‘สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์’นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

'สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์'นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

‘สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์’นำทีมรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทย

วันจันทร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.56 น.

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายก PUBAT นำทีมกรรมการคนรุ่นใหม่ไฟแรง โชว์สุดยอดผลงาน ปฏิวัติวงการหนังสือไทยให้กลับมาคึกคัก ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซา พร้อมติดอาวุธผู้ประกอบการ ปูทางสู่ตลาดต่างประเทศ

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) นำโดย นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมฯ พร้อมทีมคณะกรรมการคนรุ่นใหม่มากความสามารถ โชว์สุดยอดผลงานปฏิวัติอุตสาหกรรมหนังสือไทย ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ ติดอาวุธสำนักพิมพ์ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ ทันสมัย ยกระดับผู้ประกอบการไทย ขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมดันไทยสู่ “ฮับหนังสือโลก”

ในช่วงเวลาที่อุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภค วงการหนังสือไทยกลับเติบโตอย่างโดดเด่นภายใต้การนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และคณะกรรมการคนรุ่นใหม่ไฟแรง เปี่ยมล้นด้วยความสามารถ นำพาอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้ยืนหยัด ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่ทันสมัย และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศจนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม 

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) เปิดใจถึงภารกิจในการขับเคลื่อน PUBAT ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาว่า หากถามถึงความสำเร็จในวันนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากผมเพียงคนเดียว แต่เกิดจากการทำงานร่วมกันแบบทีมเวิร์ค ของคณะกรรมการทุกคน ซึ่งต้องยอมรับว่าคณะกรรมการชุดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์  มีทักษะหลากหลาย ครบเครื่องทุกด้าน โดยกว่า 70% เป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี ผนวกกับคณะกรรมการที่มีคุณวุฒิ มีประสบการณ์ ทำให้สามารถสร้างสรรค์และบริหารจัดการจนประสบความสำเร็จในวันนี้

3 ผลงานความสำเร็จที่โดดเด่น (Master Piece)

1. การยืนหยัดท่ามกลางวิกฤติและการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด

ความสำเร็จที่โดดเด่นประการแรกคือ ความสามารถในการพาอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้ยืนหยัดและเติบโตได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” เล็งเห็นความสำคัญของการปรับตัวและ “ติดอาวุธ” ให้ผู้ประกอบการในวงการหนังสือ ด้วยการจัดอบรมเสริมความรู้หลากหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการใช้สื่อออนไลน์และแพลตฟอร์มใหม่ๆ ซึ่งที่ผ่านมา สมาคมฯ ได้จัดอบรมการใช้แพลตฟอร์มต่างๆ เช่น TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญมาเป็นมีเดียพาร์ทเนอร์ ช่วยให้สมาชิกปรับตัวกับการตลาดรูปแบบใหม่ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก

รวมไปถึงการขยายการจัดงานหนังสือสู่เมืองรอง ซึ่งสมาคมฯ สามารถขยายการจัดงานมหกรรมหนังสือฯ และสัปดาห์หนังสือฯ ไปยังจังหวัดเมืองรองมากขึ้น เช่น นครสวรรค์ จันทบุรี  ศรีราชา เป็นต้น เพื่อให้หนังสือคุณภาพเข้าถึงผู้อ่านทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว สมาคมฯ ภายใต้การนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” ได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการควบคุมสถานการณ์และความฉับไวในการตัดสินใจ ช่วยให้การจัดงานและกิจกรรมต่างๆ ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น สร้างกระแส ดึงคนกลับมาร่วมงานได้อย่างล้นหลาม แม้จะอยู่ในภาวะวิกฤติ

2. Bangkok Rights Fair : ก้าวสำคัญของหนังสือไทยสู่เวทีโลก

ความสำเร็จโดดเด่นประการที่สองคือ การผลักดันงาน Bangkok Rights Fair ให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ สู่งานที่มีการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือข้ามชาติอย่างคึกคัก

การจัดงาน Bangkok Rights Fair 2025 ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ภายในงานมากถึง 271 คู่ จากผู้เข้าร่วม 135 บริษัท ใน 14 ประเทศ/เขตแดน มียอดการซื้อขายลิขสิทธิ์มากกว่า 68 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ

“สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” เล่าถึงการเปลี่ยนแปลงในการนำทัพธุรกิจหนังสือไทยไปสู่ตลาดโลกว่า สิ่งที่เห็นชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับ 3 ปีก่อน สำหรับบูธหนังสือไทยในงาน Book Exhibition ในต่างประเทศ เดิมทีจะเป็นบูธเล็กๆ แทบไม่มีการตกแต่ง แต่ปีล่าสุดในงาน Book Exhibition ที่ไต้หวัน พบว่า บูธของไทย กลายเป็นหนึ่งในบูธจากต่างประเทศ ที่มีผู้เข้าชมติดอันดับท็อปของงาน สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ปรับเปลี่ยน แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว

ความสำเร็จครั้งนี้ทำให้ไทยได้รับเกียรติให้เป็น Guest of Honor ในงาน Taipei International Book Exhibition 2026 ซึ่งเป็นการยกระดับความสำคัญของวงการหนังสือไทยในเวทีนานาชาติ โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ Taipei Book Fair Foundation เพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าว โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะมีสำนักพิมพ์ไทยเข้าร่วมงานจำนวน 30 สำนักพิมพ์ และมีมูลค่าการขายลิขสิทธิ์ประมาณ 15.7 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังลงนามบันทึกความเข้าใจกับ Taiwan Creative Content Agency เพื่อแลกเปลี่ยน Fellowship Program หรือทุนสนับสนุนการเข้าร่วมงานระหว่างสำนักพิมพ์หรือตัวแทนลิขสิทธิ์จากไต้หวันและไทย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้วงการหนังสือไทยได้เติบโตในระดับสากลมากขึ้น

3. การปรับภาพลักษณ์องค์กรและการสร้างพันธมิตรใหม่

ความสำเร็จประการที่สามคือการปรับภาพลักษณ์ของสมาคมฯ และงานหนังสือให้มีความทันสมัย สร้างการรับรู้ใหม่ในวงกว้าง จากเดิมที่หลายคนอาจไม่รู้จัก สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย หรือ PUBAT มากนัก แต่ปัจจุบัน PUBAT กลายเป็นองค์กรที่มีภาพลักษณ์ทันสมัย เป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับทั้งในและต่างประเทศ

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังเน้นการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรจากหลากหลายวงการทั้งภาครัฐและเอกชน (Collaboration) เช่น กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โก๋แก่  ยืดเปล่า (Yuedpao) รวมถึงพันธมิตรในระดับท้องถิ่น เช่น อินฟลูเอนเซอร์ในชุมชน เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรมหนังสือในภูมิภาค การเชิญศิลปินและนักวาดภาพประกอบมาจัดแสดงผลงานในงานหนังสือ เช่น การจัดนิทรรศการศิลปะร่วมกับทีม Bangkok Illustration Fair เพื่อสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้กับองค์กร สมาชิก ผู้อ่าน รวมถึงผู้มีส่วนร่วมทุกภาคส่วน

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้งานมหกรรมหนังสือฯ หรืองานสัปดาห์หนังสือฯ ไม่ใช่เป็นเพียงพื้นที่สำหรับซื้อ-ขายหนังสือ แต่ยังเป็นพื้นที่แสดงออกทางความคิดสร้างสรรค์ที่ครอบคลุมระบบนิเวศของวงการหนังสือทั้งหมด ตั้งแต่นักเขียน นักวาดภาพประกอบ สำนักพิมพ์ ไปจนถึงผู้อ่าน

นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในสังคม ผ่านโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ต่างๆ เช่น มูลนิธิหนึ่งอ่านล้านตื่น ใช้รูปแบบการบริจาคแนวใหม่ที่เรียกว่า “Donation Sales” เปิดโอกาสให้ผู้บริจาคได้เลือกหนังสือใหม่ที่จะบริจาคให้กับโรงเรียนหรือหน่วยงานต่างๆ แทนการบริจาคหนังสือเก่าที่อาจไม่ตรงกับความต้องการของผู้รับ การเปิดพื้นที่ให้กับมูลนิธิกระจกเงาในการนำหนังสือมือสองมาจำหน่ายเพื่อหารายได้  

วิสัยทัศน์สู่อนาคต : เติบโตไปด้วยกัน

นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมฯ กล่าวว่า เรามีเป้าหมายที่จะผลักดันอุตสาหกรรมหนังสือไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ภายใต้วิสัยทัศน์ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยมีเป้าหมายสำคัญสำหรับอนาคต ดังนี้

1. การขยายงานหนังสือสู่เมืองรอง : สมาคมฯ มีแผนจะขยายการจัดงานมหกรรมหนังสือไปยังจังหวัดต่างๆ มากขึ้น ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ เท่านั้น เพื่อให้หนังสือคุณภาพเข้าถึงผู้อ่านทั่วประเทศอย่างเท่าเทียม

2. การผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางการซื้อขายลิขสิทธิ์หนังสือ : ตั้งเป้าหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางหนังสือของอาเซียนอย่างเต็มตัว ในปี 2569 ศูนย์กลางเอเชีย ภายใน 5 ปี และศูนย์กลางของโลก ภายใน 10 ปี

3. การสร้างรายได้นอกเหนือจากการซื้อขายลิขสิทธิ์ : สมาคมฯ วางแผนพัฒนาช่องทางรายได้ใหม่ๆ ซึ่งอาจรวมถึงการทำงานร่วมกับสถานทูตและกระทรวงต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านในกลุ่มคนไทยในต่างประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงการซื้อ-ขายลิขสิทธิ์หนังสือ เพื่อการแปลเป็นภาษาที่ 2 หรือ 3 เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการนำลิขสิทธิ์ไปต่อยอดเป็นภาพยนตร์ ซีรีย์ หรือเกม เป็นต้น 

4. การสร้างผู้เล่นรายใหม่ในวงการ : จัดอบรมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ผู้ที่ต้องการเข้าสู่วงการหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน บรรณาธิการ หรือผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและคุณภาพในวงการหนังสือไทย 

5. การขยายโครงการความรับผิดชอบต่อสังคม : มุ่งพัฒนาโครงการ CSR ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น เช่น กรมราชทัณฑ์ มูลนิธิเด็กด้อยโอกาส และผู้อยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพื่อสร้างโอกาสในการเข้าถึงหนังสือคุณภาพอย่างทั่วถึง

นายสุวิช กล่าวว่า “อุตสาหกรรมหนังสือไม่ได้มีแค่การซื้อขายหนังสือเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาคน ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต” สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในการขับเคลื่อนวงการหนังสือไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้แกนนำของ “สุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์” นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) และคณะกรรมการคนรุ่นใหม่ ไฟแรง ที่มีความทันสมัย มากสามารถ มองการณ์ไกล และมีความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงของโลกอุตสาหกรรม หนังสือไทยกำลังเดินหน้าสู่การเป็น “ซอฟท์พาวเวอร์” ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของประเทศ พร้อมก้าวสู่เวทีโลกอย่างภาคภูมิ

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

วันอาทิตย์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.08 น.

‘นิด้าโพลชี้ปชช.ห่วงอนาคตการศึกษาไทย ‘ค่าใช้จ่ายสูง-ไกลบ้าน’ตัดโอกาสเข้าเรียน

18 พฤษภาคม 2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ร่วมกับ ภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษาไทย Thailand Education Partnership (TEP) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “เปิดเทอมแล้ว ลูกหลานเรียนที่ไหนดี” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 12-14 พฤษภาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 26 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทยในด้านการศึกษาและการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์

เมื่อถามถึงความกังวลที่มีต่ออนาคตของเยาวชนไทย ทั้งในเรื่องการเข้าถึงระบบการศึกษา ความเท่าเทียม คุณภาพ การสนับสนุน และนโยบายด้านการศึกษา พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.69 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล ร้อยละ 22.21 ระบุว่า กังวลมาก และร้อยละ 21.91 ระบุว่า ไม่กังวลเลย

สำหรับประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.26 ระบุว่า โรงเรียนรัฐ

+ ร้อยละ 26.18 ระบุว่า โรงเรียนเอกชน

+ ร้อยละ 7.18 ระบุว่า โรงเรียนนานาชาติ

+ ร้อยละ 6.87 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่แน่ใจ

+ ร้อยละ 5.80 ระบุว่า โรงเรียนสาธิต

+ ร้อยละ 5.04 ระบุว่า โรงเรียนสองภาษา (Bilingual School)

+ ร้อยละ 1.22 ระบุว่า โรงเรียนศาสนา และโรงเรียนทางเลือก (โรงเรียนที่มีระบบการศึกษาแบบเปิดให้มีความยืดหยุ่น ทั้งในด้านหลักสูตร การเรียนการสอน การประเมินผล โดยเน้นพัฒนาทักษะตามความสามารถเฉพาะตัวของเด็ก) ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 0.23 ระบุว่า โฮมสคูล (Homeschool เป็นแบบการศึกษาที่ผู้เรียนเลือกใช้บ้านเป็นฐานการเรียนรู้แทนการไปเรียน โดยมีพ่อแม่หรือผู้ปกครองเป็นครูผู้สอน)

ทั้งนี้ เหตุผลที่ประชาชนเลือกประเภทของโรงเรียนที่สามารถมอบการศึกษาที่มีคุณภาพดีแก่เด็กไทย พบว่า

+ ร้อยละ 46.64 ระบุว่า ครูมีคุณภาพ

+ ร้อยละ 44.75 ระบุว่า หลักสูตรที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 33.69 ระบุว่า ใกล้บ้าน

+ ร้อยละ 32.46 ระบุว่า โรงเรียนมีอุปกรณ์การเรียน การสอนที่ทันสมัย

+ ร้อยละ 31.31 ระบุว่า ราคาที่เหมาะสม

+ ร้อยละ 26.48 ระบุว่า มีสังคมที่ดีในโรงเรียน

+ ร้อยละ 26.23 ระบุว่า ความปลอดภัย

+ ร้อยละ 15.33 ระบุว่า เด็กได้ภาษาที่ 2 (เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เป็นต้น)

+ ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ชื่อเสียงที่ผ่านมาของโรงเรียน

+ ร้อยละ 8.03 ระบุว่า การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมให้แก่เด็ก

สำหรับการมีโอกาสให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลได้เข้าเรียนในโรงเรียนตามที่เลือกไว้ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 58.44 ระบุว่า มีโอกาสทุกคน , ร้อยละ 15.16 ระบุว่า ไม่มีใครมีโอกาส , ร้อยละ 12.63 ระบุว่า มีโอกาสบางคน , ร้อยละ 11.23 ระบุว่า ไม่มีบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล และร้อยละ 2.54 ระบุว่า บุตรหลานในความดูแลยังไม่ถึงวัยเข้าโรงเรียน

ผู้ที่ระบุว่า มีโอกาสบางคน และไม่มีใครมีโอกาส ให้เหตุผลที่ทำให้บุตรหลานหรือเยาวชนในความดูแลบางคนหรือทุกคนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนตามรูปแบบที่เลือกได้ พบว่า

+ ร้อยละ 56.05 ระบุว่า ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป

+ ร้อยละ 14.16 ระบุว่า อยู่ไกลบ้าน

+ ร้อยละ 8.55 ระบุว่า สอบไม่ผ่าน และบุตรหลาน/เยาวชนในความดูแล ปฏิเสธที่จะทำตาม ในสัดส่วนที่เท่ากัน

+ ร้อยละ 7.97 ระบุว่า รับจำนวนจำกัด

+ ร้อยละ 4.72 ระบุว่า ในอดีตไม่มีโรงเรียนที่มีรูปแบบที่หลากหลายอย่างปัจจุบัน

ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงหน่วยงานที่จะสามารถช่วยเหลือประชาชนในการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาให้มีคุณภาพ พบว่า

+ ร้อยละ 65.50 ระบุว่า รัฐบาล (รวมกระทรวงและข้าราชการที่เกี่ยวข้อง)

+ ร้อยละ 18.86 ระบุว่า ไม่มีภาคส่วนใดทำได้ ต้องพึ่งพาตนเอง

+ ร้อยละ 9.54 ระบุว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

+ ร้อยละ 4.12 ระบุว่า ผู้ประกอบการภาคธุรกิจ (เช่น การเปิดโรงเรียนเองของภาคธุรกิจ)

+ ร้อยละ 1.45 ระบุว่า ประชาสังคม หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร

+ ร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

ปธ.กมธ.การศึกษาฯลุยแก้ปัญหา ‘คุณภาพการศึกษา’ ของโรงเรียนขนาดเล็ก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

‘โสภณ ซารัมย์’ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ลุยแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก หวังเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติ

วันที่ 17 พ.ค.68 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดโครงการ’ตูมใหญ่รักศรัทธา พัฒนาการศึกษาแบบบูรณาการ’ ที่โรงเรียนบ้านตูมใหญ่ ตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์

ซึ่งโครงการนี้ เป็นแนวคิดการบริหารจัดการศึกษาของนายโสภณ  ซารัมย์ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็กในตำบลตูมใหญ่ อำเภอคูเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ แบบบูรณาการ ซึ่งตำบลตูมใหญ่ มีโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 5 โรงเรียน และโรงเรียนขนาดกลาง จำนวน 5 โรงเรียน มีนักเรียน จำนวน 833 คน ครูผู้สอน จำนวน 86 คน เป็นการนำนักเรียนจากที่อยู่ใกล้เคียงกันมาเรียนรวมกัน 

โดยมีการจัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ 4 ศูนย์  ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ภาษาไทย, ศูนย์การเรียนรู้คณิตศาสตร์, ศูนย์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ และศูนย์การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยแต่ละศูนย์การเรียนรู้จะมีครูที่มีความรู้ความสารถเฉพาะทางประจำศูนย์  ให้โรงเรียนแต่ละโรงเรียนในตำบลตูมใหญ่  นำนักเรียนหมุนเวียนไปเรียนตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ 

ซึ่งการดำเนินในครั้งนี้ ได้รับสนับสนุนจาก โดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร  มูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) โดยนางชลธิชา  บุญครอบ มอบทุนดำเนินการในเบื้องต้น จำนวน 100,000 บาท  และรถจักรยาน จำนวน 10 คัน  นายชาตรี  ศรีตะวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตูมใหญ่ มอบสื่อการเรียนการสอน เป็นเงินจำนวน 500,000 บาท 

นายปิยวิทย์ เชิดกลิ่น ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดบุรีรัมย์ สนับสนุนการจัดการเรียนอาชีพให้กับนักเรียน ส.ต.ต.ดร.นปดล นพเคราะห์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบุรีรัมย์ สนับสนุนครูที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยในการจัดการเรียนรู้ตามศูนย์การเรียนรู้ต่างๆ นายประสิทธิ์ พิเศษ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 4  เป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนในครั้งนี้

โดย นายโสภณ ซารัมย์ กล่าวว่า โครงการนี้ เป็นโครงการที่ทุกฝ่ายร่วมบูรณาการตั้งแต่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชน รวมถึงผู้ปกครองและประชาชน ร่วมมือกันทำงาน เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารโรงเรียน ขนาดเล็ก และคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนที่อยู่ ในชนบท ซึ่งขาดแคลน ทรัพยากรทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นบุคลากรครู สื่อการเรียนการสอน และสวัสดิการอื่น 

แต่เนื่องด้วยประชาชนที่มีฐานะเศรษฐกิจไม่เพียงพอที่จะส่งลูกหลานไปเรียน ในเมืองได้ ก็จำทนต้องให้ลูกหลานเรียน ในโรงเรียนของหมู่บ้านตนเอง ซึ่งจากการทำความเข้าใจของทุกฝ่ายจึงได้เกิดความร่วมมือตั้งโครงการนี้ขึ้นมา ส่วนจะสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ความร่วมมือร่วมใจกันทุกฝ่าย ส่วนตนพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการนี้อย่างเต็ม กำลังความสามารถ ซึ่งถ้าโครงการนี้ เดินหน้าต่อไปได้ ก็หวังว่าจะเป็นโมเดลหนึ่งที่รัฐจะนำไปใช้ในระดับชาติต่อไป

ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร ยังได้เดินเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนบ้านตูมใหญ่ด้วย ///-026

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม ห้ามให้ครูอยู่เวร-ลงโทษนักเรียนยึดระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.18 น.

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร-การลงโทษนักเรียน ให้ยึดระเบียบ ศธ.สร้างการศึกษา ‘เรียนดี มีความสุข’ 

17 พ.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ครบถ้วนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนให้ “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้เต็มที่ และร่วมกันผลักดันเป้าหมายพัฒนานักเรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ” 

ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนด้วยความพร้อม สพฐ. ได้กำหนด 5 แนวทาง ให้สถานศึกษาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เน้นดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทั้งในและนอกเวลาเรียน  2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การจัดการเรียนเสริม และระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ตามบริบทผู้เรียน  3. ด้านการสร้างเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียน  4. ด้านงบประมาณ ให้ดำเนินการใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมรับมือเหตุและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ พร้อมเฝ้าระวังสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้าถึงนักเรียน 

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำ ว่า หากเกิดเหตุจำเป็นต้องลงโทษนักเรียน ขอให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ และเคร่งครัดปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ที่กระทําความผิดได้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน  3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4.จัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน และห้ามมิให้ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือ ลงโทษในลักษณะทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมนักเรียนหน้าชั้นเรียน ซึ่งขัดต่อแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็ก 

“ในประเด็นการลดภาระงานของครู สพฐ.ขอย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรโดยเด็ดขาด ผู้บริหารต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ คำสั่ง ในลักษณะใกล้เคียง เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ” ซึ่งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงขัดมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เราต้องร่วมกันทำให้โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในและนอกเวลาเรียน พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จัดทำกลไกเฝ้าระวังบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน แต่งกายสุภาพ และไม่ก่อความวุ่นวายในพื้นที่ราชการ หากมีการฝ่าฝืน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะโรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ที่ต้องปลอดภัย ที่จะสร้างการศึกษา เรียนดี มีความสุข ให้กับทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

3 วัดไทย-องค์กรพุทธในออสเตรเลีย ฉลอง 25 ปี‘วันวิสาขบูชา’วันสำคัญสากลโลก

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.19 น.

3 วัดไทยออสเตรเลีย ร่วมกับองค์กรพุทธในออสเตรเลีย จัดงานฉลอง 25 ปี วันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลโลก สะท้อนพลังศรัทธาอันงดงามของชาวพุทธในดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรม

ที่อาคารรัฐสภาประเทศออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร่า ประเทศออสเตรเลีย วัดพระธรรมกายซิดนีย์ วัดพระธรรมกายเมลเบิร์น และวัดพระธรรมกายอัลบูรี ร่วมมือกับ Buddhist Federation of Australia และองค์กรชาวพุทธในรัฐนิวเซาท์เวลส์ และรัฐวิกตอเรีย ในประเทศออสเตรเลีย จัดงาน “THE AUSTRALIAN OBSERVANCE OF THE UNITED NATIONS DAY OF VESAK” เฉลิมฉลองวาระครบรอบ 25 ปี แห่งการประกาศรับรองวันวิสาขบูชาให้เป็นวันสำคัญสากลโลก โดยองค์การสหประชาชาติ ณ อาคารรัฐสภาประเทศออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร่า มีคณะสงฆ์ และภิกษุณี จากทุกชาติ ทุกนิกาย รวมถึงชาวพุทธจากหลากหลายเชื้อชาติทั่วประเทศในออสเตรเลียร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ภายในงานเริ่มด้วยพิธีตักบาตร และถวายภัตตาหารแด่คณะสงฆ์ ภิกษุณี โดยมีคุณพรสรร กำลังเอก ประธานมูลนิธิ พลเอกอาทิตย์-พรสรร กำลังเอก เป็นประธานฝ่ายฆราวาส รวมทั้งมีพุทธศาสนิกชน และชาวท้องถิ่นพร้อมใจกันสร้างมหาทานบารมีด้วยจิตเลื่อมใส เป็นทัศนานุตริยะที่หาได้ยาก สะท้อนภาพแห่งความสามัคคีอันงดงามในดินแดนแห่งพหุวัฒนธรรม ต่อด้วย ชาวพุทธทุกชาติทุกนิกายได้ร่วมเดินขบวน Mindfulness Walk ผ่านใจกลางกรุงแคนเบอร่า เพื่อประกาศพระคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยคุณพรสรร กำลังเอก เป็นผู้แทนอัญเชิญองค์พระธรรมกายสีทอง มอบแด่ องค์กร Buddhist Federation of Australia เพื่อประดิษฐานเป็นศูนย์รวมใจชาวพุทธในออสเตรเลีย นับเป็นภาพที่งดงามของความสามัคคีกลมเกลียวและความสงบเรียบร้อยและสง่างามของชาวพุทธอย่างยิ่ง

จากนั้น พระธรรมจารย์ ทิก ฟลุ๊ค ตัน ประธาน Buddhist Federation of Australia อ่านสารจากนายกรัฐมนตรีแห่งเครือรัฐออสเตรเลีย และการกล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงาน พร้อมกันนี้ การสวดมนต์คณะสงฆ์จากนิกายเถรวาท มหายาน และวัชรยาน ได้สวดมนต์ร่วมกันแสดงถึงพลังแห่งความกลมเกลียวในพระพุทธศาสนา การนี้ พระครูภาวนาญาณวิเทศ (รณรวี รวิปโภ) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเมลเบิร์น นำคณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน ร่วมเจริญสมาธิภาวนา พร้อมกล่าวโอวาทหลวงพ่อธัมมชโย เรื่อง “สันติภาพภายนอก เริ่มต้นจากสันติสุขภายใน” เพื่อย้ำถึงแนวทางสันติวิธีที่ยั่งยืนผ่านการฝึกฝนจิตใจให้สงบ ในช่วงท้ายได้นำผู้มาร่วมงานเจริญเมตตาภาวนา ส่งความรักและปรารถนาแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

ด้านนายคริส โบเว่น รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานและสิ่งแวดล้อม ได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความซาบซึ้งใจและกล่าวว่า “การนั่งสมาธิในวันนี้ทำให้ตนรู้สึกสงบมีความสุขอย่างยิ่ง” นอกจากนี้ ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตไทย อินเดีย และภูฏาน ร่วมงาน และกล่าวแสดงความยินดีถึงความร่วมมือระหว่างประเทศ และจิตวิญญาณแห่งสันติภาพในสังคมโลกด้วย

งานในครั้งนี้ นับเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สะท้อนพลังศรัทธา ความกลมเกลียว และสันติสุขที่แท้จริงในหัวใจชาวพุทธทั่วออสเตรเลีย สมดังคำกล่าวที่ว่า “World Peace through Inner Peace”  ซึ่งการจัดงานครั้งนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือ ความสามัคคี พลังศรัทธา ของชาวพุทธทั้ง 2 ประเทศ ที่ร่วมกันจัดงานเพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวัดพระธรรมกายและองค์กรพุทธในท้องถิ่น เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กว้างไกลยั่งยืนในประเทศออสเตรเลียต่อไป

ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

ผบ.ทร.เชิญพระบรมรูปหล่อ พระเจ้าตากสินฯ มาพระราชวังเดิม ชั่วคราว

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.18 น.

ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาประดิษฐาน ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิมเป็นการชั่วคราว

17 พฤษภาคม 2568 พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีอัญเชิญพระบรมรูปหล่อ (เท่าพระองค์จริง) สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มาประดิษฐาน ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม เป็นการชั่วคราว   

 ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด ทัพเรือภาคที่ 1 (ฐตร.ทรภ.1) ได้ขอความอนุเคราะห์มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม นำพระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่จัดสร้างขึ้น ประดิษฐาน เป็นการชั่วคราว ณ ท้องพระโรง พระราชวังเดิม ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ ก่อนจะนำไปประดิษฐานเป็นการถาวร เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่กำลังพล ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ฐานส่งกำลังบำรุงทหารเรือตราด โดยพระรูปที่นำมาประดิษฐานในครั้งนี้ทรงบัลลังก์เนื้อทองเหลืองขนาดเท่าองค์จริง ดำเนินการจัดสร้างโดยฐานทรงกำลังบำรุงทหารเรือตราด เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาที่คุณและเผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่เกี่ยวข้องกับจังหวัดตราด ตลอดจนเป็นที่สักการะบูชาของกำลังพลกองทัพเรือและประชาชนทั่วไป รวมถึงเพื่อเป็นอนุสรณ์เตือนใจให้กำลังพลยึดมั่นในความกล้าหาญอดทนเสียสละและปฏิบัติงานด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มกำลังความสามารถ

โอกาสนี้ ทางกองทัพเรือ และมูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสักการะ พระบรมรูปหล่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นกรณีพิเศษ ณ ท้องพระโรงพระราชวังเดิม  โดยสามารถนำบัตรประจำตัวประชาชน มาติดต่อขอแลกบัตรเข้าพื้นที่ ได้ที่กองรักษาการณ์ กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ถนนอนุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ โดยสามารถเข้าสักการะได้ ตั้งแต่ 17 ถึง 22 พฤษภาคม 2568 ระหว่างเวลา  09:00 น. ถึง 15:30 น. 

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.32 น.

สพฐ.กำชับรับเปิดเทอม 2568 ห้ามมอบหมายครูอยู่เวร–การลงโทษนักเรียนให้ยึดระเบียบ ศธ.สร้างการศึกษา “เรียนดี มีความสุข”

วันที่ 17 พ.ค.2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั่วประเทศ ได้เปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ครบถ้วนอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งตนเน้นย้ำความสำคัญของการบริหารจัดการศึกษา โดยขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาทุกแห่ง ร่วมกันสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนานักเรียนให้ “เรียนดี มีความสุข” ลดภาระที่ไม่จำเป็นของครู บุคลากร นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถมุ่งมั่นกับภารกิจของตนได้เต็มที่ และร่วมกันผลักดันเป้าหมายพัฒนานักเรียน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด และฉลาดทำ”

ทั้งนี้ เพื่อให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนด้วยความพร้อม สพฐ. ได้กำหนด 5 แนวทาง ให้สถานศึกษาปฏิบัติ ดังนี้ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา เน้นดูแลสวัสดิภาพนักเรียนทั้งในและนอกเวลาเรียน  2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น เยี่ยมบ้านนักเรียน 100% การจัดการเรียนเสริม และระบบแนะแนวที่ตอบโจทย์ตามบริบทผู้เรียน  3. ด้านการสร้างเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ ให้สถานศึกษาประสานความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และชุมชน เพื่อร่วมกันดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียน  4. ด้านงบประมาณ ให้ดำเนินการใช้จ่ายตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ให้สถานศึกษาเตรียมพร้อมรับมือเหตุและภัยพิบัติต่างๆ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกิดเหตุ พร้อมเฝ้าระวังสิ่งเสพติด เช่น บุหรี่ไฟฟ้า และปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะเข้าถึงนักเรียน

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำ ว่า หากเกิดเหตุจำเป็นต้องลงโทษนักเรียน ขอให้ครูยึดหลักจรรยาบรรณ และเคร่งครัดปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 กฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 และฉบับที่ 2 พ.ศ.2562 ซึ่งกำหนดโทษที่จะลงโทษแก่นักเรียนหรือนักศึกษา ที่กระทําความผิดได้ 4 มาตรการ ได้แก่ 1.การว่ากล่าวตักเตือน 2. ทำทัณฑ์บน  3.ตัดคะแนนความประพฤติ และ 4.จัดกิจกรรมเพื่อปรับเปลี่ยน และห้ามมิให้ใช้ความรุนแรง กลั่นแกล้ง หรือ ลงโทษในลักษณะทำให้นักเรียนอับอาย เช่น การตัดผมนักเรียนหน้าชั้นเรียน ซึ่งขัดต่อแนวทางการคุ้มครองสิทธิเด็ก

“ในประเด็นการลดภาระงานของครู สพฐ.ขอย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2567 ที่ยกเว้นให้ครูไม่ต้องอยู่เวรโดยเด็ดขาด ผู้บริหารต้องไม่ใช้ถ้อยคำ หรือ คำสั่ง ในลักษณะใกล้เคียง เช่น “เวรความปลอดภัย” หรือ “เวรสมัครใจ” ซึ่งเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงขัดมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ เราต้องร่วมกันทำให้โรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ราชการ เป็นพื้นที่ปลอดภัยอย่างแท้จริงสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และผู้ปกครอง ดังนั้น ขอให้เขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษา สื่อสารทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง ถึงมาตรการด้านความปลอดภัย ทั้งในและนอกเวลาเรียน พร้อมกำหนดแนวปฏิบัติที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จัดทำกลไกเฝ้าระวังบุคคลภายนอกเข้ามาก่อเหตุ ห้ามพกอาวุธ ห้ามนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในโรงเรียน แต่งกายสุภาพ และไม่ก่อความวุ่นวายในพื้นที่ราชการ หากมีการฝ่าฝืน ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง เพราะโรงเรียนคือพื้นที่เรียนรู้ที่ต้องปลอดภัย ที่จะสร้างการศึกษา เรียนดี มีความสุข ให้กับทุกคน” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

ชื่นชมความเก่ง! นักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยจ.เชียงใหม่ คว้ารางวัลชนะเลิศในงาน REGENERON ISEF 2025

วันเสาร์ ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.08 น.

17 พฤษภาคม 2568 ขอแสดงความยินดีกับทีมโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จ.เชียงใหม่ หนึ่งในตัวแทนจากประเทศไทย ที่ไปแข่งขันรางวัลระดับโลก ที่นักเรียนได้รับรางวัล 1st Place Grand Award พร้อมเงินรางวัล $6,000 ในสาขาเทคโนโลยีส่งเสริมศิลปะ (Technology Enhances the Arts) โครงงานวิทยาศาสตร์ในเวที REGENERON ISEF 2025

จากการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ในเวที REGENERON ISEF 2025  ณ เมือง Columbus รัฐ Ohio สหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 10-16 พฤษภาคม 2568 โครงงานที่ได้รับรางวัล Project Title : eiBraille: Systematic Reform of Braille Education with AI & Low-Cost Tactile Technology for an Inclusive Zero-Discrimination Society Project ID: TECA016T

ผู้ทำโครงงาน : นายศิวกร สุวรรณหงษ์, นายปัณณวิชญ์ พลนิรันดร์, และน.ส.ศตพร ธนปัญญากุล ครูที่ปรึกษา : นางรุ่งกานต์ วังบุญ และ นายกฤติพงศ์ วชิรางกุล รายละเอียดโครงงาน : eiBraille มุ่งแก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่ถูกมองข้ามอย่างหนึ่งของผู้พิการทางสายตา คือ “ภาวะไม่รู้หนังสือเบรลล์” ในโลกที่การรู้หนังสือคือกุญแจสู่การศึกษา การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างอิสระ ผู้พิการทางสายตากลับยังเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ราคาสูง เครื่องมือการเรียนล้าสมัย และการขาดแคลนครูผู้สอน     eiBraille จึงพัฒนาแพลตฟอร์มเรียนรู้เบรลล์ที่ใช้ AI ซึ่งมีต้นทุนต่ำและขยายการใช้งานได้ทั่วโลก eiBraille ไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียม ความอิสระ และการมีส่วนร่วม — เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาได้เรียนรู้ เติบโต และมีชีวิตอย่างมีคุณค่าในทุกภาษาและทุกมุมโลกอีกด้วย

โครงงานนี้เป็นตัวแทนประเทศไทยที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ รางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 24 เวทีประกวดโครงการรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2567 หรือ Thailand Innovation Awards 2024 (TIA2024) ที่สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ  ได้ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อพัฒนาความเป็นนวัตกรให้กับน้องๆ และพัฒนาผลงานทั้งด้านเทคนิคและด้านธุรกิจเพื่อยกระดับความเป็นนวัตกรรมให้กับผลงาน

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.


สพฐ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียน ต้อนรับเปิดเทอมใหม่ ปีการศึกษา 2568 

วันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มอบหมายให้ผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ณ สถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ เพื่อติดตามการเปิดภาคเรียนใหม่ในภาพรวมของประเทศ รวมถึงการจัดการเรียนการสอน และการดำเนินการตามมาตรการด้านความปลอดภัยให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

โดยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวนา สพป.กาญจนบุรี เขต 1 เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก  ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 180 คน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 20 คน ซึ่งนอกจากนักเรียนไทยแล้ว ยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ทั้งชาวเมียนมา มอญ และกะเหรี่ยง (มีจำนวน 67 คน คิดเป็น 41.36%) จากการตรวจเยี่ยม พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่าน เขียน คิดคำนวณ สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ดี อีกทั้งมีความสุข ยิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นในการเรียนรู้ กล้าแสดงออก พูดโต้ตอบได้อย่างฉะฉานและมีความมั่นใจ แสดงให้เห็นว่าโรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษามีความร่วมมือในการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้เป็นอย่างดี

ด้านนายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนอนุบาลกาฬสินธุ์ สพป.กาฬสินธุ์ เขต 1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนจำนวน 1,358 คน แบ่งเป็น นักเรียนชาย 683 คน นักเรียนหญิง 675 คน และมีจำนวนห้องเรียน 47 ห้อง โดยภาพรวมพบว่า สามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่นตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ พร้อมดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและมีแผนเผชิญเหตุเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี

ขณะที่นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนราชวินิต สพป.กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งสิ้น 2,509 คน แบ่งเป็นระดับประถมศึกษา จำนวน 2,111 คน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 398 คน และโรงเรียนสตรีวิทยา สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 1 เป็นโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนรวมทั้งหมด 3,109 คน โดยโรงเรียนมีการปรับพื้นฐานนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียน และผู้ปกครอง ซึ่งให้ร่วมความร่วมมือเป็นอย่างดี นอกจากนั้น ในภาพรวมพบว่าทั้งสองโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างราบรื่นตามแผนการเรียนที่กำหนดไว้ และดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและมีแผนเผชิญเหตุเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ เลขาธิการ กพฐ. ได้เน้นย้ำมาตรการความพร้อมสำหรับการเปิดภาคเรียนที่ 1/2568 โดยกำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ฯ และสถานศึกษาในสังกัด ให้มีมาตรการความพร้อมใน 5 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา 2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และสร้างภูมิคุ้มกัน 3. ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ 4. ด้านการจัดสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการศึกษา และ 5. ด้านแผนเผชิญเหตุ ทั้งก่อนเกิดภัย ขณะเกิดภัย และหลังเกิดภัย รวมถึงการตรวจตราเฝ้าระวังสิ่งเสพติดต่างๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ไม่ให้เข้าถึงนักเรียนได้ เพื่อให้การเปิดภาคเรียนใหม่นี้ นักเรียนและครูทุกคนทั่วประเทศมีความสุขและปลอดภัย ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. โดยสร้างคุณภาพให้เกิดกับผู้เรียนทุกคน “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” อย่างยั่งยืน
 

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ”โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช”แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) เชื่อมโยง “รพ.ภูมิพลอดุลยเดช”พระนาม ร.9 ทอ.ทำหนังสือขอพระราชทานชื่อใหม่ ขึ้นไป 

สำนักพระราชวัง ได้มีหนังสือถึง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อ้างถึงหนังสือ กองทัพอากาศ   ที่ขอพระราชทานชื่อใหม่แก่โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมการแพทย์ทหารอากาศ  กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล  

โรงพยาบาลทหารอากาศ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 950 ล้านบาทถ้วนเพื่อให้บริการแก่กำลังพลของกองทัพอากาศและครอบครัวตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตอน โดยการให้บริการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพอากาศ เปิดให้บริการเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับบริการทั้งสิ้น 660,915 คน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้า พระราชทานชื่อใหม่แก่ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ว่า “โรงพยาบาลทศมินทราธิราช”  อ่านว่า โรง-พะ-ยา-บาน-ทะ -สะ- มิน -ทรา-ทิ – ราด หมายความว่า  โรงพยาบาลที่สร้างขึ้น เพื่อ เฉลิม เกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ (รัชกาลที่10)