รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ  มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

รายงานพิเศษ : สสส.ชวนกินดีเพื่อสุขภาพ มุ่งลดพฤติกรรมเสี่ยง NCDs

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) วิทยาเขตสีคิ้ว จ.นครราชสีมา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 กิจกรรมเดิน วิ่ง กินดี เพื่อสุขภาพ วิวหลักล้าน ต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก มุ่งเพิ่มกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และส่งต่อองค์ความรู้การบริโภคอาหารปลอดภัย ลดพฤติกรรมเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ (NCDs) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 700 คน

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะประธานกองทุน สสส. กล่าวในพิธีเปิดกิจกรรม NIDA LOVE RUNNERS 2025 ว่า ภัยสุขภาพจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) คร่าชีวิตคนไทย 74% ของการเสียชีวิตทั้งหมด คิดเป็น 4 แสนคนต่อปี สร้างความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจกว่า 1.6 ล้านล้านบาท ซึ่งสาเหตุเกิดจากพฤติกรรมเสี่ยงในการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการมีกิจกรรมทางกายและรับประทานผักผลไม้ที่ไม่เพียงพอ สสส. จึงขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและอาหารเพื่อสุขภาวะให้เป็นประเด็นสำคัญในการทำงานตามทิศทางและเป้าหมายของแผนระยะ 10 ปี มุ่งลดปัจจัยเสี่ยงด้วยการส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพประชาชน โดยในปี 2568 เน้นขยายการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ กำหนดพื้นที่นำร่อง รวมถึงสร้างกลไกขับเคลื่อนแผนการสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตลดเสี่ยง NCDs ตั้งแต่ระดับจังหวัดไปสู่ระดับประเทศ นำไปสู่สังคมภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน

“โคราช เป็นจังหวัดนำร่องในการจัดกิจกรรมที่เน้นการมีส่วนร่วมของชุมชน ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมในโคราชและสร้างกระแสส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ในรูปแบบเทศกาลการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Healthy Sport Tourism & Festival) จุดประกายในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป ที่สำคัญ นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เข้าถึงการบริโภคอาหารที่มีคุณภาพและโภชนาการจากผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์จากเครือข่าย “ตลาดเขียว” สสส. ทั่วประเทศอีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า สสส. จัดงานเดินวิ่งกว่า 1 พันสนามต่อปีความพิเศษของสนามนี้คือ งานวิ่งแนวใหม่ที่ส่งเสริมให้เกิดกระแสการออกกำลังกายควบคู่กับการเลือกกินอาหารที่ดีไม่ก่อให้เกิดโทษ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศอาหารปลอดภัย เน้นลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงอาหารที่ปลอดภัย ผ่าน “ตลาดเขียว” โดยเน้นหลักการ 8 เรื่อง 1.พื้นที่กระจายผลผลิตอินทรีย์ อาหารปลอดภัยสู่คนเมือง 2.ใส่ใจสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศการจัดการขยะ 3.มีที่มาจากเกษตรกรอินทรีย์ตัวจริง4.มีมาตรฐานรับรอง PGS หรือออร์แกนิค 5.ราคาเป็นธรรม6.พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีวัฒนธรรม 7.กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน 8.เพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค ผ่านการจัดกิจกรรมชิมข้าว จากสายพันธุ์ที่มีโภชนาการสูง น้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรค NCDs

“ตลาดเขียวดำเนินการครอบคลุมตั้งแต่การผลิตไปสู่การกระจาย การแปรรูป การตลาด และผู้บริโภคที่ผ่านมา เกิดต้นแบบตลาดเขียวถึง 88 แห่ง ใน 19 จังหวัดและขยายผลผ่านการขับเคลื่อนนโยบายโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย ทำให้เกิดตลาดเขียวในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 300 แห่ง มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 1 แสนราย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 20 ล้านบาทต่อปี ซึ่งนอกจากช่วยพัฒนาเศรษฐกิจอาหาร ยังสร้างพลเมืองอาหารที่มีทักษะ จิตสำนึกในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาวะ รวมพลังเป็นชุมชนอาหารที่เข้มแข็ง สามารถติดตามรายละเอียดได้ทางเฟซบุ๊กแฟนเพจ Gindee Club” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

‘สทน. – ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

‘สทน. - ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

‘สทน. – ส.อ.ท.’ ร่วมมือหนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมกับ สถาบันเทคโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการส่งเสริมและสนับสนุนการใช้ประโยชน์ของเทคโนโลยีและรังสี ภายในงาน FTI EXPO 2025 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ความร่วมมือในครั้งนี้ จะช่วยส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี ศึกษาวิจัย รวมถึงการให้บริการแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทุกระดับทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทน.) กล่าวว่า ในนามสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เพื่อร่วมกันส่งเสริม สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในด้านการศึกษาวิจัยและการให้บริการแก่ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมทุกระดับทั่วประเทศ สทน.มีความพร้อมทั้งบุคลากรที่เชี่ยวชาญ มีองค์ความรู้เครื่องมือและอุปกรณ์ห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและการบริการ เมื่อได้รับการสนับสนุนจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและเกิดความร่วมมือต่างๆ จะยิ่งส่งผลให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ นับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมไทย สามารถเข้าถึงผลงานวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงบริการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจ เพื่อเปิดประสบการณ์สู่การสร้างโอกาส ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าและคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับขอบเขตความร่วมมือครั้งนี้ สทน.และ ส.อ.ท. จะร่วมมือในการส่งเสริมงานวิจัยด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีทั้งด้านอุตสาหกรรม เกษตร อาหาร สมุนไพร สุขภาพ และอื่นๆ ร่วมกันโดย ส.อ.ท. เป็นผู้รวบรวมประเด็นปัญหาหรือความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่จะปรับปรุงพัฒนาด้วยเทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสี และ สทน. เป็นผู้นำไปวิจัยตามกระบวนการวิจัยจนบรรลุผลสำเร็จ และส่งมอบผลงานวิจัยพร้อมทั้งถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การยกระดับอุตสาหกรรมไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้เติบโตอย่างยั่งยืนนั้น การต่อยอดและการประยุกต์ ใช้ผลงานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ากับกระบวนการผลิตของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยยกระดับประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม อีกทั้งยังช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนการผลิต ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ปัจจุบันและเท่าทันต่อความต้องการของผู้บริโภคและรูปแบบการค้าที่เปลี่ยนแปลงไป สอดรับกับนโยบาย ONE FTI ที่มุ่งมั่นขับเคลื่อนนโยบายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้อุตสาหกรรมไทยเพื่อประเทศไทยที่เข้มแข็งกว่าเดิม ผ่านแนวทาง 4 Go ในส่วนของ Go Innovation ที่มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมไทยหลุดพ้นจากกับดักของเศรษฐกิจ จากเดิมทำมากได้น้อย ให้เปลี่ยนเป็นทำน้อยได้มากด้วยนวัตกรรมเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ

นร.โชว์ผลงานสุดปัง! ‘ยกระดับสู่ความเป็นเลิศนวัตกร’ ต่อยอดนวัตกรรมAIในอนาคต

นร.โชว์ผลงานสุดปัง! ‘ยกระดับสู่ความเป็นเลิศนวัตกร’ ต่อยอดนวัตกรรมAIในอนาคต

นร.โชว์ผลงานสุดปัง! ‘ยกระดับสู่ความเป็นเลิศนวัตกร’ ต่อยอดนวัตกรรมAIในอนาคต

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.34 น.

ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี ชื่นชมผลงานนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ งานวิชาการ P.V. Innovation Fair 2024 ภายใต้หัวข้อ ‘นวัตกรรมล้ำสมัย พ.ว.ก้าวไกลสู่อนาคต’  มีประสิทธิภาพ สามารถต่อยอดสู่การเป็นนวัตกรระดับประเทศได้ในอนาคต  

ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า ที่บริเวณหน้าอาคารเรียนบุญราศี ยอห์นปอล โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ ถ.พหลโยธิน-ลำลูกกา ต.ลำไทร อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี   ว่าที่ร้อยเอก ดร. สาคร กิ่งจันทร์  ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี  เป็นประธานเปิดโครงการวิชาการ P.V. Innovation Fair 2024 ภายใต้หัวข้อ ‘นวัตกรรมล้ำสมัย พ.ว.ก้าวไกลสู่อนาคต ‘ โดยมีซิสเตอร์มยุรา  วาปีโส ผู้จัดการและผู้อำนวยการ ให้การต้อนรับ  นางสุชีวี    พันธุ์ครุฑ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์    โดยได้รับเกียรติจากบาทหลวงธนันชัย  กิจสมัคร  ผู้แทนผู้รับใบอนุญาต,บาทหลวงวิชชุกรณ์  เกตุภาพ รองผู้อำนวยการและประธานกลุ่มงานวิชาการ  ฝ่ายการศึกษาอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ, นายเอกสิทธิ์    เกิดกฤษฎานนท์  ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็มม่า อลิส  นายพิเชฐ เฟื่องทองแดง นายกเทศมนตรีตำบลลำไทร, นายชัยอนันต์  สร้อยจำปา  ผู้เขียนบท และกำกับภาพยนตร์  คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้ตัดสินนวัตกรรม อาจารย์นวัตกรนักเรียน ตลอดจน ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครูจากโรงเรียนภาครัฐ  และโรงเรียนในเครืออัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ  ผู้ปกครอง และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่ให้เกียรติมาร่วมงานและสนับสนุนการเรียนการสอน

ซิสเตอร์มยุรา วาปีโส ผู้จัดการและผู้อำนวยการโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ กล่าวว่า  ‘โรงเรียนพระวิสุทธิวงส์เป็นโรงเรียนของอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ สังกัดเขตการศึกษาที่ 4 ตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2486 ปัจจุบันมีอายุ 82  ปีเปิดทำการสอนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2568  มีนักเรียนจำนวน 2,030 คน ทางโรงเรียนได้จัดการเรียนการสอนในรายวิชานวัตกรรมวิศวกรรมพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็มม่า อลิส เป็นผู้สอนและให้ความรู้เกี่ยวกับการเขียนโค้ด  เพื่อนำโค้ดนั้นไปสร้างสรรค์ชิ้นงานที่เป็นนวัตกรรม

การจัดงานในครั้งนี้ นอกจากมีการนำเสนอ และประกวดผลงานทางด้านนวัตกรรมของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น แผนการเรียนวิทย์ – คณิต  และนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5  ผ่านการเรียนในรายวิชาวิศวกรรมพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์  ซึ่งปีนี้มีผลงานนวัตกรรมของนักเรียน จำนวน 32 ชิ้น แล้วนั้น ยังมีการจัดกิจกรรมของนักเรียนระดับชั้นอุบาล 1 ถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  รวมทั้งจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้รับทราบเกี่ยวกับ ความรู้เรื่องหลักสูตร และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  ได้เรียนคณะที่ชอบ  ตอบอนาคตที่ใช่ และมีแนวทางวางแผนอนาคตของนักเรียน จากมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาชั้นนำ จำนวน 21 สถาบัน และบูธของกรมจัดหางาน   มีการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตรระหว่างนักเรียนโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์  กับนักเรียนต่างโรงเรียน เพื่อสร้างความสามัคคี และมีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพที่ดี PV. Innovation Fair 2024 ‘นวัตกรรมล้ำสมัย  พ.ว. ก้าวไกลสู่อนาคต’ มีวัตถุประสงค์การจัดงานดังนี้ 1.เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้แสดงความรู้ ความสามารถ ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยี 2.เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และสร้างผลงานด้วยความภาคภูมิใจ และ 3.เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเป็นนวัตกร คิดค้นนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาผ่านกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking)

การจัดกิจกรรม มี 2 โซนด้วยกัน ได้แก่ โซนที่ 1 หน้าอาคารเรียนบุญราศียอห์น ปอล แบ่งเป็น 1.นิทรรศการจัดแสดงผลงานนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์นักเรียนชั้นมัธยม และ 2.นิทรรศการงานแนะแนวการศึกษาต่อจากมหาวิทยาลัย และสถานบันชั้นนำ โซนที่ 2  หน้าอาคารเรียนดือรังค์ แบ่งเป็น 1.นิทรรศการ 5 กลุ่มสาระ และ 2.Project Approach ในระดับชั้นอนุบาล

ด้าน ว่าที่ร้อยเอก ดร. สาคร กิ่งจันทร์ ศึกษาธิการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า รู้สึกชื่นชมและประทับใจผลงานของนักเรียน และผู้บริหาร ครู อาจารย์ โรงเรียนที่ใส่ใจสำหรับการเรียนการสอน เราจะเห็นได้ว่านักเรียนต้องพยายามค้นพบตัวเองให้ได้ว่าเราชอบอะไร  เราต้องการเรียนอะไรในอนาคต  ซึ่งถือว่าเป็นความร่วมมือที่ดีเยี่ยมมาก  โดยเฉพาะต้องขอขอบคุณโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ มากที่เปิดโอกาสเด็กและสถาบันทางการศึกษาที่อยู่ใกล้เคียง ได้มาเรียนรู้  สำหรับปทุมธานีเป็นจังหวัดที่มีหลายมหาวิทยาลัย และมีโรงเรียน สถาบันต่างๆพร้อมที่จะเอื้ออำนวยความสะดวกให้กับเด็ก ในอนาคตอยากให้ทุกโรงเรียนได้รับการแนะแนว และให้มีทางเลือกกับเด็กในตอนที่เขาเรียนอยู่ เมื่อเขาเรียนจบไปจะได้ทำงาน มีอาชีพตรงกับความต้องการ  ที่สำคัญที่สุด เด็กในยุคนี้ ต้องเป็นคนที่เก่งและพึ่งพาตัวเองได้ เพื่อที่ได้พัฒนาการศึกษาของประเทศต่อไป /// – 026

ลั่น!ไม่มีเด็กเส้น สอศ.คัดเข้มผู้บริหารรุ่นใหม่ 33 อัตรา ย้ำโปร่งใสทุกกระบวนการ

ลั่น!ไม่มีเด็กเส้น สอศ.คัดเข้มผู้บริหารรุ่นใหม่ 33 อัตรา ย้ำโปร่งใสทุกกระบวนการ

ลั่น!ไม่มีเด็กเส้น สอศ.คัดเข้มผู้บริหารรุ่นใหม่ 33 อัตรา ย้ำโปร่งใสทุกกระบวนการ

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.02 น.

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้ นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานการดำเนินการสอบสัมภาษณ์ (ภาค ค) การคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ยกเว้นเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา นราธิวาส ปัตตานี และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอสะบ้าย้อย อำเภอเทพา และอำเภอนาทวี) ณ The Grand ชั้น 1 อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต จังหวัดปทุมธานี

โดย นายณรงค์ชัย กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการสอบสัมภาษณ์ (ภาค ค) สำหรับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษาในสังกัด สอศ. จำนวน 33 อัตรา กำหนดจัดสอบระหว่างวันที่ 18-19 กุมภาพันธ์ 2568 มีผู้มีสิทธิสอบเข้าสัมภาษณ์ จำนวน 521 ราย โดยได้ดำเนินการสอบประเมินความรู้และความสามารถในการบริหารงานในหน้าที่ (ภาค ก) เมื่อวันที่ 17 มกราคม ที่ผ่านมา  เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) กำหนด

รองเลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า สอศ. มุ่งมั่นคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาที่มีความสามารถและมีความพร้อมเพื่อขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ซึ่งตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานสถานศึกษาให้มีคุณภาพ ทั้งด้านการบริหารงานวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และการพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสอดคล้องกับตลาดแรงงาน การคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษาในครั้งนี้เนื่องจากปัจจุบันมีหลายสถานศึกษาที่ยังไม่มีผู้อำนวยการ อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาผู้เรียน

“สอศ.ยืนยันว่า กระบวนการคัดเลือกครั้งนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม ตรวจสอบได้ ตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดอย่างเคร่งครัด โดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้จัดสอบ ทั้งนี้ มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารส่วนกลาง ร่วมสังเกตุการณ์ และมีมาตรการควบคุม เช่น การเก็บเครื่องมือสื่อสาร และการสับเปลี่ยนคณะกรรมการสัมภาษณ์โดยการจับสลาก เพื่อป้องกันการใช้กรรมการชุดเดิมซ้ำ ลดโอกาสการแทรกแซง หากพบการกระทำที่เข้าข่ายทุจริต การเรียกรับผลประโยชน์ การหมิ่นประมาทผู้สมัครรายอื่น หรือการกระทำผิดในทุกรูปแบบ จะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด” รองเลขาธิการ กอศ.กล่าวและว่า ทั้งนี้ สอศ.จะประกาศผลการสอบคัดเลือกผ่านทางเว็บไซต์ https://hrvec.ovec.go.th กลุ่มบริหารงานบุคคล 2 สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาต่อไป

– 006

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน  กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

บทความพิเศษ : การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับเป้าหมาย‘NetZero2050’(ตอนที่2)

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 07.30 น.

หมายเหตุ : บทความนี้เดิมชื่อ “การเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงาน กับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ปี ค.ศ. 2050 | ตอนที่ 2” เขียนโดย นิพัฒน์ ตันติศิลปานนท์, Consultant, Sasin Management Consulting สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ได้รับการปรับปรุงบางส่วนเพื่อให้เข้ากับพื้นที่ของฉบับพิมพ์

จากบทความตอนที่แล้วที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการ (1) การขยายกำลังการติดตั้งพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy expansion) (2) การใช้ไฮโดรเจนในฐานะพลังงานสะอาด (Hydrogen as a clean energy carrier) และ (3) การใช้พลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่ง (Electronification of transportation) ที่จะช่วยผลักดันให้โลกก้าวไปสู่ Net Zero 2050 และในบทความนี้จะขอกล่าวถึงอีกแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานที่สำคัญ 3 ประการที่เหลือ ได้แก่

4.นวัตกรรมการกักเก็บพลังงาน (Energy storage innovation) : ระบบการกักเก็บพลังงาน หรือ Energy Storage System (ESS) คือ ระบบอุปกรณ์ วิธีการ หรือเทคโนโลยีที่ใช้ในการกักเก็บพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้เมื่อต้องการ ซึ่งแนวคิดของระบบกักเก็บพลังงานไฟฟ้านี้เกิดขึ้นจากการขาดความสมดุลระหว่างการผลิต (Supply) และความต้องการ (Demand) โดยหลักการการทำงานของระบบกักเก็บพลังงาน คือ การกักเก็บพลังงานในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งเพื่อนำไปตอบสนองความต้องการพลังงานในอีกช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในคุณสมบัติของระบบกักเก็บพลังงาน ก็คือความสามารถในการแปลงพลังงานไฟฟ้าให้อยู่ในรูปพลังงานอื่นๆ

ระบบกักเก็บพลังงานหลักๆ ที่มีใช้ในโลก เช่น “โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage Hydro Plant)” เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีเครื่องสูบน้ำ มีหลักการทำงานคือ การนำกระแสไฟฟ้าจากระบบการผลิตในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าน้อยมาใช้สูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำที่มีอยู่เดิมขึ้นไปพักไว้ในอ่างพักน้ำตอนบนที่สร้างขึ้นใหม่ แล้วปล่อยน้ำลงมาผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงในแต่ละวัน ซึ่งระบบกักเก็บพลังงานแบบนี้ เป็นระบบที่มีมานานแล้ว และมีต้นทุนไฟฟ้าต่อหน่วยต่ำ แต่ก็มีข้อจำกัดสำคัญด้านภูมิประเทศที่อาจจะไม่เหมาะสมกับ
ทุกประเทศ / ทุกภูมิภาค

“ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System หรือ BESS)” เป็นระบบกักเก็บพลังงานที่ใช้แบตเตอรี่เป็นองค์ประกอบหลัก โดยแบตเตอรี่จะทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานส่วนเกินจากระบบส่งด้วยการกักเก็บประจุไว้ในแบตเตอรี่ในช่วงเวลาที่มีความต้องการไฟฟ้าต่ำ เพื่อนำมาจ่ายไฟในช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ (Solar cell) ที่ผลิตได้เยอะมากในเวลากลางวันและอาจจะมากกว่าปริมาณความต้องการ(Excess supply) แต่ไม่สามารถผลิตได้ในเวลากลางคืน เป็นต้น

โดยข้อจำกัดเรื่องขนาดของแบตเตอรี่จะเป็นความท้าทายหลัก เนื่องจากขนาดแบตเตอรี่จะต้องใหญ่พอและมีจำนวนมากพอที่จะจ่ายไฟให้พอกับความต้องการของเมือง หรือที่เรียกว่า Grid-scale battery การพัฒนาด้านเทคโนโลยีของแบตเตอรี่ ทั้งด้านความหนาแน่น (Density) จะส่งผลให้ความสามารถการกักเก็บพลังงานต่อพื้นที่เพิ่มขึ้น ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อยลง และปัจจัยด้านราคา จะส่งผลโดยตรงทำให้ต้นทุนในการกักเก็บพลังงานลดลง ทั้งสองปัจจัยนี้เป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญที่จะให้เกิดการใช้งานระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ในวงกว้าง

โดยระบบการกักเก็บพลังงานนั้นจะเป็นองค์ประกอบสนับสนุนสำคัญให้การเปลี่ยนผ่านไปยังพลังงานหมุนเวียนเกิดขึ้นได้อย่างกว้างขวางและลดการพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานฟอสซิลได้ เนื่องจากพลังงานหมุนเวียนนั้นมีลักษณะที่ไม่คงที่ / ไม่แน่นอน (Intermittent) กล่าวคือ พลังงานหมุนเวียนจะผลิตไฟฟ้าได้เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น

เช่น โซลาร์เซลล์ (Solar cell) จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีแสงแดด พลังงานลม (Wind energy) ก็จะผลิตไฟฟ้าได้เมื่อมีลมที่ความเร็วตามที่กำหนด เป็นต้น ซึ่งตราบใดที่เรายังไม่สามารถกักเก็บพลังงานเพื่อใช้ในเวลาที่มีความต้องการได้ตลอดเวลา เราก็ยังต้องพึ่งพาไฟฟ้าที่ผลิตจากรูปแบบอื่นๆ เพื่อเป็นโรงไฟฟ้าฐาน หรือ Baseload power plant ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิล (ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ) หรือโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์

5.ความพยายามในการลดระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization efforts) สืบเนื่องมาจากความพยายามในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และความตกลงปารีส (Paris Agreement) ได้ถูกกำหนดและถ่ายทอดเป็นนโยบายระดับโลก ผ่านกลไก หรือ Mechanism ที่สำคัญหลัก ๆ เช่น

“UN SDG (United Nation Sustainable Development Goals) เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” เป็นชุดเป้าหมายการพัฒนาระดับโลกภายหลังปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ที่ได้รับการรับรองจาก 193 ประเทศสมาชิกภาคีขององค์กรสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2558 แบ่งเป้าหมายออกเป็น 17 ข้อ ครอบคลุม 5 มิติ ซึ่งประกอบไปด้วย มิติด้านสังคม (People) มิติด้านเศรษฐกิจ (Prosperity) มิติด้านสิ่งแวดล้อม (Planet) มิติด้านสันติภาพและสถาบัน (Peace) และมิติด้านหุ้นส่วนการพัฒนา (Partnership)

โดยเป้าหมายที่ 13 นั้น เชื่อมโยงกับปัญหาสภาวะโลกร้อนโดยตรง ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกภาคีลงมือต่อสู้กับสภาวะโลกร้อน ผ่านการลงนามในความตกลงปารีสและนำไปปรับใช้ ทั้งนี้จากสถานะในปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ที่ผ่านมา ความคืบหน้าของการดำเนินไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนยังล่าช้ากว่าที่ควรจะเป็น และประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่น่าจะบรรลุเป้าหมายได้ทันภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งจากการประมาณการเบื้องต้นพบว่า กว่า 140 เป้าหมาย มีเป้าหมายเพียง 12% ที่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เป้าหมายเกินกว่า 50% ล่าช้ากว่ากำหนดการที่วางไว้ และเป้าหมายเกือบ 30% ที่เหลือไม่มีความก้าวหน้าเลยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015)

“ตลาดคาร์บอน หรือ Carbon market” จากพิธีสารเกียวโตและความตกลงปารีสนั้น ได้เปลี่ยนให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นั้นกลายมาเป็นสินค้าที่ซื้อขายกันได้ (Commodity) ผ่านการสร้างมูลค่าให้กับการลดการปลดปล่อย โดยกำหนดให้ผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่าที่กำหนด สามารถนำส่วนต่างไปขายให้กับผู้ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าที่กำหนดได้ มิเช่นนั้น จะต้องจ่ายค่าปรับสำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินเป็นมูลค่าสูง

ทั้งนี้ ก๊าซที่ถูกนำมานับรวมในการปลดปล่อยและวิธีการกำหนดเพดานการปล่อยก๊าซจะขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละประเทศซึ่งในปลายปี พ.ศ.2566 (ค.ศ.2023) มีตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Emission Trading System หรือ ETS) ทั้งหมด 36 ตลาด ครอบคลุมปริมาณก๊าซเรือนกระจกกว่า 9.9 GtCO2e ทั้งนี้ ตลาดคาร์บอนยังมีข้อจำกัดที่สำคัญอยู่ คือการซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั้นทำได้เฉพาะในตลาดของประเทศ นั้นๆ ยังไม่สามารถทำการซื้อขายข้ามพรมแดน หรือ Cross-border trade ได้

กลไกดังกล่าวเป็นความพยายามในด้านการลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งอาจจะยังไม่เพียงพอ อีกทั้งต่อให้ลดการปล่อยยังไง ก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยเข้าสู่ชั้นบรรยากาศอยู่ จึงมีความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีในการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกปล่อยออกมาโดยตรง จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage technology หรือ CCS technology)

ซึ่งเป็นกระบวนการในการดักจับคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน และนำมากักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร โดยไม่ปล่อยกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ถึงแม้เทคโนโลยีนี้จะมีข้อดีว่าสามารถดักจับคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรงที่จุดกำเนิด แต่ข้อเสียที่สำคัญ คือ ยังเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้เงินลงทุนและต้นทุนการดำเนินการ
ที่สูง และยังมีความไม่แน่นอนเรื่องผลกระทบในระยะยาว

6.การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้และโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ (Digitalization and smart grids) สำหรับโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับลักษณะเฉพาะของพลังงาน ส่งผลให้สายไฟของระบบส่งไฟฟ้าต้องรับภาระหรือ Load ที่ไม่คงที่ตลอดเวลา รวมถึงการมาของรถยนต์ไฟฟ้า สถานีชาร์จไฟมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง แต่ก็ไม่ตลอดเวลา ทำให้ระบบส่งไฟฟ้าต้องรับ Load ที่ไม่คงที่เช่นกัน

และความต้องการการใช้ไฟฟ้าอาจจะไม่สมดุลกันกับปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตและป้อนเข้าสู่โครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า ทั้งหมดนี้นำไปสู่การนำเทคโนโลยีดิจิทัลและโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า
อัจฉริยะเข้ามาใช้ ซึ่งจะสามารถทำให้เราใช้โครงข่ายเดิมได้เต็มประสิทธิภาพขึ้น ยืดอายุการใช้งานของโครงข่าย รวมไปถึงผู้ให้บริการสามารถตรวจสอบเฝ้าดูความต้องการการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ต่างๆ ได้แบบ Real time

ตัวอย่างประโยชน์ของการใช้ระบบโครงข่ายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ เช่น ระบบอาจจะจัดให้สถานีชาร์จไฟฟ้า ทำการชาร์จไฟฟ้าให้กับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงกลางคืนที่มีการใช้ไฟฟ้าน้อย (Off-peak) เพื่อลดภาระ Load ของระบบส่งในช่วงกลางวัน หรือการลดกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าฐานในช่วงที่สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากผู้ให้บริการจะรับรู้ระดับความต้องการของไฟฟ้าทั้งหมด ทำให้ไม่จำเป็นต้องผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งเข้าระบบมากเกินความจำเป็นและเสียพลังงานไปเปล่าๆ (Loss) เป็นต้น

จากหลากหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของประชากร การขยายตัวของเขตเมือง รวมไปถึงแนวโน้มเรื่องการเปลี่ยนถ่ายด้านพลังงานจากพลังงานฟอสซิลไปเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) และการเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) ในหลากหลายภาคส่วนไม่ว่าจะเป็น “บ้านเรือน” เช่น การเปลี่ยนจากเครื่องทำความร้อนที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปใช้เครื่องทำความร้อนที่ใช้ไฟฟ้า เตาทำอาหารที่ใช้ก๊าซไปเป็นเตาไฟฟ้า เครื่องทำน้ำร้อนที่ใช้ก๊าซไปเป็นเครื่องทำน้ำร้อนไฟฟ้า เป็นต้น

“ภาคอุตสาหกรรม” พลังงานส่วนใหญ่ในภาคอุตสาหกรรมจะใช้ไปกับการสร้างความร้อนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งกว่า 50% สามารถทดแทนด้วยไฟฟ้าได้แล้ว เช่น การเปลี่ยนจากเตาหลอม Blast furnace ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติไปเป็นเตาหลอมไฟฟ้า Electric arc furnace เป็นต้น “ภาคขนส่ง” เช่น การเปลี่ยนจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น ซึ่งทุกปัจจัยนำไปสู่ขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า หรือ Grid and transmission ทั้งเพื่อรองรับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้น และเชื่อมต่อโครงการพลังงานหมุนเวียนต่างๆ เข้าสู่ระบบ

ซึ่งยังต้องการเงินลงทุนในส่วนนี้อีกอย่างน้อย 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อขยายโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าให้เติบโตทันกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงซ่อมแซมโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้าเดิมที่มีอายุมากแล้ว ทั้งนี้ ผู้เขียนเองมักได้รับคำถามบ่อยครั้งว่า “Net zero 2050 นั้นจะเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่?” ซึ่งจากความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน และด้วยทิศทางแนวโน้มในปัจจุบัน หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายและการผลักดันที่จริงจังจากทุกภาคส่วน การบรรลุเป้า Net zero 2050 น่าจะเป็นไปได้ยาก

โดยจากข้อมูลและแผนภาพของ Climate Action Tracker ณ ปลายปี พ.ศ. 2566 (ค.ศ. 2023) ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปี พ.ศ. 2573 (ค.ศ. 2030) ตามการคาดการณ์ของแต่ละประเทศ (NDCs) ที่ส่งให้กับ UNFCCC และระหว่างระดับการดำเนินการและนโยบายของภาครัฐในปัจจุบัน กับระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ลดลง (โดยเส้นสีเขียวคือระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สอดคล้องกับขีดจำกัดเรื่องอุณหภูมิระดับ 1.5°C ตามข้อตกลงปารีสอยู่)

โดยเมื่อพิจารณาถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ (Building block) ในการไปให้ถึง Net Zero 2050 ที่เป็นความท้าทายนั้น ผู้เขียนพิจารณาถึง 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้ 1.ระบบโครงข่ายระบบส่งไฟฟ้า (Power grid) จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนอีกมหาศาล เพื่อที่จะสามารถรองรับกับความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นได้ โดยมีการคาดการณ์ว่าต้องการเงินลงทุนอย่างน้อยอีก 13.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวนเงินดังกล่าว 30% จะใช้สำหรับการซ่อมแซมบำรุงรักษาระบบโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ และอีก 70% ที่เหลือใช้สำหรับการขยายโครงข่าย ทั้งนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero แล้วนั้น จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นอีก 1.6 เท่าจากตัวเลขที่กล่าวมาหรือเท่ากับ 21.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

2.ไฮโดรเจน (Hydrogen) ถูกมองว่าเป็นพลังงานหลักที่จะเข้ามาทำหน้าที่ “ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคส่วนที่ยากที่จะลด (Hard-to-abate sector)” โดยหากจะต้องการให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 กำลังการผลิตไฮโดรเจนจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 502 ล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 5.5 เท่าจากกำลังการผลิตในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ.2020) ที่ 90 ล้านตัน
และไฮโดรเจนทั้งหมดนี้ จะต้องเป็นไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ (Low-carbon hydrogen) นั้นแปลว่าไฮโดรเจนที่พูดถึงทั้งหมดนี้จะต้องเป็น “ไฮโดรเจนสีเขียว (Green hydrogen)” และ “ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue hydrogen)” เท่านั้น

3.แร่ (Metal) ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเหล็กเท่านั้น แต่จะหมายถึงแร่ต่างๆ ที่ใช้ในการผลิตในหลากหลายอุตสาหกรรม เป็นองค์ประกอบสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ รอบตัวเรา โดยตัวอย่างแร่ที่สำคัญๆ เช่น “แร่ลิเธียม (Lithium)” เป็นส่วนประกอบหลักในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium-ion ไม่ว่าจะเป็นแบบ LFP (Lithium iron Phosphate) หรือ NMC (Lithium Nickel Manganese Cobalt oxides)

ซึ่งแบตเตอรี่ชนิดนี้ได้กลายมาเป็นส่วนประกอบสำคัญในรถยนต์ไฟฟ้า และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบไร้สายแทบทุกชนิดในปัจจุบัน มีการประมาณความต้องการแร่ลิเธียมในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 10.2 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 53 เท่าจากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.2 ล้านล้านตัน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้น
ของรถยนต์ไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงานระดับ Grid-scale ที่ใช้แบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

“แร่โคบอลต์ (Cobalt)” เป็นอีกหนึ่งแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC ซึ่งมีคุณสมบัติในด้านความหนาแน่นของพลังงาน
ที่สูงกว่าแบตเตอรี่ Lithium ในรูปแบบอื่นนอกเหนือจากแบตเตอรี่ แร่โคบอลต์ยังใช้ในการผลิตอัลลอยประสิทธิภาพสูงสำหรับเครื่องยนต์ไอพ่น (Jet engine) กังหันก๊าซ (Gas turbine) เนื่องจากคุณสมบัติของตัวโคบอลต์ที่ทนความร้อนได้สูง

มีการประมาณความต้องการแร่โคบอลต์ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 0.3 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 4 เท่าจะปริมาณความต้องการในปี พ.ศ. 2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.08 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการใช้ในการผลิตแบตเตอรี่เป็นหลัก “แร่นิกเกิล (Nickel)” เป็นแร่ที่เป็นส่วนประกอบหลักที่สำคัญในการผลิตแบตเตอรี่ในตระกูล Lithium แบบ NMC เช่นเดียวกันกับแร่โคบอลต์ เนื่องจากคุณสมบัติของตัวแร่ที่มีค่าความจุพลังงานจำเพาะ (Specific energy) ที่สูงส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการกักเก็บไฟฟ้าของแบตเตอรี่

นอกจากนี้ แร่นิกเกิลยังเป็นแร่ที่มีการใช้งานที่หลากหลาย ด้วยคุณสมบัติที่ทนทานต่อการกัดกร่อน และต้านทานการเกิดออกซิเดชั่น (Resistance to oxidation) จึงมีการนำไปใช้ในการผลิตสเตนเลส สตีล (เหล็กกล้าไร้สนิม หรือ Stainless steel) และ Superalloys ที่สามารถทนความร้อนสูงได้ รวมไปถึงใช้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ด้วย มีการประมาณความต้องการแร่นิกเกิลในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) จะเพิ่มเป็น 2.6 ล้านล้านตัน เพิ่มขึ้นกว่า 20 เท่า จากปริมาณความต้องการในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) ที่ 0.1 ล้านล้านตัน โดยการเติบโตของความต้องการจะมาจากความต้องการสเตนเลส สตีล แบตเตอรี่ อากาศยานและอิเล็กทรอนิกส์

จากทิศทางแนวโน้มของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ช่องว่างระหว่างระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปัจจุบันและเป้าหมายที่วางไว้ รวมไปถึงปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่เป็นความท้าทายในการไปให้ถึง Net Zero 2050 จึงเป็นที่มาของความเชื่อของตัวผู้เขียนว่า การจะบรรลุเป้าหมาย Net Zero 2050 นั้นยังเป็นไปได้ยาก หากปราศจากความมุ่งมั่นและการผลักดันจากทุกประเทศโดยพร้อมเพรียงกัน รวมไปถึงการสนับสนุนด้านการเงินแก่กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาผ่านการเงินเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate finance) ซึ่งประเทศภาคีที่มีรายได้มากได้ให้คำมั่นสัญญาที่จะสนับสนุน แต่ได้มีการก็เลื่อนกำหนดเวลามาโดยตลอด!!!

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2567

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 20.34 น.

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2567 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร แก่ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู บัณฑิต และประกาศนียบัตร ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2567 จำนวนทั้งสิ้น 458 คน  โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ หอประชุมประภากรคอนเวนชั่นฮอลล์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น

โดยมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมหาวิทยาลัยสังกัดกลุ่มที่ 3 กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือ ชุมชนอื่น ที่ปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการเรียนการสอนให้ทันสมัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม การผลิตกำลังคนคุณภาพสูง และได้เข้าร่วมโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว ในปี การศึกษา 2567 ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวโดย UI GreenMetric World University Ranking ระดับโลกอยู่ที่อันดับ 284 จากทั้งหมด 1,477 มหาวิทยาลัย และเป็นอันดับ 1 จำนวน 9 ปีซ้อน ของมหาวิทยาลัย เอกชนในภาคอีสาน ตั้งแต่ปี 2559 -2567 

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวรายงาน กิจการของมหามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 ด้าน ทั้งด้านการศึกษา ได้ให้ทุนการศึกษาประเภทต่างๆ  จำนวน 314 ทุน  ได้ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ให้มีความทันสมัย เป็นสากล สอดคล้องกับนโยบายการผลิตบัณฑิตของประเทศและความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต จำนวน 9 หลักสูตร และเปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรี จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร ระดับปริญญาโท จำนวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประถมศึกษาและการศึกษาปฐมวัย ระดับปริญญาเอก จำนวน 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิต 

ด้านการพัฒนาบุคลากรได้ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรมเพิ่มพูนความรู้ความสามารถตามวิชาชีพ เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงาน การบริการสารสนเทศด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีที่เหมาะสม จำนวน 178 เรื่อง 

ด้านการวิจัย ได้สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้กับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม  โดยให้ทุนสนับสนุนการวิจัย และส่งเสริม สนับสนุนการเผยแพร่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ 

ด้านการบริการสังคม ที่ได้ดำเนินโครงการกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิ การให้บริการชุมชนและสังคม การบริจาคโลหิตให้กับเหล่ากาชาดจังหวัดขอนแก่น สนับสนุนกิจกรรมเชิงวิชาการ กิจกรรมช่วยเหลือชุมชน สนับสนุนงบประมาณและอุปกรณ์สิ่งของให้แก่หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในจังหวัดขอนแก่นและจังหวัดอื่นๆ  สนับสนุนการจัดกิจกรรมด้านกีฬา ให้บริการศูนย์ส่งเสริมสุขภาพและกีฬา รวมทั้งให้บริการจัดประชุม อบรมสัมมนาในด้านต่างๆ แก่หน่วยงานภายนอก และมอบทุนการศึกษา อุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬาให้กับสถานศึกษาและโรงเรียนต่างๆ  

และด้านศิลปวัฒนธรรมได้ประดิษฐ์และเผยแพร่ “วงดนตรีเวิรลด์มิวสิกประสมแคนสิบและคาวเบลโลโฟน ในรูปแบบการบันทึกเสียงบรรเลงพร้อมด้วยหนังสือโน้ตเพลง ตำราและรายงานการวิจัย” และได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสิ่งประดิษฐ์และสื่อบันทึกเสียงเพลงแด่องค์วิศิษฏศิลปินเพื่อเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสที่พระองค์ท่านเสด็จเป็นองค์ประธานงานดนตรีไทยอุดมศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 ได้ศึกษาวิจัยและเรียบเรียงหนังสือคำอรรถาธิบายเรื่องโบราณวัตถุและศิลปวัตถุศักดิ์สิทธิ์ 3,300 สิ่งของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้นำผลงานเพลงลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยให้บริการหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดขอนแก่น ในผลงานเพลงชื่อ “ขอนแก่นวันนี้” และเพลง “ฟ้อนผูกเสี่ยว”

โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวให้โอวาท แสดงความยินดี แก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ปริญญาบัตรที่ท่านได้รับ เป็นสิ่งที่มีความหมายและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องรับรองวิทยฐานะ ของแต่ละคน ว่าเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในสาขาวิชาการต่างๆ ตามที่ได้อุตสาหะ ศึกษาเล่าเรียน บัณฑิตทุกคนจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะต้องนำความรู้ ความสามารถ ที่มีอยู่ไปสร้างสรรค์ให้เกิดความสำเร็จแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ ทั้งในด้านอาชีพ การงาน ในด้านเกียรติคุณความดี ในด้านการทำประโยชน์เกื้อกูล และในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติ

ศธ.ลุยสงขลา เล็งชงมหาดไทยปลดล็อค รร.จ่ายเงินสมทบ 25%

ศธ.ลุยสงขลา เล็งชงมหาดไทยปลดล็อค รร.จ่ายเงินสมทบ 25%

ศธ.ลุยสงขลา เล็งชงมหาดไทยปลดล็อค รร.จ่ายเงินสมทบ 25%

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินโครงการพัฒนาสุานศึกษาต้นแบบศูนย์บ่มเพาะการเรียนรู้ เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน (LEARN TO EARN TO SCHOON MODEL FOR SUSTAINABILITY) และมอบนโยบายการจัดการเรียนการสอน ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2568 ที่จังหวัดสงขลา โดยมี ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (ผอ.สศศ.) พร้อมคณะผู้บริหารหน่วยจัดการศึกษา จ.สงขลา ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ตรวจราชการ ศธ. เขต 5 และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วม และมี นางสาวชมพูนุท สนสกุล ผอ. โรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา กล่าวรายงานการดำเนินการจัดการศึกษา

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้มาตรวขเยี่ยมติดตามรับฟังการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา ส่วน พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ก็ลงตรวจเยี่ยมการศึกษา จ.สตูล และ จ.พัทลุงแล้ว และจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญาวันนี้ นักเรียนได้รับการฝึกทักษะวิชาชีพเพื่อให้เด็กช่วยเหลือตัวเองได้และต่อยอดเป็นอาชีพมีรายได้ และได้มารับฟังการดำเนินขีบเคลื่อนนโยบายการจัดการศึกษาตามนโยบายรัฐบาลและของกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นว่าทุกหน่วยงานตั้งใจที่จะปฏิบัติงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Thailand Zero Dropout นโยบายลดภาระครู ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง โครงการสนับสนุนงบประมาณอาหารกลางวันของกลุมโรงเรียนขยายโอกาส ซึ่งถึงว่าจังหวัดสงขลาบริหารจัดการศึกษาได้ดี

ซึ่งโรงเรียนสงขลาปัญญาพัฒนา ถือเป็นศูนย์บ่มเพาะการเรียนรู้เพื่อสร้างรายได้สู่ความยั่งยืน ส่งเสริมทักษะการมีงานทำสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา และโรงเรียนแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการดังกล่าวส่งผลให้ผู้เรียน ครูมีความรู้มีทักษะในด้านของอาชีพ นักเรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพทั้งระหว่างเรียนและจบการศึกษาได้

รมช.ศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตนยังได้รับฟังรายงานการจัดการศึกษาในพื้นที่สงขลา เพราะถือเป็นศูนย์จัดการศึกษาระดับภาคใต้ ซึ่งภาพรวมการวัดผลทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน โรงเรียนกลุ่มจังหวัดสงขลา มีคะแนนสูงกว่าในกลุ่มภาคใต้ และระดับประเทศ แต่กลับพบว่าในวิชาคณิตศาสตร์มีคะแนนทดสอบลดลงทุกปี 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้กำลังวางแผนและเร่งผลักดันให้การเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ขยับเพิ่มสูงขึ้นต่อไป

ทั้งนี้ แม้จังหวัดสงขลาเป็นเมืองใหญ่มีโรงเรียนยอดนิยมจำนวนมาก แต่ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังมีอยู่ ซึ่งเกิดจากสภาพเศรษฐกิจและภูมิสังคมของจังหวัดสงขลา จึงทำให้เกิดเด็กหลุดระบบการศึกษา โดยจังหวัดสงขลามีเด็กหลุดระบบการศึกษา 23,681 คน  และได้แก้ปัญหาด้วยการปูพรมค้นดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ครบ 100%  นอกจากนี้ ยังพบการรายงานตัวเลขเด็กหลุดระบบการศึกษา ซึ่งส่วนหนึ่งพื้นเพของครอบครัวประชาชนในจ.สงขลาประกอบอาชีพหาปลา และเด็กจะต้องออกไปหาปลาช่วยผู้ปกครอง ดังนั้นเราเล็งที่จะทำโรงเรียนมือถือ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสได้เข้าถึงระบบการศึกษาอย่างทั่วถึง ตอบโจทย์เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา

“นอกจากนี้ รมว.ศธ.กำลังทำเรื่องไปถึงกระทรวงมหาดไทย เพื่อขอให้ทบทวนระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเรื่องเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เนื่องจากระเบียบฉบับดังกล่าวกำหนดเงื่อนไขการสนับงบประมาณด้านการศึกษาของ อบจ.ให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ต่างๆ กำหนดไว้ว่า โรงเรียนที่อบจ.ให้การสนับสนุนนั้น ทางโรงเรียนจะต้องมีงบสมทบ 25% ซึ่งเรามองว่าหากเป็นกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กคงไม่สามารถหางบฯมาสมทบได้ เพราะโรงเรียนขนาดเล็กก็แทบจะไม่มีงบอุดหนุนใช้บริหารจัดการเพียงพออยู้แล้ว ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าว รมว.ศธ.ได้รับเสียงสะท้อนจากพื้นที่ ดังนั้น จึงต้องการให้กระทรวงมหาดไทยทบทวนเพื่อขอให้ ทางกร้ฃะทรวงมหาดำทยปลดล็อคเงื่อนไขฉบับนี้ เพื่อให้ อบจ.ได้เข้ามาสนับสนุนโครงการการศึกษาในโรงเรียนขนาดเล็กได้ เพราะมีอบจ.หลายแห่งอยากที่อยากสนับสนุนโรงเรียน เช่น อบจ.นนทบุรี ก็อยากสนับสนุนการศึกษา” นายสุรศักดิ์ กล่าว

‘มกธ.’จัดเวทีระดมความคิดเห็น เสวนา’ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์’

'มกธ.'จัดเวทีระดมความคิดเห็น เสวนา'ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์'

‘มกธ.’จัดเวทีระดมความคิดเห็น เสวนา’ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์’

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 15.55 น.

“มกธ.” จัดเวทีระดมความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน การเสวนา “ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์” 

15 ก.พ.2568 ที่ศูนย์ปฏิบัติการการโรงแรม ม.กรุงเทพธนบุรี (มกธ.) ได้มีการจัดการเสวนาเรื่อง “ร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ การศึกษาที่ตอบโจทย์” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นำโดย รศ.ดร.ดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา ได้นำเสนอสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งมุ่งเน้นการปฏิรูประบบการศึกษาให้ทันสมัยและตอบสนองความต้องการของประเทศ

ขณะที่ ภาคเอกชน นำโดย นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติที่ผู้ประกอบการต้องการจากบุคลากร ทั้งในมุมมองของ SME และบริษัทมหาชน พร้อมให้มุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ

ส่วน ผอ.ณัฐิกา นิตยาพร ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สภาการศึกษา ได้วิเคราะห์ภาพรวมของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับใหม่ ว่า สามารถตอบสนองความต้องการของประเทศได้อย่างไร

ทางด้านการศึกษา อ.ดร.รัชชัย ศรสุวรรณ อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี และนายกสมาคมพิทักษ์สิทธิ์ผู้บริหาร และดร.ณัฐวรินธร บวรภัควุฒิสิริ ที่ปรึกษากรรมาธิการศึกษา พร้อมครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้นำเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพผู้เรียนที่ไม่กระทบโครงสร้างหลัก

นายเตชทัต หล้าหิบ หัวหน้าโครงการพิเศษ รร.สวนกุหลาบวิทยาลัย ธนบุรี ได้สะท้อนมุมมองจากห้องเรียนสู่การร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งครูและผู้เรียน

รศ.ดร.กมลมาลย์ ไชยศิริธัญญา คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี และที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการการศึกษาในการร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน ได้นำเสนอแนวทางการปรับตัวของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา เพื่อรองรับทิศทางการศึกษาในกระบวนทัศน์ใหม่

สหรับการเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการพัฒนาการศึกษาไทย โดยมุ่งหวังให้ร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศต่อไป

009

บรรยากาศขบวนเกียรติยศอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากมณฑปประดิษฐาน กลับสู่จีน

บรรยากาศขบวนเกียรติยศอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากมณฑปประดิษฐาน กลับสู่จีน

บรรยากาศขบวนเกียรติยศอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากมณฑปประดิษฐาน กลับสู่จีน

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 09.49 น.

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 บรรยากาศขบวนเกียรติยศอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ออกจากมณฑปประดิษฐาน กลับสู่สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง หลังอัญเชิญจากสาธารณรัฐประชาชนจีนมาให้พุทธศาสนิกชนชาวไทย ชาวจีน และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ได้เข้ากราบสักการะ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 27 กรกฎาคม 2567 และในโอกาสการครบรอบ 50 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีน

‘SAMVAD IV’เริ่มแล้วที่ไทย รวมผู้นำศาสนาเสวนา ‘ความขัดแย้ง-สิ่งแวดล้อม’ 2ปัญหาใหญ่มนุษยชาติ

‘SAMVAD IV’เริ่มแล้วที่ไทย รวมผู้นำศาสนาเสวนา ‘ความขัดแย้ง-สิ่งแวดล้อม’ 2ปัญหาใหญ่มนุษยชาติ

‘SAMVAD IV’เริ่มแล้วที่ไทย รวมผู้นำศาสนาเสวนา ‘ความขัดแย้ง-สิ่งแวดล้อม’ 2ปัญหาใหญ่มนุษยชาติ

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 18.01 น.

14 ก.พ. 2568 ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ อาคารองค์การสหประชาชาติ (UN) กรุงเทพฯ มีการจัดประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กร Vivekananda International Foundation India (VIF) สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980, ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, International Buddhist Confederation (BC), Japan Foundation-Japan (TBC)

ดร.สุภชัย วีระภุชงค์ เลขาธิการสถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 กล่าวว่า สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย 980 ก่อตั้งมาแล้ว 18 ปี โดยทำงานด้วยความฝันว่า อยากเห็นแผ่นดินนี้เป็นเหมือนกับที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรียกว่า “สุวรรณภูมิ” แต่สุวรรณภูมิจะเป็นแผ่นดินทองไม่ได้ถ้าไม่มีธรรมะ แม้แผ่นดินจะมั่งคั่งอย่างไรแต่หากคนไม่มีธรรมก็ไม่ใช่แผ่นดินที่ศักดิ์สิทธิ์ วันนี้จึงฝันอยากเห็นชาวลุ่มน้ำโขงที่เปรียบเสมือนเป็นพี่น้องกัน เพราะร้อยละ 80 – 90 ของคนลุ่มน้ำโขง ทั้งไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท จึงอยากให้คนรุ่นใหม่มีแนวคิดแบบนี้

เพราะโลกยุคใหม่อยู่ท่ามกลางการแข่งขัน อยู่บนพื้นฐานของการเอาเงินและอำนาจเป็นสรณะหรือที่ตั้งของชีวิต จริงอยู่เราไม่ปฏิเสธความมั่งคั่งเพราะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน เป็นธรรมชาติของชีวิต แต่สิ่งที่เห็นคือคนมีเงินมีอำนาจกลับหลงไปกับความโลภหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่อำนาจที่มีหรือเงินแม้แต่บาทเดียวก็นำติดตัวไปไม่ได้เมื่อตายไปแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกก็มาจากคนมีอำนาจและมีเงิน คนมีเงินก็ใช้เงินแสวงหาอำนาจ ส่วนคนมีอำนาจก็ใช้อำนาจแสวงหาเงิน สภาวะแบบนี้ทำให้โลกไม่ปกติ

“มนุษย์มีความเป็นปกติคือไม่ทำร้ายตนเองและผู้อื่น แต่วันนี้เราไม่ไดสนใจคนอื่นเลย แสวงหามาซึ่งสิ่งที่เอาไปไม่ได้ด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะอยากจะกลับมาใช้ความเชื่อในอดีตกาล ซึ่งเราใช้หลักธรรมนี้ขึ้นมา ง่ายๆ ก็คือการใช้สีลา คือไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน แต่มันไม่ได้เป็นเครื่องบอกว่าเรามีปัญญา เราอาจทำผิดพลาดได้” ดร.สุภชัย กล่าว

ดร.สุภชัย กล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งคือชีวิตของเราประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ดิน – น้ำ  – ลม – ไฟ และไม่ว่าคนรวยคือคนจน สุดท้ายทุกคนล้วนต้องตาย ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ขณะที่อารมณ์ต่างๆ ไม่ว่าหลง โกรธ โลภ อิจฉาริษยา ฯลฯ ทุกอย่างมีเกิดและดับ ไม่มีใครหัวเราะหรือเสียใจจนตาย นี่คือสัจจะหรือความจริง ซึ่งตนเห็นว่าหากถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่ผู้นำที่วันนี้เป็นปัจฉิมวัย ซึ่งตนเชื่อว่าลึกๆ ทุกคนเข้าใจตรงนี้อยู่ เพียงแต่อาจละเลยเพราะหลงอยู่กับโลกของคอนกรีตและการแสวงหา

จึงนำมาซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ โดยมีการพูดคุยกับหลายหน่วยงาน หารือกัน 1 – 2 ปี มองว่าเราต้องกลับมารวมตัวกันให้ได้ เอาความเชื่อโบราณที่เราเป็นพี่น้องกัน ไม่มีสงคราม อีกทั้งหากย้อนไปราว 2,000 ปีก่อน ดินแดนสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางรวมระหว่างโลกตะวันตกกับตะวันออก อยู่ในแผนที่ปโตเลมี ดังนั้นเราจะนำสิ่งที่เคยทำสำเร็จในอดีต ในฐานะจุดเชื่อมของทั้งกรีก โรมัน เปอร์เซีย อินเดีย จีน ญี่ปุ่น เราจะนำกลับมาเพื่อให้คนไทยได้ภูมิใจว่าเมื่อ 2,000 ปีที่แล้วบรรพบุรุษของเราทำได้ วันนี้เราก็ต้องทำได้

“เราคงไม่ได้ทำงานแค่แผ่นดินไทยเท่านั้น แต่เราทำงานให้กับญาติธรรม ให้กับญาติของเรารอบบ้าน เพราะในอดีตเราก็ยังไม่มีแผ่นดินไทย เมื่อ 800 ปีที่แล้ว เราอยู่กันอย่างเข้าใจเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่วันนี้เราเริ่มมีประเทศกัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม ก็อึดอัดเพราะเดินทางทั้ง 5 แผ่นดินมา 37 ปีเต็ม เห็นเด็กรุ่นใหม่มาทะเลาะกัน มวยนี่เป็นกุนขแมร์ของเขมร นี่เป็นมวยไทยของไทย สงกรานต์เป็นของคนโน้นคนนี้ จริงๆ มันเป็นวัฒนธรรมซึ่งเราร่วมกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ มันไม่ได้เป็นของใคร ฉะนั้นอันนี้คืออัตตา แต่พุทธศาสนาสอนเราเรื่องอนัตตา” ดร.สุภชัย ระบุ

ดร.สุภชัย ยังกล่าวอีกว่า ตนอยากถ่ายทอดความเชื่อตรงนี้ให้คนรุ่นใหม่เข้าใจ เพื่อที่จะปกป้องโลกของเราและมนุษยชาติโดยใช้มนุษยธรรม อีกทั้งต้องดูแลสรรพสัตว์ด้วย อย่างตนถูกสอนมาว่าเราเป็นเพื่อนร่วมทุกข์ เกิด – แก่ – เจ็บ – ตาย ทั้งมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานและต้นไม้ต่างๆ จึงตรงประเด็นกับการประชุม SAMVAD กล่าวคือ ความขัดแย้งกับเรื่องของสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราก็เห็นเรื่องฝุ่น PM2.5 ต่างๆ อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป นั่นคือเป้าหมาย

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า การประชุม SAMVAD ในครั้งนี้ มีเป้าหมายอยู่ 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ 1.การหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง (Conflict Avoidance) ที่จะเกิดขึ้นในโลก กับ 2.ความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Consciousness) เพื่อกระตุ้นเตือนให้ประชาคมโลกได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“ทุกท่านคงทราบดี หลังจากที่โลกทั้งใบตกอยู่ในภูมิรัฐศาสตร์ มีการแบ่งข้างกัน ก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันมากยิ่งขึ้น มีการแบ่งแยกกันมากขึ้น รวมทั้งมีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างฟุ่มเฟือย ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ” รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายมาริษ กล่าวต่อไปว่า การประชุม SAMVAD ในครั้งนี้ ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ริเริ่มโดย 2 สถาบัน และมีหลายหน่วยงานร่วมสนับสนุน ซึ่งรวมถึงสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย จึงเป็นโอกาสเหมาะสมที่ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญ ตลอดจนผู้ที่ยึดมั่นใจหลักธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้ความสำคัญกับหลักธรรมทางพุทธศาสนา ที่จะนำไปสู่การปรองดอง ละเว้นการขัดแย้งระหว่างกัน รวมทั้งสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างยั่งยืน

สำหรับการประชุม SAMVAD ครั้งที่ 4 เป็นการรวมตัวกันของผู้นำศาสนิกชนจากทั้งศาสนาพุทธ ฮินดูและอื่นๆ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 17 ก.พ. 2568 โดยในวันที่ 14 ก.พ. 2568 จัดที่ศูนย์ประชุม UN กรุงเทพฯ กิจกรรมในช่วงเช้า มีการกล่าวสัมโมทนียกถา โดย พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม และเจ้าคณะภาค 11 และ พระธรรมโพธิวงศ์ ประธานคณะธรรมทูตไทยในอินเดียและเนปาล เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา เมืองพุทธคยา และเวทีอภิปรายระดับรัฐมนตรี ขณะที่ในช่วงบ่าย จะเป็นเวทีโต๊ะกลมของผู้นำศาสนาและผู้นำทางจิตวิญญาณ และการประชุมเชิงวิชาการเรื่องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม

จากนั้นวันที่ 15 ก.พ. 2568 จัดที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จ.พระนครศรีอยุธยา และวันที่ 16 – 17 ก.พ. 2568 จัดที่โรงแรมโซฟิเทล กระบี่ โภคีธรา กอล์ฟ แอนด์ สปา รีสอร์ท จ.กระบี่ ทั้งนี้ การประชุม SAMVAD 3 ครั้งก่อนหน้า ครั้งแรกจัดขึ้นในปี 2558 ที่อินเดีย ครั้งที่ 2 ที่เมียนมา ในปี 2560 และครั้งที่ 3 ในปี 2562 ที่มองโกเลีย กระทั่งล่าสุดคือครั้งที่ 4 ในปี 2568 ณ ประเทศไทย

043…