‘กสศ.’ชูเปิดเทอมใหม่’เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ’ สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

'กสศ.'ชูเปิดเทอมใหม่'เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ' สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

‘กสศ.’ชูเปิดเทอมใหม่’เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิฯ’ สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

วันศุกร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.12 น.

กสศ. ชูเปิดเทอมใหม่ เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา สานต่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา ตั้งเป้าใช้การศึกษายืดหยุ่นช่วยเด็กกลับมาเรียนไม่น้อยกว่า 5.5หมื่นคน ในปีการศึกษา2568

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เปิดเรียนครั้งนี้ มีเด็กและเยาวชน ที่หลุดจากระบบการศึกษา และไม่สามารถกลับเข้าสู่การเรียนในระบบโรงเรียนได้ เพราะปัญหาที่มีความซับซ้อน เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาครอบครัว ปัญหาการเดินทาง  และข้อจำกัดในชีวิตอื่นๆ  ราว 1,000 คน สามารถกลับมาเรียนด้วยแนวทางการจัดการศึกษายืดหยุ่น เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา  ผ่านโครงการโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School ที่ กสศ. ร่วมมือ สพฐ. และเครือข่ายศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม ตามมาตรา 12 แห่งพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542  ซึ่งเป็นหนึ่งใน 13 รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต ภายใต้แนวคิดนำการเรียนไปให้น้องตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการที่ร่วมมือกับกสศ.   เพื่อสานต่อมาตรการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบให้กลายเป็นศูนย์ (Thailand Zero Dropout) ตั้งเป้า ใช้การศึกษายืดหยุ่นช่วยเด็กกลับมาเรียนไม่น้อยกว่า 5.5 หมื่นคน ในปีการศึกษา 2568 นี้

นายพัฒนะพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา กว่า 8.8 แสนคน เป็นตัวเลขที่ลดจากปีการศึกษา 2567 ที่มีอยู่ราว 1.02 ล้านคน ข้อค้นพบจากการทำงานช่วยเหลือน้องๆ คือ ระบบการศึกษาและการเรียนรู้ต้องปรับให้ยืดหยุ่นตอบโจทย์ชีวิต และปากท้อง ปัจจุบันเรามีตาข่ายการศึกษาที่ช่วยโอบอุ้มรับเด็กๆ ในทุกข้อจำกัดไว้ ตั้งแต่โรงเรียน ที่ปัจจุบันมีนวัตกรรม 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ  สกร.(กรมส่งเสริมการเรียนรู้) และศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม ที่จัดการศึกษาเหมือนกับสกร. แต่ต่างกันที่ผู้จัดการศึกษาไม่ใช่รัฐแต่เป็นสถาบันทางสังคมที่ไม่แสวงหาผลกำไร อยู่ภายใต้สังกัด สพฐ. เป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ และพัฒนาหลักสูตรที่สอดคล้องกับผู้เรียนรายบุคคล และบริบทชุมชน มีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาและสถานที่  ที่สำคัญคือทุกคนเป็นครูของผู้เรียนได้ (มาตรา 53พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542)

ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า เปิดเทอมใหม่ เรียนได้ทุกที่ มีรายได้ มีวุฒิการศึกษา คือ การผู้เรียนไม่ได้เรียนที่โรงเรียน แต่เรียนรู้ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ทักษะวิชาการและประสบการณ์ต่างๆ จากแหล่งเรียนรู้อื่น ตามความถนัด ความสนใจของแต่ละคน และสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ที่น้องๆ อาศัยอยู่  เช่น ฟาร์มเกษตร  นาข้าว ผืนป่า สวนผัก สวนผลไม้  ตลาด ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านตัดผม วงดนตรีหมอลำ หรือแม้แต่ผู้เรียนที่มีข้อจำกัดเรื่องสุขภาพ ก็สามารถออกแบบวิธีการเรียนให้น้องๆ สามารถบรรลุศักยภาพสูงสุดของตัวเองได้  โดยคุณครูจากศูนย์การเรียนฯ จะวางแผนการจัดการเรียนการสอน ร่วมกับนักวิชาชีพต่างๆ ที่เป็นเจ้าของความรู้ในอาชีพนั้นๆ ไม่ว่าจะพ่อแม่ ปราชญ์ชุมชน กลุ่มแม่บ้าน ผู้นำชุมชน อบต. ท้องถิ่น นักวิชาชีพ ผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชน ฯลฯ  มีการวัดและประเมินผลตามสภาพจริงของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ร่วมกับหน่วยงาน องค์กร นักวิชาชีพต่างๆ ที่ร่วมจัดการศึกษา  ที่สำคัญน้องๆ จะมีรายได้จากการได้ลงมือทำงานจริงในเส้นทางเรียนรู้รูปแบบนี้ด้วย

“ ในปีการศึกษา 2568 กสศ. ได้รับความร่วมมือจากหุ้นส่วนการศึกษาทั้ง ชุมชนท้องถิ่น ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ร่วมจัดการศึกษาและการเรียนรู้ ให้แก่น้องๆ ที่หลุดจากระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นร้านไก่ทอด KFC  สำนักข่าวออนไลน์ The Reporters  New Gen Entertainment หมอลำไอดอล   แพลตฟอร์มShopee ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทในเครือ Sea Thailand ฟาร์มไก่โคราช พลูโตฟาร์ม สหกรณ์การเกษตรพืชผักอินทรีย์หนองสนิทจำกัด สวนทุเรียนแปลงใหญ่ อ.คีรีรัฐนิคม จ.สุราษฎร์ธานี ฯลฯ“

นางสาววรัญญาภรณ์ วันทา หรือ “น้องฮักแพง” อายุ 18 ปี กำลังเรียนชั้นม.ปลาย หลักสูตรหมอลำศึกษา ศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ เครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น กสศ. เล่าว่า ปัจจุบันตนทำงานในตำแหน่งศิลปินผู้แสดง โจทย์เรียนรู้ที่ได้รับจึงปรับจาก ‘หน้าที่’ หรือ‘มุมมองเฉพาะ’ ตามบทบาท สู่การคิดที่เชื่อมโยงมากขึ้น เช่น เรียนวิชาคณิตศาสตร์จากการหาพื้นที่ หรือสัดส่วนความกว้างยาวของเวที หรือเรื่องการแสดงก็จะโยงกับวิชาสังคมศึกษา วัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งสืบค้นไปได้ถึงรากวิถีชีวิตของคนในแถบภาคอีสาน

“การติดตามบทเรียนต่าง ๆ แทบไม่ต่างจากการเรียนในห้องเลยค่ะ แค่วิธีนี้เราใช้ออนไลน์เป็นหลักและมีเวลาเรียนที่ไม่ตายตัวเท่านั้น ข้อดีของวิธีการนี้คือเราได้รับคำแนะนำจากครูได้ทันที และเป็นคำแนะนำรายคนที่ทำให้เห็นความก้าวหน้าหรือจุดบกพร่องของตัวเองทุกสัปดาห์ ไม่ต้องรอให้ถึงช่วงสอบและวัดผลทีเดียวนอกเหนือจากบทเรียน การที่ครูจัดกิจกรรมกลุ่มเป็นบางช่วง ยัง ‘ช่วยเรื่องความรู้สึก’ ว่าตนได้กลับสู่ safe zone ของ ‘ระบบการศึกษา’ อีกครั้ง“

นายคติกร ทองนรินทร์ หรือ “เนส” นักเรียนโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile school ศูนย์การเรียนซีวายเอฟ อบต.หนองสนิท จ.สุรินทร์ เครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น กสศ. เล่าว่า งานหลักของผมคือ เป็นช่างตัดผม การเรียนแต่ละครั้ง จะมีการตั้งหัวข้อ ตั้งโจทย์การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับ 8 กลุ่มสาระวิชาหลักของ สพฐ. เพื่อให้สามารถนำไปวัดประเมินผลลัพธ์ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ก็จะมีการตั้งโจทย์ ให้ผมลองทำบัญชี รายรับรายจ่าย ของร้านตัดผม คำนวณต้นทุน ที่เกิดขึ้นในระหว่างการเปิดร้าน วิชาศิลปะ ก็จะให้โจทย์เรื่องการออกแบบทรงผม ตามความต้องการของลูกค้า

“Mobile school ช่วยให้ผมมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดขึ้น ช่วยสานฝันในการเป็นช่วงตัดผมประจำหมู่บ้านให้เป็นจริง เปลี่ยนชีวิตผมจากเด็กเกเรที่ไม่มีความรับผิดชอบ ทำให้เรามีความรับผิดชอบขึ้นในหน้าที่การเรียนและการทำงาน“

ทั้งนี้กสศ.ได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณารณรงค์สร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิดการศึกษายืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิตอีกด้วย สำหรับท้องถิ่น ชุมชน หรือ ภาคเอกชนสนใจร่วมเป็นเครือข่ายการศึกษายืดหยุ่น เพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้แก่เด็กเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา สามารถติดต่อกสศ.ได้ที่ โทร. 02 -079 5475 ต่อ 0 

สำหรับโรงเรียนเคลื่อนที่ Mobile School  กสศ.และศูนย์การเรียนโดยสถาบันทางสังคม  ยังเปิดรับสมัครเด็กและเยาวชนอายุระหว่าง 7 -24 ปี จากทั่วประเทศ ที่หลุดจากระบบการศึกษา และไม่สามารถเรียนในโรงเรียนหรือสถานศึกษารูปแบบอื่นได้  เรียนต่อตั้งแต่ช่วงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6   มัธยมศึกษาปีที่ 3 และมัธยมศึกษาปีที่ 6 สามารถติดต่อทุกวัน ไม่มีวันหยุด สอบถามได้ที่  โทร. 02 -079 5475 ต่อ 0   หรือ http://www.eef.or.th และ เพจเฟซบุ๊ก กสศ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

‘ดร.หิมาลัย’เผย‘มูลนิธิพระราหู’ เผยแพร่สารคดีชุด‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียน-เยาวชน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

มูลนิธิพระราหูเปิดตัวสารคดีชุด ‘นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ’ สร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนและเยาวชน ผ่าน 4 นักเรียนต้นแบบ เผยแพร่ผ่าน YouTube และ Facebook มูลนิธิพระราหู ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู เปิดเผยว่า ตามที่มูลนิธิพระราหู โดย ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู และ พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ได้ดำเนินการโครงการนักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแบบอย่างของนักเรียนและเยาวชนที่มีความรักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงมีความประพฤติที่เป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนและเยาวชนคนอื่นๆ เพื่อเป็นการสร้างแรงบันดาลใจแก่นักเรียนและเยาวชนทั่วประเทศ ทางมูลนิธิพระราหูจึงได้จัดทำสารคดีชุด “นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ” จำนวน 4 ตอน ที่จะนำเสนอแนวคิดและการดำเนินชีวิตของ 4 นักเรียน ที่พร้อมต่อสู้กับทุกๆ อุปสรรค เพื่อเดินหน้าสู่ความหวังและความฝัน โดยยังยึดมั่นในคุณงามความดี รวมทั้งบทบาทและหน้าที่ในฐานะ “นักเรียน”

สำหรับทั้งสารคดีทั้ง 4 ตอน ได้แก่

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP1 : เรื่องของไอซ์ : เรื่องราวของเด็กผู้ชายที่มีความฝันอันยิ่งใหญ่ในการที่จะเดินหน้าสู่อาชีพ ‘นักการเมืองท้องถิ่น’ ภายใต้แนวคิดซื่อตรง-ไม่โกง พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาให้กับประชาชน

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP2 : เรื่องของแตงโม : เรื่องราวของเด็กนักเรียนที่ยอมรับว่าตัวเองไม่ได้มีพร้อมเหมือนคนอื่น แต่พร้อมที่จะเดินหน้าสู้กับปัญหาความไม่พร้อม ผ่านการแบ่งเบาภาระของครอบครัวอย่างเต็มที่ภายใต้เรี่ยวแรงของตนเอง

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP3 : เรื่องของเอม : นักร้อง นักเรียน และนักสู้ชีวิต ที่พร้อมเดินหน้าเผชิญหน้ากับทุก ๆ อุปสรรคและขวากหนามที่เข้ามาและตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ภายใต้เสียงเพลง ภายใต้ชีวิตและความฝันที่อยากจะดูแล ‘คุณยาย’

– นักเรียนดี เยาวชนต้นแบบ EP4 : เรื่องของแก้ว : เรื่องของเด็กดื้อที่จะทำตามความใฝ่ฝันในการเป็น ‘นักร้อง’ ของตัวเอง ที่สำคัญเรื่องของ ‘แก้ว’ ยังเป็นคนที่พร้อมสู้กับทุกเรื่องเพื่อให้สำเร็จไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความฝัน เรื่องของการเรียน และพร้อมที่จะใช้บ่าเล็กๆ รับความกดดันเพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายของตัวเอง

โดยทางมูลนิธิพระราหูจะดำเนินการเผยแพร่สารคดีในทุกๆ วันพฤหัสบดี เวลา 09.00 น.ผ่านทาง Facebook และ Youtube ของ “มูลนิธิพระราหู” และ Facebook และ Youtube ของ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการ-เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.)

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.54 น.

รองอสส.นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) พร้อมจัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้และให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมาย พร้อมฝึกอบรมความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้น ที่ จ.สตูล

เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2568 นางกอร์ปกุล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุด (รอง อสส.) พร้อมด้วย นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) นำคณะพนักงานอัยการและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมตามโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ซึ่งสำนักงานองคมนตรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ จัดขึ้น ณ โรงเรียนกำแพงวิทยา ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล โดยมี พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี เป็นประธานในพิธี

สำหรับโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) เป็นโครงการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สำนักงานองคมนตรีดำเนินการ เพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอด พระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในการช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ทุรกันดาร และรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของราษฎรเพื่อนำไปสู่การแก้ไขและพัฒนา ตลอดจนเชิญพระราชกระแสความห่วงใยและสิ่งของพระราชทานไปมอบให้แก่ราษฎร

โดยการเข้าร่วมโครงการสืบสานพระราชปณิธาน (คสป.) ครั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุด ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมาย ให้บริการปรึกษาปัญหากฎหมายแก่ประชาชน และจัดฝึกอบรมเพื่อเสริมสร้างความรู้ทางกฎหมายเบื้องต้นให้แก่นักเรียนและประชาชนในพื้นที่ จำนวน 50 คน

– 006

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

‘สอวช.’เปิด 6 ปัจจัยแนะ‘มหาวิทยาลัยไทย’มุ่งสู่ความสำเร็จ รับโลกเปลี่ยน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

‘สอวช.’ชี้ทิศทางอนาคต‘มหาวิทยาลัยไทย’ ต้องยืดหยุ่น พร้อมรับโลกเปลี่ยน เร่งกลไกสร้างกำลังคนตอบโจทย์อุตสาหกรรม

21 พฤษภาคม 2568 ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เข้าร่วมเป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “The Next-Gen University: มหาวิทยาลัยแห่งอนาคต” ในโครงการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลักสูตร TU-EDP (Thammasat University-Executive Development Program) รุ่นที่ 7 จัดโดย สถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ ร่วมกับ กองทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต โดยโครงการฯ นี้ จัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารยุคใหม่ในระดับคณะ สำนัก สถาบัน และมหาวิทยาลัย เพื่อต่อยอดวิสัยทัศน์ผู้บริหารให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในด้านต่าง ๆ ของโลก เสริมสร้างความรู้ และทักษะด้านการจัดการสมัยใหม่ที่เหมาะสมกับสถาบันอุดมศึกษา โดยในรุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมโครงการฯ รวม 35 คน

ดร.สุรชัย กล่าวถึงบทบาทของ สอวช. ที่มีหน้าที่หลักในการทำนโยบาย รวมถึงสนับสนุนการทำนโยบายและแผนให้กับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ซึ่งงานที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัย จะทำงานสนับสนุนสำนักงานปลัดกระทรวง อว. (สป.อว.) โดย สอวช. ได้ตั้งเป้าหมายสำคัญที่จะร่วมขับเคลื่อน ด้วยการจัดทำข้อริเริ่มเชิงนโยบาย นำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้าหนุนเป้าหมายระดับชาติ หนึ่งในนั้นคือการผลิตและพัฒนาบุคลากรตอบความต้องการอุตสาหกรรมเป้าหมาย ผ่านแพลตฟอร์มบูรณาการมาตรการและกลไกสนับสนุนการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง และปรับระบบการอุดมศึกษาให้เพิ่มคุณภาพการผลิตบัณฑิต

ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์และทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษา ที่โลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สอวช. โดย ศูนย์คาดการณ์เทคโนโลยีเอเปค (APEC Center for Technology Foresight: APEC CTF) จึงได้นำเครื่องมือคาดการณ์อนาคตเข้ามาช่วยดูว่าในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว มีประเด็นอะไรที่น่าสนใจหรือเป็นกระแสที่จะเกิดขึ้น เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสนับสนุนการวางแผนการทำนโยบาย ตัวอย่างสัญญาณโลกที่ควรรับมือเร่งด่วน เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ การย้ายถิ่นฐานของประชากรจากฝั่งตะวันตกไปเอเชีย เพื่อหางานและโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ การแข่งขันทางเทคโนโลยีระหว่างประเทศในการควบคุมเทคโนโลยีสำคัญ เช่น AI, 5G, Quantum Computing เป็นต้น

จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จึงส่งผลให้สถาบันอุดมศึกษาไทยต้องมีการปรับตัวเพื่อตอบรับกับความท้าทาย ทั้งรูปแบบการจัดการศึกษาแบบ Non-age group, Non-Degree ผู้เรียนต้องเป็น Agile learners ปรับตัวเร็ว เรียนรู้เร็ว มีรูปแบบการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Personalized Education) มีแพลตฟอร์มและโมเดลการเรียนรู้ใหม่ ๆ และยังต้องมองถึงแนวโน้มอาชีพในอนาคตและทักษะในการจ้างงานด้วย

สำหรับความท้าทายของของการศึกษาไทยในอนาคต คือจำนวนเด็กที่ลดลง คาดว่าในปี พ.ศ. 2578 จะเหลือจำนวนเด็กในวัยเรียนเพียง 6.4 ล้านคน และเข้าถึงระบบการศึกษาได้น้อยกว่า 6 ล้านคน ซึ่งแนวโน้มนักเรียนที่เลือกจะศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยก็จะลดลงตามไปด้วย โดย สอวช. ได้ทำการการสำรวจความต้องการบุคลากรทักษะสูง ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายในระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2568-2572) พบว่ามีความต้องการกำลังคนรวม 1,087,548 คน โดยอุตสาหกรรมที่ต้องการกำลังคนสูงสุดคือ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และหุ่นยนต์ และอุตสาหกรรมดิจิทัล

ด้านสถานภาพระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยในปัจจุบัน ดร.สุรชัย ได้ชี้ให้เห็นข้อมูลอัตราการว่างงานของบัณฑิตในสาขาต่าง ๆ พบว่าผู้ว่างงานในสัดส่วนที่มากที่สุดอยู่ในกลุ่มบัณฑิตระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 220,000 คน โดยมีตัวอย่างสาขาด้านวิศวกรรมที่มีแนวโน้มขาดแคลนในอนาคต ต้องเร่งการผลิตและพัฒนา เพื่อลดความเสี่ยงการขาดความสมดุลในตลาด (Mismatch) ได้แก่ วิศวกรโลจิสติกส์ วิศวกรโยธา วิศวกรอิเล็กทรอนิกส์และคมนาคม วิศวกรคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ผู้อำนวยการ สอวช. ยังได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของต่างประเทศที่ใช้นวัตกรรมในการจัดการเรียนการสอน อาทิ Job First, College Included Model โมเดลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ เน้นการฝึกฝนทักษะสำหรับการทำงานให้กับลูกจ้างของสถานประกอบการ Double MSMEs Value Project โครงการที่เปลี่ยนคนที่ไม่ได้รับการศึกษาให้เรียนออนไลน์แล้วได้วุฒิการศึกษา หรือค้าขายและสร้างรายได้เพื่อเพิ่มวุฒิ Micro-credential ระบบการรับรองดิจิทัลที่ตรวจสอบความสามารถของแต่ละบุคคลในทักษะเฉพาะหรือชุดทักษะ (Skill Set) นำไปสู่การพัฒนาความสามารถที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ เป็นต้น จากข้อมูลกรณีศึกษาต่าง ๆ

เมื่อนำมาถอดบทเรียน พบว่ามีปัจจัยความสำเร็จในการจัดการศึกษา ดังนี้ 1. หลักสูตรที่หลากหลาย 2. พันธมิตรที่แข็งแกร่ง 3. บุคลากรที่มีคุณภาพระดับชั้นนำ 4. ความเป็นสากล 5. ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำ และ 6. สภาพแวดล้อมที่ดี

ในส่วนของนโยบาย กลไกสนับสนุน อววน. ของกระทรวง อว. มีนโยบายและกลไกเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรม อาทิ โครงการพัฒนาทักษะกำลังคนเพื่ออนาคต (Reskill/Upskill) โครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โครงการพัฒนาทักษะเพื่อการจ้างงานตามความต้องการของประเทศ (GenNX) แพลตฟอร์มการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง ตอบการลงทุนของภาคผลิตและบริการ (STEMPlus) Cooperative and Work Integrated Education (CWIE) การบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงาน (Work-integrated Learning: WiL) การยกระดับภาคอุตสาหกรรมด้วยการผลิตบัณฑิตศึกษาและวิจัยพัฒนานวัตกรรม (Hi-FI และ RDI) และการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) โดยล่าสุดมีการอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ไปแล้ว 19 ข้อเสนอ มีเป้าหมายผลิตกำลังคน 25,905 คน อีกทั้งยังมีการขับเคลื่อนหลักสูตร Semiconductor Engineering ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง 8 สถานประกอบการ และ 15 สถาบันอุดมศึกษา ที่จะเริ่มเปิดหลักสูตรในปีการศึกษา 2568 ด้วย

นอกจากนี้ สอวช. ยังสนับสนุนให้เกิดกลไก University Holding Company (UHC) โดยส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยหรือสถาบันวิจัยของรัฐ สามารถร่วมลงทุนกับเอกชนได้โดยตรง ซึ่งการขับเคลื่อนในขั้นต่อไปคือการสร้างเครือข่ายเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างความร่วมมือในการจัดตั้ง UHC การพัฒนามาตรการ/กลไก ส่งเสริมระบบนิเวศการร่วมลงทุน รวมถึงการปลดล็อกข้อจำกัดอื่น ๆ ที่ยังเป็นอุปสรรคในการดำเนินงาน

ดร.สุรชัย ได้กล่าวในช่วงท้ายถึงแนวทางการปรับตัวของสถาบันอุดมศึกษาในอนาคต โดยมีนโยบาย กลยุทธ์ แนวทาง มาตรการหรือแผนงานที่ช่วยปิดช่องว่างระหว่างอุปสงค์และอุปทานของตลาดแรงงานในอนาคต ได้แก่

1. โปรแกรมเติมเต็มสมรรถนะบัณฑิตอย่างเร่งด่วนเพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลง

2. หลักสูตรนวัตกรรมการอุดมศึกษาเพื่อผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง

3. โปรแกรมการพัฒนาทักษะบุคลากรผ่านการฝึกอบรมระยะสั้นแบบเข้มข้นเพื่อการจ้างงาน

4. แพลตฟอร์มส่งเสริมการพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง

นอกจากนี้ กระทรวง อว. ยังได้มีแนวทางการทำ Skill Future Thailand คือการนำทักษะที่พึงมีของแต่ละอาชีพมาเทียบกับทักษะของผู้เรียนที่ต้องการประกอบอาชีพนั้น ๆ เพื่อให้รู้ว่าผู้เรียนยังขาดทักษะในด้านใดและจะต้องเสริมทักษะใดเพิ่มเติมด้วย

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ‘Xue Long 2’ เยือนไทย พร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เฉลิมพระเกียรติ กรมสมเด็จพระเทพฯ” ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีนเยือนไทยพร้อมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย – จีน พิธีต้อนรับอบอุ่นครั้งแรกในน่านน้ำไทย เปิดให้เข้าชมแล้วถึง 23 พ.ค.นี้ ณ ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ขณะที่ อพวช.จัดนิทรรศการควบคู่ที่ท่าเรือและ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอนตั้งแต่วันนี้ถึง 25 พ.ค.2568

เมื่อเร็วๆนี้ ที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี มีพิธีต้อนรับ “เรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 (Xue Long 2)” เรือตัดน้ำแข็งเพื่อการวิจัยขั้วโลกที่ทันสมัยที่สุดของจีน ที่เดินทางมาจากขั้วโลกใต้และมุ่งตรงมายังประเทศไทยเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี พ.ศ. 2568  โดยมี พล.ร.ต.ธำรง สุพรรณพงศ์ ผอ.กทส.ฐท.สส. เป็นผู้แทนฐานทัพเรือสัตหีบ พร้อมด้วย ศ.ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์ กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM ให้การต้อนรับนายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 และคณะลูกเรือ

ศ.ดร.ไพรัช กล่าวว่า ปีนี้มี 2 เหตุการณ์สำคัญคือกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา 2 เมษายน 2568 และเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 50 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน ปี 2568 การมาเยือนของเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 มาเพื่อร่วมเฉลิมฉลอง 2 วาระสำคัญดังกล่าว โดยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์ทอดพระเนตรเรือตัดน้ำแข็งเสว่หลง 2 เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา และจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าเยี่ยมชมเรือซึ่งได้จอดเทียบท่าที่ท่าเรือจุกเสม็ด การท่าเรือสัตหีบ ฐานทัพเรือสัตหีบ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ตั้งแต่วันนี้ – 23 พ.ค. 2568

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จะจัดขึ้นควบคู่กับการมาเยือนของเรือเสว่หลง 2 ได้แก่ การจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” ระหว่างวันที่ 14 – 25 พ.ค.2568 ณ Crystal Court ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน และการเสวนาระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้มีประสบการณ์เดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2 กับเยาวชนไทย, กิจกรรมเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สู่สาธารณชนของนักวิทยาศาสตร์ไทยและจีนที่เคยเดินทางไปสำรวจขั้วโลกใต้ด้วยเรือเสว่หลง 2, การประชุมวิชาการ “Thailand-China Polar Science Conference”, และพิธีอำลาเรือเสว่หลง 2 โดยในระหว่างที่เรือจอดเทียบท่าเรือจุกเสม็ด จะมีการนำคณะลูกเรือเข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและเยี่ยมชมความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทย ณ สวนนงนุช พัทยาอีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผอ. NSM กล่าวว่า NSM ได้ร่วมจัดนิทรรศการ “Xue Long 2 and See the Unseen in Polar Region” เพื่อเปิดโลกวิทยาศาสตร์ขั้วโลกและกระตุ้นความสนใจในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง นิทรรศการจัดแสดงที่สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 14-25 พ.ค. 68 และท่าเรือจุกเสม็ด ระหว่างวันที่ 20 – 23 พ.ค. 2658 จากนั้น NSM มีแผนนำไปจัดแสดงต่อที่จัตุรัสวิทยาศาสตร์ อพวช. เดอะ สตรีท รัชดา เพื่อให้ประชาชนที่พลาดโอกาสยังสามารถเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับการสำรวจขั้วโลกใต้ เทคโนโลยี และงานวิจัยสำคัญได้

ขณะที่ นายเสียว ชื่อหมิง ผู้บังคับการเรือเสว่หลง 2 กล่าวว่า เรือเสว่หลง 2 เป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำที่ 4 ของจีนและเป็นเรือสำรวจขั้วโลกลำแรกของจีนที่สร้างขึ้นเองทั้งหมด เป็นเรือตัดน้ำแข็งขนาดกลางที่มีความทันสมัยและมีสมรรถนะสูงที่สุดลำหนึ่งของโลก ภารกิจหลักของเสว่หลง 2 คือการสนับสนุนการสำรวจวิจัยขั้วโลกในหลากหลายสาขา นอกจากนี้ เรือยังมีบทบาทสำคัญในการรับส่งนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย พร้อมเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงการขนส่งเสบียง อาหาร เชื้อเพลิง และอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับสถานีวิจัยของจีนทั้งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ โดยจีนมีสถานีวิจัยหลายแห่งทั้งที่ขั้วโลกใต้ ได้แก่ สถานี Great Wall (1985), Zhongshan (1989), Kunlun (2009), Taishan Camp (2014) และสถานีล่าสุด Qinling (2024) และที่ขั้วโลกเหนือคือสถานี Yellow River (2004) ซึ่งเสว่หลง 2 มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการดำเนินงานของสถานีเหล่านี้

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

​ชวนวัยรุ่น ‘พักผ่อน’…ก่อนใส่ให้เต็มที่ หลังพบ Gen Z ยังเครียดสูง แม้อยู่ในช่วงปิดเทอม

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นันยาง เชิญชวนนักเรียนทั่วประเทศ “พักผ่อน” เพื่อส่งเสริมให้วัยรุ่นไทยเห็นถึงความสำคัญของการหยุดพักผ่อนทั้งกายและใจ เติมพลัง เตรียมพร้อม “ก่อนใส่ให้เต็มที่” ในปีการศึกษาใหม่ โดยแคมเปญ “พักผ่อน…ก่อนใส่ให้เต็มที่” สะท้อนถึงความตั้งใจของนันยางที่เข้าใจอินไซต์ของคนยุคปัจจุบันโดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น Gen Z ที่ต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้า จนกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับ แม้ในช่วงเวลาปิดเทอมซึ่งควรเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน แต่หลายคนกลับรู้สึกผิดหรือกังวลใจ หากไม่ได้แข่งขันหรือพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในครั้งนี้ นันยางเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า “นอนยาง?” ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เป็นมากกว่ารองเท้า โดยผลิตเป็น “หมอนนอนยาง” ที่ตั้งใจทำขึ้นเพื่อส่งพลังบวกที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นอย่างจริงใจ โดยเฉพาะในช่วงที่ท้อแท้ เหนื่อยล้ากับชีวิต หรือหมดไฟ  ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากแฟนๆ นันยางจำนวนมาก

และต่อยอดสู่กลุ่มนักเรียนมัธยม วัยรุ่น Gen Z ที่เผชิญศึกหนักจากการเรียนที่ผ่านมาไม่แพ้กัน ผ่านการนำเสนอภาพถ่ายและข้อความที่สื่อสารตามจุดที่วัยรุ่นรวมตัวกัน เช่น สถาบันกวดวิชา ป้ายรถตุ๊ก ๆ และจอยักษ์ MBK พร้อมปล่อยวิดีโอออนไลน์กระตุ้นการรับรู้ และกิจกรรมสนุกๆ ให้วัยรุ่นร่วมกันส่งภาพ “เพื่อนที่พักใจ” เพื่อลุ้นโชว์ภาพขึ้นจอยักษ์ MBK กลางสี่แยก สร้างตำนานความทรงจำวัยว้าวุ่นในช่วงปิดเทอมนี้

“นันยางคาดว่าแคมเปญในครั้งนี้จะสร้างการรับรู้ที่ว่า “การหยุดพัก ไม่ใช่ความผิด แต่คือก้าวสำคัญในการดูแลตัวเอง เมื่อความเครียดถูกคลาย ความคาดหวังถูกวางลง พลังกายและพลังใจจะกลับมา พลังนี้แม้มองไม่เห็นด้วยตา แต่สามารถสัมผัสได้ผ่านการดูแลใจ ซึ่งงานวิจัยจำนวนมากยืนยันตรงกันว่า การพักผ่อนสามารถช่วยพัฒนาทั้งจิตใจและร่างกายได้จริง เราจึงอยากให้วัยรุ่น Gen Z ใช้ช่วงโค้งสุดท้ายของปิดเทอมนี้ พักผ่อนให้เต็มที่ ใจดีกับตัวเอง พร้อมก้าวต่อไปในเส้นทางและจังหวะชีวิตของตนเองตามที่ต้องการ” ดร.จักรพล จันทวิมล กรรมการผู้จัดการ บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กล่าว

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม 'การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์'

วว.เสริมแกร่งนักวิจัย จัดอบรม ‘การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เสริมแกร่งนักวิจัย – ดร.โศรดา วัลภา รองผู้ว่าการบริการอุตสาหกรรม วว. เป็นประธานเปิดการอบรมหัวข้อ “การขออนุญาตอาหารทางการแพทย์” โดยได้รับเกียรติจาก น.ส.พัชราภรณ์  ธำรงกิจเจริญ  นักวิชาการอาหารและยาชำนาญการพิเศษ  อย.  เป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้ให้แก่นักวิจัย วว.  เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการยื่นคำขอขึ้นทะเบียนอาหาร ข้อกฎหมายและเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับอาหารทางการแพทย์ รวมทั้งการรักษามาตรฐานการผลิตและคุณภาพหรือมาตรฐานผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ณ ห้องประชุมใหญ่ชั้น 5 อาคาร Admin วว.เทคโนธานี

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ครบรอบ 2 ปี สกร. พร้อมขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีเปิดวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 พร้อมทั้งมอบโล่ศิษย์เก่าเกียรติยศ ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  และมอบรางวัลการประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายเอกราช ชวีวัฒน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้อำนวยการกองและกลุ่มที่ตั้งอยู่ส่วนกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร และบุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เข้าร่วม ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ)

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า วันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568  ถือเป็นวาระสำคัญในการแสดงพลังของหน่วยงานที่ขับเคลื่อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เป็นจริงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ การจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่การเพิ่มหน่วยงานในระบบราชการ แต่คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ เพื่อนำการศึกษาที่ก้าวข้ามกรอบห้องเรียนสู่ชีวิตจริงของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกวิถีชีวิต ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งดิจิทัลชุมชน และการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ให้ประชาชนสามารถปรับตัวในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงและมีคุณค่า เพราะ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต คือพลังของประเทศ” ยิ่งประชาชนมีโอกาสเรียนรู้มากเท่าไร ประเทศยิ่งมีพลังในการพัฒนามากขึ้นเท่านั้น

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.  กล่าวว่า สกร. กำหนดให้วันที่ 18 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ หลังจากพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ซึ่งงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 นี้ จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงจุดเริ่มต้นของการจัดตั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมทั้งสื่อสารบทบาท ภารกิจ และทิศทางการขับเคลื่อนงานในการส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย และทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พุทธศักราช 2566 โดยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย พัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง รวมถึงการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองและในชุมชน และประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อสร้าง “ระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนในทุกบริบทของสังคมไทย ตลอดระยะเวลาสองปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเรียนรู้มุ่งมั่นดำเนินงานเชิงรุก เพื่อปลุกพลังการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย ผ่านการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ รวมถึงกลุ่มเปราะบาง โดยเชื่อมั่นว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เพียงสิ่งที่เกิดในห้องเรียน หากแต่คือเครื่องมือที่เปลี่ยนชีวิตคน และขับเคลื่อนประเทศได้อย่างแท้จริง

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมภายในงานวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำปี 2568 ณ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) ครั้งนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกและยกย่องเจตนารมณ์ของการก่อตั้ง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เผยแพร่ผลงานของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ทั่วประเทศ และสร้างแรงบันดาลใจให้สังคมตระหนักว่า “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” คือสิทธิพื้นฐานของทุกคน และเป็นทุนทางปัญญาที่จะหล่อหลอมประชาชน ให้มีศักยภาพในการดำรงชีวิตอย่างมั่นคงและมีคุณค่าในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบด้วย พิธีทางศาสนาเพื่อความเป็นสิริมงคล พิธีมอบโล่ เชิดชูเกียรติแก่ “ศิษย์เก่า” และ “ศิษย์ปัจจุบันเกียรติยศ” และรางวัลประกวดบทความ “ความภาคภูมิใจในการเป็นบุคลากรกระทรวงศึกษาธิการ” รวมจำนวน 25 รางวัล  และการจัดนิทรรศการผลงาน จากสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 6  โดยจัดนิทรรศการใน 3 หมวด คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนิทรรศการและกิจกรรมที่ สกร.นำมาจัดแสดงในวาระวันสถาปนากรมฯ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน “Virtual Reading การอ่านในโลกเสมือนจริง” จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้  ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา คือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป็นต้น

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

ปส.อว.-WINS จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสี

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เทียบเท่าสากล – ปส.อว. ร่วมกับ World Institute for Nuclear Security (WINS) ภายใต้การสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศของแคนาดา จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “Regional Training Course on Secure Transport of Radioactive Sources” ระหว่างวันที่ 19 – 23 พฤษภาคม 2568 ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ เพื่อยกระดับศักยภาพของบุคลากรและการสร้างมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยในการขนส่งวัสดุกัมมันตรังสีให้

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประธานพิธี – เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาธีราจารย์ (ปสฤทธ์ เขมงฺกโร) กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เมตตาเป็นประธานในพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเชิดชูเกียรติให้กับสถาบันการศึกษา/โรงเรียน ที่ให้การสนับสนุนส่งเสริม นักศึกษาและนักเรียน เข้าสอบธรรมศึกษาสนามหลวง ประจำปี 2567 และพิธีมอบประกาศนียบัตรผู้ทำคุณประโยชน์ส่งเสริมการเรียนการสอนธรรมศึกษา ณ พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร