‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

‘สมาศิษย์เก่าจุฬาฯ’ รวมพลังชาวสีชมพู จัดงานงานคืนเหย้า ‘108 ปี จามจุรีประดับใจ’ 26มี.ค.นี้ รับบรรยากาศแห่งความรักสามัคคี-ผูกพันของเหล่าน้องพี่

เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2568 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ นายกสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) กล่าวว่า สนจ. เป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นศูนย์กลางของนิสิตเก่าทุกรุ่น ทุกสาขาอาชีพ รวมถึงนิสิตปัจจุบัน เพื่อให้จุฬาฯ เป็นหนึ่งเดียว โดยส่งเสริมทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ ควบคู่คุณธรรมและจริยธรรม พร้อมทั้งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมกับสมาชิกเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อร่วมพัฒนาประเทศและสังคมไทย ภารกิจหลักอีกประการคือการส่งเสริมและมอบโอกาสให้แก่นิสิตจุฬาฯ ที่มีความประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ด้วยการมอบทุนจุฬาสงเคราะห์และทุนอาหารกลางวัน รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม และกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ผ่านการจัดกิจกรรม เพื่อระดมทุน อาทิ กิจกรรมฟุตบอลประเพณี กิจกรรมปิยมหาราชานุสรณ์ รวมทั้งกิจกรรมคืนสู่เหย้าชาวจุฬาฯ ที่เป็นประเพณีที่สืบเนื่องจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีถือเป็นโอกาสที่ชาวจุฬาฯ จะได้มาพบปะสังสรรค์และระลึกถึงความสุขร่วมกันเมื่อครั้งเป็นนิสิตในรั้วจามจุรี
 
ด้านนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะนายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการดำเนินงานคืนสู่เหย้าชาวจุฬาฯ 2568 กล่าวว่า “งานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ ในปีนี้จัดขึ้นวันที่ 26มี.ค.นี้ ซึ่งตรงกับวันสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภายใต้แนวคิด “108 ปี จามจุรีประดับใจ” ที่สื่อให้เห็นถึงความผูกพันของชาวจุฬาฯ ที่แผ่กิ่งก้านสาขาสร้างความเจริญก้าวหน้าทั้ง ในประเทศและระดับสากล เฉกเช่นการแผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาของต้นจามจุรี ต้นไม้ที่เป็นสัญลักษณ์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ชาวจุฬาฯ จะได้กลับมาร่วมกันรำลึกถึงวันเวลาที่ได้อยู่ใต้ต้นจามจุรีอันอบอุ่นร่วมกัน โดยกิจกรรมในงานมีการแสดงสุดพิเศษจาก ผู้แทน นิสิตเก่าและปัจจุบัน รวมถึงการแสดงจากเหล่านักแสดง ศิลปิน และพิธีกร มาร่วมสร้างความสนุกสนาน เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงไพเราะจากวง CU Band และการรวมตัวกันของ CU Cheerleader ซึ่งนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันสามารถเข้าร่วมงานได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการร่วมงานแต่อย่างใด”

ในโอกาสนี้ สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) จึงขอเชิญชวนนิสิตเก่าจุฬาฯ และนิสิตปัจจุบันทุกท่าน มาร่วมงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2568 “108 ปี จามจุรีประดับใจ” ในวันที่ 26 มีนาคม 2568 นี้ ณ บริเวณสนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สองรัชกาล พร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพูมาร่วมกันรำลึกถึงพระคุณของแหล่งเรียนมา “จุฬาลงกรณ์” และสานความผูกพันโดยมีจามจุรีประดับใจ พร้อมผูกสัมพันธ์สายใยน้องพี่สีชมพูตราบชั่วนิรันดร์ 

‘สพฐ.-71 รร.กทม.’จับมือ’ซีพีออลล์ฯ’ เดินหน้าโครงการ’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

'สพฐ.-71 รร.กทม.'จับมือ'ซีพีออลล์ฯ' เดินหน้าโครงการ'โรงเรียนร่วมพัฒนา'

‘สพฐ.-71 รร.กทม.’จับมือ’ซีพีออลล์ฯ’ เดินหน้าโครงการ’โรงเรียนร่วมพัฒนา’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.30 น.

“สพฐ.-71 รร.กทม.”จับมือ”ซีพีออลล์ฯ” เดินหน้าโครงการ”โรงเรียนร่วมพัฒนา” สร้างคุณภาพการศึกษา ต่อยอดสู่อาชีพที่มั่นคง

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” (Partnership School Project) ระหว่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กับสถานศึกษาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมด้วย นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ., ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากรุงเทพมหานคร และผู้บริหารสถานศึกษาพื้นที่กรุงเทพมหานคร 71 แห่ง, นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน), คณะทำงาน บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ โรงเรียนโพธิสารพิทยากร กทม.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การลงนามวันนี้เป็นความพร้อมของโรงเรียนคุณภาพทั้ง 71 แห่ง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งกระบวนการที่อยากให้เกิดขึ้นคือการแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันด้านบุคลากรและทรัพยากร ความร่วมมือกับ บริษัท ซีพี อออลล์ จำกัด (มหาชน) อาจจะมีการพาไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนปัญญาภิวัฒน์ หรือทางโรงเรียนปัญญาภิวัฒน์จะศึกษาดูงานโรงเรียนในสังกัด สพฐ.เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนและเกิดการผสมผสานที่ดีมากยิ่งขึ้น โดยวัตถุประสงค์หลักของเราคือ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และให้ตอบรับภาคเอกชน เพื่อให้เด็กที่จบการศึกษาได้มีงานทำในสังคมและอยู่ได้อย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้มากขึ้นและเกิดการแลกเปลี่ยนกันในอนาคต และเชื่อว่าโรงเรียนทั้ง 71 แห่ง ที่ลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้ จะเกิดแนวคิดหรือนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อช่วยพัฒนาและขยายไปจังหวัดอื่นๆ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างนวัตกรรมในมุมธุรกิจ และถือว่าเป็น กระบวนการที่ดีมีประโยชน์ที่จะส่งเสริมให้เด็กใช้ชีวิตในสังคมเมื่อจบการศึกษาแล้วอย่างมั่นคงต่อไป

“ผมมองมิติของซีพีออลล์ ว่าสามารถสร้างบุคลากรที่มีความซื่อตรง มีความรับผิดชอบต่อสังคม ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนจบแล้วมีงานทำทุกคน เรียนแล้วไม่สูญเปล่า ไปทำงานในสิ่งที่ใช่ ที่ชอบ ตอนนี้มิติของการศึกษาเรายังมีความสูญเปล่า เพราะไปเรียนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง เรียนตามกระแสสังคม  ดังนั้น การเรียนต้องมีความรู้ มีวิธีคิด รู้จักคิด และเป็นคนซื่อตรง มีความรับผิดชอบต่อสังคมซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ ส่วนการส่งเสริมเรียนรู้เทคโนโลยี ซีพีออลล์ก็ทำอยู่แล้ว ซึ่งเด็กในเมืองหลวงก็มีทั้งเด็กกลุ่มที่เป็นเลิศ มีความพร้อมทางครอบครัว ส่วนกลุ่มเด็กที่ไม่มีความพร้อมเราก็จะเติมเต็มให้” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ในการจัดการศึกษาภายใต้หลักการ “การศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และ การศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต” โดยใช้แนวทางการทำงาน “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” โดยพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. เกิดเป็นนวัตกรรมการบริหารและจัดการศึกษาอย่างมีส่วนร่วม ภายใต้การสนับสนุนทรัพยากรองค์ความรู้จากทุกภาคส่วน และเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือ พัฒนาผู้เรียนให้ “ฉลาดรู้ ฉลาดคิด ฉลาดทำ” เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศ ให้ “มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน”

สำหรับการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือวันนี้ ระหว่าง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กลับสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 1 – 2 จำนวน 47 แห่ง และสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 24 แห่ง รวมเป็น 71 แห่ง

ขณะที่ นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล รองประธานกรรมการบริหารบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มุ่งมั่นตั้งใจให้โครงการ “โรงเรียนร่วมพัฒนา” สำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายทุกประการ บริษัทฯ ยินดีกับโครงการนี้ ที่จะร่วมมือกับทุกโรงเรียนในเครือข่ายที่รับผิดชอบอยู่อย่างเต็มที่ และพร้อมจะปรับปรุงและพัฒนาหลักสูตรให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงด้วยการสร้างอาชีพ ด้วยปณิธาน “สร้างเยาวชนสู่มืออาชีพ” เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้วสามารถบรรจุทำงานได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือศึกษาต่อเนื่อง เราก็พร้อมที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้พัฒนาอาชีพและให้ความรู้ความสนใจทั้งในประเทศและขยายไปต่างประเทศ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะขยายตัวไปทั่วประเทศและไปสู่ภูมิภาคต่อไป

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

ศธ.ออกประกาศ!! มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.06 น.

‘เพิ่มพูน‘ ลงนามประกาศ มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า กำชับปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

วันที่ 13 มี.ค. 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการลงวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568  เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้ามีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและอารมณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของนักเรียนและนักศึกษา ซึ่งในคราวประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 คณะรัฐมนตรีเห็นขอบตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดมาตรการป้องกันการเข้าถึงและใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาทุกระดับ

ประกอบกับปัจจุบันบุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้บารากู่และบารากู่ไฟฟ้าหรือบุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. 2557 รวมทั้งบุคคลที่มีไว้ในครอบครองหรือรับไว้ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าถือว่ามีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 และเพื่อให้สอดคล้องกับประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือชื่อของสถานที่สาธารณะ สถานที่ทำงาน และยานพาหนะ ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะ เป็นเขตปลอดบุหรี่หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ. 2561

ดังนั้น เพื่อให้การป้องกันการเข้าถึงและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาและสถานที่ทำงานในพื้นที่บริเวณส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการจึงประกาศกำหนดมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้

1. สร้างความตระหนักรู้เท่าทันพิษภัยและโทษของบุหรี่ไฟฟ้าทั้งต่อสุขภาพร่างกายและโทษทางอาญาให้แก่นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหารทุกระดับ และเจ้าหน้าที่ อาทิ สอดแทรกเนื้อหาหรือหลักสูตรการเรียนการสอน กิจกรรม สื่อประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ

2. ให้ผู้รับผิดชอบสถานศึกษาหรือสถานที่ทำงาน จัดให้มีเครื่องหมายแสดงไว้ให้เห็นได้โดยชัดเจนว่าเป็นเขตปลอดบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า

3. ให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นสอดส่อง ดูแลหรือป้องกันมิให้นักเรียน นักศึกษา ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าทั้งการสูบ จำหน่าย มีไว้ในครอบครอง หรือสนับสนุนอย่างหนึ่งอย่างใด

4. หากมีกรณีตรวจพบ หรือมีการร้องเรียนกล่าวหา หรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการ ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้บริหาร รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ใดเช้าไปเกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้า ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ทันที

กระทรวงศึกษาธิการขอกำชับให้หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดและองค์กรในกำกับกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น ถือปฏิบัติตามมาตรการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

‘ต๋ามฮอยศรัทธา2007ปี่ เมินมา-หกเป็งวันทา’ ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.05 น.

‘ต๋ามฮอยศรัทธา 2007 ปี่ เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง’ จัดพิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา ‘การแสดง-แสง-สี-เสียง’ ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่พระธาตุดอยตุง ตำบลห้วยไคร้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ได้จัดงานประเพณี “ต๋ามฮอยศรัทธา 2007 ปี่ เมินมา หกเป็งวันทา ไหว้สาพระมหาชินธาตุเจ้าดอยตุง” เพื่อสืบทอดวัฒนธรรมล้านนา และรวมพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชน จากหลากหลายชาติพันธุ์โดยจัดพิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา การแสดง แสง สีเสียง ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา

โดยมี พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง ประธานฝ่ายสงฆ์พร้อมด้วย พระปลัดเซ็งกิม กตสิทโธ เจ้าอาวาสวัดกิ่วกาญจน์ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย และพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงราย ร่วมประกอบพิธี และมี นายชรินทร์ ทองสุข ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นำส่วนราชการ ภาคเอกชนเข้าร่วมประกอบพิธี

ซึ่งมีขบวนแห่ศรัทธายิ่งใหญ่ ขบวนแห่น้ำทิพย์และเครื่องสักการะ เริ่มต้นจากลานจอดรถหน้าทางเข้าพระธาตุดอยตุง มุ่งสู่ลานพระธาตุ โดยมี ขบวนเสลี่ยงพุทธศาสชาติพันธุ์ นำโดย พระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ (บุญมา มานิโต) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 6 และเจ้าอาวาสวัดพระสิงห์ พระอารามหลวง รักษาการเจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยตุง พร้อมด้วยขบวนน้ำทิพย์ ขบวนตุงพันวา และพุทธศาสนิกชนจากหลายพื้นที่

และประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ พิธีบวงสรวงพระธาตุดอยตุง นำโดยพระพุทธิวงศ์วิวัฒน์ พิธีวางเครื่องสักการะและกล่าวขอสูมา ตามประเพณีล้านนา พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ถ่ายทอดเรื่องราวแห่งศรัทธา จากนั้นได้จัดพิธีเทกระจาดแจกทานมอบข้าวสาร 300 ถุง ให้แก่พุทธศาสชาติพันธุ์

งานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนได้ร่วมกันแสดงความศรัทธา และสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณีล้านนาให้คงอยู่สืบไป

ทั้งนี้ ยังมีการกิจกรรมภายในงาน กาดมั่วชาติพันธุ์ ณ วัดน้อยดอยตุง นำเสนออาหารและสินค้าพื้นเมือง บูชาตุงประจำปีเกิด ร่วมสักการะพระมหาชินธาตุเจ้า ดอยตุงเป็นพุทธบูชา โรงทาน บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ผู้มาร่วมงาน /// – 026

มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

มธ.ศูนย์ลำปาง จัด Kick off ‘รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี’ ในวาระครบรอบ 32 ปี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง นำโดย รศ.ดร.สุปรียา แก้วละเอียด รองอธิการบดีฝ่ายบริหารศูนย์ลำปางและการคลัง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ร่วมกิจกรรม Kick off โครงการ “รถจักรยานเพื่อน้องและสิ่งแวดล้อมที่ดี” ในวาระครบรอบ 32 ปี ธรรมศาสตร์ศูนย์ลำปาง โดยหน่วยศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ร่วมกับชมรมธรรมศาสตร์ลำปาง ชมรมศิษย์เก่ารัฐศาสตรมหาบัณฑิต และเครือข่ายศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดขึ้น เพื่อมอบรถจักรยานจำนวน 32 คัน ให้แก่นักศึกษาใช้บริการยืมปั่นออกกำลังกายและการเดินทางภายในมหาวิทยาลัย โดยได้รับเกียรติจากคุณนเรศวร์ฤทธิ์ อุบลศรี นายอำเภอห้างฉัตร พร้อมด้วยส่วนราชการ และศิษย์เก่า เข้าร่วมกิจกรรม

หากท่านใดสนใจร่วมสนับสนุนรถจักรยานคันละ 3,000 บาท หรือตามความประสงค์ ผ่านบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่หน่วยศิษย์เก่าสัมพันธ์ไกรลาศ กันทาแจ่ม (063-1462653)

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

มมส จัดงาน ‘บุญผะเหวด’ สืบสานฮีตเดือน 4 ประเพณีชาวอีสาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) จัดงาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด” ประจำปี 2568 อย่างยิ่งใหญ่ จำลองมณฑลพิธีเป็นป่าหิมพานต์อัญเชิญพระอุปคุต แห่ผะเหวดเข้าเมืองพร้อมพิธีสำคัญ “ตักบาตรข้าวพันก้อน”สืบสานประเพณีอันดีงามของชาวอีสาน

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดงาน “ฮีตเดือน 4 ประเพณีบุญผะเหวด ประจำปีงบประมาณ 2568” ณ พิพิธภัณฑ์มหาวิทยาลัยมหาสารคามโดยจำลองมณฑลพิธีให้เป็นป่าหิมพานต์เพื่อสืบสานประเพณีฮีต 12 คอง 14 ของชาวอีสาน โดยมีพิธีสำคัญต่างๆ มากมาย อาทิ พิธีอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นจากน้ำ ขบวนแห่พระอุปคุต แห่ผะเหวดเข้าเมือง การเทศน์มาลัยหมื่น-มาลัยแสน และพิธีตักบาตรข้าวพันก้อน

รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า งานบุญผะเหวดที่จัดขึ้นในปีนี้ เพื่อทำนุบำรุงสืบสานประเพณีฮีตสิบสองในพื้นที่ รวมถึงการส่งเสริมพระพุทธศาสนา และบำรุงวัดในพื้นที่รอบมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ผ่านการแต่งกายชุดผ้าไทยและการร่วมกิจกรรมต่างๆ ภายในงาน

นายภูวดล อยู่ปาน นักวิชาการศึกษา งานเอกสารใบลาน กลุ่มงานทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มมส กล่าวว่า บุญผะเหวด หรือบุญมหาชาติ เป็นหนึ่งในประเพณีสำคัญของชาวอีสาน ที่มีการทำทานครั้งยิ่งใหญ่และมีการเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก โดยเชื่อว่าหากใครได้ฟังเทศน์ครบ 13 กัณฑ์ จะได้รับอานิสงส์อันยิ่งใหญ่ การจัดงานในครั้งนี้ มมส ได้จัดพิธีตามแบบโบราณ โดยมีการเตรียมเครื่องบูชาคาถาพันต่างๆ เช่น ธูปพันดอก เทียนพันเล่ม หมากเมี่ยงพันคำ และข้าวตอกดอกโน นอกจากนี้ ยังมีขบวนแห่ที่สวยงามจากนิสิตวงกลองยาวศิลป์อีสาน วิทยาลัยดุริยางคศิลป์และคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์

โดยช่วงเช้าจะมีพิธีตักบาตรข้าวพันก้อน ซึ่งเป็นพิธีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญมหาทานของพระเวสสันดร โดยมีการปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมนำไปวางตามต้นเสาทั้ง 8 ทิศ และหน้าหอพระอุปคุต ตลอดทั้งวันมีการเทศน์ 1,000 พระคาถา และมีการสาดข้าวเมื่อเทศน์จบแต่ละกัณฑ์ เพื่อจำลองฝนทิพย์

นอกจากนี้ ยังมีการแห่กัณฑ์หลอนเพื่อถวายปัจจัยแก่พระสงฆ์ ซึ่งปัจจัยที่ได้จะนำไปทำนุบำรุงวัดรอบมหาวิทยาลัย ตามวิสัยทัศน์“มหาวิทยาลัยเพื่อชุมชน” และมีการตั้งโรงทานจากหน่วยงานต่างๆ ของมหาวิทยาลัย

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ หัวหน้างานพิธีการและกิจการพิเศษ มมส กล่าวว่า การจัดงานบุญผะเหวดในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสืบสานประเพณีฮีต 12 ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และสร้างความสามัคคีในหมู่คณาจารย์ บุคลากร นิสิต และนักเรียนโรงเรียนสาธิตฯ โดยจัดพิธีอัญเชิญพระอุปคุต และการฟังเทศน์และแห่กัณฑ์หลอน ซึ่งบรรยากาศเต็มไปด้วยความสนุกสนานตามแบบฉบับชาวอีสาน

สำหรับการเทศน์มหาชาติเป็นการเล่าเรื่องราวของพระเวสสันดรชาดก ซึ่งเป็นเรื่องราวของการให้ทาน โดยเชื่อว่าหากใครได้ฟังเทศน์ครบ 13 กัณฑ์ จะได้ไปเกิดในยุคพระศรีอริยเมตไตรย โดยงานจะเห็นการโยนข้าวสาร ในช่วงการฟังพระเทศน์ เป็นการสื่อว่า “การโยนข้าวสาร ข้าวตอก เป็นกุศโลบายของการให้ทาน และจำลองฝนโบกขรพรรษ ซึ่งเป็นฝนพิเศษ” โดยความตั้งใจในปีหน้า มมส มีแผนจะจัดงานให้ยิ่งใหญ่ขึ้น โดยอาจเพิ่มเป็น 3-4 วันและเพิ่มกิจกรรม เช่น นิทรรศการทางวิชาการ และการประกวดแต่งกายกัณฑ์หาชาลี

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

ศธ.ผนึก 4 หน่วยงานรัฐ ผลิตสาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ รองรับอัตรากำลังขาดแคลน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีลงนามความร่วมมือในการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อรองรับอัตรากำลังที่ขาดแคลน ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน กรมที่ดิน สำนักงาน
การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และกรมธนารักษ์ โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมพิธี และมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน นายวัฒนา มังธิสาร รองเลขาธิการ ส.ป.ก. และนายฤชา วราทร รองอธิบดีกรมธนารักษ์ ร่วมลงนามความร่วมมือ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า รัฐบาลได้ส่งเสริมการผลิตกำลังคนทุกช่วงวัย อย่างเต็มกำลังและความสามารถ และนโยบาย ศธ. “เรียนดี มีความสุข” เน้นย้ำส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงานในอนาคต รวมถึงสร้างโอกาสให้ผู้เรียนมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) จบแล้วมีงานทำ จากความร่วมมือดังกล่าวก็เพื่อผลิตบุคลากรรองรับอัตรากำลังขาดแคลนของหน่วยงาน ด้านนายช่างรังวัด และนายช่างสำรวจ โดยดำเนินความร่วมมือระยะเวลา 5 ปี (2568-2573) ศธ. โดย สอศ. มีหน้าที่ในการผลิตกำลังคนสายวิชาชีพได้เพิ่มรายวิชาใหม่ “การรังวัดที่ดิน” รองรับเทคโนโลยีการสำรวจยุคปัจจุบันและตรงกับความต้องการของกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ ผลิตบุคลากรในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคนิควิศวกรรมสำรวจ ระบบทวิภาคี คือ เรียน 1 ปี และฝึกอาชีพในหน่วยงาน 1 ปี เมื่อผู้เรียนผ่านการศึกษาในโครงการนี้แล้ว จะได้รับการยกเว้นสอบภาค ก. ของสำนักงาน ก.พ. หากผ่านเกณฑ์การประเมินความรู้ที่ถูกบรรจุไว้ในหลักสูตร และมีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการในหน่วยงาน 3 หน่วยงานดังกล่าวตามเงื่อนไขที่กำหนด

“ปีแรกนักเรียนจะเรียนภาคทฤษฎีก่อน ปีต่อไปให้ผู้เรียนไปฝึกปฏิบัติกับหน่วยงานที่ร่วมบันทึกความร่วมมือกับ สอศ. หากเรียนจบแล้วมีความประพฤติดี มีทักษะมีผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม ก็จะมีโอกาสได้รับการคัดเลือกบรรจุเข้ารับราชการในสังกัดกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ ตามเงื่อนไขของหน่วยงานกำหนด ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างบุคลากรคุณภาพ และเกิดประโยชน์กับภาครัฐอย่างยั่งยืน” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการกอศ. กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. ที่เข้าร่วม 8 แห่งทั่วประเทศ โดยกรมที่ดิน ส.ป.ก. และกรมธนารักษ์ มีอัตราบรรจุรองรับผู้สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 225 อัตรา ในช่วง 3 รุ่น ตั้งแต่ปี 2570-2572 โดยได้เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2568 ผ่านทางเว็บไซต์ sv.ovec.go.th และที่วิทยาลัยเทคนิค 8 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งผู้สมัครต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. สาขาสำรวจ หรือกำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 ในสาขาดังกล่าว ทั้งนี้ภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันขับเคลื่อนการผลิตกำลังคนที่มีทักษะ พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานภาครัฐและเอกชน เพื่อประโยชน์ของประเทศในระยะยาว

ขณะที่ นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า กล่าวว่า โครงการนี้

จะคัดเลือกผู้เรียนมาเข้าร่วมโครงการและคนที่ผ่านหลักสูตรนี้แล้วก็เสมือนผ่านการสอบภาค ก ไปโดยอัตโนมัติ และเมื่อเรียนจบ ปวส.แล้วก็จะต้องผ่านการวัดความเหมาะสมจากหน่วยงานเพื่อบรรจุเข้ารับราชการ ทั้งนี้ เพื่อให้หน่วยงานได้คนที่เรียนจบแล้วทำงานได้เลย เนื่องจากเข้าใจกฎระเบียบ เข้าใจการใช้เครื่องมือในการทำงานของหน่วยงานนั้นๆ แล้วทางหน่วยงานนั้นไม่ต้องเสียเวลาเทรนการทำงานอีก เพราะที่ผ่านมาแต่ละหน่วยงานต้องใช้เวลาเป็นปีในการเทรนงาน ก็เป็นการลดต้นทุนของทางราชการด้วย จึงมาร่วมมือกับหน่วยที่ผลิตกำลังคนเพื่อให้ได้คนที่จบแล้วทำงานได้เลย

‘ราชกิจจานุเบกษา’เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง’พระครูสัญญาบัตร’ 1,290 รูป

'ราชกิจจานุเบกษา'เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง'พระครูสัญญาบัตร' 1,290 รูป

‘ราชกิจจานุเบกษา’เผยแพร่ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ ตั้ง’พระครูสัญญาบัตร’ 1,290 รูป

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568  เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการ ประกาศ พระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ตั้งพระครูสัญญาบัตร จำนวน 1,290 รูป ดังนี้

1. พระครูวินัยธร นพคุณ ๔ ประโยค วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูวิมลจริยาภรณ์

2. พระครูสมุห์ ธนนันก์ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูมงคลวัชรพิศิษฐ์

3. พระครูปลัด สุนทรกมล วัดราชบูรณะ ราชวรวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุนทรวัชรพิมล

4. พระครูวิจิตรสังฆการ ต้นกล้า ๓ ประโยค วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุตวัชรวิจิตร

5. พระมหาสมคิด ๓ ประโยค วัดจักรวรรดิราชาวาส วรมหาวิหาร พระอารามหลวง กรุงเทพมหานคร เป็น พระครูสุตธีรวัชร์ …เป็นต้น…

ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมดได้ที่นี่  https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/64286.pdf

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

อธิการบดี ม.นครพนมนำสื่อชมหอประชุมลุ่มน้ำโขงเตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.38 น.

อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม นำสื่อเยี่ยมชมหอประชุมลุ่มน้ำโขง เตรียมความพร้อมจัดงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ยันผู้รับเหมางานไม่เสร็จ ไม่มีการคืนเงินประกัน

วันที่ 12 มีนาคม 2568 เวลา 09.30 น. ศ.ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (อธก.มนพ.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.ถนอม ทาทอง รอง อธก.ฝ่ายแผนและงบประมาณ ผศ.ดร.ปุณณฑรีย์ เจียวิริยบุญญา ผู้ช่วย อธก.ฝ่ายสื่อสารองค์กรและวิเทศสัมพันธ์ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ร่วมต้อนรับสื่อมวลชนจังหวัดนครพนม ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมหอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ซึ่งเป็นสถานที่เตรียมจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ประจำปีการศึกษา 2566 ณ หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (เขตพื้นที่มรุกขนคร) บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม

โดยผู้บริหาร มนพ.ได้นำเสนอแผนการพัฒนาต่างๆ ทั้งในด้านการจัดการเรียนการสอน รวมถึงหลักสูตรการศึกษาใหม่ ๆ ที่กำลังจะเปิด ตลอดจนแผนข้อมูลการพัฒนาด้านโครงสร้าง อาคารหลังนี้ รวมถึงสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกอาคาร 

ที่สำคัญได้มีการจัดเตรียมงานรองรับพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมหาวิทยาลัยของหอประชุมแห่งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรก หลังมีมติย้ายสถานที่จัดพิธีฯ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24 มีนาคม 2568 ที่จะถึงนี้ พร้อมนำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมหอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ถึงความพร้อม ในการเปิดใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

อธิการบดีมหาวิทยาลัยนครพนม (อธก.มนพ.) กล่าวว่า หอประชุมนี้แม้จะเป็นการก่อสร้างในนามมหาวิทยาลัย แต่การใช้งานนั้น ทุกคน ทุกหน่วยงาน สามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ เพราะภารกิจของ มนพ.คือการสนับสนุนสังคม และยิ่งการใช้งานอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อจังหวัด หรือเศรษฐกิจโดยรวมของสังคม ทางมหาวิทยาลัยมีความยินดีอย่างยิ่ง

“หอประชุมนี้ใหญ่ที่สุดในเขตภาคอีสานตอนบน ซึ่งหมายความว่าความอลังการของหอประชุมยิ่งใหญ่มาก หากทุกคนได้มาเห็นจริง ๆ จะเห็นว่าเดินสุดลูกหูลูกตา ระบบแสง สี เสียง มีความสมบูรณ์ นั่นคือสิ่งที่ มนพ.ได้จัดสร้างไว้ เพื่อให้ประโยชน์กับผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่าง ๆ การค้า การลงทุน ภาคธุรกิจ สามารถใช้พื้นที่ของหอประชุมนี้ได้ และถ้าเราทำเป็นห้องประชุมที่รับการรับรองไมซ์ (MICE) ประโยชน์ก็จะเกิดขึ้นมหาศาลกับเศรษฐกิจชีวิตความเป็นอยู่ของคนนครพนม ภารกิจของ มนพ.จะทำหน้าที่สนับสนุนหอประชุมแห่งนี้ ให้เป็นหอประชุมภูมิภาคของพวกเราอย่างแท้จริง ซึ่งทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่จากหอประชุมนี้ได้อยู่แล้ว” ศ.ดร.ธวัชชัย กล่าว

นอกจากนี้ อธก.มนพ.ได้พูดถึงข้อสงสัยของสื่อมวลชน กรณีมีข่าวว่าผู้รับเหมาจะขอเงินประกันคืน จึงขอชี้แจงดังนี้ทางผู้รับเหมาใช้แบงค์การันตีเป็นเงินค้ำประกัน กรณีเกิดความเสียหายในระหว่างก่อสร้าง หากภายใน 2 ปีทางผู้ว่าจ้าง(มนพ.) ไม่มีการสั่งให้แก้ไข ซ่อมแซม ตามกฎหมายก็ต้องคืนเงินค้ำประกันดังกล่าว แต่ ณ เวลานี้ยืนยันไม่มีการคืนเงินประกันใดๆทั้งสิ้น จนกว่าตรวจสอบแล้วว่าไม่มีจุดใดต้องแก้ไขอีก เรื่องนี้ขอให้ประชาชนชาวนครพนมมั่นใจได้ 

อนึ่ง หอประชุมฯได้จัดโซนเฉพาะสำหรับ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี คล้ายเขตพระราชฐาน เพื่อรองรับขณะพระองค์ท่านเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรแก่นักศึกษา และจะห้ามไม่ให้ใครเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ถือเป็นที่หวงห้ามที่มีความปลอดภัยสูงสุด

ทั้งนี้ หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่มรุกขนคร บ้านเนินสะอาด ต.นาราชควาย อ.เมือง จ.นครพนม มีพื้นที่การก่อสร้างประมาณ 30,000 ตารางเมตร บนเนื้อที่ 20 ไร่ ใช้งบในการก่อสร้าง 350 ล้านบาท ถือเป็นหอประชุมที่ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนบน) สามารถบรรจุคนได้มากถึง 3,000 คน 

โดยจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ของอาคารมีทั้งหมด 3 ชั้น ชั้นที่ 1 เป็นลานจอดรถรองรับได้ถึง 100 คัน และรอบนอกอาคารสามารถจอดได้ประมาณ 1,000 คัน มีประตูทางเข้า-ออกที่สะดวก ติดตั้งกล้องวงจรปิดทุกจุด เพื่อสร้างความมั่นใจแก่ผู้มาใช้บริการ 

สำหรับชั้นที่ 2 มหาวิทยาลัยฯคาดหวังอยากให้หอประชุมแห่งนี้ เป็นจุดแสดงสินค้าภูมิภาคของไทย ลาว เวียดนาม จีน เมียนมา และกัมพูชา เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความกว้าง โอ่โถง และสะดวกต่อการจัดแสดงสินค้าระดับนานาชาติ พร้อมห้องน้ำมีตามจุดนับร้อยห้อง ส่วนชั้นที่ 3 สามารถใช้จัดแสดงคอนเสิร์ต การประชุมนานาชาติ หรือกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีขนาดใหญ่ 

แต่ละชั้นมีระบบขนส่งสินค้าขึ้น-ลง เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน ส่วนลวดลายการตกแต่ง และความอ่อนช้อยของหอประชุมแห่งนี้ นำไอเดียแนวคิดของอาณาจักรศรีโคตรบูรณ์ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ประจำจังหวัดนครพนม มาออกแบบประยุกต์เพื่อให้กลมกลืนกับบริบทพื้นที่

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

เปิด 5 กระทรวง ข้าราชการลาออกมากที่สุด ปีงบประมาณ 2566

วันพุธ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.01 น.

วันที่ 12 มีนาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “LIRT :คลังสารสนเทศของสถาบันนิติบัญญัติ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ได้มีการเปิดเผยข้อมูล การสูญเสียข้าราชการพลเรือนสามัญ สูงสุด 5 กระทรวง ปีงบประมาณ 2566 โดยพบว่า

กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีอัตราสูญเสียสูงสุด รวม 9,308 คน แบ่งเป็น ​เกษียณ 3,843 คน การลาออก 5,268 คน​ ผิดวินัย 9 ​คน และเสียชีวิต 188 คน

กระทรวงมหาดไทย (มท.) รวม 2,375 คน แบ่งเป็นเกษียณ ​ 1,236 คน การลาออก 1,020 คน ผิดวินัย ​55 คน​ ​และเสียชีวิต ​64 คน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวม 1,606 คน แบ่งเป็นเกษียณ​ 904 คน การลาออก 616 คน ผิดวินัย 21 คน​ ​และเสียชีวิต ​65 คน

กระทรวงการคลัง รวม 1,585 คน แบ่งเป็นเกษียณ 931 คน การลาออก 604 คน ผิดวินัย 18 คน​ ​และเสียชีวิต ​32 คน

กระทรวงคมนาคม รวม 806 คน แบ่งเป็นเกษียณ 499 คน การลาออก 280 คน ผิดวินัย 6 คน​ ​และเสียชีวิต 21 คน

ทั้งนี้ ข้อมูล กำลังคนภาครัฐ 2566 / สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)