สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

สกู๊ปพิเศษ : ‘จ้างเหมาบริการ’เหลื่อมลํ้าในภาครัฐ ผ่านไปเกือบ27ปี..ยังรอแก้ไขให้เป็นธรรม

วันจันทร์ ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

“รับสมัครครู 2 อัตรา วุฒิปริญญาตรีเงินเดือน 6,000 บาท” โพสต์สั้นๆ ซึ่งเป็นประกาศรับสมัคร “ครูอัตราจ้าง” โรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ถูกนำมาเผยแพร่บนเพจเฟซบุ๊ก “ครูวันดี” ของเว็บไซต์ kruwandee.com ซึ่งรวบรวมข่าวสารในแวดวงการศึกษาและอาชีพครู และถูกสื่อมวลชนนำมาแชร์ต่อในวันที่ 25 ก.พ.2568 เรียกกระแส “ดราม่า” สังคมตั้งคำถามถึง “ความเหมาะสม” เพราะการจะเป็นครูต้องจบปริญญาตรี ในขณะที่ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยของประเทศไทยคือมากกว่า 300 บาทต่อวัน งานนี้เสียงวิพากษ์วิจารณ์สนั่น เพราะเงินเดือนครูกลับได้น้อยกว่านั้นเสียอีก

และต้องบอกว่า “เรื่องแบบนี้มีให้เห็นอยู่เนืองๆ” อย่างย้อนไปเมื่อเดือน ธ.ค. 2567 โรงเรียนแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้รับสมัครครูอัตราจ้าง เงินเดือน 3,000 บาท ก่อนจะออกประกาศยกเลิกในภายหลัง หรือในวันที่29 ต.ค. 2567 มีการชุมนุมประท้วงที่กระทรวงศึกษาธิการ โดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย ซึ่งผู้ชุมนุมยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อหนึ่งในนั้นคือ “ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว” พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง

“แรงงานข้ามชาติที่มาจาก MOU คุณไปดูสิทธิและสวัสดิการเหนือกว่าลูกจ้างเหมาส่วนราชการด้วยซ้ำ ผมไปพูดในรัฐสภา สัญญาจ้างทำของมันไม่ควรนำมาใช้แล้ว แล้วคุณคิดอย่างไร? จ้างคนแท้ๆ แต่ไปใช้สัญญาจ้างทำของ อันนี้มันคือความรู้ความสามารถของข้าราชการที่นั่งอยู่ตรงนั้น ว่าคุณมีวิสัยทัศน์มองคนมองการจ้างงานอย่างไร”

คำกล่าวของ บุญรอด สนเปี่ยม ประธานสหภาพคนทำงานภาครัฐแห่งประเทศไทย ในวงเสวนา “การขับเคลื่อนเชิงนโยบายการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ” ที่ รร.เบย์ ถ.ศรีนครินทร์ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2568 ตั้งคำถามกับ “วิธีคิด”ที่กลายมาเป็นนโยบาย ซึ่งเท่าที่เคยเจอมา บุคลากรกลุ่มจ้างเหมาบริการมี 2-3 กรณี ถึงขั้นฆ่าตัวตาย เส้นเลือดในสมองแตก

หรือมีครั้งหนึ่ง ไปเจอกรณีหน่วยงานระดับสำนักงานปลัดค้างจ่ายค่าจ้างพนักงาน 145 คน ต้องควักเงินส่วนตัวลงขันกันซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและไข่ไก่ไปเดินแจกตามห้องพัก “ที่ผ่านมาลูกจ้างภาครัฐไม่ค่อยมีเวทีให้พูด” ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จึงพูดอยู่เรื่องเดียวคือการแก้ไขสัญญาจ้าง และต้นเหตุของปัญหามาจาก 2 หน่วยงาน คือสำนักงาน ก.พ. กับกระทรวงการคลัง จึงย้ำว่า 2 หน่วยงานดังกล่าวต้องลงไปช่วยแก้ปัญหาให้ทั้งลูกจ้างเหมาบริการและหน่วยงานของรัฐ

สุรพงค์ วิจิตรโสภา นิติกรชำนาญการพิเศษ กองนิติการ กลุ่มงานพัฒนากฎหมาย กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า หากเป็นการจ้างลูกจ้างผ่านบริษัท เช่น หน่วยงานของรัฐต้องการจ้างคนขับรถ คนขับรถนั้นถือเป็นลูกจ้างของบริษัท อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน ได้รับสิทธิประโยชน์ อาทิ เวลาทำงาน ค่าจ้างที่ไม่ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำ ทำงานนอกเวลาปกติได้ค่าจ้างล่วงเวลา (OT)

แต่ตำแหน่งงานเดียวกัน หากหน่วยงานของรัฐจ้างเองโดยตรง การทำสัญญาจ้างจะใช้สัญญาตามกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งมีเงื่อนไขอยู่ว่า ห้ามจ้างเป็นลูกจ้าง ทำให้ได้สิทธิประโยชน์น้อยลง เช่น คนขับรถที่ต้องทำงานในวันหยุด หากเป็นสัญญาจ้างแบบนี้ก็จะไม่ได้รับค่าจ้างในวันหยุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นภาระของหลายกระทรวง อาทิ กระทรวงแรงงาน กระทรวงการคลัง อย่างไรก็ตามในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีความพยายามขับเคลื่อนการแก้ไขเพื่อให้เกิดการดูแลแรงงานกลุ่มนี้

ซึ่งกระทรวงแรงงานทำได้อยู่ 2 มาตรการ คือ 1.เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้มีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานต่างๆ ไปร่วมกันแก้ไขปัญหา เช่น กระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. ให้ไปดูอัตรากำลังในส่วนที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถจ้างเพิ่มได้หรือไม่ การปรับแก้สัญญาจ้างให้ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ไม่ควรน้อยกว่าลูกจ้างของภาคเอกชนมากจนเกินไป อย่างเรื่องค่าจ้าง ไม่แน่ใจว่ามีหน่วยงานใดบ้างที่ยังไม่ถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะเมื่อเป็นสิทธิพื้นฐานก็ควรได้ กับ 2.เสนอแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อให้ครอบคลุมลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐ

โดยในส่วนของการเสนอ ครม. เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลก็ต้องเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ แต่ในระหว่างนั้น ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานที่กระทรวงแรงงานจัดทำขึ้นพร้อมพอดี จึงมาที่การเสนอกฎหมายโดยเน้นที่สิทธิขั้นพื้นฐานราว 7-8 เรื่อง เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ วันหยุด-วันลา ค่าจ้างล่วงเวลา ซึ่ง ครม. ก็อนุมัติในหลักการ แต่ก็มีร่างกฎหมายที่เสนอเข้ามาอีก 2 ฉบับ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คือร่างของ วรรณวิภา ไม้สน จากพรรคก้าวไกล (ในขณะนั้น) กับร่างของ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ จากพรรคภูมิใจไทย

แต่เมื่อทางกระทรวงแรงงานเห็นร่างกฎหมายของตนเองคล้ายกับร่างที่ สส.พรรคภูมิใจไทยเสนอ จึงขอถอนเรื่องออกไป จากนั้นจึงมีการตั้ง กมธ. วิสามัญขึ้นมาพิจารณา ซึ่งจากการหารือกันในชั้น กมธ. มีหลักคิดอยู่ 2 อย่าง คือหากจะแก้ปัญหาลูกจ้างเหมาบริการในส่วนภาครัฐให้ถูกต้องที่สุด ต้องไปแก้ที่กฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะจุดเริ่มต้นของการสัญญาจ้างเหมาบริการอยู่ที่การมองว่าเป็นการจ้างทำของ จึงต้องไปแก้ที่จุดนั้น แต่เมื่อหน่วยงานเจ้าของเรื่องไม่ผลักดันให้แก้ กระทรวงแรงงานจึงต้องมาผลักดันการแก้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน

“กระทรวงแรงงานจะไปแก้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างไม่ได้ แก้ได้เฉพาะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพราะรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานรักษาการ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน อันนี้คือหลักการเสนอกฎหมายโดยหน่วยงานรัฐ แต่ถ้า สส. รวมตัวกัน 20 กว่าคน แก้ พ.ร.บ. ได้หมดเพราะท่านไม่ใช่รัฐมนตรีผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นั้นๆ เพราะฉะนั้นกระทรวงแรงงานเริ่มแรกถึงรับเรื่องนี้มาแล้วก็จำเป็นต้องแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” สุรพงค์ กล่าว

สุรพงค์ กล่าวต่อไปว่า แต่เมื่อนำร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน จาก กมธ. เข้าสู่การพิจารณาในวาระ 2-3 เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2568 สรุปแล้วต้องดึงร่างกฎหมายกลับไปพิจารณาใหม่เนื่องจากมีการตัดมาตรา 3 ว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการออกไป อีกทั้งมติที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวาระแรก หรือชั้นรับหลักการ ได้อนุมัติหลักการเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้ครอบคลุมแรงงานกลุ่มจ้างเหมาบริการภาครัฐด้วย ซึ่ง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ได้ท้วงติงว่าการที่ กมธ. ตัดออกไปนั้นขัดกับมติในชั้นรับหลักการ

บัณฑิต แป้นวิเศษ ตัวแทนมูลนิธิเพื่อนหญิง ในฐานะ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างกฎหมายคุ้มครองแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เล่าถึงการอภิปราย (ร่าง) พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ… ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 19 ก.พ. 2568 ซึ่งจบลงด้วยการขอถอนร่างกฎหมายกลับไปแก้ไขก่อน ว่า บรรยากาศในวันดังกล่าวมีการถกเถียงกันอย่างหนัก มี สส. อภิปรายว่ามนุษย์ไม่ใช่สิ่งของ สัญญาจ้างแบบจ้างทำของ ใช้ระเบียบจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ซึ่งการใช้ถ้อยคำแบบนี้ ความเป็นมนุษย์เป็นคนทำงานไม่ใช่สิ่งของ แต่โชคยังดีที่มาตรา 3 และหลักการไม่ถูกตีตก

ดังที่ นพ.ชลน่าน บอกว่า นี่เป็นการแก้ไขกฎหมาย ไม่ใช่การร่างกฎหมายฉบับใหม่ ดังนั้นหลักการที่สภารับรองมาให้ กมธ. ทำ เป็นเรื่องการแก้ไข ซึ่งที่มีการสื่อออกไปว่ามีการถอนร่างกฎหมาย จริงๆ ไม่ได้ถอนแต่เป็นการนำไปปรับแก้โดยให้คงหลักการเรื่องการคุ้มครองลูกจ้างตามสัญญาจ้าง ดังนั้นจึงยังคงมาตรา 3 ไว้อยู่ อีกทั้งอาจปรับแก้เพื่อนำการคุ้มครองตามมาตราต่างๆ ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเข้ามาให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ปัญหาของสัญญาเหล่านี้ ซึ่งหากทำได้ จะทำให้ลูกจ้างอีกกว่า 5 แสนชีวิตได้รับอานิสงส์

อนึ่ง กมธ. วิสามัญชุดนี้ โชคดีที่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้าไปมากที่สุดตามโควตาของพรรคการเมืองต่างๆ แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือการขอข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมบัญชีกลางกระทรวงการคลัง สำนักงาน ก.พ. เพราะเมื่อได้ข้อมูลไม่ครบจะมีบางประเด็นที่ไม่สามารถพิจารณาต่อได้ ส่วนที่น่าสนใจคือมีตัวแทนลูกจ้างเข้าไปให้ข้อมูล ซึ่งแม้จะเป็นลูกจ้างภาคเอกชนแต่ก็มองในมิติลูกจ้างภาครัฐด้วย ดังนั้นสิ่งที่ กมธ. กำลังพิจารณาอยู่ก็อยากให้ติดตามกันต่อ แต่หากเป็นไปได้ก็อยากให้มีลูกจ้างภาครัฐซึ่งไม่เฉพาะกลุ่มจ้างเหมาบริการ ช่วยกันไปส่งเสียงให้กำลังใจ

“ถ้าเราบอกว่าต้องไปปรับแก้ระเบียบ หรือสัญญาจ้างในกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ที่ก็ถูกล็อกโดยระเบียบพัสดุจากกระทรวงการคลังที่มีหนังสือวนไปมันก็ลำบาก อีกอย่างหนึ่งคือลูกจ้างท้องถิ่น หรือลูกจ้างหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับการศึกษา ที่เราเห็นชัดคือการที่เขาหมดสัญญาจ้างแล้วถูกลอยแพ ตรงนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้มันจะเข้าไปช่วยปรับแก้” บัณฑิต กล่าว

ที่มาที่ไปของการเกิดขึ้นของลูกจ้างเหมาบริการ ต้องย้อนไปในยุคสมัยที่ประเทศไทยกำลังดิ้นรนให้พ้นจากสภาพพังพินาศเพราะ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” หายนะทางเศรษฐกิจครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2540 โดยในวันที่ 26 พ.ค. 2541 รัฐบาลขณะนั้นได้ออกมติ ครม. เห็นชอบมาตรการปรับขนาดกำลังคนภาครัฐลูกจ้างประจำ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ปรร.) เสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้

ซึ่งมีสาระสำคัญโดยสรุปคือ “กำหนดให้ยุบเลิกตำแหน่งลูกจ้างประจำที่ว่างลงบางหมวด ให้ส่วนราชการใช้วิธีจ้างเหมาบริการสำหรับ งานบางประเภท และทบทวนว่าภารกิจใดยังจำเป็น ไม่จำเป็นต้องใช้ลูกจ้างประจำ” รวมทั้งให้กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และ ปรร. ศึกษาว่ามีงานประเภทใดควรใช้วิธีจ้างเหมาบริการเพิ่มเติมอีก แล้ว รายงานให้ ปรร. ทราบภายใน 3 เดือน

ในวงเสวนาครั้งนี้ ชัยยุทธ ชวลิตนิธิกุล คณะกรรมการกำกับทิศทาง สำนัก 9 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งคำถามกับการออกมติ ครม. ดังกล่าวว่า“เลิกแล้วใครจะทำงาน? คนที่คิดเรื่องนี้ได้ศึกษาอย่างดีพอแล้วหรือยัง?” จนถึงปัจจุบันก็ยังตะแบงว่าเป็นการจ้างทำของ ไปใช้ระเบียบพัสดุ ใช้งบประมาณของตนเองที่เป็นหมวดค่าใช้สอย ค่าจ้างค่าตอบแทนอะไรทั้งหลายให้เปลี่ยนจากการซื้อของหรือจ้างทำของมาเป็นการจ้างคน

อย่างไรก็ตาม “ในการจ้างคนแบบจ้างทำของ ถามว่ามีการบังคับบัญชาคนคนนั้นหรือไม่?” เพราะหากมีการบังคับบัญชา ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ต้องมาทำงานตามวันที่กำหนด ต้องเซ็นชื่อลงเวลาทำงาน ดุด่าว่ากล่าวได้ แต่ทุกคนกลับปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่ลูกจ้างของเรา คำถามว่าเขาเป็นใคร และเพราะแบบนี้เองทำให้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) บอกว่าเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิแรงงาน

นอกจากนั้น “ศาลยังเคยชี้ขาดแล้วในหลายกรณี” อาทิ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11987/2554” ว่าด้วยบริษัทเอกชนจ้างพนักงานขับรถในลักษณะสัญญาจ้างทำของ จึงไม่ได้นำลูกจ้างเข้าระบบประกันสังคม แต่ศาลชี้ว่า การที่บริษัทตกลงที่จะจ่ายค่าจ้างให้พนักงานขับรถตลอดเวลาที่ยังทำงานให้ โดยบริษัทมุ่งที่จะใช้การงานของพนักงานขับรถมากกว่าคำนึงถึงผลสำเร็จแห่งงานที่ทำ

พนักงานขับรถต้องทำงานภายใต้การควบคุมบังคับบัญชาของบริษัท โดยใช้ความรู้ความสามารถของตนเพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับบริษัท และบริษัทมีอำนาจให้คุณให้โทษ เช่นว่ากล่าวตักเตือน พักงาน เลิกจ้าง เป็นต้น จึงมีลักษณะเป็นสัญญาจ้างแรงงาน และอยู่ในความหมายของคำว่า ลูกจ้าง นายจ้าง และค่าจ้างตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 5

หรือ “คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7410/2562” เป็นกรณีบริษัทเอกชนฟ้องหน่วยงานภาครัฐ โดยศาลชี้ว่า แม้ข้อตกลงการจ้างเหมาบริการระหว่างหน่วยงานรัฐดังกล่าวกับ อ. จะระบุว่า การว่าจ้างตามข้อตกลงนี้ไม่ทำให้ผู้รับจ้างมีฐานะเป็นลูกจ้างของทางราชการ หรือมีความสัมพันธ์ในฐานะเป็นลูกจ้างของผู้ว่าจ้างตามกฎหมายแรงงานก็ตาม แต่ข้อตกลงอื่นที่ระบุไว้ประกอบพฤติการณ์การมอบหมายงานซึ่งกำหนดเวลาทำงาน การสั่งการให้ อ. รับมอบหมายงานในแต่ละวันตามแต่ดุลพินิจของผู้ว่าจ้าง

ตลอดจนการควบคุมความประพฤติของ อ.ในระหว่างการปฏิบัติงานอันมีลักษณะการบังคับบัญชาให้ อ. ทำตามคำสั่งการของผู้ว่าจ้างโดย อ.มิได้ปฏิบัติงานอย่างอิสระ มุ่งเพียงผลสัมฤทธิ์ของงานดังเช่นการจ้างทำของแล้ว การจ้างเหมาบริการระหว่างจำเลยกับ อ. จึงมีลักษณะเป็นการจ้างแรงงาน หาใช่เป็นการจ้างทำของ อ. จึงมีฐานะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานและเป็นเจ้าหน้าที่ตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 เมื่อ อ. กระทำละเมิดในการปฏิบัติหน้าที่ หน่วยงานของรัฐดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลย ย่อมต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยตามมาตรา 5

“ส่วนใหญ่เป็นพนักงานขับรถ ไปขับรถชน เสร็จแล้วบริษัทประกันเขาก็รู้ว่าฟ้องเจ้าตัวไม่ได้อะไร ต้องฟ้องหน่วยงาน เขาฟ้องก็ได้ผลเลย หน่วยราชการต้องรับใช้ นี่เป็นตัวอย่างที่ต่อไปที่มีการฟ้องร้องอย่างนี้หน่วยงานราชการจะเห็นโลงศพ ท่านจะตะแบงต่อไปอีกไม่ได้แล้ว” ชัยยุทธ ระบุ

ชัยยุทธ ย้ำว่า “แม้จะเขียนในสัญญาว่าไม่ใช่นายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ศาลไม่ได้มองแบบนั้น”เรื่องนี้เป็นประเด็น หน่วยงานอย่าง ก.พ. หรือกระทรวงการคลังต้องรับผิดชอบ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าปล่อยเรื้อรังตั้งแต่ปี 2541 จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 27 ปีได้อย่างไร? ถามว่ามีคนต้องทุกข์ทรมานเท่าไร? บางคนว่า 5 แสนคน บ้างก็ว่า 7 แสนคน และ กสม. ก็เคยแจ้งไปแล้วตั้งแต่ปี 2553 แต่ก็ไม่เห็นทำอะไร

มนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มติ ครม. เมื่อปี 2541 ทำให้ถูกตอนการจ้างลูกจ้างประจำ โดยให้หัวหน้าส่วนราชการสามารถจ้างคนได้ แต่ไม่ให้ทำเป็นสัญญาจ้าง ไม่ให้อยู่ในงบประมาณ ทำให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หลายพื้นที่งบประมาณเพียงพอและผู้บริหารก็อยากจ้างคนโดยจ่ายสวัสดิการเต็มที่ แต่ไม่สามารถทำได้เพราะติดมติ ครม. ดังกล่าว

หรืออย่างช่วงที่มีการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีการเขียนไว้ว่าการจ้างงานต้องไม่ด้อยไปกว่าสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายประกันสังคม แต่ไม่ได้บอกว่าใครจะมีอำนาจเข้าไปกำกับดูแล ผลก็คือค้างอยู่อย่างนั้น ยังมีการจ้างเหมาบริการเหมือนเดิม ทั้งนี้ เรื่องลูกจ้างเหมาบริการในหน่วยงานภาครัฐเป็นสิ่งที่ตนขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ดูเหมือนสื่อกระแสหลักไม่ค่อยนำเสนอซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร เช่น เสนอข่าวครูผู้ช่วยเงินเดือน 9,000 บาท ได้ไม่นาน ไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากสังคมเอาด้วยการขับเคลื่อนคงไม่เป็นแบบนี้

“ถ้ามติ ครม. ปี 2541 ถ้าเราสามารถให้เขาทบทวนได้ ผมคิดว่าการจ้างงาน เอามติ ครม. ให้กระทรวง ทบวง กรม องค์กรท้องถิ่น สามารถจ้างสัญญาจ้างได้ อยู่ภายใต้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อยู่ภายใต้ในเรื่องของประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน เพราะตอนนี้เราทำได้แล้ว เขาแก้ไขแล้วนะ หน่วยงานของรัฐเป็นนายจ้างแล้ว ตอนนี้พนักงานราชการ พนักงานหน่วยงานของรัฐเข้าอยู่ในเงินทดแทน เราถก กมธ. ว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นนายจ้าง ในที่สุดต้องยอมรับ รัฐบาลก็คือนายจ้าง จึงตั้งงบประมาณเอาเงินตรงนี้ส่งกองทุนเงินทดแทน” มนัส กล่าว

ย้อนไปในเดือน พ.ย. 2562 สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เคยเผยแพร่รายงานผลการประชุม กสม. ด้านคุ้มครองและมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนวันที่ 13 พ.ย. 2562 ซึ่งหยิบยกปัญหาลูกจ้างเหมาบริการมาพิจารณาอีกครั้ง โดยระบุว่า กสม. เริ่มได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่ปี 2549 และเคยเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องแก้ไขตั้งแต่ปี 2553 เนื่องจากเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังไม่มีการแก้ไขและยังมีเรื่องร้องเรียนต่อเนื่อง

“ลักษณะการปฏิบัติงานของพนักงานจ้างเหมาบริการเหมือนกันกับการปฏิบัติงานของข้าราชการและลูกจ้างชั่วคราว กล่าวคือพนักงานจ้างเหมาบริการต้องมาทำงานตามวันเวลาราชการ ต้องปฏิบัติงานอื่นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย อันมีลักษณะการจ้างที่เป็นไปตามสัญญาจ้างแรงงาน ไม่ได้รับสิทธิในสวัสดิการต่างๆ ทั้งยังถูกหักเงินค่าจ้างในกรณีที่ไม่มาปฏิบัติงานด้วย” รายงานของ กสม. ระบุ

รายงานของ กสม. ยังกล่าวด้วยว่า “การจัดจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในรูปแบบสัญญาจ้างทำของจึงเป็นการอำพรางสัญญาจ้างแรงงานอันเป็นนิติสัมพันธ์ที่แท้จริง” ซึ่งสอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ.349/2556 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2556 และคดีหมายเลขแดงที่ อ.531/2557 ลงวันที่ 20 ต.ค. 2557 ส่งผลให้พนักงานจ้างเหมาบริการไม่ได้รับการคุ้มครองในฐานะลูกจ้าง อันกระทบต่อสิทธิของบุคคลในเรื่องการประกอบอาชีพตามที่รัฐธรรมนูญให้การรับรองไว้

การจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐจึงเป็นการผลักภาระให้บุคคลมิได้รับสิทธิในสวัสดิการขั้นพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกับข้าราชการหรือลูกจ้างของรัฐ “ขัดกับหลักการที่บุคคลควรได้รับค่าตอบแทนเท่าเทียมกันในงานลักษณะเดียวกัน (equal pay for equal work)” และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 7 ที่ให้การรับรองสิทธิของทุกคนที่จะมีสภาพการทำงานที่ยุติธรรมและน่าพึงพอใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องค่าตอบแทนที่เป็นธรรมและค่าตอบแทนที่เท่าเทียมกันสำหรับงานที่มีคุณค่าเท่ากัน

คงต้องฝากผู้เกี่ยวข้อง ไม่ว่า “ฝ่ายนิติบัญญัติ” หรือ “ฝ่ายบริหาร” จะแก้อย่างไรก็ขอให้แก้โดยเร็ว เพื่อให้เกิด “ความเป็นธรรม” กับคนทำงานที่เป็น “ฟันเฟืองขับเคลื่อนกลไกภาครัฐ” อย่างเท่าเทียม!!!

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

'ในหลวง'โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

‘ในหลวง’โปรดเกล้าฯให้องคมนตรีเชิญถุงพระราชทาน มอบราษฎรประสบวาตภัยลพบุรี

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.54 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัย ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี  และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี

8 มีนาคม 2568 เวลา 10.03 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์  องคมนตรี  ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 451ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรีต่อไป และมอบแก่ราษฎร อำเภอชัยบาดาล  ณ หอประชุมโรงเรียนชัยบาดาลวิทยา อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ  ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่หมู่ที่ 1 ตำบลชัยนารายณ์ อำเภอชัยบาดาล จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยทหารจิตอาสาพระราชทาน ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ในการนี้ พลเอก กัมปนาท  รุดดิษฐ์ องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดวาตภัยในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ณ ห้องประชุมโรงเรียนชัยบาดาลวิทยา  อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี  โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดวาตภัย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบวาตภัย โดยองคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการให้ความช่วยเหลือราษฎรให้แต่ละหน่วยงานน้อมนำไปปรับแผนในการปฏิบัติเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็ว และทั่วถึง พร้อมทั้งขอให้แต่ละหน่วยงานที่รับผิดชอบประสานความร่วมมือในการเตรียมแผน และซักซ้อมแผน เพื่อเมื่อเกิดเหตุแล้วจะทำให้การช่วยเหลือเป็นไปได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

จังหวัดลพบุรี แบ่งการปกครองออกเป็น 11 อำเภอ 122 ตำบล 1,126 หมู่บ้าน  โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอชัยบาดาล ได้เกิดเหตุวาตภัย เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2568 เวลาประมาณ 15.30 น.ส่งผลทำให้บ้านเรือนราษฎร สิ่งสาธารณประโยชน์ และพื้นที่ทางการเกษตรได้รับความเสียหายและได้รับผลกระทบใน  8 ตำบล 35 หมู่บ้าน และราษฎรได้รับความเดือดร้อน 451 ครัวเรือน  โดยจังหวัดลพบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎร จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราวให้แก่ประชาชนผู้ประสบวาตภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็ว ทั้งนี้ ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

009

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

‘รฟ. MOU เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตร‘สู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’เพื่อพัฒนาเด็กไทย

วันเสาร์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2568, 15.08 น.

‘โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล’ ลงนา MOU ‘เอ็มม่า อลิส’ จัดหลักสูตรสู่ ‘โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่’ เพื่อพัฒนาเด็กไทยจากผู้ใช้งานเป็น ‘ผู้สร้าง-นวัตกร’ ได้ด้วยตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่ ห้องประชุม  โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ถนนท้ายบ้าน ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ  ซิสเตอร์ดร. กาญจนา   สิงห์หา ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) ระหว่าง ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส กับโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ร่วมกับนายเอกสิทธิ์  เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส  โดยมีนางนฤมล  ภู่แดง รับผิดชอบงานเทคโนโลยี และ น.ส.จีระนุช ธรรมโชโต ฝ่ายวิชาการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  ร่วมเป็นสักขีพยาน เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2568

ซิสเตอร์ ดร. กาญจนา สิงห์หา ผู้อำนวยการโรงเรียนเซนต์ราฟาแอล  เปิดเผยว่า โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล หรือในชื่อเดิม โรงเรียนราฟาแอล เปิดการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาล ถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในวันนี้มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) และสัญญาการว่าจ้าง โครงการห้องเรียนสู่โลกนวัตกรรมในศตวรรษใหม่ หลักสูตรนวัตกรรมและปัญญาประดิษฐ์ ( AI) กับห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส  ในปีการศึกษาหน้า  ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบการเรียนการสอนให้ทันสมัยยิ่งขึ้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 

ในการใช้หลักสูตรนี้เราเน้นความเข้าใจของคุณครู และความเข้าใจในเรื่องของนวัตกรรมด้วย เพราะเนื่องจากหลักสูตรของชาตินั้นเน้นให้เด็กนักเรียนทุกคนมีความเป็น นวัตกร และสามารถสร้างนวัตกรรมได้ ด้วยเหตุนี้ทางโรงเรียนจึงอยากให้เด็กได้สามารถเป็นนวัตกร นอกจากนั้นหลักสูตรนวัตกรรมดังกล่าวนี้เราจะใช้ขบวนการเรียนการสอน ที่เน้นสมรรถนะของนักเรียนที่หลักสูตรของชาติได้กำหนดเอาไว้ว่านักเรียนทุกคนต้องสมรรถนะทั้ง 5 ได้แก่ การสื่อสารเป็น คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น สามารถมีทักษะที่ดีในการใช้ชีวิต และสุดท้ายสามารถใช้เทคโนโลยีได้ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายของหลักสูตร จึงหวังอย่างยิ่งว่า การที่เราสร้างหลักสูตรนี้ช่วยให้เด็กของเรา คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น สื่อสารเป็น และสามารถมีทักษะที่ดี รวมทั้งสามารถบูรณาการในเทคโนโลยีต่างๆในการเป็นนวัตกร ซึ่งถือว่าจะตอบโจทย์ในการพัฒนาเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่เด็กไทยเราจะมีปัญหาเรื่องความสามารถในการคิดวิเคราะห์ที่ค่อนข้างจะอ่อน และการใช้เทคโนโลยีในฐานผู้สร้างมากกว่าเป็นผู้ใช้งานอย่างเดียว จึงเชื่อว่าหลักสูตรนี้จะช่วยในการพัฒนาเด็กให้เป็นผู้สร้างหรือเป็นนวัตกรได้ด้วยตัวเอง

ด้าน นายเอกสิทธิ์ เกิดกฤษฎานนท์ ประธานกรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจํากัด เอ็มม่า อลิส กล่าวว่า ทางเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความสำเร็จให้นักเรียน โรงเรียนเซนต์ราฟาแอล ได้พัฒนาขีดความสามารถในการเตรียมความพร้อมรับมือกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  พร้อมที่จะนำความรู้ ทักษะ ด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ไปบูรณาการร่วมกับความรู้ในสาขาที่นักเรียนต้องการศึกษาต่อในระดับสูงได้  เมื่อจบการศึกษาออกมามี ‘ความเก่งวิชาการ เชี่ยวชาญนวัตกรรม’  สามารถสร้างสรรค์อนาคตได้   คาดหวังให้นักเรียนทุกคนได้คิด และลงมือปฏิบัติจริง สามารถแก้ไขปัญหาได้ นำความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ไปใช้ประยุกต์หรือหาโอกาสกับการทำงานของตนเองทุกสาขาในอนาคตได้ หรือแม้กระทั่งสามารถพัฒนาตนเองเป็นเจ้าของธุรกิจ (Startup) ในภายภาคหน้าได้อีกด้วย /// – 026

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

ศธ.พร้อมฟันวินัยครูกระทำผิดต่อนร.พร้อมถอดใบอนุญาต

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.14 น.

ศธ. เตือนอย่าท้าทายระบบ พบเคสฉาวฟันไม่รอ จ่อเสิร์ฟวินัยร้ายแรง คุรุสภารับลูกต่อถอดใบประกอบวิชาชีพ

วันนี้ (7 มี.ค.) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงกรณีครู หรือข้าราชการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ผิดจรรยาบรรณหรือกระทำการที่ไม่เหมาะสม ทำให้กระทบต่อความน่าเชื่อถือของวงการการศึกษาไทย ต้นสังกัดเดินหน้าลงโทษและคุรุสภาพร้อมรับไม้ต่อเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เตือนอย่าท้าทายระบบผิดจริงฟันจริงไม่มีแผ่วแน่นอน

โฆษก ศธ.กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ได้กำชับหนักแน่นถึงเรื่องนี้เป็นอย่างมาก นี่คือการเตือนอย่างเป็นทางการให้รับทราบทั่วกันว่า “อย่าท้าทายระบบ” กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมดำเนินการลงโทษเด็ดขาด อย่างรวดเร็ว โดยไม่มีการผ่อนปรนทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ การทุจริต หรือการสร้างผลเสียต่อผู้อื่น โดยเฉพาะการล่วงละเมิดทางเพศทั้งกับเด็กนักเรียน กับครูด้วยกันเอง หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่รังแกผู้น้อย แม้เพียงเล็กน้อยก็กระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจไม่มีใครยอมรับได้

นายสิริพงศ์ กล่าวอีกว่า ช่วงหลังจะเห็นจากข่าว ว่ากระทวงศึกษาธิการ เอาจริงในเรื่องนี้ชัดเจนมาก เพื่อเป็นตัวอย่างให้ดูว่า เราใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการผู้ที่ผิดวินัยร้ายแรง คนเป็นครูควรที่จะประพฤติตนให้เหมาะสมกับจรรยาบรรณวิชาชีพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับสังคมว่าเราไม่ยอมให้ใครทำลายเกียรติจากการกระทำไม่ดีของคนเพียงไม่กี่คน และเพื่อคัดกรองบุคลากรที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีคุณภาพในการพัฒนาการศึกษาของชาติให้เป็นไปในทิศทางที่ดีมีประสิทธิภาพ

“ในยุคนี้จะไม่ยอมให้มีเรื่องฉาวในวงการการศึกษาเล็ดลอดสายตาอย่างเด็ดขาด  ขอให้ผู้เรียน ครูและผู้ปกครองสบายใจได้ว่าเราจะดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เห็นถึงความใส่ใจเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา กรณีผิดร้ายแรงจะได้รับการพิจารณาอย่างรวดเร็ว โทษสถานหนักคือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ หมดหนทางไปต่อบนเส้นทางครูอนาคตดับวูบทันที” โฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ ข้อมูลจากคุรุสภา เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปี 2554-2568 หรือตลอด 13 ปี คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา มีการดำเนินการทางจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว 1,091 เรื่อง โดยมีการเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแล้ว 110 ราย

‘คณะธรรมทูต’มอบรูปหล่อ’ครูบาศรีวิชัย’ แก่’สปป.ลาว’หนุนยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลสำคัญ

'คณะธรรมทูต'มอบรูปหล่อ'ครูบาศรีวิชัย' แก่'สปป.ลาว'หนุนยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลสำคัญ

‘คณะธรรมทูต’มอบรูปหล่อ’ครูบาศรีวิชัย’ แก่’สปป.ลาว’หนุนยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 14.47 น.

คณะธรรมทูต มอบรูปหล่อครูบาศรีวิชัย แก่ สปป.ลาว หนุนยูเนสโกประกาศเป็นบุคคลสำคัญ พร้อมส่งคืนพระพุทธรูปโบราณ 

7 มี.ค.68 นายอุปกิต ปาจรียางกูร อดีตสมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะหัวหน้าผู้แทนผู้ทำหน้าที่กระบวนการธรรมทูต สายประเทศศรีลังกา เมียนมา และ สปป.ลาว   เปิดเผยว่า ได้นำคณะธรรมทูต และผู้แทนมูลนิธิข่วงพระเจ้าล้านนา อาทิ นายปรีชา บัววิรัตน์เลิศ นายจิรชัย มูลทองโร่ย อดีต สว.เข้าพบนายคำพัน อั่นลาวัน เอกอัครราชทูต สปป.ลาว ประจำประเทศไทย โดยอัญเชิญองค์รูปหล่อครูบาเจ้าศรีวิชัยขนาดหน้าตัก 30 นิ้ว และมอบชุดประกาศเกียรติคุณครูบาเจ้าศรีวิชัย ให้แก่เอกอัครราชทูต สปป.ลาว เพื่อนำไปประดิษฐาน ณ วัดองค์ตื้อมหาวิหาร นครหลวงเวียงจันทน์ ซึ่งถือเป็นกิจกรรมหนุนเสริมการเผยแพร่และประกาศเกียรติคุณองค์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ขององค์กรยูเนสโก ในวาระครบรอบ 150 ปี ชาตกาล โดยก่อนหน้านี้ได้มอบให้แก่ประเทศศรีลังกา และเมียนมา ไปแล้ว

นายอุปกิต กล่าวว่า ในโอกาสเดียวกัน ได้มอบพระพุทธรูปสำคัญที่สูญหายในช่วงสงครามอินโดจีน ส่งคืนสู่มาตุภูมิ โดยพระพุทธรูปดังกล่าวเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื้อสัมฤทธิ์ หน้าตักกว้าง 38.5 ซม.สูง 74 ซม.เป็นรูปแบบตามศิลปะล้านช้างในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-24 หรือประมาณ 200-700 ปีมาแล้ว ได้มาจากพ่อค้าซึ่งประมูลมาจากพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวในประเทศฝรั่งเศส และต่อมาได้ร่วมกับกรมศิลปากร ค้นคว้าจากหลักฐานต่างๆ เช่น รูป ภาพสเก็ตช์ จารึกบนฐานพระพุทธรูป ทราบว่าเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่เคยประดิษฐานในวัดเพียวัด เมืองคูณ แขวงเชียงขวาง สปป.ลาว จึงมีความประสงค์ที่จะส่งคืนเพื่อให้เป็นสมบัติและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ ตลอดจนมีคุณค่าทางจิตใจที่ได้เก็บรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชนชาติลาวต่อไป 

นายคำพัน อั่นลาวัน กล่าวว่า ขอขอบใจคณะผู้เกี่ยวข้องที่ร่วมผลักดันเรื่องนี้กันมาเกือบ 1 ปีจนสำเร็จลุล่วง ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมในโอกาสเฉลิมฉลอง 75 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – สปป.ลาว ซึ่งพระพุทธรูปโบราณจะนำไปประดิษฐาน ณ สถานที่เดิมคือ วัดเพียวัด

ศธ.สั่งลงดาบครูล่วงละเมิดนร.พร้อมดูแลสภาพจิตใจเด็ก

ศธ.สั่งลงดาบครูล่วงละเมิดนร.พร้อมดูแลสภาพจิตใจเด็ก

ศธ.สั่งลงดาบครูล่วงละเมิดนร.พร้อมดูแลสภาพจิตใจเด็ก

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.16 น.

สพฐ. สั่งลงดาบ ครูล่วงละเมิดอย่างเด็ดขาด พร้อมดูแลสภาพจิตใจนักเรียนเป็นสำคัญ

วันนี้ (7 มี.ค.) ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีครูชำนาญการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเนื่องจากมีพฤติกรรมล่วงละเมิดนักเรียนในโรงเรียนหลายครั้ง โดย สพฐ.ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด แล้ว ซึ่งไม่ได้เพิกเฉยต่อเหตุการณ์ลักษณะนี้อย่างเด็ดขาด ขณะนี้ครูคนดังกล่าว ได้ถูกดำเนินการทางวินัยโดยให้ออกจากราชการไว้ก่อน และได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงแล้ว หากพบว่ามีมูลความผิดเป็นไปตามข้อกล่าวหาจริง บทลงโทษทางวินัย คือการปลดออก-ไล่ออก เท่านั้น ส่วนทางด้านการดำเนินคดีทางกฎหมาย ทางโรงเรียนและเขตพื้นที่ฯ จะติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป

ขณะที่อีกกรณี คือรักษาการผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับการร้องเรียนว่ามีพฤติกรรมกระทำอนาจารนักเรียนในโรงเรียน ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง และสั่งการให้รักษาการ ผอ.โรงเรียนคนดังกล่าว เข้ามาประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่ฯ เป็นการชั่วคราว เพื่อให้การสืบสวนเป็นไปอย่างสะดวก ปรากฏข้อเท็จจริง และป้องกันไม่ให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพยานบุคคล หลักฐาน และเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนผู้ถูกกระทำ ทั้งนี้ หากผลการสืบสวนข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติได้ว่ามีการกระทำละเมิดจริง จะดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

“การที่ครูและผู้บริหารโรงเรียนแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อนักเรียน เป็นการกระทำที่ขัดต่อจรรยาบรรณวิชาชีพและนโยบายของ สพฐ.อย่างร้ายแรง ไม่สามารถยอมรับได้ ทั้งยังขัดต่อนโยบายเรียนดี มีความสุขของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ ที่เน้นย้ำให้โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยที่สุด ทั้งนี้ สพฐ.ได้กำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ให้กำกับ ติดตาม สถานศึกษาในสังกัดให้ดำเนินการตามมาตรการความปลอดภัยและแผนเผชิญเหตุอย่างเคร่งครัด หากเกิดเหตุในลักษณะดังกล่าว ต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจของนักเรียนเป็นสำคัญ และดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด รวมถึงเอาใจใส่ ตรวจตราความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะเช่นนี้อีก” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

‘วัดไทยลุมพินี เนปาล-วัดพระธรรมกาย’บวชสามเณรท้องถิ่นเนปาล 500

‘วัดไทยลุมพินี เนปาล-วัดพระธรรมกาย’บวชสามเณรท้องถิ่นเนปาล 500

‘วัดไทยลุมพินี เนปาล-วัดพระธรรมกาย’บวชสามเณรท้องถิ่นเนปาล 500

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.39 น.

‘วัดไทยลุมพินี เนปาล-วัดพระธรรมกาย’บวชสามเณรท้องถิ่นเนปาล 500 รูป ถวายเป็นพุทธบูชา-ถวาย ‘พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว’

ที่มหาวิหารมายาเทวี ชาตสถานอุทยานลุมพินีที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล วันที่ 4 มี.ค.68 มีพิธีบรรพชาสามเณรท้องถิ่นเนปาล จำนวน 500 รูป ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร จำนวน 3 ไตร เพื่อถวายแก่พระอุปัชฌาย์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ภายในพิธีได้รับความเมตตาจากคณะสงฆ์ไทย โดย พระเดชพระคุณพระพรหมเสนาบดี ที่ปรึกษากรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคาราชวรวิหาร เจ้าคณะภาค 7 เป็นประธานสงฆ์ พร้อมด้วย พระศรีโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี รองหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล, พระครูพิศาลธรรมโสภณ ประธานคณะกรรมการสงฆ์เนปาล พระครูวิบูลนิติธรรม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และ คณะสงฆ์เนปาล นำโดย ท่านสังฆนายก โพธิเสน มหาเถโร  พระมหาเถระ จากทั้งเถรวาท มหายาน และวัชรยาน เข้าร่วมพิธี

นายสุวพงศ์ ศิริสรณ์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงกาฐมาณฑุ เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยเจ้าภาพสาธุชนกัลยาณมิตรทั้งไทย และเนปาล ร่วมงานเป็นจำนวนมาก และท่าน Vice Chairman Dr.Lharkyal Lama (Khenpo Chimed) รองประธาน Lumbini development trust  ซึ่งเป็นผู้ดูแลบริหาร สวนลุมพินี เป็นผู้กล่าวต้อนรับ

โครงการบรรพชาสามเณร 500 รูป ถวายเป็นพุทธบูชา และถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ระหว่างวันที่ 26 กุมภาพันธ์ – 16 มีนาคม พ.ศ. 2568 จัดขึ้นโดยความร่วมมือ ระหว่าง พระธรรมทูต สายอินเดีย-เนปาล คณะสงฆ์เนปาล ซึ่งมีวัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย ประเทศไทย, LDT  ,PSN และองค์กรภาคีดำเนินงาน ให้ประสบความสำเร็จ  ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ถวายเป็นพุทธบูชา ณ แดนประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (2) ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2568 (3) เสริมสร้างความสามัคคีระหว่างพุทธศาสนิกชนชาวไทยและเนปาลให้เกิดความร่วมมือในการเผยแผ่สืบทอดพระพุทธศาสนา (4) เสริมสร้างโอกาสให้ทุกคนได้ร่วมสร้างบุญกุศลและส่งเสริมคุณธรรมในสังคม (5) เปิดโอกาสให้ผู้บรรพชาได้ตอบแทนพระคุณบิดามารดาและเป็นโอกาสในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยศีลธรรม และ (6) เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูวัฒนธรรมประเพณีทางพระพุทธศาสนาให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ

ด้านพระอาจารย์ ถาวร ถาวโร ประธานศูนย์ส่งเสริมศีลธรรมลุมพินี ประเทศเนปาล กล่าวเพิ่มเติมว่า “การทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยการเป็นกัลยาณมิตรชักชวนให้ชาวโลกมาร่วมกันทำความดี เป็นหน้าที่ที่สำคัญของเราชาวพุทธ ส่วนการบรรพชานี้ ไม่เพียงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสถึงคุณค่าของการเป็นสมณะ หากยังเป็นสะพานเชื่อมสายสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนิกชนชาวไทยและเนปาล ให้เกิดความร่วมมือในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา อันจะนำไปสู่ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของพระธรรมวินัย และพระพุทธศาสนาในอนาคตสืบต่อไป ที่สำคัญ ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานผ้าไตร จำนวน 3 ไตร แด่ธรรมทายาทด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญ”

ศธ.แก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าสร้างสถานศึกษาปลอดภัย

ศธ.แก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าสร้างสถานศึกษาปลอดภัย

ศธ.แก้ปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าสร้างสถานศึกษาปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.05 น.

ก.ค.ศ.ขานรับมาตรการป้องกันบุหรี่ไฟฟ้า สร้างสถานศึกษาปลอดภัย เตือนโทษวินัยหากพบการกระทำผิด

วันนี้ (7 มี.ค.) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ และคณะผู้บริหารองค์กรในสังกัด/ในกำกับ มีมติเห็นชอบแผนและมาตรการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าของกระทรวงศึกษาธิการ โดยให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาบุหรี่ในเด็กและเยาวชน จากการประชุมประสานภารกิจ เมื่อวันที่ 5 มี.ค.ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไข กระทรวงศึกษาธิการได้ขับเคลื่อนมาตรการในการควบคุมและป้องกันการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา ทั้งการปรับปรุงกฎหมาย การสร้างเครือข่ายในการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าร่วมกับหลายภาคส่วน รวมทั้งการสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัยและมีคุณภาพ เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดี การสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษาไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่ยังถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดวินัย เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าถูกห้ามนำเข้าและครอบครองในประเทศไทย ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์และ พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 อีกทั้งสถานศึกษาเองยังถูกกำหนดให้เป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมดซึ่งมีบทกำหนดโทษอย่างชัดเจน

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา รักษาราชการแทนเลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า ขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ตระหนักถึงคุณธรรมและจริยธรรม ไม่กระทำพฤติกรรมที่ขัดต่อกฎระเบียบ และจะต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตามกฎหมาย รวมทั้งส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาปฏิบัติตามกฎระเบียบด้วย หากพบว่าผู้บริหารสถานศึกษา ครู หรือบุคลากรทางการศึกษามีการใช้บุหรี่ไฟฟ้า รวมถึงปล่อยปละละเลยหรือสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา จะถูกดำเนินการทางวินัย ซึ่งอาจเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยใน พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  ที่ระบุให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้เรียน ชุมชน สังคม รักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการมิให้เสื่อมเสีย ทั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้มงวดในการควบคุมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในสถานศึกษา และเพื่อให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชนของประเทศต่อไป

รร.ฤทธิยะฯ เตรียมแจกที่อุดหูให้นักเรียนสอบ A Level รับมือเสียงรบกวน ทอ.โชว์ฝูงบิน

รร.ฤทธิยะฯ เตรียมแจกที่อุดหูให้นักเรียนสอบ A Level รับมือเสียงรบกวน ทอ.โชว์ฝูงบิน

รร.ฤทธิยะฯ เตรียมแจกที่อุดหูให้นักเรียนสอบ A Level รับมือเสียงรบกวน ทอ.โชว์ฝูงบิน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.52 น.

วันที่ 6 มีนาคม 2568 โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย ออกประกาศระบุว่า เนื่องด้วยกองทัพอากาศจัดงาน “ครบรอบ 88 ปี กองทัพอากาศ” ในวันเสาร์ที่ 8 มี.ค. 2568 ซึ่งตรงกับการสอบ A Level ซึ่งโรงเรียนเป็นสนามสอบหนึ่ง

โดยงานดังกล่าว มีกิจกรรมการแสดงเครื่องบินผาดโผนส่งผลให้มีเสียงดัง อาจรบกวนการสอบ ทางสนามสอบฯ ร่วมกับกองทัพอากาศ “จัดเตรียมเครื่องปลั๊กอุดหู (EAR PLUG)” ให้กับผู้เข้าสอบเพื่อลดเสียงรบกวน

ทั้งนี้ กองทัพอากาศ (ทอ.) จัดการแสดง Air Show ในโอกาสครบรอบ 88 ปี ทอ. ในวันที่ 7 – 8 มีนาคม 2568 และมีการฝึกซ้อมการแสดงในวันที่ 5 มีนาคม 2568 ณ กองบิน 6 ดอนเมือง

‘ราชบุรี’เร่งปฏิรูปการศึกษา ขยายเวลา’พว.’สร้างนวัตกร

'ราชบุรี'เร่งปฏิรูปการศึกษา ขยายเวลา'พว.'สร้างนวัตกร

‘ราชบุรี’เร่งปฏิรูปการศึกษา ขยายเวลา’พว.’สร้างนวัตกร

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.28 น.

เทศบาลเมืองโพธาราม ราชบุรีขยายผลจัดการเรียนรู้มาพัฒนาสู่ทักษะอาชีพ (Soft Power) ขยายเวลาความร่วมมือกับ พว.พัฒนาการเรียนรู้ แบบ Active Learning โดยดำเนินการตามกรอบแนวทางสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการศึกษาที่ได้กำหนดกิจกรรมปฏิรูปที่ 2 ยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนให้เกิดขีดความสามารถเป็นนวัตกรตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนด และเน้นให้นักเรียนตระหนักการมีส่วนในการเชิดชูวัฒนธรรมไทยด้วย

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2568 ที่หอประชุมเทศบาลเมืองโพธาราม จังหวัดราชบุรี ได้จัดโครงการเปิดบ้านวิชาการเสริมความรู้สู่ทักษะอาชีพ ของโรงเรียนในสังกัด พร้อมพิธีลงนามความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่างโรงเรียนเทศบาลวัดไทรทารีรักษ์ (มณีวิทยา) โดย นายประมวล พฤฑฒิกุล ผู้อำนวยการโรงเรียน กับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) โดย นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหารสถาบัน แทน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบัน พว.ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นการลงนามครั้งที่ 2 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในปีที่ 4 – 6 หลังจากเคยลงนามมาแล้วครั้งหนึ่งเป็นระยะเวลา 3 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะอยู่ในรูปแบบของการประสานงานความร่วมมือของสถาบัน พว.และทางโรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ โดยเน้นถึงความสำคัญและตระหนักถึงประโยชน์ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันที่มีต่อการพัฒนาการเรียนรู้ แบบ Active Learning โดยดำเนินการตามกรอบแนวทางสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปประเทศ (ฉบับปรับปรุง) ด้านการศึกษาที่ได้กำหนดกิจกรรมปฏิรูปที่ 2 การพัฒนาการจัดการเรียนการสอนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะ

“เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนการเรียนการสอนในปัจจุบันไปสู่การเรียนรู้ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูง เชิงระบบ GPAStep ภาใต้หลักสูตรอิงมาตรฐาน (Standard – based Curriculum) ด้วยการพัฒนาคุณภาพและศักยภาพ”

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาชีพของครูและบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียน ในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนให้มีความถนัดและความลาดที่แตกต่างกัน ผู้เรียนสามารถถักทอสร้างความรู้ได้เองจนถึงระดับหลักการ เกิดสมรรถนะและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ทุกด้าน รวมทั้งเกิดผลลัพธ์เป็นผลผลิต เช่น ชิ้นงาน โครงงาน นวัตกรรม จนส่งผลให้ผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรได้ตามที่ยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้

นายเกรียงศักดิ์ นุตตะโร ผู้อำนวยการกองการศึกษา เทศบาลเมืองโพธาราม กล่าวว่า การลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการของสององค์กรนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของเทศบาลเมืองโพธารามที่จะยกระดับการเรียนการสอนของสถานศึกษาในสังกัด จะเป็นการต่อยอดจากช่วง 3 ปีแรก ซึ่งพบว่าคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในสังกัดเทศบาลเมืองโพธาราม มีการยกระดับสูงขึ้น นำไปสู่การนำผลงานของนักเรียนมาแสดงในส่วนของการนำกิจกรรมการจัดการเรียนรู้มาพัฒนาสู่ทักษะอาชีพ (Soft Power) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลด้วย

ด้าน นายประมวล พฤฑฒิกุล ผอ.โรงเรียนเทศบาลวัดไทรอารีรักษ์ กล่าวว่า แนวคิดในการจัดโครงการเปิดบ้านวิชาการเสริมความรู้สู่ทักษะอาชีพในครั้งนี้ มีการสอดแทรกเข้าไปในหลักสูตรของโรงเรียนและมีการนำผลขยายจากหลักสูตรสู่นักเรียน ทำให้นักเรียนตระหนักการมีส่วนในการเชิดชูวัฒนธรรมไทยได้ด้วย

สุดท้าย ดร.กรัณย์พล วิวรรธมงคล วิทยากรจากสถาบัน พว.กล่าวว่า พว.ได้มุ่งเน้นในเรื่องของการยกระดับคุณภาพผลการสอบโอเน็ตของนักเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และมุ่งส่งเสริมการขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อให้ครู/บุคลากรทางการศึกษา ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ได้ร่วมมือกันในการพัฒนายกระดับสมรรถนะของผู้เรียนให้เกิดขีดความสามารถเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล

– 006