติดตั้งได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอาคาร ผู้ใช้งานเพียงแจ้งขนาดกระจกที่ต้องการติดตั้ง ทีมก็สามารถออกแบบฟิล์มตามขนาดจริงและผลิตได้ทันที ด้วยแนวคิด “Plug and Play” ที่ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องรื้อถอนหรือปรับแต่งระบบไฟฟ้าใด ๆ เพิ่มเติม เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการเห็นผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว และต้องการปรับเปลี่ยนอาคารสู่แนวทางการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม

“อีกสิ่งที่ทำให้นวัตกรรมนี้แตกต่างจากฟิล์มทั่วไปในท้องตลาด คือ ความสามารถในการ “คิดและปรับตัวได้” ทีมกำลังพัฒนาต้นแบบให้กลายเป็น “Smart Devices” อย่างเต็มรูปแบบ โดยจะฝังเซนเซอร์วัดความเข้มแสงและอุณหภูมิ รวมถึงมีระบบประมวลผลเพื่อตรวจจับกิจกรรมในห้องและปรับระดับความสว่างของฟิล์มอัตโนมัติ ตามช่วงเวลาหรือประเภทของกิจกรรม เช่น การอ่านหนังสือ การประชุม หรือการพักผ่อนในช่วงกลางวัน ทั้งหมดนี้จะทำให้ฟิล์มสามารถควบคุมตัวเองได้แบบ Real-Time ตอบสนองกับผู้ใช้ในชีวิตจริงอย่างชาญฉลาด” ภัชรพร อธิบาย

นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับ “ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยเลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ง่าย มีการออกแบบโมดูลของแผงเซลล์ให้สามารถถอดเปลี่ยนหรือแยกชิ้นได้เมื่อหมดอายุการใช้งาน ไม่ก่อให้เกิดมลพิษตกค้าง และช่วยลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ในอนาคต ซึ่งทั้งหมดนี้สอดคล้องกับเป้าหมาย “Net Zero Emission” ที่องค์กรระดับนานาชาติให้ความสำคัญ

แม้ฟิล์มนี้ยังอยู่ในขั้นต้นแบบ แต่ทีม Power Maker ก็เริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการ (จากการเสนอผลงานในงานหนึ่ง) และตั้งเป้าวางแผนพัฒนาต่อยอด พร้อมทั้งเตรียมเข้าสู่กระบวนการจดอนุสิทธิบัตรเพื่อปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา ทีมยังวางแผนการผลิตในระดับอุตสาหกรรมร่วมกับภาคเอกชนในอนาคต เพื่อให้สามารถตอบสนองตลาดที่ต้องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีสีเขียว

“อีกเรื่องที่สำคัญมากสำหรับพวกเราก็คือ การได้เรียนรู้ร่วมกัน พวกเรามาจากต่างภาควิชา ต้องช่วยกันคิด ทำงานเป็นทีม พวกเราแลกเปลี่ยนความคิดและคุยกันเยอะมาก เพื่อหาทางออกที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และการได้ฝึกการสื่อสารกับทั้งผู้ใช้ คนที่ให้การสนับสนุน รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษา มันเป็นประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้ลองทำงานจริงก่อนจะไปเจอของจริงหลังเรียนจบ”ศศิธรณ์ กล่าวด้วยรอยยิ้ม

รศ. ดร.สุรวุฒิ และ รศ. ดร.ภาติญา ที่ปรึกษาโครงการ เห็นตรงกันว่า “การได้ลงมือทำงานจากโจทย์ปัญหาจริง และสามารถพัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพต่อยอดสู่ระดับอุตสาหกรรมได้นั้น เป็นประสบการณ์อันมีคุณค่า ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับทักษะของทีมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างโปรไฟล์ที่โดดเด่น ช่วยให้นักศึกษาพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานอย่างมั่นใจ และสามารถตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้”

และแม้ว่าฟิล์มอัจฉริยะนี้จะยังเป็นเพียงต้นแบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า ถ้าเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลองคิด ลองทำจริง พวกเขาก็พร้อมจะสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่มีความหมาย และช่วยเปลี่ยนอนาคตของโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้!!!

                                          มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

นักวิทย์‘สถาบันแสงซินโครตรอน’ จับมือเอกชนพัฒนายาสีฟันสมุนไพร

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมมือบริษัทเอกชน พัฒนา “ยาสีฟันสมุนไพรป้องกันผุ-ลดการเสียวฟัน ซึ่งมีส่วนผสมของเปปไทด์จากข้าวไรซ์เบอร์รี่ และใช้เทคนิคแสงซินโครตรอน” ล่าสุดคว้า 2 เหรียญรางวัลจากงานแสดงนวัตกรรม ณ นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ พร้อมรางวัลพิเศษจาก French Federation of Inventors

ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ หัวหน้าส่วนวิจัยด้านอาหารและการเกษตร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้มีส่วนร่วมกับ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด พัฒนายาสีฟันสมุนไพร 2 สูตร ได้แก่ ยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ และยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันด้วยกรดอะมิโนและเปปไทด์จากรำข้าวไรซ์เบอร์รี่ โดยใช้เทคนิคแสงซินโครตรอนศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันทั้งสองสูตร”

“ในการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Nature’s Touch ที่เสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุนั้น ทีมวิจัยได้ใช้เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปีจากแสงซินโครตรอนติดตามการทำงานของกรดอะมิโนและเปปไทด์ในการยึดติดกับฟันหลังจากการแปรงฟัน ส่วนการศึกษาประสิทธิภาพยาสีฟัน Hi-Herb ที่ป้องกันการเสียวฟันนั้น ทีมวิจัยใช้ 3 เทคนิคแสงซินโครตรอน ได้แก่ เทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโกปี เทคนิคการกระเจิงรังสีเอกซ์ (SAXS/WAXS) และเทคนิคเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (XTM) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟัน โดยติดตามการเรียงตัวของกรดอะมิโนและเปปไทด์ที่เข้าไปในรูฟันเพื่อช่วยป้องกันการเสียวฟัน”

“งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งล่าสุดยังได้รับรางวัลจากประกวดภายในงาน The 50th Geneva International Exhibition of Inventions 2025 ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุม Palexpo นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยยาสีฟันสูตรเสริมสร้างเคลือบฟันและป้องกันฟันผุได้รับเหรียญเงินจากการประกวดหลักภายในงาน และได้รับรางวัลพิเศษจากสาธารณรัฐฝรั่งเศส โดย French Federation of Inventors และยาสีฟันสูตรป้องกันการเสียวฟันได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากการประกวดหลักภายในงาน นอกจากนี้ทั้งสองผลงานจากยังได้รับประกาศนียบัตรจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งมีพิธีมอบภายในงานจัดแสดงนวัตกรรมที่สวิตเซอร์แลนด์ด้วย” ดร.ศิริวรรณ ณะวงษ์ กล่าวสรุป   

สำหรับผู้ประกอบการผู้สนใจในการใช้ประโยชน์แสงซินโครตรอนเพื่อส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนบริการอุตสาหกรรมและสังคม ฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) โทร.08 9949 7313 หรือ อีเมล bds@slri.or.th

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

‘สสส.’จับมือ‘สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาฯ’ เปิด2แพลตฟอร์มสนับสนุนศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัวนวัตกรรมแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” และ “ตามสั่ง-ตามส่ง” ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจสังคมสมานฉันท์ (Social and Solidarity Economy) เพื่อสร้างเสริมสุขภาวะทางเศรษฐกิจ (Economic Well-being) เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ย่านสาทร – งามดูพลี กรุงเทพฯ

นายอรรคณัฐ วันทนะสมบัติ นักวิจัยจากกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า นวัตกรรมแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง–ตามส่ง” และ “น้องเคยมาเท่าไหร่” พัฒนาจากการออกแบบร่วมกับผู้ใช้งานจริง คือ กลุ่มมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ร้านค้า และร้านอาหารในชุมชน เน้นให้ระบบใช้งานง่าย ตรงไปตรงมา ผู้ใช้งานที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลมากนักสามารถเลือกว่าจะใช้งานผ่านแอปพลิเคชัน หรือใช้งานผ่านระบบ Line Chat Bot

โดยผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มน้องเคยมาเท่าไหร่ ไม่ต้องเสียค่าคอมมิชชัน อัลกอรึทึมจับคู่งานตามเวลาและลำดับคิว เพื่อให้วินที่อยู่ใกล้ที่สุดและอยู่ในคิวแรกได้พิจารณารับงานก่อน ซึ่งเป็นระบบที่เป็นทั้งกฎหมายและระบบยุติธรรมของวิน ซึ่งโดยปกติแพลตฟอร์มทั่วไปมีหลักการจับคู่งานที่ทำให้วินฯ ต้องทำผิดกฎหมาย วินฯ จำนวนมากแม้อยากวิ่งบนแพลตฟอร์มก็วิ่งไม่ได้ เพราะจะต้องทำผิดกฎของวินฯ ไปโดยปริยาย

สำหรับร้านค้าและร้านอาหารที่เข้าร่วมใช้งานแพลตฟอร์มตามสั่ง–ตามส่ง จะช่วยลดภาระต้นทุนการขาย เพราะไม่ต้องเสียค่าตอบแทนที่ผู้ขายได้รับจากการขายสินค้า (Commission) ดังที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บ แต่จะใช้ระบบ ร่วมจ่าย Co-Contribution คิดตัดสินใจร่วมกันว่า ร้านอาหาร ไรเดอร์ และผู้บริโภค ซึ่งได้ประโยชน์ร่วมกัน จะแบ่งสัดส่วนจ่ายตามต้นทุนจริงที่ครั้งละ 5-6 บาทต่อครั้ง

ซึ่งน้อยกว่าที่แพลตฟอร์มทั่วไปเรียกเก็บจากร้านอาหาร 35% ของยอดขาย โดยเมื่อมีผู้สั่งอาหารระบบจะส่งคำสั่งซื้อไปยังไรเดอร์ในชุมชนที่อยู่ใกล้ร้านที่สุด ต่างจากแพลตฟอร์มทั่วไปที่ส่งงานไปยังไรเดอร์ที่มีคะแนนสูงสุดซึ่งบางครั้งอยู่ไกลจากร้าน ทำให้ลดภาระค่าเชื้อเพลิง เพิ่มโอกาสทางอาชีพในชุมชน เป็นการกระจายรายได้ในท้องถิ่นที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ช่วงโควิด-19 วินฯ ไม่สามารถรับและส่งผู้โดยสารได้ตามปกติ ประชาชนส่วนใหญ่จึงหันไปพึ่งแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อสั่งอาหารและใช้บริการเดินทาง ส่งผลให้วินฯ ที่ไม่เข้าร่วมแพลตฟอร์มมีรายได้ลดลง จากวันละ 700 – 800 บาท เหลือเพียงวันละ 400 – 500 บาท ทำให้เกิดความเครียดสะสม กระทบโดยตรงต่อสุขภาพจิต เพราะรายได้ไม่มีเพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ สมาคมฯ จึงร่วมกับ สสส. และภาคีเครือข่าย

ออกแบบแพลตฟอร์ม “ตามสั่ง-ตามส่ง” เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการส่งอาหารและสิ่งของภายในชุมชน และแพลตฟอร์ม “น้องเคยมาเท่าไหร่” เพื่ออำนวยความสะดวกคนในชุมชนด้านการเดินทาง ช่วยให้วินฯ นำร่องที่เข้าร่วมแพลตฟอร์มฯ ไม่ถูกเอาเปรียบจากการแย่งลูกค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดมาตรฐานการให้บริการ และมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ขอเชิญชวนวินฯ ร้านค้า และประชาชน ร่วมใช้บริการ เพื่อสร้างโอกาสให้วินฯ ที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนได้รับและส่งผู้โดยสาร และประชาชนได้ใช้วินฯ ที่มีมาตรฐาน และขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักวิชาการและนวัตกรรม สสส. กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นในไทย ส่งผลกระทบให้ประชาชนต้องกักตัวอยู่ในบ้านเพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดโรค แพลตฟอร์มออนไลน์ให้บริการส่งอาหารและการเดินทางได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้วินมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ได้เข้าร่วมแพลตฟอร์มต้องประสบปัญหารายได้ลดลง ไม่พอเลี้ยงชีพ เผชิญกับภาวะความเครียดและความกดดันจากการหารายได้เพื่อดูแลตัวเองและครอบครัว

สอดคล้องกับผลสำรวจสภาพการทำงานและสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคมของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะในกรุงเทพฯ 50 เขต จำนวน 400 คน ปี 2566 โดยกลุ่มวิจัยนวัตกรรมเพื่อสังคมสมานฉันท์และเศรษฐกิจถ้วนถึงแห่งเอเชีย สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า วินฯ 89.3% ไม่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเรียกรถ สาเหตุจากการใช้งานที่ไม่สะดวก ขั้นตอนการสมัครแพลตฟอร์มมีความซับซ้อน หลายขั้นตอน

และถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการทำให้มีภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มสูงขึ้น 46.5% ไม่มีเงินออม 11% เป็นหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ จากสถานการณ์ดังกล่าว สสส. ในฐานะหน่วยงานที่ส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ เครื่องมือ และนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ เดินหน้าร่วมกับสถาบันเอเชียศึกษาฯ พัฒนานวัตกรรมแพลตฟอร์ม ‘น้องเคยมาเท่าไหร่’ และแพลตฟอร์ม ‘ตามสั่ง–ตามส่ง’

ด้วยแนวคิด Economic Well-being มุ่งสนับสนุนให้วินฯ ร้านอาหาร และร้านค้าในชุมชน เข้าถึงนวัตกรรม เพื่อใช้เป็นช่องทางหนึ่งในการเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงด้านอาชีพ ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีเครื่องมือในการสั่งอาหารและเรียกใช้บริการวินฯ ในชุมชนที่มีมาตรฐานและราคาที่เป็นธรรม เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนแบบพึ่งพาตนเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการมีสุขภาวะที่เข้มแข็งและยั่งยืน

โดยแพลตฟอร์มนำร่องใช้งานจริงแล้วใน 19 พื้นที่ทั่วประเทศ เช่น เขตชุมชนลาดพร้าว 101 เขตชุมชนสามย่าน กรุงเทพฯ, อ.บางกรวย จ.นนทบุรี, อ.เบตง จ.ยะลา ทั้งนี้ ตั้งเป้าขยายผล 10 พื้นที่ ภายในปี 2568 เพื่อพัฒนาโมเดลด้านความมั่นคงทางอาชีพ และมาตรฐานการให้บริการของวินฯ รวมทั้งระบบการจัดการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสำหรับประชาชน

ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

ม.ภาคฯ'ขอนแก่น' เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย'การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน'

ม.ภาคฯ’ขอนแก่น’ เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย’การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน’

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.30 น.

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัย ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” NEUNIC 2025 (รูปแบบออนไลน์)

24 พฤษภาคม 2568  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.ขอนแก่น จัดการประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 โดยความร่วมมือระหว่าง สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย และ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 24 สถาบัน  ภายใต้หัวข้อ “การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” (“Research and Innovation Development for Developing Sustainable Communities”) ในรูปแบบออนไลน์เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการ สร้างเครือข่ายนักวิจัย ตลอดจนเป็นแรงผลักดันในการขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย เป็นประธาน 

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดี มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่าเป็นการรวมผลงานที่มีคุณค่าต่อการพัฒนาชุมชนในการพัฒนาชุมชนและสังคม และเป็นการสร้างนักวิจัยรุ่นใหม่เพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมต่อไป 

“การประชุมวิชาการในวันนี้ นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างนักวิจัยกับผู้ทรงคุณวุฒิยังทำให้เราได้บรรลุอีกหนึ่งภารกิจที่สำคัญคือการเตรียมนักวิจัยนักวิชาการที่เป็นผู้นำรุ่นใหม่ ที่เต็มเปี่ยมด้วยประสบการณ์ที่จะได้รับจากผลงานวิจัย  งานนวัตกรรมที่ได้พัฒนาขึ้น เพื่อส่งผลให้ผู้นำรุ่นใหม่นำพาไปสู่การพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืนต่อไป ”

ดร.ธีนิดา บัณฑรวรรณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง ในนามของคณะผู้จัดงาน กล่าวรายงาน  “การจัดประชุมวิชาการและการนำเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 12 และระดับนานาชาติ ครั้งที่ 10 ภายใต้หัวข้อ การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สู่เป้าหมายการพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพจากนักศึกษา อาจารย์ และนักวิจัย ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ และเปิดเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และแนวคิดในการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม สำหรับในปีนี้ ได้กำหนดจัดการประชุมในรูปแบบ ออนไลน์ (Online Conference) โดยได้รับความสนใจจากผู้ส่งบทความและผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แบ่งเป็นผู้เสนอผลงานวิจัยกว่า 105 บทความ จากสถาบันต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ครอบคลุม 5 สาขาวิชา ได้แก่ การศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ ”

รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ในนามของสถาบันอุดมศึกษาและเอกชนแห่งประเทศไทย (สสอท) กล่าวว่า “ขอแสดงความชื่นชมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย  มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียง และสถาบันเจ้าภาพร่วมทั้ง 24 สถาบัน  ที่ได้สร้างเวทีนี้ขึ้นมาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ถือว่าเป็นเวทีสำคัญที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และสะท้อนถึงศักยภาพของสถาบันอุดมศึกษาเอกชนในการส่งเสริมและพัฒนางานวิจัย และเป็นการต่อยอดงานวิจัยทั้งในประเทศและระดับสากลต่อไป ” นายกสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กล่าว
 

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

เปิด 6 กฎเหล็กคุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น’นักศึกษาต่างชาติ สกัดสวมวีซ่า

วันอาทิตย์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.45 น.

อว.คุมเข้ม‘หลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) นักศึกษาต่างชาติ’เดินหน้าจัดระเบียบเต็มรูปแบบ คลอด 6 กฎเหล็ก เปิดสอนต้องมีมาตรฐานฝ่าฝืนเสี่ยงถูกยกเลิกหลักสูตร

25 พฤษภาคม 2568 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้ความสำคัญและจริงจังในการแก้ปัญหานักศึกษาต่างชาติที่แอบแฝงเข้ามาเพื่อทำงานในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย โดยออกประกาศ “หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติการจัดการเรียนการสอนหลักสูตรระยะสั้น (Non-degree) สำหรับนักศึกษาต่างชาติของสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2568” ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการขออนุญาตให้นักศึกษาต่างชาติที่พำนักอยูในประเทศไทยเป็นไปตามกฎหมายและข้อตกลงร่วมกันระหว่างกระทรวง อว. และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.)

สาระสำคัญของประกาศฯ  คือ

1) สถาบันที่เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นต้องมีความเชี่ยวชาญ มีความพร้อมทั้งในด้านเนื้อหา ผู้สอน และผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcomes) ที่ชัดเจน

2) สถาบันต้องจัดส่งข้อมูลหลักสูตร อาทิ ชื่อหลักสูตร หน่วยงานและอาจารย์ผู้รับผิดชอบ วัตถุประสงค์ โครงสร้างและเนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอน โดยต้องเรียนแบบออนไซต์ไม่น้อยกว่า 60% ออนไลน์ไม่เกิน 40% ของเนื้อหาวิชาและระยะเวลาของหลักสูตร  ระยะเวลาของหลักสูตรไม่เกิน 180 วัน ตารางการเรียนการสอนรายวันและรายสัปดาห์ บันทึกการเข้าเรียน คุณสมบัติของนักศึกษา ระยะเวลาการรับสมัคร จำนวนนักศึกษาต่างชาติที่เปิดรับ รวมถึงภาษาที่ใช้ สถานที่เรียน และวิธีการประเมินผล ให้ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ทราบ

3) สถาบันต้องดำเนินการออกหนังสือรับรองและขอให้นักศึกษาต่างชาติพำนักอยู่ในประเทศไทยเพื่อการศึกษาในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว ตามความเหมาะสมและความจำเป็นของหลักสูตร โดยต้องไม่เกินครั้งละ 180 วัน และควรมีการตรวจสอบผลการศึกษา กรณีนักศึกษาต่างชาติเคยเข้าศึกษาในหลักสูตรอื่นๆ ของสถาบันอุดมศึกษาแห่งใดแห่งหนึ่งมาก่อน

4) เมื่อ สตม.อนุญาตให้พำนักในราชอาณาจักรเพื่อศึกษาหลักสูตรดังกล่าว สถาบันต้องรายงานข้อมูลนักศึกษาต่างชาติให้สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ทราบภายใน 30 วัน

5) สถาบันต้องกำหนดแนวปฏิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของนักศึกษาต่างชาติ และต้องจัดส่งรายงานความก้าวหน้าในการศึกษาของนักศึกษาในหลักสูตรดังกล่าวเป็นประจำทุกเดือนผ่านระบบฐานข้อมูลติดตามนักศึกษาต่างชาติของสำนักงานปลัดกระทรวง อว. โดยต้องระบุรายชื่อนักศึกษาที่กำลังศึกษา พ้นสภาพ และสำเร็จการศึกษาอย่างครบถ้วน

6) หากพบว่าสถาบันใดดำเนินการไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ สำนักงานปลัดกระทรวง อว. จะแจ้งให้สภาสถาบันพิจารณายกเลิกการเปิดหลักสูตรดังกล่าว

“รัฐบาลมุ่งยกระดับมาตรฐานการศึกษาระยะสั้นของไทยให้เป็นไปอย่างโปร่งใส โดยมุ่งส่งเสริมให้ระบบการจัดการเรียนการสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อยู่ภายใต้กรอบกฎหมายที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการแอบเข้ามาในประเทศของนักศึกษาต่างชาติที่มีวัตถุประสงค์อื่นที่ไม่ตรงกับการศึกษา โดยประกาศฉบับนี้กำหนดให้สถาบันอุดมศึกษาดำเนินการอย่างรัดกุม ตลอดจนรายงานผลการดำเนินงานให้กระทรวง อว. รับทราบอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาของไทยมีมาตรฐานและตรวจสอบได้ ส่งผลให้นักศึกษาต่างชาติให้ความสนใจและเลือกเข้ามาศึกษามากยิ่งขึ้น” นายคารม กล่าว

MUT จับมือ Imperial College London เปิด ‘SABER Lab’ ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

MUT จับมือ Imperial College London เปิด 'SABER Lab' ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

MUT จับมือ Imperial College London เปิด ‘SABER Lab’ ห้องวิจัยล้ำสมัยแห่งแรกในอาเซียน ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

วันเสาร์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.02 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (MUT) ร่วมกับ Imperial College London เปิดตัวห้องปฏิบัติการวิจัย “MUT – Imperial Semiconductor AI & BioSensor Electronics Research Laboratory” หรือ SABER Lab อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ณ ประเทศสหราชอาณาจักร เพื่อผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะในสาขาเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเซนเซอร์ พร้อมต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม และบ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทยให้มีศักยภาพระดับสากล โดยมี นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ ดร. ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ รองศาสตราจารย์ ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT เข้าร่วมในฐานะเจ้าภาพ

โดยภายในงานมีผู้บริหารระดับสูงของ Imperial ให้การต้อนรับ อาทิ Prof. Ian Walmsley – Provost , Prof. Pantelis Georgiou – Director of Research & SABER Lab.,Prof. Nigel Brandon – Dean of Engineering และ Prof. Tim Green – Head of Electrical and Electronic Engineering โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ยังได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาอยู่ที่ Imperial College London ในบรรยากาศที่อบอุ่นอย่างเป็นกันเอง 

รศ.ดร.ภานวีย์ โภไคยอุดม อธิการบดี MUT เปิดเผยว่า SABER Lab. เป็นห้องปฏิบัติการวิจัยด้าน เซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และไบโอเซนเซอร์ แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง MUT กับ Imperial College London มหาวิทยาลัยระดับ Top 5 ของโลกด้านวิศวกรรม โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษาไทยได้ใช้งานห้องแล็บระดับโลก ทำวิจัยร่วมกับนักวิจัยชั้นนำ และพัฒนาทักษะจากประสบการณ์จริง โดย SABER Lab. ยังทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการ บ่มเพาะนักวิจัยรุ่นใหม่ของไทย ให้ก้าวไกลสู่ระดับนานาชาติ พร้อมขับเคลื่อนการวิจัยและนวัตกรรมสู่ภาคอุตสาหกรรม ตามนโยบายรัฐบาลในการเร่งพัฒนากำลังคนสู่เทคโนโลยีอนาคต 

นอกจากนี้ MUT ยังได้รับมอบหมายจากกระทรวง อว. ให้ทำหน้าที่เป็น National Semiconductor Training Center ประจำประเทศไทย เพื่อประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก พัฒนาหลักสูตร การวิจัย และการฝึกอบรมกำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูง

อธิการบดี MUT กล่าวถึงไฮไลต์สำคัญคือ โครงการ ทุนการศึกษาปริญญาเอกจำนวน 5 ทุนต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปี สำหรับนักศึกษาไทย เพื่อศึกษาต่อด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่ Imperial โดยทุนนี้เป็นรูปแบบใหม่ที่กระทรวง อว. สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่เพียงเพื่อการศึกษา แต่ยังส่งเสริมให้ผู้รับทุนสามารถ สร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยี และตอบโจทย์อุตสาหกรรม ผ่านการดูแลจาก Incubation Unit ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะใน MUT

MUT ยังพัฒนาหลักสูตรสมัยใหม่ อาทิ วิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ด้าน AI ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมจริงพร้อมห้องปฏิบัติการมาตรฐานในประเทศที่เชื่อมโยงกับ SABER Lab ผ่านโครงการวิจัยร่วม การเรียนรู้แบบโครงงานจริง (Project-based Learning) และการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและคณาจารย์ ทำให้นักศึกษา MUT ได้รับประสบการณ์ในเวทีวิจัยทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ภานวีย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า SABER Lab. ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์วิจัย แต่คือเวทีระดับโลกที่เปิดให้นักศึกษาไทยได้ก้าวข้ามขีดจำกัดของการเรียนรู้ ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีอย่างแท้จริง ความร่วมมือระดับสูงครั้งนี้ไม่เพียงทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากบทบาทของผู้ตามเทคโนโลยี แต่ก้าวขึ้นเป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่ทรงอิทธิพลในระดับสากล และ MUT จะเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนไทยที่พิสูจน์ได้ว่า Transformative Impact บนเวทีโลกนั้นเกิดขึ้นได้จริง

-(016)

‘ซีเอ็นเอช’หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล’ สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

'ซีเอ็นเอช'หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล' สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

‘ซีเอ็นเอช’หนุนต่อเนื่อง‘วทกอ.ขอนแก่น-มิตรผล’ สร้างคนไทยใช้‘เทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรม’

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

23 พ.ค. 2568 ซีเอ็นเอช บริษัทชั้นนำระดับโลกด้านอุปกรณ์และบริการทางการเกษตรและก่อสร้าง ร่วมพิธีเปิดศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น (วทกอ.ขอนแก่น) ต.โนนทัน อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยในวันดังกล่าว มาร์ค บรินน์ กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นของซีเอ็นเอช กล่าวว่า ที่ซีเอ็นเอช เรามุ่งเน้นการสนับสนุนอุตสาหกรรมการเกษตรในภาพรวมให้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งเสริมสร้างการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“การนำเครื่องจักรกลการเกษตรขั้นสูงเข้ามาในวิทยาลัยฯ จะช่วยให้นักศึกษาไม่เพียงเข้าใจเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำได้ดีขึ้น แต่ยังสามารถฝึกปฏิบัติจริงกับโซลูชันต่าง ๆ เช่น ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Auto Guidance) และระบบเทเลมาติกส์ (Telematics)” กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และญี่ปุ่นของซีเอ็นเอช กล่าว

ขณะที่ อิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลได้สนับสนุนการปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา ทั้งห้องเรียน ระบบการเรียนรู้ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้อย่างครบวงจร โดยได้สร้างศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (Innovative Learning Center) เพื่อให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดโอกาสให้ครู นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนทุกคนในชุมชนได้เข้ามาเรียนรู้ด้วยตนเอง ทำให้วิทยาลัยฯ เป็นวิทยาลัยฯ ที่มีชีวิต (Open college)    

“ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของกำลังคนอาชีวศึกษา ให้มีความพร้อมเข้าสู่ภาคการเกษตรอุตสาหกรรม โดยเน้นความรู้พื้นฐาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีที่เหมาะสมและเข้าถึงได้ง่าย ผ่านการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (Hands-on Learning) ซึ่งจะช่วยยกระดับสมรรถนะกำลังคนให้มีความรู้ และเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเกษตรอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการพัฒนา ภาคเกษตรอุตสาหกรรมของไทยต่อไปในอนาคต” ประธานกิตติมศักดิ์ กลุ่มมิตรผล กล่าว

ทั้งนี้ ศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ฯ แห่งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญภายใต้ความร่วมมือระหว่างซีเอ็นเอช วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น และกลุ่มมิตรผล ซึ่งได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมและพัฒนาการด้านการศึกษาทางการเกษตร

นอกจากการส่งมอบรถตัดอ้อย Austoft 4000 ซึ่งมอบให้กับวิทยาลัยฯ ไปเมื่อปี 2566 เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนรู้เชิงปฏิบัติแล้ว ในปี 2568 นี้ ซีเอ็นเอชได้มอบเครื่องมือและอุปกรณ์เวิร์กชอปกว่า 100 รายการ อาทิ เครื่องมือวัดความแม่นยำสูง เครื่องมือวิเคราะห์ และโต๊ะปฏิบัติงานสำหรับการเรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ นักศึกษาจากวิทยาลัยฯ และสถาบันที่เน้นการศึกษาด้านการเกษตรยังมีโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับซีเอ็นเอช ประเทศไทย เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์จริงในภาคสนาม

อนึ่ง ในวันที่ 17 พ.ค. 2568 เพจเฟซบุ๊ก “วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น” โพสต์ภาพงานในวันดังกล่าว พร้อมข้อความระบุว่า..

เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2568 นายนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น พร้อมด้วยผู้บริหารและคณะครู ร่วมกับบุคลากรกลุ่มมิตรผล ได้ให้การต้อนรับ คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ

ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มมิตรผล คุณวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน

ในการนี้ได้รับเกียรติจาก คุณอิสระ  ว่องกุศลกิจ และคุณวิทวัต  ปัญจมะวัต  ให้เกียรติเป็นประธานในการประชุมและเปิดป้ายศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ (Innovative Learning Center) และเยี่ยมชมศูนย์นวัตกรรมการเรียนรู้ พร้อมเยี่ยมชม การสาธิตการใช้โปรแกรม Simulation กระบวนการผลิตน้ำตาล โดยครูวิทยาลัยฯ และครูฝึกกลุ่มมิตรผล ต่อด้วยการเยี่ยมชมศูนย์เทคโนโลยีการผลิตเกษตรอุตสาหกรรม สาธิตการใช้งานเทคโนโลยี CNC โดยครูฝึกจาก บริษัท เรียล โซลูพลัส จำกัด และได้เยี่ยมชมนิทรรศการของโรงเรียนบ้านหนองไผ่ดุสิตประชาสรรค์ โดยคุณดรุณี  ศรีบุรินทร์ ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ

ในโอกาสเดียวกันนี้ ทางบริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ได้มอบครุภัณฑ์ด้านช่างกลเกษตร และรถตัดอ้อย CASE IH รุ่น A8000 ให้แก่ทางวิทยาลัย

จากนั้น นายนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ ได้รายงานการดำเนินงานของวิทยาลัย ต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา เพื่อรับฟังแนวทางการพัฒนาวิทยาลัยฯ และได้ลงนามความร่วมทางวิชาการโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาระหว่างวิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น และกลุ่มมิตรผล โดยคุณนักรบ  จันทร์สุกรี ผู้อำนวยการวิทยาลัยฯ และคุณวีระศักดิ์  พลอาจ ผู้อำนวยการ โรงงานน้ำตาลมิตรภูเวียง

โดยมีคุณอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์กลุ่มมิตรผล  คุณวิทวัต  ปัญจมะวัต รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์  อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมไร่ฟ้า  วิทยาลัยเทคโนโลยีเกษตรอุตสาหกรรมชั้นสูงขอนแก่น “เรียนดี  มีความสุข”

ขอบคุณเรื่องจาก

‘กยศ.’เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

'กยศ.'เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

‘กยศ.’เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.16 น.

“กยศ.”เร่งผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เข้าปรับโครงสร้างหนี้ภายใน 24 พ.ค.นี้ รับประโยชน์ 2 ต่อ”ลดยอดหนี้รายเดือน-ปลดผู้ค้ำประกัน”

เมื่อวันที่ ​23 พฤษภาคม 2568 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอให้ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการแจ้งหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท เร่งปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ จะช่วยลดยอดหนี้ผ่อนชำระรายเดือน ปลดผู้ค้ำประกันทันที และให้โอกาสผู้กู้ยืมผ่อนชำระรายเดือนสูงสุด 15 ปี หรือ ผู้กู้ยืมสามารถยื่นขอปรับลดจำนวนเงินหักเดือนละ 3,000 บาท ให้เสร็จสิ้นในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 ภายในเวลา 16.00 น.ที่เว็บไซต์ กยศ.

​ทั้งนี้ กยศ.มีจำนวนผู้กู้ยืมที่ได้รับแจ้งการหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท มีจำนวนประมาณ 500,000 ราย ซึ่งมีผู้กู้ยืมมาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว และได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน ประมาณ 275,000 ราย ยังมีผู้กู้ยืมที่ยังไม่ปรับโครงสร้างหนี้ อีกจำนวนประมาณ 225,000 ราย ดังนั้น จึงขอให้ผู้กู้ยืมเร่งเข้ามาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th เมื่อปรับโครงสร้างหนี้แล้วให้ผู้กู้ยืมแจ้งต่อนายจ้างทราบ เพื่อระงับการถูกหักเงินเดือนเพิ่ม 3,000 บาท และจะได้รับประโยชน์ 2 ต่อ โดยต่อที่ 1 จะช่วยลดยอดหนี้รายเดือน และต่อที่ 2 ปลดผู้ค้ำประกันทันที ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมที่ได้รับแจ้งการหักเงินเดือนเพิ่มและยังไม่ได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ สามารถยื่นขอปรับลดจำนวนเงินได้ทางเว็บไซต์ กยศ.ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.00 น.หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่ ไลน์บัญชีทางการ กยศ.หักเงินเดือน