สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

สพม.ตาก อบรมบุคลากรพร้อมรับมือภัยพิบัติ ยกระดับความปลอดภัยในที่ทำงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก (สพม.ตาก) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ “เสริมสร้างความปลอดภัยและฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุ” โดย นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก เป็นประธานในพิธี และได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมและสร้างทักษะในการรับมือเหตุฉุกเฉินและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นในสถานที่ราชการ

นายอาณัติ ผาพรม ผู้อำนวยการ สพม.ตาก กล่าวว่า การอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ ถือว่ามีความสำคัญในการบริหารจัดการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ซึ่งจัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนแนวทางปฏิบัติในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอัคคีภัย แผ่นดินไหว หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของบุคลากรในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก

สำหรับการอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้ ได้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานเทศบาลเมืองตาก ให้ความรู้ในหัวข้อ “มาตรการเสริมสร้างความปลอดภัยในสำนักงาน และแนวทางการรับมือเหตุฉุกเฉิน” รวมถึงการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและการฝึกซ้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุจำลอง ซึ่งประกอบด้วย การฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ การช่วยเหลือผู้ประสบเหตุในสถานการณ์ต่างๆ และการปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บเบื้องต้นอย่างถูกวิธี

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.19 น.

สกสค.จับมือ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง มอบส่วนลดอาหาร-เครื่องดื่ม 10% ลดค่าครองชีพครู

วันที่ 14 พฤษภาคม 2568  ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ สกสค.)และนายวันชัย เรืองกิจภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง จำกัด ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเพื่อสวัสดิการ สวัสดิภาพและสิทธิประโยชน์ให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อการดำรงชีวิตการจัดสวัสดิการส่วนลดค่าของชีพให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ณ ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา กรุงเทพฯ 

ดร.พีระพันธ์ กล่าวว่า เพื่อจัดส่วนลดสวัสดิการร้านค้าให้กับสมาชิกของ สกสค. ซึ่งเป็นครูบุคลากรทางการการศึกษาทั้งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  สังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สังกัดกรมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสังกัดกรุงเทพมหานคร  ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งที่สกสค.ขอเปิดความร่วมมือกับภาคเอกชน ที่มาร่วมมือกับภาครัฐ จากปี 2567 ต่อยอดมาในปี 2568 มีผู้ประกอบการร้านค้ากว่า 1,300 ร้านค้า ครอบคลุม 77 จังหวัด

สำหรับวันนี้ เป็นความร่วมมือระหว่าง สกสค.กับร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ซึ่งจะให้ส่วนลดกับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการ 10% สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่ม ภายใต้นโยบายของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีเจตนารมย์อยากให้ครู และบุคลากรทางการศึกษา มีสวัสดิการและส่วนลดต่างๆให้ครู จึงให้ สกสค. จัดหาสวัสดิการที่เป็นประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นส่วนลดค่าของชีพ ทั้งในเรื่องของการลดภาระหนี้สิน หรือการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่เหมาะสมให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา

ส่วนที่ สกสค.เลือกโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง เนื่องจากท่านวันชัยเห็นว่าครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับวงการการศึกษา ให้กับนักเรียนและสร้างเยาวชนของชาติ และเป็นที่ทราบกันดีว่าครูไม่ได้มีรายได้เยอะ มีอาชีพเดียว และค่าของชีพนับวันยิ่งสูงขึ้น อะไรที่ช่วยสังคมและการศึกษาได้ทางอ้อม จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดภาระโดยไม่มีเงื่อนไข ก็ถือเป็นการช่วยสร้างขวัญกำลังใจและสร้างความสุขให้กับคุณครูและบุคลากรทางการศึกษา

เลขาธิการ สกสค.กล่าวต่อว่า  สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการจะต้องดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ของ สกสค. ซึ่งเป็นบัตรสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา ในบัตรจะมีชื่อและเลขประจำตัวของคุณครู เมื่อเข้ามาที่ร้านอาหารเยอรมันตะวันแดง ก็สามารถแสดงบัตรเพื่อจะได้รับส่วนลด 10%  ซึ่งโครงการนี้ใช้ได้กับโรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง 3 สาขา คือ สาขารามอินทรา สาขาแจ้งวัฒนะ และพระราม 3 กทม. 

“ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ไม่สะดวกจะโหลดแอพเพื่อทำบัตรสมาชิก ก็สามารถใช้บริการผ่านบัตรสมาชิก สกสค.ได้ โดยสิทธิพิเศษนี้ มีระยะเวลา 1 ปี โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป”

ด้านนายวันชัย กล่าวว่า สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ทางร้านมอบให้ เป็นส่วนลด 10% ทันที ทั้ง 3 สาขา สำหรับอาหารและเครื่องดื่ม ทุกประเภท วิธีรับสิทธิประโยชน์ เพียงยื่นบัตรการเป็นสมาชิก สกสค. ให้กับพนักงานก่อนชำระเงิน

“ผมรู้สึกภูมิใจมากที่ได้รับการประสารมาจาก ดร.พีรพัน ที่ให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการที่จะให้คุณครูทั่วประเทศ เมื่อเข้ามากรุงเทพฯ ได้มาสัมผัสร้านอาหารดีๆรสชาติอร่อยๆ ซึ่งเป็นความภูมิใจของเรามากและดีใจที่สุด” นายวันชัย กล่าว

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

อว.ผนึกกำลัง มท. เสริมศักยภาพบุคลากร 76 จังหวัด เปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

14 พฤษภาคม 2568 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิด “โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการติดตามสถานการณ์น้ำ เพื่อเฝ้าระวังและรับมือภัยแล้ง-อุทกภัย” ครั้งที่ 2 สำหรับพื้นที่ภาคกลาง ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวง อว. โดยสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) และ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) (สทอภ.) ระหว่างวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2568 ณ อาคารสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. แพทย์หญิงเพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ และผู้บริหารจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เข้าร่วมงาน พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากรของกระทรวงมหาดไทย จากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ภาคกลาง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 120 คน จาก 8 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สระบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี เข้าร่วมอบรม

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของบุคลากรในระดับพื้นที่ของกระทรวงมหาดไทยให้สามารถใช้เทคโนโลยีและข้อมูลสารสนเทศในการวางแผนและตัดสินใจรับมือภัยแล้งและอุทกภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีแผนจัดอบรมทั้งสิ้น 6 ครั้ง ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งการอบรมครั้งแรกได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2568 ในพื้นที่ภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน สำหรับการอบรมวันนี้เป็นครั้งที่ 2 ในพื้นที่ภาคกลาง และจะมีการจัดต่อเนื่องในภูมิภาคอื่นๆ เป็นลำดับต่อไป

“ภัยแล้งและอุทกภัยยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และข้อมูลสารสนเทศ เช่น ข้อมูลจากระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ข้อมูลดาวเทียม และภูมิสารสนเทศ มาใช้วิเคราะห์ วางแผน และบริหารสถานการณ์น้ำได้อย่างแม่นยำและทันท่วงที” รัฐมนตรี อว. กล่าว

ดร.รอยบุญ กล่าวรายงานว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน “แผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2564–2570” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรของกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากข้อมูลสำคัญด้านทรัพยากรน้ำ อาทิ ระบบคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ข้อมูลดาวเทียม ข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลจากเรดาร์ชายฝั่ง รวมถึงระบบเพื่อการตัดสินใจ เพื่อสนับสนุนและวางแผนงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

นอกจากนี้ สสน. ยังได้ร่วมมือกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยแม่โจ้–แพร่ เฉลิมพระเกียรติ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree Program) ด้านการจัดการน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อยกระดับองค์ความรู้และทักษะของบุคลากรในพื้นที่ ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของชุมชนตนเอง

“โครงการฝึกอบรมฯ ครั้งนี้ เป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบาย ‘อว. for Water’ เพื่อการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน โดยหวังว่าจะนำไปสู่การสร้างความมั่นคงด้านน้ำในระยะยาว และเสริมความเข้มแข็งให้กับชุมชนและประเทศโดยรวม” ดร.รอยบุญ กล่าว

-(016)

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

ศธ.ปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อเพิ่มคุณภาพ-เท่าเทียม

วันพุธ ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ครั้งที่ 2/2568 โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2570) ตามข้อเสนอของคณะรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินงานด้านการศึกษาสำหรับคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการติดตามและประเมินผลแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 4 (พ.ศ. 2566 – 2570) เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลและติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนด และเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2571 -2575) เพื่อเตรียมความพร้อมในการวางแผนการศึกษาสำหรับคนพิการในระยะถัดไป

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกระทรวงศึกษาธิการในการพัฒนาระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมสำหรับคนพิการ โดยมีการวางแผนอย่างต่อเนื่อง และประสานความร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการให้มีประสิทธิภาพ

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

14-20 พฤษภาคมนี้ สกร.เปิดสมัครสอบเทียบครั้งที่ 2

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

“อธิบดี สกร.” พอใจภาพรวมผลการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 1 เรียบร้อยดี ประกาศเปิดรับสมัครสอบเทียบฯ ครั้งที่ 2 วันที่ 14-20 พฤษภาคม สอบวันที่ 7-8 มิถุนายน 2568

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า จากการที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้เปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วยระบบดิจิทัล ครั้งที่ 1 ไปเมื่อวันที่ 4-10 เมษายน 2568 มีผู้สมัครระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ระดับทั้งสิ้น 1,897 คน และประกาศผลไปเมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น ภาพรวมระบบการจัดสอบ และประกาศผลสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ผลการทดสอบมีทั้ง ผู้ที่สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และสอบผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้  ซึ่งเงื่อนไขในการรับวุฒิการศึกษาด้วยวิธีการสอบเทียบ คือ 1.ต้องสอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 2.เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ เพื่อประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนการประเมินคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ และผ่านกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ดังนั้น ผู้ที่สอบผ่านทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ จึงจะมีสิทธิ์เข้าร่วมสัมมนาวิชาการ ส่วนผู้ที่สอบผ่านบางกลุ่มสาระการเรียนรู้ ต้องสมัครสอบตามรายวิชาที่ยังไม่ผ่าน และสอบผ่านให้ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ก่อน ทั้งนี้ จากจำนวนผู้เข้าทดสอบทั้งหมดรวมทั้ง 3 ระดับการศึกษา วิชาที่สอบผ่านมากที่สุด คือ วิชาการงานอาชีพ และวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ส่วนวิชาที่ผ่านน้อยที่สุด ได้แก่ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน และวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีพื้นฐาน

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า วันที่ 14-20 พฤษภาคม 2568 นี้ สกร. จะเปิดรับสมัครและรับขึ้นทะเบียนผู้มีสิทธิสอบตามรายวิชาที่ลงทะเบียน ครั้งที่ 2 โดยผู้สนใจต้องลงทะเบียนเพื่อจองสิทธิผ่านทางออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://ekas.dole.go.th และมายืนยันเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียน พร้อมสมัครสอบรายวิชาได้ที่ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองทุกจังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตลองเตย กรุงเทพฯ รวมทั้งสิ้น 77 แห่งทั่วประเทศ ภายในวันที่ วันที่ 14-20 พฤษภาคม 2568  สกร.จะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบฯ วันที่ 27 พฤษภาคม 2568 จากนั้น สกร. และสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จะร่วมดำเนินการสอบเทียบ วันที่ 7-8 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ผ่านการทดสอบ วันที่ 20 มิถุนายน 2568

“ สำหรับขอบข่ายเนื้อหาจัดสอบใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพ  และ 8. ภาษาต่างประเทศ ทั้งนี้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สามารถเลือกแผนการสอบได้ทั้งแผนทั่วไป และแผนวิทย์ – คณิต อย่างไรก็ตามในการเทียบระดับการศึกษาด้วยวิธีการสอบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ครั้งที่ 2 จะไม่คิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดสำหรับผู้สอบ และจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการบริหารการจัดสอบสำหรับศูนย์สอบ และสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับ เพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ โดยคาดว่าจะมีผู้สมัครสอบเทียบฯ ไม่น้อยกว่าครั้งแรก” นายธนากร กล่าว.

ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

ผอ.โรงเรียนแห่สมัครนั่งเก้าอี้ ผอ.สกร.อำเภอ เผยว่างกว่า 400 ที่นั่ง

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.43 น.

 “ธนากร”ยอมรับ สกร.ขาดแคลนบุคลากร เล็งขออัตรากำลังเพิ่ม เผยเก้าอี้ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ยังว่างกว่า 400 ที่นั่ง คนในโตไม่ทัน เปิดรับโอน ผอ.โรงเรียนจาก สพฐ.120 คน ยังมีเก้าอี้เหลือ เตรียมเปิดคัดเลือกอีกครั้ง เร็วๆนี้   

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า หลัง พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 กำหนดให้เปลี่ยนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สกร.ได้ดำเนินการจัดทำโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในแล้วเสร็จไปกว่า 90% แต่ยังมีส่วนที่เป็นปัญหาอยู่ คือ เรื่องการขาดแคลนบุคลากร โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ (ผอ.สกร.อำเภอ ) ซึ่งยังว่างอยู่จำนวนกว่า 400 อัตรา จากทั้งหมด 928 อัตรา เนื่องจากคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เห็นว่า สกร.เป็นหน่วยงานราชการใหม่ จึงยังไม่อนุมัติให้เพิ่มอัตราบุคลากร โดยให้บริหารบุคลากรเท่าที่มีให้ครอบคลุม ซึ่งต้องยอมรับว่าการขาดแคลนบุคลากร ส่งผลให้มีปัญหาในการปฏิบัติการตามภารกิจใหม่ค่อนข้างมาก ดังนั้นเร็วๆนี้ สกร.จะวางแนวทางเพื่อเสนอขออนุมัติอัตราบุคลากรเพิ่มเติม เพื่อให้การบริหารงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นายธนากร กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแก้ปัญหาขาดแคลนผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ นั้น ที่ผ่านมา สกร.แก้ไขปัญหาโดยการ ตั้งครู หรือ บุคลากรในส่วนต่างๆเข้าไปรักษาการปฏิบัติหน้าที่แทน แต่ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนงานตามนโยบายได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะรักษาราชการการแทนมีอำนาจไม่เต็มที่ ไม่กล้าตัดสินใจ บางคนไม่กล้าเซ็นชื่อเบิกจ่าย จึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ ดังนั้น เมื่อเร็วๆนี้ สกร.จึงได้มีประกาศรับโอนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ระหว่างส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2568 ซึ่งมีผู้อำนวยการสถานศึกษา จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สมัครเข้ารับการคัดเลือก จำนวน 126 ราย จากจำนวนเปิดรับ 120 อัตรา ซึ่ง สกร.จะเร่งดำเนินการคัดเลือกและบรรจุแต่งตั้งให้แล้วเสร็จภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568

“ก่อนหน้านี้ สกร.เปิดสอบตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยคัดเลือกจากครูและบุคลากรของ สกร.ไปแล้ว 1 รอบ มีผู้สอบผ่านการคัดเลือก จำนวน 103 คน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ ประกอบกับบุคลากรของ สกร.ที่มีคุณสมบัติสมัครเข้าคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ก็มีไม่เพียงพอ โตไม่ทัน ดังนั้น จึงต้องเปิดรับโอนข้าราชการจากสังกัดอื่น เพื่อไม่ให้กระทบต่อการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2568 ทั้งนี้ สกร.ได้กำหนดคุณสมบัติในการรับโอน ว่าต้องมีประสบการณ์ เป็นผู้บริหารสถานศึกษาที่มีนักเรียน จำนวนไม่เกิน 200 คน เพื่อไม่ให้กระทบต่อสถานศึกษาต้นสังกัด ซึ่งปรากฎว่ามีผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกมากกว่าจำนวนรับ ส่วนตำแหน่งว่างที่เหลือ นั้น คาดว่าจะเปิดรับสมัครคัดเลือกอีกครั้งเร็วๆ นี้  ” นายธนากร กล่าว

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

4 ผู้สมัครลุ้นชิง ผอ.ไทยพีบีเอส สัมภาษณ์รอบสุดท้าย 29 พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.16 น.

เปิดรายชื่อ 4 ผู้สมัคร ผอ.ไทยพีบีเอส ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา “วันชัย” นำโด่ง ตามด้วย “ปัทมาวดี-รัฐศาสตร์-อรรถพร” เรียงลำดับคะแนนจากมากไปน้อย ผ่านเข้าสู่ด่านสุดท้ายรอบสัมภาษณ์สุดเข้มกับคณะกรรมการนโยบายฯ วันที่ 29 พ.ค.นี้

คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ได้จัดให้มีการถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาผอ. ส.ส.ท. โดยมีผู้สมัครที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาฯ 6 คน มีผู้ทำหนังสือถอนตัวจากกระบวนการสรรหา 1 คน คือ นายนพพร วงศ์อนันต์ ทำให้มีรายชื่อ ผู้แสดงวิสัยทัศน์ 5 คน เรียงตามการจับฉลาก ได้แก่ 1. นายรัฐศาสตร์ กรสูต 2. นายอรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ 3. นายอภิรักษ์ หาญพิชิตวณิชย์ 4. รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล 5. นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ซึ่งแต่ละคนใช้เวลาในการแสดงวิสัยทัศน์และตอบคำถามคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นเวลา 1 ชั่วโมง 

ผลปรากฏว่า มีผู้สมัคร ที่ได้รับคะแนนเสียงรับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ผ่านการพิจารณาจำนวนทั้งสิ้น 4 คน เพื่อเสนอรายชื่อต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. ดังนี้ 
1.นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 9 คะแนน 
2. รศ.ปัทมาวดี โพชนุกูล ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 6 คะแนน 
3.นายรัฐศาสตร์ กรสูต ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 5 คะแนน 
4. นายอรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ได้รับคะแนนเสียงรับรอง 5 คะแนน

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานคณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการสรรหา ฯ ว่า การแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครครั้งนี้ ต่างจากครั้งที่ผ่าน ๆ มา เพราะเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดสดการแสดงวิสัยทัศน์ต่อคณะกรรมการสรรหาไทยพีบีเอส โดยกติกาของการแสดงวิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น การเก็บตัวผู้แสดงวิสัยทัศน์ทั้ง 5 คนตลอดวัน ในพื้นที่ที่จัดไว้รองรับ โดยเจ้าหน้าที่ได้ขอเก็บเครื่องมือสื่อสารและไม่อนุญาตให้ใช้ได้จนกว่าจะแสดงวิสัยทัศน์เสร็จ สำหรับคำถามในการสัมภาษณ์จะมีคำถามที่รวบรวมจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เช่น ภาคประชาชน นักวิชาการ และ องค์กรสื่อฯ ที่จัดให้มีขึ้นก่อนหน้านี้ และอีก 6 คำถาม จะถามโดยกรรมการสรรหา 6 คน ซึ่งผู้แสดงวิสัยทัศน์ 1 คนจะแสดงวิสัยทัศน์ 20 นาที แล้วตอบคำถามรวม 8 คำถาม มีเวลาคำถามละ 5 นาที ผู้ที่ผ่านเข้ารอบถัดไป จะต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่า 70 คะแนน จากกรรมการสรรหาอย่างน้อย 5 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ ได้พิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมเพื่อเสนอชื่อเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ต่อคณะกรรมการนโยบาย ส.ส.ท. โดยใช้หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตามเอกสารแนบท้ายประกาศคณะกรรมการสรรหาฯ ฉบับที่ 4/2568 ซึ่งได้แก่ ประวัติ ผลงาน ความรู้ ความสามารถซึ่งเหมาะสมในการเข้าดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ภาวะผู้นำและความสามารถในการบริหาร วิสัยทัศน์และแนวคิดเชิงกลยุทธ์ และการนำวิสัยทัศน์ไปสู่การปฏิบัติ  ผู้สมัครที่ได้รับคะแนนเสียงรับรองไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสรรหาฯ ทั้งหมด จึงจะถือว่าเป็นผู้ผ่านการพิจารณา

กระบวนการหลังจากนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จะส่งข้อมูลทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการนโยบาย (กนย.) ส.ส.ท. ซึ่งจะเป็นผู้สัมภาษณ์ผู้สมัครที่ผ่านการคัดเลือกทั้ง 4 ท่าน ในวันที่ 29 พ.ค. 2568 และเมื่อได้รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก คณะกรรมการนโยบายจะประกาศรายชื่อผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยคนใหม่ และจะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 24 ก.ค.นี้
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.12 น.

ไทยพีบีเอส ผนึกกำลัง สสน. ลงนาม MOU เสริมฐานข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ ยกระดับการรายงานข่าวภัยพิบัติให้ความแม่นยำ ทันสถานการณ์ สร้างความพร้อมรับมือวิกฤตอย่างยั่งยืนผ่านสื่อสาธารณะ

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ภายใต้โครงการรายงานข่าวภัยพิบัติธรรมชาติด้วยฐานข้อมูลวิชาการด้านทรัพยากรน้ำ กับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. โดย นางรอยบุญ รัศมีเทศ ผู้อำนวยการ สสน. เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2568 ณ ไทยพีบีเอส

ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรายงานข่าวสารเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำและภัยพิบัติธรรมชาติ โดยอาศัยข้อมูลวิชาการที่ถูกต้อง แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์ ทั้งในด้านการรายงาน การแจ้งเตือนการคาดการณ์ ตลอดจนการวิเคราะห์แนวโน้ม เพื่อให้ประชาชนสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

รศ. ดร.วิลาสินี กล่าวว่า ไทยพีบีเอส ยกระดับข่าวภัยพิบัติให้เป็นข่าวยุทธศาสตร์ขององค์กร เน้นการนำเสนอข่าวที่ต้องอาศัยข้อมูลเชิงลึกและแม่นยำ มีข้อมูลวิชาการรองรับ ไม่ใช่เพียงการรายงานสถานการณ์ แต่ต้องการสื่อสารให้ประชาชนสามารถเตรียมตัว ป้องกัน และฟื้นฟูได้อย่างถูกต้องเมื่อต้องเผชิญกับภัยพิบัติ ความร่วมมือกับ สสน. ครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลสารสนเทศจาก สสน. ที่เป็นคลังข้อมูลน้ำระดับชาติ การแจ้งเตือนและวิเคราะห์สถานการณ์ให้ทันเวลาและน่าเชื่อถือ รวมถึงการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน จะยิ่งช่วยให้เนื้อหาที่สื่อสารออกไปมีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในวงกว้าง พร้อมผลักดันให้สื่อสาธารณะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจและรับมือภาวะวิกฤตอย่างยั่งยืน 

“ไทยพีบีเอสเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะนำไปสู่การต่อยอดที่มากกว่าแค่การรายงานข่าว แต่รวมถึงการร่วมกันเสริมพลังพลเมือง สร้างเครือข่าย “นักสื่อสารภัยพิบัติภาคพลเมือง” ทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการรับมือกับภัยพิบัติและการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน” รศ. ดร.วิลาสินี กล่าว

นางรอยบุญ กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ ว่า ขอขอบคุณไทยพีบีเอส สำหรับการลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการสานต่อความร่วมมือที่ได้ริเริ่มไว้ และกำลังขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ชัดเจนร่วมกัน สสน. ในฐานะคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ ที่รวบรวมและบูรณาการข้อมูลจาก 53 หน่วยงาน 12 กระทรวง ที่สำคัญมีแบบจำลองภาพสถานการณ์น้ำที่ครอบคลุมเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

“ไทยพีบีเอส ในฐานะสื่อสาธารณะที่มีคุณภาพและเข้าถึงประชาชน จะเป็นช่องทางการสื่อสารที่สำคัญในการถ่ายทอดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างการสื่อสารให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของทั้งสองหน่วยงาน และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริงต่อประชาชน” นางรอยบุญ กล่าว

ความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นความร่วมมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ ของไทยพีบีเอส  และ สสน. เพื่อนำเสนอข่าวสาร ความรู้ สารประโยชน์  สู่การเป็นฐานข้อมูลที่เป็นพลังให้แก่ประชาชน เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่เกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน


ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

TOA สร้างคน สร้างอนาคต ปูเส้นทางความสำเร็จให้นักเรียนสายช่าง สู่เถ้าแก่ – ผู้รับเหมามืออาชีพ เพื่อแรงงานคุณภาพ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในโลกของการก่อสร้างยุคใหม่ “ช่างฝีมือแรงงาน” ไม่ได้เป็นเพียงผู้ลงมือสร้างบ้านหรือซ่อมแซมอาคาร แต่คือผู้สร้างรากฐานของประเทศ บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA คือ ผู้นำเบอร์หนึ่งในวงการสีและวัสดุปกป้องพื้นผิวครบวงจร เดินหน้าสนับสนุนเส้นทางอาชีพของนักเรียนสายช่าง ให้ไปถึงเป้าหมายสู่การเป็น “เถ้าแก่เจ้าของธุรกิจ SME รุ่นใหม่” หรือ “ผู้รับเหมามืออาชีพ” ที่ประสบความสำเร็จ ผ่านความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และมูลนิธิพระดาบส จัดทำหลักสูตรวิชาชีพช่างมืออาชีพให้แก่นักเรียนสายช่าง    ทั่วประเทศ เพื่อต่อยอดสู่การเป็นผู้ประกอบการมืออาชีพในสาขาต่างๆ ทั้งผู้รับเหมาก่อสร้าง ผู้รับเหมางานสี ฝ้าเพดาน  ช่างกระเบื้อง และสุขภัณฑ์ ฯลฯ อย่างมีคุณภาพและตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ถือเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ: วิสัยทัศน์แห่งโอกาสเพื่ออนาคตช่างไทย

เจ้าสัวประจักษ์ ตั้งคารวคุณ ประธานผู้ก่อตั้ง TOA เผยว่า กว่า 60 ปี ในวงการวัสดุก่อสร้าง ผมมองเห็นถึงศักยภาพและโอกาสของนักเรียนสายช่าง นั่นคือ ทักษะด้านฝีมือแรงงานและประสบการณ์วิชาชีพที่ได้เปรียบกว่าใคร ซึ่งนักเรียนสายช่างมักมองข้ามและเข้าใจผิดว่าการจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเท่านั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

แต่ในความเป็นจริง นักเรียนสายช่างอาชีวะมีโอกาสก้าวสู่ตลาดแรงงานได้เร็วกว่า สร้างรายได้ให้ตนเองและครอบครัวได้รวดเร็ว เพราะเป็นแรงงานฝีมือคุณภาพที่ตลาดต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจรีโนเวทบ้านและอาคารเก่ากำลังเติบโต ทว่ายังขาดแคลนช่างผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก นี่คือโอกาสมูลค่ามหาศาลที่รออยู่ หากเยาวชนสายช่างตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง

ความได้เปรียบของนักเรียนสายช่างไม่ได้อยู่แค่ความรู้ภาคทฤษฎี แต่อยู่ที่การได้ลงมือปฏิบัติจริง สั่งสมประสบการณ์ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เส้นทางความก้าวหน้าของช่างฝีมือไทยสามารถพัฒนาจากการรับงานเล็กๆ สู่การเป็นผู้รับเหมา และต่อยอดเป็นเจ้าของธุรกิจ SME ได้ในอนาคต

โอกาสไกลถึงต่างประเทศ – สร้างรายได้สูง กลับมาพัฒนาประเทศ

เจ้าสัวประจักษ์ ยังชี้ให้เห็นถึงโอกาสทองของแรงงานไทยในตลาดต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศในเอเชียตะวันออกที่ต้องการช่างฝีมือไทยมาก เพราะมีชื่อเสียงด้านความขยัน ความซื่อสัตย์ และฝีมือที่โดดเด่น ดังนั้น เมื่อช่างฝีมือไทยได้ผ่านการเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ และสร้างรายได้ในต่างประเทศ พวกเขาสามารถนำความรู้และเงินทุนกลับมาสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย รวมทั้งพัฒนาทักษะฝีมือให้แก่แรงงานรุ่นใหม่

ชี้แนวทางสู่ความสำเร็จ: เริ่มจากเล็ก ฝึกให้ลึก ค่อยก้าวสู่ใหญ่

เจ้าส้วประจักษ์ แนะแนวทางสู่ความสำเร็จว่า ควรเริ่มต้นจากการฝึกทำงานในบริษัทมืออาชีพ 5-10 ปี เพื่อสั่งสมประสบการณ์จริง จากนั้นค่อยเริ่มต้นรับงานเล็กๆ เฉพาะทางที่ตนเองถนัด อาทิ ช่างสี – งานฝ้า ช่างไฟฟ้า – แอร์ – ประปา ช่างปูกระเบื้อง ทำระบบกันซึม – สุขภัณฑ์ เพื่อสร้างชื่อเสียงและฐานลูกค้า ก่อนเติบโตเป็นผู้รับเหมารายใหญ่ หรือก้าวขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจSMEได้ในที่สุด

“เราต้องการเห็นนักเรียนสายช่างรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาเป็นเถ้าแก่ เป็นเจ้าของธุรกิจ มีทักษะความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง และรักในอาชีพ ขยัน ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ และไม่ยอมแพ้ ก็สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้” เจ้าสัวประจักษ์ กล่าวทิ้งท้าย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

เพิ่มมูลค่าสมุนไพร ‘มะลิลา’ สุคนธบำบัด สู่ ‘น้ำมันหอมระเหย’ ตัวช่วยการผ่อนคลาย

วันอังคาร ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“มะลิลา” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.  มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชีย เช่น อินเดีย คาบสมุทรอาระเบีย  มีลักษณะทั่วไป เป็นไม้พุ่มรอเลื้อยขนาดเล็ก สูงประมาณ 1 – 3 เมตร  จะออกดอกตลอดปี (ออกดอกน้อยช่วงฤดูหนาว)  ดอกจะหอมมากในช่วงเช้าและเย็น)  ขยายพันธุ์โดยการปักชำ (กิ่งยอด) การตอน (กิ่งขนาดใหญ่) การทับกิ่ง (บริเวณที่มีข้อปล้อง)

ด้วยจุดเด่นของมะลิลาที่ออกดอกบ่อย (ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นจะออกดอกน้อย) ดอกมีกลิ่นหอมแรง และทยอยออกดอกสม่ำเสมอ อีกทั้งต้นพันธุ์มีราคาถูก ปลูกและดูแลรักษาง่ายกว่าพันธุ์ไม้หอมอีกหลายชนิด จึงเหมาะนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย และเป็นการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรสู่การนำไปใช้ประโยชน์ และพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่มีมูลค่าสูงทางเศรษฐกิจ

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ดำเนินโครงการการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สุคนธบำบัดเพื่อการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบจากน้ำมันหอมระเหยของพืชสมุนไพรไทย ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนาเป็น “ผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา” สำหรับนวดร่างกายหรือแต้มบนผิวหนังบริเวณที่ต้องการ เพื่อช่วยในการผ่อนคลายทำให้อารมณ์และจิตใจสงบ

ผลิตภัณฑ์ประกอบด้วยน้ำมันหอมระเหยจากดอกมะลิลาสดที่สกัดโดยใช้เทคนิค Green Technology (Phytonic Extraction) ทำให้ได้น้ำมันดอกมะลิลาที่มีความบริสุทธิ์และคุณภาพสูง

น้ำมันดอกมะลิลาและผลิตภัณฑ์เจลน้ำมันดอกมะลิลา ได้ผ่านการทดสอบประสิทธิภาพและประเมินความปลอดภัยในสัตว์ทดลองพบว่า มีความปลอดภัยและสามารถช่วยในการผ่อนคลายได้ดี เมื่อได้กลิ่นน้ำมันหอมระเหย โมเลกุลของน้ำมันหอมระเหยจะเข้าไปจับกับตัวรับ (receptor) บนเยื่อบุจมูก และแปรสัญญาณเป็นสื่อระบบประสาทในสมอง ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความรู้สึก การสัมผัส อารมณ์ มีผลกระตุ้นหรือระงับระบบประสาทและสมอง ดังนั้นจึงสามารถช่วยในการปรับสมดุลของอารมณ์และจิตใจทำให้ช่วยในการผ่อนคลายได้

โดยจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีดังต่อไปนี้ 1.ใช้น้ำมันหอมระเหยบริสุทธิ์ที่สกัดจากดอกมะลิลาสด มีผลต่อการบำบัดรักษา ซึ่งหากเป็นน้ำมันหอมระเหยสังเคราะห์จะไม่มีผลในการบำบัดรักษา 2.ผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในรูปแบบเจล ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน พกพาติดตัวได้ง่าย และ 3.ผู้ใช้สามารถใช้เจลน้ำมันดอกมะลิลาได้แบบเฉพาะบุคคล โดยแต้มหรือทานวดตามส่วนของร่างกายเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย หากเปรียบเทียบกับผลิตภัณฑ์รูปแบบสเปรย์หรือก้านไม้หอม จะกระจายกลิ่นหอมได้บริเวณกว้าง อาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นดอกมะลิ