ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ให้การต้อนรับ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ผตร.อว.) พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.กรไชย พรลภัสรชกร รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง วิจัยและบริการวิชาการ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมดอกคูณ ชั้น 2 อาคารบริหารธุรกิจ วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม

ในการนี้ คณะทำงานวิจัยได้ร่วมรายงานความก้าวหน้า โครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ “ธาตุพนม” มรดกวัฒนธรรมข้าโอกาสพระธาตุพนม สู่โอกาสสร้างอาชีพจากฐานทุนทางทรัพยากร ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยนำเสนอแผนการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางการแก้ไขที่ผ่านมา พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ต่อมา ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้นำคณะผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่เป้าหมาย ณ ชุมชนบ้านโคกสว่างพัฒนา อำเภอธาตุพนม เพื่อเยี่ยมชมสวนดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของโครงการ และศึกษาการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชม ศูนย์วิสาหกิจชุมชนธาตุพนมแฮนด์คราฟ อำเภอธาตุพนม เพื่อชมกระบวนการผลิตผ้ามัดย้อมสีจากดอกดาวเรือง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การย้อมสี ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมีชาวบ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการ และปราชญ์ชุมชน ร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่คณะผู้ตรวจราชการฯ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการพัฒนาพื้นที่ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น สู่การสร้างอาชีพและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส - ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามในข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกับผู้สังเกตการณ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย นายพูนศักดิ์ วรวัฒนกุล, นายกรกต เนติลัดดานนท์ และนายสุวณิช ปัทมโยธิน ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิผล และมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

พร้อมทั้งเปิดการประชุมครั้งแรก (Kick Off Meeting) โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักภายใน สพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เผยว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตในทุกระดับ จึงสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส มุ่งให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อครูและประชาชนทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมทุกโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพิ่มคุณภาพ ศักยภาพ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความประหยัดอย่างแท้จริง

“สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมฯ จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถค้นหาความถนัด วางแผนการศึกษา และอาชีพ พร้อมจัดทำ Portfolio มาตรฐานอย่างเท่าเทียม ส่วนผู้ปกครองก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตามพัฒนาการ แนะนำเส้นทางการเรียน และลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ ขณะที่ครูจะเห็นภาพรวมเส้นทางการเรียนของนักเรียน ช่วยแนะแนวได้ตรงจุด และปรับการสอนให้สอดคล้องเป้าหมาย ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะ เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้ นับเป็นข้อตกลงในการรับรองร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 17 และมาตรา 18 ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สพฐ. มีความตั้งใจเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ มีมาตรการป้องกันการกระทำที่อาจส่อไปในทางทุจริต รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ '21/3 STUDIO'

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ไทยพีบีเอส ร่วม พม. และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาฯ คัดเลือก 50 ศิลปิน Extra Chromosome” ต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO ปีที่ 2 สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนพิการทางสติปัญญาได้กว่า 200 คน ร่วมแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ผ่านการวาดภาพและระบายสีบนกระดาษ ยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  ร่วมกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) จัดกิจกรรม “คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน ปีที่ 2” เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้พิการทางสติปัญญา “Extra Chromosome” เข้าร่วมการอบรมเชิงลึกด้านศิลปะ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง โดยนางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ

นางเบญจมาส กล่าวว่า โครงการ 21/3 STUDIO เป็นตัวอย่างของการพัฒนา “ศักยภาพ” มากกว่าการมองเพียง “ข้อจำกัด” และสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อสาธารณะ และภาคประชาสังคมในการสร้างโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นการทำงานด้านคนพิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 ผ่านโครงการ “แฮกกาธอนเพื่อคนพิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ การส่งเสริมการทำงานในองค์กร หรือการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ HACK HUG HUG (เติมใจให้งาน) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทางออกหรือวิธีการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม

“โครงการ “21/3 STUDIO” เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568 นำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย สำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ผ่านกระบวนการฝึกฝนเชิงลึก สร้างผลงานศิลปะจากผู้พิการทางสติปัญญาได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้น และจัดแสดงในนิทรรศการ “JUST LET ME BE” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK ระหว่างวันที่ 14–31 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าชมนับพันคนภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมขับเคลื่อนกับคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน และต่อยอดสู่การทำงานด้านศิลปะ พัฒนาเป็นโครงการ “21/3 STUDIO ปีที่ 2” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอส ยังได้เปิดตัวรายใหม่ “เหนือพรสวรรค์” Beyond talent เกมโชว์ ที่จะนำผู้พิการมาแสดงความสามารถอันเหนือขีดจำกัดของร่างกาย ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 – 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส และสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/BeyondTalent

ภายในงานจัดเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการ : ความร่วมมือเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย ประสบการณ์การทำงานจริง และบทบาทของสื่อสาธารณะในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคนพิการในสังคม  โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีพื้นที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 21/3 STUDIO ประจำปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียม แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านศิลปะมาก่อน จำนวน 50 คน และ กลุ่มเป้าหมายเดิม (กลุ่มต่อยอด) จำนวน 15 คน เพื่อพัฒนาทักษะสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน 21/3 STUDIO ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผลงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และเป้าหมายของโครงการ

สำหรับการดำเนินงาน 21/3 STUDIO ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 43 ครั้ง โดยขยายรูปแบบการเรียนรู้จากการวาดภาพไปสู่ศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ ปฏิมากรรม การปั้น และการฝึกพูดเพื่อสื่อสารผลงานศิลปะ เพื่อรองรับการแสดงออกที่หลากหลายของผู้พิการทางสติปัญญา และผลักดันการยอมรับในฐานะศิลปินร่วมสมัยอย่างแท้จริง

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2 เผย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือน มีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่ พบ สนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้ กัมพูชา ถอยร่นกำลังรอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 วางกำลัง4 กม.

วันที่ 20 มกราคม 2569 พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2(ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระบุถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุด กรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจดูตัวปราสาทตาควายแล้ว และวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุด พังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นเข้ามา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“พื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่งระเบิดทั้งหมดเพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์  แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป” พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ต้องใช้เวลา10วันในการเข้ายึดควบคุม พื้นที่ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ํากว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และได้ดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ซึ่งส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุด ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ยังมีป้อมที่สําคัญ คือป้อมปูนบน ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 

เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะ มีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพัน จำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้มีการปรับกําลังและถอยร่นออกไปปัจจุบันไปวางกําลังเส้น58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง 

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3คน เฝ้าดูการปฏิบัติของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเรามีการวางกําลัง
ประมาณ 4กิโลเมตร 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีการปรับกําลังใหม่ แล้วห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังทางด้านทิศตะวันตกของเนิน350 เขาพยายามปรับปรุงที่มั่นและแนวการวางกําลังใหม่ ได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างการฟื้นตัวกําลังใหม่

ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังจากควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปี แล้วตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา 

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือการสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบหากกรณีมีการรบเกิดขึ้นซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ  สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีจํานวนเยอะมาก 

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติในลักษณะนี้ปะทะรอบแรกเดือน ก.ค. ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั้งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้  ถามว่าดีใจหรือไม่มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่350และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

'ในหลวง'ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

‘ในหลวง’ทรงห่วงใย พระราชทานเงินช่วยเหลือ ครอบครัวผู้เสียชีวิตเหตุเครนทับรถไฟ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 07.53 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมรับผู้ได้รับบาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ กับทรงรับศพผู้เสียชีวิต และพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ แก่ครอบครัว นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ

20 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 19 มกราคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงเสียพระราชหฤทัย ต่อเหตุการณ์เครนใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ถล่มทับรถไฟ ขบวนด่วนพิเศษ ขบวน 21 กรุงเทพอภิวัฒน์ – อุบลราชธานี ขณะกำลังแล่นผ่าน ช่วง กม.รถไฟที่ 220 หลัก 9 หมู่ที่ 11 บ้านถนนคต ต.สีคิ้ว อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา ทำให้เกิดไฟลุกไหม้ และรถไฟตกราง มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ในการนี้ ทรงรับผู้บาดเจ็บทั้งหมด ไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์ และทรงรับศพผู้เสียชีวิตไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้ง พระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพผู้ชีวิตรายละ จำนวน 20,000 บาท แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

โดย เมื่อวันที่ 19 ม.ค.69 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปิยะ ปิจนำ ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เชิญเงินพระราชทานช่วยเหลือสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพจำนวน 20,000 บาท ไปมอบให้แก่ครอบครัวของ นางสาวสุพิณนา สัตบุตร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เครนยกใช้ก่อสร้างทางรถไฟความเร็วสูงตกทับรถไฟ ที่อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ณ บ้านเลขที่ 25 หมู่ที่ 6 ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นายสำเริญ สัตบุตร บิดาของผู้เสียชีวิต เป็นผู้รับมอบ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ การได้รับพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้ สร้างความปลาบปลื้มใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

บรรยากาศเป็นไปด้วยความโศกเศร้า มีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดทั้งเพื่อนบ้านเดินทางไปให้กำลังใจครอบครัวอย่างต่อเนื่อง และผู้เสียชีวิตมีบุตรชายอายุ 10 ปี จำนวน 1 คน กำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปัจจุบันอาศัยอยู่กับลุง

และในวันนี้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินบำเหน็จชราภาพผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เป็นเงิน 34,164.76 บาท กิ่งกาชาดอำเภอกระสัง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดบุรีรัมย์มอบเงินสงเคราะห์ครอบครัว และจะดำเนินการช่วยเหลือตามโครงการครอบครัวอุปถัมภ์ไปจนกว่าอายุ 18 ปี เนื่องจากบิดา มารดา เสียชีวิตทั้งหมดแล้ว ส่วนพิธีพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษมีกำหนดในวันพุธที่ 21 มกราคม 2568 ณ เมรุวัดปทุมคงคา ตำบลบ้านปรือ อำเภอกระสัง จังหวัดบุรีรัมย์.

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

‘ประโยชน์สุข’ ส่องทาง ‘แม่ดารี’ ขับเคลื่อนชุมชน สร้าง ‘ยานวด’ สูตร ‘น้ำตาแม่หม้าย’ เพิ่มคุณค่าสมุนไพรพื้นถิ่น

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ท่ามกลางความท้าทายของโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกวัน การ “เติบโตไปด้วยกัน” คือพลังที่แท้จริงของสังคมไทย “เอสซีจี” มองเห็นคุณค่าผู้ประกอบการท้องถิ่น (Micro Entrepreneur) ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ มุ่งสร้าง “สังคมแห่งการมีส่วนร่วม” หรือ Inclusive Society ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เติบโตไปด้วยกัน โดยริเริ่มโครงการ “ประโยชน์สุข” ด้วยแรงบันดาลใจจากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงสอนให้ทำงาน “เพื่อส่วนรวม” เพื่อให้เกิดทั้ง “ประโยชน์” และ “ความสุข” แก่ผู้คนในสังคม

คงไม่ผิดนักหากจะพูดว่า พลังความรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” เป็นเหมือนโคมทองส่องทาง แม่ดารี – จิตตานันท์ พรรณา ผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิธีวังชิ้น อ.วังชิ้น จ.แพร่ เพื่อสร้างประโยชน์และความสุขให้กับชุมชน ด้วยสมุนไพรนวดน้ำตาแม่หม้าย แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิก” โดยมีจุดเริ่มต้นจากอาการ “ปวดเมื่อย” ที่เป็นปัญหาสุขภาพทั้งในผู้สูงอายุ คนทำงานในไร่นา และเด็กๆ นักกีฬา ทำให้ต้องจ่ายเงินซื้อยานวดราคาแพง และบางคนก็ไม่มีเงินซื้อ ซึ่งแพร่เป็นจังหวัดที่มีผู้สูงอายุจำนวนมากเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

เมื่อเห็นว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ “แม่ดารี” จึงชักชวนกลุ่มปราชญ์ชาวบ้าน และหมอพื้นบ้าน มาร่วมกันคิดค้นยานวดคลายอาการปวดเมื่อยจากสมุนไพรในท้องถิ่น และโฟกัสว่าต้องเป็นออแกนิค ไม่ใช้สารเคมี ซึ่ง อ.วังชิ้น มีพื้นที่สวนเกษตรอินทรีย์เป็นอันดับหนึ่งของภาคเหนือ จนสุดท้ายมาลงตัวที่สูตร “น้ำตาแม่หม้าย” มีส่วนผสมหลักจาก “ไพล” และ “น้ำตาแม่หม้าย” สมุนไพรพื้นถิ่นของ อ. วังชิ้น โดยจะใช้เฉพาะที่มาจากสวนป่าสักทองเท่านั้น เนื่องจากปลอดสารพิษ และมีคุณภาพดี

“น้ำตาแม่หม้าย” เป็นเถาวัลย์ชนิดหนึ่งมีความเหนียวมาก ชาวบ้านจึงมักนำมาสานเป็นตระกร้า จนเป็นอีกหนึ่งสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น โดยเรื่องเล่าของชื่อนี้มีสองนัย หนึ่งคือ เวลาไปเก็บมาใช้ต้องไปเป็นคู่ เพราะเหนียวมากดึงคนเดียวไม่ได้ แต่แม่หม้ายไม่มีคู่ ทำให้ต้องไปคนเดียว ซึ่งดึงอย่างไรก็ไม่ขาดจึงได้แต่นั่งร้องไห้ ส่วนอีกนัยหนึ่ง เพราะแม่หม้ายไร้คู่ ไม่มีคนนวดให้เวลาปวดเมื่อย ทำได้แค่นั่งดื่มน้ำต้มเถาวัลย์ เพื่อคลายปวดเมื่อย

ปรากฎการณ์ “ของดีบอกต่อ” เกิดขึ้นทันที หลังจากแม่ดารีได้นำยานวดไปแจกครั้งแรกในวันกตัญญู ที่จะมีการนำผู้สูงอายุมาดำหัว ช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยชาวบ้านสอบถามวิธีการทำยานวดเข้ามาจำนวนมาก ศูนย์เรียนรู้ฯ จึงเปิดสอนและสาธิตการแปรรูปสมุนไพรให้กับชาวบ้าน แต่อุปสรรคคือ ชาวบ้านไม่มีเวลาทำ สุดท้ายจึงตัดสินใจผลิตขายในราคาถูก เพื่อช่วยเหลือชุมชน พร้อมทั้งนำกระบวนการเรียนรู้จากโครงการ “ประโยชน์สุข” มาต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แบรนด์ “ดารีสมุนไพรออแกนิค” ที่ได้รับการยอมรับในงานออกร้านระดับจังหวัด พร้อมทั้งขายหมดภายในไม่กี่วัน

“โครงการ “ประโยชน์สุข” ได้ช่วยส่องทางคนในวังชิ้นให้มองเห็นสิ่งใกล้ตัว มองเห็นประโยชน์ของสมุนไพรในท้องถิ่น รู้จักนำมาเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าอัตลักษณ์ของวังชิ้น และยังช่วยแก้ปัญหสุขภาพของทั้งผู้สูงอายุ คนทำงาน และนักกีฬา ที่ประสบกับอาการปวดเมื่อย สามารถประหยัดเงินจากการซื้อยานวดในราคาแพง นอกจากนี้ ชาวบ้านในชุมชนยังมีรายได้จากการนำน้ำตาแม่หม้ายมาขาย รวมถึงสร้างอาชีพและชุมชนได้รับความสุข สนุกสนานในการทำผลิตภัณฑ์ร่วมกัน” 

เอสซีจีเชื่อว่าความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมมือกันขับเคลื่อน โดยเฉพาะผู้ประกอบการท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โครงการ “ประโยชน์สุข” จึงมุ่งเน้นสร้างองค์ความรู้ และทักษะที่จำเป็นในการพัฒนาศักยภาพ โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทาง และสร้างประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย - สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569 พลิกวิกฤต ‘เกิดน้อย – สังคมสูงวัย’ สู่การลงทุนใน ‘คน’ เพื่ออนาคตประเทศ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผย “สถานการณ์ประชากรไทย ปี 2569” ชี้ชัดว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างประชากร จากปรากฏการณ์ “เกิดน้อย อายุยืน และแรงงานหดตัว” อย่างรวดเร็ว จนกำลังจะเข้าสู่ สังคมสูงวัยระดับสุดยอด คือมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ภายในเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำว่า วิกฤตประชากรครั้งนี้ไม่ใช่ทางตัน หากแต่เป็นโอกาสสำคัญในการ “ปฏิรูปคุณภาพคน” และวางนโยบายระยะยาวเพื่อความมั่นคงของประเทศ

โดยข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ระบุว่า ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดเพียง 416,574 คน จำนวนเด็กเกิดลดลงจากปี 2567 มากถึงเกือบ 5 หมื่นคน หากทิศทางยังเป็นเช่นนี้ ในปี 2569 อาจจะได้เห็นจำนวนการเกิดในไทยลดต่ำกว่า 4  แสนคน ขณะที่มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน โดยประเทศไทยมีประชากรรวมประมาณ 65.8 ล้านคน

สถาบันวิจัยประชากรฯ คาดการณ์ว่า หากอัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ลดลงต่อเนื่องจนใกล้ระดับประเทศเกาหลีใต้ที่ 0.7 ภายใน 10 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรไทยจะลดลงเหลือเพียง 61.6 ล้านคนในปี 2577 และในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศไทยจะมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 28 ของประชากรทั้งหมด ขณะที่ประชากรวัยแรงงานจะหายไปกว่า 3.4 ล้านคน

แม้ตัวเลขการเกิดจะลดลงอย่างน่ากังวล แต่ผลสำรวจออนไลน์ความคิดเห็นของประชาชนชนไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,591 คน (สถานการณ์ประชากรและสังคม ปี 2568) โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Y และ Gen Z ส่วนใหญ่ยังต้องการมีบุตร เพื่อเติมเต็มชีวิตครอบครัว ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ “ไม่อยากมีลูก” แต่อยู่ที่ ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง ภาระหนี้สิน การขาดศูนย์ดูแลเด็กที่เข้าถึงได้ และเวลาทำงานที่ไม่ยืดหยุ่น นอกจากนี้ผลสำรวจยังชี้ว่า มาตรการ “แจกเงิน” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประชาชนให้ความสำคัญกับ คุณภาพการศึกษา เวลาทำงานที่ยืดหยุ่น และระบบสนับสนุนครอบครัวมากกว่า เพื่อสร้างความมั่นใจในการเลี้ยงดูบุตรในระยะยาว

ดัชนีความสุขประชากรไทย ปี 2568 พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 7.05 จาก 10 คะแนน แต่มีความเหลื่อมล้ำชัดเจนระหว่างกลุ่มวัยและอาชีพ โดย Gen Z มีความสุขต่ำที่สุด ในขณะที่กลุ่มเกษตรกรมีคะแนนความสุขต่ำเพียง 5.50 คะแนน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้านรายได้และคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจมีบุตร

เมื่อการเพิ่มประชากรโดยธรรมชาติไม่ทันต่อการหดตัวของแรงงาน สถาบันวิจัยประชากรฯ จึงเสนอแนวคิด “การย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากร (Replacement Migration)” โดยถอดบทเรียนจากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ผลสำรวจพบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่มีทัศนคติเปิดรับแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะแรงงานทักษะสูง (ร้อยละ 54.0) และเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการเปิดโอกาสให้เด็กข้ามชาติที่เติบโตและผ่านการศึกษาในไทย (ร้อยละ 64.3) สามารถทำงานได้เมื่อบรรลุนิติภาวะ ซึ่งถือเป็นทุนมนุษย์ที่พร้อมใช้งานและปรับตัวได้ดี

อีกหนึ่งประเด็นเร่งด่วนคือ ผลการสำรวจประชากรสูงอายุในประเทศไทย พ.ศ.2567 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ชี้ให้เห็นสถานการณ์ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพัง มีจำนวนสูงถึง 1.8 ล้านคน เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่าในรอบ 30 ปี ทั้งนี้มีความน่ากังวลสำหรับผู้สูงอายุที่อาศัยในเขตเมือง ซึ่งมีข้อจำกัดในการได้รับการดูแลโดยชุมชน แนวคิดการสร้างตาข่ายนิรภัยดิจิทัล (Digital Safety Net) เช่น การใช้ข้อมูลการใช้น้ำ – ไฟฟ้าเป็นสัญญาณเตือน จะช่วยป้องกันการเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและยกระดับการดูแลผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี

ผลสำรวจออนไลน์โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจได้สะท้อนความเห็นเกี่ยวกับการปรับตัวสู่สังคมสูงวัย โดยเสียงส่วนใหญ่กว่าครึ่ง (ร้อยละ 53.0) เห็นควรให้ปรับนิยาม “ผู้สูงอายุ” โดยเริ่มต้นที่ 65 ปี โดยเฉพาะในกลุ่มข้าราชการ พนักงานบริษัท และผู้ที่มีการศึกษาสูง เนื่องจากเล็งเห็นศักยภาพในการทำงานต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังคงมีช่องว่างระหว่างวัย เนื่องจากกลุ่ม Gen Z ยังต้องการให้อายุเกษียณคงอยู่ที่ 60 ปี เพื่อเปิดโอกาสให้คน Gen Z ได้เข้าสู่ตลาดแรงงาน ดังนั้นทุกภาคส่วนจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการรักษาบุคลากรสูงวัยที่มีทักษะสูงกับการเปิดทางให้คนรุ่นใหม่ได้เติบโตในสายอาชีพไปพร้อมกัน รวมทั้งควรแยกนโยบายอายุเกษียณตามลักษณะงานและทักษะ

การรับมือวิกฤตเกิดน้อย – สังคมสูงวัย ต้องก้าวข้ามนโยบายระยะสั้น และหันมาลงทุนใน คุณภาพคนตั้งแต่ปฐมวัย การยกระดับทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อครอบครัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนการหดตัวของประชากรให้กลายเป็นโอกาสในการยกระดับศักยภาพประเทศในระยะยาว

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

​บพข.-รวพ. ลุย ‘PMUC Co-creation’ ครั้งที่ 2 ชู ‘Concept Note’ ปลดล็อกการขอทุนสร้างนวัตกรรม

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. เดินหน้าภารกิจขับเคลื่อนเศรษฐกิจนวัตกรรม (Innovation-Driven Economy) จัดงาน “PMUC Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างความเข้าใจในทิศทางการสนับสนุนทุนโฉมใหม่ หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากการจัดงานครั้งแรกที่มุ่งเน้นภาคเอกชน โดยครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่กลุ่มนักวิจัย ภาควิชาการ และหน่วยงานภาครัฐ เพื่อเตรียมความพร้อม และเปิดตัว “Concept Note” ที่ยกระดับคุณภาพงานวิจัยต้นน้ำให้ตอบโจทย์การแข่งขันของประเทศอย่างแท้จริง ณ โรงแรม มณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ

รศ.ดร.สุรพงษ์ สิริพงศ์ดี คณะอนุกรรมการประจำ บพข. ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า ความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย โดยเฉพาะสถาบันวิจัยและสถาบันการศึกษา เป็นแรงผลักดันสำคัญที่จะก่อให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีของไทย บพข. ภายใต้โครงสร้างใหม่ของ รวพ. จึงมุ่งมั่นสนับสนุนให้นักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ นำองค์ความรู้มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อสร้างผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปสร้างผลิตภัณฑ์และบริการมูลค่าสูงในเชิงพาณิชย์ได้อย่างยั่งยืน

ด้าน รศ.ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. กล่าวว่า หลังจากที่ บพข. จัดงานครั้งแรกเพื่อสื่อสารกับภาคเอกชนไปแล้ว การจัดงานครั้งที่ 2 นี้ จึงเจาะจงที่กลุ่มนักวิจัยและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งเป็น “ผู้สร้างนวัตกรรม” สำคัญของประเทศ วัตถุประสงค์หลักคือการนำเสนอทิศทางการให้ทุนที่ชัดเจน และเปิดตัวช่องทาง Concept Note (ข้อเสนอโครงการเชิงหลักการ) ที่เปิดรับตลอดทั้งปี กลไกนี้จะช่วยให้นักวิจัยสามารถส่งแนวคิดเบื้องต้นมาให้ บพข. พิจารณาความเป็นไปได้ก่อนจัดทำข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ ช่วยลดภาระด้านเอกสารและทำให้การพัฒนาโจทย์วิจัยตรงเป้าหมายตั้งแต่ต้นทาง ตอบสนองต่อพลวัตรการพัฒนานวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ Co-creation: ร่วมสร้างนวัตกรรมไทยกับ บพข.” โดยคณะผู้บริหาร เพื่อแนะนำกรอบโจทย์และความมุ่งหวังของแผนงาน รวมถึงกิจกรรม Workshop เจาะลึกหัวข้อ “Co-creation: สานการขับเคลื่อนกับ บพข. ให้ตอบโจทย์ประเทศ” ซึ่งเน้นเทคนิคการเชื่อมต่องานวิจัยเข้ากับช่องทาง Concept Note ใน 8 แผนงานสำคัญ ได้แก่ 1.ท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 2.สุขภาพและการแพทย์ 3.อาหารมูลค่าสูง 4.เศรษฐกิจหมุนเวียน 5.พลังงาน เคมี และวัสดุชีวภาพ 6.ดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ Semiconductor 7.ระบบคมนาคมแห่งอนาคตและระบบราง และ 8.โลจิสติกส์

งาน PMUC Co-creation ครั้งที่ 2 นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงภาควิชาการและภาครัฐเข้ากับกลไกตลาด เพื่อร่วมกันเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

สสส.-กรมสุขภาพจิต ปั้นนักสื่อสารสร้างสุข เปลี่ยนพลังดิจิทัล สู่พลังชุมชนกู้ใจชายแดน

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

สสส.-กรมสุขภาพจิต หนุน “ปลูก–ปลุกสุข” ปั้นนักสื่อสารสร้างสุขขับเคลื่อนพลังสุขภาพจิตจากแพลตฟอร์มดิจิทัลสู่พื้นที่จริง ด้วยต้นแบบชุมชนเบญลักษณ์โมเดล ฟื้นฟูจิตใจคนชายแดน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ “ปลูก–ปลุกสุข” ร่วมกับศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กรมสุขภาพจิต เพื่อพัฒนาผู้นำการเปลี่ยนแปลงและเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุขด้านสุขภาพจิต โดยมุ่งเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต (Mental Health Literacy) ให้ประชาชนสามารถดูแลใจของตนเอง ครอบครัว และชุมชนได้อย่างเหมาะสม ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการใช้แพลตฟอร์มดิจิทัล “บ้าน–พลัง–ใจ” เป็นพื้นที่กลางในการเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ พร้อมเชื่อมต่อการทำงานจากระดับนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในพื้นที่ชุมชนหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ คือ อำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งสะท้อนภาพการนำแนวคิดและเครื่องมือจากแพลตฟอร์มดิจิทัลมาปรับใช้กับบริบทพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยพลังของแกนนำชุมชน หน่วยงานสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ ร่วมกันสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้าถึงง่าย ใกล้ตัว และตอบโจทย์ชีวิตจริงของคนในชุมชน

ดร.สุภาภรณ์ ศรีธัญรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพจิตที่ 10 กล่าวว่า “โครงการพัฒนาเครือข่ายนักสื่อสารสร้างสุข” หรือ ปลูก-ปลุกสุข มีเป้าหมายเสริมพลังประชาชนให้เป็น Change Agents ด้านสุขภาพจิตในชุมชน เปลี่ยนผ่านจากพื้นที่ดิจิทัลสู่การปฏิบัติการในพื้นที่จริง ครอบคลุมพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด 5 อำเภอในเขตสุขภาพที่ 10 โดยอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นแบบที่มีการขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ บูรณาการกับแนวคิดสุขเป็น และแนวคิดปัจจัยสังคมกำหนดสุขภาพจิต เพื่อสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพจิต ดูแลใจในชุมชน และการสื่อสารผ่านเครือข่ายประชาชนและดิจิทัลแพลตฟอร์ม ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและการดูแลสุขภาพจิตได้ง่ายขึ้น ลดอคติและความกลัวในการขอความช่วยเหลือ”

นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ ประธานคณะกรรมการกำกับทิศทางด้านการสร้างเสริมสุขภาพจิต สสส. กล่าวว่า “การขับเคลื่อนงานสุขภาพจิตจำเป็นต้องมองลึกถึง “รากของปัญหา” และทำงานเชิงป้องกัน โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ไม่รอให้ปัญหาเกิดแล้วจึงแก้ไขปลายทาง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดน ที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือ พร้อมเน้นย้ำว่า สุขภาพจิตไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นภารกิจร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่ แนวคิด “สุขเป็น” จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในฐานะกระบวนการเสริมพลังใจ สร้างทักษะการรับมืออารมณ์ และเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้คนในชุมชนได้ฟังกันโดยไม่ตัดสิน โดยเฉพาะการพัฒนา แกนนำสุขเป็น ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ทำหน้าที่เชื่อมโยงครอบครัว ชุมชน และระบบบริการสุขภาพ ให้สามารถดูแล เฝ้าระวัง และส่งต่อกรณีมีปัญหาสุขภาพจิตได้อย่างทันท่วงที

“พื้นที่ชายแดนเผชิญความเปราะบางจากเศรษฐกิจ สถานการณ์ความไม่สงบ และปัญหายาเสพติด จำเป็นต้องมีกลไกชุมชนที่เข้มแข็ง การบูรณาการ “สุขเป็น” เข้ากับแผนตำบล แผนชุมชน และกลไกระดับอำเภอ จะช่วยให้การดูแลสุขภาพจิตเป็นส่วนหนึ่งของระบบพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน การขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็น จึงไม่เพียงช่วยเยียวยาความเครียดและความทุกข์ของคนในช่วงวิกฤต แต่ยังเป็นการยกระดับสุขภาพจิตของคนทั้งชุมชน สร้างภูมิคุ้มกันทางใจ และทำให้ชุมชนชายแดนสามารถยืนหยัด ดูแลกันเอง และก้าวผ่านความท้าทายไปด้วยกัน” นายชาญเชาวน์ กล่าว

นายชูไชย นิจไตรรัตน์ ผู้จัดการโครงการสุขเป็น มูลนิธิแพธทูเฮลท์ (P2H) หนึ่งในผู้ร่วมขับเคลื่อนงานสุขเป็นในพื้นที่อำเภอเบญลักษณ์ กล่าวว่า “การทำงานเริ่มต้นร่วมกับพื้นที่ตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่ผ่านมา สามารถเข้าถึงแกนนำชุมชนตัวจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยความสำเร็จเกิดจากการทำงานร่วมกันของศูนย์สุขภาพจิตสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และภาคีในพื้นที่ ที่มีการเตรียมคนและองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตไว้อย่างเข้มแข็ง ขณะที่ทีมโครงการเข้าไปเสริมด้วยเครื่องมือและกิจกรรมง่าย ๆ ใกล้ตัว ช่วยให้คนในชุมชนเริ่มจากการมีความสุข เห็นคุณค่าในตนเอง และต่อยอดไปสู่การช่วยเหลือผู้อื่น”

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม รองผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวเชื่อมั่นว่า การบูรณาการพลังนโยบาย พลังดิจิทัล และพลังชุมชน ผ่านแพลตฟอร์ม “บ้าน–พลัง–ใจ” และการขับเคลื่อนโดยแกนนำสุขเป็นในพื้นที่อย่างอำเภอเบญลักษณ์ จังหวัดศรีสะเกษ จะเป็นต้นแบบสำคัญของการสร้างระบบการดูแลสุขภาพจิตที่เข้มแข็ง ยั่งยืน และขยายผลได้ในระดับประเทศ

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

สกู๊ปพิเศษ : อย่าให้‘ค่าเทอม’ทำเด็กไทยไม่ได้วุฒิ ‘ช่วยเหลือ’ก่อนถึงวันเรียนจบคือทางออก

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เข้าสู่เดือนมกราคมของทุกปี เดือนนี้มีวันสำคัญถึง 2 วันที่เกี่ยวข้องกับอนาคตของชาติ คือ “วันเด็ก” วันเสาร์สัปดาห์ที่สองของเดือน และ “วันครู” วันที่ 16 มกราคม เด็กจะเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงได้นั้นการศึกษาอันประกอบด้วยโรงเรียนและครูก็เป็นปัจจัยสำคัญ สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)  พบว่า ในปี 2567 มีเด็กและเยาวชนในช่วงอายุ 3-18 ปี ไม่มีชื่ออยู่ในระบบการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 982,304 คน ซึ่งแม้จะชี้ว่าปัญหา “เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือเข้าไม่ถึงระบบการศึกษา” ลดลงจากปีการศึกษาก่อนหน้าที่มีอยู่จำนวน 1.02 ล้านคน แต่ก็ยังถือว่าเป็นจำนวนที่สูง

ขณะที่รายงาน “7 สาเหตุที่ทำให้เด็กออกนอกระบบการศึกษา” ซึ่ง กสศ. เผยแพร่เมื่อเดือน มิ.ย. 2567 พบว่า “ความยากจน” เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษามากที่สุด สูงถึงร้อยละ 46.7 ห่างจากอันดับ 2 อย่างปัญหาครอบครัว ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 16.4 ขณะที่ผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา มักไม่มีงานประจำหรือมีงานแต่เป็นแบบรับต้างรายวัน สูงถึงร้อยละ 47.11 และหากแบ่งเป็ยกลุ่มอาชีพ พบว่าผู้ปกครองในครัวเรือนที่เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษา อยู่ในภาคเกษตรมากที่สุด ร้อยละ 42.67

ช่วงค่ำวันที่ 9 ม.ค. 2569 กสศ. ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค จัดเสวนา (ออนไลน์) หัวข้อ “ปีการศึกษานี้ ต้องไม่มีเด็กคนไหนไม่จบ เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” มีวิทยากรหลายท่านร่วมให้มุมมอง โดย ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาองค์กรของผู้บริโภค กล่าวว่า ช่วง 2 – 3 เดือนนี้เป็นช่วงใกล้ปิดภาคเรียน ซึ่งที่ผ่านมามักจะมีเรื่องร้องเรียนว่าสถาบันการศึกษาไม่ออกใบรับรองการสำเร็จการศึกษาตามช่วงชั้น (ป.6 , ม.3 และ ม.6) ให้นักเรียนที่มีฐานะยากจน

“อันนี้เป็นประเด็นย้อนแย้ง เพราะจริงๆ รัฐบาลประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมอยู่ ซึ่งตอนนี้สภาองค์กรของผู้บริโภคก็พยายามจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผลักดันให้เกิดการเรียนฟรีที่แท้จริงที่ไม่มีการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมเงินบำรุงจากนักเรียนในกรณีหลักสูตรทั่วไป แต่ขณะเดียวกันเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็มีเคสที่เกิดขึ้นตลอดเลยว่ามีเด็กที่สื่อสารเข้ามาทางช่องทางต่างๆ ที่สภาองค์กรฯ มีอยู่ว่าเขาเจอโจทย์จากทางโรงเรียนว่าโรงเรียนไม่ยอมออกใบ ปพ. (เอกสารรับรองประวัติการศึกษา) ให้” ผศ.อรรถพล กล่าว

เสียงสะท้อนจากคนทำงานในพื้นที่ มีนา ดวงราศี หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค เล่าว่า รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จะรับรองสวัสดิการของรัฐด้านการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี แต่ในความเป็นจริงผู้ปกครองบางท่านต้องเครียดเพราะบุตรหลานยังไม่ได้ใบรับรองจบการศึกษา ส่งผลกระทบกับเป้าหมายต่อไปของชีวิต จากที่ตั้งใจจะไปสมัครงานในสถานประกอบการหรือไปเรียนต่อระดับที่สูงขึ้น เมื่อไม่มีเอกสารดังกล่าวก็ต้องหันไปค้าขายหรือติดตามผู้ปกครองไปทำงานก่อสร้าง และพบว่าเด็กหรือเยาวชนบางคนในจำนวนนี้คุณภาพชีวิตแย่ลง  

สำหรับกระบวนการทำงานของสภาผู้บริโภคใน จ.สุรินทร์ เมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วจะประสานไปยัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เพื่อประสานต่อไปยังผู้บริหารสถาบันการศึกษาให้ออกเอกสารรับรองการสำเร็จการศึกษาให้ผู้เรียน แต่สิ่งที่พบคือแม้สถาบันการศึกษาจะเข้าใจข้อกฎหมาย แต่กว่าจะได้เอกสารผู้เรียนและผู้ปกครองก็จะถูกเทศนาเป็นเวลานาน ทำให้เด็กรู้สึกสูญเสียศักดิ์ศรีและอับอาย ไม่มีกำลังใจที่จะเดินต่อ มองว่าตนเองคือตัวถ่วงปัญหา ทำให้ภาพลักษณ์ของโรงเรียนเสียหาย

แต่อีกมุมหนึ่ง ในฝ่ายสถาบันการศึกษาเองก็มีมุมมองว่าคณะทำงานรับเรื่องร้องเรียนทำไม่ถูกต้อง เพราะทางโรงเรียนเองก็ได้ผ่อนผันแล้ว เช่น บอกว่าผ่อนมอเตอร์ไซค์ใช้ขี่ไปทำงานได้แต่เหตุใดมาผ่อนค่าเล่าเรียนกับทางโรงเรียนไม่ได้ ตั้งคำถามว่าทำไมไม่รู้จักวางแผนเก็บเงิน หรือตำหนิว่าแบบนี้จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับรุ่นน้อง ต่อไปคนรุ่นหลังๆ จะไม่จ่ายค่าเล่าเรียน เป็นต้น และไม่ว่าจะเป็นการเจรจาผ่าน สพม. หรือเจรจากับผู้บริหารสถาบันการศึกษาโดยตรง ความรู้สึกเสียใจในมุมของสถาบันการศึกษาก็ไม่แตกต่างกัน

“ครูซึ่งเป็นกลุ่มของผู้บริหาร ที่เป็นครูผู้ช่วยเขาก็ร้องไห้เลย เขาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความทุกข์มาก เป็นภาพที่ไม่ดีกับโรงเรียนมากๆ แต่การไปขอใบจบที่มันผ่านไปปีหนึ่ง มันไม่มีปัญญาไปเอาใบเกรดมาได้ด้วยเงินที่ไปแลก เก็บค่าแรงทุกวันทำงานกับพ่อ แต่ว่าสิ่งที่โรงเรียนบอกว่าโรงเรียนไม่ได้เงินกับด็กเลย มันทำให้โรงเรียนรู้สึกเสียใจมากเลยที่ทำไมเด็กคนนี้จะต้องได้ใบตัวนี้ออกไปด้วย มันไม่เป็นธรรมกับโรงเรียนเลย อันนี้คือภาพที่เห็นว่ามันมีภาพแบบนี้” หัวหน้าหน่วยงานประจำจังหวัดสุรินทร์ สภาผู้บริโภค กล่าว

เช่นเดียวกับ ปาริชาต ชัยวงษ์ ครูชำนาญการ ในฐานะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ที่เล่าว่า ผลกระทบจะเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงระหว่างภาคเรียนซึ่งจะมีการติดตามทวงถาม มีหนังสือแจ้งผู้ปกครองของนักเรียนแต่ละห้อง ให้อาจารย์ที่ปรึกษาทวงถาม การลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ทั้งที่ควรเป็นสิทธิ์อยู่แล้วเริ่มต้นจากจุดนี้ ทำให้รู้สึกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงเต็มที่หากมาโรงเรียนโดยไม่จ่ายค่าเล่าเรียน ขณะที่สถาบันการศึกษาก็มองคนที่มาเรียกร้องคือปัญหามากกว่าจะมองว่าต้องดูแลช่วยเหลือ ซึ่งเกิดจากระบบช่วยเหลือของโรงเรียนอ่อนแอตั้งแต่แรก

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างของระบบช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น หากระหว่างที่กำลังเรียนมีการเยี่ยมบ้านนักเรียน มีการสำรวจคัดกรองก็จะเห็นว่านักเรียนแต่ละคนมีฐานะทางเศรษฐกิจอย่างไร หรือกำลังเจอกับช่วงเวลาแบบใดในชีวิต อาทิ เคยพบนักเรียนคนหนึ่งมีภาวะซึมเศร้าแต่ยังไม่ถึงกับป่วย นักเรียนคนนี้ไม่อยากมาโรงเรียน เมื่อได้พูดคุยก็รู้ว่าพ่อเพิ่งตกงาน ทำให้จ่ายค่าเล่าเรียนในภาคเรียนล่าสุดไม่ได้ทั้งที่ภาคเรียนก่อนๆ จ่ายได้มาตลอด ซึ่งเมื่อพบแบบนี้ก็ไม่ต้องรอให้ไปถึงปลายทาง แต่สามารรถแก้ไขเพื่อให้ปัญหาบรรเทาความรุนแรงลงได้ตั้งแต่ระหว่างทาง

โดยเมื่อครูพบเด็กที่เข้าข่ายต้องได้รับความช่วยเหลือก็สามารถส่งเรื่องมาที่ระบบดูแล ซึ่งโดยส่วนตัวเท่าที่ตนเคยทำยังไม่พบว่ามีกรณีใดที่โรงเรียนไม่อนุมัติให้ช่วยเหลือ เพราะโรงเรียนรับรู้แล้วว่านักเรียนกำลังต้องการความช่วยเหลือและพร้อมสนับสนุน ซึ่งจะต่างจากการไปช่องทางร้องเรียนแล้วทำให้โรงเรียนรู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นศัตรู ขั้นตอนจากภายในคืออาจารย์ที่ปรึกษาและงานระบบดูแลเพื่อยื่นขึ้นไปให้ทางโรงเรียนอนุมัติ หลังจากไปเยี่ยมบ้านมาแล้วพบนักเรียนมีสภาวะครอบครัวที่ต้องการความช่วยเหลือ

“เช่น เราขอเสนอให้เด็กได้ค่าอาหารกลางวันเพิ่มจากโรงเรียนเป็นคูปองเพื่อรับประทานอาหารฟรีทั้งเทอมนี้วันละ 50 บาท เราขอให้เด็กคนนี้ได้รับการลดหย่อนค่าเทอมหรือค่าบำรุงการศึกษาในส่วนที่เป็นของโรงเรียน แล้วก็จ่ายเฉพาะ 200 – 400 บาทในส่วนที่เป็นของสมาคมอื่นๆ ค่าทำความสะอาดอะไรแบบนี้เพื่อให้มันถูกลงเบาลง หรือเราขอให้ผู้ปกครองสามารถผ่อนจ่ายเดือนละ 200 บาท 500 บาทเป็นเวลากี่เดือน คือในระหว่างทางมันสามารถที่จะช่วย Support (สนับสนุน) เขาเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นรวมเป็นเงินก้อนใหญ่ตรงปลายทาง เพราะเรารู้ว่าผู้ปกครองไปจ่ายตรงปลายทางเป็นก้อน โอกาสที่จะจ่ายแล้วได้จบมันน้อยลง” อาจารย์ปาริชาต ยกตัวอย่าง

อาจารย์ปาริชาต กล่าวต่อไปว่า เมื่อทำแบบนี้ได้มุมมองที่สถาบันการศึกษามีต่อนักเรียนก็จะไม่มองเป็นปัญหา แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งที่สถาบันการศึกษาต้องดูแล เพราะไม่ว่าท้ายที่สุดนักเรียนคนนั้นจะเรียนจบหรือไม่ คนที่เดินไปด้วยกันระหว่างทาง เช่น ครูประจำชั้นหรือครูที่รับผิดชอบงานดูแลตั้งแต่ ม.1 – ม.3 จะมีส่วนผลักดันไปถึงจุดนั้น นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงเรียนและพอจะบรรเทาได้ อย่างไรก็ตาม การทำแบบนี้คือการพึ่งต้นทุนของสถาบันการศึกษาซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกแห่ง ไม่ใช่ทุกโรงเรียนจะมีทรัพยากรภายนอกมากพอจะมาสนับสนุน

มุมมองจากผู้บริหารสถาบันการศึกษา ศุภโชค ปิยะสันติ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคี จังหวัดเชียงราย ในฐานะ อนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ในช่วงแรกๆ ที่รัฐประกาศนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ก็มีการรวมกลุ่มของผู้บริหารโรงเรียนที่ต้องใช้ทรัพยากรสูงพยายามชี้แจงว่าด้วยงบประมาณอุดหนุนรายหัวที่รัฐจัดสรรให้นั้นไม่สามารถทำได้ จำเป็นต้องเปิดให้มีการระดมทรัพยากร แล้วผู้เกี่ยวข้อง เช่น ชุมชนหรือผู้ปกครองก็ยินดีสนับสนุน กระทั่งในเวลาต่อมา ต้นสังกัดของสถาบันการศึกษาก็ให้แนวปฏิบัติว่าเก็บเงินเรื่องใดได้ – ไม่ได้บ้าง

ทั้งนี้ สถาบันการศึกษากลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ตั้งอยู่บนความคาดหวังของผู้ปกครองเรื่องคุณภาพ (เช่น ห้องเรียนต้องติดแอร์) ใช้ทรัพยากรบางอย่างที่ไม่เหมือนโรงเรียนรอบนอก แต่โรงเรียนที่ตนทำงานอยู่เรียกเก็บเงินเพิ่มไม่ได้เพราะผู้ปกครองยากจน การช่วยเหลือให้นักเรียนได้เรียนจบสำหรับสถาบันการศึกษากลุ่มนี้ก็ต้องหาแหล่งสนับสนุนทางอื่นไม่ว่าหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน

โดยสรุปแล้วจึงสามารถแบ่งสถาบันการศึกษาแป็น 2 ประเภท ในส่วนของโรงเรียนที่ไม่สามารถเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มกับผู้ปกครองได้ จะไม่เกิดภาพที่นักเรียนไม่ได้รับใบรับรองสำเร็จการศึกษาเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน ตรงกันข้ามนักเรียนจะได้รับความช่วยเหลือทั้งเรื่องอาหาร การเดินทาง ทุนการศึกษาเพื่อให้เรียนจบให้ได้ แต่สำหรับโรงเรียนที่กังวลว่าหากไม่มีทรัพยากรแล้วจะยังคงทำให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างไร อาทิ หลายโรงเรียนเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มในส่วนของครูชาวต่างชาติหรือคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

“สิ่งที่ผมคิดว่าต้องปรับจูนก็คือผมเข้าใจว่าผู้ปกครองบางคนเพิ่งตื่นรู้ว่าเขาไม่เก็บกันหรือ? ทีนี้เราก็ไม่มี Mapping (การทำแผนที่) ด้วยว่าโรงเรียนไหนเก็บ – ไม่เก็บ ขนาดผมอยู่ใกล้ๆ กับอีกโรงเรียนหนึ่งที่เรียกก็บเขาก็ยังเลือกไปโรงเรียนที่เก็บนะทั้งๆ ที่เขาเองก็พยายาม คือผมว่าเขาไม่รู้หรือเปล่าว่ามันมีเรื่องการไม่เก็บได้ ในขณะที่ผู้ปกครองก็บอกว่าโรงเรียนไหนฟรีโรงเรียนนั้นไม่ดี อันนี้ก็เป็นมุมมองของผู้ปกครองเช่นเดียวกัน” ผอ.ศุภโชค ระบุ

ผอ.ศุภโชค เสนอแนะเพิ่มเติมว่า จากมิติดังกล่าวอาจจำเป็นต้องเผยแพร่ให้ความรู้กับผู้บริโภคในฐานะผู้ปกครองทั้งหลายว่านี่คือขั้นพื้นฐานของโรงเรียน หรือไม่ก็ทำแผนที่ให้เห็นว่าสถาบันการศึกษาแห่งใดเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมบ้าง เก็บเท่าไรและอย่างไร เช่น โรงเรียน A เก็บเพิ่ม 20,000 บาท โรงเรียน B เก็บเพิ่ม 15,000 บาท โรงเรียน C เก็บเพิ่ม 5,000 บาท โรงเรียน D ไม่เก็บเพิ่ม ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่าผู้ปกครองรู้เรื่องนี้หรือไม่ เพราะเหมือนกับมีความเชื่อเดิมมาก่อนเลยว่าเมื่อจะเข้าเรียนชั้นมัธยมต้องเตรียมจ่ายเงิน ดังนั้นผู้ปกครองจำเป็นต้องได้รับข้อมูลข่าวสารมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง ตนก็อยากให้โรงเรียนที่เรียกเก็บเงินเพิ่มเติมได้ช่วยสำรวจอย่างจริงจังว่านักเรียนเข้ามาเรียนด้วยข้อจำกัดอะไร เช่น บางคนเรียนอยู่ดีๆ ครอบครัวก็หย่าร้างแยกทาง รายได้ที่เคยมีก็หายไป อย่างตนก็เคยเจอนักเรียนมัธยมในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง ครอบครัวแตกแยกตอนกำลังอยู่ชั้น ม.2 ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม เมื่อผู้ปกครองถูกทวงถามบ่อยๆ ก็ทนไม่ไหวต้องย้ายเด็กไปเรียนที่โรงเรียนรอบนอก แต่ก็ติดปัญหาไม่มีใบรับรองระดับการศึกษาว่าผ่านชั้น ม.1 มาด้วยเพราะโรงเรียนเดิมไม่ออกให้

และเพื่อไม่ให้เด็กคนนี้เสียโอกาส ครูในโรงเรียนที่เด็กย้ายไปเรียนก็อนุญาตให้ใช้วุฒิการศึกษา ป.6 มาสมัครก่อนแล้วหาทางค่อยๆ เทียบผลการเรียนจนเด็กไม่ต้องเสียเวลา ซึ่งหัวอกคนเป็นครูจะพยายามช่วยเหลือ และตนก็เข้าใจว่าผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มที่เก็บเงินเพิ่มคงมีวิญญาณความเป็นครูไม่แตกต่างกัน เพียงแต่อาจยังได้ข้อมูลไม่เพียงพอ แต่หากรับรู้แล้วตนเชื่อว่าคงเห็นด้วยที่จะช่วยเหลือ ขณะที่รัฐควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจกับทั้งผู้ปกครองและผู้บริหารสถาบันการศึกษา

สุดท้ายคือสมาคมผู้ปกครองของโรงเรียนต้องเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ซึ่งกลุ่มนี้สามารถระดมทรัพยากรจากชุมชนได้มาก หลายสมาคมมีงบปรเมาณจำนวนมาก ตนจึงอยากเสนอว่า นอกจากเติมเต็มทรัพยากรประเภทเครื่องมือประกอบการเรียนรู้ของผู้เรียน สิ่งอำนวยความสะดวก ยานพาหนะหรืออาคารของโรงเรียนแล้ว ยังอาจปันส่วนงบประมาณมาดูแลเรื่องทุนการศึกษาของนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือด้วย

“ในโรงเรียนหนึ่งที่ถึงแม้จะเป็นโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ดูเหมือนว่าจะมีชนชั้นกลางค่อนข้างสูงเข้าไปเรียนก็ไม่ได้แปลว่าชนกลุ่มนี้เขาจะไม่เกิดอุบัติเหตุชีวิต บางทีเขาอาจจะต้องเสียจังหวะชีวิตแล้วทำให้ไม่มีเงินค่าเทอม ผมว่าสมาคมผู้ปกครองจำเป็นเหมือนกันที่จะเข้ามาช่วยดูแลช่วยเหลือ ผมว่าถ้าเราตั้งฐาน Mindset (วิธีคิด) ของการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในฐานะมนุษย์ 1 คนที่ควรจะได้เรียน ในฐานะต้นทุนประเทศ เป็นทรัพยากรบุคคลที่จะต้องได้รับการพัฒนา เราคงไม่ยอมเรียกเก็บเงินแล้วทำให้เขาไม่ได้เรียนรู้ แล้วประเทศเราก็จะย่ำแย่ลงไป” ผอ.ศุภโชค กล่าว

 พัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าวถึงข้อมูลกลุ่มเป้าหมายประชากรเด็กเยาวชนอายุ 3 – 14 ปี ในครัวเรือนร้อยละ 15 นับจากฐานะระดับล่างสุด (Bottom 15%) ของสังคมไทย ปีการศึกษา 2567 พบว่า มีเด็กถึง 3 ล้านคน ที่อยู่ในครัวเรือนซึ่งมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จึงเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าใช้จ่ายต่างๆ ทางการศึกษา ซึ่งก็มีความพยายามเติมทรัพยากรไปที่เด็กกลุ่มนี้ แต่ด้วยทรัพยากรมีจำกัดทำให้ดูแลได้เพียง 1.9 ล้านคน ส่วนอีก 1.1 ล้านคนยังไปไม่ถึง

และจริงอยู่ที่หากมีครูและผู้บริหารสถาบันการศึกษาที่ดี ปัญหาที่นักเรียนต้องเผชิญก็จะได้รับการแก้ไขให้คลี่คลายลง แต่ในความเป็นจริงไม่ใช่ทุกกรณีจะโชคดีแบบนั้น หลายโรงเรียนก็มีข้อจำกัด เช่น ครูต้องดูแลนักเรียนจำนวนมาก ผู้บริหารก็มีภารกิจมาก ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันที่ 21 มี.ค. 2568 จำนวนเด็กและเยาวชนที่ไม่อยู่ในฐานข้อมูลระบบการศึกษาจะอยู่ที่ 880,453 คน ลดลงต่อเนื่องจากปี 2567 (982,304 คน) และปี 2566 (1.02 ล้านคน)

ขณะที่การเรียนแล้วไม่ได้วุฒิการศึกษา เมื่อออกไปทำงานก็ต้องทำงานที่ใข้วุฒิต่ำกว่าที่เรียนมาจริง รายได้ก็จะน้อยกว่าที่ควรได้รับ อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ทำให้เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษายังมีเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากค่าใช้จ่าย เช่น ครอบครัว ความพร้อมของเด็ก แม้กระทั่งรูปแบบการศึกษาที่แข็งตัวไม่ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ หากเติมเข้ามาก็จะเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้น

“เอาเข้าจริงๆ การเงินเป็นปัญหาเรื่องหนึ่ง ตัวคุณครู ระบบดูแลช่วยเหลือของโรงเรียนสามารถคลี่คลายเรื่องนี้ได้ถ้าเรามีทีมงานที่พร้อมจะช่วยโรงเรียนอีกทางหนึ่ง แบบนี้โรงเรียนน้องๆ สบายเลย ฉะนั้นนอกจากปัญหาโจทย์เรื่องเงิน ปัญหาเรื่องรูปแบบการจัดการศึกษาแล้วก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะต้องทำ” ผู้ช่วยผู้จัดการ กสศ. กล่าว

ข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎร โดยกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ในประเทศไทยอยู่ที่ 416,574 คน ลดลงจากปี 2567 ซึ่งมีเด็กเกิดใหม่อยู่ที่ 462,240 คน และหากดูสถิติย้อนหลังไปเรื่อยๆ แนวโน้มจำนวนเด็กเกิดใหม่มีแต่จะลดลงไปเรื่อยๆ แม้บางปีอาจมีเพิ่มขึ้นบ้างแต่ก็เพียงเล็กน้อย ในภาพรวมนั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสถิติเมื่อ 30 – 40 ปีก่อนที่จำนวนเด็กเกิดใหม่เกือบล้านหรือเกิน 1 ล้านคนต่อปี “เมื่อปริมาณน้อยคุณภาพจึงกลายเป็นเรื่องสำคัญ” และการสร้างคนให้มีคุณภาพก็มาจากการศึกษา

“ต้องไม่มีเด็กคนไหนเรียนไม่จบเพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม” จึงเป็นเป้าหมายที่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน เพื่อให้เด็กทุกคนได้เรียนต่อและทำงานตามความรู้ความสามารถที่มีอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งนี้จะเท่ากับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศชาติให้เดินหน้าอย่างมั่นคงต่อไป!!!