‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

‘สกสว.’กระตุกGDPไทยด้วยกองทุน‘ววน.’ หวังเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.06 น.

สกสว.จัดเวทีชวนกระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน. “ศุภภาส” ชี้ ววน.เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน แข่งขันได้ในเวทีโลก ชี้นโยบายทรัมป์จะทำให้ไทยปรับตัว และวางยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อคว้าโอกาสและรับมือกับความท้าทายที่เกิดขึ้น

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงาน Dinner Talk “กระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน.” ภายใต้แนวคิด ‘มองจุดร่วม สร้างจุดเปลี่ยน ร่วมสร้าง GDP ไทย ด้วยกองทุน ววน.’ ซึ่งจัดโดยสำนักยุทธศาสตร์แผน ติดตามและประเมินผล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ณ โรงแรม Eastin Grand Hotel Phyathai

เพื่อนำผลการงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) มาช่วยกระตุก GDP ไทย ให้สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมขับเคลื่อนไม่หยุดนิ่งได้อย่างต่อเนื่องนำไปสู่ความยั่งยืน พร้อมสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจถึงความสำคัญของการวิจัยและนวัตกรรมต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงกระตุ้นให้เกิดการเร่งรัดผลักดันนโยบายและการดำเนินงานที่จะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในประเทศและในเวทีโลก

น.ส.ศุภมาส ระบุว่า ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยยังมีโอกาสในการสร้างเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยใช้ ววน. เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของประเทศ ได้แก่ งานวิจัยด้านเทคโนโลยีเซนเซอร์และ IoT สำหรับเกษตรกรรม การสร้างอุตสาหกรรมใหม่และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การพัฒนากำลังคนระดับสูงเฉพาะทางและเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานเพื่อรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิจัย เพื่อให้มีสัดส่วนการลงทุนด้านการวิจัยมากขึ้น ทำวิจัยและต่อยอดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

“กระทรวง อว. พร้อมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม โดยเชื่อมั่นว่า ววน. จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ในเวทีโลก และช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้ในอนาคต” รัฐมนตรี อว.กล่าว

ขณะที่ ศ. ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เผยว่า การใช้ความรู้ขับเคลื่อนประเทศต้องมีนโยบายที่จัดสรรงบประมาณและทรัพยากรในเรื่องสำคัญ แม้จะมีข้อจำกัดและความท้าทายหลายด้าน แต่ประเทศจะก้าวกระโดดได้ต้องมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ร้อยละ 2-4 เพื่อให้มีแรงส่งเพียงพอ แต่ขณะนี้อัตราการลงทุนของไทยอยู่ที่ร้อยละ 1.1

จึงต้องแน่ใจว่าจะสามารถจัดสรรงบประมาณอย่างถูกต้อง เกิดประสิทธิผลและประสิทธิภาพสูงสุด เป็นธรรม รัดกุมรอบคอบและตรงเป้า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อให้ผู้บริหารในระบบ ววน. ภาครัฐและภาคเอกชนนำข้อมูลไปขับเคลื่อนในบริบทที่ดูแลอยู่ ขณะที่ สกสว. จะนำเสนอข้อมูลต่อสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อนำสู่การขับเคลื่อนต่อไป

เช่นเดียวกับ ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ที่กล่าวถึงการทำงานของ สกสว.ยุคใหม่ ว่าเข็มทิศกำลังแปรเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผ่านการขับเคลื่อนและผลงานที่เกิดขึ้นจริง  ได้แก่ การทบทวนแผนและจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. งานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญทั้งด้านสุขภาพและการแพทย์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

การขับเคลื่อนเชิงประเด็นร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สร้างความเข้มแข็งของหน่วยงานและบคุลากร การรับมือและการสื่อสารต่อประชาชนในภาวะวิกฤติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม รวมถึงการพัฒนาเครือข่ายและการร่วมทุนกับต่างประเทศ ภาคเอกชนและประชาสังคม และการพัฒนาภายในองค์กร โดยในปี 2568 กองทุน ววน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 19,251 ล้านบาท คิดเป็น 1.14% และหวังว่าสัดส่วนจะเพิ่มขึ้นในปีต่อ ๆ ไป โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่สำเร็จ แต่คือการเปลี่ยนแปลงประเทศ

ในโอกาสนี้ สกสว.ได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมาให้มุมมองถึงโอกาสในการใช้การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม อันจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจ เพื่อให้ประชาคมได้เข้าใจถึง “บทบาทของเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” โดย คุณกฤษณ์ จันทโนทก ประธานกรรมการอำนวยการ สกสว. และประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สะท้อนให้เห็นว่าสิ่งที่ประเทศไทยขาดไม่ใช่ความรู้หรือแรงบันดาลใจ

แต่คือ ‘ระบบเชื่อมต่อ’ ที่เปลี่ยนงบวิจัยให้กลายเป็นนวัตกรรมเชิงเศรษฐกิจได้จริง เราต้องกล้าสร้างเครื่องยนต์ใหม่ให้กับประเทศ การสร้างนวัตกรรมต้องลงทุนกับคุณภาพทุนมนุษย์และสถาบัน ความท้าทายคือต้องทำให้งานวิจัยเกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ปัจจุบันประเทศไทยมีงานวิจัยจำนวนมาก แต่ต้องเร่งเสริมการต่อยอดเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ อนาคตของประเทศยังศรัทธาในศักยภาพ ทุน และความรู้ แต่ต้องหาทางเชื่อมโยงและเดินไปด้วยกัน พลังของคนไทยไม่ทิ้งกันในยามคับขันจึงต้องร่วมมือให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และต้องวางโครงสร้างใหม่ เชื่อว่าถ้าทุกคนกล้าเปลี่ยน ระบบ ววน.ไทยจะเป็นฟันเฟืองสำคัญให้ไทยประสบความสำเร็จได้

สำหรับ “นโยบายการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ” โดย ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ กสว. และประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าหากไทยต้องการก้าวสู่การเป็นเสือเศรษฐกิจต้องคิดสร้างปัญญา ทำให้สังคมเห็นประโยชน์ การลงทุนในงานวิจัยและนวัตกรรมต้อง ‘ คืนทุนไว ใช้ได้จริง ยิงสุดทาง’ นั่นคือต้องทำโครงการที่ดี ตอบโจทย์เศรษฐกิจและสังคมทั้งที่เห็นผลเร็วและเกิดผลในระยะยาวด้วย รู้ว่าจะขายหรือแข่งขันกับใคร

ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ สถาบันเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สร้างนวัตกรรมใช้ได้จริง เป็นโมเดลที่ชี้ให้เห็นว่าการวิจัยต้องมีภารกิจชัดเจนและมีความรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องทำคือ ตัดงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อถือจากคนในประเทศ โดยก้าวแรกจะต้องตีโจทย์และออกแบบโครงการให้ทะลุ เป็นงานวิจัยที่แก้พัฒนาเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาสังคมได้ มีผู้ใช้ตั้งแต่แรก รวมถึงปรับระบบแรงจูงใจ

นอกจากนี้ สกสว.ยังมุ่งสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของ “การลงทุนภาครัฐและเอกชน: กุญแจสู่การเติบโตของ GDP ไทย” โดย ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยข้อมูลในส่วนนี้ว่า บุญเก่าของประเทศกำลังจะหมด อุตสาหกรรมที่เราเคยเก่งกำลังตกยุค ประเทศไทยต้องลอกคราบ ปลดล็อกและสร้าง ‘บุญใหม่’ เพื่อช่วงชิงคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในอาเซียน ซึ่งเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายทศวรรษ

หากพลาดวันนี้อาจไม่มีโอกาสอีกนาน จากนี้ไปเอเชียและอาเซียนจะเป็นศูนย์กลางใหม่ของโลก จึงต้องก้าวข้าวข้อจำกัดด้วยทักษะของคน นโยบายสำคัญของการเปลี่ยนผ่านอยู่ที่การเปิดประเทศ พัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับอนาคต ปฏิรูปกฎระเบียบและระบบราชการ เพิ่มโอกาสในการช่วงชิงการลงทุน เสริมจุดแข็งเดิมและสร้างระบบนิเวศใหม่ เช่น สร้างบุคลากรรองรับห่วงโซ่ของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น พลังงานสะอาด สตาร์ทอัพและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และเร่งขยายเขตการค้าเสรีเพื่อเปิดตลาดใหม่และลดการพึ่งพาตลาดเดิม

งาน Dinner Talk “กระตุก GDP ไทยด้วยกองทุน ววน.” จึงสะท้อนให้เห็นถึงพลังของการวิจัยและนวัตกรรมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่อนาคตที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งจากมุมมองของภาครัฐ นักวิชาการ และภาคเอกชน ที่ต่างเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการลงทุนเชิงกลยุทธ์ สร้างระบบนิเวศใหม่ที่เชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และทุนมนุษย์ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ปลดล็อกศักยภาพใหม่ และช่วงชิงโอกาสจากคลื่นการลงทุนรอบใหม่ในภูมิภาคอาเซียนให้ได้อย่างแท้จริง

การขับเคลื่อนด้วยกองทุน ววน. จึงไม่ใช่เพียงการอัดฉีดงบประมาณเพื่อทำวิจัย แต่คือกลไกในการจุดประกายความเปลี่ยนแปลง สร้างผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจที่จับต้องได้ สร้างคน สร้างนวัตกรรม และสร้างประเทศไทยใหม่ที่แข่งขันได้ในเวทีโลก

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ โรงพยาบาลทศมินทราธิราช แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน)

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.31 น.

โปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อ “โรงพยาบาล ทศมินทราธิราช” แทน รพ.ทหารอากาศ (สีกัน) เชื่อมโยง “รพ.ภูมิพลอดุลยเดช” พระนาม ร.9 ทอ.ทำหนังสือขอพระราชทานชื่อใหม่ ขึ้นไป 

สำนักพระราชวัง ได้มีหนังสือถึง พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) อ้างถึงหนังสือ กองทัพอากาศ   ที่ขอพระราชทานชื่อใหม่แก่โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กรมการแพทย์ทหารอากาศ  กรุงเทพมหานคร เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้แก่ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล  

โรงพยาบาลทหารอากาศ ใช้งบประมาณก่อสร้าง 950 ล้านบาทถ้วนเพื่อให้บริการแก่กำลังพลของกองทัพอากาศและครอบครัวตลอดจนประชาชนทั่วไปในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตอน โดยการให้บริการเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลภูมิพล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลหลักของกองทัพอากาศ เปิดให้บริการเมื่อปี 2562 ปัจจุบันมีผู้ป่วยเข้ารับบริการทั้งสิ้น 660,915 คน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีพระราชปณิธานในการดูแลสุขภาพให้ประชาชน และเพื่อเป็นสิริมงคล 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้า พระราชทานชื่อใหม่แก่ โรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) ว่า “โรงพยาบาลทศมินทราธิราช” อ่านว่า โรง-พะ-ยา-บาน-ทะ -สะ- มิน -ทรา-ทิ – ราด หมายความว่า โรงพยาบาลที่สร้างขึ้น เพื่อ เฉลิม เกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระราชาที่ยิ่งใหญ่ (รัชกาลที่10) 

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

'กรมชลประทาน'เฝ้าฯรับเสด็จ'กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ'

‘กรมชลประทาน’เฝ้าฯรับเสด็จ’กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ’

วันศุกร์ ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

กรมชลประทาน เฝ้าฯ รับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดมหาสารคาม ระหว่างวันที่ 15–16 พฤษภาคม 2568

ในการนี้ นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน นายวรพจน์ เพชรนรชาติ รองอธิบดีฝ่ายบริหาร นายยงยส เนียมทรัพย์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผนและโครงการ) นายไพฑูรย์ ศรีมุก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 นายภัคภาค คุณะเกษม ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 5 นายกิตติธัช เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 8 นายสิทธิพร พฤฒิพิบูลธรรม เลขานุการกรม และนายสัณฐิต พีรานนท์ ผู้อำนวยการกองประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วยข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมชลประทาน ร่วมเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จ ณ เรือนรับรองที่ประทับ สำนักงานชลประทานที่ 6 อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

'ชูศักดิ์'สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด'เจ้าคุณแย้ม' เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

‘ชูศักดิ์’สั่งผอ.พศ.ประสาน ปลด’เจ้าคุณแย้ม’ เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เสนอตั้งคกก. ตรวจสอบเงินวัด

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.41 น.

“ชูศักดิ์” สั่งผอ.พศ. ประสานเจ้าคณะใหญ่หนกลาง ปลดเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง พร้อมตั้ง คกก.ตรวจสอบเงินวัด

วันที่ 15 พฤษภาคม 2568 นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต. ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงกรณีพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม กิตฺตินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 เข้าพบตำรวจ หลังถูกดำเนินคดีในความผิดฐานทุจริตยักยอกเงินวัดจำนวน 300 ล้านบาทว่า เมื่อช่วงเช้าทันทีที่ตนได้รับทราบข่าว ก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการพระพุทธศาสนา(พศ.) ประสานสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี หรือเจ้าประคุณสมเด็จธงชัย กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เนื่องจากพระธรรมวชิรานุวัตรเป็นเจ้าคณะภาค 14 ซึ่งเป็นตำแหน่งทางปกครอง โดยจะต้องให้พ้นจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จ.นครปฐม และเจ้าคณะภาค 14 โดยจะมีการตั้งพระสงฆ์รูปอื่นมารักษาการแทน พร้อมตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง จากนั้นอาจจะต้องดำเนินการทางวินัย แต่ที่ทำขณะนี้คือให้พ้นจากอำนาจหน้าที่ในการเป็นเจ้าอาวาสไปก่อน ซึ่งสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีท่านก็เห็นชอบว่าควรดำเนินการโดยเร่งด่วนตามที่เสนอไป

นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องเงินวัด ตนได้แนะนำไปว่า จะต้องตั้งคณะกรรมการเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดโดยเร่งด่วน เพราะที่ผ่านมาคนที่ดูแลทรัพย์สินเงินทองก็คือเจ้าอาวาส เมื่อกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ควรที่จะเข้าไปตรวจสอบทรัพย์สินเงินทองของวัดว่าเป็นอย่างไร ซึ่งคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นให้เป็นอำนาจหน้าที่สมเด็จพระมหารัชมงคลมุนีตามที่ท่านเห็นสมควร

เมื่อถามว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นต้องมีการตรวจสอบวัดทั่วประเทศทั้งหมดเลยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้มีนโยบายสำคัญ 8-9 ข้อ โดยหนึ่งในนั้นตนได้ประชุมกับผอ. สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) ทั่วประเทศ ขอให้สอดส่องดูแลป้องกันการทำลายพระพุทธศาสนา โดยตนเน้นย้ำว่า อย่าไปดูเฉพาะพฤติการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ขอให้ดูด้วยว่าการกระทำ ไม่ว่าจะเป็นพระลูกวัด เจ้าอาวาส ถ้ามีลักษณะทำลายพระพุทธศาสนาขอให้มีมาตรการดำเนินการ 

“ผมได้เร่งรัดในเรื่องนี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการรายงานมาโดยตลอด อย่างถ้ามีข่าวตรงนั้นตรงนี้ หรือไม่มีข่าว แต่มีพฤติกรรมก็จะมุ่งเน้นการประพฤติผิด การกระทำผิดพระธรรมวินัย การนำความเชื่อต่างๆ ที่ไม่ใช่หลักศาสนา ซึ่งทำให้เกิดความงมงายไม่น่าเชื่อ ก็ถือว่าเป็นการทำลายพระพุทธศาสนาได้ ทั้งนี้การเบิกจ่ายภายในวัดมีระเบียบอยู่แล้ว มีการตรวจตราพอสมควร แต่ก็อย่างว่า ถ้าผู้บริหารทำผิดซะเองบางทีก็ตรวจสอบยาก พอเป็นข่าว เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องเข้าไปดูแล จึงแนะนำไปว่าให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทรัพย์สินของวัดจะได้โปร่งใส”

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

สกร.จัดเต็มจัดโชว์ผลงานฉลอง 2 ปีวันสถาปนา 18 พ.ค.นี้

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.11 น.

สกร.ฉลอง 2 ปี วันคล้ายวันสถาปนายิ่งใหญ่ ขนทัพ สกร.ประจำจังหวัดทั่วประเทศ โชว์ผลงานจัดกิจกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมเชิญชวนประชาชนเข้าร่วม วันที่ 18 พ.ค.นี้ ที่ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ

นายธนากร  ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า วันที่ 18 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) หลังจาก พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้ ถือเป็นการยกสถานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) มาเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งวันที่ 18 พ.ค.2568 นี้ ก็ถือเป็นวันครบรอบ 2 ปี ที่ สกร.ได้ปฏิบัติหน้าที่หน้าที่จัด ส่งเสริม สนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกเพศทุกวัยมีโอกาสเรียนรู้และเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม และเป็นธรรม โดยไม่เลือกปฏิบัติ ตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และเราจะขยับจากระบบราชการแบบเดิม สู่การเป็นองค์กรที่ทำงานเชิงนวัตกรรม คิดเร็ว ทำเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องเทคโนโลยีดิจิทัล

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า วันอาทิตย์ที่ 18 พฤษภาคม 2568 ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) สกร.จะจัดนิทรรศการและกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมีสำนักงาน สกร.ประจำจังหวัดต่างๆทั่วประเทศ นำผลงานที่ได้ทำมาจัดแสดงผลงานตามภารกิจที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 มาตรา 6  โดยจัดนิทรรศการใน 3 หมวด คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต ,การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และ การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งนิทรรศการและกิจกรรมที่ สกร.นำมาจัดแสดงในวาระวันสถาปนากรมฯ เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ เน้นเรื่องการอ่านและกิจกรรมสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านงาน ‘ Virtual Reading การอ่านในโลกเสมือนจริง ’ จังหวัดบุรีรัมย์ มีโครงการ “Buriram Zero Dropout Model” ซึ่งเป็นต้นแบบการช่วยเหลือเด็กนอกระบบให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้  ซึ่งตรงกับหนึ่งในภารกิจสำคัญของเรา คือ จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเด่น ที่สะท้อนอนาคตของการเรียนรู้ เช่น ‘Learn to Earn’ ที่กรุงเทพมหานครเน้นเชื่อมโยงการเรียนกับทักษะการหารายได้ในชีวิตจริง, กิจกรรมด้าน AI ที่สุราษฎร์ธานี และสตูล ที่เปิดโลกใหม่ให้เยาวชน และกิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจให้กลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือคนไร้บ้านในหลายจังหวัด อีกหนึ่งโครงการสำคัญที่กองมาตรฐานการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ สกร.จะนำไปจัดกิจกรรมสร้างความเข้าใจ คือ การจัดสอบวัดผลเทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่ง สกร.ได้เปิดสอบรอบแรกไปเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ผ่าน โดยได้รับการตอบรับจากประชาชนและผู้เรียนจำนวนมาก เพราะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการส่งเสริมผู้ที่เป็นเลิศทางการศึกษาให้ ได้รับวุฒิการศึกษา เพื่อประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับสู่งขึ้น และนำคุณวุฒิไปประกอบอาชีพ ผมขอเชิญชวนประชาชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมงานครั้งนี้  ซึ่งความสำเร็จที่แท้จริงของการจัดงาน ไม่ใช่แค่การจัดงาน หรือ จำนวนผู้เข้าร่วม แต่คือ การที่กิจกรรมในงานนี้ได้สร้าง ‘แรงบันดาลใจ’ ให้ประชาชนรู้สึกว่า ‘ฉันก็เรียนรู้ได้ และยังพัฒนาได้เสมอ’ ซึ่งนั่นคือ หัวใจของการส่งเสริม การเรียนรู้ตามแนวคิดของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ” นายธนกร กล่าว.

‘บอร์ดคุรุสภา’เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

'บอร์ดคุรุสภา'เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

‘บอร์ดคุรุสภา’เห็นชอบร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.08 น.

“คุรุสภา” ผลักดันร่างมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับการจัดการศึกษายุคปัจจุบัน

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า จากนโยบาย “เรียนดี  มีความสุุข” ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มุ่งเน้นการสร้าง ‘ครูคุณภาพ’ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและมีความสุข ต่อยอดการพัฒนาคุุณภาพการศึกษาทุกระดับให้ทันสมัยได้มาตรฐานสากลอย่างเร่งด่วนและรวดเร็ว สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน มีสาระสำคัญประกอบด้วย 1.มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2.มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3.มาตรฐานการปฏิบัติตน  

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อว่า มาตรฐานความรู้ครูปฐมวัย กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ เช่น ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมของเด็กตามช่วงวัย การสร้างสัมพันธภาพต่อเด็กและการเลี้ยงดู และการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม ความรู้ด้านศาสตร์การสอนสำหรับเด็กปฐมวัย การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม การพัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอบสนองต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน การประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัย และความแตกต่างของเด็กรายบุคคล สุขภาพกายและใจ โภชนาการที่ดี การดูแลความปลอดภัยจากสภาพแวดล้อม สังคม รวมถึงการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ครอบคลุม ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และการพัฒนาเด็กปฐมวัย และสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวด้วยว่า สำหรับมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพกำหนดว่า ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัย ต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ ขณะที่มาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครูด้วยการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี รัก เมตตา และเอื้ออาทรต่อเด็กปฐมวัย ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย และการจัดประสบการณ์เรียนรู้ต้องออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ร่วมแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญส่วนหนึ่งของมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยคือการให้เด็กมีส่วนร่วมในการแสดงออก ใส่ใจต่อเด็กปฐมวัยที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่าง ๆ ตลอดจนส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี และดูแลความปลอดภัยทางสภาพแวดล้อม สังคม และเทคโนโลยีที่มีผลต่อพัฒนาการของเด็ก โดยทำงานร่วมกับผู้ปกครอง และหรือสหวิชาชีพ และรู้เท่าทันและสามารถใช้สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีทางการศึกษา ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้เกิดผลดีต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก มีการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยบูรณาการการเรียนรู้ผ่านการเล่นและทำกิจกรรมที่หลากหลายสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัยของเด็กและความต้องการพิเศษ เพื่อให้เด็กมีสมรรถนะพื้นฐานในการเรียนรู้และการดำรงชีวิตต่อไปในอนาคต และในส่วนสุดท้ายคือมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ

“คุรุสภาเห็นความสำคัญของครูปฐมวัย ผู้ซึ่งประกอบวิชาชีพหลักด้านการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัย จึงได้จัดทำร่าง ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. … และเปิดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตครู หน่วยงานผู้ใช้ครู ผู้ประกอบวิชาชีพครู รวมถึงผู้ปกครองนักเรียน นิสิตนักศึกษา และผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งขณะนี้การดำเนินการใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยคณะกรรมการคุรุสภา ในการประชุม ครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2568 มีมติเห็นชอบ ร่าง ข้อบังคับดังกล่าว และอยู่ระหว่างเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานกรรมการคุรุสภาพิจารณาลงนาม และจะมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  ซึ่งการจัดทำร่างข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัยฉบับนี้ เพื่อมุ่งหวังให้ครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพสอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย  ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนเพื่อรับการศึกษาในขั้นถัดไป” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว.

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

ไทยพีบีเอส เปิดตลาด OTT นำ VIPA อวดสายตาชาวญี่ปุ่นในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25

ไทยพีบีเอส ร่วมออกบูทเผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์ไทย เปิดตลาด OTT อวดโฉม ‘VIPA’ แพลตฟอร์มวิดีโอสตรีมมิ่งของไทยให้คนญี่ปุ่นได้รู้จัก และสามารถรับชมละคร-สารคดีของไทย แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีค่าใช้จ่าย พร้อมเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” เวอร์ชันภาษาอังกฤษครั้งแรกในงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว ครั้งที่ 25 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ เขตชิบูยะ กรุงโตเกียว 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส ร่วมงานเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว (25th Thai Festival Tokyo) ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 10 – 11 พ.ค. 68 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ เขตชิบูยะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยนางสาว IKUINA Akiko ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่น นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว และผู้บริหารระดับสูง ทั้งจากองค์กรภาคีฝ่ายญี่ปุ่น และหน่วยงานไทย 

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศ ให้การสนับสนุนการจัดเทศกาลไทย ใน 45 เมือง 32 ประเทศทั่วโลก โดยหาจุดแข็งสร้างความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับภาพลักษณ์ประเทศไทยสู่เวทีนานาชาติผ่านศิลปะ, วัฒนธรรม, ประเพณี และร่วมกันขยายผลส่งเสริม สร้างธุรกิจ สร้างรายได้ให้แก่ 13 อุตสาหกรรมซอฟต์พาวเวอร์อันมีเสน่ห์ ซึ่งเมื่อมาผนวกกับการดึงดูดให้ชาวต่างชาติมาท่องเที่ยว ประเทศไทย จะส่งผลให้ผลผลิตต่าง ๆ จากประเทศไทยกระจายไปยังทุกภูมิภาคทั่วโลกอย่างทั่วถึง สร้างองค์ความรู้ และผลประโยชน์ที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรมได้ในอนคตอย่างแน่นอน 

“เทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว เป็นเทศกาลไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ และเป็นเทศกาลด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว นำเสนอประเทศไทยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะความสร้างสรรค์ ทันสมัย และก้าวหน้า เสริมสร้างอัตลักษณ์และความเข้มแข็งให้กับชุมชนไทยในญี่ปุ่น รวมทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยที่มีศักยภาพให้ “รุกไปในระดับโลก” ตามยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ เพื่อสร้างโอกาสในการทำธุรกิจของผู้ประกอบการไทยในตลาดญี่ปุ่นอย่างยั่งยืน” รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว

ด้าน นายวิชชุ เวชชาชีวะ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโตเกียว กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า  “งานเทศกาลไทยไม่ได้มีแค่การจำหน่ายสินค้าและอาหารไทย แต่ได้นำเสนอผลงานสร้างสรรค์ ทั้งในสาขา ภาพยนตร์ ดีไซน์ แฟชั่น การแสดงวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมที่สวยงาม เช่น นาฏศิลป์ไทย โขน มวยไทย และยังมีคอนเสิร์ตจากศิลปินไทยชื่อดัง ศิลปินที่มีผลงานซีรีย์ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนไทยและประชาชนญี่ปุ่น  และยังเป็นจุดสร้างโอกาสให้แก่ทั้งผู้ประกอบการไทยและญี่ปุ่น สามารถต่อยอดสร้างธุรกิจแบบแมทชิ่ง  ผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของ ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากลต่อไปในอนาคต” 

สำหรับบูทของไทยพีบีเอส ได้นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย ผ่านละคร อาทิ หม่อมเป็ดสวรรค์, บุษบาลุยไฟ, จากเจ้าพระยาสู่อิรวดี และสารคดีฝีมือคนไทย เช่น มนตราล้านนา, คนเรือยาว, ในรอยรส Taste Detective รวมถึง VIPA ซึ่งเป็น OTT Application แพลตฟอร์มที่ให้บริการสตรีมมิงเนื้อหาต่าง ๆ ของไทยพีบีเอส โดยชาวญี่ปุ่นที่นิยมชมชอบประเทศไทย สามารถดาวน์โหลดไว้เพื่อติดตามละคร สารคดี ต่าง ๆ ของไทยพีบีเอสได้อย่างเต็มที่ แบบไม่มีโฆษณา ไม่มีการเก็บค่าบริการ มีบริการ Subtitles หลายภาษา รวมถึงภาษาญี่ปุ่นด้วย

และอีกไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัวหนังสือ “น้ำพริก มรดกรสแห่งเครื่องจิ้ม” หนังสือที่รวบรวมองค์ความรู้เรื่องน้ำพริกและภูมิปัญญาอาหารท้องถิ่น ในเวอร์ชันภาษาอังกฤษเป็นครั้งแรก เพื่อร่วมเผยแพร่นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับประเทศไทย วัฒนธรรม และซอฟต์พาวเวอร์ ของไทยในรูปแบบที่สร้างสรรค์ น่าสนใจ และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้รับชมได้ สอดคล้องกับ Creative Thailand ซึ่งเป็นแนวคิดในการจัดงานปีนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ไทยพีบีเอสได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากชาวญี่ปุ่น มีแฟนคลับไทยพีบีเอส ที่แวะมาทักทาย ชื่นชม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว ให้ความสนใจดาวน์โหลด Application VIPA กันเป็นจำนวนมาก 

นอกจากไทยพีบีเอส ยังมีหน่วยงานของไทยร่วมกิจกรรมออกบูท ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการเอกชน ตลอดจนชาวไทย ญี่ปุ่น และนักท่องเที่ยวต่างชาติ เข้าร่วมจำนวนมาก ซึ่งเทศกาลไทย ณ กรุงโตเกียว เป็นเทศกาลไทยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ และเทศกาลด้านการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมที่ใหญ่ที่สุดของกรุงโตเกียว โดยแต่ละปีมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 300,000 คน

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

พระธรรมทูตไทยในยุโรปจับมือนานาชาติ จัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาอย่างยิ่งใหญ่ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

14 พฤษภาคม 2568 สหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป (ส.ธ.ย.) หรือ The Union of Thai Sanghas in Europe (UTSE) นำโดยพระเดชพระคุณพระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป ร่วมกับคณะสงฆ์ศรีลังกา คณะผู้แทนถาวรศรีลังกาประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จัดกิจกรรมวันวิสาขบูชาวันสำคัญสากลของโลก ณ อาคารสำนักงานสหประชาชาติ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

พิธีเริ่มเวลา 14.00 น. นางหิมาลี อรุณาทิลากา เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรศรีลังกา ประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา กล่าวเปิดงาน ต่อด้วยนางสาวอุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ  ณ นครเจนีวา กล่าวถึงความสำคัญของวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก

ก่อนที่นางทาเทียน่า วาโลวาย่า ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา จะได้กล่าวต้อนรับผู้มาร่วมงานจากทั่วโลก อาทิ พระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป และภาคีเครือข่าย  คณะสงฆ์ศรีลังกาในสมาพันธรัฐสวิส  เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรจากประเทศต่างๆ รวมถึงพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งทวีปยุโรป

ต่อมาเป็นการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “พระพุทธศาสนากับสิ่งแวดล้อม” โดยพระมหาภาสกร ปิโยภาโส รองประธานองค์กรพระธรรมทูตไทยในสหราชอาณาจักรและไอร์แลนด์ และพระอาจารย์ซันเดอร์  เขมธมฺโม จากวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์

จากนั้นเป็นการอ่านสารวันวิสาขบูชาของเอกอัครราชทูต คณะผู้แทนถาวรจาก 11 ประเทศ ที่มีประชาชนนับถือพระพุทธศาสนา ได้แก่ ภูฏาน, อินเดีย, ลาว, มาเลเซีย, เนปาล, เวียดนาม, เมียนมา, สิงคโปร์, จีน, เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ต่อมาพระเดชพระคุณพระราชวชิรศาสนวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยนอร์เวย์ ประธานสหภาพพระธรรมทูตไทยในทวีปยุโรป พร้อมด้วยผู้แทนคณะสงฆ์ศรีลังกา น้อมนำพานและกระทงดอกไม้ วางหน้าโต๊ะหมู่ เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา คณะสงฆ์ทั้งปวงสาธยายสวดมนต์บทรัตนสูตร ก่อนที่ผู้แทนคณะสงฆ์ศรีลังกาจะนำนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม แผ่เมตตา ให้โลกเกิดสันติภาพและสันติสุขเป็นอันเสร็จพิธี

ความสำเร็จของการจัดงานในวันนี้เกิดจากความเสียสละและความสามัคคีของเหล่าพุทธบริษัท  จึงสามารถจัดกิจกรรมรำลึกวันวิสาขบูชาอันเป็นวันสำคัญของโลกได้อย่างยิ่งใหญ่และสมศักดิ์ศรีของชาวพุทธ ให้นานาชาติได้รับทราบและเห็นถึงความสำคัญของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสูงสุดของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั่วทั้งโลก

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบนโยบายแก่ผู้สอบบรรจุเข้ารับราชการครู

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.30 น.

ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 มอบหมายให้ นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 พบปะ มอบนโยบาย ให้โอวาท แก่ผู้สอบแข่งขันได้ เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 6 ราย กล่าวแสดงความยินดี ต้อนรับสู่ครอบครัว สพป.พิษณุโลก เขต 2 ให้ประพฤติปฏิบัติตนเป็นครูที่ดี ใช้ความรู้ความสามารถสั่งสอนศิษย์ ดูแล ช่วยเหลือ สังเกตุพฤติกรรมนักเรียนให้พร้อมสำหรับการเรียนรู้ ใช้กระบวนการ Active Learning และ IT ในการจัดการเรียนการสอน เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ช่วยเหลือเพื่อนครู สัมพันธ์ชุมชน รักษาจรรยาบรรณวิชาชีพครู เตรียมพร้อมรับการประเมิน และพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพ ขอให้ทำงานอย่างมีความสุข และส่งความสุขถึงนักเรียน พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติ ก่อนส่งตัวปฏิบัติหน้าที่ในสถานศึกษา วันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ณ ห้องประชุมดินทอง 3 สพป.พิษณุโลก เขต 2

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

มทร.ธัญบุรี ยกระดับปทุมธานี สู่เมืองนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงฯ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนงานด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ภายใต้แนวคิด “ดอกบัว ชุมทองของของเกษตรกร และอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน เพื่อการพัฒนาแห่งอนาคต” สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของ จ.ปทุมธานี และบทบาทของมหาวิทยาลัย ในการพัฒนาเทคโนโลยี นวัตกรรม และองค์ความรู้ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายองค์รักษ์ ทองนิรมล รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาการในตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รศ. ดร.เกียรติศักดิ์ แสงประดิษฐ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ร่วมต้อนรับ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

โดย รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดี มทร.ธัญบุรี เผยว่า เพื่อตอบโจทย์ปัญหาในระดับพื้นที่ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชมชน ท้องถิ่น และเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดปทุมธานี และมุ่งมั่นในการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อพื้นที่” โดยมีบทบาททั้งในด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ การถ่ายทอดเทคโนโลยี การส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย (MSMEs) ตลอดจนการร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนในจังหวัดปทุมธานีอย่างรอบด้าน และมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนางานวิจัยเชิงประยุกต์ และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยเน้นการนำองค์ความรู้และผลงานวิจัย ไปสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคธุรกิจ และชุมชนใน จ.ปทุมธานี ทั้งในต้านอุตสาหกรรมการผลิต เกษตรอัจฉริยะ วิศวกรรม เทคโนโลยีอาหาร และสิงแวดล้อมโดยมีความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการ พัฒนานวัดกรรมที่ตอบโจทย์เชิงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยยังดำเนินภารกิจบริการวิชาการแก่สังคมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ผู้ประกอบการรายย่อย การฝึกอบรม เพื่อเพิ่มทักษะให้แก่แรงงานในพื้นที่ และการพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ในระดับท้องถิ่น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสำคัญของกระทรวง อว. ที่มั่งสร้าง “อุดมศึกษาเพื่อพื้นที่” อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการจากหลากหลายหน่วยงานกว่า 30 บูธ อาทิ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการพัฒนาและยกระดับด้วย อววน. จาก มทร.ธัญบุรี เครือข่ายผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน SME ภาคเอกชน และหน่วยงานในสังกัด อว. รวมถึงการแสดงผลงานวิจัยระดับนานาชาติที่ได้รับรางวัล ผลงานที่ได้รับการจดอนุสิทธิบัตรและสิทธิบัตร (IP) ผลงาน Innovative Start Up ภายใต้ UBI RMUTT และ “Local Life Market – ตลาดวิถีไทย ใจกลางวิทยาศาสตร์” ซึ่งเป็นผลจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมตรวจสุขภาพเคลื่อนที่จากศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Human and Business Development การนำเสนอผลงานการพัฒนา “ดอกบัว” อัตลักษณ์ของ จ.ปทุมธานี ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จาก ม.ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ นิทรรศการจากเครือข่ายคลินิกเทคโนโลยี ม.ธรรมศาสตร์ และนิทรรศการจาก วว./NIA/สทน. และภาคเอกชนด้าน Wellness อย่าง บริษัท TnK Beauty จำกัด และ IMI Wellness Clinic ที่มาสาธิตการฝังเข็มแพทย์แผนจีน เป็นต้น