​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

​ม.วลัยลักษณ์ ชูโมเดลมหา’ลัยสีเขียวต้นแบบ ‘มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน’ ภายในปี 2030

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) จัดพิธีประกาศเจตนารมณ์ “มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” (Carbon Neutrality) ตั้งเป้าบรรลุผลสำเร็จภายในปี พ.ศ.2573 (ค.ศ. 2030) เดินหน้าแผนปฏิบัติการจริงเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก พร้อมเปิดป้าย “แหล่งกักเก็บคาร์บอน” (Carbon Sink) โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากรมหาวิทยาลัย เข้าร่วม ที่ห้องประชุมบุษราคัม อาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาฯ อุทยานพฤกษศาสตร์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. กล่าวว่า วันนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์แสดงความมุ่งมั่นอย่างเป็นทางการ ในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งเป็นวิกฤตการณ์ระดับโลก โดยมหาวิทยาลัยได้ตั้งเป้าหมายที่ท้าทายในการนำองค์กรก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี พ.ศ. 2573 และยังเป็นการเดินหน้าตามแผนปฏิบัติการอย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ Thailand’s National Net Zero Roadmap 2050 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติและนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของกระทรวง อว. ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ และเป็นแบบอย่างของมหาวิทยาลัยสีเขียวชั้นนำของประเทศ

“ที่ผ่านมา มวล.ได้ดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พลังงาน สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การใช้พลังงานหมุนเวียน การจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การดูแลพื้นที่สีเขียวกว่า 1,500 ไร่ ตลอดจนการวิจัยและนวัตกรรมที่ช่วยสนับสนุนการจัดการก๊าซเรือนกระจก เพื่อลดภาวะโลกร้อนมาอย่างต่อเนื่อง” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

อว.จัดงาน ‘ดนตรีในสวน’​ สืบสานเพลงพ่อ ดื่มด่ำบทเพลงพระราชนิพนธ์

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติและวันพ่อแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งยังจัดขึ้นเพื่อสานต่อเพลงที่พ่อสร้างสรรค์ เป็นปีที่ 5 โดยมี น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธาน และมีผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารกระทรวง อว. รวมถึงผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เข้าร่วม

น.ส.วราภรณ์ รุ่งตระการ รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า กระทรวง อว.จัดงาน “ดนตรีในสวน : H.M. Song อว. บรรเลงเพลงของพ่อ” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อแห่งแผ่นดิน ในหลวงรัชกาลที่ 9 อัครศิลปินผู้เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีพร้อมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้และถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวจัดทั่วประเทศ ทั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนชาวไทยร่วมดื่มด่ำบทเพลงอันทรงคุณค่า บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

“ในเวลา 18.00 น. ประชาชนที่มาร่วมงาน ณ อุทยาน 100 ปีฯ และในสถาบันอุดมศึกษาในสังกัดกระทรวง อว. ทั่วประเทศที่จัดงานพร้อมกันในเวลาเดียวกันได้ร่วมกันร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และเพลงพระราชนิพนธ์ “แผ่นดินของเรา” อย่างกึกก้องเพื่อเทิดพระเกียรติ และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงมีต่อเหล่าปวงชนชาวไทย” ปลัดกระทรวง อว. กล่าวและว่า

งานนี้ยังทำให้เห็นชัดเจนว่าศักยภาพของนิสิต นักศึกษาไทยไม่ได้มีแค่ด้านวิชาการ แต่ยังโดดเด่นด้านดนตรีและศิลปวัฒนธรรมด้วย เยาวชนได้ใช้โอกาสสำคัญนี้เรียนรู้เรื่องพระราชวงศ์ ผ่านบทเพลงพระราชนิพนธ์และเรื่องราวพระราชกรณียกิจ ทำให้เกิดทั้งความภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ และแรงบันดาลใจในการนำความรู้ความสามารถของตนไปพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

กอด ‘ลมหนาว’ สัมผัสธรรมชาติ ที่..‘เกิ้งแคมป์’ แลนด์มาร์กใหม่มหาสารคาม

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางสายลมหนาวพัดผ่านในช่วงต้นเดือนธันวาคม พื้นที่อันเงียบสงบของ “สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง” สังกัดสถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้ถูกเนรมิตให้กลายเป็นลานกิจกรรมกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงไฟอบอุ่น และเสียงหัวเราะ ภายใต้งานเปิดตัว “เกิ้งแคมป์” และกิจกรรมค่าย “สามศาสตร์อาสาพัฒนาชุมชนแหล่งท่องเที่ยว” ประจำปี 2569

ความพิเศษของงานครั้งนี้ คือการบูรณาการความร่วมมือข้ามศาสตร์ ระหว่าง สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช และ 3 คณะใหญ่ของ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้แก่ คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมือง และนฤมิตศิลป์ และ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดงาน ร่วมกับผู้บริหารสถาบันฯ ผู้นำชุมชน และตัวแทนนิสิต เพื่อร่วมกันผลักดันให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์แห่งใหม่ของจังหวัดมหาสารคาม

งานนี้ได้พลิกโฉมสถานีวิจัยให้เป็นพื้นที่แห่งความสุขที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ โดยแบ่งออกเป็นโซนไฮไลต์สำคัญ ได้แก่ Camping & Nature Zone เปิดลานกางเต็นท์รับลมหนาว พร้อมกิจกรรมพายเรือคายัคชมพระอาทิตย์ลับขอบน้ำ สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด , Market & Culture เดินชิลล์ที่ตลาด “สวนวลัย” แหล่งรวมผลิตภัณฑ์ชุมชน อาหารพื้นบ้าน และพืชผักเกษตรอินทรีย์, Entertainment เต็มอิ่มกับการแสดงจากพลังนิสิต อาทิ โชว์จากชมรมพลกลอง, ลีลาจากชมรมบาร์เทนเดอร์, การแสดงซูลูสุดเข้มข้น และดื่มด่ำดนตรี Jazz & Pop จากวง MSU BIG BAND และ MSU Chamber ใต้แสงดาว

“เกิ้งแคมป์” ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเพียงสถานที่พักผ่อน แต่คือโมเดลการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่นำ “งานวิชาการ” ลงสู่ “สังคม”สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มุ่งมั่นที่จะใช้องค์ความรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ผสานกับพลังสร้างสรรค์ของนิสิตและชุมชน ยกระดับให้สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้งกลายเป็นหมุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ (Eco-tourism) ที่จับต้องได้จริง เป็นพื้นที่ที่นักท่องเที่ยว ครอบครัว และนิสิต สามารถเข้ามาเรียนรู้ธรรมชาติผ่านประสบการณ์ตรง (Active Learning)

วันนี้ สถานีปฏิบัติการบ้านเกิ้ง จึงไม่ใช่แค่พื้นที่ของนักวิจัย แต่เป็นพื้นที่ของทุกคน ที่เชื่อมโยง ธรรมชาติ ชุมชน และมหาวิทยาลัย เข้าด้วยกันอย่างงดงาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุขของฤดูหนาวปีนี้

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

51Talk ส่งเด็กไทย ร่วมเวที ‘COP30’ ‘ตัวแทนแห่งความหวัง’ เปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว

วันอังคาร ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

51Talk เดินหน้ายกระดับศักยภาพเด็กไทยสู่เวทีระดับโลก ด้วยการพาตัวแทนเด็กไทยร่วมภารกิจสำคัญ ณ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 30 (the United Nations Climate Change Conference) หรือ COP30 ที่เมืองเบเลง ประเทศบราซิล ซึ่งถือเป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงประมุขของรัฐ นายกรัฐมนตรี นักเจรจา นักเคลื่อนไหว และตัวแทนเด็กจากทั่วโลก เพื่อระดมความคิดและกำหนดแนวทางรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกที่ยั่งยืน ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ 51Talk ในการสร้างโอกาสให้เด็กไทยใช้ “พลังแห่งภาษาและความหวัง” เปล่งเสียงเพื่ออนาคตและการเปลี่ยนแปลงที่ดีของโลกใบนี้

น้องเอ – ด.ญ.วสุธิดา รินเกลื่อน ในวัย 12 ปี ได้ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์บนเวทีโลกว่าด้วยสิ่งแวดล้อมและอนาคตของโลก ภายใต้หัวข้อ “Born from sadness, shaped by hope, and driven by love for the ocean” โดยถ่ายทอดเรื่องราวที่เริ่มต้นจาก ความเศร้า เมื่อเธอเห็นลูกเต่าทะเลตัวน้อยตายอยู่ในอวน แต่เธอเปลี่ยนความเจ็บปวดนั้นเป็นแรงผลักดันให้ลุกขึ้น ปกป้องท้องทะเล น้องเอวาได้สะท้อนปัญหาขยะพลาสติกในทะเลไทยและทั่วโลก พร้อมเตือนให้ทุกคนตระหนักว่า สิ่งที่เราทิ้งกำลังย้อนกลับมาหาเรา เพราะแม้แต่ในเลือดของมนุษย์ก็ยังตรวจพบไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่ สุนทรพจน์อันทรงพลังของเธอไม่เพียงแต่สร้างความประทับใจให้ผู้ฟังจากทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของเด็กไทยผู้กล้าเปล่งเสียงเพื่อโลกสีเขียว และความมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนของมนุษยชาติ

การได้เข้าร่วมงาน COP30 ครั้งนี้ ทำให้เอวาเข้าใจว่าการเริ่มจากสิ่งเล็กๆในชีวิตประจำวัน ก็สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้ เอวาได้เรียนรู้ว่าการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจ ช่วยให้เราแสดงความคิด และถ่ายทอดแนวทางของเราให้โลกได้รับฟังอย่างชัดเจน น้องเอวา กล่าว

ด้าน คุณแม่ของน้องเอวา กล่าวเสริมว่า การได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ต่อสายตาคนทั่วโลก เป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้ลูก แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆคนอื่นได้เห็นว่า พวกเขาเองก็สามารถมีส่วนร่วมและสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อโลกที่ยั่งยืนได้เช่นกัน

โดย 51Talk มีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพเด็กไทยให้ก้าวสู่เวทีโลก ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ผ่านการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจและสร้างสรรค์ ด้วยแอปเรียนออนไลน์แบบตัวต่อตัวกับครูชาวต่างชาติหรือครูเจ้าของภาษาที่ได้รับการรับรอง และหลักสูตรที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ กล้าแสดงออกและการคิดเชิงสากล และเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้แสดงศักยภาพในระดับนานาชาติอย่างแท้จริง 51Talk จึงได้จัดโครงการ “Green Talk เปล่งเสียงแห่งความหวัง สร้างอนาคตสีเขียวบนเวที UN” ซึ่งเป็นเวทีประกวดสุนทรพจน์เพื่อคัดเลือกเด็กไทยร่วมแสดงวิสัยทัศน์ด้านสิ่งแวดล้อมในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) โครงการนี้ไม่เพียงสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้แลกเปลี่ยนแนวคิดและนำเสนอทางออกเชิงสร้างสรรค์เพื่อโลกที่ยั่งยืนอีกด้วย

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

พิธีปิดยิ่งใหญ่ ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 17.35 น.

พิธีปิดยิ่งใหญ่  ประกวดวงโยธวาทิตนานาชาติชิงแชมป์ประเทศไทย ครั้งที่ 17 ถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และถ้วยประทาน รวม 14 ถ้วยรางวัล

8 ธ.ค.68 ตั้งแต่เวลา 18.00.น. – 21.00น. ณ ลานวัฒนธรรมพญานาคคู่ริมแม่น้ำโขง เทศบาลเมืองจังหวัดหนองคาย สมาคมเมโลเดียน นายเด่น กาญบุตร นายกสมาคม เทศบาลเมืองหนองคาย นายอรรถพร  ภักดีสุจริต นายกเทศมนตรี นายวีระชัยโชค  มงคลภูมิรัตน์  รองนายกเทศมนตรี กระทรวงศึกษาธิการ นายวิโรจน์  ต่อติด ศึกษาธิการจังหวัด กระทรวงวัฒนธรรม  กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สถาบันส่งเสริมศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย และเจ้าภาพการจัดงานร้านรักษ์ริมโขง  คุณสุริโย คุณศศิธร  พานุรักษ์ ฝ่ายสื่อประชาสัมพันธ์รายการthe people show ทางททบ.5 

จัดการประกวดวงโยธวาทิต ครั้งที่17Thailand International Marching Competition2025 (TIMC)  ระหว่างวันที่ 5-6 ธันวาคม 2568 ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้มี วัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐาน วงโยธวาทิตไทย ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านดนตรีของ เยาวชน และเปิดโอกาสให้สถานศึกษาต่างๆ ได้นำเสนอผลงานการฝึกซ้อม
และการแสดง ศักยภาพของนักเรียนอย่างเป็นระบบ การประกวดครั้งนี้ มีสถานศึกษามากกว่า 50แห่งจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขัน ในหลายประเภท ทั้งวงโยธวาทิต วงเมโลเดียน 
วงเครื่องลม การประกวดตีกลอง และการขับร้อง บรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ รวมทั้งการประกวด Piano with Vocal การ แข่งขันทั้งหมดจัดขึ้นเพื่อน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร  มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช  บรมนาถบพิตรและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐต่อประเทศชาติและปวงชนชาวไทย และเพื่อส่ง เสริมศักยภาพด้านดนตรีที่เป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาการศึกษาในภาพรวม 

พิธีเปิดการแข่งขันวันที่5 ธันวาคม 2568  ที่โรงแรมธาวิลล่า หม่อมหลวงณฐภา กิตติยากร  มาเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขัน 

“TIMC 2025” เป็นการชิง ถ้วยพระราชทานและถ้วยประทานรวม 14 ถ้วยรางวัล ประกอบด้วยถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

สำหรับการ แข่งขันประเภท Marching Show Band ระดับมัธยมปลาย

ถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี สำหรับการประกวด Symphonic Concert Band 

ถ้วยพระราชทานของสมเด็จเจ้าฟ้าพัชรกิติยา ภาฯ สำหรับระดับมัธยมต้น

ถ้วยพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ 

สำหรับ Drum Basic Division  ถ้วยประทานจากพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ สำหรับประเภทเมโลเดียน วงเครื่องลม 

การประกวดตีกลอง

การแสดง Street Parade และ Modern Concert Marching Art 

ซึ่งผลการตัดสินดังนี้

การประกวดMarching Street Parade รุ่น Junior Division 
–        รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 2 ถ้วยเกียรติสมาคมเมโลเดียน
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลบ้านสวน ( 77.2 คะแนน )
–        รางวัลรองชนะเลิศ อันดับ 1 ถ้วยเกียรติยศ 
จาก นายสุริโย พานุรักษ์ ร้านรักษ์ริมโขง

ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 2 ชำนาญอนุเคราะห์  ( 78.85 คะแนน ) 
–        รางวัลชนะเลิศ         ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลรัตนบัณฑิต ( 82.8 คะแนน ) 

การประกวดMarching Music Battle รุ่น Open
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
ได้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์ พณิชยการ

1. การประกวด Piano with Vocal 
–        รางวัลชนะเลิศการประกวด การร้องและบรรเลง บทเพลงพระราชนิพนธ์ ได้รับถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ ทีม 
ยู ซอง ลีนายได้แก่   
ด.ช. ฐานพัฒน์ เรียงวิไลกุล (Piano) , ด.ญ. ลินดา จโรภาสรัตน์ (Voice) และ ด.ช.ธีรายุ ศิริธีรากุล (Saxophone)

2. การประกวด Music Ensemble Show รุ่น Senior Division 
–        รางวัลชนะเลิศ  ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 
ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์
 
3. การประกวด Concert Marching Art 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ 
ได้แก่ โรงเรียนนราธิวาส จังหวัดนราธิวาส

4. การประกวด Marching Music Battle รุ่น Senior Division
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ
ได้แก่ โรงเรียนพิมายวิทยา จ.นครราชสีมา

5. การประกวดวงเมโลเดียน Marching and Display ระดับอนุบาล
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 3 ห้าธันวาคม จังหวัดยโสธร

6. การประกวดวงเมโลเดียน Marching and Display ระดับประถมศึกษา
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ไม่มี 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนบ้านเอราวัณ จ.เลย

7. การประกวดเมโลเดียน Concert Marching Art ระดับประถมศึกษา
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลบ้านสวน จ.ขอนแก่น

8. การประกวด Marching Field Parade
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนประชามงคล จังหวัด กาญจนบุรี

9. การประกวด Marching Street Parade รุ่น Senior Division
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนเทศบาล 1 สว่างวิทยา
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยประทาน พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนปทุมเทพพิทยาคาร

10. การประกวด Music Ensemble Marching Percussion รุ่น Senior Division
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ถ้วยเกียรติยศจาก รักษ์ริมโขง โดย นาย สุริโย พานุรักษ์
ได้แก่ โรงเรียนชุมพลโพนพิสัย
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม 
ได้แก่ โรงเรียนนราธิวาส 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร
ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์

11. การประกวด Modern Concert Band รุ่น Senior Division ไม่เกิน 80 คน
–        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ
ได้แก่ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย

12. การประกวด Marching Field Show รุ่น Senior Division 
–        รางวัลชนะเลิศ ถ้วยพระราชทาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้แก่ โรงเรียนพิมายวิทยา จังหวัดนครราชสีมา

ในพิธีปิดงานได้รับเกียรติจาก หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล เป็นประธานในพิธี ได้กล่าวถึง ความตั้งใจของการจัดงานที่มุ่งสนับสนุน การพัฒนาเยาวชนด้านดนตรี การส่งเสริม ระเบียบ วินัย และการทำงานร่วมกันภายใน ทีม โดยแสดงความชื่นชมต่อสถานศึกษาที่ เข้าร่วมแข่งขันจำนวนมาก ซึ่งสะท้อนการ เติบโตของแวดวงดนตรีในประเทศไทย รวมถึงชื่นชมหน่วยงานที่ร่วมสนับสนุน ให้การจัดงานดำเนินไปอย่างเหมาะสมและเป็นระบบ

ด้านนายเด่น กาญบุตร นายกสมาคมเมโล เดียน ได้กล่าวถึงบทบาทของสมาคมใน การสนับสนุนเวที TIMC ต่อเนื่องจนเป็น กิจกรรมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยระบุว่า การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงเป็น เวทีให้เยาวชนได้แสดงความสามารถ แต่ยัง เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนามาตรฐานการเรียนการสอนด้านดนตรีในสถานศึกษาทั่ว ประเทศ อีกทั้งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ระหว่างครูผู้ฝึกสอนและผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีจากหลากหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และชมการแสดงโปงลางดนตรีพื้นถิ่นอีสาน  การโชว์เล่นเปียโน  และร้องเพลง นักร้องหรั่ง ร็อคเกรสตร้า เพลงรักเธอประเทศไทย และปิดท้ายด้วย การแสดงโขน มรดกไทยมรดกโลก.

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.35 น.

มจพ.พัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ เตรียมส่งมอบให้กับกองทัพบก เสริมภารกิจปกป้องชายแดนไทย–กัมพูชา

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เดินหน้าโชว์ศักยภาพงานวิจัยระดับประเทศ หลังพัฒนาหุ่นยนต์อัจฉริยะสำหรับค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดสำเร็จ พร้อมเตรียมส่งมอบให้กับกองกำลังสุรนารี เพื่อนำไปใช้ในภารกิจจริงในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ความไม่สงบและผลกระทบจากทุ่นระเบิดมาอย่างยาวนาน โดยเป้าหมายสำคัญคือการเพิ่มความปลอดภัย ลดความเสี่ยงของกำลังพล และยกระดับขีดความสามารถในการปฏิบัติงานในพื้นที่อันตราย

แรงหนุนสำคัญมาจากนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  ที่ให้ความสำคัญต่อการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนภารกิจปกป้องกำลังพลของชาติ โดย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. และ ศ.ดร.ศุภชัย  ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ มจพ. พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์กู้ภัยต้นแบบที่สามารถค้นหา ตรวจจับ และทำลายทุ่นระเบิดได้อย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมรองรับการใช้งานในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูง

ผลงานครั้งนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญของทีมหุ่นยนต์กู้ภัย iRAP Robot มจพ. คณะวิศวกรรมศาสตร์ เจ้าของสถิติแชมป์โลกการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัย 10 สมัย ซึ่งเป็นกำลังหลักของประเทศด้านการวิจัยและพัฒนาหุ่นยนต์กู้ภัยขั้นสูง โดยทีมได้บูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ และกลไกควบคุมความแม่นยำสูงเข้าด้วยกัน เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปฏิบัติงานด้านการค้นหาและกวาดล้างทุ่นระเบิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการเผชิญความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่ในแนวปฏิบัติการโดยตรง ทั้งนี้ การพัฒนาได้ผ่านการทดสอบหุ่นยนต์ทำลายระเบิดจำนวน 2 รุ่น เพื่อเก็บข้อมูลเชิงเทคนิคและปรับปรุงสมรรถนะให้พร้อมใช้งานจริงในภาคสนาม

สำหรับการทดสอบภาคสนาม ได้ดำเนินการรวม 2 ครั้ง ได้แก่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 และวันที่ 22 พฤศจิกายน 2568 โดยการทดสอบครั้งที่สองจัดขึ้น ณ จังหวัดนครราชสีมา ภายใต้การนำของ  รศ.ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน (วปอ.67) คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มจพ. พร้อมด้วยคณาจารย์  ได้แก่   ผศ.นพดล พัดชื่น อ.เนตินันท์ กุตนันท์ และ ผศ.ดร.อรัญ แบล็ทเลอร์ รวมถึงทีมนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก บริษัท ที.ดี.ซี สตีลกรุ๊ป จำกัด  บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด (โรงรับจำนำ อีซี่มันนี่) บริษัท เดอะ พาราดิโซ เจเค ดีไซน์ โฮเทล จำกัด  วปอ.67 และ วปอ.67 หมู่สิงโต การทดสอบครั้งนี้ทีม EOD ได้จัดจำลองการวางระเบิดในรูปแบบสถานการณ์จริงตามรูปแบบหน้าแนวที่เคยตรวจพบ เพื่อให้หุ่นยนต์ได้ปฏิบัติงานภายใต้เงื่อนไขใกล้เคียงภารกิจจริงมากที่สุด โดยผลการทดสอบได้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาในขั้นต่อไป

หลังการทดสอบสำเร็จ มจพ. มีแผนส่งมอบหุ่นยนต์อัจฉริยะให้กับหน่วยผู้ใช้งาน กองกำลังสุรนารี ในสังกัดกองทัพบกในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 เพื่อนำไปใช้ในพื้นที่จริง เสริมขีดความสามารถของกองทัพในการรักษาความสงบและปกป้องชีวิตประชาชนในพื้นที่ชายแดน และในก้าวต่อไป มจพ. เตรียมจัดตั้ง “ศูนย์เทคโนโลยีอัจฉริยะเพื่อการป้องกันประเทศ (Intelligent Center of National Defense Technology : iDEF)” ร่วมกับกองทัพบก เพื่อมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีด้านความมั่นคง ยกระดับขีดความสามารถเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมความมั่นคงรวมถึงอธิปไตยของชาติในระยะยาว

มจพ. ยืนยันเจตนารมณ์เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเพื่อสังคมและความมั่นคงของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างประโยชน์ต่อประชาชนและความปลอดภัยของชาติอย่างยั่งยืนต่อไป

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

‘วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์’ก้าวสู่ปีที่10 กับการเผยแผ่ธรรมะในยุโรป ควบคู่ความเจริญ อย่างสุขสงบ

ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศแถบตะวันตกของโลกที่จัดว่ามีความเจริญรุ่งเรือง และเทคโนโลยีล้ำสมัยไม่น้อยหน้าไปกว่าประเทศอื่นในทวีปยุโรป อีกทั้งยังเป็นประเทศที่ผู้คนมีระเบียบวินัย และพื้นฐานจิตใจที่รักความสงบ การรองรับพระพุทธธรรมคำสอน และการประพฤติปฏิบัติธรรมตามพุทธวิธี จึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว และลึกซึ้ง จนกระทั่งคณะสงฆ์วัดพระธรรมกาย ประเทศไทย ร่วมทั้งกัลยาณมิตร และสาธุชนชาวไทยและชาวท้องถิ่น ในประเทศเนเธอร์แลนด์ ได้ร่วมกันสถาปนา “วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” ขึ้น ณ เมือง Afferden ในปี พ.ศ. 2559 เพื่อการเผยแผ่ธรรมะไปพร้อมกับความเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันทั้งด้านวัตถุ และด้านจิตใจ โดยมีพระมหาพูลศักดิ์ ปุณฺณสกฺโก เป็นเจ้าอาวาส

ด้านพระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า สำหรับโบสถ์เก่า มีชื่อเดิมว่า Sint-Victor และ Gezellenkerk เป็นโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของ Afferden (Gelderland) สร้างขึ้นระหว่าง ปี พ.ศ. 2433-2434 และเปิดอย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2436 เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านการบริหาร และความจำเป็น จึงทำให้โบสถ์หลังนี้เข้าสู่กลไกทางการตลาด คณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระรรมกาย จึงได้ร่วมกันสถาปนาโบสถ์แห่งนี้ เป็นวัดในพระพุทธศาสนา เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้รักการประพฤติปฏิบัติธรรมทั้งชาวไทยและชาวท้องถิ่นได้พบกับความสงบ และสันติสุขภายในอย่างแท้จริง

วันแห่งแสงสว่าง “สถาปนาวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” : พิธีเปิดวัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ จัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2560 โดยมีพระเดชพระคุณพระวิสุทธิวงศาจารย์ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนเหนือ รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เมตตาเป็นประธานสงฆ์ มีคณะสงฆ์กว่า 100 รูป พร้อมด้วยคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายจาก 30 วัด ในทวีปยุโรป ตลอดจนชาวพุทธผู้มีจิตศรัทธา และชาวท้องถิ่นให้เกียรติเข้าร่วมงานอย่างเนืองแน่นกว่า 500 คน พิธีเปิดวัดครั้งนี้ ถือเป็นการจุดความสว่างไสวและสืบทอดแสงแห่งศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นที่รวมแห่งพลังศรัทธาที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมของชาวพุทธ ซึ่งเปิดกว้างสำหรับประชาชนทุกชนชาติที่มุ่งแสวงหาความสุขภายในอีกด้วย

9 ปี กับงานเผยแผ่ธรรมะในยุโรป : ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ มีการจัดสอนสมาธิชาวท้องถิ่น และเผยแผ่ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตลอดจนกิจกรรมงานบุญทางพระพุทธศาสนาอย่างต่อเนื่อง อาทิ พิธีบูชาข้าวพระ, งานบุญวันมาฆบูชา และวิสาขบูชา, งานบุญเนื่องด้วยมหาปูชนียาจารย์, พิธีทอดกฐินสามัคคี, สวดมนต์ข้ามปี, โครงการปฏิบัติธรรมชาวท้องถิ่นทุกวันอังคาร และพฤหัสบดี และ One day retreat รวมถึงกิจกรรมงานประชุมองค์กรพุทธในเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ นอกจากนี้ “หลวงพ่อทัตตชีโว” ยังได้เมตตาเป็นประธานใน “พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายเป็นพุทธบูชา เพื่ออัญเชิญประดิษฐาน ณ ยอดโบสถ์วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์” รูปแบบออนไลน์ผ่านระบบซูม (Zoom) และถ่ายทอดสดพิธีกรรมผ่าน Facebook Live เมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2564 โดยคณะสงฆ์ และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายในภาคพื้นยุโรปทั้ง 28 วัด พร้อมด้วยผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วโลกร่วมพิธีออนไลน์จำนวนมาก

พิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุถวายเป็นพุทธบูชา จัดขึ้นเนื่องด้วยเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ทำให้ส่วนยอดเก่าของโบสถ์ชำรุดร่วงตกลงมา คณะสงฆ์ และคณะศิษย์ ฯ ร่วมด้วยผู้มีจิตศรัทธา จึงพร้อมใจกันดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ส่วนยอดของโบสถ์ขึ้นใหม่ โดยได้รับเกียรติจากชาวท้องถิ่น ซึ่งเป็นนักออกแบบที่มีความรู้เกี่ยวกับโบสถ์คริสต์เก่า และมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวัดในพระพุทธศาสนา จึงเป็นที่มาของการออกแบบยอดโบสถ์ชิ้นใหม่เป็นรูปแบบประติมากรรมฉัตร 7 ชั้น มีส่วนยอดเป็นดอกบัวตูม เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีมงคลนามว่า “อัครสุวรรณฉัตรสวรรค์” เพื่อน้อมถวายเป็นพุทธบูชา และเป็นเสมือนสัญลักษณ์แห่งการสืบสานมโนปณิธานของมหาปูชนียาจารย์ ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเนเธอร์แลนด์ ให้ชาวไทย และชาวท้องถิ่น รวมถึงผู้ที่สนใจได้รู้จักสันติสุขภายในขยายไปสู่สันติภาพโลก

พิธีประดิษฐานพระประธานและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ : ก้าวสู่ปีที่ 10 กับงานบุญ “พิธีประดิษฐานพระประธานและบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ” และพิธีทอดผ้าป่ากองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย 30 วัด ทวีปยุโรป บูชาธรรม 82 ปี หลวงพ่อธัมมชโย ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 16 และ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 โดยมีคุณไพศาล ทวีชัยถาวร และคุณเสาวนี หิรัณยศิริ ให้เกียรติเป็นประธานในพิธี ฯ ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ร่วมบุญสมโภชพระประธานและพระบรมสารีริกธาตุ และร่วมบุญกองทุนเผยแผ่พระพุทธศาสนาวิชชาธรรมกาย 30 วัด ทวีปยุโรป โดยติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ผู้ประสานงานศูนย์สาขาวัดพระธรรมกาย ในทวีปยุโรป 30 วัด โทร.061-057-7266 และ 081-561-5740 หรือติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook : วัดพระธรรมกายเนเธอร์แลนด์ Wat Phra Dhammakaya Netherlands

‘ศธ.’สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

'ศธ.'สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

‘ศธ.’สั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดน ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.50 น.

‘นฤมล’เผยสั่งปิดโรงเรียน 641 แห่งใน 5 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ย้ำความปลอดภัยเด็ก–ครูต้องมาก่อน รอดูสถานการณ์ก่อนเปิดเรียนอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 8 ธ.ค.2568 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 7 ธ.ค.2568 เป็นต้นมา ส่งผลให้หน่วยงานด้านความมั่นคงสั่งอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยงเพื่อความปลอดภัย รวมถึงสถานศึกษาที่อยู่ในจุดที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และสระแก้ว

นางนฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ให้ประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในสังกัดทั้ง 5 จังหวัด เพื่อให้ทำการปิดการเรียนการสอนชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยขณะนี้ สถานศึกษาที่จำเป็นต้องปิดการเรียนการสอนชั่วคราวรวมทั้งสิ้น 641 แห่ง เพื่อความปลอดภัยของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา

“กระทรวง ศธ.ได้ติดตามประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดเตรียมแผนรองรับหากต้องยืดระยะเวลาปิดเรียน หรือปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นออนไลน์ในบางพื้นที่ แต่ต้องเน้นย้ำว่า ความปลอดภัยของผู้เรียนและบุคลากรสถานศึกษาคือ สิ่งสำคัญที่สุด โดยขอให้ทุกสถานศึกษาดำเนินมาตรการความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ยึดความปลอดภัยของเด็ก ครู และประชาชนเป็นหลัก หากสถานการณ์คลี่คลายแล้วจะเร่งคืนสู่ระบบการเรียนการสอนโดยเร็ว“ นางนฤมล กล่าว

ทั้งนี้ โรงเรียนที่ปิดเรียนในแต่ละจังหวัด ได้แก่

จังหวัดสุรินทร์ ปิดรวม 145 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สุรินทร์ เขต 3 จำนวน 123 แห่ง และ สพป.สุรินทร์ เขต 2 จำนวน 22 แห่ง

จังหวัดศรีสะเกษ ปิดรวม 170 แห่ง สพป.ศรีสะเกษ เขต 4 จำนวน 159 แห่ง และ สพป.ศรีสะเกษ เขต 5 จำนวน 11 แห่ง

จังหวัดอุบลราชธานี ปิดรวม 54 แห่ง จาก สพป.อุบลราชธานี เขต 5 จำนวน 50 แห่ง และในอำเภอรอยต่อ 4 แห่ง

จังหวัดบุรีรัมย์ ปิดรวม 127 แห่ง โดย สพป.บุรีรัมย์ เขต 2 จำนวน 65 แห่ง สพป.บุรีรัมย์ เขต 3 จำนวน 53 แห่ง และโรงเรียน สพม.บุรีรัมย์ เพิ่มอีก 9 แห่ง

จังหวัดสระแก้ว ปิดรวม 147 แห่ง แบ่งเป็น สพป.สระแก้ว เขต 1 จำนวน 23 แห่ง เขต 2 จำนวน 117 แห่ง และ สพม.สระแก้ว อีก 7 แห่ง

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

​คณะการบัญชีฯ มมส จัดอบรม ‘Basic Generative AI Foundation’ มุ่งสร้างบัณฑิตยุคใหม่พร้อมสู่ตลาดแรงงาน

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะการบัญชีและการจัดการ (MBS) โดยศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เดินหน้าพัฒนาศักยภาพนิสิต จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการ “ด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ขั้นต้น (Basic Generative AI Foundation) พร้อมสอบใบประกาศนียบัตร ครั้งที่ 2” ตั้งเป้ายกระดับทักษะดิจิทัลให้นิสิตชั้นปีที่ 4 กว่า 1,500 คน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกการทำงานยุค AI

คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ขั้นต้น (Basic Generative AI foundation) พร้อมสอบใบประกาศนียบัตร ครั้งที่ 2 โดยมี รศ.ดร.จรวย สาวิถี คณบดีคณะการบัญชีและการจัดการ เป็นประธานในพิธีเปิด และ อาจารย์ ดร.เอกชัย แน่นอุดร ประธานโครงการฯ นำคณะนิสิตชั้นปีที่ 4 เข้าร่วมการอบรมในรอบแรก ณ คณะการบัญชีและการจัดการ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

อาจารย์ ดร.เอกชัย แน่นอุดร ประธานโครงการฯ เปิดเผยถึงหลักการและเหตุผลสำคัญของการจัดโครงการในครั้งนี้ว่า ในปัจจุบันเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI โดยเฉพาะ Generative AI” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบการศึกษาและการทำงานในทุกระดับ การที่นิสิตมีความรู้และทักษะในการใช้งานเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณค่า และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเมื่อก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานดิจิทัล

อย่างไรก็ตาม แม้ Generative AI จะเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพสูง ทางคณะฯ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้งานอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีจริยธรรม จึงได้มุ่งเน้นให้นิสิตเรียนรู้ตั้งแต่พื้นฐาน หลักการทำงาน การรู้เท่าทันข้อจำกัด รวมถึงการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล เพื่อให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคม

สำหรับโครงการดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมายคือนิสิตชั้นปีที่ 4 ของคณะการบัญชีและการจัดการ จำนวนรวมทั้งสิ้น 1,500 คน โดยแบ่งการอบรมออกเป็น 6 รอบ เพื่อความทั่วถึงและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ โดยมีทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจาก สถาบันพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศ มาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ประกอบด้วย อาจารย์ณิชาภัทร จันทรศรี, อาจารย์อรอนงค์ หลิมเจริญ, อาจารย์วิรัตน์ พุทธาพร และ อาจารย์ณัฐปภัสร์ สินธพไพศาล ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางวิชาการและทักษะปฏิบัติให้นิสิตมีความพร้อมสูงสุดก่อนสำเร็จการศึกษา

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

​ผนึกกำลังอวกาศ–พลังงาน ยกระดับไทยสู่ยุค ‘Data-Driven Economy’ ด้วยภาพถ่าย UAV คุณภาพสูง

วันจันทร์ ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA พร้อมด้วย การไฟฟ้านครหลวง (กฟน. หรือ MEA) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ณ ห้อง Auditorium ชั้น 6 อาคารวัฒนวิภาศ การไฟฟ้านครหลวง สำนักงานใหญ่ (คลองเตย) กรุงเทพมหานคร เพื่อยกระดับการใช้ประโยชน์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ สู่การพัฒนานวัตกรรมพลังงานและระบบสาธารณูปโภคของประเทศ โดยเฉพาะการให้บริการข้อมูลภาพถ่ายความละเอียดสูงจากอากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle หรือ UAV) ผ่านแพลตฟอร์ม AWAGAD ของ GISTDA ที่เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และครบวงจร

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดของความร่วมมือครั้งนี้ คือการนำข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศความละเอียดสูงจาก UAV ของการไฟฟ้านครหลวง มาจัดเก็บและเผยแพร่ผ่านระบบ AWAGAD ในรูปแบบ Ortho Photo ซึ่งเป็นการประมวลผลภาพที่ผ่านการปรับแก้ไข ให้สามารถวัดพื้นที่ ระยะทาง หรือทำการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำระดับเซนติเมตร ชุดข้อมูลดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญของกรุงเทพมหานคร นนทบุรี และสมุทรปราการ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานมีความหนาแน่นสูง การมีข้อมูล UAV ที่ละเอียดและเป็นปัจจุบัน จะช่วยให้เพิ่มความแม่นยำในการวางแผนระบบจำหน่ายไฟฟ้า , ตรวจสอบสภาพภูมิประเทศ สิ่งปลูกสร้างที่อาจกระทบต่อระบบไฟฟ้า, และใช้ประกอบการวิเคราะห์ด้านความปลอดภัยและบริหารความเสี่ยงรวมถึงสนับสนุนการวางแผนเพื่อลดผลกระทบจากภัยพิบัติในเขตเมืองได้

“นับเป็นครั้งแรกที่ข้อมูลประเภทนี้ถูกเปิดให้เข้าถึงในรูปแบบบริหารจัดการร่วมกันระหว่างหน่วยงานรัฐ เพื่อให้ประชาชน นักวิจัย และภาคธุรกิจสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางขึ้น โดย AWAGAD Platform เป็นระบบบริการข้อมูลดาวเทียมและภาพถ่ายเชิงพื้นที่ของ GISTDA ที่ออกแบบมาเพื่อเป็น “ศูนย์กลางข้อมูลอวกาศ” ในรูปแบบ One-Stop Service ผู้ใช้สามารถค้นหา เลือกพื้นที่สั่งถ่ายภาพ ชำระเงิน และดาวน์โหลดข้อมูลได้ภายในระบบเดียวที่รองรับข้อมูลจากดาวเทียมมากกว่า 13 ดวง เช่น  THEOS-1, THEOS-2, LANDSAT และดาวเทียมพันธมิตรของ GISTDA อีกหลายดวง โดยมีฐานข้อมูลย้อนหลังมากกว่า 10 ปี ทำให้ AWAGAD เป็นคลังข้อมูลอวกาศที่สำคัญที่สุดของประเทศในปัจจุบัน”

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อไปว่า การนำข้อมูล UAV ความละเอียดสูงของ กฟน. มาเชื่อมเข้าสู่ระบบครั้งนี้ ถือเป็นการขยายศักยภาพแพลตฟอร์มให้ครอบคลุมภาพถ่ายทางอากาศที่มีความละเอียดมากกว่าดาวเทียมหลายเท่า ผู้ใช้สามารถนำข้อมูลไปประยุกต์ใช้งานในหลากหลายสาขา เช่น การวางผังเมือง, การบริหารทรัพยากรพลังงาน, การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, การจัดการภัยพิบัติ หรือแม้กระทั่งการศึกษาและวิจัยทางภูมิศาสตร์ ตลอดจนการบูรณาการ “อวกาศ–พลังงาน” เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้ข้อมูลเชิงพื้นที่ (Geo-Informatics) ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ในอนาคต ที่ต้องการข้อมูลแม่นยำและทันสมัย เพื่อเป็นฐานการตัดสินใจในงานด้านพลังงาน ภูมิศาสตร์ การจราจร และความปลอดภัย ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนบทบาทของข้อมูลภูมิสารสนเทศที่ไม่เพียงเป็น “เครื่องมือประกอบการตัดสินใจ” แต่ยังเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลแบบบูรณาการ” ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การเชื่อมโยงข้อมูล UAV สู่แพลตฟอร์ม AWAGAD จะเกิดประโยชน์หลายมิติ เช่น ภาคประชาชนและนักวิจัยสามารถเข้าถึงข้อมูลภาพถ่ายคุณภาพสูงอย่างโปร่งใส ในราคาที่จับต้องได้ สามารถนำไปใช้งานวิจัย แผนที่ การประเมินพื้นที่เสี่ยง หรือโครงการพัฒนาเมืองได้ทันที, ภาครัฐสามารถใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อการออกแบบนโยบายด้านพลังงาน การพัฒนาเมือง การวางแผนรับมือภัยพิบัติ รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบของโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ได้แม่นยำมากขึ้น และสนับสนุนในภาคธุรกิจ ด้านอสังหาริมทรัพย์ การก่อสร้าง การบริหารโครงการ และบริการที่เกี่ยวข้องกับภูมิสารสนเทศ เช่น บริษัทสำรวจ วิศวกรรม และเทคโนโลยีดิจิทัล ภาพรวมของความร่วมมือ GISTDA–กฟน. ไม่เพียงเป็นการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูล UAV ขนาดใหญ่ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Economy) โดยข้อมูลภูมิสารสนเทศกำลังเป็น “ทรัพยากรใหม่” ที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งยังเปิดประตูให้ประชาชน นักวิจัย และภาคธุรกิจ ได้นำข้อมูลที่เคยเข้าถึงยาก มาใช้ในการพัฒนา สร้างสรรค์ และวางแผนอนาคตในทุกมิติของสังคมไทย