เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

เลี้ยงเป็นเปลี่ยนชีวิต ‘มข.’ดันธุรกิจ‘จิ้งหรีด’

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อย่างที่หลายคนทราบดีว่า “จิ้งหรีด” เป็นแมลงที่ได้รับความสนใจในหลายมิติ เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูง จนเกิดกระแสนิยมการบริโภคโปรตีนจากแมลงในทวีปยุโรปและอเมริกา ยกให้เป็นอาหารใหม่ หรือ Novel Food อาหารแห่งอนาคต ทั้งยังมีการคาดการณ์ว่า อุตสาหกรรมโปรตีนจากแมลงจะขยายตัว 3.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2570 ซึ่งผู้ซื้อรายใหญ่ในตลาดนี้คือ บริษัทอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ผลิตนมทางเลือก และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เป็นต้น 

ในด้านเศรษฐกิจไทย จิ้งหรีดสามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยเฉพาะในชนบทที่มีพื้นที่จำกัด ซึ่งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในไทยมีมากกว่า 20,000 ราย และมากกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยที่เกษตรกรกลุ่มแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเริ่มเลี้ยงจิ้งหรีดมาตั้งแต่ปี 2541 แต่ปัจจุบันกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดที่สามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและส่งออกต่างประเทศได้ กลับเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ภาคกลาง และอื่น ๆ

ดร.อนุวรรตน์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าโครงการเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการผ่านกระบวนการพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าใหม่ของการเลี้ยงจิ้งหรีดเพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้รับทุนสนับสนุนของหน่วยบริการและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีมวิจัยได้ขับเคลื่อนงานในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และร้อยเอ็ด

โดยผลจากการสืบค้นข้อมูลพบว่าตลาดจิ้งหรีดมีมูลค่ารวมถึง 23 ล้านบาท แต่เม็ดเงินเหล่านั้นกลับไปถึงมือกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่เพียง 7 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรต้องซื้ออาหารจิ้งหรีดสำเร็จรูปจากนอกพื้นที่  ดังนั้นในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าใหม่ (New Value Chain) ของการเลี้ยงจิ้งหรีดในพื้นที่ สิ่งที่ดำเนินการในส่วนต้นน้ำคือ “การพัฒนาสมรรถนะและศักยภาพของกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีด” เพื่อทำให้เกิด “ผู้ผลิตอาหารจิ้งหรีดในพื้นที่” ตั้งแต่ผู้ผลิตวัตถุดิบจากอาหารสัตว์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ในพื้นที่

เพื่อปิดช่องว่าง ลดการพึ่งพิงห่วงโซ่ (Chain) จากนอกพื้นที่ และออกแบบการจัดการธุรกิจที่จะทำให้รายได้กระจายสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการอย่างทั่วถึงและเหมาะสม ที่ผ่านมาทีมวิจัย ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง และเกษตรกร 11 กลุ่ม จำนวน 124 คน ได้ทำงานร่วมกันโดยยึดหลักการ “พาทำ และทำกัน” เพราะการเลี้ยงจิ้งหรีดไม่ใช่เพียงการทำโรงเรือนที่ได้มาตรฐานฟาร์ม GAP (Good Agricultural Practices) แต่ต้องช่วยให้เกษตรกรมีศักยภาพในการผลิตอาหารจิ้งหรีดต้นทุนต่ำโดยใช้ทรัพยากรพื้นถิ่น

โดยการใช้สูตรอาหารสำเร็จรูปสูตรใหม่นี้สามารถลดต้นทุนการผลิตจิ้งหรีดจาก 71.99 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด เหลือเพียง 61.06 บาท/หนึ่งกิโลกรัมจิ้งหรีด แต่ที่สำคัญกว่าการลดต้นทุนก็คือ การทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐานตามความต้องการของตลาดได้ โดยในส่วนนี้เป็นการถอดความรู้ประสบการณ์ เทคนิค และภูมิปัญญาในการเลี้ยงจิ้งหรีดของพี่น้องเกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม

นำจุดเด่นของแต่ละกลุ่มมาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกัน เพื่อสร้างเป็น “องค์ความรู้ร่วม” ที่ทุกคนสามารถนำไปใช้  พร้อมกันนั้นทีมวิจัยยังเข้าให้ความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจ และเป็นทั้งพี่เลี้ยงและโค้ชให้กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีด และกลุ่มที่เกี่ยวข้อง มีทักษะในบริหารจัดการเชิงธุรกิจในแบบ Local Enterprise หรือรูปแบบธุรกิจปันกัน วิถีแห่งการเกื้อกูล รวมถึงความพยายามในการสร้างหรือพัฒนา “ผู้รวบรวมในพื้นที่” ที่จะทำหน้าที่เป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญของห่วงโซ่คุณค่าใหม่ที่จะสามารถทำให้เกิดการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง เหมาะสมและเป็นธรรม

“การเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นการทำธุรกิจ แต่มองว่าเป็นวิถีชีวิตที่คล้ายๆ กับการทำนา เราจึงต้องเปลี่ยน Mindset ใหม่ เสริมมุมมองเรื่องการทำธุรกิจให้เขารู้ว่า การเลี้ยงจิ้งหรีดก็คือการลงทุนทำธุรกิจ เมื่อได้เงินมาก็ต้องจัดการแบ่งส่วนไว้สำหรับการเลี้ยงรอบต่อไป เพื่อไม่ให้ต้องเป็นหนี้เพิ่ม ดังนั้นเป้าหมายของงานวิจัยชิ้นนี้นอกจากต้องการให้เกษตรกรมีศักยภาพในการเลี้ยงจิ้งหรีดให้ได้คุณภาพแล้ว เขายังต้องสามารถจัดการธุรกิจของตนเองได้ด้วย

สามารถวิเคราะห์ทิศทางหรือเป้าหมายต่อไปโดยเฉพาะในเรื่องของตลาด และศึกษามาตรฐานของผลผลิตจิ้งหรีดที่เข้าเกณฑ์การส่งออกไปยังประเทศต่างๆ รวมถึงความสนใจหรือคุณค่าที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญในปัจจุบันเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ยิ่งขึ้น” ดร.อนุวรรตน์ กล่าว

ดร.อนุวรรตน์ กล่าวต่อไปว่า ล่าสุด เกษตรกรทั้ง 11 กลุ่ม ที่เข้าร่วมโครงการนี้ ได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายความร่วมมือหน่วยธุรกิจในพื้นที่” ที่นอกจากจะสร้างอำนาจในการต่อรองกับพ่อค้าคนกลางแล้ว ยังรวมถึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันทั้งเรื่องอาหาร รวมถึงการจัดหาจิ้งหรีดให้ได้ตามออร์เดอร์ที่รับมา  

ส่วนในระยะต่อไปทีมวิจัยได้ตั้งเป้าหมายว่าจะยกระดับเป็นเครือข่ายธุรกิจร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และสำหรับการส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ได้เกิดผลลัพธ์ใน 3 ระดับ โดยมีทั้งกลุ่มที่ “ตั้งไข่ได้” “เติบโตได้” และ “ปล่อยมือได้” ซึ่งในกลุ่มที่ปล่อยมือได้คือเขาสามารถหล่อเลี้ยงตนเอง วางแผนธุรกิจ วางแผนตลาด และยังเป็นผู้รวบรวมสินค้าจากชุมชนไปจำหน่ายได้ด้วย

ทางด้าน นายภูดิส หาญสวัสดิ์ ตัวแทนผู้ประกอบการจากภูดิศ บั๊กฟาร์ม และวิสาหกิจชุมชนจิ้งหรีดอำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หากผู้ผลิตสามารถควบคุมปัจจัยการผลิตด้านความสะอาด อาหาร และอุณหภูมิได้  ด้วยเทคนิคและวิธีการที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ ก็จะลดเวลาการผลิตจิ้งหรีดจาก 45 วัน เหลือเพียง 34-36 วันเท่านั้น

นางอรวรรณ วอทอง หนึ่งในนักวิจัยชุมชน และหัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้รับรางวัล “เลิศรัฐ” ซึ่งเป็นรางวัลระดับประเทศ ในด้านจิ้งหรีดปลดหนี้แก้จน ในประเภทรางวัลดีเด่น เมื่อปี 2567 กล่าวว่า เดิมกลุ่มของเราเลี้ยงจิ้งหรีดขายตามฤดูกาล และขายพ่อค้าคนกลาง แต่ก็โดนกดราคา เพราะการเลี้ยงยังไม่ได้มาตรฐาน

จึงตัดสินใจกู้เงินจาก ธ.ก.ส. โดยได้รับการหนุนเสริมจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการจัดทำแผนธุรกิจ มาทำโรงเรือนจิ้งหรีด และเป็นพี่เลี้ยงพาเราเรียนรู้และลงมือทำไปด้วยกัน พัฒนาจนได้มาตรฐานฟาร์ม GAP ปรับกระบวนการเลี้ยง ทำให้เราสามารถผลิตจิ้งหรีดคุณภาพและมีเงินมาชำระหนี้จากการสร้างโรงเรือน จนกระทั่งปลดหนี้ได้ในปีนี้ และสามารถจัดการเงินหมุนเวียนเพื่อการลงทุนต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการนี้จะหนุนเสริมให้กลุ่มสามารถปรับเปลี่ยนกระบวนการเลี้ยงจิ้งหรีดและนวัตกรรมการผลิตที่มีคุณภาพยิ่งขึ้นได้แล้ว ทั้งยังสามารถวางแผนธุรกิจ บันทึกรายรับ-รายจ่าย และวางแผนการผลิตได้แล้ว แต่ยังมีปัญหาที่กลุ่มของตนและเครือข่ายเผชิญคือ “ราคาและตลาดที่ไม่คงที่” สิ่งที่กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดอยากเห็น คือตลาดกลางหรือจุดรวมจิ้งหรีดในตลาดระดับภูมิภาค ที่จะช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดได้เดินตามเส้นทางของธุรกิจที่เป็นธรรม โดยไม่ถูกตัดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

“การเลี้ยงจิ้งหรีด ไม่มีการแข่งขัน หากเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกันได้ หากแบ่งปันกันได้ ทั้งความรู้ นวัตกรรม และตลาด ก็จะเกิดความยั่งยืนในกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดและผู้ประกอบการที่เลี้ยงเป็นอาชีพหลัก  ทั้งตัวเกษตรกร คนตกงาน หรือถูกเลิกจ้าง ก็สามารถกลับมาเลี้ยงจิ้งหรีดเป็นทั้งอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมอยู่ในชุมชนได้อย่างมั่นคง  ซึ่งสำหรับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเลี้ยงจิ้งหรีดบ้านฮ่องฮี ที่ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เป็นจิ้งหรีดตัว แต่เราก็มองถึงการก้าวไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งออกอย่างมีมาตรฐานด้วยเช่นกัน” นางอรวรรณ กล่าว  

                                      หน่วยบริการและจัดการทุนวิจัย

                                          ด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.)

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

‘ศศินทร์’ชวนผู้สนใจร่วมเสวนา แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ขอเชิญเข้าร่วมงาน Sasin Research Seminar “Inspire. Connect. Transform: The ‘Schooling’ Role of Business Schools in Tackling Social Enterprise Dilemmas – A Collaboration Between Sasin and Restart Academy” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพุธที่ 23 เม.ย. 2568 เวลา 12:00-13:00 น. ณ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารศศปาฐศาลา ห้อง 502 ชั้น 5

งานนี้เป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เชี่ยวชาญในด้านการศึกษา พร้อมทั้งศึกษาบทบาทของโรงเรียนธุรกิจในการช่วยแก้ไขปัญหาขององค์กรเพื่อสังคม โดยผู้สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนได้ที่ https://forms.gle/rR274JqmUNECLMUe7 หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ researchseminar@sasin.edu หรือโทร 02-218-4095

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

‘ม.ทักษิณ’ร่วมจัดงาน‘วันว่าง’ สืบสานประเพณีสำคัญของชาวใต้

วันจันทร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วกับ “เทศกาลวันว่าง : ประเพณีสงกรานต์ภาคใต้ (The Traditional Southern Thai Songkran Festival) ประจำปี 2568” ซึ่งกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-12 เม.ย. 2568 ณ สถาบันทักษิณคดีศึกษา เกาะยอ สงขลา โดยสถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ร่วมกับ องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะยอ องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา และภาคีเครือข่าย

รศ.ดร.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยทักษิณ  กล่าวว่า สถาบันทักษิณคดีศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ ในฐานะที่เป็นหน่วยงานทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมภาคใต้ ตระหนักถึงความสำคัญของประเพณีวันว่าง ซึ่งเป็นประเพณีสงกรานต์ของชาวใต้ รวมถึงให้ความสำคัญกับศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่นอื่นๆ กิจกรรมเทศกาลวันว่างในครั้งนี้จึงได้ฟื้นฟูประเพณีรดน้ำขึ้นเบญจาขึ้นมา

โดยสร้างเบญจาที่ประดับด้วยศิลปะการแทงหยวกอันวิจิตรงดงาม อันเป็นผลงานของช่างแทงกลุ่มร่องลายไทย ซึ่งเป็นช่างแทงหยวกสกุลช่างสงขลาที่ทำกิจกรรมทำนุบำรุงศิลปะท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง แล้วอันเชิญรูปหล่อสามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลา สมเด็จเจ้าเกาะยอ  สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่  และสมเด็จหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด ขึ้นประดิษฐานบนเบญจาให้ประชาชนได้สรงน้ำเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตในโอกาสเทศกาลวันว่างในปีนี้ด้วย

“กิจกรรมในครั้งนี้นอกจากจะได้สืบสานประเพณีท้องถิ่นของชาวใต้อันถือเป็นเครื่องมือในการเชื่อมรอยต่อของยุคสมัยแล้ว กิจกรรมนี้ยังได้ส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมในด้านความกตัญญูรู้คุณต่อปูชนียบุคคล บุพการี และผู้สูงอายุ ผู้เป็นเสมือนร่มโพธิ์ร่มไทรของชุมชนและครอบครัวอีกด้วย” รศ.ดร.ณฐพงศ์ กล่าว

 อาจารย์พนิดา ฐปนางกูร รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันทักษิณคดี กล่าวเสริมว่า กิจกรรมเทศกาลวันว่าง นอกจากจะมีการสรงน้ำสามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มทะเลสาบสงขลาแล้ว ยังมีการเสวนาวิชาการ “เหลียวหลัง มองอนาคตมรดกภูมิปัญญาโนราจากรากสู่โลก” และการเสวนา “สามสมเด็จเจ้าแห่งลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ความเชื่อที่มั่นคง” ซึ่งเป็นกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาบุคลากรทางด้านศิลปะ วัฒนธรรม

และภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ การตลาด และการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์กับเจ้าของมรดกภูมิปัญญา ศิลปินพื้นบ้าน และผู้ประกอบการทางด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ให้สามารถพัฒนาต่อยอดไปสู่การขับเคลื่อนธุรกิจทางวัฒนธรรม สามารถสร้างรายได้เชิงพาณิชย์ เพื่อการพึ่งพาตนเองให้เกิดความยั่งยืนในอนาคตต่อไป

“ในงานมีการออกร้านของกลุ่มชุมชน การสาธิต การทำขนมพื้นบ้าน ร้อยลูกปัดโนรา และนิทรรศการทางวัฒนธรรมท้องถิ่นภาคใต้ รวมทั้งมีศิลปะการแสดงพื้นบ้าน โนรา หนังตะลุง เพลงบอก และเพลงเรือแหลมโพธิ์ การบริการนำเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายในเกาะยอ “มู…มูเตลูเกาะยอบ้านเรา”  และการบริการเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมภายในพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา สถาบันทักษิณคดีศึกษา “พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา” ยามสนธยา Night Museum และ Workshop การแทงหยวกอีกด้วย” อาจารย์พนิดา กล่าว

‘โจ้ สืบศักดิ์’อดีตนักตะกร้อทีมชาติชื่อดัง รับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น’ม.กรุงเทพธนบรุี’

'โจ้ สืบศักดิ์'อดีตนักตะกร้อทีมชาติชื่อดัง รับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น'ม.กรุงเทพธนบรุี'

‘โจ้ สืบศักดิ์’อดีตนักตะกร้อทีมชาติชื่อดัง รับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น’ม.กรุงเทพธนบรุี’

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 19.54 น.

“ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล”มอบโล่ศิษย์เก่าดีเด่นให้”รองผู้กำกับโจ้” พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสืบ อดีตนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยชื่อดัง พร้อมสร้างแรงบันดาลใจ และยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยในเครือของ ม.กรุงเทพธนบุรี ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษากรุงเทพธนบุรี และวิทยาลัยเทคโนโลยีโพลีกรุงเทพ จัดพิธีรับประกาศนียบัตรประจำปีการศึกษา 2567 วันแห่งความทรงจำของเหล่านักศึกษา ณ อาคาร BANGKOK THONBURI HALL ม.กรุงเทพธนบุรี (มกธ.) โดย ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี ม.กรุงเทพธนบุรี เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรให้กับผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จากวิทยาลัยอาชีวศึกษากรุงเทพธุรกิจ และวิทยาลัยเทคโนโลยีโพลีกรุงเทพ ประจำปีการศึกษา 2567 พร้อมกล่าวให้โอวาทและแสดงความยินดีกับผู้เข้าร่วมงานดังกล่าว และได้เน้นย้ำถึงความสามารถ ความรู้ และทักษะที่ได้รับจากสถาบันไปใช้งานและดำเนินชีวิต

ในการนี้ รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้ปกครองได้ร่วมแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยในเครือของ มกธ. ทั้ง 2 แห่งดังกล่าวด้วย รวมถึงได้รับเกียรติจาก “รองผู้กำกับโจ้” พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ผันสืบ อดีตนักกีฬาตะกร้อทีมชาติไทยชื่อดัง เจ้าของฉายา “โจ้หลังเท้า” ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รอง ผกก.จร.สน.วังทองหลาง และกรรมการสมาคมกีฬาตะกร้อแห่งประเทศไทย ขึ้นรับโล่ศิษย์เก่าดีเด่น ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนดีเด่น

ทั้งนี้ พ.ต.ท.สืบศักดิ์ ได้ขึ้นกล่าวถึงประสบการณ์การเรียนและเคล็ดลับความสำเร็จต่าง ๆ ให้กับรุ่นน้องที่เข้าร่วมงาน และเฉลิมฉลองการมอบรางวัลพิเศษแก่นักศึกษาที่มีลักษณะโดดเด่นทั้งด้านการศึกษาเพื่อสังคม

สำหรับบรรยากาศภายในงาน มีบูธอาหารออกแบบพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้ทุกคนได้รับประสบการณ์ที่น่าประทับใจและมีความสุข อาหารว่างและเครื่องดื่มจัดแบบเซลฟ์เซอร์วิส  ซึ่งโซนอาหารจะถูกจัดแบ่งเป็นหลายส่วนตามธีมของงาน  และโซนขนมจัดเป็นธีมการเฉลิมฉลองที่ตกแต่งด้วยสีประจำสถาบัน โดยมีการนำสัญลักษณ์ของสถาบันมาประยุกต์ใช้ในการตกแต่ง ได้ช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์

ขณะที่ ผู้ปกครองและคณาจารย์ที่มาร่วมแสดงความยินดี ต่างปลาบปลื้มและตื้นตันใจ ที่ได้เห็นนักศึกษาสวมชุดครุยสวยสง่างาม เดินเข้าหอประชุมอันโดดเด่นยิ่งใหญ่ พิธีมอบประกาศนียบัตรเป็นความสำเร็จในจุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตใหม่ของนักศึกษาทุกคน ทั้งนี้มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีขอแสดงความชื่นชมและส่งความปรารถนาดีให้กับทุกท่านก้าวสู่อนาคตที่สดใสและประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เลือกต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

สกู๊ปพิเศษ : ถอดรหัสอนาคต AI ประเทศไทย ‘แผน-คน-ทีมเวิร์ค’ ทางรอดในสนามแข่งโลก

วันอาทิตย์ ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เวทีสัมมนา “Decoding Thailand’s AI Future Strategy for Competitive Edge” โดย สวทช. ร่วมกับ Techsauce ในการประชุมวิชาการประจำปี สวทช. ครั้งที่ 20 (NAC2025) ไม่ได้เป็นเพียงการอัปเดตเทรนด์ AI ทั่วไป แต่เปรียบเสมือนการ เปิดอกคุย ครั้งสำคัญของผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และภาคธุรกิจชั้นนำ ถึงทิศทางอนาคต AI ของไทย ท่ามกลางคำถามใหญ่ว่า แผน AI แห่งชาติที่วางไว้ก่อนยุค ChatGPT จะไปต่ออย่างไร และไทยจะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันยุคใหม่ที่ AI เขย่าทุกวงการได้อย่างไร

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค สวทช. เปิดเผยว่า สวทช. ได้ริเริ่มขับเคลื่อนแผน AI แห่งชาติ มาตั้งแต่ปี 2019 ซึ่งวางรากฐานไว้ก่อนยุค Generative AI จะเฟื่องฟู แต่การมาถึงของเทคโนโลยีอย่าง ChatGPT ได้พลิกเกม ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ทั้งการปรับแผน AI ชาติให้ทันโลก การรับมือภาวะขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง การหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนานวัตกรรมและการกำกับดูแล รวมถึงโจทย์ใหญ่เรื่องสร้างหรือซื้อเทคโนโลยี เมื่อการพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบระยะยาว

“สวทช. ไม่ได้มอง AI ในมิติของ GenAI เท่านั้น แต่ครอบคลุมการวิจัยและประยุกต์ใช้ AI ในหลากหลายสาขาตามความเชี่ยวชาญของ ศูนย์วิจัยแห่งชาติภายใต้ สวทช. ทั้งไบโอเทคเอ็มเทคนาโนเทค เอ็นเทค และเนคเทค โดย สวทช. มุ่งเน้นเป็นตัวกลางสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านงานวิจัยและทรัพยากร ส่งเสริมการเปิดเผยเทคโนโลยีให้มากขึ้น สนับสนุนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างคลังข้อมูล เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนนำไปต่อยอด” ดร.ชัย ระบุ

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธาน TDRI เสนอแนะว่า แผน AI ไทยควรเปลี่ยนจากการมุ่งสร้างปัจจัยพื้นฐาน ไปสู่การตั้งต้นจาก “โจทย์จริง” หรือปัญหาเร่งด่วนของประเทศ โดยเน้นการนำ AI ที่มีอยู่และราคาเข้าถึงได้มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับทักษะและต่อยอดจุดแข็งของประเทศ เช่น การแพทย์ การเกษตร และการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนาในสิ่งที่จำเป็นและไม่มีใครทำแทนได้ การพัฒนา LLM ภาษาไทยที่มีคุณภาพ การสร้างคลังข้อมูลภาษาไทย การทำให้ AI เข้าใจบริบทความเป็นไทย เป็นต้น

ด้าน ดร.พชร อารยะการกุล ซีอีโอ บลูบิค กรุ๊ป เผยอินไซต์จากประสบการณ์ตรง 3 อุปสรรคสำคัญที่ทำให้ AI ยังไม่เวิร์กเต็มที่ ประเด็นแรก ดร.พชร เปรียบ AI เป็น ‘สมอง’ การลงทุนด้าน AI โดยไม่พัฒนาองค์ประกอบด้านเทคโนโลยีอื่นๆ ควบคู่เหมือนคาดหวังให้สมองทำงานโดยไม่มีแขนขา ดังนั้น การลงทุนใช้ AI ระบบนิเวศเทคโนโลยีโดยรวมต้องพร้อม ทั้งแอปพลิเคชัน โครงสร้างพื้นฐาน คุณภาพของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ เป็นต้น ประเด็นต่อมา คือ การขาด Process ที่ใช่ ด้วยการนำ AI มาปรับใช้ในองค์กรจำเป็นต้องปรับกระบวนการทำงาน และออกแบบกระบวนการดูแล AI ให้เหมาะสม เพื่อให้โมเดล AI ยังคงประสิทธิภาพที่ตอบโจทย์องค์กร และท้ายสุด ‘คน’ ยังเป็นคีย์แมน แม้ AI เก่งขึ้น แต่ยังมีข้อจำกัดที่ต้องพึ่งพาทักษะและการกำกับดูแลโดยมนุษย์

ด้าน AIS โดย วสิษฐ์ วัฒนศัพท์ Head of Nationwide Operations and Support Business Unit ได้แชร์ Blueprint for Success ของการทำ AI Transformation ในสเกลใหญ่ จากวิสัยทัศน์ของ AIS ‘Cognitive Tech-co’ สู่การสร้าง Autonomous Network ที่ไม่ได้ทำแค่ตั้งไข่ แต่ทำอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล มีการประเมิน ตั้งเป้า พัฒนา และวัดผลชัดเจน ที่สำคัญคือการทำ Talent Transformation ควบคู่กันไป เพื่อลดความกังวลและสร้างสกิลใหม่ให้พนักงาน จนเกิดเป็น Use Case ที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจได้จริง ตั้งแต่ Predictive Maintenance, Self-Optimizing Network, การจัดการพลังงานอัจฉริยะ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการนำ AI มาสร้าง Impact ทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผลกระทบต่อคนและแรงงานจาก AI เป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกหยิบยกขึ้นมา ดร.ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Vialink มองว่า โลกกำลังเข้าสู่ยุค AGI หรือ AI ที่เก่งเทียบเท่ามนุษย์ได้เร็วกว่าที่คิด ซึ่งจะปฏิวัติโลกการทำงานในฐานะ “ทุนทางปัญญา” และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานครั้งใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถาม คือ ไทยจะทำอย่างไรให้ AI เข้ามา ‘ส่งเสริม’ มากกว่า ‘ทดแทน’ คน

คำตอบอยู่ที่การพัฒนาทักษะใหม่ที่ AI ทำแทนไม่ได้ หรือ ‘Y-Shaped Skills’  ที่ผสมผสานความเข้าใจ AI (AI Literacy) เข้ากับ ทักษะซอฟต์สกิล เช่น การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การจัดการคน และ ทักษะทางอารมณ์และสังคม ซึ่ง AI ยังทำแทนไม่ได้ ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยจึงเน้นไปที่ การลงทุนในมนุษย์แบบนอกกรอบ พัฒนาคนให้กว้างกว่าแค่การศึกษาแบบเดิม โดยเน้นปัจจัยพื้นฐานอื่นที่สำคัญ เช่น สุขภาพ โอกาสทางสังคม เพื่อสร้างคนให้เก่งและพร้อมปรับตัวทันยุค AI รวมถึงการทำให้ตลาดแรงงานยืดหยุ่น เอื้อต่อการปรับตัวและเรียนรู้ตลอดชีวิต

ปธ.ศาลฎีกาเปิดโครงการ ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 13

ปธ.ศาลฎีกาเปิดโครงการ ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 13

ปธ.ศาลฎีกาเปิดโครงการ ค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่น 13

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.19 น.

ปธ.ศาลฎีกาเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่น 13 ปลูกฝังเยาวชนเข้าใจกฎหมายสร้างจิตสำนึกที่ดีเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพขับเคลื่อนประเทศชาติ เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในบางกิจกรรมพร้อมเยาวชน

เวลา 08.30 น. วันนงที่ 19 เมษายน 68 ที่ศาลฎีกา  สนามหลวง นางชนากานต์ ธีรเวชพลกุล ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2568 พร้อมทั้งให้โอวาทแก่คณะเยาวชนที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ จำนวน 150 คน โดยปีนี้ถือเป็นปีแรกที่ประธานศาลฎีกามีดำริที่จะให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการดูงานที่ศาลฎีกาพร้อมกับเยาวชนด้วย โดยพิธีเปิดมีนายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา ประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ พร้อมคณะให้การต้อนรับ

นางชนากานต์ ประธานศาลฎีกา กล่าวว่ารู้สึกเป็นเกียรติและมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 13 ในวันนี้การที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดโครงการฯ ดังกล่าวขึ้นนับเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทุกคนต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ การที่เยาวชนให้ความสนใจระบบงานภายในศาลและหลักกฎหมายตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี ทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย รวมทั้งเยาวชนที่กำลังค้นหาแนวทางัของตนเองอยู่ และการจัดโครงการนี้ยังได้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการด้วย

นอกจากเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการและผู้ปกครองที่มีโอกาสได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ของศาลยุติธรรมในฐานะองค์กรหลักของประเทศ ที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แล้ว ยังสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา ด้านการสานต่อ ข้อที่ 6 “ส่งเสริมและพัฒนาการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เพื่อให้เยาวชน และประชาชนเข้าใจ เข้าถึงกระบวนการทางการศาล และรับรู้สิทธิของตนตามกฎหมาย” ส่งผลให้เยาวชนสามารถเข้าใจสิทธิของตนเองและของผู้อื่น ตลอดจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดแทรกปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขอีกด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่าตลอดระยะเวลาที่เยาวชนเข้าร่วมโครงการนี้ ทุกคนจะได้รับความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนได้รับประสบการณ์ทางด้านกฎหมายจากบุคลากรที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมคัดสรรมาเป็นอย่างดีและสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเพิ่มพูนทักษะ และมีจิตสำนึกที่ดีทั้งต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันนำมาซึ่งความสงบสุข และสันติภาพอย่างยั่งยืนต่อไป 

สำหรับผู้ปกครองที่เข้าร่วมในพิธีเปิดโครงการและศึกษาดูงานในวันนี้คงจะได้รับประสบการณ์ที่ดีมีความเข้าใจในการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกา ซึ่งเป็นศาลสูงสุด และเกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อการดำเนินงานของศาลยุติธรรมมากยิ่งขึ้น และเมื่อเห็นการดำเนินงานของคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการแล้ว ขอให้ทุกท่านมั่นใจได้ว่าตลอดระยะเวลา 7 วันนี้ บุตร หลานของท่าน จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและจะได้รับประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการนี้อย่างแน่นอน

นายธีรทัย เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม  กล่าวว่าสำนักงานศาลยุติธรรมโดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2555 ซึ่งปีนี้เป็นรุ่นที่ 13 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ ทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นให้แก่เยาวชน ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมาย การศาลยุติธรรม การศึกษาวิชากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ การแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษาและวิชาชีพกฎหมายอื่น ๆ 

ตลอดจนกิจกรรมเสริมสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม เพื่อการเรียนรู้ตนเอง และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข นอกจากนี้ยังจัดให้มีการทัศนศึกษา การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาลยุติธรรมอีกด้วย เยาวชนที่ผ่านโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการนับตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 12 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,508 คน บางส่วนยังอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพแล้ว โดยมีผู้ผ่านการสอบและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาแล้วจำนวน 11 คน และเยาวชนทุกคนต่างมีทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ดีเป็นต้นกล้าตุลาการที่สามารถเข้าใจในการดำเนินงานของศาลยุติธรรม นำหลักการสำคัญของกฎหมาย และแนวทางแห่งตุลาการที่ดีไปใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต แม้บางคนจะไม่ได้ศึกษาต่อในสาขาวิชากฎหมายก็ตาม นอกจากนี้เมื่อเกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในกระบวนการยุติธรรมและการทำงานของศาลยุติธรรม เยาวชนต้นกล้าตุลาการก็จะเป็นแนวร่วมที่ดี ช่วยชี้แจงให้สังคมได้เข้าใจในบริบทการทำงานของศาลยุติธรรมมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า เยาวชนที่ผ่านกิจกรรมค่ายต้นกล้าตุลาการมีความเข้าใจเป็นอย่างดีว่าศาลยุติธรรมอำนวยความเป็นธรรมให้แก่สังคมไทยภายใต้หลักการบริสุทธิ์ ยุติธรรมอย่างแท้จริง

โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 13 นี้ นอกจากจะมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 150 คน จากผู้สมัครทุกจังหวัดทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,141 คนแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในบางกิจกรรม ทั้งในส่วนของพิธีเปิดโครงการ การศึกษาดูงานศาลฎีกาและพิธีปิดโครงการ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการทางการศาล ซึ่งการดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งจากคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ศาลฎีกา ศาลอาญา วิทยากรทั้งภายในและภายนอกศาลยุติธรรม สำหรับการจัดกิจกรรมยังคงแนวทางในการให้ความรู้ เสริมสร้างประสบการณ์ และปลูกฝังสิ่งดีงามผ่านรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายเช่นเดิม.
 

รบ.โวสงกรานต์ เงินสะพัดแสนล.

รบ.โวสงกรานต์  เงินสะพัดแสนล.

รบ.โวสงกรานต์ เงินสะพัดแสนล.

วันเสาร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.โวสงกรานต์ เงินสะพัดแสนล. เศรษฐกิจไทยฟื้น ขึ้นอันดับ2อาเซียน

รัฐบาลโวแหลก เทศกาลสงกรานต์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก “กรุงเทพฯ” ครองแชมป์จุดหมายปลายทางยอดนิยม เงินสะพัดประมาณ 1 แสนล้านบาท เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแข็งแกร่ง ขึ้นแท่นอันดับ 2 อาเซียน

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ปี 2568 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก ส่งผลให้การท่องเที่ยวของประเทศไทยกลับมาคึกคักอย่างเห็นได้ชัด ข้อมูลจากสายการบิน การจองที่พัก และการเดินทางของศิลปินชื่อดังที่มาพักผ่อนในประเทศไทย สะท้อนถึงการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ส่งผลให้ประเทศไทยกลับมาครองอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้านเศรษฐกิจ คาดว่ารายได้จากการท่องเที่ยวจะเติบโตถึง 4% ตลอดทั้งปี

เทศกาลสงกรานต์ในปีนี้ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญ โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าร่วมงานอย่างคึกคัก หลังจากผ่านพ้นข้อจำกัดจากสถานการณ์โควิด-19 ในไตรมาสแรกของปีนี้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากกว่า 6.15 ล้านคน และคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวรวมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 30 ล้านคน โดยคาดว่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวตลอดปีจะสูงถึง 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาแข็งแกร่ง

ข้อมูลจากเว็บไซต์ Airbnb ระบุว่า การค้นหาที่พักในช่วงเทศกาลสงกรานต์เพิ่มขึ้นกว่า 310% โดยกรุงเทพฯ เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมอันดับหนึ่งของนักท่องเที่ยวต่างชาติ ตามด้วยพัทยา เชียงใหม่ กระบี่ และภูเก็ต สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย พัทยาเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งในการค้นหาที่พักบน Airbnb นอกจากนี้ Airbnb ยังได้เพิ่มการเข้าพักระยะยาวในประเทศไทยผ่านแคมเปญ “Live and Work Anywhere” เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวมากขึ้น

“รัฐบาลพร้อมสนับสนุนและยกระดับการจัดงานสงกรานต์ให้ยิ่งใหญ่ในปีต่อไป เพื่อเสริมศักยภาพไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยว พร้อมผลักดันอัตลักษณ์ไทยผ่านหลากหลายแขนงวัฒนธรรม โดยเชื่อมั่นว่าแนวทางการขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ไทย ไม่เพียงส่งเสริมวัฒนธรรมไทย แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมระดับเอเชียในอนาคต” นางสาวศศิกานต์ ระบุ.

นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การจัดงาน Maha Songkran World Water Festival 2025 นับเป็นความสำเร็จที่สร้างกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย เป็นจำนวนมาก ความสำเร็จของการจัดงาน “มหกรรมสงกรานต์ระดับโลก” ซึ่งจัดขึ้น ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 11-15 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีผู้เข้าร่วมงานรวม 1,106,999 คน แสดงให้เห็นถึงความสนใจและกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากทั้งชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากจำนวนผู้ร่วมงานทั้งหมด พบว่าเป็นชาวไทยจำนวน 999,810 คน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีก 107,189 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงการดึงดูดความสนใจจากทั่วทุกมุมโลกได้อย่างยอดเยี่ยม

“งาน Maha Songkran World Water Festival 2025 ถือเป็นต้นแบบของการจัดอีเวนต์ระดับโลกที่สามารถผสานอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยเข้ากับการส่งเสริมเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศได้อย่างลงตัว และยังเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสใหม่ ๆ ในการยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยให้ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว” นายอนุกูล กล่าว

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.29 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

18 เมษายน 2568 เมื่อเวลา 16.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เข้าร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง – หาบเงิน ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ และคู่เคียงพระยาแรกนา ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนฯ ณ กรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

009

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ผนึกกำลังกับสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตร “การออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 7” (STI Policy Design: STIP07) มุ่งพัฒนากำลังคนด้านการออกแบบนโยบายเชิงกลยุทธ์ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในยุคเปลี่ยนผ่าน พร้อมสร้างเครือข่ายนักนโยบายจากทุกภาคส่วน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนานักออกแบบนโยบายให้สามารถผลักดันแนวคิดไปสู่การใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดประสบการณ์ การเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ซึ่งหลักสูตร STIP ถือเป็นเวทีสำคัญในการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้เข้าใจทิศทางอนาคต และสามารถใช้ “เข็มทิศอนาคต” หรือ Strategic foresight เพื่อวางนโยบายที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก

ผศ.ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า หลักสูตร STIP ได้สร้างศิษย์เก่ามากกว่า 300 คนจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งล้วนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนานโยบาย วทน. ของประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการมีนโยบายที่ดีและทันสถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริงของบุคลากรในระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงภาคเอกชน โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการเสนอและผลักดันนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับปีนี้ หลักสูตร STIP รุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 59 คน จาก 36 หน่วยงาน โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การเข้าใจเครื่องมือเชิงนโยบาย การจัดทำโครงงานกลุ่ม และการสร้างเครือข่ายนักนโยบาย ซึ่ง ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการ STIPI มจธ. กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการฝึกให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “มองเห็นอนาคต” และใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ในงานยังมีการบรรยายพิเศษจาก ดร.สุรชัย ในหัวข้อ “มองกว้าง มองไกล: Foresight กับประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยกล่าวถึงสัญญาณสำคัญของโลก เช่น สงครามเทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการวางแผนนโยบายอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าการมี foresight จะช่วยให้ประเทศสามารถวางยุทธศาสตร์ได้อย่างมีข้อมูล และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

ขณะเดียวกัน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้นำเสนอกรอบแนวคิดการออกแบบนโยบายเชิงระบบ ที่รวมเศรษฐกิจนวัตกรรม เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน พร้อมยกตัวอย่างกลไกสนับสนุนของ สอวช. เช่น การสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDE), การจัดทำแพลตฟอร์ม ECIP, การจัดตั้ง University Holding Company และ Social Integrated Enterprise (SIE) รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารอนาคต (Future Food) และการพัฒนาเมืองวัฒนธรรมผ่านแผนที่วัฒนธรรม

ทั้งนี้ หลักสูตร STIP รุ่นที่ 7 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเร่งสร้าง “นักออกแบบนโยบายแห่งอนาคต” ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิจัย ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริงต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดนิทรรศการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาทัศนศิลป์ ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-22 เมษายน 2568 ณ หอศิลป์ ASVN (พื้นที่โรงถ่ายภาพยนตร์อัศวิน) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พันเอก หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล และภริยา เข้าร่วม ซึ่งจัดแสดงผลงานรวมทั้งหมด 43 ผลงาน ที่สะท้อนตัวตน ความคิด และแรงบันดาลใจของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ

อาจารย์วรรษกร คงถาวร ประธานหลักสูตรสาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในพื้นที่หอศิลป์ ASVN ถือเป็นการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับบริบทวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด Natural (ธรรมชาติ) Faith (ความเชื่อ) และ Reminiscent (ความทรงจำ) ที่รวมกันเป็นคำว่า ‘NAFAREM’ แนวคิดนี้ไม่เพียงเป็นธีมของนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของนักศึกษาแต่ละคน ผ่านเทคนิคและองค์ประกอบศิลป์ที่พัฒนาอย่างลุ่มลึก จากการเรียนรู้และประสบการณ์ตลอดหลักสูตร

ด้าน อาจารย์ยงยุทธ สกุลชาตรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่ละชิ้นคือผลลัพธ์ของการค้นคว้า ทดลอง และตกผลึกทางความคิดอย่างต่อเนื่อง เป็นทั้งองค์ความรู้ ความสำเร็จ และประสบการณ์ร่วมสมัยที่ผสานกันอย่างกลมกลืน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในอนาคต และพร้อมสู่โลกการทำงาน

สำหรับตัวอย่างผลงานของนักศึกษา ได้แก่ 1.ผลงาน ‘ภายนอกที่แตกต่าง’ โดย น.ส.ชลลดา เจริญจิตร แนวคิด-มนุษย์มีรูปร่างภายนอกที่แตกต่างกันทุกคน ทั้งหน้าตาและรูปร่าง ทรงผม รวมไปถึงกาย แต่งกาย และสีผิว ทุกคนมีความแตกต่างและโดดเด่นเป็นของตัวเอง จึงไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจนเกิดความไม่มั่นใจภายในจิตใจ 2.ผลงาน ‘จิตวิญญาณแห่งชีวิต’ โดย นายนิธิศ หัตถกรรม แนวคิด- นำเสนอผลงานผ่านรูปทรง โดยแสดงถึงการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ผ่านธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ที่ต่อสู้เพื่อชีวิตรอด เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต การกระทำต่างๆ ล้วนเป็นอุปนิสัยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งนำเสนอ ทัศนธาตุ จุด เส้น พื้นผิว ลด สกัด ตัดทอน เป็นนามธรรม ที่แสดงถึงพลังที่ยิ่งใหญ่อันไม่สิ้นสุดของพลังธรรมชาติ 3.ผลงาน ‘ห้วงเวลาฝันหวาน’ โดย น.ส.กุลจิรา ปัญญา แนวคิด-สื่อเรื่องราวความรัก ถ่ายทอดเล่าเรื่องผ่านตัวละคร 2 คน ผู้ชายชื่อ ซัน (Sun) ส่วนผู้หญิงชื่อ มูน (Moon) นิยามของคำว่าความรักเกิดจากความห่วงใยและความอบอุ่น รวมถึงการสนับสนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยใช้ภาพต่อมาประกอบจนเป็นเรื่องราวจิตนาการ เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป และไม่มีใครเกิดมาแล้วสมบูรณ์แบบ ต่างคนก็ต่างมีสิ่งที่ขาดหายกันไป 4.ผลงาน ‘วันแรกของปี’ โดย น.ส.อดีตา จัตุรัส แนวคิด-วันที่ 1 ม.ค.68 ซึ่งเป็นวันแรกของปีที่ได้ตื่นแต่เช้า และได้ไปดูวิวทิวทัศน์ เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ เป็นทิวทัศน์ที่ประทับใจ เพราะช่วงเวลานั้นได้อยู่กับครอบครัว และวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่มาพร้อมกับลมหนาว จึงนำบรรยากาศช่วงเวลานั้นมาถ่ายทอดผ่านเส้นใยไหมพรม และ 5.ผลงาน ‘ฉุดรั้ง’ โดย นายศิวกร เจือจันทร์ แนวคิด-อารมณ์ภายใน จิตใจ ความรู้สึก ไม่สามารถจับต้องได้ จึงนำเอารูปร่างของมนุษย์ที่บิดเบี้ยวเกินจริง มาสื่อถึงอารมณ์ภายในจิตใจที่ต้องการ ผ่านรูปแบบงานประติมากรรมกึ่งนามธรรม