อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคล ประจำปี 2568

วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568, 20.29 น.

อธิบดีกรมฝนหลวงฯร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568

18 เมษายน 2568 เมื่อเวลา 16.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เข้าร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนอิสริยยศ ครั้งที่ 2 ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง – หาบเงิน ผู้เชิญเครื่องอิสริยยศ และคู่เคียงพระยาแรกนา ร่วมฝึกซ้อมริ้วขบวนฯ ณ กรมชลประทาน สามเสน ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการปฏิบัติหน้าที่ในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

009

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

‘สอวช.’จับมือ‘มจธ.’เปิดหลักสูตร STIP รุ่น 7 ปั้นนักออกแบบนโยบายรับมือการเปลี่ยนแปลง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2568, 13.57 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ผนึกกำลังกับสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (STIPI) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เปิดหลักสูตร “การออกแบบนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม รุ่นที่ 7” (STI Policy Design: STIP07) มุ่งพัฒนากำลังคนด้านการออกแบบนโยบายเชิงกลยุทธ์ ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศในยุคเปลี่ยนผ่าน พร้อมสร้างเครือข่ายนักนโยบายจากทุกภาคส่วน

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การพัฒนานักออกแบบนโยบายให้สามารถผลักดันแนวคิดไปสู่การใช้จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องอาศัยการถ่ายทอดประสบการณ์ การเชื่อมโยงผู้กำหนดนโยบาย และการสนับสนุนจากภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ ซึ่งหลักสูตร STIP ถือเป็นเวทีสำคัญในการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้เข้าใจทิศทางอนาคต และสามารถใช้ “เข็มทิศอนาคต” หรือ Strategic foresight เพื่อวางนโยบายที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลก

ผศ.ดร.สันติ เจริญพรพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์ มจธ. กล่าวว่า หลักสูตร STIP ได้สร้างศิษย์เก่ามากกว่า 300 คนจากหลากหลายภาคส่วน ซึ่งล้วนเป็นพลังสำคัญในการพัฒนานโยบาย วทน. ของประเทศ พร้อมเชื่อมั่นว่าการมีนโยบายที่ดีและทันสถานการณ์จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้าน ดร.สุชาต อุดมโสภกิจ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ สอวช. ระบุว่า หลักสูตรนี้ได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทการทำงานจริงของบุคลากรในระบบอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) รวมถึงภาคเอกชน โดยมุ่งพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการเสนอและผลักดันนโยบายสาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับปีนี้ หลักสูตร STIP รุ่นที่ 7 มีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 59 คน จาก 36 หน่วยงาน โดยมีเนื้อหาการเรียนรู้ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การเข้าใจเครื่องมือเชิงนโยบาย การจัดทำโครงงานกลุ่ม และการสร้างเครือข่ายนักนโยบาย ซึ่ง ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการ STIPI มจธ. กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการฝึกให้ผู้เข้าร่วมสามารถ “มองเห็นอนาคต” และใช้เครื่องมือทางนโยบายเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

ในงานยังมีการบรรยายพิเศษจาก ดร.สุรชัย ในหัวข้อ “มองกว้าง มองไกล: Foresight กับประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยกล่าวถึงสัญญาณสำคัญของโลก เช่น สงครามเทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งล้วนส่งผลต่อการวางแผนนโยบายอย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าการมี foresight จะช่วยให้ประเทศสามารถวางยุทธศาสตร์ได้อย่างมีข้อมูล และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก

ขณะเดียวกัน ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้ร่วมบรรยายเรื่อง “ประเด็นท้าทายในการพัฒนาประเทศไทยด้วย อววน.” โดยได้นำเสนอกรอบแนวคิดการออกแบบนโยบายเชิงระบบ ที่รวมเศรษฐกิจนวัตกรรม เศรษฐกิจฐานราก และเศรษฐกิจสีเขียวเข้าด้วยกัน พร้อมยกตัวอย่างกลไกสนับสนุนของ สอวช. เช่น การสร้างธุรกิจฐานนวัตกรรม (IDE), การจัดทำแพลตฟอร์ม ECIP, การจัดตั้ง University Holding Company และ Social Integrated Enterprise (SIE) รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบายด้านอาหารอนาคต (Future Food) และการพัฒนาเมืองวัฒนธรรมผ่านแผนที่วัฒนธรรม

ทั้งนี้ หลักสูตร STIP รุ่นที่ 7 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเร่งสร้าง “นักออกแบบนโยบายแห่งอนาคต” ที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิจัย ออกแบบ และขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลอย่างแท้จริงต่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

มทร.ธัญบุรี จัด ‘นิทรรศการศิลปนิพนธ์’ โชว์ 43 ผลงานสะท้อนตัวตนของนักศึกษา

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เปิดนิทรรศการศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ภาควิชาทัศนศิลป์ ครั้งที่ 34 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-22 เมษายน 2568 ณ หอศิลป์ ASVN (พื้นที่โรงถ่ายภาพยนตร์อัศวิน) เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ โดยได้รับเกียรติจาก พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย พันเอก หม่อมเจ้านวพรรษ์ ยุคล และภริยา เข้าร่วม ซึ่งจัดแสดงผลงานรวมทั้งหมด 43 ผลงาน ที่สะท้อนตัวตน ความคิด และแรงบันดาลใจของนักศึกษาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเติบโตสู่ความเป็นมืออาชีพ

อาจารย์วรรษกร คงถาวร ประธานหลักสูตรสาขาวิชาทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า การจัดนิทรรศการในพื้นที่หอศิลป์ ASVN ถือเป็นการเชื่อมโยงศิลปะเข้ากับบริบทวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ภายใต้แนวคิด Natural (ธรรมชาติ) Faith (ความเชื่อ) และ Reminiscent (ความทรงจำ) ที่รวมกันเป็นคำว่า ‘NAFAREM’ แนวคิดนี้ไม่เพียงเป็นธีมของนิทรรศการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ของนักศึกษาแต่ละคน ผ่านเทคนิคและองค์ประกอบศิลป์ที่พัฒนาอย่างลุ่มลึก จากการเรียนรู้และประสบการณ์ตลอดหลักสูตร

ด้าน อาจารย์ยงยุทธ สกุลชาตรี อาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะศิลปกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลงานศิลปนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 แต่ละชิ้นคือผลลัพธ์ของการค้นคว้า ทดลอง และตกผลึกทางความคิดอย่างต่อเนื่อง เป็นทั้งองค์ความรู้ ความสำเร็จ และประสบการณ์ร่วมสมัยที่ผสานกันอย่างกลมกลืน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของการเติบโตสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในอนาคต และพร้อมสู่โลกการทำงาน

สำหรับตัวอย่างผลงานของนักศึกษา ได้แก่ 1.ผลงาน ‘ภายนอกที่แตกต่าง’ โดย น.ส.ชลลดา เจริญจิตร แนวคิด-มนุษย์มีรูปร่างภายนอกที่แตกต่างกันทุกคน ทั้งหน้าตาและรูปร่าง ทรงผม รวมไปถึงกาย แต่งกาย และสีผิว ทุกคนมีความแตกต่างและโดดเด่นเป็นของตัวเอง จึงไม่ควรเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นจนเกิดความไม่มั่นใจภายในจิตใจ 2.ผลงาน ‘จิตวิญญาณแห่งชีวิต’ โดย นายนิธิศ หัตถกรรม แนวคิด- นำเสนอผลงานผ่านรูปทรง โดยแสดงถึงการต่อสู้ในชีวิตประจำวัน ผ่านธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต ที่ต่อสู้เพื่อชีวิตรอด เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิต การกระทำต่างๆ ล้วนเป็นอุปนิสัยของสิ่งมีชีวิต ซึ่งนำเสนอ ทัศนธาตุ จุด เส้น พื้นผิว ลด สกัด ตัดทอน เป็นนามธรรม ที่แสดงถึงพลังที่ยิ่งใหญ่อันไม่สิ้นสุดของพลังธรรมชาติ 3.ผลงาน ‘ห้วงเวลาฝันหวาน’ โดย น.ส.กุลจิรา ปัญญา แนวคิด-สื่อเรื่องราวความรัก ถ่ายทอดเล่าเรื่องผ่านตัวละคร 2 คน ผู้ชายชื่อ ซัน (Sun) ส่วนผู้หญิงชื่อ มูน (Moon) นิยามของคำว่าความรักเกิดจากความห่วงใยและความอบอุ่น รวมถึงการสนับสนุน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยใช้ภาพต่อมาประกอบจนเป็นเรื่องราวจิตนาการ เพื่อเติมเต็มในส่วนที่ขาดหายไป และไม่มีใครเกิดมาแล้วสมบูรณ์แบบ ต่างคนก็ต่างมีสิ่งที่ขาดหายกันไป 4.ผลงาน ‘วันแรกของปี’ โดย น.ส.อดีตา จัตุรัส แนวคิด-วันที่ 1 ม.ค.68 ซึ่งเป็นวันแรกของปีที่ได้ตื่นแต่เช้า และได้ไปดูวิวทิวทัศน์ เป็นจุดเริ่มต้นแรงบันดาลใจ เป็นทิวทัศน์ที่ประทับใจ เพราะช่วงเวลานั้นได้อยู่กับครอบครัว และวิวทิวทัศน์อันสวยงามที่มาพร้อมกับลมหนาว จึงนำบรรยากาศช่วงเวลานั้นมาถ่ายทอดผ่านเส้นใยไหมพรม และ 5.ผลงาน ‘ฉุดรั้ง’ โดย นายศิวกร เจือจันทร์ แนวคิด-อารมณ์ภายใน จิตใจ ความรู้สึก ไม่สามารถจับต้องได้ จึงนำเอารูปร่างของมนุษย์ที่บิดเบี้ยวเกินจริง มาสื่อถึงอารมณ์ภายในจิตใจที่ต้องการ ผ่านรูปแบบงานประติมากรรมกึ่งนามธรรม

ม.เกษตรฯ รับรางวัลเชิดชูเกียรติอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน 2568 ในงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 20

ม.เกษตรฯ รับรางวัลเชิดชูเกียรติอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน 2568 ในงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 20

ม.เกษตรฯ รับรางวัลเชิดชูเกียรติอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน 2568 ในงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 20

วันพุธ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อาจารย์ต้นแบบ – มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติ โล่เกียรติคุณ “สถาบันที่ส่งเสริมอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน ประจำปี 2568” จากโครงการรางวัลอาจารย์ต้นแบบด้านการสอน พ.ศ. 2568 ในงานประชุมวิชาการ ครั้งที่ 20 ประจำปี 2568 “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลสำหรับอุดมศึกษาไทย : การเสริมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย AI” ณ ห้องคอนเวนชั่น ชั้น 1 โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานในพิธีและมอบรางวัล

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครเป็นทหารเกณฑ์ ปีนี้กว่าร้อยละ 57

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครเป็นทหารเกณฑ์ ปีนี้กว่าร้อยละ 57

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครเป็นทหารเกณฑ์ ปีนี้กว่าร้อยละ 57

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.27 น.

กองทัพบกปลื้ม! ชายไทยแห่สมัครเป็นทหารเกณฑ์ ปีนี้กว่าร้อยละ 57 สะท้อนความตระหนักในหน้าที่ ความสนใจสู่อาชีพทหารในอนาคต

วันที่ 15 เมษายน 2568 พ.ท.หญิง ปวีณา ศรีบัวชุม ผู้ช่วยโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองทัพบกได้ดำเนินการ ตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ารับราชการเป็นทหารกองประจำการ ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 1–12 เม.ย. 68 โดยภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะจากทหารกองเกินที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะชายไทย ด้วยความพร้อมเพรียงและมีวินัย

การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ที่เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน พร้อมสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่กำกับดูแลอย่างใกล้ชิด ตลอดจนจัดตั้งกองอำนวยการประสานงาน เพื่อให้คำแนะนำและสนับสนุนการดำเนินงานในทุกพื้นที่

นอกจากนี้ยังได้มีการจัดระบบบริการพิเศษ (FAST LANE) เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ทหารกองเกินที่มีความจำเป็น อาทิ ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วย ผู้ถือบัตรประจำตัวผู้พิการ ผู้สมัครใจร้องขอ หรือผู้ที่ยื่นคำขอผ่อนผัน ครอบคลุมทุกขั้นตอนการดำเนินงาน พร้อมทั้งจัดตั้งจุดประชาสัมพันธ์ ณ สถานที่ตรวจเลือก เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ของทหารกองประจำการอย่างครบถ้วน อันเป็นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกระบวนการตรวจเลือกและการฝึกทหารใหม่

พ.ท.หญิง ปวีณา กล่าวต่อว่า สำหรับสถิติการตรวจเลือกทหารในปี 2568 ทั่วประเทศมีทหารกองเกินเข้ารับการตรวจเลือกจำนวน 429,175 คน ในส่วนของกองทัพบก มียอดความต้องการทหารกองประจำการจำนวน 68,166 นาย โดยมีผู้สมัครใจเข้ารับราชการจำนวน 19,981 นาย เมื่อรวมกับจำนวนทหารกองประจำการที่เลื่อนการปลดประจำการจำนวน 5,207 นาย และผู้สมัครผ่านระบบออนไลน์อีก 14,201 นาย ทำให้มียอดสมัครใจเข้าประจำการรวมทั้งสิ้น 39,389 นาย คิดเป็นร้อยละ 57.78 ของยอดความต้องการ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงความตระหนักในบทบาทหน้าที่ การมีส่วนร่วมในการปกป้องประเทศชาติ และความสนใจของชายไทยในการพัฒนาตนเองต่อยอดสู่อาชีพทหารในอนาคต

กองทัพบกขอขอบคุณทหารกองเกินทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ชายไทยอย่างสมบูรณ์ ด้วยความสมัครใจ และมีวินัยในการเข้ารับการตรวจเลือก พร้อมขอให้เชื่อมั่นว่าทหารกองประจำการทุกนายจะได้รับการฝึกอบรมและการดูแลตามมาตรฐานอย่างเข้มข้น ปลอดภัย และได้รับการปฏิบัติอย่างมีเกียรติและศักดิ์ศรีในฐานะทหารของชาติ

ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’ ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1

ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’ ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.22 น.

ททท. ผนึกกำลังเขตภาษีเจริญ เปิดตัว ‘สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568’  ยิ่งใหญ่ครั้งแรกบนถนนพุทธมณฑลสาย 1 ผลักดัน Soft Power ท้องถิ่น สืบสานวัฒนธรรมไทย กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับสำนักงานเขตภาษีเจริญ และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดงาน “สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568” อย่างยิ่งใหญ่ ณ ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ระหว่างวันที่ 13-14 เมษายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์และสืบสานประเพณีสงกรานต์ไทย ส่งเสริม Soft Power ด้านวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนในพื้นที่ พร้อมร่วมรณรงค์ “สงกรานต์วิถีไทย สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์”

งานครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เขตภาษีเจริญจัดเทศกาลสงกรานต์ในรูปแบบเต็มรูปแบบ โดยมีผู้ร่วมผลักดันโครงการหลัก ได้แก่ นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ ซึ่งร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นและภาคีเครือข่ายต่างๆ ดำเนินงานจนประสบความสำเร็จ

พิธีเปิดงานจัดขึ้นอย่างคึกคัก โดยมี นายสุนทร  สุนทรชาติ รองปลัดกรุงเทพมหานคร ให้เกียรติเป็นประธานในการเปิดงานครั้งนี้ และได้รับเกียรติจากผู้ร่วมงานระดับภูมิภาคและท้องถิ่น ได้แก่ นางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายก, ส.ก.กฤษฎ์ คงวุฒิปัญญา สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร, นางธราพร อำนวยสาร ผู้อำนวยการเขตภาษีเจริญ, นายมานะ คงวุฒิปัญญา  ผู้เคยดำรงตำแหน่ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เซียนพระชื่อดัง ในวงการพระเครื่องไทย, พล.ต.ต.คมสิทธิ์ รังไสย์ ผบก.น.9, พ.ต.อ.อชิรวิทย์  ทองจันดี รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.สุธี พรมมาลี รอง ผบก.น.9, พ.ต.อ.โอภาส หาญณรงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลภาษีเจริญ (บก.น.9),

นายวีรพงศ์ เกศดำรงพานิชย์ ประธาน กต.ตร.สถานีตํารวจนครบาลภาษีเจริญ,  แพทย์หญิงสวัชวัลน์ สุทธิฤทธิ์ ผู้บริหาร พีเอส.คลินิก, ผศ.ดร.กาญจนา มหัตธนทวี คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม, ร่วมในการเปิดงาน พร้อมด้วยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง “สอดอ Style” หรือ เส้นด้าย พิมพ์ลดา แววไธสง มาร่วมสร้างสีสันในพิธีเปิดเส้นทาง “ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ” 5 วัดดังในวันเดียว

ภาษีเจริญมีวัดเก่าแก่มากมายและเปี่ยมไปด้วยมนต์เสน่ห์อันสวยงามที่ประทับใจกับทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดเส้นทางสายวัฒนธรรม “ไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ” ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไหว้พระได้ครบ 5 วัดภายในวันเดียว ใช้เวลาเดินไม่เกิน 30 นาที ได้แก่
1. วัดปากน้ำภาษีเจริญ
2. วัดอัปสรสวรรค์วรวิหาร
3. วัดขุนจันทร์
4. วัดนางชีโชติการาม
5. วัดนาคปรก
ทุกวัดล้วนเป็นวัดเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรม สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนภาษีเจริญอย่างแท้จริง 4 โซนกิจกรรมหลัก สร้างสรรค์ความสนุกและเรียนรู้วัฒนธรรมไทย

ภายในงานแบ่งออกเป็น 4 โซนกิจกรรมหลัก ได้แก่:
● โซน “ภาษีเจริญวัฒน์”
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่ 9 องค์ รับน้ำพระพุทธมนต์จากพระภิกษุสงฆ์ และทำบุญผ่านระบบ e-Donation พร้อมชมนิทรรศการเส้นทางไหว้พระศักดิ์สิทธิ์@ภาษีเจริญ
● โซน “ของดีภาษีเจริญ”
รวมร้านค้าชุมชนกว่า 20 ร้าน จำหน่ายสินค้าพื้นถิ่น อาหารและผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อ สะท้อนเสน่ห์ของภาษีเจริญ
● โซน “อุโมงค์น้ำยักษ์”
ไฮไลต์ความสนุกของงานด้วยอุโมงค์น้ำขนาดใหญ่ ความสูง 4 เมตร กว้าง 6 เมตร และยาวถึง 30 เมตร สำหรับเล่นน้ำสงกรานต์อย่างปลอดภัยและสนุกสนาน
● โซนเวทีการแสดง
นำเสนอการแสดงจากชมรมและกลุ่มชุมชนท้องถิ่น พร้อมโชว์จาก กองดุริยางค์ทหารเรือ วงดนตรี Hot money day’s ดีเจ NU Hydraulic และศิลปินระดับตำนาน ติ๊ก ชีโร่
ผลักดันภาษีเจริญสู่ “เมืองท่องเที่ยววิถีใหม่” ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand

“สงกรานต์ภาษีเจริญ 2568” เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ Amazing Thailand ซึ่ง ททท. ใช้เป็นกลไกส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมควบคู่การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน โดยมุ่งหวังให้ เขตภาษีเจริญกลายเป็นพื้นที่ต้นแบบ ที่ผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับความทันสมัยของเมืองอย่างลงตัว ภายใต้บริบทของการเติบโตจากระบบรถไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการท่องเที่ยว

งานนี้จึงไม่เพียงเป็นงานประเพณี หากแต่เป็นเวทีสื่อสารภาพลักษณ์ใหม่ของภาษีเจริญสู่สายตาประชาชนในวงกว้าง และเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน
ภาคเอกชนร่วมสนับสนุน เสริมพลังการพัฒนาชุมชน

การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชนในพื้นที่อย่างอบอุ่น อาทิ A48 Phetkasem Hotel Bangkok, PS Clinic (พีเอสคลินิก), ไผ่ทองไอสครีม, สวนอาหารซุ้มไผ่ เรทโทร, กำนันมานะ บางแค, หยกสด, วัน สตรีม คอมปานี ลิมิเตด, และ ALIVE3 Experiences

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วว.พัฒนาสารเสริมสุขภาพสัตว์ปีกจากจิ้งหรีดทองดำ กระตุ้นการเจริญเติบโต

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพสัตว์ปีกในระดับห้องปฏิบัติการ “จิ้งหรีดทองดำหมักสำหรับเสริมสุขภาพไก่เนื้อ” ที่มีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ สารยับยั้งเชื้อก่อโรค Salmonella sp. และ E. coli กระตุ้นการสร้างไนตริกออกไซด์ และกิจกรรม Phagocytic  activity ในเซลล์แมคโครฟาจ ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยและผ่านการทดสอบความเป็นพิษระดับเซลล์

ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลมีกากปนอยู่ มีค่าความเป็นกรด – ด่าง ประมาณ 3.4 – 3.6 ไม่พบเชื้อจุลินทรีย์ เก็บไว้ได้นาน 6 เดือน ที่อุณหภูมิปกติ 30-37 องศาเซลเซียส ยังคงมีฤทธิ์ทางชีวภาพไม่ต่ำกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ บรรจุในภาชนะมีปริมาตร 18 ลิตร เลี้ยงไก่ได้ 300 ตัว

ทั้งนี้ วว.นำผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักไปทดลองเลี้ยงไก่เนื้อ โดยเสริมในอาหารเลี้ยงไก่ที่ 3 เปอร์เซ็นต์พบว่า มีความปลอดภัยสูงต่อไก่ โดยในช่วงอายุไก่เนื้อ 21 วัน ตรวจไม่พบปริมาณเชื้อก่อโรค Salmonella sp. และ E. coli  ในลำไส้ ซึ่งให้ผลดีต่อสุขภาพไก่ในช่วงระยะเวลานี้ เนื่องจากช่วงอายุ 10 – 21 วัน ภูมิคุ้มกัน (IgY) ที่ลูกไก่ได้รับจากแม่จะต่ำและเป็นช่วงที่ลูกไก่อ่อนแอ โดยเมื่อเสริมสุขภาพไก่ด้วยผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักจะไปช่วยลดปริมาณเชื้อก่อโรคทั้งสองได้ และช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์ในกลุ่มแบคทีเรียกรดแลคติกในลำไส้ให้มีปริมาณที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพไก่เนื้อ ช่วยต้านการอักเสบในร่างกาย เมื่อผ่าซากไก่พบว่าอวัยวะภายในไก่ปกติ

สำหรับผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก ใช้เสริมอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ในอัตราส่วน 3 เปอร์เซ็นต์ โดยคลุกเคล้าผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักให้เข้ากันกับอาหารที่ให้ไก่ในแต่ละวัน โดยมีข้อควรระวังและการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์ฯ ดังต่อไปนี้ 1.เขย่าภาชนะก่อนนำจิ้งหรีดหมักผสมอาหาร เพื่อให้กากจิ้งหรีดหมักที่นอนก้นผสมเข้าเป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนของน้ำ 2.การใช้จิ้งหรีดหมักควรคลุกเคล้ากับอาหารไก่ที่ใช้วันต่อวัน ไม่ควรทำในปริมาณมากเพื่อจะเก็บไว้ใช้ในวันถัดไป เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้ 3.หลังเปิดฝาภาชนะเพื่อเทจิ้งหรีดหมัก ควรเช็ดทำความสะอาดบริเวณปากภาชนะบรรจุก่อนปิดฝา และ 4.ปิดฝาให้แน่นหลังการใช้ทุกครั้งและควรเก็บในที่ร่ม

จิ้งหรีดทองดำ (Two-spotted Cricket) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gryllus bimaculatus ลักษณะทั่วไปมีหนวดยาวสีดำ ทั้งตัวดำมัน ปีกสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ โคนปีกคู่หน้ามีสีเหลือง แต่บางตัวอาจเห็นสีเหลืองไม่ชัดเจน มีขนาด 21 – 27 มิลลิเมตร จิ้งหรีด 100 กรัม มีคุณค่าทางโภชนาการ ดังนี้ แคลอรี 122 ไขมันทั้งหมด 5.5 กรัม ฟอสฟอรัส 185 มิลลิกรัม เหล็ก 10 มิลลิกรัม แคลเซียม 76 มิลลิกรัม คาร์โบไฮเดรต 5.1 กรัม โปรตีน 12.9 กรัม

ทว่าความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมักโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพของ วว.  หากมีการนำไปใช้อย่างแพร่หลาย จะช่วยให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ปีกเติบโต มั่นคง ปลอดภัย ทั้งนี้ วว. พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเชิงพาณิชย์ “ผลิตภัณฑ์จิ้งหรีดหมัก” ให้แก่ผู้ประกอบการหรือผู้สนใจ

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. – ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. - ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

ทีม มธ.ติดตั้งเครื่องวัดแผ่นดินไหวบนตึกสูง พร้อมร่วมอบรมกับกทม. – ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่น

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทีมวิจัยธรรมศาสตร์เผยพร้อมเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวบนอาคารสูงให้ กทม. หากได้รับงบจากสภา กทม. และเข้าร่วมเวิร์คช็อปแผ่นดินไหวกับ กทม. และสถานทูตญี่ปุ่น  โดยทีมวิจัยต้องการความช่วยเหลือด้านการศึกษาผลตอบสนองของแอ่ง กทม. เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวในอนาคต

ผศ.ดร.อมรเทพ จิรศักดิ์จำรูญศรี นักวิจัยของศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เปิดเผยถึงรายละเอียดในการเข้าร่วมประชุมความร่วมมือภัยพิบัติแผ่นดินไหวระหว่างกรุงเทพมหานครและสถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ว่าทางสถานทูตยินดีให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ พร้อมนำผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นในหลากหลายมิติ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นที่ ถนน และสะพานมายังประเทศไทย เพื่อเข้ามาให้แนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือผู้ประสบภัย เนื่องจากญี่ปุ่นประสบภัยแผ่นดินไหวอยู่ตลอด โดยสามารถนำเทคโนโลยีขั้นแนวหน้ามาช่วยเหลือได้ ซึ่งทางสถานทูตญี่ปุ่นจะช่วยดำเนินการประสานงานให้ และคาดว่าจะมีการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันที่กรุงเทพมหานครในสัปดาห์หน้า

สิ่งที่ตัวแทนกรุงเทพมหานครเสนอไป คือ ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากทางญี่ปุ่นใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.วิธีการปฏิบัติตัว การรับมือ หรือการแจ้งเหตุกับประชาชนว่าเกิดอะไรขึ้น 2.การประมวลผลอย่างรวดเร็ว (Rapid assessment) หลังจากที่เกิดเหตุ ขณะที่นักวิจัยได้เสนอเรื่องความต้องการความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นในการศึกษาผลตอบสนองของแอ่งกรุงเทพมหานครเนื่องจากแผ่นดินไหว ในรูปของแบบจำลองแอ่ง 2 มิติและ 3 มิติ เพื่อจะดูว่าพื้นที่ใดมีโอกาสเสี่ยงภัยมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะสามารถนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวได้ในอนาคต 

สำหรับอุปกรณ์วัดแรงสั่นสะเทือนแผ่นดินไหวที่ ผศ.ดร.อมรเทพ และทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พัฒนาขึ้นนั้น ขณะนี้ได้นำไปติดตั้งที่พื้นดินกับตัวอาคารในสถานที่สำคัญ รวมประมาณ 50 จุด และวิเคราะห์ผลตอบสนองของพื้นดิน เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหวของกรมโยธาธิการและผังเมือง เช่น พื้นที่โบราณสถานในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีปัญหาแผ่นดินไหว การบิน การจราจร และสร้างโครงข่ายเครื่องตรวจวัดแผ่นดินไหวต้นทุนต่ำ (ผลของแอ่งดินตะกอน) ส่วนในกรุงเทพมหานครได้ติดตั้งอุปกรณ์ไว้ที่อาคารธานีนพรัตน์ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 แล้ว และอยู่ระหว่างเตรียมการเข้าไปติดตั้งที่โรงพยาบาลกลาง ส่วนแผนงานต่อไป คือ การติดตั้งที่โรงพยาบาลสังกัดกรุงเทพมหานคร ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการแจ้งเตือนและวางแผนอพยพผู้ประสบภัย โดยอ้างอิงกับความแข็งแรงของอาคาร เพื่อลดความสับสนและสูญเสีย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์  ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

มมส สืบสานประเพณีสงกรานต์ ทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคลรับปีใหม่ไทย

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประจำปี 2568 โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เข้าร่วมงาน ณ บริเวณสวนป่าด้านข้างอาคารบรมราชกุมารี

กิจกรรมเริ่มต้นด้วยพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง แด่พระสงฆ์ จำนวน 9 รูป เพื่อเป็นการส่งเสริมและรักษาประเพณีวัฒนธรรมอันดีงามของไทย และความเป็นสิริมงคลเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย โดยมี พระครูวินัยวรญาณ (มนูญชัย มนุญพโล) เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา (ธ) ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น อธิการบดี มมส ได้จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ไหว้พระสมาทานศีล และรับศีลจากประธานสงฆ์ พระสงฆ์ได้แสดงพระธรรมเทศนาสัมโมทนานียกถา เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตแก่ผู้เข้าร่วมพิธี ผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้ถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ก่อนที่อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จะได้นำผู้บริหาร บุคลากร และนิสิต ร่วมกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยอภิสมัยธรรมนายก และพระพุทธมงคลมุนีศรีโรจนากร ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำมหาวิทยาลัย เพื่อความเป็นสิริมงคลและขอพรเนื่องในเทศกาลสงกรานต์

การจัดงานในครั้งนี้เป็นการแสดงออกถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และสืบสานประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบุคลากรและนิสิตภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยฯ ครั้งที่ 41 ‘ตุมปังเกมส์’

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย นายประสงค์ จันทร์หยู นายอำเภอท่าศาลาในฐานะผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช รศ.ดร.ชูสิทธิ์ ประดับเพ็ชร์ ประธานคณะกรรมการบริหารกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย รศ.ดร.ชาญชัย สุขสุวรรณ์ ประธานอนุกรรมการฝ่ายส่งเสริมกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กกมท. ร่วมกันแถลงข่าวความพร้อมในการจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์ เฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบปีที่ 33 แห่งการสถาปนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยจะมีนักกีฬาบุคลากร จาก 63 สถาบันอุดมศึกษากว่า 7,000 คนเข้าร่วม ระหว่างวันที่ระหว่างวันที่ 3-10 พฤษภาคม 2568 ณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้รับเกียรติจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 41 “ตุมปังเกมส์” ซึ่งจะจัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “Power of Spirit” สะท้อนถึงจิตวิญญาณของนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย เพิ่มพลังแห่งความสามัคคี  โดยจะมีทัพนักกีฬาเข้าร่วมชิงชัย 17 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา ฟุตบอล ฟุตซอล วอลเลย์บอล เทนนิส แบดมินตัน เทเบิลเทนนิส ว่ายน้ำ เปตอง แอโรบิก ลีลาศ เซปักตะกร้อ ตะกร้อลอดห่วง อีสปอร์ต  สนุกเกอร์-บิลเลียด กอล์ฟ และกีฬาสาธิตวู้ดบอล รวมการชิงชัยทั้งสิ้น 426 เหรียญทอง โดยจะมีการใช้สนามภายในมหาวิทยาลัย จำนวน 15 ชนิดกีฬา ยกเว้นกอล์ฟไปแข่งที่เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี และสนุกเกอร์ – บิลเลียดใช้สถานที่แข่งขันที่ อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช

ก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เคยเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาบุคลากรมหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยมาแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2549 และปี พ.ศ.2555 และล่าสุดกำลังจะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันกีฬาบุคลากรฯ ครั้งที่ 41 ซึ่งถือว่ามีความพร้อมในระดับสูงมาก เพราะมหาวิทยาลัยมีสนามกีฬาและอาคารกีฬามีจำนวนเพียงพอเป็นไปตามมาตรฐาน ที่สำคัญยังมีความร่วมมือในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับชาติและนานาชาติมาอย่างต่อเนื่องด้วย

สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจะจัดขึ้นในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568 ณ สนามกีฬากลางตุมปัง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ติดตามการแข่งขันกีฬาบุคลากรฯ ได้ที่เว็บไซต์และเฟซบุ๊ก