‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย เรียนดี มีความสุข

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.49 น.

‘ศธ.-สพฐ.’ จับมือ ทรูคอร์ปฯ ลงนามโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา สร้างคุณภาพเด็กไทย “เรียนดี มีความสุข”

วันที่ 21 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และสถานศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 32 แห่ง แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 16 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 9 แห่ง และ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 7 แห่ง โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรฯ เข้าร่วม ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นจังหวัดนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา เนื่องจากเครือข่ายสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมีความพร้อม หากมีการนำร่องโครงการดังกล่าวจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนขอฝากผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 36 แห่งร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนของเราเติบโตเป็นคนคุณภาพ พร้อมด้วยสมรรถนะ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งนี้ ตนคาดหวังว่าเมื่อสร้างความร่วมมือโรงเรียนร่วมพัฒนาแล้ว เราจะขยายคุณภาพของเราให้แก่โรงเรียนอื่นๆ เติบโตไปด้วยกัน โดยอยุธยาจะเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

ด้านนายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร และองค์ความรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาไทยที่จะมาขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ถือเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของการศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งที่ผ่านมาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ทำมาแล้วหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดลพบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้เหมือนพันธสัญญาที่จะมีต่อกันว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สพฐ. จะมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีการศึกษาต่างๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะเข้ามาเติมเต็มในการดึงศักยภาพความต้องการของผู้เรียนได้

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่ไปกับ การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนด้วยเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศ จึงได้มีการริเริ่มโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหาร จัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

ด้านนางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา ในฐานะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ที่ได้ทำร่วมกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปีแล้ว และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันที่เราจะมาร่วมโครงการสร้างโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เราต้องการที่จะขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาไปด้วยกัน ซึ่งโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาได้ดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ซึ่งตนเชื่อว่าเราจะสามารถดึงเอาพลังสำคัญของยุทธศาสตร์แต่ละด้านมาขับเคลื่อนให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่จะเป็นโรงเรียนแม่ข่ายและดึงความร่วมมือต่างๆ ให้กับโรงเรียนที่เกิดขึ้นในเครือข่ายและยกระดับไปทั่วประเทศพร้อมกัน 

โดย 5 ยุทธศาสตร์ของมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาไทย ประกอบด้วย 1. TRANSPARENCY การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ มีระบบที่เก็บข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนและจัดทำการประเมินคุณภาพโรงเรียนเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลวางแผนพัฒนาโรงเรียนได้ตรงจุด 2. MARKET MECHANISMS กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลังจากที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลโรงเรียน เกิดการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน 3. HIGH QUALITY PRINCIPALS &TEACHERS การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. CHILD CENTRIC & CURRICULUM การให้เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5. DIGITAL INFRASTRUCTURE การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา สนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ ICT ต่าง ๆ แก่ ครู นักเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลก ซึ่งยุทธศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จในการยกระดับการศึกษา

นำร่อง’อยุธยา’ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

นำร่อง'อยุธยา'ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

นำร่อง’อยุธยา’ต้นแบบโรงเรียนร่วมพัฒนา

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.38 น.

ศธ.-สพฐ. จับมือ ทรู คอร์ปอเรชั่น ร่วมพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ จ.พระนครศรีอยุธยา นำร่อง 32 โรงเรียน ยกระดับการศึกษาไทย

วันนี้ ( 21 มีนาคม 2568)  พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนา ระหว่าง บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สถานศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมีสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 32 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) พระนครศรีอยุธยา จำนวน 16 แห่ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 9 แห่ง และ สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 จำนวน 7 แห่ง โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วยผู้บริหารของ ศธ. ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูและบุคลากรฯ เข้าร่วม ณ โรงเรียนอยุธยานุสรณ์ จ.พระนครศรีอยุธยา

โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กไทยได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะเป็นจังหวัดนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนร่วมพัฒนา เนื่องจากเครือข่ายสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนมีความพร้อม หากมีการนำร่องโครงการดังกล่าวจะเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตนขอฝากผู้บริหารโรงเรียนทั้ง 36 แห่งร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาที่จะทำอย่างไรให้เด็กนักเรียนของเราเติบโตเป็นคนคุณภาพ พร้อมด้วยสมรรถนะ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ทั้งนี้ ตนคาดหวังว่าเมื่อสร้างความร่วมมือโรงเรียนร่วมพัฒนาแล้ว เราจะขยายคุณภาพของเราให้แก่โรงเรียนอื่นๆ เติบโตไปด้วยกัน โดยอยุธยาจะเป็นต้นแบบที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยต่อไป

ด้าน นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะร่วมกันพัฒนาด้านเทคโนโลยี ทรัพยากร และองค์ความรู้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่ภาคเอกชนที่มีศักยภาพได้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษาไทยที่จะมาขับเคลื่อนยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ถือเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนของการศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งที่ผ่านมาโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาได้ทำมาแล้วหลายจังหวัดทั่วประเทศไม่ว่าจะเป็นจังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดลพบุรี และกรุงเทพมหานคร โดยครั้งนี้เหมือนพันธสัญญาที่จะมีต่อกันว่าบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ สพฐ.จะมีความร่วมมือเป็นอย่างดีในการพัฒนาการศึกษา ซึ่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีศักยภาพด้านอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ เรื่องของประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเทคโนโลยีการศึกษาต่างๆ ซึ่งเชื่อมั่นว่า บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด จะเข้ามาเติมเต็มในการดึงศักยภาพความต้องการของผู้เรียนได้

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางควบคู่ไปกับ การกระจายอำนาจ และการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนด้วยเล็งเห็นว่า การศึกษา คือ รากฐานของการพัฒนาประเทศ จึงได้มีการริเริ่มโครงการโรงเรียนร่วมพัฒนาขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ภาครัฐและภาคเอกชนได้ร่วมกันบริหาร จัดการศึกษา โดยมุ่งหวังให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีศักยภาพรอบด้าน พร้อมเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป

นางเนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมยกระดับการศึกษา ในฐานะที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ทำมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาคอนเน็กซ์อีดี ที่ได้ทำร่วมกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง 8 ปีแล้ว และในปีนี้ก็เช่นเดียวกันที่เราจะมาร่วมโครงการสร้างโรงเรียนคุณภาพในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพราะเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เราต้องการจะขับเคลื่อนและยกระดับมาตรฐานการศึกษาไปด้วยกัน ซึ่งโครงการมูลนิธิสานอนาคตการศึกษาได้ดำเนินการผ่าน 5 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย 1. TRANSPARENCY การเปิดเผยข้อมูลสถานศึกษาสู่สาธารณะ มีระบบที่เก็บข้อมูลพื้นฐานโรงเรียนและจัดทำการประเมินคุณภาพโรงเรียนเผยแพร่สู่สาธารณะ เพื่อประโยชน์ในการใช้ข้อมูลวางแผนพัฒนาโรงเรียนได้ตรงจุด 2. MARKET MECHANISMS กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม หลังจากที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้เห็นข้อมูลโรงเรียน เกิดการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งร่วมกัน 3. HIGH QUALITY PRINCIPALS &TEACHERS การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4. CHILD CENTRIC & CURRICULUM การให้เด็กเป็นศูนย์กลางเสริมสร้างคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5. DIGITAL INFRASTRUCTURE การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา สนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ ICT ต่าง ๆ แก่ ครู นักเรียน เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้จากทั่วโลก ซึ่งยุทธศาสตร์เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยความสำเร็จในการยกระดับการศึกษา และตนเชื่อว่าเราจะสามารถดึงเอาพลังสำคัญของยุทธศาสตร์แต่ละด้านมาขับเคลื่อนให้กับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่จะเป็นโรงเรียนแม่ข่าย และดึงความร่วมมือต่างๆ ให้กับโรงเรียนที่เกิดขึ้นในเครือข่ายและยกระดับไปทั่วประเทศพร้อมกัน.

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

มติเอกฉันท์! เลือก‘ภูวนารถ ณ สงขลา’เป็นนายกสมาคมวารสารศาสตร์ ต่อเนื่องสมัยที่ 2

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.15 น.

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 สมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 โดยในวาระเลือกตั้งนายกสมาคม ที่ประชุมลงมติเป็นเอกฉันท์ เลือกนายภูวนารถ ณ สงขลา เป็นนายกสมาคม ต่อเนื่องอีก 1 วาระ

สำหรับคณะกรรมการบริหารสมาคมชุดใหม่ จากการประชุมใหญ่ในครั้งนี้ ประกอบด้วย

นายภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคม
ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ อุปนายก
นางสุดจิตตรา คำดี อุปนายก
นางสาวเกียรติญา สายสนั่น กรรมการ
นางปิยาพัชร คนชม กรรมการ
นายวินิจ รังผึ้ง กรรมการและนายทะเบียน
นางสาวระวีวรรณ ทรัพย์อินทร์ กรรมการและฝ่ายวิชาการ
นายจิรศักดิ์ ก้อนพรหม กรรมการและฝ่ายประชาสัมพันธ์
นายอลงกรณ์ เหมือนดาว กรรมการและปฏิคม
นางพัชรา แสงวิชัย กรรมการและเหรัญญิก
นางสาวทิติภา ตั้งใจในธรรม กรรมการและเลขานุการ
นางสาวธนัญญา อิสระนุกูลธรรม กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

– 006

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

รมว.อว.ชื่นชมผลงาน สานพลังความรู้กับพลังภาคีสู้ชนะความจน-สารตั้งต้นลดเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.51 น.

รมว.อว. และ ผช.รมต.ชื่นชมระบบข้อมูล’สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ’ จากการสานพลังความรู้งานวิจัยและนวัตกรรม ของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับพลังภาคีเครือข่ายในพื้นที่ โดยมีหน่วย บพท. ให้การสนับสนุนทุนวิจัย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวง อว. เพื่อตรวจติดตามผลงานวิจัยแก้ไขปัญหาความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ‘มหกรรมแก้จน คนของพระราชา’ที่เป็นการบูรณาการทำงานร่วมกันของมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ กับหน่วยบริหารและจัดการทุนเพื่อการพัฒนาระดับพื้นที่(บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ(สอวช.) ในสังกัดกระทรวง อว.

โดย รมว.อว. ระบุว่า มีความประทับใจกับการประสานพลังกันของสถาบันความรู้ ที่เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว.ทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ และหน่วย บพท.ที่ให้การสนับสนุนทุนวิจัย เพื่อพัฒนาชุดความรู้สำหรับแก้ปัญหาความยากจนให้เป็นไปด้วยความเบ็ดเสร็จ แม่นยำ และยั่งยืน บนความร่วมมือกันของภาคีทุกภาคส่วนในพื้นที่ และเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ที่การบูรณาการทำงานร่วมกันของสถาบันความรู้ และหน่วย บพท.ร่วมกับภาคีทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทำให้เกิดระบบข้อมูลครัวเรือนยากจนของจังหวัดศรีสะเกษ ภายใต้ชื่อ ‘สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ’ หรือ ‘Sisaket Equity System-SES’ ซึ่งเป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก

‘ด้วยการทำงานร่วมกันนี้ ทำให้เรามีแผนการในการพัฒนาโครงการที่เน้นการสร้างทักษะอาชีพและผลักดันให้เข้าถึงสวัสดิการที่ควรจะได้รับ เพื่อจัดการแก้ไขปัญหาความยากจนอย่างเบ็ดเสร็จและแม่นยำ คือ  การใช้ระบบข้อมูลครัวเรือนความยากจนกลาง ‘สุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ (SES)’ เป็นระบบที่จะสอบทานและ ‘นำคนจนตกหล่นเข้าสู่ระบบ’

นายศุภชัย ใจสมุทร กล่าวว่าการลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษร่วมกับนางสาวศุภมาส รมว.อว.ทำให้ทราบว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังถูกใช้เป็นเหมือน’สารตั้งต้น’ ในการออกแบบโมเดลแก้จน ตลอดจนพัฒนานวัตกรรม สำหรับแก้ปัญหาความยากจนที่มีความสอดคล้องกับวิถีชีวิต และบริบทพื้นที่ อย่างเช่นโมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสะวิรัติ เพื่อสุขภาพ ซึ่งช่วยสร้างความมั่นคงด้านอาชีพ และยกระดับรายได้แก่ครัวเรือนยากจนให้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยเดือนละ 3,000 บาท อีกทั้งยังทำให้เกิดการรวมตัวเป็นเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง มีขีดความสามารถพึ่งพาตัวเองได้

มีการส่งต่อนวัตกรรมและเทคโนโลยี ‘โมเดลแก้จน’ เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนด้วยการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ เช่น โมเดลผักปลอดภัย และนวัตกรรมการแปรรูปถั่วเหลือง ที่ช่วยเหลือครัวเรือนยากจนให้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 3,000 บาท/เดือน ก่อให้เกิดเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนที่เชื่อมโยงสมาชิกจากหลากหลายตำบล สร้างความเข้มแข็งและส่งเสริมความเสมอภาคในพื้นที่

นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติ ด้วยการขับเคลื่อนกองทุนสวัสดิการเพื่อครัวเรือนคนจนในหลายประเด็น เช่น การผลักดันให้ครัวเรือนกลุ่มสงเคราะห์เข้าสู่กลไกกองทุนระดับตำบลเพื่อเข้าถึงสวัสดิการ และส่งต่อความช่วยเหลือให้กับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการช่วยเหลือครัวเรือนที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนในการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

โอกาสนี้ ผศ.ดร.สหัสา  พลนิล รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เปิดเผยว่าระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ซึ่งถูกใช้เป็นสารตั้งต้นสำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนในจังหวัดศรีสะเกษ เป็นผลจากการทุ่มเททำงานร่วมกับหน่วยบพท.และภาคีเครือข่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนานตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา

‘ระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ถูกนำไปเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ออกแบบโมเดลแก้จน และพัฒนานวัตกรรมพร้อมใช้ ที่มีความหลากหลายสำหรับครัวเรือนยากจน ทั้งนวัตกรรมระบบปฏิทินการปลูกพืชผลการเกษตร นวัตกรรมน้ำหมักชีวภาพจากเศษวัสดุการเกษตร นวัตกรรมแปรรูปถั่วเหลืองเป็นอาหารมังสวิรัติพร้อมใช้พร้อมทาน ในรูปของแป้งถั่วเหลือง หมูยอเจปันสุข และเทมเป้ถั่วเหลือง รวมทั้งกองทุนสวัสดิการช่วยเหลือครัวเรือนยากจนที่ประสบภัยพิบัติ’

สุดท้าย ดร.กิตติ  สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการหน่วย บพท. กล่าวว่าผลลัพธ์ความสำเร็จจากการสานพลังความรู้ โดยมีมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษเป็นแกนกลาง เชื่อมโยงเข้ากับพลังภาคีในพื้นที่ ก่อเกิดผลกระทบเชิงบวกหลายมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งครัวเรือนยากจน ได้รับการแก้ไขให้บรรเทาจากความยากจน มีรายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีอาชีพที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขณะเดียวกันระบบข้อมูลสุขเสมอกันที่ศรีสะเกษ ยังได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากหน่วยงานภาครัฐนำไปใช้เป็นฐานข้อมูล เพื่อการวางแผนจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่อย่างกว้างขวางครอบคลุมทั่วทุกอำเภอในจังหวัดศรีสะเกษ ///-026

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน

วันศุกร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2568, 09.00 น.

อาชีวะอุบลฯ ตัวตึงสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2 ปีซ้อน ภูมิใจสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง โปร่งใส ก้าวไปสู่ปีที่ 88 ปีของการก่อตั้ง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2568 วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี นำโดยนางสาวลฎาภา แสวงทรัพย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี พร้อมด้วย นายอาคม ศรีพรม รองผู้อำนวยการฝ่ายแผนงานและความร่วมมือ ตัวแทนสถานศึกษาเข้ารับมอบโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2567 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลในสถานศึกษาและเป็นแนวทางให้สถานศึกษาอาชีวะทั่วประเทศในการบริหารจัดการที่โปร่งใส จาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานในพิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติ ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 102 สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่ผ่านเกณฑ์ Integrity and Transparency Assessment (ITA) ไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 โดยได้รับโล่เชิดชูเกียรติ และในปีงบประมาณ 2568 ในครั้งนี้

สำหรับวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ในปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมาได้รับโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2566 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใส ผ่านเกณฑ์การประเมินด้วยคะแนน 88.71 คะแนน และในปีงบประมาณ 2568 นี้ เป็นปีที่ 2 ต่อเนื่องที่ได้รับโล่เชิดชูเกียรติสถานศึกษาอาชีวะต้นแบบ ITA 2567 ด้านคุณธรรมและความโปร่งใสอีกครั้ง โดยผ่านเกณฑ์การประเมินด้วย คะแนน 97.38 คะแนน จึงนับเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี เป็นสถานศึกษาที่ดีมีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง โปร่งใส และไม่ทนต่อการทุจริต ฉลองความภาคภูมิใจสู่การก้าวย่างปีที่ 88 ของการก่อตั้งสถานศึกษา

‘สพฐ.’โชว์ผลงาน’โรงเรียนคุณภาพ’บูมในอำเภอ

'สพฐ.'โชว์ผลงาน'โรงเรียนคุณภาพ'บูมในอำเภอ

‘สพฐ.’โชว์ผลงาน’โรงเรียนคุณภาพ’บูมในอำเภอ

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.44 น.

เลขาธิการ กพฐ. พอใจผลงาน “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” บูม เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนนานาชาติของอำเภอ ย้ำชัดเจน สพฐ. เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการฯต่อเนื่อง ชี้นักเรียนโรงเรียนเครือข่ายได้รับการพัฒนาไปพร้อมกัน

20 มี.ค.68 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ปีการศึกษา 2568 นี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายสำคัญเร่งด่วนในการขับเคลื่อนต้นแบบการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพ โครงการ “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” จำนวน 1,808 โรงเรียน ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มอบหมายให้ สพฐ. ดำเนินการยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ซึ่งจากการติดตามผลการดำเนินงานในปีการศึกษา 2566-2567 พบว่า โรงเรียนหลายแห่งมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดและเป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้ ซึ่งการดำเนินโครงการนี้นอกจากโรงเรียนในโครงการฯ จะได้รับการพัฒนาแล้ว นักเรียนและโรงเรียนเครือข่ายที่ใช้ทรัพยากรร่วมกันที่โรงเรียนคุณภาพก็ได้รับการพัฒนาไปพร้อมกันด้วย

“ผมขอชื่นชมโรงเรียนคุณภาพที่มีผลการดำเนินงานโดดเด่น เช่น โรงเรียนอนุบาลพิบูลเวศม์ กรุงเทพมหานคร และโรงเรียนวัดอมรินทราราม กรุงเทพมหานคร ที่ได้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้จากทั่วโลก และเตรียมความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล, โรงเรียนอนุบาลวิหารแดง จังหวัดสระบุรี และโรงเรียนพนมทวนพิทยาคม (สว่างเคลิ้มสุคนธสิทธิ์อุปถัมภ์) จังหวัดกาญจนบุรี ที่โดดเด่นด้านการพัฒนาทักษะอาชีพ โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและมหาวิทยาลัย ในการฝึกอบรมวิชาชีพให้นักเรียน พร้อมทั้งบูรณาการหลักสูตรภาษาต่างประเทศเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต, โรงเรียนชุมชนเมืองหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และโรงเรียนรมย์บุรีพิทยาคม รัชมังคลาภิเษก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะภาษาต่างประเทศผ่านโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และความร่วมมือกับสถานศึกษาในต่างประเทศ ทำให้นักเรียนสามารถสื่อสารได้อย่างคล่องแคล่ว” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและหลักสูตรแล้ว สพฐ. ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะด้านภาษาต่างประเทศของนักเรียน โดยสนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูผู้สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน ซึ่งเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถแข่งขันในระดับสากลได้ และการที่นักเรียนได้เรียนกับครูเจ้าของภาษาหรือครูที่มีความเชี่ยวชาญโดยตรง ส่งผลให้เด็กๆ สามารถพัฒนาทักษะการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้โรงเรียนคุณภาพสามารถจัดการเรียนการสอนที่มีมาตรฐานสูงขึ้น ทำให้นักเรียนและผู้ปกครองพึงพอใจ จนมีคำกล่าวว่า “โรงเรียนคุณภาพ เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนนานาชาติของอำเภอ” เพราะมีการจัดการเรียนการสอนหลายภาษา ซึ่งในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้ สพฐ. ได้สนับสนุนงบประมาณในการจ้างครูผู้สอนภาษาอังกฤษและภาษาจีน เพิ่มเติมกว่า 1,000 อัตรา กระจายไปยังโรงเรียนคุณภาพในทุกอำเภอ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนดึงดูดให้นักเรียนสนใจเข้าเรียนในโรงเรียนคุณภาพมากขึ้น

ขอย้ำว่า สพฐ. จะเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ” อย่างต่อเนื่อง พร้อมให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ บุคลากร และสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้โรงเรียนสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นไปตามเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้โครงการนี้เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง และสามารถเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศในอนาคต

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

องคมนตรีลงพื้นที่เยี่ยม รร.จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV)

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.35 น.

พลเอก ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ องคมนตรี และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม  (DLTV) ในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา

วันที่ 20 มี.ค.2568 พลเอก ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ในฐานะประธานกรรมการบริหารมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดสนามช้าง (ประดิษฐ์ราษฎร์รังสรรค์) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาษาฉะเชิงเทรา เขต 2 อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา  โดยนายประสิทธิ์ อินทโชติ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา คณะผู้บริหารจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 และเขต 2  คณะครูและเจ้าหน้าที่ ร่วมให้การต้อนรับและให้ข้อมูล  

สำหรับโรงเรียนวัดสนามช้าง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก  เปิดสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีจำนวนนักเรียนรวมทั้งสิ้น 41 คน มีบุคคลากรรวม 10 ราย แม้จะมีครูครบชั้นเรียน แต่ยังคงจัดการเรียนการสอนโดยใช้การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นสื่อรองในบางรายวิชา เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับครูที่สอนไม่ตรงกับสาขาวิชาเอกที่เรียนจบมาและในช่วงบ่ายวันเดียวกัน องคมนตรี พร้อมคณะ ได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมโรงเรียนวัดดอนสีนนท์ (พายราษฎร์บำรุง) อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา โรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1 

สำหรับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาฉะเชิงเทรา เขต 1  มีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 59 โรงเรียน  ใช้การจัดการเรียนรู้ด้วยการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) จำนวน 50 โรงเรียน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนครู  ครูไม่ครบชั้น และครูสอนไม่ตรงสาขาวิชาเอก โรงเรียนพัฒนาการเรียนการสอนตามมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นคนเก่งคนดี มีคุณธรรม มีทักษะการดำรงชีพในสังคมอย่างมีความสุขภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสถานีวิทยุโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม (DLTV) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2538 เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษก พ.ศ.2539 ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร บริหารงานโดย มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจัดการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม ถ่ายทอดสดตามหลักสูตรปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา ให้แก่โรงเรียนในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อรับทราบข้อมูล ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ ในการนำไปปรับปรุงพัฒนาการเรียนการสอนทางไกลผ่านดาวเทียมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ///-026

ดัน’พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดัน'พระปรางค์วัดอรุณฯ' ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดัน’พระปรางค์วัดอรุณฯ’ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.21 น.

วันที่ 20 มีนาคม 2568 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุล รองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้ทรงคุณวุฒิและอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ศูนย์ประชุม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม และผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม ครั้งที่ 1/2568 ที่ประชุมได้พิจารณาในวาระต่างๆ ดังนี้ การนำเสนอพระปรางค์ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เพื่อขอบรรจุเข้าสู่บัญชีชั่วคราว (Tentative List) ในชื่อ “พระปรางค์ วัดอรุณราชวราราม อัตลักษณ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (Phra Prang of Wat Arun Ratchawararam : The Masterpiece of Krung Rattanakosin)” ซึ่งเป็นตัวแทนของสถาปัตยกรรมในพุทธศาสนาประเภทพระปรางค์ที่มีความโดดเด่นที่สุด เป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย คุณสมบัติที่เลือกนำเสนอตรงตามเกณฑ์มรดกโลกข้อที่ 1 และข้อที่ 2 คือ เป็นผลงานสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมชิ้นเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากพระปรางค์ในศิลปะอยุธยา และพัฒนามาเป็นลักษณะเฉพาะของพระปรางค์ที่มีเพียงหนึ่งเดียวในสมัยรัตนโกสินทร์

“ขั้นตอนการนำเสนอแหล่งมรดกเพื่อขอบรรจุรายชื่อในบัญชีชั่วคราว หลังจากนี้ต้องเสนอให้คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบก่อนนำเสนอเอกสารไปยังศูนย์มรดกโลกเพื่อให้รับรองบรรจุรายชื่อในบัญชีเบื้องต้น ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ช่วงเดือนมิถุนายน 2568 นี้” รมว.วธ. กล่าว

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้พิจารณากำหนดกรอบเวลาการนำส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ของแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว เนื่องจากการส่งเอกสารฯ (Nomination Dossier) รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จะเป็นปีสุดท้าย ก่อนปรับเปลี่ยนเป็นระบบใหม่ที่ต้องมีการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment) ประกอบกับข้อกำหนดที่ให้รัฐภาคีสามารถนำเสนอแหล่งเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกได้เพียงปีละ 1 แหล่ง และจำกัดจำนวนแหล่งที่บรรจุเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกเพื่อพิจารณาการประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกปีละไม่เกิน 33 แหล่ง คณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม จึงพิจารณากำหนดกรอบเวลาในการนำส่งเอกสารฯ ของแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมที่จะเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาภายในประเทศอย่างเป็นธรรม ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกวัฒนธรรมในบัญชีชั่วคราว 4 แหล่ง ได้แก่ 1. กลุ่มเทวสถานปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และปราสาทปลายบัด 2. อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา 3. พระธาตุพนม กลุ่มสิ่งก่อสร้างทางประวัติศาสตร์ และภูมิทัศน์ที่เกี่ยวข้อง และ 4. สงขลา และชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา

รมว.วธ. กล่าวว่า นอกจากนี้ ฝ่ายเลขาฯ ได้รายงานต่อที่ประชุมให้รับทราบ 2 เรื่อง ดังนี้ 1.การส่งเอกสารขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ของแหล่งวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช ไปยังศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส รอบวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ผ่านมา ความคืบหน้าปัจจุบันศูนย์มรดกโลกได้ส่งสำเนาเอกสารฯ ดังกล่าวไปยัง สภาการโบราณสถานสากล (ICOMOS) องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเป็นขั้นตอนกระบวนการตรวจประเมินแหล่งที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยศูนย์มรดกโลกแจ้งให้ประเทศไทยเตรียมความพร้อมสำหรับลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจประเมินศักยภาพและการบริหารจัดการแหล่งและอาจมีการขอข้อมูลอื่นๆ เพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาขึ้นทะเบียนมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2569

2.ภารกิจการลงพื้นที่ของผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแนะนำกรณีการประเมินผลกระทบต่อแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาจากโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยา เมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยได้ประชุมรับฟังข้อมูลร่วมกับทุกภาคส่วน ซึ่งข้อแนะนำเบื้องต้นของผู้เชี่ยวชาญเสนอให้ปรับปรุงรูปแบบโครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ปรับลดขนาดและความสูงสถานีรถไฟความเร็วสูงและสันรางลง พร้อมทั้งเลื่อนตำแหน่งที่ตั้งอาคารสถานีรถไฟความเร็วสูงให้มีระยะห่างจากสถานีรถไฟอยุธยาที่เป็นโบราณสถานมากขึ้น นอกจากนี้ผลักดันแผนปฏิบัติการอนุรักษ์และพัฒนานครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาที่ถูกจัดเป็นแผนระดับ 3 ให้เป็นที่รับรู้ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและปฏิบัติในแนวทางเดียวกัน ซึ่งกรมศิลปากร จะประสานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อนำเสนอต่อ ครม. และกรมศิลปากรยังได้ประชุมหารือกับกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อปรับปรุงผังเมืองรวมพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะพื้นที่ด้านทิศตะวันออกของเกาะเมืองหรืออโยธยา ซึ่งเป็นบริเวณที่ตั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงสถานีอยุธยาให้เป็นพื้นที่การอนุรักษ์โบราณสถานและปกป้องรักษาคุณค่าโดดเด่นระดับสากล (OUV) แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา

ขอบคุณภาพ : วิกิพีเดีย

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการ ‘อินฟราเรดสเปกโตรสโคปี’ สู่มาตรฐานโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 13.31 น.

คณะเทคนิคการแพทย์ มข.ก้าวสู่ความเป็นเลิศ ห้องปฏิบัติการอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี รับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สู่มาตรฐานโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้บริหารจากคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.ดร.จุรีรัตน์ ดาดวง คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมด้วยคณะผู้เชี่ยวชาญ ได้เข้ารับมอบใบรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025  อันทรงเกียรติจากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดยมี นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางสักขีพยานจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องประชุมภูมิบดินทร์ ชั้น 6 อาคารสถานศึกษาเคมีปฏิบัติ กรมวิทยาศาสตร์บริการ

รศ.ดร.จุรีรัตน์ ดาดวง คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เผยว่า “ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานห้องปฏิบัติการของเราสู่ระดับสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทั่วประเทศ”

ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ภายใต้การดูแลของศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด ได้รับการรับรองความสามารถในการทดสอบองค์ประกอบของนิ่ว โดยเฉพาะการตรวจหา calcium oxalate monohydrate, uric acid และ magnesium ammonium phosphate ซึ่งเป็นสารสำคัญที่พบในนิ่ว โดยใบรับรองมีผลตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม 2567 และมีอายุถึง 1 สิงหาคม 2571

ด้าน อ.ดร.โมลิน ว่องวัฒนากูล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด  เปิดเผยว่า “การได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพด้านการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ไม่เพียงแต่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้รับบริการเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมในอนาคต”

ศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ที่ปรึกษาศูนย์ฯ ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของมาตรฐานนี้ว่า “การวิเคราะห์องค์ประกอบของนิ่วด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปีที่ได้มาตรฐานสากล จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและวางแผนการรักษาผู้ป่วยโรคนิ่วได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในภูมิภาค”

บรรยากาศพิธีอันทรงเกียรติเป็นไปอย่างภาคภูมิใจ โดยได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.พัชรี เจียรนัยกูร ที่ปรึกษาศูนย์ฯ และ อ.ดร.พธูทอง ชัชวาลย์ ตัวแทนจากคณะและศูนย์ฯ ร่วมเข้ารับใบรับรองระบบงานห้องปฏิบัติการ “ห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคอินฟราเรดสเปกโตรสโคปี ศูนย์พัฒนานวัตกรรมและมาตรฐานทางเทคนิคการแพทย์และกายภาพบำบัด คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น” ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จากกรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อีกด้วย

ความสำเร็จครั้งนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในการพัฒนามาตรฐานห้องปฏิบัติการสู่ระดับสากล แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสถาบันการศึกษาในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่ยั่งยืนสำหรับประชาชนชาวไทยต่อไป

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’ ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’  ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

สดร. จัด ‘Dark Sky Star Party 2025’ ‘แคมป์ปิ้งดูดาว’ ส่องชมวัตถุท้องฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

NARIT ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ สมาคมท่องเที่ยวเขาใหญ่ ชมรมดาราศาสตร์ปากช่อง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จัดมหกรรมท่องเที่ยวดูดาวประจำปี “Dark Sky Star Party 2025” ณ ลานกางเต็นท์จุดชมวิวเขาร่ม อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีประชาชนเดินทางเข้าร่วมดูดาวและแคมป์ปิ้งหลายพันคน คืนดังกล่าวท้องฟ้าเต็มไปด้วยดาว แม้จะมีเมฆมาบดบังเป็นช่วงๆ แต่อากาศเย็นสบาย ให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสบรรยากาศการชมดาวท่ามกลางธรรมชาติ และสัตว์ป่านานาพันธุ์ที่เขาใหญ่ ในค่ำคืนสุดพิเศษนี้

ภายในงานมีกล้องโทรทรรศน์ให้บริการกว่า 60 ตัว ทั้งจาก NARIT โรงเรียนเครือข่ายดาราศาสตร์ ชมรมดาราศาสตร์ และนักดาราศาสตร์สมัครเล่น ส่องชมวัตถุท้องฟ้าหลากหลายชนิด ได้แก่ ดวงจันทร์เสี้ยว ข้างขึ้น 1 ค่ำ ดาวพฤหัสบดี ดาวอังคาร ดาวศุกร์ รวมถึงวัตถุในห้วงอวกาศลึก อาทิ เนบิวลาใหญ่ในกลุ่มดาวนายพราน กระจุกดาวรวงผึ้ง กระจุกกาแล็กซีบริเวณกลุ่มดาวสิงโต (M65, M66 และ NGC 3628) รวมถึงกาแล็กซีโบดส์ และซิการ์ ในกลุ่มดาวหมีใหญ่ (M81 และ M82) ซึ่งบางวัตถุได้เปิดให้ผู้ร่วมงานได้บันทึกภาพวัตถุท้องฟ้าด้วยมือถือของตนเองอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายการดูดาวเบื้องต้นด้วยตาเปล่า เรียนรู้วิธีการหาทิศเหนือ การวัดมุมท้องฟ้า และร่วมทำกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจ เช่น Light Painting วาดภาพด้วยแสง และ Glow in the Dark ธีม Stars & Planets ป่าเรืองแสงสุดอลังการ พร้อมเก็บภาพเป็นที่ระลึก Stellar Light Box ประดิษฐ์กล่องกลุ่มดาวเรืองแสง และกิจกรรมส่องสัตว์ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ที่เพิ่มรอบกิจกรรม และที่พิเศษสุดๆ คือประชาชนที่มาค้างคืนบริเวณลานกางเต็นท์ยังได้ร่วมลุ้นชมทางช้างเผือกยามเช้ากันอีกด้วย