‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

‘ผู้การฯปทุมธานี’ประสาน‘รร.สวนกุหลาบรังสิต’ ให้ความรู้ นร.รู้เท่าทัน‘ภัยไซเบอร์’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.48 น.

“ภ.จว.ปทุมธานี”เข้าพบหารือ”รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต” เพื่อประสานความร่วมมือให้ความรู้แก่นักเรียน ให้รู้เท่าทันอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime)

เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2568 ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต พล.ต.ต.ยุทธนา จอนขุน ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี , นายชาลี วัฒนเขจร ผอ.รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต , พ.ต.ท.สิรภพ บัวหลวง รอง ผกก.สส.สภ.ปากคลองรังสิต ร่วมกับคณะครู รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต ร่วมกันหารือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าบรรยายให้ความรู้แก่นักเรียนในสถานศึกษา เพื่อให้รู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cybercrime) ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

‘อธิการบดี มธ.’ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน’สังคมสูงวัย’

'อธิการบดี มธ.'ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน'สังคมสูงวัย'

‘อธิการบดี มธ.’ประกาศความพร้อม ดูแลคนไทยใน’สังคมสูงวัย’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.05 น.

“ธรรมศาสตร์”ประกาศความพร้อมดูแลคนไทยใน“สังคมสูงวัย” ด้วยการบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายคณะเป็น ONE TU เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทางด้านบริการวิชาการ-บริการสังคม “อธิการบดี”ยืนยัน มธ.มีของเยอะ งานวิจัยและนวัตกรรมเพียบ อปท.ไหนต้องการให้ซัปพอร์ต-สนใจอยากนำไปต่อยอด ให้ประสานเข้ามาพูดคุยกันผ่าน 4 ศูนย์“ท่าพระจันทร์-รังสัต-พัทยา-ลำปาง”

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ประกาศความพร้อมในการเป็นกลไกสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จัดบริการดูแลประชาชน โดยเฉพาะในสถานการณ์สังคมสูงวัย โดยเบื้องต้นหาก อปท. ใดต้องการการสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็นองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมต่างๆ ตลอดจนหลักสูตรการพัฒนาบุคลากรสุขภาพ สามารถเข้ามาพูดคุยหรือเข้ามาทำความร่วมมือกับ มธ.ได้ ผ่านทั้ง 4 ศูนย์ ได้แก่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ณ ท่าพระจันทร์ , พื้นที่ จ.ปทุมธานี ณ ศูนย์รังสิต , พื้นที่ จ.ชลบุรี ณ ศูนย์พัทยา และพื้นที่ จ.ลำปาง ณ ศูนย์ลำปาง

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวว่า บทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุในปัจจุบันจะอยู่ที่ชุมชนและหน่วยบริการระดับปฐมภูมิเป็นหลัก ซึ่งเป็นแน่นอนว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ผู้ดูแลสุขภาพ (Caregiver) อปท.ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น กทม. องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่รับการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) มาบริหารจัดการ ตลอดจนองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) และเทศบาล หากท้องถิ่นใดหรือหน่วยบริการใดต้องการการสนับสนุนทางวิชาการ งานวิจัยและนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร ฯลฯ มธ.ยินดีสนับสนุน

“ผมอยากจะเรียนว่าธรรมศาสตร์มีของเป็นจำนวนมาก ที่ผ่านมาเรามีการจัดบริการวิชาการ การจัดบริการสังคม การดูแลชุมชนผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งหากของของเราตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ก็อยากให้ท่านลองประสานเข้ามา” อธิการบดี มธ.กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า ปัจจุบัน มธ.มีงานวิจัยจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุ ทั้งในระดับบุคลากร ระดับสังคม และระดับนโยบาย ซึ่งการจะแปลงงานวิจัยไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้จริงนั้น 1.ผู้ประกอบการจะต้องเห็นประโยชน์และมีการติดต่อขอนำไปใช้ประโยชน์ ซึ่งในส่วนนี้จะเป็นการทำเป็นครั้งๆ และจบไป 2.การนำงานวิจัยที่มีประโยชน์ต่อสาธารณะไปพัฒนาต่อ โดยกรณีนี้ต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลที่เป็นผู้ที่มีทรัพยากรมากกว่า และกำหนดนโยบายในการสนับสนุนได้ 3.การที่ อปท.เห็นความสำคัญและต้องการนำงานวิจัยหรือนวัตกรรมไปใช้ดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยในส่วนนี้เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก และอยู่ในวิสัยที่จะทำงานร่วมกันได้ทันที

“เรามีงานวิจัยและนวัตกรรม ทาง อปท.มีพันธกิจในการดูแลประชาชน ฉะนั้นสิ่งสำคัญคือต้องสร้างกลไกเชื่อมโยงระหว่างท้องถิ่นกับสถาบันการศึกษาให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้องค์ความรู้หรืองานวิจัยและนวัตกรรมที่มีอยู่ถูกนำไปใช้ได้จริง และเป็นประโยชน์ต่อคนในพื้นที่จริงๆ” ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับ อปท.ทำได้ในหลายรูปแบบ ตัวอย่างหนึ่งคือเมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ธรรมศาสตร์จัดงานแสดงนวัตกรรมการป้องกันพลัดตกหกล้มในผู้สูงอายุ เราก็ได้หารือกับ กทม.ว่า เรามีงานวิจัยและนวัตกรรมประมาณนี้ ถ้า กทม.สนใจเราพร้อมพัฒนาต่อให้ กทม.ก็สนใจและได้จัดสรรงบประมาณมา สุดท้ายงานนี้ก็ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลผู้สูงอายุ กทม.เหล่านี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือที่เกิดขึ้นได้ทันที

ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับสังคมสูงวัยในอีก 10 – 15 ปีข้างหน้า ที่สัดส่วนประชากรสูงวัยในประเทศไทยจะเป็น 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องคิดกันอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แค่รัฐบาลปัจจุบัน แต่ต้องแผนระยะยาวในการขับเคลื่อน ที่ผ่านมาเรามีการพูดกันถึงประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี คำถามคือในยุทธศาสตร์เรามีพูดเรื่องพวกนี้มากเพียงใด ถ้ายังไม่พูดก็ควรต้องพูดและต้องทำตามที่เขียนเอาไว้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ'วัดร้าง เจ้าที่แรง'พระยังอยู่ไม่ได้

แฉละเอียดยิบ!!! เปิดโปงแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.30 น.

เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธฯออกโรงเปิดโปงขบวนการแก๊งคนบาป หากินกับ’วัดร้าง เจ้าที่แรง’พระยังอยู่ไม่ได้

21 พฤษภาคม 2568 นายกรณ์ มีดี หัวหน้าพรรคแผ่นดินธรรม เลขาธิการสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย  และนักเคลื่อนไหวชาวพุทธชื่อดัง  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “กรณ์ มีดี”โดยสะท้อนปัญหาของวัดร้าง ในหัวข้อ”วัดร้าง เจ้าที่แรง” ระบุว่า…

วัดในไทยมี 40,000 กว่าวัด เป็นวัดร้าง 6,000 กว่าวัด บางวัดร้างจริง บางวัดร้างเพราะเจ้าที่แรง วัดที่เจ้าที่แรง พระทั่วไปอยู่ไม่ได้ ยกเว้นเจ้าที่แปลงกายหรือส่งทีมมาเป็นเจ้าอาวาสเสียเอง แรงอย่างไร อ่านต่อในคอมเมนต์

ปัจจุบันวัดร้างบางวัดมีขบวนการอาศัยวัดทำมาหากิน วัดแบบนี้มักจะอยู่ในชุมชน แต่ถ้าจะมีพระองค์ไหนไปขออยู่ ก็จะอยู่ได้ไม่นาน ถ้าอยู่ไปนาน ก็จะเจอผู้มีอิทธิพลในพื้นที่พยายามไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น โดยใช้ทุกวิธีที่สกปรกหาทางไล่ หาทางให้เป็นวัดร้างต่อไป

เขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร

ง่ายๆ ใช้วัดแสวงหาผลประโยชน์นั่นเอง

แล้วเขาแสวงหาผลประโยชน์กันอย่างไร

คนพวกนี้ คือผู้นำชุมชน ซึ่งจะมาในรูปแบบคณะกรรมการวัด คนพวกนี้มีรูปแบบแสวงหาเงินดังนี้

ร่วมมือกันออกซองเรื่ยไรเงิน เพื่อเอามาทอดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง โดยอ้างว่ามาซ่อมกุฏิศาลา หรือเพื่อพัฒนาวัด

วิธีหาเงินของคนพวกนี้ เขาจะส่งทีมงานติดต่อตามคนสนิทคนรู้จัก เพื่อหากรรมการแต่ละสายเพื่อเอามาพิมพ์ในเอกสารในซอง (ประธานก็ 1,000 บาทมีชื่อได้ไม่จำกัด รองประธานก็ 500 มีชื่อได้ไม่จำกัด กรรมการก็ 100 บาท) เสร็จแล้วก็กระจายซองไปตามสายต่างๆเพื่อเก็บเงิน แล้วก็รวบรวมซองผ้าป่าซองกฐิน จัดทอดในวันที่กำหนดไว้ เมื่อถึงวันทอด คนพวกนี้จะนิมนต์พระจากวัดอื่นมารับผ้าป่า/กฐิน โดยจะนิมนต์มาประมาณ 5 องค์ เมื่อพระทำพิธีเสร็จ กลุ่มคนพวกนี้ก็จะถวายเงินทั้ง 5 องค์ ประมาณองค์ละ 500 บาท เสร็จแล้วก็นิมนต์พระกลับวัดเดิม
เงินที่ถวายพระก็หักจากเงินทอดผ้าป่า/กฐินนั่นแหละ

เสร็จงาน คนพวกนี้ก็จะนำเงินที่ได้มาแบ่งกัน

วัดประเภทนี้ พระจะบอกต่อๆกันว่า เจ้าที่แรง อย่าไปยุ่ง อย่าไปอยู่ อันตราย

วัดลักษณะนี้จะสังเกตุได้คือ เป็นวัดร้าง ไม่มีพระ แต่ทุกปีจะทอดกฐิน/ผ้าป่า บ้างครั้งทอดหลายๆครั้ง ถ้าใครไปขอตรวจสอบเรื่องเงิน ก็จะถูกบ่ายเบี่ยงตลอดเวลา อ้างว่า นำไปซ่อมโน้นนี่นั่นในวัดแล้วและใช้เงินหมดแล้ว ถ้ามีเจ้าหน้าที่สำนักพุทธมาสอบถามหนักขึ้น คนพวกนี้มักจะให้สมุนมาบวชแล้วอยู่ประจำวัด เพื่อเลี่ยงการปะทะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ฟังแล้วอึ้ง! เจ้าอาวาส‘วัดบ้านนอก’สะท้อนปัญหาโดน‘ตีเมืองขึ้น’ วอนพระผู้ใหญ่ช่วยด้วย

ปลดแล้ว! ‘ครูหน้ากากแบทแมน’ ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

ปลดแล้ว! 'ครูหน้ากากแบทแมน' ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

ปลดแล้ว! ‘ครูหน้ากากแบทแมน’ ชี้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ปูนบำเหน็จครู 2 คนสู้เพื่อเด็ก

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.29 น.

ปลดแล้ว!!! “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” ศธ.ฟันจริงไม่มีขู่ พร้อมปูนบำเน็จครูสู้เพื่อเด็ก

วันที่ 21 พฤษภาคม 2568  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากกรณีมีภาพชายคนหนึ่งแต่งตัวคล้ายครูมีพฤติกรรมถ่ายคลิปวิตถารอนาจารในห้องเรียนและสถานที่ต่างๆในโรงเรียนลงในสื่อโซเชียล ในภาพครูคนดังกล่าวใส่หน้ากากหมา  “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” รวมถึงมีภาพแก้ผ้าในห้องเรียน และมีพฤติกรรมพูดคุยผ่านสื่อสังคมออนไลน์กับนักเรียนในลักษณะไม่เหมาะสม ในลักษณะขอถุงเท้าและกางเกงในกับนักเรียน และยังมีภาพคลิปอีกจำนวนมาก ซึ่งเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นที่ จ.อุทัยธานี และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงไปแล้วนั้น

โฆษก ศธ. กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2568 ที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุทัยธานี-ชัยนาท ได้มีคำสั่งลงโทษปลดออกจากราชการ กรณี “ครูคอสเพลย์หน้ากากหมา” แล้ว และได้แจ้งให้ครูคนดังกล่าวมารับทราบแล้ว ว่ามีคำสั่งจากที่ประชุม อ.ก.ค.ศ. ครั้งที่ 7/2568 ที่ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของครูคนดังกล่าว เป็นกรณี “ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” ตามมาตรา  94 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  อ.ก.ค.ศ. และ ก.ค.ศ. จึงมีมติให้ลงโทษ “ปลดออกจากราชการ” ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 

ในห้วงเวลาที่ผ่านมาแม้จะมีเรื่องที่ข้าราชการในสังกัด ศธ.กระทำผิดวินัยหรือกระทำผิดทางอาญา แต่ขอยืนยันว่า จะไม่ปล่อยผ่านในยุคนี้อย่างแน่นอน เพราะเป็นเรื่องที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญอย่างมากและกำชับให้เร่งติดตามอย่างใกล้ชิด จนสามารถดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้จบสิ้นกระบวนการได้ภายในเวลา 2 เดือน นับเป็นมาตรฐานใหม่ของศธ.ในการจัดการด้านวินัยได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ก็อยากให้กรณีนี้เป็นอุทาหรณ์แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกๆคน จากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมทั้งทางทุจริต ประพฤติมิชอบ การคุกคาม การใช้ความรุนแรง หรือ กรณีทำผิดใด ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อทางร่างกายและสภาพจิตใจของบุคคลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้เรียนของเรา ศธ.จะไม่ยอม หากตรวจสอบแล้วพบว่ามีการกระทำผิดจริง ศธ.จะดำเนินการจนถึงที่สุด 

และในขณะเดียวกันก็เป็นกำลังใจให้ครูดีทุกๆคนที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อเด็กนักเรียน และเราก็ทำให้เห็นว่า “คนทำผิดต้องถูกลงโทษ ในขณะที่ถ้าคนทำดีก็ต้องได้รับการตอบแทน” จึงขอให้ทุกคนตระหนักและพึงระลึกอยู่เสมอว่า มีสายตามากมายจับจ้องอยู่ จึงต้องมีสติก่อนกระทำการทุกอย่างที่ไม่สมควร และจงตักเตือนกันเมื่อพบเห็นสิ่งไม่เหมาะสม ก่อนที่จะสายเกินในการทิ้งอนาคตในชีวิตข้าราชการ

“สิ่งสำคัญที่น่ายกย่องที่สุดจากกรณีนี้ คือ มีคุณครูลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องนักเรียนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครูเปี่ยมล้น ความมุ่งมั่นแน่วแน่นี้ ส่งผลให้ สพฐ.พิจารณา “ปูนบำเหน็จเลื่อนขั้นเงินเดือน” ให้แก่ครูกล้าหาญทั้ง 2 ท่านที่ยืนหยัดสู้กับความไม่ถูกต้อง สุดท้ายนี้ ขอเป็นกำลังใจให้ครูน้ำดีทุกคนที่มีความปรารถนาดีต่อผู้เรียนอย่างไม่มีเงื่อนไข ขอให้ตั้งใจทำความดีต่อไปสมกับหัวใจความเป็นครู” โฆษก ศธ. กล่าว

ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

ศธ.เล็งตั้งสหกรณ์กลางระดับภูมิภาค ทางเลือกให้ครูกู้เงินสหกรณ์ดอกเบี้ยต่ำ

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาของ ศธ. เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมระดมความคิดเห็น แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการมีส่วนร่วมของสหกรณ์ ว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู โดยเตรียมหารือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเสนอแก้ไขระเบียบสหกรณ์บางตัวให้มีความยืดหยุ่น เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูได้ดียิ่งขึ้น

ขณะนี้การทำงานแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา ระหว่างสหกรณ์ออมทรัพย์ครู และ ศธ.มีความใกล้ชิดกันค่อนข้างมาก ทุกสหกรณ์ฯให้ความร่วมมือกับการแก้ไขปัญหา ช่วยลดดอกเบี้ยให้เหลือร้อยละ 4.75 และยังพบว่า มีบางสหกรณ์ฯ สามารถลดดอกเบี้ยลงได้ต่ำกว่า ร้อยละ 4.75 เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งถือเป็นเรื่องดี นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งสหกรณ์กลางขึ้นในแต่ละภูมิภาค เพื่อให้สมาชิกมีทางเลือกมากู้สหกรณ์ในแต่ละภูมิภาค มีโอกาสเลือกกู้ในสหกรณ์ที่มีดอกเบี้ยต่ำที่สุด  ทั้งนี้ การจัดตั้งสหกรณ์กลางจะต้องหารือ กับกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อข้อแก้ระเบียบบางตัว เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาหนี้สินครู  ต้องยอมรับว่า การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูให้มีความรวดเร็ว ต้องได้รับความร่วมมือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย โดยเฉพาะการขอปรับแก้ระเบียบบ้างตัว“ รมช.ศธ. กล่าวและว่า ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการจัดตั้งสหกรณ์กลางนั้น คงไม่สามารถบอกได้  เพราะการดำเนินการไม่ได้อยู่ที่ศธ.ฝ่ายเดียว แต่ต้องมีการหารือรายละเอียดร่วมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ด้วย  ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้ครูวิกฤตนั้น พบว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างดี ที่สำคัญยังพบว่า ครูที่เป็นหนี้หลายราย กล้าที่จะเดินเข้ามาหาสถานีแก้หนี้ครูด้วยตัวเอง เพื่อให้ช่วยเจรจากับเจ้าหนี้ ในการขอลดดอกเบี้ย หรือขอขยายระยะเวลาการชำระหนี้ เพื่อให้สามารถมีเงินเหลือใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

สพป.พิษณุโลก เขต 2 จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางการศึกษาส่งเสริมประชาธิปไตย

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งเสริมประชาธิปไตย – ดร.ผกาภรณ์ พลายสังข์ ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 นายกิตติพงษ์ โปร่งเจริญ นางนุชนาถ ชัยพันธุ์ น.ส.สุริณี วัฒนศรีทานัง รอง ผอ.สพป.พิษณุโลก เขต 2 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดพิษณุโลก เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมประชาธิปไตย และการเสริมสร้างพลเมืองในสถานศึกษา พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ในที่ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมดินทอง 1 สพป.พิษณุโลก เขต 2

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

มทร.ธัญบุรี เปิดรับสมัครพนักงานมหาวิทยาลัย สร้างโอกาสคนรุ่นใหม่ ร่วมพัฒนานวัตกรรมเพื่อชาติ

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ครั้งที่ 1/2568 รวมทั้งหมด 61 อัตรา โดยแบ่งเป็นตำแหน่งอาจารย์ในสายวิชาการ 35 อัตรา และตำแหน่งสายสนับสนุน 26 อัตรา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจหลักของมหาวิทยาลัยในการผลิตบัณฑิตนวัตกรและพัฒนางานวิจัยที่ตอบโจทย์สังคม

สำหรับตำแหน่งอาจารย์ในสายวิชาการ เปิดรับทั้งผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท ด้วยอัตราเงินเดือนเริ่มต้น 26,250 บาท และระดับปริญญาเอก ที่ได้รับเงินเดือนเริ่มต้น 31,500 บาท พร้อมเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอกเดือนละ 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 ปี ส่วนตำแหน่งสายสนับสนุน เปิดรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 19,500 บาท และปริญญาโท เงินเดือนเริ่มต้น 22,750 บาท

มทร.ธัญบุรีให้ความสำคัญกับสวัสดิการพนักงานมหาวิทยาลัย โดยมีกองทุนพนักงานมหาวิทยาลัยที่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลสำหรับครอบครัว ค่าการศึกษาบุตร และค่าประกันอุบัติเหตุ นอกจากนี้ ยังมีระบบบำนาญหลังเกษียณแบบข้าราชการ และสนับสนุนเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครึ่งหนึ่งเมื่อพนักงานมหาวิทยาลัยเป็นสมาชิก พร้อมทั้งมีกองทุนส่งเสริมการวิจัยเพื่อสนับสนุนอาจารย์ในการทำงานวิชาการและตีพิมพ์ผลงานระดับนานาชาติ ตลอดจนกองทุนพัฒนาบุคลากรเพื่อยกระดับทักษะและตำแหน่งทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง

สามารถสมัครออนไลน์ได้ที่ https://rmutt.thaijobjob.com/ ตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. – 5 มิ.ย.68 (ปิดรับสมัครเวลา 16.30 น.) การเปิดรับสมัครครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาการศึกษาและนวัตกรรม เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

จุฬาฯ นำวงดนตรีไทยเยาวชน ‘ChulaThaiYO’ โชว์ศักยภาพที่ญี่ปุ่น

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ นำคณะจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเดินทางไปยังกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10–11 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เพื่อสนับสนุนภารกิจของวงมหาดุริยางค์ไทยเยาวชนแห่งจุฬาฯ ChulaThaiYO” ซึ่งได้ร่วมแสดงดนตรีไทยในงาน 25th Thai Festival Tokyo เทศกาลไทยที่ใหญ่ที่สุดในต่างประเทศ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 200,000 คน

การแสดงของวง ChulaThaiYO ในครั้งนี้ ได้รับเสียงชื่นชมจากผู้ชมทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะ กลุ่มวัยรุ่นชาวญี่ปุ่น ที่ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมอย่างคึกคัก หลายคนเข้ามาร่วมชมการแสดงด้วยความตั้งใจ ถ่ายรูป แชร์คลิปบนโซเชียล และเข้าพูดคุยกับนิสิตอย่างเป็นกันเอง สะท้อนถึงเสน่ห์ของดนตรีไทยที่เข้าถึงใจคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

โดยวง ChulaThaiYO ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของจุฬาฯ และประเทศไทยในการเผยแพร่อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมสู่สากล ผ่านเสียงดนตรีที่เปี่ยมด้วยความประณีต ความพร้อมเพรียง และความสร้างสรรค์ โดยมี รศ.ดร.ยุทธนา ฉัพพรรณรัตน์ รองอธิการบดี ผศ.ดร.วิชฏาลัมพก์ เหล่าวานิช ผู้ช่วยอธิการบดีด้านศิลปวัฒนธรรม และ ดร.สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดงดนตรีไทย ร่วมเดินทางเพื่อสนับสนุนภารกิจในครั้งนี้

อพวช.เปิดกิจกรรม ‘ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44’

อพวช.เปิดกิจกรรม 'ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44'

อพวช.เปิดกิจกรรม ‘ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เปิดโลกการเรียนรู้ – นายถิรพงศ์ เกียรตินันทน์ ผู้อำนวยการสำนักบริการผู้เข้าชม อพวช. เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ค่ายเปิดโลกการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สานใจไทย สู่ใจใต้ รุ่นที่ 44” ภายใต้ “โครงการสานใจไทย สู่ใจใต้” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา มาร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ ทักษะ ประสบการณ์การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ผ่านกิจกรรมค่ายการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ พร้อมสร้างแรงบันดาลใจด้านวิทยาศาสตร์ ภายในพื้นที่ของพิพิธภัณฑ์ของ อพวช. โดยมีเยาวชนจำนวน 320 คน เข้าร่วม ณ อพวช. ต.คลองห้า จ.ปทุมธานี

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

ปลุกนักธุรกิจสายยั่งยืน เปิดหลักสูตร ‘IBEs Driving Green Innovation’ เร่งสปีด SMEs ไทยสู่ตลาด ‘นวัตกรรมสีเขียว’

วันพุธ ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับกลุ่มบริษัทซีพี และเครือข่ายพันธมิตร เปิดพื้นที่ร่วมอบรมและบ่มเพาะผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอีรายย่อย ให้พร้อมปรับตัวและขับเคลื่อนธุรกิจสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยนวัตกรรมสีเขียว ในหลักสูตร “IBEs Driving Green Innovation” หลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการให้ได้รับทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ทันที และพร้อมเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศบนฐานของความยั่งยืนในอนาคต โดยผู้ที่สนใจสามารถลงทะเบียนสมัครเรียนหลักสูตรฯได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้ – 23 พฤษภาคม 2568

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA กล่าวว่า ท่ามกลางบริบทของเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัวจากวิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ภูมิอากาศ และพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีในประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยการให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมสีเขียวมาปรับใช้กับธุรกิจ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงสร้างความแตกต่างในตลาด ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

จากแนวทางดังกล่าวจึงนำมาซึ่งความร่วมมือในการพัฒนาหลักสูตร “IBEs Driving Green Innovation” เพื่อมุ่งเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะกลุ่มรายย่อยให้พร้อมที่จะปรับตัวและเปลี่ยนแปลงองค์กรให้สามารถเติบโตในยุคที่นวัตกรรมและโซลูชันสีเขียวกำลังเป็นทางเลือก และสร้างโอกาสใหม่ทางการเติบโตได้จริง ตลอดจนขับเคลื่อนธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรมได้อีกด้วย

หลักสูตรดังกล่าวออกแบบมาโดยมุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 1.การพัฒนาศักยภาพเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยให้สามารถคิดอย่างเป็นระบบและออกแบบนวัตกรรมได้อย่างเหมาะสมกับบริบทธุรกิจของตน 2.การจับคู่ธุรกิจ ขยายเครือข่ายกับพาร์ทเนอร์และนักลงทุน พร้อมรับคำปรึกษาจากเมนทอร์ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี ธุรกิจ และการเงิน เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 3.การเชื่อมโยงไปสู่โอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชนที่เข้าใจในแนวคิดธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด ทั้งนี้ผู้เข้าอบรมจะได้รับทั้งองค์ความรู้ เครื่องมือ และประสบการณ์เชิงปฏิบัติที่จะสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรได้ทันที และพร้อมเป็นพลังใหม่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศบนฐานของความยั่งยืนในอนาคต” ผู้อำนวยการ NIA กล่าว