‘อสส.’ทำ MOU ‘ก.อุดมศึกษาฯ’ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

'อสส.'ทำ MOU 'ก.อุดมศึกษาฯ' ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

‘อสส.’ทำ MOU ‘ก.อุดมศึกษาฯ’ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.00 น.

อสส.ทำ MOU ก.อุดมศึกษาฯ ส่งเสริมการเรียนรู้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์แบบเปิด พัฒนาบุคลากรเสริมสร้างความรู้ด้านกฎหมายแก่สังคมไทย

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2568 ที่ห้องรับรอง ชั้น 9 สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ นายไพรัช พรสมบูรณ์ศิริ อัยการสูงสุด (อสส.) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างสำนักงานอัยการสูงสุดกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

นายไพรัช อัยการสูงสุด กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) โดยเน้นการพัฒนารายวิชาออนไลน์ในรูปแบบการศึกษาแบบเปิด (MOOC) ซึ่งสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีคุณภาพ และเหมาะสมกับบริบทของสังคมยุคดิจิทัล ความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับข้าราชการฝ่ายอัยการ บุคลากรของสำนักงานอัยการสูงสุด บุคลากรในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานภาครัฐ และประชาชนทั่วไป โดยเนื้อหาวิชาเน้นไปที่ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในสังคมประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติธรรม นอกจากนี้ ความร่วมมือยังครอบคลุมถึงการวิจัย พัฒนา และใช้นวัตกรรมด้านการเรียนรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพของระบบการศึกษาทางไกลให้เป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับสากล โดยมีสถาบันนิติวัชร์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภายในของสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ร่วมขับเคลื่อนตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าวในฐานะหน่วยงานที่มุ่งมั่นพัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างต่อเนื่อง

ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนากำลังคนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องลงทุนในทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้และทักษะที่สอดคล้องกับการทำงานและการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 รวมถึงส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะเพื่ออนาคต โดยการพัฒนากลไกและมาตรการเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มพูนสมรรถนะใหม่ๆ รองรับอาชีพที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีของโลก และเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงาน ในยุคที่สังคมและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเข้าถึงความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ทางกฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสิทธิ หน้าที่ และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน เผยแพร่สู่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้สนใจได้อย่างกว้างขวาง สำหรับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม การเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์นี้จะเป็นช่องทางสำคัญในการพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสามารถสะสมหน่วยกิตในระบบคลังหน่วยกิตเพื่อการพัฒนาวิชาชีพในอนาคต

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กับสำนักงานอัยการสูงสุด ในครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการเผยแพร่ความรู้ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมผ่านระบบการศึกษาออนไลน์ที่ทันสมัย อันจะนำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายแก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

– 006

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

มทร.รัตนโกสินทร์ เผยผลสำรวจชนชั้นกลางในเขตเมือง ค้านการทำคาสิโนถูกกฎหมายในไทย

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.27 น.

ชนชั้นกลางในเขตเมืองของประเทศไทยมากกว่าร้อยละ 80 คัดค้านการทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ผลสำรวจเผยถึงการต่อต้านอย่างลึกซึ้งในเชิงวัฒนธรรมและจิตวิทยา

ท่ามกลางการถกเถียงอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการทำให้คาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย ผลสำรวจล่าสุดที่มุ่งเน้นกลุ่มชนชั้นกลางในเขตเมืองพบว่า มากกว่าร้อยละ 80  ของผู้ตอบแบบสอบถามแสดงจุดยืนคัดค้านการตั้งคาสิโนที่ถูกกฎหมายในประเทศอย่างชัดเจน สะท้อนถึงการต่อต้านอย่างรุนแรงในระดับวัฒนธรรมและจิตวิทยาต่อประเด็นนี้

การสำรวจนี้ดำเนินการโดย Associate Professor Dr. Akera Ratchavieng Dr. Nutteera Phakdeephirot และ Dr. Songyu Jiang จากวิทยาลัยผู้ประกอบการสร้างสรรค์นานาชาติรัตนโกสินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ โดยทำการสำรวจในพื้นที่จังหวัด กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ นครราชสีมา และลพบุรี เก็บรวบรวมแบบสอบถามจำนวน 420 ชุด ประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นข้าราชการ พนักงานบริษัท บุคลากรด้านการศึกษาและการแพทย์ รวมถึงผู้ประกอบอาชีพอิสระ กลุ่มตัวอย่างมีระดับการศึกษาค่อนข้างสูง ระดับปริญญาตรีและโท บางและระดับปริญญาเอก

ผลการสำรวจพบว่าเพียงร้อยละ 9.8 ของผู้ตอบแบบสอบถามที่แสดงการสนับสนุนหรือสนับสนุนโดยมีเงื่อนไขต่อการทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ในขณะที่ร้อยละ 6.0 แสดงท่าทีเป็นกลาง ผู้ที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่แสดงความกังวลหลายประการ ได้แก่ ความเสี่ยงของการติดการพนัน ความปั่นป่วนของระเบียบสังคม การเสื่อมโทรมของสุขภาพจิต และผลกระทบเชิงลบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวและค่านิยมของเยาวชน ในขณะเดียวกัน ความเชื่อทางศาสนาก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญ ผู้ตอบบางรายกล่าวว่า ประเทศไทยในฐานะที่นับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไม่ควรส่งเสริมกิจกรรมการพนันซึ่งขัดต่อหลักศีลธรรมพื้นฐาน

“การทำให้คาสิโนถูกกฎหมาย ไม่ใช่การทำให้ทันสมัย แต่เป็นความเสื่อมถอยทางจิตวิญญาณ” อดีตครูเกษียณรายหนึ่งเขียนในแบบสอบถาม ทนายความอาวุโสรายหนึ่งกล่าวว่า “ศาสนาพุทธไม่ได้ต่อต้านความทันสมัย แต่การพนันขัดต่อศีลธรรมพื้นฐานโดยตรง” การวิเคราะห์เชิงอารมณ์เผยให้เห็นภาพลึกของจิตใจผู้ตอบแบบสอบถาม โดยพบว่าอารมณ์ด้านลบ เช่น “ความกังวล” “ความต่อต้าน” และ “ความกลัว” เป็นอารมณ์ที่โดดเด่นในกลุ่มตัวอย่าง ในขณะที่อารมณ์เชิงบวกอย่าง “ความตื่นเต้น” และ “ความอยากรู้อยากเห็น” มีสัดส่วนน้อย  สามารถสังเกตได้ว่า กลุ่มที่แสดงท่าทีเป็นกลางก็มีแนวโน้มทางอารมณ์เชิงลบอย่างเด่นชัด เป็นลักษณะของ “การคัดค้านโดยปริยาย”

การสำรวจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญตามเพศและสถานภาพสมรส กล่าวคือ เพศหญิง ผู้ที่แต่งงานแล้ว และกลุ่มวัยกลางคนมีแนวโน้มคัดค้านการทำให้คาสิโนถูกกฎหมายค่อนข้างมาก ในขณะที่ผู้ตอบแบบสอบถามยังมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อ “ความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์” เมื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปิดคาสิโนในกรุงเทพฯ พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามมีอัตราการคัดค้านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการรับรู้เชิงพื้นที่ต่อการสร้างทัศนคติ แม้จะอยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะนำรายได้จากคาสิโนไปใช้ในด้านการศึกษาและสาธารณสุข แต่ร้อยละ 64.3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังคงยืนยันว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงทัศนคติของตน ผลการสำรวจนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มชนชั้นกลางส่วนใหญ่เห็นว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไม่อาจทดแทนต้นทุนทางจริยธรรมและสังคมได้ ดร. กำไล เลาหพัฒนาเลิศ อาจารย์มหาวิทยาลัยและเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้แสดงความคิดเห็น โดยเน้นย้ำถึงการชั่งน้ำหนักผลดีและผลเสียในการเปิดคาสิโน หากไม่สามารถควบคุมได้ อาจส่งผลเสียถึงเยาวชนและสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นสถาบันที่สำคัญของสังคม

จากการสำรวจครั้งนี้กล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในเขตเมืองได้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ละเอียดรอบคอบมากขึ้น รัฐบาลไม่ควรเน้นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว และควรแนวทาง “กำหนดนโยบายโดยยึดโครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นหลัก” พร้อมสนับสนุนให้ดำเนินการผ่านการศึกษาวิจัยและการนิยามขอบเขตอย่างมีเหตุผล แทนที่จะเลือกใช้การกดดันหรือการเปิดเสรีคาสิโนอย่างไร้ทิศทางและปราศจากการควบคุม “เมื่ออยู่ระหว่างทางเลือกของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและคุณค่าทางสังคม ชนชั้นกลางมีแนวโน้มจะเลือกคุณค่าทางสังคม” “การทำให้ถูกกฎหมายไม่ควรเป็นเพียงการคำนวณทางการคลัง แต่ควรเป็นการสะท้อนถึงการยอมรับทางวัฒนธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม”

บทสรุปจากการสำรวจสามารถกล่าวได้ว่า ชนชั้นกลางในไทยแสดงออกถึงทัศนคติแบบอนุรักษนิยมเชิงเหตุผลที่มีความซับซ้อน คือแม้จะเข้าใจผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังคงให้ความสำคัญกับการสืบทอดวัฒนธรรมและจริยธรรมทางสังคมมากกว่า ทัศนคติเช่นนี้ไม่เพียงแต่เป็นข้อมูลอ้างอิงด้านความคิดเห็นสาธารณะสำหรับการตัดสินเชิงนโยบายเกี่ยวกับคาสิโนในอนาคตของไทยเท่านั้น แต่ยังมอบมุมมองเชิงจิตวิทยาสังคมที่มีคุณค่าให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อเผชิญกับประเด็นในลักษณะเดียวกันด้วย

-(016)

งดงาม! ซ้อมใหญ่’พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

งดงาม! ซ้อมใหญ่'พระราชพิธีพืชมงคลฯ' ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

งดงาม! ซ้อมใหญ่’พระราชพิธีพืชมงคลฯ’ ปี 68 มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.31 น.

วันที่ 6 พฤษภาคม 2568 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดซ้อมใหญ่งานพระราชพิธีพืชมงคล จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ  ณ ท้องสนามหลวง โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ทำหน้าที่พระยาแรกนา พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง-เทพีคู่หาบเงิน เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2568 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

สจล. – มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ร่วมมือส่งเสริมอาชีพครอบครัวคนพิการ

สจล. - มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ร่วมมือส่งเสริมอาชีพครอบครัวคนพิการ

สจล. – มูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ ร่วมมือส่งเสริมอาชีพครอบครัวคนพิการ

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ส่งเสริมอาชีพ – รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ได้ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ กับมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ โดยพลเอกจิรศักดิ์ บุตรเนียร รองประธานมูลนิธิปัญพัฒน์เพื่อคนพิการ (รักษาการแทนประธานกรรมการ) ในโครงการส่งเสริมอาชีพครอบครัวคนพิการอย่างยั่งยืนแบบองค์รวม และร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนทุกภาคส่วนในระบบนิเวศของกฎหมายจ้างงานคนพิการ ให้สามารถร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ด้านนวัตกรรม งานวิจัย และทรัพย์สินทางปัญญา ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในสังคม

มมส สืบสานประเพณีฮีตเดือน 5 จัดพิธีสรงน้ำ ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส สืบสานประเพณีฮีตเดือน 5 จัดพิธีสรงน้ำ ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

มมส สืบสานประเพณีฮีตเดือน 5 จัดพิธีสรงน้ำ ‘พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก’

วันอังคาร ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “ฮีตเดือน 5 สรงน้ำพระ สักการะบูชา พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย อาจารย์ทม เกตุวงศา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม และนำผู้บริหาร บุคลากร นิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ประชาชนชาวจังหวัดมหาสารคาม ร่วมงาน ณ บริเวณหน้าหอพระ สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง)

ก่อนเริ่มพิธี ประธานในพิธีได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งขบวนอัญเชิญเครื่องสักการะ ดอกไม้ และน้ำสรง บริเวณอาคารอเนกประสงค์ 50 ปี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีขบวนฟ้อนรำจากนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ และขบวนกลองยาวจากวงศิลป์อีสาน โดยนิสิตวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ แห่เครื่องสักการะไปยังหอพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก เพื่อถวายปัจจัยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา (ต้นเงินจากแต่ละคณะ/หน่วยงาน) พระครูวินัยวรญาณ ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม(ธ)เจ้าอาวาสวัดป่าศรัทธาธรรมวิทยา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์

จากนั้น ได้ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์สมโภช “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ตามลำดับพิธี ประกอบด้วย พิธีสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก บนหอพระ พิธีอาราธนาพระเจ้าลงสรง ณ มณฑลพิธีด้านหน้าหอพระ พิธีบายศรีสู่ขวัญพระเจ้า (ตามแนวโบราณ) และพิธีรวมน้ำศักดิ์สิทธิ์สรงพระ ก่อนปิดท้ายด้วยการแสดงฟ้อนรำสักการะสมโภช โดย คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ตลอดจนประชาชนทั่วไป ที่มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมกันสรงน้ำพระพุทธกันทรวิชัยฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2524 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ และ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ มายังมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาสารคาม (ในขณะนั้น) เพื่อทรงเททองหล่อพระพุทธรูป โดยมี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (วาสนมหาเถระ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และได้พระราชทานนามว่า “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” พร้อมทั้งพระราชทานพระปรมาภิไธยย่อ “ภปร” ประดับบนผ้าทิพย์ด้านหน้าขององค์พระ ต่อมาในวันที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2524 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีพุทธาภิเษก และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ณ หอประชุม มศว มหาสารคาม

ปัจจุบัน “พระพุทธกันทรวิชัย อภิสมัยธรรมนายก” ได้ประดิษฐานอย่างสง่างาม ณ หอพระ ข้างสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (เขตพื้นที่ในเมือง) และในโอกาสเดียวกัน จังหวัดมหาสารคามได้จัดสร้างพระพุทธกันทรวิชัยจำลอง ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อพระราชทานแก่จังหวัดและหน่วยราชการในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างทั่วถึง รวมทั้งสร้างจำลองอัญเชิญประดิษฐาน ณ มณฑลพิธีหน้าศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม และประดิษฐานบริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองมหาสารคามจนถึงปัจจุบัน

เหล่าทัพพร้อมใจ! ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

เหล่าทัพพร้อมใจ! ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ'พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว'

เหล่าทัพพร้อมใจ! ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ’พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 14.45 น.

เหล่าทัพพร้อมใจ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568

เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 4 พฤษภาคม 2568 ที่ท้องสนามหลวง กองทัพบก โดยกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ ยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในวันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม 2568 โดยทำการยิงพร้อมกันทั้ง 3 เหล่าทัพ เวลา 12.00 น. ณ ท้องสนามหลวง โดยจัด 1 กองร้อยปืนใหญ่ยิงสลุต ใช้ปืนใหญ่เบากระสุนวิถีราบ แบบ 80 ขนาด 75 มิลลิเมตร จำนวน 4 กระบอก ทำการยิงตามจังหวะของเพลงสรรเสริญพระบารมี จำนวน 21 นัด จังหวะ 5 วินาที ทีละกระบอก นับรอบจากขวาไปซ้าย ใช้เวลายิงทั้งหมด 1 นาที 40 วินาที

ที่ป้อมวิไชยประสิทธิ์ พระราชวังเดิม กองทัพเรือ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร กองทัพเรือ โดย กองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ทำการยิงสลุตหลวง ด้วยปืนใหญ่ขนาด 76/40 มม.จำนวน 21 นัด เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล

ที่อุทยานการบินกองทัพอากาศ กองทัพอากาศ โดยกรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน จัดพิธียิงสลุตหลวง จำนวน 21 นัด ถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล เมื่อ วันที่ 4 พฤษภาคม 2568

วันฉัตรมงคล (4 พฤษภาคม ของทุกปี) เป็นวันที่ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม 2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปี

การยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณเพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำหรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ โดยคำว่า “สลุต” นั้นมาจากรากศัพท์ของคำว่า “Salutio” ในภาษาลาติน

สำหรับในประเทศไทย การยิงสลุตครั้งแรกเกิดขึ้นที่ ป้อมวิไชยเยนทร์ หรือ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ซึ่งตั้งอยู่ภายใน กองบัญชาการกองทัพเรือพระราชวังเดิม ในปัจจุบัน ซึ่งในขณะนั้นตรงกับรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

– 006

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี2568

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี2568

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี2568

วันอาทิตย์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.39 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ประกอบพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี2568

4 พฤษภาคม 2568 เวลา 09.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหาร  ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2568 โดยมี ศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมในพิธี ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 4 – 9 พฤษภาคม 2568 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญศิษยานุศิษย์และสาธุชน ร่วมงานฉลองบรรลุธรรมหลวงปู่ไต้ฮง ประจำปี 2568  สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) เพื่อความเป็นสิริมงคล ชมการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) และ รับประทานสาคูสิริมงคล (อี๊)  โดยมูลนิธิฯ จัดเตรียมบริการเฉพาะบรรจุถุงให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับบ้านเท่านั้น  ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.01 น.

‘ศุภชัย’ชี้ ‘มหาวิทยาลัย’ไม่ใช่แค่‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้อง‘ลงไปอยู่ในใจชุมชน’ สร้างโอกาสใหม่ เป็นศูนย์กลางแก้ปัญหา 

เมื่อวันที่ 3 พ.ค.2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วย รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตนได้ลงพื้นที่มอบนโยบาย ในหัวข้อ “การนำ อววน. เพิ่มศักยภาพพื้นที่ จ.ภูเก็ต” ในโอกาสลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต ติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนงานด้าน อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน. ) เมื่อวันที่2พ.ค.ที่ผ่านมา โดยมี พญ.เพชรดาว โต๊ะมีนา ที่ปรึกษา รมว.การอุดมศึกษาฯ นายสุวิทย์ พันธ์เสงี่ยม รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผศ.ดร.หิรัญ ประสารการ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต  ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) นางสาวปัทมา แจ้งใจ ผู้จัดการโครงการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์  ดร.พรสรรค์ โรจนพานิช รองผู้อํานวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ(องค์การมหาชน) รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ ผู้อำนวยการหน่วยภารกิจยุทธศาสตร์ อววน. การพัฒนาเศรษฐกิจไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)  ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ผู้ประกอบการ และสื่อมวลชน ให้การต้อนรับ ซึ่งจากสถานการณ์แนวโน้มและการเปลี่ยนแปลงสําคัญของโลก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการอุดมศึกษาและการพัฒนากําลังคน ทั้งเรื่องรูปแบบวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเป็นแบบหลายช่วง (Multistage Life) การเปลี่ยนโครงสร้างประชากรซึ่งประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) รวมถึงแนวโน้มความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัล ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์ทางการศึกษาและการจ้างงานในรูปแบบใหม่ สู่กลุ่มผู้เรียนบบ Non-age group บทบาทการอุดมศึกษาในการขับเคลื่อนเป้าหมายประเทศจึงจำเป็นต้องมีการกําหนดยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาอุดมศึกษาออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย 1.พัฒนาศักยภาพคน (Capacity Building) 2.ส่งเสริมระบบนิเวศวิจัยอุดมศึกษา (Research Ecosystem Building) และ 3.จัดระบบอุดมศึกษาใหม่ (Higher Education Transformation) 

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า มุ่งเน้นนโยบายหลัก (Flagship Policies) ที่ครอบคลุม 3 มิติ ประกอบด้วย 1.ด้านการจัดการศึกษา มุ่งเน้นการผลิตกําลังคนตามความต้องการของประเทศ 2.ด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรม และบริการวิชาการ โดยกลไกการส่งเสริมความร่วมมือในการวิจัยและบริการวิชาการ การนําผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และสร้างผู้ประกอบการใหม่ การเคลื่อนย้ายแลกเปลี่ยนบุคลากร และการดึงดูดบบุคลากรความสามารถสูงจากต่างประเทศมาร่วมดําเนินการวิจัยและนวัตกรรมตามความต้องการของประเทศ และ  3.ด้านการบริหารจัดการ มุ่งเน้นให้เกิดธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา การยกระดับคุณวุฒิและตําแหน่งวิขาการอาจารย์ Digital Transformation และการปฏิรูประบบการเงินให้เกิดประสิทธิภาพและความคุ้มค่า นอกจากนี้ จําเป็นต้องมีกฎหมายและเครื่องมือสนับสนุนในการขับเคลื่อนการอุดมศึกษาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ

ผู้ช่วยรมว.อว. กล่าวด้วยว่า หัวใจของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคต คือการเตรียมคนไทยให้พร้อมกับศตวรรษที่ 21 และการใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้กับประเทศ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ภายใต้แนวคิดว่ามหาวิทยาลัยและหน่วยงานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ ‘แหล่งสอนหนังสือ’ แต่ต้องเป็นศูนย์กลางของการแก้ปัญหาและสร้างโอกาสใหม่ให้กับชุมชน และเพื่อให้ทุกอย่างเกิดขึ้นจริง กระทรวง อว. จึงมุ่งเน้นการปฏิรูป 3 ด้าน คือ ระบบบริหาร กฎหมาย และงบประมาณ เพื่อให้สถาบันในพื้นที่มีอิสระในการคิด แต่มีความรับผิดชอบในการลงมือทํา 

“นี่คือ Transformation Code ที่จะพาเราสู่ Thailand 5.0 อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวง  อว. ได้มีการผลักดันในเรื่อง ‘University Holding Company’ หรือ ‘บริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัย’ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างใหม่ในการบริหารจัดการธุรกิจนวัตกรรม จากงานวิจัยและองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัย” โดยมีเป้าหมายให้เป็นสะพานนวัตกรรมที่ต่อยอดองค์ความรู้ของมหาวิทยาลัยสู่เศรษฐกิจจริง กระทรวง อว. มุ่งเน้นให้มหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่เพียงในรั้ว แต่ ‘ลงไปอยู่ในใจของชุมชน’ ให้ได้จริง เป็นพื้นที่ที่สร้างนวัตกรรมที่ใช้ได้จริง เปิดกว้างสําหรับทุกวัย และเป็นระบบการศึกษาที่เปิดให้คนเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต” นายศุภชัย กล่าว

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญรัชกาลที่ 5

วันเสาร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.37 น.

สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร จัดพิธีปั้มเหรียญนำฤกษ์เหรียญที่ระลึก เหรียญรัชกาลที่ 5 ประจำปีพุทธศักราช 2568

วันที่ 3 พฤษ ภาคม 2568 มีรายงานว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 26 เม.ย. 68 เวลา 10.49 น.ณ  โรงงานปั๊มเหรียญพุทธสำเร็จ คลองพระอุดม อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานีพระครูสุวรรณโชติวุฒิ (หลวงพ่อตี๋) วัดหูช้าง จ.นนทบุรี เป็นประธานสงฆ์พิธีปั๊มเหรียญนำฤกษ์ “เหรียญพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)”

มี พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ บัณฑิตย์ นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเตรียมทหาร และ ดร.โสภิต พิสิษฐบรรณกร ประธานที่ปรึกษาสมาคมฯ พร้อมด้วยคณะ ร่วมในพิธีจัดสร้างขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมอบให้แด่ผู้ที่มีจิตศรัทธาและร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของสมาคมฯ ซึ่งมีภารกิจในการให้การสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของนักเรียนเตรียมทหาร และโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และจะครบรอบปีที่ 33ในวันที่ 8 พ.ค. 68

หลังจากนี้จะนำเหรียญไปทำพิธีที่สำคัญอีก 2 วาระ

วาระที่ 1 พิธีเจริญเมตตาภาวนา ในวันพุธที่ 21 พ.ค.68 เวลา 17.15 น. ณ พระอุโบสถวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร  มีท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระมหารัชมงคลมุนี (ธงชัย ธมฺมธโช) เป็นประธานในพิธีฯ

วาระที่ 2 พิธีพุทธาภิเษกในวันพฤหัสบดีที่ 5 มิ.ย.68 เวลา 14.00 น. ณ ที่พักสงฆ์ธรรมอุทยาน “หลวงปู่ศิลา สิริจันโท ป. (เปรียญ) (ธ.)” อ.เมืองกาฬสินธุ์ มีพระเกจิ และพระเถราจารย์ภาคอีสานเข้าร่วมพิธีฯ ดังนี้

1. พระราชวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา สิริจันโท) วัดพระธาตุหมื่นหิน จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธานในพิธีฯ

2.พระราชวชิรปัญญาภรณ์ (พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปญโญ) วัดพุทธวนาราม (วัดป่าวังน้ำเย็น) จ.มหาสารคาม

3. พระราชวัชราวิทยาคม (พระอาจารย์ต้อม) วัดท่าสะแบง จ.ร้อยเอ็ด

4. พระครูโสภณวินัยวัฒน์ (หลวงปู่เวิน คุเณสโก) วัดบูรพาโคกเครือ จ.กาฬสินธุ์

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนกิจการของสมาคมฯ จะเปิดรับบริจาคผ่านระบบออนไลน์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 พ.ค. 2568 
 
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊คเพจ “สมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนเตรียมทหาร”

สั่งจองออนไลน์ผ่านลิงค์ https://forms.gle/uQiK4qcqFgu1CUHL8
 

คิกออฟ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน ‘สังคมสูงวัย’

คิกออฟ TU Care & Ageing Society 'ธรรมศาสตร์' ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน 'สังคมสูงวัย'

คิกออฟ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ ประกาศความพร้อม เป็นกำแพงพิงหลังใน ‘สังคมสูงวัย’

วันศุกร์ ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

มธ. เปิดโครงการ “TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย” ประกาศ ระดมทรัพยากรทั้งมหา’ลัย เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้บริการวิชาการ-บริการสังคม ดูแลประชาชนรับมือสังคมผู้สูงอายุ พร้อมเปิดแผนปฏิบัติการเฟสแรก จับมือ ‘จ.ปทุมธานี’ กำหนดพื้นที่ sandbox ยกระดับกำลังคนด้านสุขภาพ คลี่คลาย Pain Point นทำงานด่านหน้า-ชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันประชาชน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานแถลงข่าว KICK OFF โครงการ TU Care & Ageing Society ‘ธรรมศาสตร์’ เพื่อนร่วมทางสังคมสูงวัย เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 ประกาศความพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลประชาชนและรับใช้สังคมท่ามกลางสถานการณ์ความท้าทายสังคมสูงวัย ด้วยการบูรณาการทรัพยากรจากหลากหลายคณะและหน่วยงานเป็นหนึ่งเดียวตามค่านิยม ONE TU เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนทางด้านบริการวิชาการ บริการสังคม ตลอดจนการสื่อสารสังคม ณ มิวเซียมสยาม กรุงเทพมหานคร (กทม.) โดยมีสื่อมวลชนและผู้ที่สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อน และคาดการณ์กันว่าในอีก 10-15 ปีข้างหน้า ประชากรไทยราว 1 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด หรือประมาณ 20 ล้านคนจะเป็นผู้สูงอายุ เมื่อสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นในขณะที่อัตราการเกิดใหม่ลดต่ำลง ประเทศไทยก็จะมีประชากรวัยทำงานน้อยลงตาม ซึ่งจะส่งผลต่อกำลังการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย นำไปสู่ความท้าทายทางการคลัง การจัดเก็บภาษี การพัฒนาประเทศ การจัดสวัสดิการให้ประชาชน ฯลฯ

ทั้งนี้ หากวิเคราะห์กันตามสถิติ ในอนาคตอีก 10-15 ปีข้างหน้า นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและเข้าสู่โลกของการทำงาน จะต้องเหนื่อยกว่าคนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะจากสัดส่วนประชากรบ่งชี้ว่า นอกจากเขาจะต้องดูแลชีวิตของตัวเองแล้ว เขายังจะต้องหารายได้สำหรับดูแลผู้สูงอายุ รวมไปถึงการทำหน้าที่พลเมืองอย่างจ่ายภาษีให้กับภาครัฐ

“นี่จึงนับเป็นความจำเป็นเร่งด่วนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่ต้องพัฒนาทักษะให้กับนักศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้พวกเขามีความเข้มแข็งมากที่สุด และในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อประชาชน ธรรมศาสตร์มีหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงต่อโจทย์ใหญ่ของประเทศ เราจึงยินดีอย่างยิ่งที่จะระดมสรรพกำลัง ตลอดจนทรัพยากร เพื่อเข้ามาเป็นกำแพงพิงหลังให้กับประชาชนในการรับมือกับปัญหานี้    ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าว

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวต่อไปว่า นอกเหนือจากความโดดเด่นด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งถือเป็นจุดแข็งและเป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยแล้ว ทุกวันนี้ธรรมศาสตร์กล้าที่จะประกาศว่าเรามีความเป็นเลิศและเข้มแข็งในทุกกลุ่มสาขาวิชา ซึ่งภายใต้ภารกิจ TU Care & Ageing Society กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพจะเข้ามาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมฝ่ามรสุมสังคมสูงวัย โดยมีทรัพยากรในระดับโครงสร้าง อาทิ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติฯ ที่กำลังอัพเกรดเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยให้ได้ถึง 1,000 เตียง ศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ ศูนย์ให้การดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายแห่งแรกของประเทศที่ให้การดูแลโดยโรงเรียนแพทย์ โครงการ EEC Md บนเนื้อที่กว่า 585 ไร่ ที่จะนำไปสู่ The Health and Wellness Innopolis และจะเป็นต้นแบบ Medical Valley ของประเทศ ศูนย์พัฒนาธุรกิจและการดูแลสังคมสูงอายุ (ABCD Centre) ฯลฯ ที่ให้การสนับสนุน

รศ. ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวถึงรายละเอียดโครงการ TU Care & Ageing Society ตอนหนึ่งว่า ภายใต้โครงการจะมีการผสานความเป็นธรรมศาสตร์ลงไปเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ ผ่านทั้งการให้บริการวิชาการ การให้บริการสังคม การฝึกอบรมพัฒนาทักษะต่างๆ และการสื่อสารสังคม โดยในปี 2568 ซึ่งเป็นเฟสแรกของการดำเนินโครงการ ธรรมศาสตร์จะทำงานร่วมกับ จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยมี ACTION PLAN ดังนี้

ในระดับนโยบาย ธรรมศาสตร์จะให้บริการวิชาการ โดยจับมือกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี (อบจ.ปทุมธานี) กำหนดพื้นที่ Sandbox แสวงหาความต้องการตลอดจน Pain Point การดูแลผู้สูงอายุระดับชุมชน จากทั้งผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าและชุมชน จากนั้นจะนำความต้องการดังกล่าวเข้าสู่เวทีสนทนานโยบาย หรือ Policy Dialogue เพื่อตกผลึกเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายให้กับ อบจ.ปทุมธานี และเป็นโจทย์ให้ธรรมศาสตร์นำทรัพยากรเข้าไปสนับสนุนการแก้ไขปัญหาต่อไป

ในระดับพื้นที่ ธรรมศาสตร์จะนำองค์ความรู้ คณาจารย์ และงานวิจัย เข้าไปสร้างคน กล่าวคือจะสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากร จ.ปทุมธานี ในการดูแลผู้สูงอายุ Up-Skill ให้ผู้ที่มีบทบาทดูแลผู้สูงอายุในชุมชนโดยตรง อาทิ Care-giver, กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ตลอดจนการให้องค์ความรู้-การเตรียมความพร้อมสำหรับดูแลผู้สูงอายุพื้นฐานให้กับประชาชนในชุมชน ด้วยหลักสูตรที่กลุ่มสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้ออกแบบ

ขณะเดียวกัน ธรรมศาสตร์ทราบดีว่าผู้ปฏิบัติงาน-เจ้าหน้าที่ด่านหน้า มีความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน โครงการจะเข้าไปสนับสนุนการจัดกระบวนการเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจ ช่วยปลุกไฟให้กับผู้ดูแล ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้สูงอายุต่อไป พร้อมกันนี้ภายใต้โครงการ TU Care & Ageing Society ยังจะสนับสนุนให้เกิดการสื่อสารสังคม และขยายความร่วมมือไปยังเครือข่ายสื่อมวลชน เพื่อช่วยกันบอกเล่าความสำเร็จ โมเดลต้นแบบ และดอกผลการทำงาน และนวัตกรรมต่างๆ ทั้งในส่วนของธรรมศาสตร์ และ จ.ปทุมธานี เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในสังคม และสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานให้กับชุมชนอื่นๆ ในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป