ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

https://www.naewna.com/local/839344

ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล  เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

ทรู หนุนการศึกษายุคดิจิทัล เพิ่มโอกาสการเรียนรู้เยาวชนกลุ่มเปราะบาง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กระทรวงศึกษาธิการ โดย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการฯรับมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กสภาพดีพร้อมใช้งาน จำนวน 46 เครื่อง ซึ่งบมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี ได้มอบให้แก่โรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์ หนึ่งในสถาบันการศึกษาที่เปิดการเรียนการสอนให้แก่กลุ่มนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ซึ่งในโอกาสนี้ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น/กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดีได้เป็นตัวแทนส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กดังกล่าว โดยมีว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดร.ปนัดดา วงค์จันตา ผู้อำนวยการโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียน ร่วมเป็นสักขีพยาน ทั้งนี้ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดียังจะมีแผนที่จะส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองเพิ่มเติมอีก100 เครื่อง ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปจัดสรรให้แก่โรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่ขาดแคลนทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนได้เข้าถึงแหล่งข้อมูล นำความรู้จากการใช้เทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนส่งเสริมให้มีทักษะรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการมุ่งมั่นดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา สร้างสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งการมีเครื่องมือเรียนรู้ที่มีคุณภาพผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล จะช่วยเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนให้แก่นักเรียน นับเป็นโอกาสอันดีที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ได้รับการสนับสนุนในครั้งนี้ โดยที่ผ่านมา กระทรวงฯได้ร่วมกับภาคเอกชนและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ขณะที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ยังมีความจำเป็นที่ต้องใช้อุปกรณ์ไอซีที นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทรู คอร์ปอเรชั่น และมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดีได้มอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองพร้อมใช้งาน เพื่อช่วยส่งเสริมการเรียนการสอนของนักเรียนระดับชั้นมัธยมปลาย ซึ่งจะมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น และนอกจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรในพระราชูปถัมภ์ ที่ได้รับมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กในครั้งนี้แล้ว ยังมีแผนที่จะขยายโอกาสไปยังโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาของเด็กไทย

ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและด้านการศึกษา บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น/กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี กล่าวว่าทรู คอร์ปอเรชั่น เทคคอมปานีของไทย และหนึ่งในผู้ก่อตั้งมูลนิธิสานอนาคตการศึกษา คอนเน็กซ์อีดี มีความมุ่งมั่นที่จะร่วมขับเคลื่อนและส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนไทยอย่างยั่งยืน ด้วยเชื่อว่าเทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ 5 การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา (Digital Infrastructures) ของมูลนิธิฯจะเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปิดโอกาสให้เด็กไทยเข้าถึงองค์ความรู้พัฒนาทักษะและศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งภายใต้ความร่วมมือของทรู และมูลนิธิฯ ในครั้งนี้เบื้องต้นได้ร่วมสนับสนุนคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กมือสองสภาพดีพร้อมใช้งานจำนวน 46 เครื่องให้แก่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นโรงเรียนสำหรับกลุ่มนักเรียนเปราะบาง และยังมีแผนที่จะส่งมอบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กอีก 100 เครื่อง ให้แก่กระทรวงศึกษาธิการเพื่อนำไปกระจายให้แก่โรงเรียนในสังกัดสพฐ.ที่ขาดแคลนอีกด้วย สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนองค์กรของทรูในการสร้างสังคมดิจิทัลสำหรับทุกคนหรือ Digital Inclusion โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้ได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพในทุกมิติ เพื่อเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’ เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

https://www.naewna.com/local/839342

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’  เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

มมส รณรงค์ ‘ความปลอดภัยทางถนน’ เปิดตัวไม้กั้น ‘เข้า-ออก’ อัตโนมัติ

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดใช้ระบบไม้กั้น เข้า – ออก โรงจอดรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติสำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย และระบบบันทึกข้อมูลผู้สวมหมวกนิรภัยและผู้ที่ไม่สวมหมวกนิรภัยแบบอัตโนมัติ เพื่อรณรงค์ “สวมหมวกนิรภัย 100%” ภายในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานเปิดโครงการ พร้อมชมผลงานนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ณ โรงจอดรถจักรยานยนต์ อาคารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์พันธ์ แทนเกษม อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ได้รับทุนสนับสนุนโครงการมาตรการองค์กรเพื่อความปลอดภัยทางถนนในสถาบันอุดมศึกษา โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เพื่อดำเนินการสำหรับกิจกรรมสร้างองค์ความรู้ด้านความปลอดภัยทางถนน และการประชาสัมพันธ์กิจกรรม

โดยได้สร้างนวัตกรรมความปลอดภัยทางถนน ซึ่งประกอบด้วย ระบบไม้กั้นเข้า – ออก โรงจอดรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติสำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย (Smart MC Parking, Helmet 100%) และระบบบันทึกข้อมูลผู้สวมหมวกนิรภัย/ผู้ไม่สวมหมวกนิรภัยแบบอัตโนมัติ (AI Camera, Helmet 100%) ซึ่งในวันนี้ ได้เปิดใช้งานจริง ระบบสามารถใช้งานได้สมบูรณ์แล้ว โดยนิสิต บุคลากรที่จะเข้าในโรงจอดรถจักรยานยนต์ได้ จะต้องติดแผ่นป้ายทะเบียน ผู้ขับขี่และผู้นั่งซ้อนท้าย ต้องสวมหมวกนิรภัย 100%

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล กล่าวเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยทางถนน โดยเฉพาะนิสิต บุคลากรที่ใช้รถจักรยานยนต์สัญจรทั้งในมหาวิทยาลัยและนอกมหาวิทยาลัย การจัดพื้นที่จอดรถจักรยานยนต์สำหรับผู้สวมหมวกนิรภัย 100% ในวันนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ขับขี่ได้ตระหนัก ไม่ประมาทเกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่เองเป็นการป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจจะเกิดขึ้นจากอุบัติเหตุบนท้องถนน ด้วยความห่วงใยจากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

https://www.naewna.com/local/839345

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

ม.กรุงเทพ เปิดหลักสูตรนวัตกรรมการจัดการสุขภาพอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) (BCH) เพื่อพัฒนาและดำเนินการจัดหลักสูตร “MINI MBA INNOVATEMED : SUSTAINABLE HEALTHCARE MANAGEMENT” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.สุพงษ์ ลิ้มธนากุล รองอธิการบดีอาวุโสด้านกิจการภายนอก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ร่วมกับ ผศ.ดร.พญ.สมพร หาญพาณิชย์ประธานกรรมการ บริษัท BCH และนางสาวพรสุดา หาญพาณิชย์ รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายการเงิน บริษัท BCH เป็นผู้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้

ความร่วมมือทางวิชาการนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ เพิ่มความคิดสร้างสรรค์และมุมมองด้านการจัดการธุรกิจในยุคปัจจุบัน เปิดโอกาสให้บุคลากรของบริษัท BCH ได้รับการเสริมทักษะการวิเคราะห์ การวางแผน การจัดการทรัพยากรในองค์กรเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมทั้งพัฒนาความสามารถในการจัดทำแผนกลยุทธ์และประเมินผลสำเร็จขององค์กร ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันในอุตสาหกรรมการรักษาสุขภาพของไทย

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

https://www.naewna.com/local/839219

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.39 น.

‘บมจ.ซีพี ออลล์-พนง.เซเว่นฯ-บริษัทในกลุ่ม’ ถวายกฐินพระราชทานวัดพายัพ นครราชสีมา

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐินให้ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) นำมาถวายพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดพายัพ พระอารามหลวง อำเภอนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา โดยนายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) พนักงานเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการจากหน่วยงานต่างๆ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตลอดจนประชาชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยมีพระศรีวชิรานุวัตร รองเจ้าคณะจังหวัดนครราชสีมาและเจ้าอาวาสวัดพายัพ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ เพื่อเป็นการส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา และบูรณะวัดพายัพ พระอารามหลวง ซึ่งในปีนี้ มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมถวายเงินในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน รวมทั้งสิ้นกว่า 1.9 ล้านบาท

อนึ่ง วัดพายัพ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ หนึ่งใน 6 วัดที่ตั้งอยู่ในกำแพงเมืองโคราช สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย มีพระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาสกว่า 30 รูป ได้รับการสถาปนาเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551 ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปโบราณศักดิ์สิทธิ์อายุกว่า 300 ปีในถ้ำหินงอกหินย้อยจำลอง ให้ประชาชนได้สักการะ และชมความงามภายในถ้ำที่เป็นหนึ่งในอันซีนโคราชอีกด้วย

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

https://www.naewna.com/local/839147

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

‘CITE DPU’ปั้นคนทำงานเก่งใช้‘เอไอ’ ปรับหลักสูตร‘ไอที’รับโอกาสโลกอนาคต

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (CITE DPU) ดึง AI เสริมแกร่งหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ระดับปริญญาโทจัดเต็มทักษะโลกอนาคต “AI-Cyber Security-Analytics”ปั้นมนุษย์งาน Gen Z-Y ก้าวสู่ “ซูเปอร์ ยูสเซอร์ (Super User)” ยกระดับผู้ใช้งานและบริหารจัดการ AI อย่างชาญฉลาด ตอบโจทย์อุตสาหกรรมสมัยใหม่ พร้อมเพิ่มโอกาสความก้าวหน้าในทุกสายอาชีพ

ผศ.ดร.นันทิกา ปริญญาพล ผู้อำนวยการหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า “ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence)” เป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากต่อการเรียน และการทำงาน ไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเป็นผลมาจากความสามารถของ AI ที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง และการนำไปใช้งานที่ครอบคลุมได้หลากหลายด้าน

จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนยุคนี้ที่ต้องปรับตัว พร้อมเร่งพัฒนาทักษะด้าน AIในระดับของการ “รู้จัก” และ “ประยุกต์ใช้งาน”เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทั้งด้านประสิทธิภาพของงาน และการบริหารจัดการต้นทุนที่คุ้มค่า ซึ่งความก้าวหน้าของ AI ในวันนี้เกิดขึ้นแล้วในหลายสายงาน ทั้งด้านการแพทย์ มีการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และอ่านค่าฟิล์มเอกซเรย์ MRI หรือ CT-Scan โดยอัลกอริทึม Machine Learningสามารถตรวจจับความผิดปกติในภาพได้ เช่น วินิจฉัยโรคมะเร็งในระยะแรก

นอกจากนี้ AI ยังช่วยในการพยากรณ์โรคและช่วยวางแผนการรักษาส่วนบุคคล (Personalized Medicine) AI ถูกนำเข้าไปช่วยในการบริหารจัดการคลังสินค้าเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วยต้นทุนที่ลดลงพยากรณ์ความต้องการสินค้า (Demand Forecasting) รวมถึงการตลาดอี-คอมเมิร์ซในการเจาะลึกถึงความต้องการจากนั้นนำเสนอสินค้าได้อย่างตรงใจผู้บริโภค

รวมถึงสายงานด้านการเงินและธนาคาร ที่มีการนำ RPA (Robotic Process Automation) มาใช้ในกระบวนการทำงานซ้ำๆ หรือตรวจจับพฤติกรรมฉ้อโกง (Fraud Detection) วิเคราะห์เครดิตของลูกค้า และให้คำแนะนำการลงทุนผ่านผู้ช่วยเสมือนและแชทบอต เป็นต้น ซึ่งจากความสามารถที่มากขึ้น และครอบคลุมหลากหลายด้านของ AI นำไปสู่ข้อกังวลจากคนในสังคมถึง AI กับการเข้ามาแทนที่การทำงานของมนุษย์ในสาขาอาชีพต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการว่างงานที่เพิ่มขึ้นได้

“จากมุมมองแล้ววันนี้ AI ทำงานได้ดีและเก่งในบางเนื้องานเท่านั้น เช่น งานที่ทำแบบเดิมๆ และมีความต่อเนื่อง แต่สำหรับงานที่ใช้ความซับซ้อนที่มากขึ้นหรือไม่คุ้นเคย AI ยังต้องการการพัฒนาให้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน AI ยังคงไม่เข้าใจความซับซ้อนของอารมณ์มนุษย์ อย่างไรก็ดีการปรับตัวด้วยการพัฒนาความรู้ใหม่ (Upskill) ถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะทักษะด้าน AI เพื่อให้แน่ใจได้ว่างานที่ทำอยู่นั้นจะไม่ถูกดิสรัป (Disrupt) ในอนาคต” ผศ.ดร.นันทิกา กล่าว

ทั้งนี้ จุดเด่นและแนวคิดของการปรับหลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE : College of Engineering and Technology) เป็นการปรับเนื้อหารายวิชา เพื่อยกระดับความรู้ด้าน AI ของผู้เรียนไปสู่การใช้งานในระดับซูเปอร์ ยูสเซอร์ ที่นำ AI ไปเป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างชาญฉลาดและเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งการปรับหลักสูตรครั้งใหม่นี้เป็นการนำ AI เข้ามาเป็นหนึ่งในการเรียนรู้ของทุกแกนวิชาหลัก

เช่น การรักษาความปลอดภัยของระบบเครือข่าย หรือ Cyber Security ซึ่งผู้เรียนในหลักสูตรนี้จะมีทักษะในการใช้เครื่องมือ AI กับ Cyber Security อย่างถูกต้องเมื่อถูกโจมตีจากบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อระบบการจัดการที่ดีในการรักษาความปลอดภัยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางธุรกิจ และข้อมูลการเงิน นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาทักษะทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) และการจัดการชุดข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Mining) ครอบคลุมหัวข้อ

เช่น การเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) การเรียนรู้เชิงลึก (Deep Learning) ประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการวิเคราะห์และใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ รวมถึงการให้ความสำคัญกับจริยธรรมใน AI ซึ่งหลักสูตรเราได้มีการปรับและประยุกต์เนื้อหาให้สอดคล้องกับการพัฒนาบุคลากรด้าน AI เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยเปิดรับสมัครสำหรับนักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในปีการศึกษา 2568

โดยกลุ่มเป้าหมายหลักสำหรับหลักสูตรนี้เป็นคนทำงานในองค์กรภาครัฐและเอกชน สำหรับผู้สนใจในทุกระดับ ไม่ว่าจะมีพื้นฐานด้านไอทีหรือไม่ กลุ่มผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีพื้นฐานด้านไอที (Non-IT) และกลุ่มที่มีพื้นฐานด้านไอทีโดยตรง สัดส่วนประมาณ 50:50 หลักสูตรนี้ออกแบบเพื่อผู้เรียนทุกคนได้รับประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ซึ่งกลุ่ม Non-IT จะได้เสริมทักษะใหม่ที่ช่วยให้สามารถปรับเปลี่ยนสายงานได้อย่างมั่นใจ ขณะที่กลุ่มไอทีจะได้ต่อยอดความรู้เพื่อเสริมศักยภาพและสร้างความก้าวหน้าในสายงานของตนเอง

ผศ.ดร.นันทิกา ยังกล่าวด้วยว่า นอกจากหลักสูตรที่เข้มข้นแล้ว บรรยากาศของการเรียนรู้ที่ CITE จะเต็มไปด้วยความหลากหลายของมุมมองและประสบการณ์ของผู้เรียน พร้อมทั้งส่วนสนับสนุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำโครงการแบบ Project Based ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจทฤษฎีผ่านการปฏิบัติจริงและต่อยอดความรู้จนเกิดเป็นผลงานที่สร้างสรรค์และใช้งานได้จริง

รวมทั้งการบรรยายพิเศษจากบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นตัวจริงด้าน AI และมีห้องสมุดที่พร้อมสำหรับการค้นคว้าวิจัย เพื่อให้มั่นใจในการนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดสร้างโอกาสในตำแหน่งงาน และเพิ่มมูลค่าให้กับผู้เรียนจากทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และ AI พร้อมปลูกฝังหลักจริยธรรมในเทคโนโลยี (Al Ethics) เพื่อให้ผู้เรียนไม่เพียงมีความเชี่ยวชาญ แต่ยังเข้าใจถึงการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

หลักสูตรนี้จึงเป็นมากกว่าการเรียนในห้องเรียน แต่เป็นประตูสู่การพัฒนาตนเอง สร้างความก้าวหน้าในอาชีพตอบโจทย์อนาคตและสร้างความแตกต่างในสายอาชีพ ซึ่งผู้สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://cite.dpu.ac.th/

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

https://www.naewna.com/local/839148

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

‘เครื่องจัดยาอัตโนมัติ’ ยกระดับบริการในโรงพยาบาลไทย

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้พัฒนา “เครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติสำหรับบรรจุภัณฑ์ที่หลากหลาย” ที่ออกแบบมาเพื่อลดข้อผิดพลาดในการจ่ายยาและเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการคุ้มครองด้วยอนุสิทธิบัตรเลขที่ 22995 ผลงานชิ้นนี้เป็นการร่วมมือระหว่างอาจารย์จากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มจธ. 2 ท่าน คือ ดร.ปราการเกียรติ ยังคง และ ผศ.ดร.สุภชัย วงศ์บุณย์ยง

ปัญหาที่พบในโรงพยาบาลทั่วประเทศคือการรอรับยานานและข้อผิดพลาดในการจ่ายยา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยจำนวนมาก เช่น ช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 หรือช่วงเช้าของโรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ ซึ่ง ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า การจ่ายยาในช่วงที่ผู้ป่วยหนาแน่นทำให้เกิดความล่าช้าและข้อผิดพลาดการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้จึงช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้

นอกจากนี้ การจัดการบรรจุภัณฑ์ยาที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นขวดยา ยาเม็ด หรือบรรจุภัณฑ์ฟลอยด์ ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในกระบวนการจ่ายยา ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจึงได้พัฒนาเครื่องจัดยาแผงอัตโนมัติขึ้น โดยได้รับคำปรึกษาจากแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำของไทย เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์และโรงพยาบาลศิริราช ซึ่ง ดร.ปราการเกียรติ กล่าวถึงเครื่องจัดยานี้ว่า ได้พัฒนาเครื่องให้สามารถจัดการยาหลากหลายบรรจุภัณฑ์ได้ เช่น จ่ายยาเฉพาะเม็ดที่ต้องการ แทนการจ่ายทั้งแผง ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการใช้ยา

เครื่องจัดยานี้มีจุดเด่นที่ระบบควบคุมด้วยหุ่นยนต์ ใช้หัวดูดสุญญากาศที่หยิบจับยาได้อย่างแม่นยำ หุ่นยนต์สามารถปรับการทำงานให้เหมาะสมกับลักษณะของยาในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ทำให้รองรับการจ่ายยาได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากหลายบริษัทและได้ถูกนำไปใช้ในโรงพยาบาลชั้นนำในกรุงเทพฯ เช่น รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช รวมถึงโรงพยาบาลในต่างจังหวัด เช่น เชียงรายและพิษณุโลก

เทคโนโลยีนี้ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์และลดความเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดในการจ่ายยา ซึ่ง ผศ.ดร.สุภชัยกล่าวเสริมว่า ในอนาคตจะขยายการใช้งานเทคโนโลยีนี้ให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ในโรงพยาบาลทั่วประเทศ!!!

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

https://www.naewna.com/local/839149

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

สจล. ขอเชิญร่วมพิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วม “พิธีเททองหล่อองค์พระนิรันตราย (จำลอง)” ในมหามงคลสมัย 200 ปี วชิรญาณภิกขุ ทรงพระผนวช และโอกาสครบรอบ 65 ปีพระจอมเกล้าลาดกระบัง เพื่อประดิษฐานที่หอพระ อาคารหอพระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมหามกุฏวิทยมหาราช (รัชกาลที่ 4) ในวันพฤหัสบดีที่ 7 พ.ย. 2567 เริ่มตั้งแต่เวลา 07.09 น. ณ มณฑลพิธี อุทยานพระจอมเกล้าฯ สจล.

ซึ่งดำเนินพิธีโดยพระพรหมวชิรรังษี (จิรพล อธิจิตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ประธานฝ่ายบรรพชิต และมีพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) เป็นประธานพระครูพราหมณ์ ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมสมทบทุน และสั่งจององค์พระนิรันตราย (จำลอง) และเหรียญที่ระลึก (สามารถลดหย่อนภาษีได้) ทางเว็บไซต์ : https://donation.kmitl.ac.th/ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 093-5637740

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

https://www.naewna.com/local/839145

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

‘พุทธธรรม’นำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 ‘สื่อ เตือน สติ’ยกระดับสังคม-เยียวยาใจคน

วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“คนไทย 85% โดยประมาณนับถือพุทธศาสนา แล้วเอาเข้าจริงๆ หลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนาที่เป็นแก่น ที่เป็นตัวพุทธธรรมเอง ว่ากันจริงๆ ชาวพุทธเองมีความรู้ความเข้าใจน้อยมาก แล้วก็ไปดูในแวดวงสื่อ จริงๆ ถามว่าสื่อด้านพุทธศาสนามีน้อยไหม? ไม่น้อยเลย มีมากด้วยซ้ำ เพียงแต่การจัดการความรู้ การรวบรวม การเข้าถึง ค่อนข้างที่จะไม่เป็นระบบ”

ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวในแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ”เมื่อช่วงปลายเดือน ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา ถึงที่มาของการจัดโครงการนี้ซึ่งเดินทางมาถึงปีที่ 3 แล้ว โดยกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ มีหน้าที่รณรงค์ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงไม่อาจละเลยเรื่องนี้ได้

ซึ่งต้องบอกว่า หลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธ สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันโดยไม่จำเป็นต้องไปวัด ไม่ต้องแต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวสำรวมกาย วาจา ใจ
ซึ่งนั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง แต่เบื้องต้นขอให้มี “สติ” ให้รู้ว่าแต่ละวันมีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้สุขหรือทุกข์ใจบ้าง เช่น ขับรถบนท้องถนน เห็นคนขับรถเร็วปาดหน้า ตั้งสติเพียงนิดแทนที่จะรีบด่าทอออกไป ลองคิดว่าเขาอาจจะมีธุระด่วนจำเป็นจริงๆ จะเห็นว่าการมีสติสามารถช่วยดูแลการใช้ชีวิตของเราได้

ขณะเดียวกัน เมื่อมองความเป็นไปของสื่อ ก็พบว่า “ยังมีสื่อที่ไม่ทำหน้าที่เป็นสื่อ” เช่น สร้างดราม่าอารมณ์ร่วม ใช้ถ้อยคำปลุกเร้าความเกลียดชัง (Hate Speech) มีการรังแกระราน (Bully) ไปจนถึงการระบาดของข่าวปลอม (Fake News) แทนที่จะทำให้จิตใจเบิกบานกลับหดหู่ เป็นที่มาของการใช้คำว่า “สื่อ เตือน สติ”ในงานของปีนี้ เพราะต้องยอมรับว่าสื่อที่ไม่ปลอดภัย รวมถึงภัยทางออนไลน์มีอยู่มากและจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่เคยลดลง โดยหวังว่า การทำหน้าที่ของสื่อ นอกจากเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว อยากให้นำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้ด้วย

“เราเชื่อว่าเป็นโอสถทิพย์ในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในยุคที่คนเติบโตมาในยุคที่รู้สึกว่าไม่รู้จะจับอะไร ไม่มีราก เราเห็นคนซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกข์ที่หาแก่นสารอะไรไม่เจอ ไม่รู้จะยึดกับอะไร วิ่งหาสิ่งที่ไปยึดบางทีมันก็ยิ่งวิ่งไปหามันก็ยิ่งหนี เดินก็ยิ่งไกล โบราณเขาบอกว่ายิ่งว่ายน้ำก็ยิ่งลึกแทนที่จะขึ้นฝั่ง อย่างนี้เป็นต้น จริงๆ ธรรมะช่วยได้หมด” ผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าว

สำหรับการจัดงานโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 สื่อ เตือน สติ แบ่งเป็น 2 รูปแบบ คือ 1.นิทรรศการออนไลน์ สำหรับผู้ไม่สะดวกมาร่วมกิจกรรมในสถานที่จริง กับ 2.กิจกรรม ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่13-14 ธ.ค. 2567 เวลา 10.00-20.00 น.ภายในงานประกอบด้วยนิทรรศการแบบผสมผสาน ฟังการเสวนาธรรมแบบไม่น่าเบื่อคลินิกสุขาใจรับปรึกษาปัญหาด้วยกระบวนการเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ มีมุมมองจากคนทำสื่อด้านธรรมะที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การทำงานและการนำหลักธรรมมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

นอกจากนั้น ยังขอเชิญชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา อายุไม่เกิน25 ปี ทำคลิปวีดีโอหัวข้อ “หนูได้ธรรม” เนื้อหาว่าด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนาในชีวิตประจำวัน ความยาวไม่เกิน 90 วินาทีส่งประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 90,000 บาท ซึ่งเริ่มเปิดให้ส่งผลงานกันแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 โดยสามารถส่งได้จนถึงเวลา 16.00 น. ของวันที่20 พ.ย. 2567 และจะประกาศผลรางวัลในช่วงการจัดงาน ณ วัดอรุณฯ

ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ http://www.thaimediafund.or.th หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์”

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน’พระจักราวตาร’

https://www.naewna.com/local/839135

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน'พระจักราวตาร'

งดงามตระการตา!!! เปิดม่านรอบสื่อ การแสดงโขนสุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน’พระจักราวตาร’

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 22.15 น.

งดงามตระการตา เปิดม่านรอบสื่อมวลชน การแสดงโขน สุดยิ่งใหญ่แห่งปี ตอน “พระจักราวตาร” ถ่ายทอดความวิจิตรงดงาม สานต่อศิลปะโขนมรดกของชาติ เฉลิมพระเกียรติ “สมเด็จพระพันปีหลวง-พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” รอบสื่อมวลชน ขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีกำหนดจัดการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” ขึ้น ในระหว่างวันที่ 7 พฤศจิกายน – วันที่ 8 ธันวาคม 2567 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

สำหรับปี 2567 นี้ นับเป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยอีกวาระหนึ่ง เพื่อเฉลิมฉลอง 2 โอกาสมหามงคลของปวงชนชาวไทย ได้แก่ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 92 พรรษา 12 สิงหาคม 2567 และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ จึงร่วมเฉลิมฉลองโอกาสมหามงคลนี้ คัดเลือกตอน “พระจักราวตาร” อันเป็นตอนที่แสดงกฤษฎาภินิหารของพระจักราหรือพระนารายณ์ ที่อวตารลงมาเป็นพระราม โอรสของท้าวทศรถ กษัตริย์แห่งกรุงอโยธยาเพื่อปราบฝ่ายอธรรม เปรียบประดุจพระราชวงศ์จักรีที่ผดุงความสุขความสงบให้กับพสกนิกรชาวไทยตลอดมา

“พระจักราวตาร” จับตอนตั้งแต่พระอินทร์และเหล่าเทพนิกรพากันไปอัญเชิญพระนารายณ์ ขณะที่ประทับอยู่บนบัลลังก์อนันตนาคราชพร้อมพระลักษมีพระชายา ให้เสด็จลงมาปราบยุคเข็ญ พระนารายณ์จุติลงมาเป็นพระรามและพระลักษมีลงมาเป็นนางสีดา ปฐมเหตุแห่งการต่อสู้ปราบอธรรม คือทศกัณฐ์และพระญาติวงศ์ จากนั้นได้ดำเนินเรื่องเป็นลำดับตั้งแต่ ทศกัณฐ์สั่งให้มารีศแปลงกายเป็นกวางทองเข้าไปล่อลวงพระรามให้ตามกวาง แล้วลักพาตัวนางสีดาขึ้นราชรถเหาะไปยังกรุงลงกา เป็นเหตุให้เกิดสงครามระหว่าง กองทัพพระรามและทศกัณฐ์ เรื่องราวความสนุกจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้น ติดตามรับชมได้ในการแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ตอน “พระจักราวตาร”

นอกจากการแสดงที่วิจิตรงดงามที่แสดงโดยนักแสดงเยาวชนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกและฝึกซ้อมจากครูผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ จนมีฝีมือการร่ายรำอันงดงามถูกต้องตามจารีตแล้ว ผู้ชมจะได้รับฟังการบรรเลงดนตรีและขับร้องเพลงไทยอันไพเราะ รับชมความวิจิตรของเครื่องแต่งกายอันประณีต พบกับความพิเศษของสุดยอดฉากการแสดงที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ของพระจักราวตาร ที่จัดสร้างขึ้นเพื่อการแสดงโขนที่ยิ่งใหญ่บนเวที นับเป็นเวลาเกือบ 2 ทศวรรษ โขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ได้จัดการแสดงโขนเพื่อการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนชาวไทยได้ชื่นชมความงดงามของศิลปะดั้งเดิมของไทยหลากหลายแขนงในการแสดงโขน โดยสิ่งที่เป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินงานคือ พระราชดำรัสเกี่ยวกับการอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ว่า “ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน”นับเป็นความโชคดีของคนไทยและประเทศไทย ที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการแสดงโขนอย่างเอาพระทัยใส่ทุกมิติ เป็นการธำรงนาฏศิลป์ อันทรงคุณค่าของชาติให้สืบทอดอยู่ อีกนานเท่านาน

การแสดงโขนมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ เรื่องรามเกียรติ์ ตอน “พระจักราวตาร” จำหน่ายบัตร บัตรราคา 2,000 บาท, 1,800 บาท, 1,000 บาท, 800 บาทและ 600 บาท (รอบนักเรียน ราคา 180 บาท) ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ทุกสาขา โทร. 0-2262-3456 หรือ www.thaiticketmajor.com

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839141

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน'ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ'ประจำปี 2567

รมว.ศธ.เป็นปธ.เปิดงานวัน’ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ประจำปี 2567

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 21.23 น.

สกสค. คุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567

เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ ท่านทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของ ท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ.2488 จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวี บุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกล ท่าน ๆมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงาน ได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุ เพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่าง ๆร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. “ในนามตัวแทนคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการ สกสค.สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา มูลนิธิทวี บุณยเกตุ และผู้เข้าร่วมงานขอขอบพระคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ เป็นอย่างสูงที่ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ในวันนี้ ท่าน ทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู

3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู ท่าน ทวี บุณยเกตุ ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตา ในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติ ให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้ นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้นนายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจาก จ.กรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนาชาติ” นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506