‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

‘ห่มหนาวแดนอีสาน’ ครั้งที่ 9 มมส ผนึกกำลังจิตอาสา 904 สร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) โดย จิตอาสา 904 มมส. อว. จัดโครงการ ห่มหนาวแดนอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ครั้งที่ 9” ประจำปีงบประมาณ 2569 ระหว่างวันที่ 13-14 ธันวาคม 2568 ณ บ้านวังนอง ตำบลโนนยาง อำเภอหนองสูง จังหวัดกาฬสินธุ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 73 พรรษา และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

โครงการนี้ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดย รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดย ว่าที่ร้อยตรีอาทิตย์ อนุสรณ์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าจิตอาสา 904 มหาวิทยาลัยมหาสารคาม กระทรวง อว. นำทีมบุคลากร นิสิตจิตอาสา และนิสิตชมรม M Maha Sarakham เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ขับเคลื่อนกิจกรรมจิตอาสาตามปรัชญาของมหาวิทยาลัย “ผู้มีปัญญาพึงเป็นอยู่เพื่อมหาชน” สร้างเครือข่ายและความสัมพันธ์อันดีระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และสถานศึกษาตลอดจนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมการแสดงพื้นบ้าน

กิจกรรมในโครงการประกอบด้วย จิตอาสาพัฒนาโรงเรียน ด้วยการจัดทำแปลงผักสวนครัว และการก่อสร้าง/ซ่อมแซมรั้วโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัย, การบริจาคและสนับสนุนผ้าห่มกันหนาว มอบอุปกรณ์การเรียน และมอบทุนการศึกษา รวมถึงทุนส่งเสริมอาหารกลางวัน และจัดกิจกรรมเผยแพร่ดนตรีและการแสดงพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมพาแลงสัมพันธ์ เพื่อเรียนรู้วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม และประเพณีท้องถิ่นของกลุ่มชาติพันธุ์ผู้ไท ร่วมกับชุมชนในพื้นที่

โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ในการสร้างเสริมจิตสำนึกแห่งการเป็นผู้ให้และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมให้กับบุคลากรและนิสิตของมหาวิทยาลัย

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

เดินหน้า ‘ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์’ ค้นหา ‘อัตลักษณ์’ สร้างความร่วมมือ ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ร่วมกับ คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ ต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District – CCD)” มุ่งค้นหาอัตลักษณ์ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ และสร้างความร่วมมือระหว่างคนในชุมชน ภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

โดยนิทรรศการ “Creative Cultural District (CCD)” นำเสนอเส้นทางการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สร้างสรรค์จากย่านและชุมชนทั่วประเทศ และได้มีการเปิดตัวฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อรวบรวมองค์ความรู้ด้านพื้นที่สร้างสรรค์ และสนับสนุนการต่อยอดไปสู่การพัฒนาเชิงพื้นที่ในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของพื้นที่สร้างสรรค์ไทยในระดับสากล

ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการ เวิร์กช็อปสร้างสรรค์ และเวทีเสวนาจากนักออกแบบ ผู้ประกอบการสร้างสรรค์ และพื้นที่ต้นแบบ รวมถึงการนำเสนอต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ 5 พื้นที่ และเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์อีก 7 พื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์และแรงบันดาลใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานทุกกลุ่ม

นัฐฐยา วงษ์สวัสดิ์ นักพัฒนากลยุทธ์ธุรกิจและนวัตกรรมอาวุโส CEA กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มรูปแบบ การนำทุนทางวัฒนธรรมมาผสานกับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะยกระดับเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน นิทรรศการ CCD ครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน หน่วยงานรัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน จนเกิดเป็นต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ทั้ง 12 พื้นที่ หวังว่างานในครั้งนี้จะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดโอกาสใหม่ๆในการพัฒนาย่านสร้างสรรค์ของไทยได้อย่างยั่งยืน

กิจกรรมในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการผลักดัน พื้นที่สร้างสรรค์” ให้เติบโตอย่างแข็งแรง พร้อมพาประเทศไทยก้าวสู่ศักยภาพใหม่ทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติ นอกจากนี้ CEA เตรียมเดินหน้าต่อยอดสู่ “โครงการต้นแบบพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Cultural District) ปีที่ 2” ในปีถัดไป ด้วยแผนพัฒนากิจกรรมและเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์ที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

สพฐ.จับมือ พว.ลุยโคราช สร้างมาตรฐานการศึกษาไทย

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.31 น.

ทิศทางใหม่ของการศึกษาไทยเริ่มชัดเจนมากขึ้น เมื่อเวทีสัมมนาวิชาการระดับชาติว่าด้วย “การสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps” จัดขึ้น ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ศูนย์หนองระเวียง จังหวัดนครราชสีมา ท่ามกลางผู้บริหาร ครู และนักเรียนจากโรงเรียนต้นแบบในภาคอีสานตอนล่างกว่า 1,151 คน บรรยากาศสะท้อนความตั้งใจร่วมกันของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการเรียนรู้เชิงรุกสู่ห้องเรียนจริงทั่วประเทศ

ในพิธีเปิดงานสัมมนา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวย้ำทิศทางสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า การขับเคลื่อนการศึกษาไทยในวันนี้ ต้อง “ยกระดับวิธีการเรียนรู้ทั้งระบบ” โดย ชูธง Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นหัวใจของการพัฒนาหลักสูตรและห้องเรียนไทยยุคใหม่

ดร.พิเชฐ ระบุว่า สพฐ.กำลังชู Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ให้ “ผงาดขึ้นเป็นมาตรฐานการศึกษาคุณภาพสูงสุดด้านการพัฒนาคน” ของประเทศ  เพราะเป็นแนวทางที่ทำให้เด็กได้ “ลงมือทำ คิดเป็น และสื่อสารเป็น” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงท่องจำ แต่เชื่อมโยงความรู้กับชีวิตจริง ผ่านกระบวนการคิดเป็นลำดับขั้น จนเกิดทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21

“เมื่อเด็กได้ลงมือทำ เขาจะอธิบายสิ่งที่เรียนรู้ได้ด้วยความภูมิใจ นั่นคือคุณภาพการศึกษาในความหมายที่แท้จริง”

เลขาธิการ สพฐ. ยังย้ำว่า เทคโนโลยีและ AI จะทำหน้าที่เป็น “ผู้ช่วยครู” ไม่ใช่ “ผู้แทนครู” โดยช่วยให้ครูออกแบบสื่อ กระบวนการเรียนรู้ และการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนได้แม่นยำขึ้น บนฐานของแนวคิด Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

พร้อมทั้งชื่นชมผลงานนวัตกรรมของนักเรียนในพื้นที่อีสานกว่า 700 ชิ้นว่า เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า “การปฏิรูปที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” ได้เกิดขึ้นจริงแล้วในห้องเรียนไทย และสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อครูปรับบทบาทเป็นผู้ออกแบบการเรียนรู้ เด็กไทยก็สามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ไม่แพ้ชาติใดในโลก

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.คณิศรา ธัญสุนทรสกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ได้กล่าวรายงานและสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะ “สถาบันท้องถิ่นผู้ผลิตและพัฒนาครู”

ดร.คณิศรา ระบุว่า มหาวิทยาลัยพร้อมเป็นฐานพลังทางปัญญาในการช่วยครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก ส่งเสริมทักษะการคิดขั้นสูง การสืบค้นองค์ความรู้ และการสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน

ดร.คณิศรา ยังชี้ว่า Active learning  GPAS 5 Steps ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะโรงเรียนระดับพื้นฐาน แต่ยังต่อยอดสู่การพัฒนานักศึกษาระดับอุดมศึกษาให้มีทักษะคิดวิเคราะห์และคิดเชิงระบบมากขึ้น พร้อมเดินหน้าร่วมกับ สพฐ. เพื่อขยายผลในปี 2569 อย่างเข้มข้น

ภายในงาน มีการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครูและผลงานนักเรียนกว่า 700 รายการ ถือเป็น “หลักฐานเชิงประจักษ์” ของการขับเคลื่อนสู่การเรียนรู้ฐานสมรรถนะในพื้นที่ทั่วภาคอีสานตอนล่างกิจกรรมดังกล่าวยังสอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ซึ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21

พร้อมกันนั้นยังมีการมอบรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards แก่ศึกษานิเทศก์ ครู และนักเรียนผู้สร้างสรรค์ เพื่อเชิดชูบุคคลผู้เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงในห้องเรียนจริง

มุมมองชัดจากภาคนิทรรศการ: Active learning GPAS 5 Steps → นวัตกรรม → สมรรถนะลึก ผ่านทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น

ในงานนิทรรศการนวัตกรรมของเขตพื้นที่การศึกษาภาคอีสาน ดร.ศักดิ์สิน โรจสราญรมย์ ประธานประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว. )  ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ  Gpas 5 steps คือ “หัวใจของหลักสูตรใหม่” ที่พัฒนาผู้เรียนบนฐานทฤษฎีเชิงลึกอย่าง ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญของการสร้างสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21

สำหรับ ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ประกอบด้วย   1. เกลียวความรู้ (Knowledge)  2. เกลียวคุณธรรม–ค่านิยม (Value & Morality)  3. เกลียวทักษะและกระบวนการ (Skill & Process) 4. เกลียวการประเมินสภาพจริงด้วยมิติคุณภาพ (Rubric–based Authentic Assessment)

ดร.ศักดิ์สิน อธิบายว่า Active learning GPAS 5 Steps ทำหน้าที่ “ถักเกลียวทั้ง 4 เส้นเข้าด้วยกัน” อย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อแยกมองตามขั้นตอนดังนี้

กระบวนการ GPAS  G – Gathering : การรวบรวมข้อมูล ความรู้ และบริบทอย่างเป็นระบบ เชื่อมโยงเกลียวความรู้   P – Processing : การคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์ เชื่อมเกลียวทักษะ–กระบวนการ A – Applying : การลงมือปฏิบัติจริง พัฒนาทักษะชีวิตและการทำงานร่วมกับผู้อื่น  S – Self-Regulation : การประเมินตนเองและปรับปรุงงาน เชื่อมเกลียวด้านรูบริกและคุณธรรม–ค่านิยม เช่น ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความพากเพียร

“GPAS 5 Steps คือเครื่องมือที่รวมความรู้ ทักษะ คุณธรรม และการประเมินจริงไว้ในกิจกรรมเดียว เด็กไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำวิจัย แต่เขากลับสร้างนวัตกรรมได้จริง”

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวด้วยว่า ผลลัพธ์ที่เห็นชัด คือ เด็กอนุบาลสร้างชิ้นงานที่จับต้องได้  เด็กประถม–มัธยมต้น ถ่ายทอดความคิดเป็นระบบ  เด็กมัธยมปลายสร้าง งานวิจัย–นวัตกรรม ที่มีความลึกและสภาวธรรมทางปัญญาชัดเจน

ดร.ศักดิ์สินยังเปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มปรับหลักสูตรให้รองรับผู้เรียนรุ่นใหม่ เพราะนักเรียนที่ผ่าน Active learning  GPAS 5 Steps มีสมรรถนะเชิงวิจัยตั้งแต่ปี 1 เป็นจำนวนมาก จากการฝึกคิด วิเคราะห์ ทดลอง และประเมินตนเองมาต่อเนื่องตั้งแต่ระดับโรงเรียน

ที่สำคัญ นโยบายใหม่ที่เปิดโอกาสให้ ผลงานนวัตกรรมของนักเรียนใช้ประกอบการประเมินวิทยฐานะครู คือหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนว่า ระบบพัฒนาครู–พัฒนาเด็กถูกเชื่อมโยงเข้าหากันอย่างสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

ขณะเดียวกัน มีเสียงสะท้อนจากครูผู้ได้รับรางวัล Excellence in Coaching & Mentoring Awards ครูหลายท่านที่ได้รับรางวัลได้สะท้อนร่วมกันว่า  “การเปลี่ยนห้องเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง” ครูผู้ได้รับรางวัลกล่าวว่า GPAS 5 Steps ช่วยให้ครูเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเด็กแต่ละคน Active Learning ทำให้เด็กกล้าแสดงความคิดเห็น และเรียนรู้ด้วยความหมายของตนเอง

ครูคนหนึ่งกล่าวอย่างน่าประทับใจว่า> “รางวัลนี้ไม่ใช่รางวัลของครูคนเดียว แต่เป็นรางวัลของเด็กทั้งห้อง เพราะนวัตกรรมของเด็กคือหลักฐานว่าห้องเรียนเรากำลังเปลี่ยนไปจริง ๆ” และครูอีกท่านกล่าวว่า > “GPAS 5 Steps ไม่ได้เปลี่ยนเด็กอย่างเดียว แต่เปลี่ยนครูด้วย ทำให้ครูกลายเป็น ‘โค้ช’ มากกว่าผู้สอน”

เสียงสะท้อนเหล่านี้ทำให้เห็นว่า การปฏิรูปห้องเรียนไทยกำลังเกิดขึ้นเพราะครูลงมือเปลี่ยน และเด็กตอบสนองด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์

สำหรับบทสรุปหนนี้ เมื่อระบบคิดใหม่เชื่อมทุกมิติ การปฏิรูปการศึกษาจึงเริ่มต้นขึ้นจริง เวทีสัมมนาวิชาการครั้งนี้ทำให้เห็นภาพเดียวกันว่า นโยบายของ ดร.พิเชฐ ให้ direction ที่ชัดเจน บทบาทของ ดร.คณิศรา สร้างฐานพลังปัญญาให้ครู  มวลพลังจากครูและนักเรียน สร้างนวัตกรรมกว่า 700 ชิ้น มุมมองลึกของ ดร.ศักดิ์สิน เชื่อม Active Learning + GPAS 5 Steps → ทฤษฎีเกลียวเชือก 4 เส้น ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังทำให้ “ห้องเรียนไทยสร้างสมรรถนะลึกได้จริง” และ “ปฏิรูปการศึกษาอย่างจับต้องได้ในพื้นที่ทั่วประเทศ”

ประชาชน คณะบุคคล บริษัทบางจาก กราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ประชาชน คณะบุคคล บริษัทบางจาก กราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ประชาชน คณะบุคคล บริษัทบางจาก กราบถวายสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.11 น.

ประชาชน คณะบุคคล บริษัทบางจาก กราบถวายสักการะพระบรมศพ ”สมเด็จพระพันปีหลวง“

วันที่ 17 ธ.ค.2568 สำนักพระราชวังรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.  โดยมีเจ้าหน้าที่สํานักพระราชวัง จิตอาสา 904 และเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัย รวมถึงให้คำแนะนำและอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้สูงอายุ ผู้พิการที่นั่งวิลแชร์และประชาชนตลอดเส้นทาง เพื่อให้การเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพฯเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ และมีบริการน้ำดื่ม บริการ”ชัตเตอร์ บัส” รับ-ส่ง บริเวณทางออกหน้าประตูเทวาภิรมย์ไปยังท้องสนามหลวงด้วย

โดยตลอดวันนี้ ได้มีประชาชนจากทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดพร้อมใจแต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์เดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนามหลวง และเข้าพักยังจุดพักคอยที่อุโมงค์ถนนหน้าพระลาน ผ่านประตูมณีนพรัตน์ มุ่งหน้าเข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง มาเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระโกศอย่างไม่ขาดสาย

นอกจากนี้มีคณะบุคคลจากจังหวัดต่างๆ อาทิ จ. ยะลา,จ, ยโสธร, จ. พิจิตร, จ. แพร่ และมีคณะจากหน่วยงานต่างๆ เช่น ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับเขตวังทองหลาง คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่3, โรงเรียนชาญรัฐวิทยา คณะที่ 1และคณะที่2, ชมรมนิติศาสตร์ รุ่น 2512, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เทศบาลเมืองเขลางค์นคร คณะที่1 และคณะที่ 2,  โรงเรียนอำมาตย์ พานิชนุกูล คณะที่ 1 คณะที่ 2 และคณะที่ 3, ชมรมคณะเราสามัคคีกลมเกลียว, สมาคมอนุเคราะห์คลองเตย, ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอหนองมะโมง คณะที่ 1 และคณะที่2, ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์, สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง(องค์การมหาชน) เป็นต้น เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ และวางพวงมาลาถวายราชสักการะ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงเน้นการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนผ่านโครงการส่งเสริมศิลปาชีพ ส่งเสริมการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ส่งผลให้พสกนิกรมีอาชีพมีรายได้มีสุขภาพที่ดีขึ้น

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

พระราชวงศ์-องคมนตรี บำเพ็ญพระราชกุศล ถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.55 น.

วันที่ 17 ธ.ค.2568 เวลา 6.53 น. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล เสด็จไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระบรมมหาราชวัง ในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวาย พระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการถวายภัตตาหารเช้า ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมถวายแด่ พระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ จากวัดระฆังโฆสิตาราม และ วัดบวรนิเวศวิหาร โอกาสนี้ หม่อมเจ้าฑิฆัทพร ยุคล เสด็จการนี้ด้วย

และเวลา 10.56 น. นายเกษม วัฒนชัย  องคมนตรี เป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ  สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการถวายภัตตาหารเพล แด่พระพิธีธรรมที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพฯ ซึ่งเป็นพระพิธีธรรม จากวัดประยุรวงศาวาส และวัดจักรวรรดิราชาวาส 

โดยมีสมาชิกราชสกุลกฤดากร, ราชสกุลศุขสวัสดิ์, ราชสกุลทวีวงศ์, ราชสกุลทองใหญ่, ราชสกุลเกษมสันต์, ราชสกุลกมลาศน์, ราชสกุลเกษมศรี, ราชสกุลศรีธวัช,  ราชสกุลทองแถม, ราชสกุลชุมพล, ราชสกุลเทวกุล, ราชสกุลสวัสดิกุล, ราชสกุลจันทรทัต, ราชสกุลชยางกูร, ราชสกุลวรวรรณ, ราชสกุลดิศกุล ร่วมในการพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พะบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
 

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

‘วัดพุทธเคปทาวน์’เตรียมจัดบุญใหญ่ 8 มี.ค.69 พิธีสมโภชรูปหล่อ‘พระมงคลเทพมุนี’องค์แรกในทวีปแอฟริกา

พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย เปิดเผยว่า วัดพุทธเคปทาวน์ ประเทศแอฟริกาใต้ เตรียมงานบุญใหญ่ “พิธีสมโภชรูปหล่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร)” องค์แรกในทวีปแอฟริกา เพื่องานเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้วัดพุทธเคปทาวน์กลายเป็นศูนย์กลางแห่งสันติสุข และเป็นพื้นที่ที่ชาวแอฟริกาสามารถเข้ามาเรียนรู้สมาธิและพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนาได้อย่างเปิดใจ โดยพิธีจะมีขึ้นในวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

4 ปี กับภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนา : พระภูวิชญ์ วรธมฺโม เจ้าอาวาสวัดพุทธเคปทาวน์ กล่าวว่า วัดพุทธเคปทาวน์แห่งนี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2564 ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา ได้ดำเนินภารกิจเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการเข้าถึงชาวท้องถิ่นที่ต้องการเรียนรู้เรื่องความสงบภายใน และหลักธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้จัดสอนสมาธิและบรรยายธรรม ให้กับชาวแอฟริกาเป็นประจำทุกสัปดาห์ เพื่อให้รู้จักพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี นอกจากนี้ ยังมีการจัดงานบุญ และประกอบพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันเข้าพรรษา โดยมีชาวท้องถิ่นให้ความสนใจเข้าร่วมงานบุญทุกปีอย่างต่อเนี่อง การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในสถานที่แห่ง จึงก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างชุมชนไทย และชาวแอฟริกา เป็นการสร้างความผูกพัน และเชื่อมสัมพันธ์ทางประเพณีและวัฒนธรรมได้อย่างดีงาม

“การทำงานในสังคมพหุวัฒนธรรมของเมืองเคปทาวน์ ทำให้ชาวแอฟริกาได้สัมผัสหลักเมตตา ความกรุณา และสันติ ผ่านการปฏิบัติสมาธิ ฟังธรรม ส่งผลให้เกิดความเข้าใจในพระพุทธศาสนามากขึ้น ดังนั้น จึงขอเชิญพุทธศาสนิกชนทั่วโลกมาร่วมเป็นหนึ่งในการสร้างศูนย์กลางแห่งสันติสุข สร้างวัดพุทธเคปทาวน์ให้เป็นแสงสว่างกลางนครเคปทาวน์ เพื่อประโยชน์แก่ชาวไทย ชาวแอฟริกา และผู้แสวงหาธรรมทั่วโลก ในพิธีสมโภชรูปหล่อ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) องค์แรกในทวีปแอฟริกา ซึ่งจัดขึ้นวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569 โดยติดต่อสอบการร่วมบุญที่ โทร. 081-401-7191 และ 090-989-8275 หรือติดตามข่าวสารงานบุญวัดพุทธเคปทาวน์ได้ที่ Facebook วัดพุทธเคปทาวน์ สาธารณรัฐแอฟริกาใต้ ทวีปแอฟริกา : https://www.facebook.com/wad.phuthth.khep.thawn.satharnrath.x.fr และ เว็บไซต์ Cape Town Meditation Center” พระภูวิชญ์กล่าว

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วัดพระธรรมกาย ‘อุปกรณ์การเรียน’ เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันพุธ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

ทำดีเพื่อสังคม! ‘วัดพระธรรมกาย’ มอบปัจจัย-อุปกรณ์การเรียนการสอน สนับสนุน ‘ศูนย์การศึกษาพิเศษ’ จ.ปทุมธานี เสริมพัฒนาการเด็กพิเศษอย่างเท่าเทียม

วันที่ 17 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี ได้เดินหน้าภารกิจสาธารณสงเคราะห์ด้านการศึกษา เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเยาวชนและส่งเสริมโอกาสอย่างเท่าเทียม โดยเน้นกลุ่มเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

พระครูปลัดรัตนวีรวัฒน์ (รังสฤษดิ์ อิทฺธิจินฺตโก) เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์และผู้แทนเข้าร่วมในพิธีมอบปัจจัยสนับสนุนในครั้งนี้ ประกอบด้วย พระครูภาวนาสุธรรมวิเทศ และ พระมหานพพร ปุญฺญชโย ป.ธ.9 ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย , พระครูสมุห์ สมชาย วํสธีโร ผู้แทนมูลนิธิธรรมกาย และนายองอาจ ณฐ ธรรมนิทา ผู้แทนคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย

โดยคณะสงฆ์และผู้แทน ได้ร่วมกันมอบปัจจัยสนับสนุนการปฏิบัติงานและอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จำเป็น ให้แก่ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี (หน่วยบริการคลองหลวง) ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการเอื้ออาทร ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

ในการรับมอบ มี นางสาวภัทรภร หมื่นมะเริง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้แทนรับมอบ โดยอุปกรณ์ดังกล่าวจะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในระดับ เตรียมความพร้อมระยะแรกเริ่ม เพื่อเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคมของเด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ

ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดปทุมธานี มีภารกิจสำคัญในการจัดและสนับสนุนการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มนี้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี เพื่อให้เยาวชนเหล่านี้สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และเติบโตเป็นบุคคลที่สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี

การสนับสนุนด้านการศึกษาในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านสาธารณสงเคราะห์ที่ มหาเถรสมาคม (มส.) ได้มอบหมายให้คณะสงฆ์ไทยร่วมกันขับเคลื่อนทั่วประเทศ โดยวัดพระธรรมกายตระหนักดีว่า ‘การศึกษา’ คือรากฐานสำคัญของการพัฒนาคนและพัฒนาชาติ การเปิดโอกาสให้เด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มีข้อจำกัด ได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกับผู้อื่นอย่างเหมาะสมถือเป็นพันธกิจสำคัญ

//////////-026

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ 'Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย'

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

วันอังคาร ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.23 น.

ไทยพีบีเอส จัดทัพลุยภารกิจ ‘Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย’

ไทยพีบีเอส ลุยภารกิจ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เดินหน้าจัดเวทีดีเบตใหญ่– โรดโชว์ฟังเสียงประชาชน 4 ภาค เสริมข้อมูลรอบด้านให้ประชาชนมีส่วนร่วมตัดสินใจบนข้อเท็จจริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) เตรียมเดินหน้าภารกิจสื่อสาธารณะสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองในการเลือกตั้งทั่วไป 2569 หลังจากมีประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 12 ธ.ค. 2568 โดยให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรใหม่เป็นการเลือกตั้งทั่วไป ไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ได้ระดมความเห็นในการประชุม war room แผนการรายงานข่าวเลือกตั้ง 2569 กับทุกหน่วยงานภายใน ร่วมถึงภาคีเครือข่ายของไทยพีบีเอส เพื่อเตรียมความพร้อมการเลือกตั้ง ภายใต้แคมเปญ “Thai PBS เลือกตั้ง 69 – เสียงของทุกคน ฝ่าวิกฤตประเทศไทย” เพื่อสร้างพื้นที่ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใส และรอบด้าน โดยเฉพาะกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งครั้งแรก โดยการจัดกิจกรรมสัญจร 4 ภาค เวทีดีเบตผู้สมัคร และรับฟังความเห็นประชาชน ตลอดเดือนมกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 โดยการดำเนินงานในครั้งนี้มุ่งเน้นการเป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกพรรคการเมืองได้นำเสนอนโยบายอย่างตรงไปตรงมา พร้อมให้ประชาชนตั้งคำถาม แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และตรวจสอบข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้การตัดสินใจของประชาชนตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงตามพันธกิจด้านความโปร่งใสของสื่อสาธารณะ

“กิจกรรมจะจัดขึ้นในรูปแบบเวทีเสวนาและนิทรรศการในพื้นที่ศูนย์กลางของเมือง ครอบคลุม 4 ภูมิภาคและกรุงเทพมหานคร โดยมีการรายงานข้อมูลเลือกตั้ง การนำเสนอนโยบายพรรคการเมือง และบูธกิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่สำคัญคือเรายังวางแผนประสานความร่วมมือกับเพื่อนองค์กรสื่อ เพื่อร่วมจัดเวทีดีเบตสาธารณะด้วย”

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ'ปราสาทตาควาย'ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.45 น.

เปิดภารกิจบูรณะ’ปราสาทตาควาย’ของกรมศิลปากร ยันซ่อมได้ ขอรอสถานการณ์สงบก่อน

เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.2568 เพจเฟซบุ๊ก “หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา” ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ ระบุว่า “ภารกิจหลังรบ : กรมศิลปากรกับการกอบกู้ “#ปราสาทตาควาย”

หอสมุดแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ร.๙ นครราชสีมา โดย “#ห้องค้นคว้า” ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเรียนรู้และทำความเข้าใจภารกิจด้านการอนุรักษ์และบูรณะปราสาทหินในประเทศไทย ซึ่งมิใช่เพียงงานช่าง หากเป็นการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและอธิปไตยของชาติ

หลักการบูรณะปราสาทหิน: ศาสตร์และศิลป์แห่งการอนุรักษ์
การบูรณะปราสาทหินเป็นงานที่ต้องอาศัยองค์ความรู้จากหลากหลายสาขา ทั้งโบราณคดี สถาปัตยกรรม วิศวกรรม และการอนุรักษ์ โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณวัตถุ โบราณสถาน ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
.
หลักการสำคัญที่สุดในการบูรณะคือการคงไว้ซึ่ง “คุณค่าดั้งเดิม” และ “ความเป็นของแท้” (Authenticity) ของโบราณสถาน โดยยึดแนวปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล วิธีการบูรณะหลักที่ใช้กับปราสาทหินในประเทศไทย คือการบูรณะแบบ อนัสติโลซิส (Anastylosis) ซึ่งเป็นการนำชิ้นส่วนหินเดิมที่พังทลายกลับไปประกอบในตำแหน่งเดิมให้มากที่สุด หากจำเป็นต้องเสริมชิ้นส่วนใหม่ จะต้องแยกแยะจากของเดิมได้อย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบและทำความเข้าใจการบูรณะในอนาคต
.
ก่อนการดำเนินงานบูรณะ จำเป็นต้องมีการขุดค้นและศึกษาทางโบราณคดีอย่างละเอียด มีการจัดทำผัง บันทึก และวิเคราะห์ชิ้นส่วนที่พังทลาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการถอดแบบและฟื้นฟูรูปแบบดั้งเดิม ควบคู่กับการเสริมความมั่นคงของโครงสร้าง เพื่อป้องกันการทรุดตัวและการเสื่อมสภาพของวัสดุตามกาลเวลา
ผู้สนใจสามารถศึกษาวิธีการบูรณะแบบอนัสติโลซิสเพิ่มเติมได้ที่ [????] https://youtu.be/idtIw7enmyk?si=VEPxpQO92J2p2N-N
.
ปราสาทตาควาย: โบราณสถานกับมิติอธิปไตยและความมั่นคง
ปราสาทหินตาควายตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา และได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะทางทหารในช่วงความขัดแย้งที่ผ่านมา จากการให้สัมภาษณ์ของ นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ยืนยันว่า โบราณสถานในเขตชายแดน รวมถึงปราสาทตาควาย สามารถบูรณะซ่อมแซมได้ตามหลักวิชาการ และมิใช่สิ่งที่เกินขีดความสามารถของกรมศิลปากร อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานต้องคำนึงถึงความมั่นคงของพื้นที่และความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่เป็นสำคัญ
.
ในฐานะที่โบราณสถานเหล่านี้ตั้งอยู่ในเขตอธิปไตยของราชอาณาจักรไทย กรมศิลปากรมีหน้าที่โดยตรงในการคุ้มครองและอนุรักษ์ พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง การบูรณะจะสามารถดำเนินการได้เมื่อสถานการณ์ตามแนวชายแดนกลับสู่ความสงบ
.
การดูแลของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา
ปราสาทหินตาควายอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา นายทศพร ศรีสมาน ผู้อำนวยการสำนักศิลปากรที่ 10 ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่าง ๆ ว่า ปราสาทตาควายสามารถบูรณะให้กลับสู่สภาพเดิมได้ โดยใช้กระบวนการมาตรฐานเช่นเดียวกับโบราณสถานอื่น ได้แก่ การสำรวจ ขุดค้น จัดทำแบบ และจัดทำรายการบูรณะ ทั้งนี้ การดำเนินงานจำเป็นต้องรอให้สถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดนยุติลง เพื่อให้การทำงานเป็นไปอย่างปลอดภัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ
.
ภารกิจกรมศิลปากรหลังความขัดแย้ง
ภายหลังเหตุการณ์สงครามหรือความขัดแย้ง ภารกิจหลักของกรมศิลปากรคือการคุ้มครอง อนุรักษ์ และฟื้นฟูมรดกศิลปวัฒนธรรมของชาติ การสำรวจและประเมินความเสียหายของโบราณสถาน รวมถึงการดำเนินการอนุรักษ์ฉุกเฉินเพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติม โดยต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานด้านความมั่นคง
.
การบูรณะปราสาทหินตาควายจึงมิใช่เพียงการฟื้นฟูโบราณสถานที่ได้รับความเสียหายจากสงคราม หากเป็นบทพิสูจน์ถึงบทบาทของกรมศิลปากรและสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ในการใช้หลักวิชาการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม และยืนยันอำนาจหน้าที่ในการดูแลโบราณสถานบนผืนแผ่นดินอธิปไตยของไทย
.
เรียบเรียงข้อมูลและแนะนำโดย นางแพรว ธนภัทรพรชัย เจ้าพนักงานห้องสมุดชำนาญงาน
ออกแบบกราฟิกโดย นายพีรยุทธ กษิติบดินทร์ชัย บรรณารักษ์ปฏิบัติการ”

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

วันจันทร์ ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

‘มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง’มุ่งสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

15 ธ.ค.2568 ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงพร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมกับโรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจัดกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพสื่อมวลชนจังหวัดเชียงราย เพื่อขอบคุณสื่อมวลชนที่ร่วมเผยแพร่ข่าวสารและพันธกิจของมหาวิทยาลัย พร้อมบริการสุขภาพและคำปรึกษาทางการแพทย์ โดยมี นายโชติศิริ ดารายน นายกสมาคมสื่อมวลชนและนักประชาสัมพันธ์เชียงราย นำสื่อมวลชนจากหลากหลายสาขาเข้าร่วมกิจกรรม ณ ห้องประชุมประจวบ ภิรมย์ภักดี ชั้น 6 โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวว่า โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็นโรงพยาบาลของประชาชนของชาวเชียงราย ก่อสร้างด้วยงบประมาณรวมกว่า 4,000 ล้านบาท จากงบประมาณแผ่นดินและการบริจาคของประชาชนที่ต้องการมีส่วนร่วมในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พันธกิจสำคัญคือการรับใช้ประชาชน จากเชียงรายก่อนขยายบริการสู่พื้นที่จังหวัดใกล้เคียงและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ตามแนวคิดของศาสตราจารย์พิเศษ ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีผู้ก่อตั้งและนายกสภามหาวิทยาลัย ที่ให้หลักการว่า ”จะไม่มีผู้ป่วยคนใดถูกปฏิเสธการรักษาเพราะความยากจน“

ผศ.ดร.มัชฌิมา กล่าวเน้นว่า เนื่องจากเชียงรายเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยจึงมองบทบาทการแพทย์เกินกว่าการรักษาโรค โดยพัฒนาการศึกษาควบคู่สาธารณสุข และใช้เป็นเครื่องมือสร้างมิตรภาพ ความเป็นอยู่ที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนร่วมกัน ผ่านการให้โอกาสทางการศึกษาและการดูแลสุขภาพแก่ประชาชนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง เพื่อสร้างสะพานแห่งความเข้าใจและความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างประเทศ

“การศึกษาและสาธารณสุขคือกุญแจสำคัญในการสร้างมิตรภาพไร้พรมแดน เมื่อเราให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลสุขภาพของประชาชนในภูมิภาค เราไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต แต่ยังสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและความไว้วางใจระหว่างกัน ซึ่งเป็นรากฐานของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค” อธิการบดีฯ กล่าว

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้บริการด้านสุขภาพภายใต้แนวคิด 3Ps: Promotion, Prevention, Prediction (ส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค คาดการณ์ความเสี่ยง) ผ่านศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คลินิกทันตกรรม คลินิกพิเศษโดยแพทย์เฉพาะทาง และบริการบูรณาการแพทย์ปัจจุบันกับแพทย์แผนไทยและจีน

นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการแพทย์อาสาบรมราชกุมารี เพื่อให้ประชาชนในถิ่นทุรกันดารเข้าถึงบริการทางการแพทย์ พร้อมพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับมาตรฐานสู่สากลผ่านความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำ อาทิ Oregon Health and Science University สหรัฐอเมริกา และ Yunnan University of Chinese Medicine สาธารณรัฐประชาชนจีน

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง วางแผนขยายบริการในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2569-2573) ครอบคลุมคลินิกศัลยศาสตร์หลอดเลือด ศูนย์ฟื้นฟูระบบประสาท ศูนย์โรคเบาหวานและคลินิกพิเศษอื่นๆ พร้อมจัดตั้งศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิกที่โรงพยาบาลน่านและขยายเครือข่ายไปยังสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

“มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงจะบรรลุเป้าหมายด้วยการมีส่วนร่วมและพลังใจจากประชาชนจากชาวเชียงราย ในการสานต่อพระราชปณิธาน ‘ปลูกป่า สร้างคน’ ด้วยการพัฒนาสู่ศูนย์การแพทย์ระดับภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Regional Medical Hub ที่ดูแลประชาชนทุกช่วงวัยอย่างเท่าเทียม ภายใต้แนวคิด ‘Driving Force for Well-Being and Sustainable Future’ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและภูมิภาคสู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน” อธิการบดีแม่ฟ้าหลวง กล่าวปิดท้าย