‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน  ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

‘ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์’ในโรงเรียน ดูแลสุขภาพนักเรียน‘กรุงเทพฯ-ปริมณฑล’

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยถึงการลงพื้นที่โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2568 ที่ผ่านมา เพื่อติดตามการให้บริการ “ห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์” ซึ่งที่นี่เป็นโรงเรียนนำร่องแห่งแรกของประเทศ โดยนำระบบการแพทย์ทางไกล (tele-medicine) เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้นักเรียนที่มีอาการเจ็บป่วยได้รับการดูแลวินิจฉัยจากแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ โดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)ไม่เสียค่าใช้จ่าย

สำหรับโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัยได้ให้บริการดังกล่าวตั้งแต่กลางปี 2567 โดยรูปแบบบริการ นักเรียนจะได้พบแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น Clicknic ของบริษัท คลิกนิกเฮลท์ จำกัด หนึ่งในผู้ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลฯ ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการกับ สปสช. โดยจะจัดส่งผู้ช่วยพยาบาลให้ประจำที่ห้องพยาบาลของโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่ให้บริการเบื้องต้นทั้งซักประวัติและประเมินอาการเบื้องต้น ก่อนส่งต่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยผ่านระบบออนไลน์ รวมทั้งให้บริการหัตถการเบื้องต้นในกรณีประสบเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการจัดคันทยารักษาอาการทั่วไป 42 กลุ่มโรคไว้ที่ห้องพยาบาล แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยต้องใช้ยานอกเหนือจาก 42 กลุ่มโรค จะมีการจัดส่งยาไปให้ที่บ้าน ภายใต้การดูแลและให้คำแนะนำโดยเภสัชกร ซึ่งผลจากการติดตามในครั้งนี้นับว่าโครงการฯ ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ช่วยให้นักเรียนเข้าถึงบริการได้ซึ่งจากการนำระบบการแพทย์ทางไกลมาประยุกต์ในห้องพยาบาลโรงเรียน ทำให้นักเรียนได้พบแพทย์ ได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตรงประเด็น

อีกทั้งยังช่วยลดการใช้ยาเกินจำเป็น เพราะนักเรียนบางคนมีอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย เพียงปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ อาการก็ดีขึ้นได้ และการมีห้องพยาบาลที่มีมาตรฐานบริการ ยังเป็นประโยชน์อย่างมากในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน หรือเกิดอุบัติเหตุ ที่ทำให้เกิดบาดแผลและเสียเลือดมาก ผู้ช่วยพยาบาลก็จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะการห้ามเลือด ที่ลดความรุนแรงและอันตรายจากการเสียเลือดมาก ก่อนส่งต่อโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาจนอาการปลอดภัยในที่สุด

“ขณะนี้มีโรงเรียน 110 แห่งแล้วที่นำระบบนี้มาใช้ แต่นโยบายของ สปสช. อยากให้มีการขยายเพิ่มเติมไปในจังหวัดต่างๆ ในโรงเรียนที่มีความพร้อมที่จะจัดตั้งห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์นี้ได้ ซึ่งโรงเรียนที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ สปสช. เขตพื้นที่ หรือติดต่อผ่าน สายด่วน สปสช. 1330 และจะมีการหารือร่วมกันในการจัดต้องห้องพยาบาลในโรงเรียน” รองเลขาธิการ สปสช. กล่าว

นายนีล นิลวิเชียร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คลิกนิกเฮลท์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ Clicknic ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลในห้องพยาบาลโรงเรียนแล้ว 110 แห่งในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล จำนวนการรับบริการขึ้นอยู่กับขนาดของโรงเรียน โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 10-11 คน/วันสำหรับโรงเรียนขนาดกลาง แต่หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีการรับบริการเฉลี่ย 16-17 คน/วัน

ซึ่งบริษัทตั้งเป้าว่าภายในปีนี้จะขยายให้ได้ถึง 200 โรงเรียน ในพื้นที่ปริมณฑลที่มีความพร้อม ทั้งใน จ.สมุทรปราการจ.นครปฐม เป็นต้น โดยโรงเรียนที่ Clicknic ให้บริการระบบการแพทย์ทางไกลในห้องพยาบาล จะมีการส่งผู้ช่วยพยาบาลไปประจำในโรงเรียนทุกแห่ง เพราะในการรับบริการนั้นไม่ใช่แค่พบแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำแผล หยิบยาให้ผู้ป่วยตามคำสั่งแพทย์ นอกจากนี้ผู้ช่วยพยาบาลจะได้รับการอบรมแนวทางปฏิบัติในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินว่าต้องทำอย่างไร

“ในช่วงเปิดเทอมที่กำลังจะมาถึงนี้ ผู้ช่วยพยาบาลยังจะให้บริการด้านสุขภาพจิตกับนักเรียนเพิ่มเติม ตั้งแต่รับฟังปัญหา คัดกรองสุขภาพจิต รวมทั้งการส่งต่อเพื่อพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์ทาง Video Call เพื่อให้การวินิจฉัยและให้คำปรึกษาต่อไป บริการด้านสุขภาพจิตหรือจิตเวชนั้น ได้มีการให้บริการระยะหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนผู้หญิง จึงได้หารือกับ สปสช. ในการเพิ่มเติมบริการนี้ในห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่ง สปสช. ก็ยินดีให้การสนับสนุน” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คลิกนิกเฮลท์ฯ ระบุ

ดร.เบญจมาภรณ์ บุญมา รองผู้อำนวยการโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย กล่าวว่า การมีห้องพยาบาลอิเล็กทรอนิกส์ในโรงเรียนนั้นเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้นักเรียนเข้าถึงการรักษาได้ ทั้งกรณีเจ็บป่วยไม่สบาย หรือประสบอุบัติเหตุต่างๆ ส่วนที่จะเพิ่มเติมบริการด้านสุขภาพจิตนั้นก็เป็นบริการที่ดี ซึ่งปัญหาความเครียดในเด็ก ส่วนมากคือความกดดันในการเรียน ถูกรังแก ถูกเปรียบเทียบ หรือด้วยภาวะอารมณ์วัยรุ่นต่างๆ บางคนก็แก้ปัญหาไม่ถูก

“การที่มีบริการให้คำปรึกษาโดยผู้ประกอบวิชาชีพสาธารณสุข จะพูดคุยกับนักเรียนได้ดีกว่า ทำให้เด็กเปิดใจที่จะพูดคุยมากขึ้นได้ ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหา นอกจากบริการด้านจิตเวชแล้ว อยากให้ สปสช. หรือ Clicknic จัดอบรมด้านการให้ความช่วยเหลือหรือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เพราะจะเป็นประโยชน์สำหรับเด็ก ทั้งยังสามารถนำความรู้นี้กลับไปใช้นอกโรงเรียนได้ด้วย” รอง ผอ.โรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัย กล่าว

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’ ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’  ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

สิทธิบัตรทอง‘เครื่องล้างไตอัตโนมัติ’ ช่วยผู้ป่วยเด็กไม่ขาดโอกาสทางการศึกษา

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พญ.ณัฐิดา พงศ์วิไลรัตน์ กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคไต โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก กล่าวถึงการล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องอัตโนมัติ (APD) ซึ่งเป็นหนึ่งสิทธิประโยชน์การดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือ บัตรทอง 30 บาท ว่า การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ประโยชน์หลักๆ คือช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมที่ผู้ป่วยล้างไตทางหน้าท้อง (CAPD) ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไต 4 ครั้งต่อวัน แต่การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้ ทำให้การเปลี่ยนถ่ายน้ำล้างไตเหลือเพียง 1 ครั้งต่อวันเท่านั้น

ทั้งยังเป็นการล้างไตขณะนอนหลับในช่วงเวลากลางคืน ทำให้เมื่อตื่นเช้ามาและช่วงเวลากลางวันผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตและทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติเหมือนคนอื่นทั่วไป นอกจากนี้ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ การล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัติเพียง 1 ครั้งต่อวัน ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไตได้ หากเปรียบเทียบกับการล้างไต CAPD.

รวมถึงการควบคุมเรื่องน้ำและของเสียต่างๆในร่างกายที่ทำได้ดีกว่าวิธีฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไตทุกวัน ส่งผลให้ปริมาณของเสียในร่างกายคงที่ ขณะการฟอกเลือดปริมาณของเสียในร่างกายจะมีปริมาณขึ้นๆ ลงๆ ทำให้ผู้ป่วยบางวันมีภาวะตัวบวมขึ้นได้ ทั้งนี้ ในฐานะกุมารแพทย์โรคไตซึ่งดูแลรับผิดชอบผู้ป่วยเด็กโรคไตทั้งใน จ.พิษณุโลก และจังหวัดอื่นๆ ในเขตสุขภาพที่ 2 ทำให้เห็นผลกระทบต่อเด็กที่มีภาวะไตวายเรื้อรังซึ่งต้องขาดเรียน

ซึ่งจะส่งผลต่อเด็กในระยะยาวได้ ทั้งเรียนไม่ทันทำให้สอบไม่ได้ และทำให้ขาดโอกาสเหมือนเพื่อนๆ แต่วันนี้เมื่อมีสิทธิประโยชน์ล้างไตด้วยเครื่องอัตโนมัตินี้ ทำเด็กกลุ่มนี้สามารถกลับไปเรียนหนังสือและได้ใช้ชีวิตในช่วงกลางวันเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ได้ เป็นสิ่งที่ดีมากๆ ทำให้เด็กมีความสุขมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งปัจจุบันเครื่องมีเมนูภาษาไทย ทำให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น ดังนั้นในกรณีเด็กในวัยเรียนหากมีภาวะที่ต้องรับการบำบัดทดแทนไต อยากแนะนำให้ใช้วิธีล้างไตทางหน้าท้องด้วยเครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้

“ขอบคุณ สปสช. ที่มีสิทธิประโยชน์ที่ดีๆ นี้ ดีกับคนไข้โรคไตดีกับคุณหมอโรคไต และดีกับทุกๆ คน ตั้งแต่ยุคนโยบายล้างไตช่องท้องทางเลือกแรก (PD Frist) จนถึงปัจจุบันที่มีสิทธิประโยชน์เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ทำให้คนไข้ โดยเฉพาะเด็กในวัยเรียนสามารถไปเรียน หรือใช้ชีวิตในช่วงกลางวันได้แทบเหมือนคนปกติทั่วไป และอยากแนะนำให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังพิจารณาการล้างไตด้วยวิธีนี้ดู” พญ.ณัฐิดา กล่าว

ด้าน นางวรรณวิไล อนุรักษ์วัฒนะ พยาบาลหน่วยไตเทียม โรงพยาบาลพุทธชินราช กล่าวว่า ที่โรงพยาบาลมีคนไข้เด็กจำนวนมากที่ต้องล้างไต การใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติเป็นทางเลือกที่ดี เพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 3 ครั้ง เพื่อฟอกไต จึงอยากให้ผู้ป่วยที่จะเลือกวิธีฟอกเลือดให้ลองดูวิธีล้างไตทางหน้าท้อง หรือใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัตินี้ดูเพราะหากทำตามขั้นตอนไม่ต้องกังวลเรื่องการติดเชื้อ ทั้งยังสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องการเดินทาง สามารถมีสุขภาพที่แข็งแรงได้เหมือนผู้ป่วยที่ใช้วิธีการฟอกเลือด

“สำหรับเครื่องล้างไตอัตโนมัติมองว่าได้ สร้างความสะดวกให้กับผู้ป่วยไม่ต้องกลับบ้านหรือหาสถานที่เปลี่ยนน้ำยาล้างไตในช่วงกลางวันอย่างแต่เดิมอีกอย่างไรก็ดีก่อนผู้ป่วยจะออกจากโรงพยาบาล พยาบาลจะให้คำแนะนำในเรื่องอาหารที่คนไข้ทานได้และทานไม่ได้ พร้อมแนะนำวิธีการใช้เครื่องล้างไตอัตโนมัติ ซึ่งผู้ป่วยสามารถโทรติดต่อพยาบาลได้หากมีปัญหาการใช้งาน และบางครั้งพยาบาลเองก็จะโทรติดตามอาการผู้ป่วยอยู่ตลอดเช่นกัน ดังนั้นผู้ป่วยจึงไม่ต้องกังวล” นางวรรณวิไล กล่าว

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ  นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

ผลิต‘ซิลิกา’ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรม‘มจธ.’พลิกโฉมอุตสาหกรรมไทย

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ซิลิกา (Silica)” เป็นวัตถุดิบสำคัญในหลายอุตสาหกรรมของไทย ตั้งแต่ยางรถยนต์ เครื่องสำอาง เวชภัณฑ์ อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ทำให้มีความต้องการใช้สูงมาก อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถผลิตได้เพียง 40% ของความต้องการ ส่วนที่เหลือยังต้องนำเข้าด้วยต้นทุนที่สูง ซึ่งได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การพัฒนาแหล่งผลิตซิลิกาภายในประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการลดการพึ่งพาการนำเข้า สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทยบนเวทีโลก

จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้ ผศ.ดร.สิริลักษณ์เจียรากร อาจารย์ประจำคณะพลังงานสิ่งแวดล้อมและวัสดุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนากระบวนการสกัดไบโอซิลิกาบริสุทธิ์สูงจากแกลบข้าว ด้วยเทคนิคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและไร้สารเคมีตกค้าง เพื่อนำของเหลือจากภาคการเกษตรอย่างแกลบซึ่งมีปริมาณมหาศาลมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัตถุดิบที่มีศักยภาพสูง

โดยแกลบข้าวเป็นวัสดุที่มีซิลิกาสูงถึง20-25% ทำให้ได้รับความสนใจในเชิงอุตสาหกรรมมานาน แต่วิธีการสกัดซิลิกาแบบดั้งเดิมมักใช้กระบวนการเผาที่อุณหภูมิสูงร่วมกับสารเคมีเข้มข้นเช่น กรดไฮโดรคลอริก กรดซัลฟิวริก และกรดไนตริก แม้ว่าจะให้ซิลิกาบริสุทธิ์สูง แต่ก็มีข้อเสียในแง่ของการใช้พลังงานสูง สารเคมีตกค้าง และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

งานวิจัยครั้งนี้จึงมีเป้าหมายหลักคือการพัฒนา Green Silica Extraction หรือกระบวนการสกัดไบโอซิลิกาที่ลดการใช้พลังงานและเลี่ยงการใช้สารเคมีที่เป็นอันตราย ทำให้ได้ซิลิกาบริสุทธิ์สูงแต่ไม่สร้างมลพิษ โดยการใช้กระบวนการทางชีวภาพแทนสารเคมี ด้วยวิธีการหมักแกลบด้วยจุลินทรีย์ธรรมชาติ ซึ่งทำให้ได้ซิลิกาที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 96-97% ปราศจากสารเคมีตกค้าง

“กระบวนการนี้เริ่มจากการเอาแกลบมาหมักกับจุลินทรีย์ พด.1 ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ชีวภาพที่กรมพัฒนาที่ดินแจกให้กับเกษตรกร ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในแกลบตามธรรมชาติ พอหมักได้ที่แล้วก็นำไปล้างและเผาที่อุณหภูมิควบคุม ทำให้ได้ไบโอซิลิกาออกมาเป็นผงละเอียดขนาดอนุภาคอยู่ที่ 60-200 ไมครอน และมีพื้นที่ผิวประมาณ 148 ตารางเมตรต่อกรัม ซึ่งตรงตามมาตรฐานที่ใช้ในอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเวชสำอาง ที่ต้องการวัตถุดิบปลอดภัยสูง” ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าว

ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าวต่อไปว่า นวัตกรรมนี้ช่วยลดต้นทุนการผลิตและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากกระบวนการผลิตซิลิกาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไบโอซิลิกาที่สกัดได้มีค่าคาร์บอนฟุตพริ้นท์เพียง 0.17 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (kgCO2e) ซึ่งต่ำกว่ากระบวนการผลิตซิลิกาแบบดั้งเดิมถึง 30 เท่า นอกจากนี้ ต้นทุน
การผลิตยังอยู่ในระดับที่ต่ำ เฉลี่ยประมาณ 100 บาทต่อกิโลกรัม (ในระดับนำร่อง) แต่สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมที่ต้องการซิลิกาเกรดสูง

เช่น เครื่องสำอางและเวชสำอาง ซึ่งในตลาดปัจจุบันมีราคาขายอยู่ที่ 1,000-3,000 บาทต่อกิโลกรัม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของกระบวนการนี้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรหากประเทศไทยสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนี้ให้เข้าสู่ระดับอุตสาหกรรม จะช่วยลดการนำเข้าซิลิกาจากต่างประเทศ สนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก

ปัจจุบัน งานวิจัยนี้อยู่ในขั้นตอนของการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับภาคเอกชนและวิสาหกิจชุมชน โดยมีการพัฒนารูปแบบการผลิตในระดับนำร่อง (Pilot Scale) ซึ่งสามารถขยายสู่ระดับอุตสาหกรรมได้ทันที โรงงานที่สนใจสามารถนำเทคโนโลยีนี้ไปปรับใช้กับกระบวนการผลิตของตนได้โดยอาศัยเครื่องจักรที่มีอยู่แล้ว เช่น เตาเผาและหม้อหมัก ทำให้ไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มมากนักนับเป็นโอกาสสำคัญสำหรับภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ซิลิกาจากแหล่งวัตถุดิบที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก ด้วยผลผลิตมากกว่า 30 ล้านตันต่อปี ส่งผลให้มีแกลบเหลือใช้สูงถึง 8 ล้านตันต่อปี หากสามารถนำแกลบเพียง 10% มาใช้ประโยชน์ จะสามารถผลิตไบโอซิลิกาได้มากถึง 200,000 ตันต่อปีซึ่งเพียงพอต่อการลดการนำเข้าและรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตอย่างเครื่องสำอาง เภสัชกรรม และอุตสาหกรรมยาง

จุดเด่นของเทคโนโลยีการสกัดไบโอซิลิกานี้คือ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนการผลิตต่ำ และช่วยลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้ถึง 30 เท่า ซึ่งเปิดโอกาสให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตไบโอซิลิกาในภูมิภาคเอเชีย ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมภายในประเทศ ลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ สอดคล้องกับ แนวทางเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ประเทศกำลังมุ่งหน้าไป

“ของเหลือ…อาจไม่ใช่ของไร้ค่าเสมอไปแกลบที่ถูกมองข้ามมานาน วันนี้กลายเป็นวัตถุดิบแห่งอนาคต ที่อาจเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นผู้นำด้านซิลิกาสีเขียวของโลก” ผศ.ดร.สิริลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

‘ศ.ดร.บังอร’นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย’BTU สงกรานต์ Family’

'ศ.ดร.บังอร'นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย'BTU สงกรานต์ Family'

‘ศ.ดร.บังอร’นำทัพ! พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย’BTU สงกรานต์ Family’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.00 น.

“ศ.ดร.บังอร”นำผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา มกธ. – สถาบันการศึกษาในเครือ พร้อมใจร่วมอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย “BTU สงกรานต์ Family” ด้วยความสุข สนุกสนาน และอบอุ่น

วันที่ 30 มีนาคม 2568 ศ.ดร.บังอร เบ็ญจาธิกุล อธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี (มกธ.) เป็นประธานในงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ “BTU สงกรานต์ Family” ประจำปี 2568 โดยมี รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อาจารย์ ดร.ณัชชา ชัยรุ่งเรือง ผู้อำนวยการบริหารโรงเรียนสาธิตกรุงเทพธนบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร ตัวแทนนักศึกษาไทยทั้งภาคปกติ ภาคสมทบ ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก เช่น หม่อมหลวงปุญยนุช ดุลยจินดา คุณเยาวเรศ ชินวัตร นักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์ ดุษฎีบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ และนักศึกษาโครงการทุนดาราศิลปินและสื่อมวลชน เป็นต้น ตลอดจนนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งศิษย์เก่าจากทุกคณะทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี และสถาบันการศึกษาในเครือเข้าร่วมในงานดังกล่าวอย่างพร้อมเพรียง เพื่ออนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทยตามขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้ดำรงอยู่สืบไป

กิจกรรมงานสืบสานประเพณีสงกรานต์ดังกล่าว ผู้บริหาร คณาจารย์ และนักศึกษาพร้อมใจแต่งกายสีสันสดใสในธีม colorful และชุดไทยประยุกต์อย่างสวยงาม เพื่อสะท้อนคุณค่าอัตลักษณ์ความงดงามอย่างไทย อีกทั้งยังมีกิจกรรมสรงน้ำพระพุทธรูป  พร้อมรดน้ำขอพรจากอธิการบดี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ยังจัดกิจกรรมสังสรรค์นันทนาการ เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ร่วมกันของบุคลากรอีกด้วย เช่น กิจกรรมการประกวดแฟชั่นโชว์ กิจกรรมการออกบูธอาหารและเครื่องดื่มของคณะต่างๆ เป็นต้น

การสืบสานประเพณีสงกรานต์ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีจัดขึ้นดังกล่าว ยังถือเป็นพันธกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยประการหนึ่งในด้านการส่งเสริมคุณค่าศิลปวัฒนธรรมและประเพณีไทย และยังเสริมสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านวัฒนธรรมไทยแก่นักศึกษาต่างชาติที่ศึกษาในมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรีอีกด้วย ทั้งนี้ คณะและหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมกันจัดอาหาร ขนมไทย และเครื่องดื่มไว้ให้บริการสำหรับผู้ที่มาร่วมกิจกรรมดังกล่าวด้วยบรรยากาศแห่งความสุข สนุกสนาน และอบอุ่น ณ อาคารศูนย์ปฏิบัติการ การโรงแรมและการท่องเที่ยว ชั้น 2 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

‘ศธ.- สอศ.’เร่งติดตาม‘2 นศ.ฝึกงาน’วิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด ติดในซาก‘ตึกถล่ม’

30 มีนาคม 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แสดงความห่วงใยต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ทำให้อาคาร สตง. ถล่ม โดยมีนักศึกษาฝึกงานจากวิทยาลัยเทคนิคร้อยเอ็ด 2 ราย คือ นายศักดิ์ชัย สุมาลี และนายวรวุฒิ ตรีวุฒิ นักศึกษา ระดับชั้น ปวช.2/4 แผนกวิชาช่างไฟฟ้ากำลัง สูญหายภายในอาคารพร้อมทีมช่างไฟฟ้าอีก 4 คน ยังมีความหวังในการช่วยชีวิตผู้ประสบเหตุ เนื่องจากเจ้าหน้าที่กู้ภัยตรวจพบสัญญาณชีพจรจากบริเวณที่คาดว่าผู้สูญหายติดอยู่

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ สอศ. กล่าวว่า ทีมกู้ภัยยังคงเร่งค้นหาผู้ประสบเหตุอย่างต่อเนื่อง แต่ต้องทำงานอย่างระมัดระวังเนื่องจากโครงสร้างอาคารยังเสี่ยงต่อการถล่มซ้ำ นักศึกษาทั้งสองกำลังฝึกงานกับห้างหุ้นส่วนจำกัด สมใจ เจ้บุ๋ม การไฟฟ้า มีกำหนดฝึกงาน 1 ภาคเรียน (มีนาคม-กันยายน 2568) โดยดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วน ทั้งใบคำร้อง หนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง และหนังสือตอบรับจากสถานประกอบการ โดยนักศึกษาได้ติดต่อฝึกงานผ่านญาติที่ทำงานในสถานประกอบการดังกล่าว

ทั้งนี้ วิทยาลัยได้ทำประกันอุบัติเหตุหมู่ให้กับนักศึกษาทุกคน ครอบคลุมการเสียชีวิตทุกกรณี วงเงิน 100,000 บาท โดย สอศ. พร้อมให้การสนับสนุนทุกด้านเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วที่สุด

‘กระทรวงวัฒนธรรม’เร่งสำรวจโบราณสถานทั่วประเทศหลัง‘แผ่นดินไหว’

‘กระทรวงวัฒนธรรม’เร่งสำรวจโบราณสถานทั่วประเทศหลัง‘แผ่นดินไหว’

‘กระทรวงวัฒนธรรม’เร่งสำรวจโบราณสถานทั่วประเทศหลัง‘แผ่นดินไหว’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

รัฐบาลสั่งประเมินความเสียหาย‘มรดกชาติ’ ล่าสุด‘กระทรวงวัฒนธรรม’เร่งสำรวจโบราณสถานทั่วประเทศหลัง‘แผ่นดินไหว’พร้อมให้จัดทำแผนการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง

30 มีนาคม 2568 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ ทุกส่วนราชการเดินหน้าฟื้นฟูผลกระทบอย่างเร่งด่วน ในทุกมิติ โดยนางสาว สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวง ฯ ให้เร่งสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอาคารสถานที่ราชการ แหล่งโบราณสถาน โบราณคดี และทรัพย์สินทางวัฒนธรรมทั่วประเทศ เพื่อจัดทำแผนบูรณะฟื้นฟูให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดต่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของชาติ และสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสำรวจความเสียหายโดยละเอียด โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนัก เพื่อให้สามารถจัดลำดับความสำคัญและกำหนดมาตรการฟื้นฟูได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศเฝ้าระวัง สำรวจ และรายงานข้อมูลความเสียหายโดยเร็วที่สุด เพื่อให้สามารถวางแผนบูรณะซ่อมแซมได้อย่างครอบคลุม นอกจากนี้ ยังได้เตรียมแนวทางดูแลบุคลากรด้านศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงศิลปินแห่งชาติ ศิลปินพื้นบ้าน และผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมวัฒนธรรมที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติครั้งนี้

สำหรับแหล่งโบราณสถานและโบราณคดี กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้เร่งสำรวจและจัดทำบัญชีรายชื่อสถานที่ที่ได้รับผลกระทบ พร้อมระบุระดับความเสียหายและแนวทางฟื้นฟูให้เป็นระบบ โดยรายงานดังกล่าวจะถูกเสนอให้รัฐบาลพิจารณาจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการบูรณะในระยะเร่งด่วน

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ต้องส่งต่อให้คนรุ่นหลัง การบูรณะครั้งนี้จะดำเนินการอย่างรอบคอบ มีประสิทธิภาพ และยั่งยืนทั้งนี้ สามารถแจ้งข้อมูลความเสียหายของโบราณสถานในพื้นที่ได้ที่กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม หรือสายด่วน วธ. 1765 เพื่อให้การฟื้นฟูเป็นไปอย่างทั่วถึงและรวดเร็วที่สุด” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่อาสาสมัครทหารพราน-จนท.บาดเจ็บ

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่อาสาสมัครทหารพราน-จนท.บาดเจ็บ

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯนราธิวาส เชิญสิ่งของพระราชทานมอบแก่อาสาสมัครทหารพราน-จนท.บาดเจ็บ

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.36 น.

29 มีนาคม 2568 เมื่อเวลา 13.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ ว่าที่ร้อยตรี ตระกูล โทธรรม ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เชิญดอกไม้​และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ จ่าสิบเอกสถิตพงศ์  บัวสกัด และอาสาสมัครทหารพราน อารียะ อาหวัง เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่กองร้อยทหารพรานที่ 4914 หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 49 เหตุเกิดบริเวณมัสยิดบ้านเมาะตูรอ หมู่ที่ 2 บ้านจะแนะ ตำบลจะแนะ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส  

การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแก่เจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ราย รวมถึงครอบครัว อย่างหาที่สุดมิได้

ประกาศวันเลือกตั้ง ‘นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 24 เมษายนนี้

ประกาศวันเลือกตั้ง 'นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ' 24 เมษายนนี้

ประกาศวันเลือกตั้ง ‘นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 24 เมษายนนี้

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.20 น.

ประกาศวันเลือกตั้ง ‘นายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ’ 24 เมษายนนี้

เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2568 พลตำรวจตรี ธงชัย ขำสุวรรณ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศเรื่องให้มีการเลือกตั้งนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯระบุว่า ด้วยนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์พร้อมคณะที่ดำรงตำแหน่งในวาระ 2565 – 2568 จะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2568 จะต้องมีการเลือกตั้งนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ คนใหม่เข้ามาบริหารงานแทน ในวาระ 2568-2571

อาศัยอำนาจตามความในข้อบังคับพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2553 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2561 ข้อ 12 วรรค 2 ข้อ 13 ข้อ 23 ข้อ 24 และมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 จึงประกาศวันเลือกตั้งนายกพุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์วาระ 2568 – 2571 ดังต่อไปนี้

1. วันเลือกตั้ง วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2568 เวลา 04.30 – 16.30 น.

2.  สถานที่เรียกตั้งท้องประชุมหลวงบริบาลเวรกิจ อาคารหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เลขที่ 41 ถนนพระอาทิตย์ แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ

3. จำนวนผู้สมัคร 2 คน

1.พลโทหญิงคนึงนิจ พึ่งแย้ม ผู้สมัครหมายเลข 1

2 ดร.ศุลีมาศ สุทธิสัมพัทน์ ผู้สมัครหมายเลข 2

สพฐ.สั่งด่วน!!! เลื่อนวันสอบเข้า ม.1 และ ม.4 รอตรวจสภาพอาคาร

สพฐ.สั่งด่วน!!! เลื่อนวันสอบเข้า ม.1 และ ม.4 รอตรวจสภาพอาคาร

สพฐ.สั่งด่วน!!! เลื่อนวันสอบเข้า ม.1 และ ม.4 รอตรวจสภาพอาคาร

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.27 น.

สพฐ.ห่วงใยนักเรียนและครู สั่งด่วน! เลื่อนวันสอบเข้า ม.1 และ ม.4 รอตรวจสภาพอาคาร และแจ้งวันสอบใหม่อีกครั้ง

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงบ่ายของวันนี้ (28 มีนาคม 2568) นั้น ตนได้สั่งการให้ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่งทั่วประเทศ แจ้งไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัด ที่จะจัดสอบคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้เลื่อนการสอบทั้งหมดออกไปก่อน และให้โรงเรียนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความมั่นคง ความแข็งแรงความปลอดภัยของอาคารเรียนโดยเฉพาะอาคารเรียนสูง จนกว่าคณะกรรมการจะแจ้งยืนยันความปลอดภัยจึงจะดำเนินการสอบใหม่อีกครั้ง โดย สพฐ. จะกำหนดปฏิทินการรับนักเรียนและการสอบใหม่อีกครั้งและแจ้งให้ทราบต่อไป

“จากเหตุการณ์ดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ. และ สพฐ. มีความห่วงใยสวัสดิภาพของนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา จึงขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และขอส่งกำลังใจให้ทุกโรงเรียน ครู นักเรียน และผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบ ให้ผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปได้อย่างปลอดภัย ทั้งนี้ หากพบว่ามีนักเรียน ครู โรงเรียน หรือเขตพื้นที่ใด ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ สามารถแจ้งมายัง ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. เบอร์โทร 02-123-8789 หรือ 02-288-5599 เพื่อประสานให้ความช่วยเหลือต่อไป” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

‘สพฐ.’สั่งเลื่อนการสอบเข้า‘ม.1 และ ม.4’ หลังเกิด‘แผ่นดินไหว’

‘สพฐ.’สั่งเลื่อนการสอบเข้า‘ม.1 และ ม.4’ หลังเกิด‘แผ่นดินไหว’

‘สพฐ.’สั่งเลื่อนการสอบเข้า‘ม.1 และ ม.4’ หลังเกิด‘แผ่นดินไหว’

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

‘สพฐ.’สั่งเลื่อนการสอบเข้า‘ม.1 และ ม.4’ หลังเกิด‘แผ่นดินไหว’

28 มีนาคม 2568 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตนได้แจ้งไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)ทั่วประเทศ ว่า ตามที่เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ในวันที่ 28 มีนาคม 2568 นี้นั้น ให้ท่านแจ้งโรงเรียนมัธยมที่จะสอบเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และมัธยมศึกษาปีที่ 4 สอบวันที่ 29-30 มีนาคม นี้ ให้เลื่อนการสอบทั้งหมดออกไปก่อน และให้โรงเรียนตั้งคณะกรรมการตรวจสอบความมั่นคง ความแข็งแรงความปลอดภัยของอาคารเรียนโดยเฉพาะอาคารเรียนสูง จนกว่าคณะกรรมการแจ้งยืนยันความปลอดภัยจึงจะดำเนินการสอบใหม่อีกครั้ง สพฐ.จะกำหนดปฏิทินการรับนักเรียนและการสอบใหม่อีกครั้งและแจ้งให้ทราบต่อไป จึงเรียนมาเพื่อทราบและแจ้งสถานศึกษาดำเนินการโดยด่วน