‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ  ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

‘SES’ สารตั้งต้นแก้จนลดเหลื่อมล้ำ ‘ศุภมาส’ ชื่นชมผลงานสานพลังความรู้สู้ชนะความจน

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าว ในโอกาสลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ร่วมกับ นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวง อว. เพื่อตรวจติดตามผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ในงาน “มหกรรมแก้จน คนของพระราชา” ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับหน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในสังกัดกระทรวง อว. โดยระบุว่า

“มีความประทับใจกับการประสานพลังกันของสถาบันความรู้ ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และหน่วย บพท.ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาชุดความรู้สำหรับแก้ปัญหาความยากจนให้เป็นไปด้วยความเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน บนความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การบูรณาการทำงานร่วมกันของสถาบันความรู้ และหน่วย บพท.ร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนของจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ” หรือ “Sisaket Equity System-SES” ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก” รมว.อว.กล่าวและว่า ด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ทำให้เรามีแผนการในการพัฒนาโครงการที่เน้นการสร้างทักษะอาชีพและผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ คือ การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนความยากจนกลาง “สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ (SES)” เป็นระบบที่จะสอบทานและ “นำคนจนตกหล่นเข้าสู่ระบบ”

นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่า การลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ทำให้ทราบว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังถูกใช้เป็นเหมือน “สารตั้งต้น” ในการออกแบบโมเดลแก้จน ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สำหรับแก้ปัญหาความยากจนที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิตและบริบทพื้นที่ อย่างเช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติเพื่อสุขภาพซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ และยกระดับรายได้แก่ครัวเรือนยากจนให้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท อีกทั้งยังทำให้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชน
ที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถพึ่งพาตัวเองได้

มีการส่งต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี “โมเดลแก้จน” เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลือง ที่ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความเสมอภาคในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ด้วยการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการเพื่อครัวเรือนคนจนในหลายประเด็น เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนกลุ่มสงเคราะห์เข้าสู่กลไกกองทุนระดับตำบลเพื่อเข้าถึงสวัสดิการ และส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

ผศ.ดร.สหัสา พลนิล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่า ระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ถูกนำไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ออกแบบโมเดลแก้จน และพัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ ที่มีความหลากหลายสำหรับครัวเรือนยากจน ทั้งนวัตกรรมระบบปฏิทินการปลูกพืชผลการเกษตร นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเศษวัสดุการเกษตร นวัตกรรมแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติพร้อมใช้พร้อมทาน ในรูปของแป้งถั่วเหลือง หมูยอเจปันสุข และเทมเป้ถั่วเหลือง รวมทั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประสบภัยพิบัติ

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ หน่วย บพท. กล่าวว่า ผลลัพธ์ความสำเร็จจากการสานพลังความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นแกนกลางเชื่อมโยงเข้ากับพลังภาคีในพื้นที่ ก่อเกิดผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจน ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาจากความยากจน มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอมีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันระบบ SES ยังได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกอำเภอใน จ.ศรีสะเกษ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

บพค.ร่วมชี้ทิศทางการให้ทุนวิจัยทางการแพทย์และสาธารณสุข ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) นำโดย ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รอง
ผู้อำนวยการ บพค. และนักวิเคราะห์ บพค.เข้าร่วมงานประชุมทางวิชาการและนิทรรศการด้านการวิจัยทางการแพทย์ Siriraj Research Week 2025 : “Advancing Research to Benefit Global Health System” ณ ห้องประชุมสิรินธร อาคารเฉลิมพระเกียรติ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สกสว. ได้นำเสนอแผนกลยุทธ์หรือแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ปี พ.ศ. 2566-2570 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อพัฒนา 4 อุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และ 2 วาระสำคัญเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานวิจัยควรเชื่อมโยงกับเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. จำนวน 9 เป้าหมาย สำหรับเป้าหมายด้านสุขภาพและการแพทย์ มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์ และยาที่สำคัญ ซึ่งผลิต จำหน่ายและทดแทนการนำเข้า และประเทศไทยปลอดโรคพยาธิใบไม้ตับ รวมทั้งไม่ตายจากมะเร็งท่อน้ำดี

ด้าน ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ บพค. ได้นำเสนอแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยด้านสุขภาพและการแพทย์ ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย บพค. มุ่งเน้นให้ทุนสนับสนุนโจทย์วิจัยประเภท Frontier Research ในด้าน Personalized Medicine ได้แก่ Personal Health AI, Omics & Bio-Informatics และ Biomarkers & Drug Discoveries รวมไปถึงทุนการพัฒนากำลังคนทักษะสูงในสาขาที่เกี่ยวข้อง

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการ สวรส.ได้นำเสนอกรอบวิจัยที่ สวรส. สนับสนุนทุนวิจัยในปี 2569 โดยเป็นกรอบวิจัยในด้าน Genomics ระบบยา และเทคโนโลยีทางการแพทย์ ที่เป็นความต้องการของประเทศ และระบบบริการ ระบบกำลังคน ระบบอภิบาล

ขณะที่ รศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย ม.มหิดล ได้นำเสนอยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยในการผลักดัน Research and Innovation ไปสู่ Real-World Impact

นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวโน้มและทิศทางการสนับสนุนทุนวิจัยของหน่วยบริหารจัดการทุน เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการวางแผนและพัฒนาการดำเนินโครงการวิจัยให้มีความต่อเนื่องและสอดคล้องกับแนวทางการสนับสนุนทุนวิจัยของประเทศ

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’ สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’  สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

เปิดโครงการ ‘DOLE Culture Kick off : LEARNS’ สร้างวัฒนธรรม-เข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม ‘LEARNS’

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการ DOLE Culture Kick off : LEARNS พร้อมทั้งประกาศเจตนารมณ์และเปิดตัวค่านิยมองค์กร “LEARNS” อย่างเป็นทางการ โดยมี นางสาวเขนย นามชุ่ม ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดโครงการ พร้อมด้วยผู้บริหาร บุคลากรในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (ส่วนกลาง) และผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกจังหวัด/กรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ณ โรงแรมโกลเด้น บีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดี สกร. กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็งและมีประสิทธิภาพ เพื่อขับเคลื่อนภารกิจในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย การสร้างค่านิยมองค์กรที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเข้าใจและยึดมั่นในทิศทางการดำเนินงานขององค์กร

ค่านิยมองค์กร “LEARNS” ที่พวกเราได้ร่วมกันกำหนดขึ้น เป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญที่จะนำทางในการปฏิบัติงานของบุคลากรทุกคน ซึ่งประกอบด้วย L : Lifelong Learning (ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต), E : Encouragement& Excellence (ส่งเสริมความเป็นเลิศ),A : Accountability & Agility (ทุ่มเท ถูกต้อง ว่องไว), R : Resilience (พร้อมรับปรับตัว), N : Networks (สร้างพลังความร่วมมือ), S : Success &Sustainable (สร้างความสำเร็จอย่างยั่งยืน)

ซึ่งเชื่อมั่นว่าโครงการ DOLE Culture Kick off : LEARNS จะเป็นโอกาสอันดี ที่บุคลากรทุกคนจะได้เรียนรู้และทำความเข้าใจเกี่ยวกับค่านิยม “LEARNS” อย่างลึกซึ้ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

ม.วลัยลักษณ์ พร้อมเป็นเจ้าภาพแข่งขัน ‘ชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ’ ครั้งที่ 22

วันพฤหัสบดี ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ม.วลัยลักษณ์ ร่วมกับ มูลนิธิ สอวน. เตรียมพร้อมจัดการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 4-8 เม.ย. 2568 เพื่อคัดเลือกนักเรียนไทยเป็นตัวแทนไปแข่งชีววิทยาโอลิมระหว่างประเทศ

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีในฐานะคณบดีสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็พระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) เตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 22 ระหว่างวันที่ 4-8 เมษายน 2568 นี้ ณ ม.วลัยลักษณ์ จ.นครศรีธรรมราช เพื่อคัดเลือกนักเรียนไทยเป็นตัวแทนไปแข่งชีววิทยาโอลิมระหว่างประเทศต่อไป

การแข่งขันในครั้งนี้จะมีนักเรียนที่ผ่านการอบรมจาก สอวน.ค่าย 2 จำนวนทั้งสิ้น 100 คน ประกอบด้วย นักเรียนตัวแทนจากศูนย์โอลิมปิกวิชาการ สอวน. วิชาชีววิทยา 13 ศูนย์ทั่วประเทศ และนักเรียนโควตาจาก สสวท. รวมถึงคณาจารย์ ครูสังเกตการณ์จาก สพฐ. คณะกรรมการจากมูลนิธิ สอวน.สสวท. และ สพฐ. นักศึกษาพี่เลี้ยง คณะกรรมการดำเนินงานจากศูนย์เจ้าภาพ และผู้สังเกตการณ์จากศูนย์เจ้าภาพในปีถัดไป รวมทั้งสิ้นประมาณ 250 คนเข้าร่วม

“เราจะใช้ข้อสอบมาตรฐานที่ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากมูลนิธิ สอวน. คณะกรรมการวิชาการของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และคณาจารย์ผู้แทนศูนย์โอลิมปิกวิชาการสอวน. วิชาชีววิทยา ทั้ง 13 ศูนย์ โดยผลคะแนนจากการแข่งขันจะได้รับการพิจารณาจากคณาจารย์ผู้แทนของทุกศูนย์สอวน. เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและโปร่งใสที่สุด” รองอธิการบดีฯ กล่าว

นักเรียนผู้ที่มีเกณฑ์คะแนนที่ผ่านมาตรฐานจะถูกพิจารณาจำแนกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ เหรียญทองเหรียญเงิน เหรียญทองแดง และเกียรติบัตรรางวัลพิเศษ 7 รางวัล ได้แก่ รางวัลคะแนนรวมสูงสุด รางวัลคะแนนรวมทฤษฎีสูงสุด รางวัลคะแนนรวมปฏิบัติการสูงสุด รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคเหนือ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคใต้ รางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรางวัลคะแนนรวมสูงสุดประจำภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก (ยกเว้นนักเรียนจากศูนย์โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์และศูนย์โรงเรียนเทพศิรินทร์)

ทั้งนี้ นักเรียนผู้มีคะแนนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับสิทธิ์เข้าอบรมในค่ายของ สสวท. เพื่อคัดเลือกเป็นผู้แทนประเทศไทยไปเข้าร่วมการแข่งขันชีววิทยาโอลิมปิกระหว่างประเทศ ณ ประเทศฟิลิปปินส์ ระหว่างวันที่ 20-27 กรกฎาคม 2568

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน'สัปดาห์หนังสือฯ'ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

นักอ่านเฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย.68

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 16.35 น.

นักอ่าน เฮ! เพิ่มวันจัดงาน’สัปดาห์หนังสือฯ’ ต่อเนื่องถึง 8 เม.ย. 68’สำนักพิมพ์’พร้อมใจ! ลดกระหน่ำ แบบจุใจ ไม่ขนกลับ การันตีมาแล้ว ไม่กลับบ้านมือเปล่า พร้อมจัดเต็มกิจกรรมดีๆ พบกันวันนี้ – 8 เม.ย. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ประกาศขยายวันจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 เพิ่มอีก 1 วัน ถึงวันที่ 8 เมษายน 2568 เพื่อเยียวยาสำนักพิมพ์และประชาชนที่ได้ผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว หลังพบว่า นักอ่านแห่เข้าร่วมงานอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย ทางสมาคมฯ จึงตัดสินใจ ขยายวันจัดงานเพิ่ม ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 8 เม.ย. 2568 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

นายสุวิช รุ่งวัฒนไพบูลย์ นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลกระทบมาถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา ทำให้การจัดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในวันดังกล่าวต้องปิดให้บริการเร็วกว่ากำหนด  เนื่องจากทางคณะผู้จัดงานคำนึงถึงความปลอดภัยสูงสุดของนักอ่าน และพันธมิตรที่มาร่วมงานทุกท่าน

อย่างไรก็ดี หลังจากสถานการณ์คลี่คลาย ทางสมาคมฯ ได้หารือร่วมกับคณะทำงาน เพื่อหาทางออกถึงผลกระทบดังกล่าวที่เกิดขึ้น และได้ข้อสรุปว่า จะขยายวันจัดงานเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน คือวันที่ 8 เมษายน 2568 จากเดิมจะจัดงานถึงวันที่ 7 เมษายน 2568 เท่านั้น ( 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2568 รวม 12 วัน) สำหรับวันจัดงานที่เพิ่มขึ้นใหม่คือ ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 8 เมษายน 2568 รวม 13 วัน

“แม้ว่าจะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดขึ้น แต่ภาพรวมของนักอ่านที่เข้าร่วมงานยังคงเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้  มีเพียงวันที่ 28 มีนาคมวันเดียว ที่มีผู้เข้าร่วมงาน 3.5 หมื่นคน เนื่องจากปิดให้บริการเร็วกว่าเวลาที่กำหนด  แต่หลังจากสถานการณ์คลี่คลายทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เพราะภายในงานเรามีหนังสือดีๆ มากมาย กว่า 2 ล้านเล่ม พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ และกิจกรรมต่างๆ รองรับนักอ่าน จึงมั่นใจว่าจบการจัดงานในวันที่ 8 เมษายน จะมีนักอ่านเข้าร่วมงานตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.3 ล้านคน” นายสุวิช กล่าว 

ทั้งนี้ ภายในงานนักอ่านจะพบกับธีมการจัดงาน “ย ยักษ์ อ่านใหญ่” มีหนังสือทั้งไทยและต่างประเทศมากมายกว่า 2 ล้านเล่ม ให้นักอ่านได้เลือกช้อปแบบจุใจ สบายกระเป๋า มีทั้งหมด 7 โซน ประกอบด้วย 1.โซนหนังสือนิยายและวรรณกรรม 2.โซนหนังสือการ์ตูนและวัยรุ่น (Book Wonderland) 3.โซนหนังสือเด็กและการศึกษา 4.โซนหนังสือทั่วไป 5.โซนหนังสือเก่า 6.โซนหนังสือต่างประเทศ และ 7.โซน Non–Book รวมกว่า 1,200 บูธ จาก 400 สำนักพิมพ์  ที่มาพร้อมกิจกรรมและนิทรรศการมากกว่า 100 อีเวนท์ รอบริการนักอ่านทุกท่าน

ทั้งนี้ ผู้สนใจเข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 สามารถเดินทางมาร่วมงานได้ โดยรถไฟฟ้า MRT : ลงสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ทางออก 3) , รถยนต์ส่วนบุคคล และรถโดยสารประจำทาง : สาย 136, 185 

งานหนังสือดีๆ ที่ห้ามพลาด! งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ตั้งแต่วันนี้ – 8 เมษายน 2568 เวลา 10.00 น. – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 5-8 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 14.29 น.

113 ปี ศธ.! ‘วัดพระธรรมกาย’ประกาศเกียรติคุณนักเรียนสอบ O-NET เต็ม 100-สูงกว่า 80

ที่อาคารโถงช้างฯ วัดพระธรรมกาย อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี นายคมสัน ญาณวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี โดยมีพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วยนางสาวอภิสรา เกษอินทร์ นายอำเภอคลองหลวง ผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย จำนวน 2,000 คน เข้าร่วมงานฯ เมื่อวันที่ 1 เม.ย.68

โดยในเวลา 07.30 น. เป็นพิธีทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระสงฆ์ จำนวน 134 รูป เพื่ออุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อมาในเวลา 09.00 น. นายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวต้อนรับ จากนั้น เป็นการถ่ายทอดสดการกล่าวคำปราศรัยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จากส่วนกลาง ก่อนเริ่มประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศแด่ผู้ทำคุณประโยชน์ให้กระทรวงศึกษาธิการ ที่ล่วงลับไปแล้ว ต่อด้วยพิธีเจริญพระพุทธมนต์เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี  และพระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ประธานสงฆ์ ได้เมตตาบรรยายธรรม นำปฏิบัติธรรมเจริญสมาธิ

จากนั้น เวลา 10.00 น. เป็นพิธีเปิดงานวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี โดยว่าที่ร้อยเอก ดร.สาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงานฯ ต่อด้วย นายคมสัน ญาณวัฒนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ผู้แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานมอบนโยบายด้านการศึกษา กล่าวแสดงความยินดี และมอบเกียรติบัตรให้กับโรงเรียน และนักเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ได้คะแนนเต็ม 100 คะแนน และสูงกว่า 80 คะแนน ของปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,200 คน

สำหรับวัตถุประสงค์ในการจัดงานฯ เพื่อให้หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการ และบุคลาการศึกการศึกษาของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี มีความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบาย และจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีการศึกษา 2568 อันจะนำมาซึ่งแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพการศึกษา และประสิทธิภาพการศึกษา เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และข้อเสนอแนะระหว่างหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และบุคลากรทางการศึกษา การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี อีกทั้งยังเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ให้แก่สถานศึกษา และนักเรียนที่มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดีเด่น

สำหรับการจัดงานวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงศึกษาธิการ ครบรอบ 133 ปี จังหวัดปทุมธานี ในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ และบริการเครื่องดื่ม/อาหารว่าง โดยวัดพระธรรมกาย และมูลนิธิธรรมกาย นอกจากนี้ยังมีการมอบของขวัญสุดพิเศษให้กับนักเรียนจังหวัดปทุมธานีที่มาร่วมงานรับเกียรติบัตรผู้มีผลการทดสอบทางการศึกษา ระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ดีเด่น จำนวน 1200 คน อีกด้วย

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร  สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

สจล.ขับเคลื่อนโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร สู่การเป็นผู้นำนวัตกรรมทางการแพทย์ระดับโลก

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เดินหน้าผลักดันโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ด้วยองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมการแพทย์ที่สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย ภายใต้วิสัยทัศน์ที่มุ่งสู่การเป็น “ผู้นำด้านนวัตกรรมระดับโลก” ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการแพทย์และสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีรากฐานองค์ความรู้ที่แข็งแกร่ง พร้อมมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของบุคลากรให้เป็น นักนวัตกรรม นักคิดสร้างสรรค์ และนักปฏิบัติ ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การพัฒนาทางการแพทย์ที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยในอนาคต

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า การขับเคลื่อนและการให้บริการโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารถือเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาให้โรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารเป็นโรงพยาบาลต้นแบบด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของไทย และเป็นที่พึ่งของชุมชนโดยรอบและพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุขผ่านการวิจัยและองค์ความรู้ที่เข้มแข็งต่อไป

ปัจจุบัน สจล. ได้ผลิตบัณฑิตคณะแพทยศาสตร์สำเร็จเป็นรุ่นแรก พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์ความรู้ทางการแพทย์และสุขภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อตั้งคณะ
ทันตแพทยศาสตร์และคณะพยาบาลศาสตร์ ซึ่งเตรียมผลิตทันตแพทย์นวัตกรและพยาบาลนวัตกรรุ่นแรกในอีกไม่กี่ปี โดยเฉพาะในด้านการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการรองรับสังคมผู้สูงวัยของประเทศ เพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี

โดยที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 สถาบันได้ดำเนินการก่อตั้งโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร โดยได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากชาวพระจอมเกล้าลาดกระบัง ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสร้างโรงพยาบาล เป็นเงินบริจาคกว่า 300 ล้านบาท รวมถึงการได้รับสนับสนุนจากภาครัฐด้วยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการอนุมัติเงินจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 665.5 ล้านบาททำให้สามารถดำเนินการก่อสร้างโรงพยาบาลได้สำเร็จเรียบร้อยในวันนี้ โดยมีมูลนิธิโรงพยาบาลพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารในพระสังฆราชูปถัมภ์ นำโดยศาสตราจารย์ ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อดีตอธิการบดี สจล. ประธานมูลนิธิ และกรรมการมูลนิธิทุกท่านช่วยขับเคลื่อนด้วย

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

นักวิจัยพัฒนา ‘กระดาษทนรังสีแกมมา’ จุดเริ่มต้นเพื่อต่อยอดสู่ชุดอวกาศ

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กระดาษธรรมดาทั่วไปเมื่อได้รับรังสีแกมมาจะถูกเปลี่ยนสภาพกลายเป็นกระดาษที่เปื่อยยุ่ย เสียหาย แต่นักวิจัยไทยกำลังพัฒนากระดาษที่สามารถทนรังสีได้ ซึ่งจะสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ได้ เช่น อุปกรณ์ตรวจวัดรังสี และองค์ความรู้เดียวกันนี้ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศหรือยานอวกาศได้ เนื่องจากกระดาษ ชุดอวกาศ และยานอวกาศ ล้วนเป็นวัสดุที่เรียกว่า “พอลิเมอร์”

นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีและนวัตกรรมวัสดุ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับนักวิจัยจากอีกหลายหน่วยงาน ได้แก่ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมพัฒนากระดาษทนรังสีแกมมาซึ่งเป็นรังสีที่มีสมบัติทะลุทะลวงสูง

ทั้งนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้นำวัสดุจากธรรมชาติคือกระดาษกรองซึ่งเป็นเซลลูโลสที่ได้จากพืชและเป็นพอลิเมอร์รูปแบบหนึ่ง มาจุ่มเคลือบ “วัสดุแผ่นบางไททาเนท” ซึ่งเป็นวัสดุคอมโพสิตและวัสดุนาโนสองมิติ(two-dimensional nanomaterials) ชนิดหนึ่งโดยได้เคลือบวัสดุดังกล่าวที่ปริมาณ 0.6 มิลลิกรัมต่อตารางเซนติเมตร และสามารถเคลือบกระดาษได้ด้วยอุปกรณ์พื้นฐานที่มีอยู่ในห้องปฏิบัติการทั่วไป โดยไม่ต้องอาศัย
อุณหภูมิสูงในการจุ่มเคลือบสาร เพราะสามารถปฏิบัติการได้ที่อุณหภูมิห้อง

ผลจากการเคลือบกระดาษด้วยวัสดุแผ่นบางไททาเนท พบว่า กระดาษดังกล่าวสามารถทนต่อรังสีแกมมา ได้มากกว่ากระดาษกรองที่ไม่ได้เคลือบวัสดุนาโนสูงสุดถึง50 กิโลเกรย์ และเมื่อเทียบกับกระดาษที่ไม่ได้เคลือบ พบว่าโครงสร้าง รวมถึงสมบัติทางแสงและสมบัติทางไฟฟ้าของวัสดุคอมโพสิตที่เคลือบกระดาษเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย

ข้อดีของการพัฒนากระดาษให้เป็นวัสดุที่ทนต่อรังสีแกมมาคือ กระดาษเป็นวัสดุที่สามารถใช้แล้วทิ้งได้ และกระดาษยังเป็นตัวรองรับ (substrate) ที่สามารถรวมหลายๆ สิ่งให้อยู่ด้วยกันได้ ซึ่งนักวิจัยนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์วัดรังสีได้ เนื่องจากอุปกรณ์วัดรังสีต้องมีส่วนที่ได้รับรังสีแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลง และส่วนที่ได้รับรังสีแล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยการวัดจะแม่นยำและถูกต้องนั้น วัสดุรองรับต้องไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งจากการตรวจสอบด้วยเทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน (X-ray Tomography Microscopy : XTM) แสดงให้เห็นว่า เส้นใยเซลลูโลสไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสัณฐานวิทยา หรือไม่เกิดการเปื่อยยุ่ย เสียหาย

นอกจากนี้เมื่อใช้เทคนิคภาพถ่ายเอกซเรย์สามมิติจากแสงซินโครตรอน ตรวจสอบการกระจายตัวของวัสดุแผ่นบางไททาเนทในวัสดุคอมโพสิต พบว่าวัสดุแผ่นบางไททาเนทกระจายตัวอยู่ในช่องว่างระหว่างเส้นใยเซลลูโลสของกระดาษ ผลที่ได้นี้สอดคล้องกับการพิสูจน์ลักษณะด้วยกล้องประเภทอื่น ได้แก่ กล้องจุลทรรศน์แสง กล้องจุลทรรศน์แรงอะตอม และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและแบบส่องผ่าน

สำหรับวัสดุแผ่นบางไททาเนทซึ่งทำให้กระดาษสามารถทนต่อรังสีแกมมาได้นั้น เป็นวัสดุนาโนสองมิติ ชนิดหนึ่ง โดยวัสดุนาโนสองมิติเป็นวัสดุแผ่นบางๆ ที่มีความหนาระดับนาโนเมตร และเป็นวัสดุใหม่ที่ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีสมบัติที่ขึ้นกับทิศทางและความทนทานต่อสภาพที่รุนแรง อีกทั้งสามารถสังเคราะห์วัสดุดังกล่าวในรูปของสารผสมที่เรียกว่าคอลลอยด์ในน้ำได้ง่าย จึงสะดวกต่อการประยุกต์ใช้งานได้หลากหลาย

วัสดุนาโนสองมิติที่รู้จักกันดีคือกราฟีนซึ่งเป็นวัสดุที่มีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบเพียงอย่างเดียว ขณะที่ไททาเนทซึ่งใช้ในงานวิจัยนี้มีไททาเนียมและออกซิเจนเป็นส่วนประกอบ ซึ่งนักวิจัยสามารถแทนที่ไททาเนียมด้วยธาตุอื่นๆ ได้เยอะกว่ากราฟีนที่เป็นเพียงคาร์บอนอย่างเดียว จึงสามารถปรับสมบัติต่างๆ ของวัสดุได้เยอะกว่ากราฟีน องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้นอกจากนำไปพัฒนาเป็นอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีแล้ว ยังสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาชุดอวกาศและยานอวกาศที่ทนต่อรังสีในอวกาศได้ เนื่องจากชุดอวกาศและยานอวกาศนั้นเป็นพอลิเมอร์เช่นเดียวกับกระดาษ

งานวิจัยนี้ยังได้รับการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Ceramics International ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล WOS และ Scopus และได้รับการจัดระดับโดยJournal Citation Reports ในสาขา Materials Science, Ceramics ใน Quartile 1 (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 91.1 และค่า Impact Factor เท่ากับ 5.2) ด้วย

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

ปส.เร่งพัฒนาเทคโนโลยีรังสีทางการแพทย์ เพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพประชาชน

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จัดประชุมคณะอนุกรรมการการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ทางด้านการแพทย์ ครั้งที่ 1/2568 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เป็นประธานการประชุม เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในงานการแพทย์ โดยผลลัพธ์จากการประชุมนี้ จะส่งผลดีโดยตรงต่อประชาชน
ผู้ป่วย เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคสมอง ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้จะช่วยให้การวินิจฉัยแม่นยำ และการรักษามีประสิทธิภาพสูงขึ้น เพิ่มโอกาสในการรักษาหาย ลดผลข้างเคียง และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าของโครงการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับพลังงานนิวเคลียร์ รวมถึงการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยในการใช้งาน เพื่อให้โรงพยาบาลและสถานพยาบาลที่นำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้สามารถให้บริการประชาชนได้อย่างปลอดภัยและมีคุณภาพ

อีกทั้ง ที่ประชุมยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการความร่วมมือเชิงวิชาการ (Technical Cooperation THA6045) ที่ได้รับความสนับสนุนจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency : IAEA) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านรังสีวินิจฉัย เวชศาสตร์นิวเคลียร์ และรังสีรักษา เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญในสาขานี้ รองรับความต้องการของระบบสาธารณสุข และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนที่อาจต้องเดินทางไปรักษายังต่างประเทศหากขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทางในประเทศอีกด้วย

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์  ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

รร.เทพมิตรศึกษา MOU ร่วมกับประเทศแคนาดา-สิงคโปร์ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษสู่มาตรฐานสากล

วันพุธ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการกับพันธมิตรระดับนานาชาติ ประกอบด้วย กลุ่มโรงเรียนเสริมทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอาภาพัฒนา (APILS), สถาบัน Rosedale International Education จากประเทศแคนาดา และสถาบัน St. Uriel Education จากประเทศสิงคโปร์ โดยความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยให้ทัดเทียมนานาชาติในงานแถลงข่าว ณ ห้องประชุมโรงเรียนเทพมิตรศึกษา มีแขกผู้มีเกียรติจากภาครัฐและเอกชนเข้าร่วมมากมาย อาทิ นางสาวละมุญ จินกระวี รองศึกษาธิการจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอาร์ม วงศ์อำไพพิสิฐ รองประธานหอการค้าจังหวัดสุราษฎร์ธานี Mr.Marcus Lim จากสถาบัน ST.Uriel Education อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จาก APILS Ms. Marilyn Mason จากสถาบัน Rosedale International Education,Canada Mr. Ravi Kumar จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada Ms. Shannon Haldorson จากสถาบัน Rosedale International Education, Canada

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวเปิดงานโดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาษาอังกฤษในยุคปัจจุบันว่าเป็น “กุญแจสำคัญที่เปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพให้กับเยาวชนไทย” พร้อมขอบคุณพันธมิตรที่ร่วมมือกันผลักดันโครงการนี้ให้เกิดขึ้น

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาสังฆมณฑลสุราษฎร์ธานี (ศสร.) และผู้แทนผู้รับใบอนุญาตโรงเรียนเทพมิตรศึกษา กล่าวว่า การสร้างพื้นฐานทางภาษาอังกฤษที่แข็งแกร่งจะเป็นสะพานเชื่อมเยาวชนไทยสู่โอกาสใหม่ๆในระดับนานาชาติ ดังนั้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษามีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับทักษะภาษาอังกฤษให้กับเยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา ไม่เพียงเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงโรงเรียนอื่นๆ ในพื้นที่ภาคใต้ และประเทศเพื่อนบ้านที่สนใจและให้ความสำคัญกับการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพื่อให้พร้อมแข่งขันและเติบโตในเวทีระดับสากลสามารถนำภาษาอังกฤษไปใช้ได้อย่างมั่นใจในชีวิตประจำวันและการทำงาน ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้จำกัดเฉพาะนักเรียนของโรงเรียนเทพมิตรศึกษาเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับเยาวชนและประชาชนทั่วไปในจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยศูนย์เทพอาภาได้เปิดทำการแล้วตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2567

อิสรีย์ รสาเพชรสุวรรณ จากศูนย์ APILS กล่าวว่า ศูนย์ APILS มีศูนย์การเรียนรู้กว่า 8 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และได้ขยายไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อให้เด็กในต่างจังหวัด
สามารถเข้าถึงหลักสูตรภาษาอังกฤษคุณภาพสูง เป้าหมายของ APILS คือการช่วยให้นักเรียนสอบผ่านการทดสอบภาษาอังกฤษต่างๆ เช่น TOEFL และ IELTS พร้อมพัฒนาทักษะการฟัง พูด อ่าน และเขียนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยนักเรียนไทยก้าวข้าม “Threshold Concept” โดยเฉพาะเรื่องการใช้ Tense และการออกเสียงภาษาอังกฤษผ่านระบบ Phonics ซึ่งช่วยให้นักเรียนใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ

ความร่วมมือกับสถาบัน St. Uriel Education ในการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สองสำหรับครู” จะเปิดโอกาสให้ครูในเขตพื้นที่ภาคใต้ที่ต้องการพัฒนาทักษะการสอนภาษาอังกฤษ สามารถเข้าร่วมอบรมและพัฒนาตนเองได้ ศูนย์แห่งนี้จะช่วยเสริมสร้างเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษที่ทันสมัย และช่วยให้ครูสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการสอนให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างนักเรียนที่มีทักษะทางภาษาที่แข็งแกร่ง และสามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Mr. Marcus Lim จากสถาบัน St. Uriel Education กล่าวว่า สถาบันของเขามุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักเรียนและครูไทยผ่านหลักสูตรการศึกษาที่ผสมผสานระหว่างหลักสูตรไทยและหลักสูตรนานาชาติ โดยเฉพาะหลักสูตร OSSD จากสถาบัน Rosedale International Education ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก