สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

สมศ.ชวนสถานศึกษาเข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ขอเชิญชวนสถานศึกษาที่ผ่านการประกันคุณภาพภายนอก พ.ศ. 2567-2568 และมีความประสงค์ในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพมาตรฐานของสถานศึกษา เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการนำผลประเมินไปใช้พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2570 โดยกิจกรรมจะดำเนินการในรูปแบบการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพ โดยใช้ข้อเสนอแนะจากการประเมินคุณภาพภายนอกเป็นฐานในการพัฒนา ผ่านกระบวนการ Self-Assessment Analysis to PDCA โดยผู้เชี่ยวชาญ และผู้ทรงคุณวุฒิ จากภาคีเครือข่าย สมศ. 30 สถาบันอุดมศึกษา เปิดรับสมัครจำนวนจำกัด ตั้งแต่วันนี้่ – 31 กรกฎาคม 2568

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

ถนนข้าวสารคึกคัก! ‘ชาวไทย-ต่างชาติ’ ร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน (ประมวลภาพ)

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 15.13 น.

วันที่ 14 เมษายน 2568ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเล่นน้ำสงกรานต์ ถนนข้าวสาร มีทั้งชาวไทย ชาวต่างชาติ และนักท่องเที่ยวจากทั่วสารทิศเข้ามาร่วมเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสนุกสนาน เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2568 ท่ามกลางดูแลความสงบเรียบร้อยของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568′ หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568' หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

‘ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568′ หนุนนศ.พลิกโฉมผลิตภัณฑ์ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ ธนาคารออมสิน เปิดตัว “โครงการออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น 2568” โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้นักศึกษานำความรู้ภาคทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนอย่างยั่งยืน

อาจารย์สุรชัย สวนทับทิม รองคณบดีและหัวหน้าหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศและสาขาวิชาการจัดการ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการฯ เปิดเผยว่า CIBA ได้เข้าร่วมโครงการ “ออมสินยุวพัฒน์รักษ์ถิ่น” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยยังคงยึดกรอบการดำเนินการในแนวทางส่งเสริมให้นักศึกษานำความรู้และทักษะไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาชุมชน

โครงการฯดังกล่าว ดำเนินการภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารออมสิน ภาค 5 ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี โดยได้จัดส่งนักศึกษาจำนวน 5 กลุ่ม จาก 3 คณะ ได้แก่ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี คณะศิลปกรรมศาสตร์ และคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ลงพื้นที่เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลจาก 5 ชุมชนในจังหวัดนนทบุรีและนครปฐมในช่วงเดือน ก.พ. 2568 ที่ผ่านมา

ซึ่งภายหลังจากการลงพื้นที่ นักศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ประเด็นปัญหาและนำเสนอแนวทางการแก้ไขต่อธนาคารออมสินและคณะกรรมการในการนำเสนอโครงการย่อย โดยคณะกรรมการได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาที่มุ่งเน้นให้การดำเนินโครงการสอดคล้องกับวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก มีแผนการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม และสามารถพัฒนาชุมชนให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว  

โดยนักศึกษาได้นำเสนอโครงการย่อยจาก 5 ชุมชน ประกอบด้วย 1.ทีมวิจิตรนนทรี นำเสนอผลิตภัณฑ์ผ้าทอลายวิจิตรนนทรี จากศูนย์วิสาหกิจทอผ้าจังหวัดนนทบุรี กลุ่มรวมใจรักษ์มหาสวัสดิ์ วัดโคนอนมหาสวัสดิ์ จ.นนทบุรี 2.ทีม U Want We Take นำเสนอผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านท่าอิฐสัมพันธ์ บ้านวัดแดง จ.นนทบุรี

3.ทีม Little Roukies นำเสนอผลิตภัณฑ์อาหาร (ไส้กรอก) จากชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี บ้านขวัญเมือง จ.นนทบุรี 4.ทีม Roots & Routes นำเสนอการพัฒนาธุรกิจและบริการท่องเที่ยว จากกลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านยางพัฒนา อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม และ 5.ทีม Summit Seekers นำเสนอวิสาหกิจชุมชนเสื้อผ้าสำเร็จรูปและมัดย้อม (วงเดือนมัดย้อม: WONGDUENMATYOM) จ.นนทบุรี

“สำหรับเป้าหมายหลักของโครงการ คือ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าในชุมชนและสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน โดยในแต่ละปีจะมี 5 ชุมชนเข้าร่วมโครงการ โดยมาจากการสำรวจของมหาวิทยาลัย และธนาคารออมสิน หรือร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด (พช.) ในการคัดเลือกชุมชนที่มีสินค้าที่น่าสนใจ หรือชุมชนที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น เพื่อต่อยอดและพัฒนาศักยภาพทางธุรกิจได้” อาจารย์สุรชัย กล่าว

อาจารย์สุรชัย กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ โครงการฯ ยังมีเงื่อนไขให้แต่ละมหาวิทยาลัยกลับไปติดตามผลชุมชนเดิมอย่างน้อย 2 ชุมชน เพื่อประเมินความก้าวหน้าและให้การสนับสนุนเพิ่มเติม โดยหนึ่งในปัญหาสำคัญที่พบ คือ เรื่องแรงงานในชุมชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัย ทำให้การพัฒนาชุมชนขาดความต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ชุมชนที่เข้มแข็งและสานต่อโครงการได้ส่วนใหญ่มีเครือข่ายเข้ามาช่วยเหลือ จึงทำให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น

โดยจุดเด่นของโครงการออมสินยุวพัฒน์ฯ คือ นักศึกษาจากหลากหลายสาขาวิชาได้มาทำงานร่วมกัน เพื่อนำความรู้เฉพาะด้านมาบูรณาการช่วยเหลือชุมชน โดยเฉพาะด้านบัญชีที่มีความต้องการสูงในการช่วยชุมชนจัดทำบัญชีครัวเรือน คำนวณต้นทุน ค่าใช้จ่าย และรายได้ ส่วนด้านการตลาดก็จะช่วยพัฒนาผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และช่องทางการจัดจำหน่าย โดยปีนี้หลังผ่านการเสนอโครงการย่อย ลำดับถัดไปจะเป็นการลงพื้นที่ปฏิบัติจริง จากนั้นจะมีการนำเสนอผลสัมฤทธิ์ของโครงการ

และสำหรับผลงานที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นผู้ชนะเลิศจะได้เป็นตัวแทนของมหาวิทยาลัย เข้าร่วมการแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อแข่งขันกับตัวแทนจากสถาบันอุดมศึกษาจากทั่วประเทศ ทั้งนี้ สิ่งที่นักศึกษาได้รับจากโครงการดังกล่าว คือ โอกาสในการนำความรู้จากห้องเรียนสู่การปฏิบัติในสถานการณ์จริง พร้อมกับได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาวิชาชีพในอนาคต

“ขณะเดียวกัน ธนาคารออมสินในฐานะสถาบันการเงินเพื่อสังคม มีบทบาทสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน ผ่านการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาสินค้าและบริการที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง ซึ่งไม่เพียงแต่เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชน แต่ยังเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” อาจารย์สุรชัย กล่าวในตอนท้าย

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

จากสามร้อยยอดสู่ทะเลสาบสงขลา เส้นทางอนุรักษ์เสือปลาด้วยงานวิจัย

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จากสถานะใกล้สูญพันธ์ของเสือปลาทำให้เกิดความร่วมมือจากหลายฝ่ายเพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ์สัตว์ผู้ล่าชนิดนี้ โดยใช้พื้นที่เขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยใหญ่สุดของเสือปลาในประเทศไทยเป็นพื้นที่วิจัย เช่น โครงการอนุรักษ์เสือปลาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ที่ต้องการสร้างฐานข้อมูลของเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอด เพื่อเป็นข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้ประกอบการกำหนดแนวทางการอนุรักษ์ต่อไป

โดยจากการวิเคราะห์ภาพจากกล้องดักถ่ายสัตว์จำนวน 50 จุด ในพื้นที่เขาสามร้อยยอด พบว่าจำนวนเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอดมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของเสือปลาที่ถ่ายภาพได้ในปี 2567 เป็นเสือปลาตัวที่ไม่เคยถูกถ่ายภาพเมื่อสามปีก่อน ซึ่ง ผศ.ดร.นฤมล ตันติพิษณุ นักวิจัยโครงการอนุรักษ์เสือปลาอย่างยั่งยืนในพื้นที่ชุ่มน้ำของประเทศไทย กลุ่มวิจัยนิเวศวิทยาการอนุรักษ์ สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ มจธ. กล่าวว่า จากข้อมูลข้างต้นแสดงว่าอัตราการแทนที่ของเสือปลาตัวเก่าด้วยเสือปลาตัวใหม่อยู่ที่ร้อยละ 76 – 80 หรือคิดเป็นอัตราการรอดร้อยละ 50 นั่นคือหากปีนี้พื้นที่เขาสามร้อยยอดมีเสือปลาอยู่ 100 ตัว ก็จะมีเพียง 50 ตัวที่จะอยู่รอดไปถึงปีหน้า         

ซึ่งการที่คนรุ่นใหม่ในชุมชนไม่สนใจการเข้าป่าล่าสัตว์ รวมถึงการมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคสังคม และภาคเอกชน เข้ามาร่วมแก้ปัญหาและร่วมกับคนพื้นที่ ทั้งการทำกรงเลี้ยงไก่สำหรับป้องกันเสือปลา การดึงคนล่าสัตว์มาเป็นผู้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงกวดขันและตรวจตราอย่างต่อเนื่องของอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด ทำให้ภัยคุกคามต่อเสือปลาจากมนุษย์ในบริเวณนี้น้อยลง

“แต่เสือปลาของที่นี่ก็ยังมีความเสี่ยงต่อภาวะสูญพันธุ์ เพราะผลจากการวิเคราะห์พันธุกรรมจากมูลของเสือปลา พบว่า สัตว์ผู้ล่าแห่งเขาสามร้อยยอดชนิดนี้มีภาวะเลือดชิดที่เกิดจากการผสมพันธุ์กันเองในกลุ่มเครือญาติ ทำให้มีโอกาสที่เสือปลารุ่นต่อไปจะมีภูมิต้านทานต่อโรคบางชนิดน้อยลง ซึ่งหากมีการระบาดของโรคเกิดขึ้นก็อาจทำให้เสือชนิดนี้หมดไปจากพื้นที่นี้ได้” ผศ.ดร.นฤมล กล่าว

นอกเหนือจากการศึกษาสถานภาพของเสือปลาด้วยการตั้งกล้องดักถ่าย เก็บมูลสด และการสัมภาษณ์คนใช้ประโยชน์พื้นที่ร่วมกับเสือปลาในพื้นที่เขาสามร้อยยอดแล้ว ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาทางทีมวิจัยยังได้มีการเก็บข้อมูลแบบเดียวกันในอีก 4 พื้นที่ซึ่งเคยมีรายงานการค้นพบเสือปลา ประกอบด้วย (1) พื้นที่ตำบลแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี (2) พื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร (3) พื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด และ (4) พื้นที่รอบทะเลสาบสงขลา

ผศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า การลงพื้นที่บริเวณแหลมผักเบี้ย จังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2564 สามารถถ่ายภาพเสือปลาได้จำนวนหนึ่งในพื้นที่รกร้างที่มีคนครอบครอง ซึ่งทำให้เสือปลากลุ่มนี้มีความเสี่ยงจากการที่ถิ่นอาศัยจะถูกเปลี่ยนสภาพให้เป็นแปลงเกษตรเพื่อไม่ให้เข้าข่ายการเป็นที่รกร้างว่างเปล่าที่เจ้าของต้องเสียภาษีตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดิน ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน (พ.ศ. 2565) การสำรวจด้วยกล้องดักถ่ายสัตว์ที่พื้นที่ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร ได้ภาพเสือปลาจำนวนน้อยมากแค่เฉพาะในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าพันท้ายนรสิงห์เท่านั้น ซึ่งพื้นที่ใกล้เคียงที่อยู่นอกพื้นที่อนุรักษ์ได้ถูกเปลี่ยนเป็นชุมชนเมืองเกือบทั้งหมด

ส่วนพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด จากกล้องที่ติดตั้งกว่าร้อยจุดเป็นเวลา 4 เดือนเมื่อปี 2566 ไม่พบภาพของเสือปลาแม้แต่ภาพเดียว จึงเป็นไปได้ยากที่จะมีเสือปลาอาศัยอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่นี้ ต่างจากบริเวณทะเลสาบสงขลาที่การลงพื้นที่เมื่อปีที่แล้วซึ่งพบร่องรอยการหากินของเสือปลาทั้งทางฝั่งเหนือและฝั่งใต้ของทะเลสาบรวม 19 จุด ซึ่งแม้จะพบในจุดที่เป็นพื้นที่ทำกินของชาวบ้าน แต่ก็เป็นพื้นที่เพาะปลูกทำการเกษตร ไม่มีการเลี้ยงไก่หรือเลี้ยงปลาที่เป็นอาหารของเสือปลา คนจึงไม่ถูกเสือปลารบกวน และไม่ได้มองเสือปลาเป็นผู้ร้ายเหมือนพื้นที่อื่นๆ

ซึ่งจุดเด่นเหล่านี้ทำให้มองได้ว่า พื้นที่โดยรอบทะเลสาบสงขลารวมถึงบริเวณทะเลน้อยเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจในการศึกษาสถานภาพของเสือปลาในระยะต่อไป ทั้งนี้ ผลจากการศึกษาวิจัยและความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร S.P.E.C.I.E.S. องค์การแพนเทอรา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ และสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์เสือปลาที่เขาสามร้อยยอด

จะเป็นตัวอย่างและความสำเร็จเชิงรูปธรรมของพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกพื้นที่คุ้มครอง (Other effective area-based conversation measures: OECMs) ที่เป็นหนึ่งนโยบายสำคัญของกรมป่าไม้ ขณะเดียวกันหากสามารถอนุรักษ์เสือปลาที่เป็นผู้ล่าอันดับ สูงสุดของห่วงโซ่อาหารในพื้นที่ชุ่มน้ำไว้ได้ ย่อมหมายถึงความสำเร็จของการจัดการระบบนิเวศชุ่มน้ำให้ดำรงอยู่ต่อไป อันจะก่อประโยชน์ให้กับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

‘สถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ’ เร่งทำฐานข้อมูล‘ลายผ้าขาวม้าไทย’

วันจันทร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเอ่ยถึง “ผ้าขาวม้า” หลายคนคงนึกถึงผ้าลายตาราง สีสันต่าง ๆ และประโยชน์ใช้สอยที่หลากหลาย ตั้งแต่ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้านุ่งอาบน้ำ ผ้าพันคอ โพกศีรษะ เปลนอน ผ้าเช็ดพื้น ผ้าปูโต๊ะ ผ้าห่ม ฯลฯ “ถ้าจะบอกว่าผ้าขาวม้าเป็นผ้าสารพัดประโยชน์หรือผ้าอเนกประสงค์ก็คงไม่ผิดนัก” ซึ่งผ้าขาวม้าผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมายาวนาน เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่แสนจะเรียบง่ายแต่มากด้วยประโยชน์ใช้สอย เสน่ห์ของผ้าขาวม้ายังคงโดนใจคนรุ่นใหม่ ที่นำผ้าขาวม้ามาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์และเครื่องแต่งกายร่วมสมัย 

อนาคตของผ้าขาวม้ายังไปต่อได้อีกไกลถึงเวทีโลก ด้วยกระทรวงวัฒนธรรมกำลังเสนอขึ้นทะเบียนผ้าขาวม้าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Intangible cultural heritage) ต่อองค์การยูเนสโก (UNESCO) โดยมีสถาบันไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสนับสนุนในการจัดเก็บและทำฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าในประเทศไทยให้เป็นระเบียบแบบแผนในเว็บไซต์เดียว http://www.thaistudies.chula.ac.th/db/phakhaoma/

รศ.ฤทธิรงค์ จิวากานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา จุฬาฯ กล่าวถึงการจัดทำฐานข้อมูลเพื่อทำเรื่องขึ้นทะเบียนผ้าข้าวม้าไทยในเวที UNESCO ว่าในการนำผ้าขาวม้าไปขึ้นทะเบียน มิได้หมายถึงผ้าขาวม้าเป็นของไทยเท่านั้น ด้วยว่าผ้าขาวม้าเป็นมรดกภูมิปัญญาที่มีอยู่ในภูมิภาคโดยรวม แต่เรามุ่งเน้นถึง ผ้าขาวม้าในวิถีชีวิตไทย เพราะวิถีชีวิตของคนไทยมีความผูกพันการใช้ผ้าขาวม้าในลักษณะเป็นผ้าอเนกประสงค์มาช้านาน

ตลอดจนผ้าขาวม้าไทยยังมีอัตลักษณ์ทั้งรูปแบบ ลวดลาย เทคนิคการย้อมสี และการทอ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของผู้คนและชุมชนแต่ละท้องถิ่นในประเทศไทย เหล่านี้เป็นมรดกภูมิปัญญาของคนไทย ซึ่งการที่สถาบันไทยศึกษา เข้ามาช่วยกระทรวงวัฒนธรรมทำเรื่องนี้ก็เพื่อดำรงภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้อยู่ในเวทีโลกได้ เป็นการปกป้องทางวัฒนธรรมและสร้างความมั่นใจว่าภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมจะไม่สูญหาย ทั้งนี้ การปกป้องภูมิปัญญาทำได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการสอน การเผยแพร่ การวิจัย การอนุรักษ์ รวมไปถึงการจัดเก็บและสร้างฐานข้อมูล

“การที่จะทำให้ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมดำรงอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย เราต้องทำให้ภูมิปัญญานั้นมีการเคลื่อนไหวและพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ การสร้างฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าไทยก็เป็นสิ่งที่จะทำให้มรดกภูมิปัญญามีการเคลื่อนไหว เพราะฐานข้อมูลไม่ใช่สิ่งที่นิ่งตายตัว แต่เปลี่ยนแปลงได้ เพิ่มพูนได้ นอกจากลายดั้งเดิมแล้ว จะยังมีลายใหม่ ๆ มาเติมในฐานข้อมูลเรื่อยๆ ข้อมูลที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาจะเป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่าภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมผ้าขาวม้ายังคงดำรงอยู่ในสังคม ยังมีผู้คนให้ความสนใจอยู่” รศ.ฤทธิรงค์ กล่าว

รศ.ฤทธิรงค์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการปกป้องทางวัฒนธรรมแล้ว เป้าหมายของการจัดทำฐานข้อมูลยังมีอีก 3 ประการ คือ 1.ส่งเสริมคุณค่าและมูลค่าของผ้าขาวม้าไทยในฐานะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม 2.สืบสานและพัฒนาต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมสู่นวัตกรรมสร้างสรรค์ และ 3.สร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐภาคเอกชนสู่การส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนเพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

โดยสถาบันไทยศึกษา ได้จัดเก็บฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าไทยในรูปแบบดิจิทัล ปัจจุบันอยู่ในเว็บไซต์ http://www.thaistudies.chula.ac.th/db/phakhaoma ทำเป็น template หัวข้อต่าง ๆ โดยเน้นเรื่องลวดลายเป็นตัวตั้ง และมีรายละเอียดอื่นๆ เช่น ลายผ้า ความเป็นมา (เรื่องเล่า) ของลายผ้า ผู้ออกแบบ สีและแพทเทิร์นของผ้า เป็นต้น

“ลายที่ชาวบ้านคิดค้นขึ้นอาจจะเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หรือบางทีชาวบ้านก็ใช้ชื่อชุมชนเป็นชื่อของลายผ้า รายละเอียดอื่น ๆ เกี่ยวกับผ้า เช่น ลายแบบนี้ประกอบด้วยสีอะไร ตารางเป็นแบบไหน มีความกว้างเท่าไร ใช้สีธรรมชาติหรือสีเคมี ถ้าเป็นสีธรรมชาติต้องระบุว่าสีธรรมชาติจากที่ไหนบ้าง ถ้าเป็นสีเคมีต้องมีหมายเลขสีตามมาตรฐานสากล และมีรายชื่อผู้ติดต่อ เจ้าของชุมชน” รศ.ฤทธิรงค์ ระบุ

รศ.ฤทธิรงค์ ยังกล่าวอีกว่า มีการเปิดให้ชุมชนเข้ามาป้อนข้อมูลผ้าขาวม้าของตนเองในระบบด้วยตนเอง ผ่านการฝึกอบรมให้กับชุมชน เพื่อให้สามารถลงทะเบียนและใส่ข้อมูลของตนเองได้ โดยเริ่มตั้งแต่เดือน ก.พ. 2568 เป็นต้นมา ซึ่งเมื่อฐานข้อมูลลายผ้าขาวม้าเสร็จ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำข้อมูลไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในเรื่องการศึกษาลายผ้าขาวม้าไทย การพัฒนาชุมชน และการตลาด

โดยย้ำว่า “การทำฐานข้อมูลเรื่องผ้าขาวม้าไม่ได้เป็นเรื่องของการจดลิขสิทธิ์ลาย” ไม่ได้แปลว่าลายนี้คนอื่นเอาไปใช้ไม่ได้ แต่จะบอกว่าลายนี้ชุมชนใดเป็นคนทอ เพื่อเชื่อมโยงภูมิปัญญาชุมชนกับภาครัฐและเอกชน ส่วนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลเพื่อส่งเสริมการตลาดให้ชุมชน เช่น ชาวบ้านที่ทอผ้ามีความชำนาญในการผลิต แต่ไม่ได้มีความชำนาญในการตลาด ฐานข้อมูลผ้าขาวม้าจะทำหน้าที่เป็นสื่อกลางเชื่อมผู้ซื้อถึงผู้ผลิต

“โรงแรมอยากได้ผ้าขาวม้าเป็นสินค้าพรีเมียม เป็นลายเอกลักษณ์ของโรงแรมเอง ก็สามารถเข้ามาในฐานข้อมูล เลือกลายที่ชอบ และติดต่อไปที่ชุมชนที่ผลิตลายนั้นๆ ได้” รศ.ฤทธิรงค์ ยกตัวอย่าง

กลุ่มภารกิจนานาชาติสัมพันธ์

ศูนย์สื่อสารองค์กร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

‘ช่าง’เพศใดถ้าตั้งใจก็เป็นได้! ‘น้องน้ำตาล’หญิงหนึ่งเดียวในทีม‘เทคนิคนนท์’ช่วยปชช.ช่วงสงกรานต์

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 17.38 น.

“วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี” จัดศูนย์ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน – สงกรานต์ปลอดภัย เดินทางไปไหนก็มีความสุข” จัดตั้งจุดให้บริการประชาชน ณ ปั๊ม ปตท. ไทรใหญ่ จังหวัดนนทบุรี ระหว่างวันที่ 11–17 เมษายน 2568 โดยมีนักเรียน นักศึกษา แผนกช่างยนต์ เข้าร่วม บริการงานตรวจเช็ครถยนต์และจักรยานยนต์เบื้องต้น พร้อมเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เพื่อดูแลความปลอดภัยของประชาชนที่เดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568

หนึ่งในนักศึกษาที่โดดเด่นที่สุด คือ นางสาวรัตนาพร รัตนะอำนวยชัย หรือ “น้องน้ำตาล” สาขาช่างยนต์ ปวช.1 นักศึกษาหญิงหนึ่งเดียวในทีมช่างยนต์ ที่อาสาเข้าร่วมโครงการด้วยใจรักในการเรียนรู้งานภาคสนาม พร้อมทำงานเคียงข้างเพื่อน ๆ ทีมช่างยนต์

“หนูไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเก่งกว่าคนอื่น แต่แค่รู้สึกว่า ถ้าทำอะไรเพื่อช่วยเพื่อนได้ หนูก็อยากทำค่ะ” น้องน้ำตาล กล่าว

น้องน้ำตาลเปิดเผยว่า การได้เรียนรู้นอกห้องเรียนคือประสบการณ์ที่มีค่ามากที่สุด โดยเฉพาะเมื่อได้ลงมือทำจริง ได้บริการประชาชน และเรียนรู้เทคนิคใหม่ ๆ จากอาจารย์ที่อธิบายหน้างานโดยตรง เช่น การชาร์ตแบตเตอรี่ การตรวจเช็คต่าง ๆ รวมถึงการใช้เครื่องมือสมัยใหม่อย่าง Dr.Doctor API ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบความผิดปกติของระบบเซ็นเซอร์ในรถจักรยานยนต์ระบบหัวฉีด พร้อมรีเซตค่าให้กลับสู่มาตรฐานจากโรงงาน

“หนูรู้เลยว่าความรู้ที่แท้จริงไม่ได้อยู่แต่ในห้องเรียน แต่อยู่ที่การปฏิบัติจริง หน้างาน“ น้องน้ำตาล กล่าวเพิ่มเติม

เธอยังบอกว่า ความรู้ด้านเทคนิคที่เรียนรู้จากโครงการนี้ สามารถต่อยอดเป็นทักษะอาชีพและสร้างรายได้ในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่ร้านซ่อมรถเริ่มนำระบบดิจิทัลมาใช้มากขึ้น

แม้ยังอยู่เพียงปี 1 แต่น้องน้ำตาลก็แสดงความสามารถในการให้บริการอย่างเต็มที่ ทั้งงานตรวจเช็ครถและบริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง

“ตอนนี้หนูสามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องได้ด้วยตัวเอง ตั้งแต่เตรียมอุปกรณ์ ตรวจสอบ ไปจนถึงเก็บงาน หนูภูมิใจมากที่ทำได้”

ในวันที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา มีผู้เข้ารับบริการจากจุดตรวจแห่งนี้แล้วกว่า 17 คัน ทั้งรถจักรยานยนต์ รถกระบะ และรถยนต์ส่วนบุคคล ซึ่งล้วนได้รับการดูแลจากทีม “อาชีวะอาสา” ด้วยความเต็มใจและจริงใจ

“ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าเราตั้งใจจริง ก็เป็นช่างได้เหมือนกันค่ะ” น้องน้ำตาล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับโครงการ “อาชีวะ-ขนส่ง อาสาช่วยประชาชน” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ร่วมกับกรมการขนส่งทางบก กระทรวงศึกษาธิการ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ให้บริการประชาชนฟรี ณ จุดบริการกว่า 150 แห่ง ครอบคลุม 77 จังหวัด ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน 2568 เวลา 06.00 – 18.00 น.

043…

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.55 น.

‘สวนดุสิตโพล’เผยคนไทยมอง 3 ข้อ อุปสรรคยกระดับ‘สงกรานต์’เป็น Soft Power

13 เมษายน 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “คนไทยกับสงกรานต์ (Soft Power)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,298 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 เมษายน 2568 สรุปผลได้ ดังนี้

1. สงกรานต์ปีนี้ ประชาชนตั้งใจจะเข้าร่วมกิจกรรมใด

อันดับ 1 เข้าวัด ทำบุญ สรงน้ำพระ 60.86%

อันดับ 2 รดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ 57.63%

อันดับ 3 เล่นน้ำกับเพื่อน/ครอบครัว 51.23%

2. จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้ประชาชนกังวลใจในการท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์หรือไม่

อันดับ 1 ไม่ค่อยกังวล 34.44%

อันดับ 2 ไม่กังวล 32.90%

อันดับ 3 ค่อนข้างกังวล 22.57%

อันดับ 4 กังวลมาก 10.09%

3. หากสงกรานต์ไทยจะเป็น “Soft Power ระดับโลกที่ต้องมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต” ประชาชนคิดว่าอะไรคือ “หัวใจ”ของสงกรานต์ไทย

อันดับ 1 วิธีเล่นน้ำที่สุภาพ สนุก ปลอดภัย 63.56%

อันดับ 2 ความสนุกสนาน รอยยิ้มแบบไทย  62.33%

อันดับ 3 เสื้อลายดอกวันสงกรานต์ แฟชั่นผ้าไทย 55.39%

4. ภาครัฐควรดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ประเพณีสงกรานต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้มากขึ้น 

อันดับ 1 วางแผนประชาสัมพันธ์ในตลาดต่างประเทศล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ  50.92%

อันดับ 2 ผลักดันให้มีสงกรานต์แต่ละท้องถิ่นตลอดเดือนเมษายน 48.31%

อันดับ 3 จัดแพ็กเกจท่องเที่ยวสงกรานต์เชื่อมเมืองหลัก-เมืองรอง 39.06%

5. ปัญหา/อุปสรรคต่อการยกระดับสงกรานต์ให้เป็น Soft Power ระดับโลก คือเรื่องใด

อันดับ 1 กลยุทธ์และทิศทางของรัฐบาลไม่ชัดเจน 66.46%

อันดับ 2 การประชาสัมพันธ์และส่งเสริมความเป็นไทยน้อย 64.61%

อันดับ 3 การเมืองภายในประเทศทำให้ภาพลักษณ์ไม่นิ่งและขาดความเชื่อมั่น   50.19%

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า “หัวใจของสงกรานต์ไทย” ที่ประชาชนอยากนำเสนอให้ทั่วโลกรู้จัก คือการเล่นน้ำแบบไทยที่สุภาพ สนุกและปลอดภัย ควบคู่ไปกับรอยยิ้มและบรรยากาศความสนุกสนานแบบไทย ๆ แม้จะเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงก่อนเทศกาล แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่รู้สึกกังวลและยังคงวางแผนเดินทางท่องเที่ยวตามปกติ ถือเป็นโอกาสสำคัญทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม พร้อมแนะนำให้ภาครัฐเร่งวางแผนประชาสัมพันธ์สงกรานต์ไทยในต่างประเทศอย่างเป็นระบบ หากต้องการยกระดับสงกรานต์ให้เป็น Soft Power ระดับโลกอย่างแท้จริง

ด้าน ผศ.ดร.อานุภาพ รักษ์สุวรรณ ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชากฎหมายมหาชนและการบริหารงานยุติธรรม โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า การสำรวจของสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลสงกรานต์ยังคงมีพลังทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งสะท้อนให้เห็นถึงความผสมผสานของมิติทางศาสนา ครอบครัว และความบันเทิง โดยประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับเทศกาลสงกรานต์ในฐานะโอกาสพิเศษแห่งปี แม้ว่าจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์แผ่นดินไหว               

ทั้งนี้เทศกาลสงกรานต์สามารถยกระดับเป็น Soft Power ของไทยที่แสดงให้เห็นถึงภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม ค่านิยม และนโยบายที่ดึงดูดความนิยมจากนานาชาติได้ แต่ก็ต้องอาศัยการจัดการเชิงยุทธศาสตร์อย่างจริงจัง โดยเฉพาะด้านการประชาสัมพันธ์ การสนับสนุนกิจกรรมท้องถิ่น และการพัฒนาองค์ประกอบทางวัฒนธรรมให้มีความร่วมสมัยและปลอดภัย อย่างไรก็ตาม อุปสรรคที่สำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขคือ “การขาดการวางแผน กลยุทธ์และทิศทางที่ชัดเจนของภาครัฐ”  ซึ่งหากได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้สงกรานต์ไทยกลายเป็นวาระระดับโลกที่สามารถส่งออกอัตลักษณ์ไทยได้อย่างแท้จริง     

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน  จุดประกาย...เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

รายงานพิเศษ : ต่อยอด ‘ห้องเรียนเคมีดาว’ สู่เคมีย่อส่วน จุดประกาย…เด็กไทย รัก ‘วิทยาศาสตร์’

วันอาทิตย์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.05 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาการเรียนการสอน การทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนสำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา” ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.), สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ณ ห้องประชุม 1 อาคาร สพฐ.4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

โครงการนี้เป็นการขยายความร่วมมือในการต่อยอดความสำเร็จโครงการ “ห้องเรียนเคมีดาว” โดยจะเพิ่มโอกาสให้ครูวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. และ สช. ได้เข้าอบรมและสามารถนำเทคนิคไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนในการทำการทดลองด้วยตนเอง ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีใจรักในการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์ที่เป็นสาขาอาชีพที่ยังต้องการมากของประเทศในขณะนี้ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้มีความสามารถสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต โดยโครงการฯ ในส่วนขยายความร่วมมือนี้ตั้งเป้าจะจัดอบรมให้ครูในโรงเรียนสังกัด สพฐ. และ สช. มากกว่า 1,000 คน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า โครงการนี้มุ่งพัฒนาทักษะผู้เรียนให้คิด วิเคราะห์ และลงมือปฏิบัติจริง พร้อมยกระดับคุณภาพครูและสถานศึกษาให้สามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างมีประสิทธิภาพ สพฐ. จะสนับสนุนการนิเทศ ติดตาม และประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง พร้อมส่งเสริมให้เกิดต้นแบบโรงเรียนที่มีแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ เราต้องการจุดประกายให้นักเรียนรักวิทยาศาสตร์ และสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้การศึกษาไทยก้าวทันโลกอย่างยั่งยืน

“การจัดการสอนวิชาเคมีถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่ผ่านมานักเรียนจะทดลองเคมีจะต้องใช้สารเคมีหรืออุปกรณ์ที่ค่อนข้างเป็นภาระงบประมาณ และเกิดปัญหาเรื่องมลพิษ หรืออาจจะเป็นอันตราย วันนี้เรามา MOU เรื่องการใช้เคมีแบบย่อส่วน เป็นชุดเคมีขนาดเล็ก สามารถพกพาได้ แต่ผลการทดลองเสมือนกับใช้สารเคมีจริงทุกอย่าง และยังเป็นการแก้ปัญหาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ที่อยู่ตามเกาะแก่งหรือบนภูเขาไม่สามารถหาซื้อสารเคมีได้ ก็ใช้ชุดเคมีขนาดเล็กในการเรียนได้ ทำให้นักเรียนเข้าถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ด้วยหลักการของปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การแก้ปัญหาการจัดการศึกษาแบบเท่าเทียม เป้าหมายสุดท้ายคือคุณภาพการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และยังช่วยลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อโลกต่อมนุษย์ได้เมื่อเราใช้เคมีย่อส่วน” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ศ.ดร.วุฒิชัย พาราสุข นายกสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า สมาคมฯ เป็นผู้ริเริ่มการนำเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนมาเผยแพร่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาในประเทศไทย โดยได้ออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมและกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับ Dow ในการนำความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยในการทำงานกับสารเคมี หลักการเคมีกรีน และการประยุกต์ใช้การทดลองเคมีแบบย่อส่วน มาเสริมการเรียนการสอนในโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้ทำการทดลองจริงด้วยตนเองอย่างปลอดภัย และได้สร้างเครือข่ายครูต้นแบบเคมีแบบย่อส่วน เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและต่อยอดองค์ความรู้ได้มากขึ้น ครูต้นแบบจะทำหน้าที่เผยแพร่เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนแก่เพื่อนครูที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในความร่วมมือครั้งนี้ สมาคมฯ จะทำหน้าที่บริหารงานด้านวิชาการ จัดหาบุคลากรผู้ชำนาญที่เหมาะสมกับหลักสูตรฝึกอบรม และเป็นส่วนหนึ่งในคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในการประเมินผลการเรียนการสอนตามแนวทางการสอนแบบใหม่ของโครงการฯ

ศ.ดร.ประณัฐ โพธิยะราช คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาควิชาเคมีได้ริเริ่มนำแนวคิดของการทดลองเคมีแบบย่อส่วนมาใช้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ 2543 ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วนของภาควิชาเคมี จุฬาฯ ปัจจุบัน มีการทดลองเคมีแบบย่อส่วนหลายเรื่อง ที่ได้นำมาใช้สอนในวิชาบริการสำหรับนิสิตสายวิทยาศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 จึงเป็นที่น่ายินดี ที่ได้เห็นการนำมาประยุกต์ใช้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาอย่างทั่วถึง จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำด้านการสอนการทดลองวิทยาศาสตร์แก่นักเรียนในโรงเรียนเล็กและห่างไกล

ด้าน นายวิชาญ ตั้งเคียงศิริสิน ประธานบริหารกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวว่า เพื่อสร้างนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ที่จะคิดค้นนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคม และสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้น การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์แนวใหม่นี้ จะช่วยให้โรงเรียนจำนวนมากสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ที่ใช้งบประมาณต่ำ มีประสิทธิภาพ และมีความปลอดภัยสูง ทั้งนี้ การทดลองแบบ “ย่อส่วน” จะ “ขยายโอกาส”ทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในอนาคต

ปัจจุบัน มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1,200 แห่ง อบรมคุณครูไปแล้วกว่า 2,100 คน มีนักเรียนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงทั้งสิ้นกว่า 470,000 คน และในปีนี้ จะยังคงมีการจัดประกวดโครงงาน “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” Dow-CST award เพื่อเป็นเวทีให้คุณครูและนักเรียนได้นำแนวคิดไปประยุกต์สร้างเป็นการทดลองใหม่ๆ ด้วยวัสดุและทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง สำหรับคุณครูและนักเรียนที่สนใจแนวทางการเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย “ปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” สามารถเข้าชมข้อมูลได้ฟรีที่เว็บไซต์ http://www.DowChemistryClassroom.com

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

ไม่มีโลว์ซีซัน! ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ลุยเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 11.49 น.

ไทยแลนด์เที่ยวได้ทุกที่ ไม่มีโลว์ซีซัน เทรนด์ใหม่มาแรง “นักท่องเที่ยวลุยเที่ยว ธรรมชาติ-วัฒนธรรม”  หลังชุมพร-นครพนม-เลย ฮอตต่อเนื่อง กรุงเทพฯ ยังแชมป์รายได้รวมพุ่งทะลุ 2.6 หมื่นล้านบาท

12 เมษายน 2568 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ทราเวลโลก้า (Traveloka)    แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวชั้นนำของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เผยว่า “กรุงเทพฯ” ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งตลอดกาลช่วงเทศกาลสงกรานต์   สะท้อนบทบาทของเมืองหลวงในฐานะศูนย์กลางการเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ทั้งจุดเล่นน้ำสงกรานต์บนถนนข้าวสาร สีลม สยามสแควร์ ตลอดจนกิจกรรมวัฒนธรรมและดนตรีในหลากหลายพื้นที่ ขณะเดียวกัน กระแสนิยมในจุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ ๆ ในเมืองต่างๆนอกจากเมืองหลัก ที่นักท่องเที่ยวนิยมไปเที่ยวแล้วยังมีเมืองอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลได้กำหนดให้เป็นที่ท่องเที่ยวได้ทั้งปีไม่มีโลว์ซีซันในทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

โดยจังหวัดที่มีอัตราการค้นหาที่พักและกิจกรรมท่องเที่ยวสูงขึ้นถึง 40-95% จากปีที่ผ่านมา เช่น ชุมพร (+95%) นครพนม (+68%) สกลนคร  (+53%) เลย (+46%) และน่าน (+40%) สะท้อนพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่หันไปแสวงหาประสบการณ์สัมผัสเทศกาลสงกรานต์แบบเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ วัฒนธรรม และประเพณีท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดการณ์ว่าสงกรานต์ปีนี้จะสร้างรายได้กว่า 26,564 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 7,324 ล้านบาท และจากนักท่องเที่ยวไทยกว่า 19,240 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 7% และ 9% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยมีนักท่องเที่ยวภายในประเทศจำนวนกว่า 4,418,500 คน-ครั้ง ซึ่งจากฟื้นตัวของการท่องเที่ยว ข้อมูลของทราเวลโลก้า ระบุถึง 5 จุดหมายยอดนิยมที่ครองใจนักท่องเที่ยวไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี ภูเก็ต หาดใหญ่ ซึ่งสะท้อน ให้เห็นว่านักท่องเที่ยวไทยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวที่ผสมผสานระหว่างประเพณีและการพักผ่อนในวันหยุด

“แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เทศกาลสงกรานต์ในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มั่นใจเลือกใช้ช่วงวันหยุดยาวในการเดินทางและท่องเที่ยว ทั้งนี้ แพลตฟอร์มทราเวลโลก้าได้ร่วมส่งเสริมการเดินทางผ่านแคมเปญสงกรานต์สุดพิเศษ มอบส่วนลดสูงสุดถึง 90% สำหรับเที่ยวบิน ที่พัก และกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ พร้อมฟีเจอร์ “Worry-Free” ที่ช่วยให้การจองสะดวก ปลอดภัย ด้วยสิทธิ์ยกเลิกการจองฟรี การเปลี่ยนแปลงที่ยืดหยุ่น และบริการหลังการจองแบบครบวงจร เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสประสบการณ์สงกรานต์สุดยิ่งใหญ่ทั่วทุกจุดของประเทศไทย

รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดี มีความสุขในการให้การต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยรอยยิ้มและมิตรไมตรี พร้อมยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งในด้านความปลอดภัย สาธารณสุข และการคมนาคม เพื่อให้ทุกการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์เป็นไปอย่างราบรื่น อบอุ่น และน่าประทับใจในทุกจังหวัดทั่วไทย“ นางสาวศศิกานต์ กล่าว

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

เที่ยวสงกรานต์ปีนี้! รัฐบาลชวนใส่กางเกงช้าง โปรโมทเป็นสินค้าที่ระลึก

วันเสาร์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.06 น.

รัฐบาลเชิญชวนใส่กางเกง “ลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” เที่ยวสงกรานต์..อวดสายตาชาวโลก สืบสานวัฒนธรรมไทยอย่างมีสไตล์  

12 เมษายน 2568 ทื่ทำเนียบฯ นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวน สวมใส่กางเกง “ลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น” หรือ “ลายประจำจังหวัด” เพื่อเป็นการส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสร้างจุดเด่นในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2568 และเพื่อเป็นการสนับสนุนภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนรุ่นใหม่ ภูมิใจในความเป็นไทย รวมทั้งยังเป็นการสร้างนักออกแบบดีไซน์เนอร์ของแต่ละจังหวัดด้วย

โดยตัวอย่างลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น หรือ “ลายประจำจังหวัด ใน 5 ภาค ที่โดดเด่นโดนใจ เช่น ภาคกลาง อาทิ ลพบุรี: กางเกงลายลิงและดอกทานตะวัน นครปฐม: กางเกงปลากัด กรุงเทพฯ: กางเกงช้าง PAJARA BANGKOK สมุทรสงคราม: กางเกงทูนี กาญจนบุรี: กางเกงปลายี่สก  ราชบุรี: กางเกงโอ่งมังกรราชบุรี เพชรบุรี: กางเกงวัวลาน นนทบุรี: กางเกงชาว นนทบุเรียน ฯลฯ

ภาคเหนือ อาทิ เชียงราย: กางเกงอัตลักษณ์เชียงราย ลวดลายไตรภูมิ (สามโลก) ลำปาง: กางเกงก๋าไก่ลำปาง, กางเกงม้าหาเสน่ห์ลำปาง  อุตรดิตถ์: กางเกงทุเรียนหลงหลินลับแล  แพร่: กางเกงเสือระเบิด ลำพูน: กางเกงตัวน้อยลำพูน  สุโขทัย: กางเกงลายปลาสังคโลกสุโขทัย  ตาก: กางเกงลายกระทงสาย  พิจิตร: กางเกงจระเข้ อุทัยธานี, กางเกงปลาแรด เชียงใหม่: กางเกงลายจังหวัดเชียงใหม่ ฯลฯ

ภาคตะวันออก อาทิ ฉะเชิงเทรา: กางเกงแปดริ้วเมืองปลากัด  สมุทรปราการ: กางเกงสมุทรปราการ ปราจีนบุรี: กางเกงลายปราจีนบุรี  นครนายก: กางเกงลาย “ชิดคชา”, กางเกงลาย “ชิดณิการ์”  จันทบุรี: กางเกงจันทบุรี ออริจินัล  ตราด: กางเกงหมาหลังอาน  ระยอง: กางเกงระยองลายม้านิลมังกร สระแก้ว: กางเกงลายผีเสื้อปางสีดาและดอกแก้ว  ชลบุรี: กางเกงลายหมูเด้ง กางเกงลายคาปิบารา กางเกงลายฉลามชลบุรี ฯลฯ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิ อุบลราชธานี: กางเกงลายผาแต้ม บึงกาฬ: กางเกงลายนากบึงกาฬ ศรีสะเกษ: กางเกงลายกรูปรีพลัส ยโสธร: กางเกงลายยโสธร อุดรธานี: กางเกงลายกันหอย เลย: “กางเกงมักม่วน” ผีตาโขนเมืองเลย  กาฬสินธุ์: กางเกงกาฬสินธุ์ ซากฟอสซิลไดโนเสาร์ ฯลฯ

ภาคใต้ อาทิ ระนอง: กางเกงกาหยู พังงา: กางเกงลายปลาเสือ ภูเก็ต: กางเกงลายสับปะรดภูเก็ต กระบี่: กางเกง Soft Power Krabi ตรัง: กางเกงพะยูน สตูล: กางเกงลายดอกจำปาดะ สงขลา: กางเกงสมิหลา พัทลุง: กางเกงลายโนรา ยะลา: กางเกงยอกเขาลา ปัตตานี: กางเกงลายดอกกะนา  ฯลฯ 

“เชิญชวนคนไทยร่วมใจกันใส่กางเกงลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2568 เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนอย่างมีสไตล์ และผลักดันให้กางเกงลายอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นไทย กลายเป็น “สินค้าต้องซื้อ” เป็นของที่ระลึกของชาวต่างชาติ ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวไทยได้อีกทางหนึ่ง” นายอนุกูล กล่าว