มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

https://www.naewna.com/local/839738

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

มทร.ธัญบุรี ผุดหลักสูตรใหม่ เน้น AI ลดโลกร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับเอกชน ผุดหลักสูตรประกาศนียบัตร (Non-Degree) “การประยุกต์ใช้ AI และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านวิศวกรรมสำหรับงานติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ภายใต้โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) เพื่อผลิตบุคลากรคุณภาพสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานยุค 4.0 โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบัน เช่น การคำนวณ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การประยุกต์ใช้ AI และการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในงานติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องจักร รวมถึงการพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษ เพื่อรองรับการทำงานร่วมกับต่างชาติ ผู้เข้าอบรมจะสามารถระบุแหล่งคาร์บอนฟุตพรินท์ของโครงการ สื่อสารกับผู้เชี่ยวชาญต่างชาติ และนำเทคโนโลยี AI มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จุดเด่นของหลักสูตรคือการผสมผสานระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติ การเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในภาคอุตสาหกรรม และการเน้นทักษะที่จำเป็นต่อการทำงานในยุคปัจจุบันซึ่งมีความร่วมมือกับภาคเอกชนจาก บริษัท บี คอนซัลแตนท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ทำให้หลักสูตรนี้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานจริง และผู้เรียนมีโอกาสได้ทำงานจริงในโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันผู้เรียนจะได้เรียนรู้และเข้าใจขั้นตอนการติดตั้งอุปกรณ์หรือเครื่องจักรขนาดใหญ่ใน 8 งานสำคัญคือ งานเขียนแบบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ งานจัดหาเครื่องมือเครื่องจักรสำหรับโครงการ งานฐานราก งานโครงสร้างเหล็ก งานวางอุปกรณ์และเครื่องจักร งานระบบท่อและงานเชื่อมท่อระบบปรับอากาศ งานไฟฟ้าและเครื่องมือวัดพื้นฐาน รวมถึงงานการทดสอบการใช้งาน และได้กำหนดโมดูลการฝึกอบรมไว้ทั้งหมด12 โมดูล จำนวน 36 วัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวหลักสูตรนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศให้มีความรู้ความสามารถสอดคล้องกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป และยังเป็นไปตามนโยบายของ นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ต้องการผลิตกำลังคนด้านปัญญาประดิษฐ์ จำนวน 50,000 คน ภายใน 5 ปีโดยเริ่มฝึกอบรมวันแรกที่ อาคาร 8 ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล ชั้น 2 ห้อง 822 มทร.ธัญบุรี โดยมี นารีรัตน์ธนะเกษม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาศักยภาพและเผยแพร่องค์ความรู้ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เป็นวิทยากร

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

https://www.naewna.com/local/839736

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

‘ศุภมาส’ นำวิทยาศาสตร์ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตนมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนและเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารในเรื่องคุณภาพชีวิต และน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่มีคุณภาพและความปลอดภัย โดยกระทรวง อว. มีนโยบายเน้นย้ำให้นำผลงานวิจัย นวัตกรรมดี ตอบโจทย์ตรงความต้องการและปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน พร้อมทั้งการพัฒนากำลังคนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตนได้มอบหมาย กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อนภารกิจที่สอดคล้องกับนโยบายฯ เพื่อให้บริการดูแลประชาชนเป็นอย่างดี ด้วยองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์เข้าแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทั่วทุกภูมิภาคโดยเฉพาะในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลที่มีปัญหาน้ำดื่ม น้ำใช้ไม่ได้คุณภาพและไม่ปลอดภัย เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและเด็กๆ จะได้มีน้ำดื่มที่สะอาดมีคุณภาพและปลอดภัย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อน้ำดื่ม และตั้งเป้าหมายภายในปี พ.ศ.2569 ทุกพื้นที่ของประเทศไทยจะมีน้ำดื่มน้ำใช้ที่สะอาดและปลอดภัย เพื่อลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล

กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการปรับปรุงคุณภาพน้ำดิบเพื่อการอุปโภค-บริโภค และมีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้หน่วยงานเครือข่ายมากว่า 20 ปี ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศได้ดำเนินการวิจัยพัฒนาและติดตั้งเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงราคาถูกมาก สามารถผลิตได้เองในพื้นที่จนประสบความสำเร็จสามารถนำไปใช้ได้จริงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติ โดยให้ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตเครื่องกรองน้ำและการบำรุงรักษาให้แก่ครู เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบุคลากรทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมที่ดีขึ้นให้กับเด็ก เยาวชน และประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า กรมวิทย์บริการ เป็นหน่วยงานหลักด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นในทุกด้าน โดยเฉพาะปัญหาน้ำดื่มน้ำใช้ที่ไม่ได้คุณภาพและความปลอดภัยในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกล ขณะนี้ กรมวิทย์บริการได้ร่วมมือกับกรมอนามัย กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่่ รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบจ. เทศบาล อบต. เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ร่วมกันว่า“ปัญหาเรื่องน้ำบริโภคที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์คุณภาพส่งผลกระทบต่อปัญหาด้านสุขภาพอนามัยของเด็ก เยาวชน และประชาชนในพื้นที่ จะต้องหมดไปและได้รับการแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน ภายในปี พ.ศ.2569” ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในการพัฒนาและจัดการองค์ความรู้ การบริหารจัดการน้ำอุปโภคและน้ำบริโภค การดูแลระบบ รวมถึงการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่ เพื่อให้เกิดประสิทธิผลในการพัฒนาระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำอุปโภคและบริโภคแก่โรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่โครงการพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติ และพื้นที่ในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ตนได้เน้นย้ำให้ถ่ายทอดความรู้แก่บุคลากรในพื้นที่เพื่อให้เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน พึ่งตนเองได้ นอกจากนี้ได้สั่งการให้มีการลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ และมอบหมายให้ “สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน” จัดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ “หลักสูตรการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำบริโภคยั่งยืน” ให้แก่บุคลากรภายในหน่วยงานต่างๆ ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเครื่องกรองน้ำ การติดตั้งและการบำรุงรักษาเครื่องกรองน้ำด้วยตนเอง

อธิบดีกรมวิทย์บริการ ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อการดำเนินการบรรลุเป้าหมายจะส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นทั้งยังมีสุขภาพที่ดี มีความปลอดภัย และที่สำคัญด้วยพลังความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่ได้ลงปฏิบัติงานจริงในพื้นที่จะไม่เพียงแต่แก้ไขปัญหาน้ำดื่มเท่านั้น แต่เมื่อพบปัญหาอื่นๆ ก็จะนำมาช่วยกันแก้ไขปัญหาดูแลพี่น้องประชาชน ด้วยหลักการ “เรานำวิทยาศาสตร์สู่การดูแลประชาชน” ซึ่งเน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืนพึ่งตนเองได้ ตามแนวทางหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

https://www.naewna.com/local/839711

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

ศธ.ขับเคลื่อนนโยบาย Zero Dropout พบเด็กตกหล่นระบบการศึกษากว่า 3 แสนคน

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.31 น.

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่า ที่ประชุมได้ติดตามโครงการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Zero Dropout พบว่า ขณะนี้มีเด็กและเยาวชนที่ไม่มีชื่อในระบบการศึกษาภาคบังคับ (ป.1 – ม.3) หรืออายุ 6 – 18 ปี จำนวน 394,039 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ตุลาคม 2567) โดย กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) มีแนวทางการสำรวจข้อมูลเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบเพิ่มเติม ตั้งแต่ระดับตำบล ผ่านแพลตฟอร์ม LD รายงานต่อ สกร.ระดับอำเภอ เพื่อวางแผนและออกแบบการสำรวจและติดตามในพื้นที่อำเภอ และจังหวัด พร้อมประสานแลกเปลี่ยนกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เพื่อให้เป็นฐานข้อมูลทิศทางเดียวกัน

ส่วน สพฐ.ได้ดำเนินการโครงการพาน้องกลับมา และพาการศึกษาไปหาน้อง (Zero Dropout) เรียนดี มีความสุข ใน 245 เขตพื้นที่การศึกษา และในปี 2568 เตรียมขยายผลต่อเนื่อง

“ผมได้มอบหมายให้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นหน่วยงานหลักจัดทำฐานข้อมูล คำจำกัดความให้ตรงและเป็นข้อมูลเดียวกัน และมอบให้ สป.จัดทำระบบข้อมูลสารสนเทศรายบุคคลในภาพรวมของ ศธ.เพื่อให้ทุกหน่วยงานสามารถมีส่วนร่วมในการอัพเดตข้อมูลในระบบได้ ทั้งนี้ จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการในเรื่องนี้โดยตรง” รมว.ศธ.กล่าว

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

https://www.naewna.com/local/839585

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร  ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

5 องค์กรภาคีผนึกกำลัง เปิดหลักสูตร ‘โอกาสธุรกิจสุขภาพและการแพทย์สำหรับผู้บริหารระดับสูง’รุ่นที่ 5

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผศ.ดร.จันทร์จิรา วงษ์ขมทอง ผู้อำนวยการหลักสูตร “WELLNESS & HEALTHCARE BUSINESS OPPORTUNITY PROGRAM FOR EXECUTIV (WHB)” กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์, บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย)จำกัด, ภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก บัณฑิตวิทยาลัยคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และ บริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด โดย International Wellness & Healthcare Academy ได้ร่วมมือกันจัดการเรียนหลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 เพื่อตอบสนองนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ครบวงจรของประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านบริการสุขภาพและการแพทย์ของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพูนเครือข่ายพันธมิตรระหว่างผู้ประกอบการ นักธุรกิจด้านสุขภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ และผู้บริหารระดับสูงจากคณะวิชาด้านการแพทย์หรือด้านสุขภาพหรือธุรกิจบริการ หรือผู้ที่สนใจธุรกิจด้านสุขภาพ และอุตสาหกรรมการแพทย์ในอนาคต อีกทั้งมุ่งเสริมความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ ความก้าวหน้า โอกาสและการลงทุนในธุรกิจเกี่ยวกับเวลเนสและเฮลแคร์ขณะเดียวกันมุ่งเสริมสร้างให้เกิดการขยายเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผสานความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปใช้ต่อยอดธุรกิจเดิมหรือพัฒนาธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์

นพ.กุลธนิต วนรัตน์ ผู้อำนวยการกองการแพทย์ทางเลือก กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยฯมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเป็นศูนย์กลางบริการสุขภาพของโลกผ่านการดำเนินการตามนโยบายของนพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ที่มีกลยุทธ์ 3 สร้าง ดังนี้ 1.สร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายบริการทั้งในและต่างประเทศ 2.สร้างความเชื่อมั่น ด้วยนวัตกรรม งานวิจัย ประสิทธิผลและความปลอดภัยของยาสมุนไพรในกลุ่มอาการที่พบบ่อย และ 3.สร้างมาตรฐานและยกระดับบริการทางการแพทย์ และสถานประกอบการด้านสุขภาพให้เป็นที่ยอมรับ โดยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตรในครั้งนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและด้านการแพทย์ ส่งเสริมผู้ประกอบการภาคเอกชน ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นจุดหมายด้านเวลเนสและเฮลท์แคร์ที่มุ่งสู่ระดับโลกต่อไป

นายสันติพงษ์ วงค์ทะเนตร ผู้อำนวยการกองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้ยั่งยืนด้วยนวัตกรรม โดยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการส่งเสริมพัฒนาและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจสุขภาพและความงามของไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว การเข้าสู่สังคมสูงวัย และเทรนด์การดูแลสุขภาพควบคู่กับการมีคุณภาพชีวิตที่ดี ดังนั้นการเข้าร่วมเป็นองค์กรภาคีจัดการเรียนหลักสูตร WHB จะเป็นอีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจและผู้ประกอบการด้านสุขภาพและการแพทย์ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร.ชวพล จริยาวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท หัวเหว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า หัวเหว่ยพร้อมช่วยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสำหรับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร โดยร่วมดำเนินการมาตั้งแต่รุ่นที่ 1 จนถึงปัจจุบันด้วยการสนับสนุนเรื่องการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลและระบบอุตสาหกรรมอัจฉริยะ เพื่อสร้างนวัตกรรมการบริการสำหรับผลักดันการบริการด้านสุขภาพและการแพทย์ของประเทศไทยให้เข้าสู่การเปลี่ยนผ่านเชิงไอซีที โดยเทคโนโลยีดิจิทัลและเครือข่าย 5G จะเข้ามาช่วยให้เกิดการบริการทางการแพทย์และบริการสุขภาพในรูปแบบดิจิทัล และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสถานพยาบาลต่างๆ ทำให้งานด้านการส่งข้อมูลการดูแลผู้ป่วย การเก็บข้อมูลวิเคราะห์ และการสั่งงานจากระยะไกลสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ.นพ.มาซาฮิริ ฮาชิซึเมะ ประธานภาควิชานโยบายด้านสุขภาพของโลก มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาควิชาฯได้ร่วมมือกับองค์กรภาคีในประเทศไทย จัดหลักสูตร WHB ตั้งแต่รุ่นที่ 1 เป็นต้นมา โดยตนและคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยโตเกียวจะเดินทางมาที่ประเทศไทย เพื่อบรรยายเรื่องเวลเนส และมาตรการในการลดผลกระทบของมลภาวะและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ดำเนินการในประเทศญี่ปุ่นและประเทศต่างๆ ซึ่งประเทศไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ นอกจากนั้น เมื่อเสร็จสิ้นการเรียนในประเทศไทยแล้ว เรายังได้จัดให้มีการศึกษาดูงานเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพ และการบริหารจัดการสถานดูแลและที่พักอาศัยของผู้สูงอายุที่เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยของโลกในประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สมอาจ วงษ์ขมทอง ประธานหลักสูตรฯ และประธานบริษัท ไทยพัฒนาสุขภาพ จำกัด กล่าวว่า หลักสูตร WHB รุ่นที่ 5 มุ่งผลลัพธ์ เพื่อให้เกิดการรังสรรค์ธุรกิจใหม่ด้านเวลเนสที่ทันสมัยหรือด้านเฮลแคร์ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยเกิดขึ้นจริงระหว่างการเรียนและหลังจบหลักสูตร โดยมี 5 ชุดความรู้ที่สำคัญ ประกอบด้วยชุดที่ 1 เรื่อง Medical Hub เน้นเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเป็นเลิศในการให้บริการด้านสุขภาพและการรักษาพยาบาลของไทยในระดับนานาชาติ ชุดที่ 2 เรื่อง Wellness ที่ประเทศไทยมีมูลค่าตลาดของธุรกิจเวลเนสในปี 2567 ไม่น่าจะต่ำกว่า1.5 ล้านล้านบาท และจะมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงขึ้น ชุดที่ 3เรื่องธุรกิจที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุ ปัจจุบันประชากรไทย 1 ใน 5 คนเป็นผู้สูงอายุ ดังนั้นธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุจะขยายตัวอย่างมากชุดที่ 4 เรื่อง Healthtech และ Wellnesstech การประยุกต์ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและ AI ในบริการสุขภาพและการรักษาพยาบาลจะมีความก้าวหน้าและแพร่หลายขึ้นมาก และชุดที่ 5 เรื่องธุรกิจในอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ซึ่งเป็น New S Curve Business ของอุตสาหกรรมการแพทย์ในวิถีใหม่ นอกจากการบรรยายโดยวิทยากรแนวหน้าจากภาครัฐและเอกชน แล้วยังมีการศึกษาดูงานธุรกิจชั้นนำของโลกทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้นผู้บริหารระดับสูง (ระดับ 9 ขึ้นไป หรือเทียบเท่า) ผู้ประกอบการ และผู้สนใจสมัครเรียนได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2567 โดยกรอกใบสมัครออนไลน์ได้ที่ https://whb.info/whb/application/ ค่าธรรมเนียมการเรียน 229,000 บาท โดยเริ่มเรียนในวันที่ 24 ม.ค.-30 พ.ค.2568 ที่โรงแรมอนันตา สยาม กรุงเทพฯ ถนนราชดำริ สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ประสานงานหลักสูตร WHB โทร. 06-59494741, 087-3325640, 098-7991499

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

https://www.naewna.com/local/839584

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส  จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

TFII มจพ. ร่วมกับ ม.ลอร์แรน ประเทศฝรั่งเศส จัดประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส (TFII) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยลอร์แรน (University of Lorraine) ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันจัดงานประชุมวิชาการนานาชาติ “International Conference on Materials and Energy (ICOME 2024)” เป็นครั้งแรก ณ ประเทศไทย ระหว่าง วันที่ 30-31 ตุลาคม 2567 ณ โรงแรม อวานี รัชดา กรุงเทพ

ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ นาย Jean-Claude Poimbœuf เอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ประจำประเทศไทย เป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน 2024 (ICOME 2024) และมีศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานประชุม เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปีของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและครบรอบ 34 ปี ความร่วมมือระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่ได้จัดตั้งสถาบันนวัตกรรมเทคโนโลยีไทย-ฝรั่งเศส (TFII) โดยนักวิจัยชั้นนำได้นำเสนอผลงานวิจัยที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ในด้านวัสดุและพลังงาน

การประชุมวิชาการครั้งนี้ มีผลงานวิจัยเข้าร่วมนำเสนอกว่า 140 ผลงาน จากนักวิจัย 21 ประเทศทั่วโลกมีการบรรยายพิเศษจากวิทยากรชั้นนำจากประเทศไทย ฝรั่งเศส และอินเดีย นำเสนองานวิจัยใหม่ล่าสุดในด้านพลังงานและวัสดุ นอกจากนี้ มีรางวัลสนับสนุนนักวิจัยจากสถานทูตฝรั่งเศสในประเทศไทย และจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และความร่วมมือระหว่างประเทศมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) และมหาวิทยาลัยลอร์แรน (University of Lorraine) ประเทศฝรั่งเศส ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงาน (ICOME 2024) เป็นครั้งแรก ณ ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 30-31 ตุลาคม 2567 โดยได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกมาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรม

ศ.ดร.สุชาติ เซี่ยงฉิน อธิการบดี มจพ. กล่าวว่า “การเฉลิมฉลองครั้งนี้ เป็นประวัติศาสตร์ ความร่วมมืออันยาวนานตลอด 34 ปีที่ผ่านมา” ด้านห้องปฏิบัติการ EE-TFRC ของ มจพ. ห้องปฏิบัติการ GREEN ของมหาวิทยาลัยลอร์แรนที่ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนนักวิจัย การตีพิมพ์ผลงานร่วมกัน และโครงการปริญญาร่วม (Double Degree) ระหว่าง มจพ. และมหาวิทยาลัยลอร์แรน

การประชุมวิชาการ ICOME 2024 แสดงถึงพลังของความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศฝรั่งเศส และนักวิจัยจากนานาชาติ ในการเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุและพลังงาน ในงานประชุมวิชาการนี้มีผู้สนับสนุนจากภาควิชาการและภาคเอกชนบริษัทต่างๆ เข้าร่วมมากมาย การประชุมวิชาการนานาชาติด้านวัสดุและพลังงานในครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือและความเป็นหุ้นส่วนทางวิจัยใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาในสาขาพลังงานและวัสดุศาสตร์ทั่วโลกต่อไป

สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/839583

สกสค. คุรุสภา - มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน  ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

สกสค. คุรุสภา – มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ร่วมจัดงานวัน ‘ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ’ ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานวัน “ทวี บุณยเกตุกับความเป็นนานาชาติ” ประจำปี 2567 เนื่องในโอกาสที่ท่านทวี บุณยเกตุอสัญกรรมมาแล้วครบ 53 ปี ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2567 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของท่านทวี บุณยเกตุ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 5 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คนที่ 12 และผู้ก่อตั้งคุรุสภาตามพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488จัดงานโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวี บุณยเกตุ โดยมี ดร.พีระพันธ์ เหมะรัตเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา พร้อมด้วยคณะกรรมการมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ผู้บริหาร และพนักงานเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และแขกผู้มีเกียรติร่วมงาน ณ หอประชุมคุรุสภา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน รับมอบเงินสมทบทุนมูลนิธิทวี บุณยเกตุ จากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิ และมอบทุนการศึกษาของมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ประจำปีการศึกษา 2567 ให้แก่เด็กนักเรียนที่เรียนดี ว่า “ท่านทวีบุณยเกตุ เป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่และมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่กว้างไกลท่านมีรากฐานทางความคิดอันนำไปสู่การยอมรับในที่สุดว่า “วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง” ทัดเทียมกับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ รวมทั้งเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภา ตามพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ทั้ง 3 หน่วยงานได้สานต่อปณิธานของท่านทวี บุณยเกตุเพื่อพัฒนาครูให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพสมกับเป็นวิชาชีพชั้นสูงครูเป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาการศึกษาของชาติ การให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศ จะส่งผลถึงการทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน หรือการทำงานต่างๆ ร่วมกัน เพื่อจะพัฒนา ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความฉลาดรู้ ฉลาดคิดและฉลาดทำ นำมาสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ด้าน ดร.พีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวว่า ท่านทวี บุณยเกตุ ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นนักการศึกษาที่ยิ่งใหญ่ มีความเข้าใจการศึกษาและชีวิตความเป็นอยู่ของครูเป็นอย่างดีดังจะเห็นได้จากการริเริ่มแนวคิดเสนอให้มีการตราพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 โดยมีสาระสำคัญ 3 ประการ คือ 1.เพื่อให้ความคิดเห็นเป็นสภาที่ปรึกษาและรักษานโยบายการศึกษาของชาติ 2.เพื่อช่วยฐานะครู 3.เพื่อให้ครูปกครองครู และทำหน้าที่แทน ก.พ. ซึ่งในพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้กำหนดให้มีสภาครูในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” ท่าน ทวี บุณยเกตุ จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ก่อตั้งคุรุสภาอันเป็นสภาแห่งวิชาชีพครู และเป็นมรดกตกทอดมาจนถึงทุกวันนี้ ถือได้ว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญและเป็นผู้มีคุณูปการทางการศึกษาของชาติอย่างยิ่ง ปัจจุบันได้มีตราพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ให้เป็นกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ด้วยเป็นเหตุผลสำคัญอย่างยิ่งที่จะสืบทอดประวัติศาสตร์และเจตนารมณ์แห่งสภาวิชาชีพครู

ท่านทวี บุณยเกตุ อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514 สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และมูลนิธิทวีบุณยเกตุ จึงร่วมกันจัดงานวัน “ทวี บุณยเกตุ” ผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและแสดงความกตัญญูกตเวทิตาในการยกย่องผู้มีคุณูปการต่อประเทศชาติให้เป็นตัวอย่างแก่เด็กและเยาวชนรุ่นหลังสืบไปการจัดงานในวันนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและระลึกถึงคุณงามความดี แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อท่าน ทวี บุณยเกตุ, 2.เพื่อสร้างความตระหนักในการส่งเสริมวิชาชีพครู และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลในวงการศึกษาที่สร้างคุณูปการต่อวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาของชาติ 3.เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ และประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงคุณงามความดี และแสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้วางรากฐานวิชาชีพครู

สำหรับกิจกรรมในงานวันนี้นอกจากพิธีสักการะพิธีบวงสรวงสักการะ องค์พระพฤหัสบดี พิธีพระบรมสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) และสักการะรูปปั้น นายทวี บุณยเกตุ พิธีสงฆ์ และพิธีสงฆ์ซึ่งได้ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว จะทำการมอบทุนให้กับนักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกตามประกาศมูลนิธิ จำนวน 6 ทุน ทุนการศึกษาละ 5,000 บาท เป็นตัวแทนนักเรียนทุนจากกรุงเทพฯ จ.นครปฐม จ.นนทบุรี จ.สมุทรสาคร และ จ.สมุทรปราการ การรับมอบเงินสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาต่อมูลนิธิฯ พร้อมมอบเข็มที่ระลึก และกิจกรรมการเสวนาภาษาอังกฤษในหัวข้อ “ทวี บุณยเกตุ กับความเป็นนานาชาติ”นำเสนอประวัติ ผลงาน การศึกษาต่อต่างประเทศ และแนวคิดที่ทันสมัยจากหนังสือพ่อสอนลูกของท่านทวีที่ยังนำมาปรับใช้ได้ในปัจจุบัน ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษามูลนิธิทวี บุณยเกตุ และคณะในแต่ละปีมูลนิธิทวี บุณยเกตุ ได้ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กนักเรียนที่ยากจน เรียนดี และมีความประพฤติดีในระดับมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพ จึงขอเชิญ ผู้ที่มีความประสงค์ร่วมสมทบทุนมูลนิธิฯ ได้ที่บัญชีออมทรัพย์ชื่อบัญชี มูลนิธิทวี บุณยเกตุ ธนาคารกรุงไทย เลขที่บัญชี 059-020-1506

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

https://www.naewna.com/local/839617

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! 'คุรุสภา'สั่งพักงาน'นิติกร'-สอบวินัยร้ายแรง

เซ่นคลิปเสียงหลุด!!! ‘คุรุสภา’สั่งพักงาน’นิติกร’-สอบวินัยร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.21 น.

ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อออนไลน์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย.67 กรณีมีการเผยแพร่คลิปเสียงนิติกร ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา พูดคุยในเรื่องการยื่นอุทธรณ์คำวินิจฉัยการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ กับรองผู้อำนวยการโรงเรียน โดยมีลักษณะข่มขู่ไม่ให้ยื่นอุทธรณ์นั้น

วันนี้ (5 พ.ย.67) ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ทราบเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว ขณะนี้ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมทั้งมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งพักงานนิติกรรายดังกล่าว เมื่อวันที่ 4 พ.ย.67 ที่ผ่านมา

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า กรณีนี้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องกับการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ถูกกล่าวโทษตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชน เมื่อปี พ.ศ.2564 กรณีมีการทุจริตโครงการคนละครึ่ง และโครงการเราเที่ยวด้วยกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาอุทธรณ์

“สำหรับกรณีที่เกิดขึ้น คุรุสภาไม่นิ่งนอนใจ และจะดำเนินการตามกระบวนการของกฎหมาย และให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งสองฝ่ายโดยเร็วที่สุด” ผศ.ดร.อมลวรรรณ กล่าว

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

https://www.naewna.com/local/839598

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 67 ห่วงการให้อภัย-พอเพียงลดลง

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 19.03 น.

วธ.เผยผลสำรวจพฤติกรรมคนไทย ปี 2567 ชี้ภาพรวมมีการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมเพิ่มขึ้น ห่วงการให้อภัย – พอเพียงลดลง

กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยผลสำรวจประชากรอายุ 13 ปีขึ้นไป มีกิจกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนการมีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งเป็นตัวชี้วัดของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) และสอดคล้องกับเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อสะท้อนทัศนคติ ค่านิยม และการประพฤติตนตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม ปี 2567 พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังคงมีพฤติกรรมการปฏิบัติตนที่สะท้อนคุณธรรมในภาพรวม 6 ด้านเพิ่มขึ้น (ด้านการช่วยเหลือผู้อื่น ด้านการตอบแทนผู้มีพระคุณ ด้านการให้อภัย ด้านความพอเพียง ด้านความมีวินัย และด้านความซื่อสัตย์สุจริต) โดยมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 92.06 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.9 จากปี 2566 (ร้อยละ 91.07)

นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า การสำรวจครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ดำเนินการร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างอายุ 13 ปีขึ้นไป จำนวน 18,465 คนทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ที่เครือข่ายชุมชนและองค์กรภาคส่วนต่างๆ จัดขึ้นทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยใช้เครืองมือการสำรวจด้วยข้อคำถามคุณธรรม 6 ด้าน ผลการสำรวจชี้ให้เห็นว่า คุณธรรมที่ประชาชนมีการปฏิบัติมากที่สุด คือ “การตอบแทนผู้มีพระคุณ” อยู่ที่ร้อยละ 93.29 แสดงถึงคนไทยยังมีความกตัญญู เคารพต่อบุพการีและผู้อุปการะ รองลงมาคือ “การช่วยเหลือผู้อื่น” ร้อยละ 93.13 ซึ่งสะท้อนถึงความมีน้ำใจและจิตสาธารณะของคนไทย ขณะที่ “ความมีวินัย” อยู่ที่ร้อยละ 92.59 และ “ความซื่อสัตย์สุจริต” ร้อยละ 92.44 ตามลำดับ

ส่วนคุณธรรมที่พบว่ามีแนวโน้มลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา คือ “การให้อภัย” พบว่ามีอัตราการปฏิบัติอยู่ที่ร้อยละ 91.24 เช่นเดียวกับ “ความพอเพียง” ร้อยละ 89.66 ซึ่งทั้งสองด้านนี้แม้ว่าจะอยู่ในระดับที่ดีแต่ยังคงมีการปฏิบัติน้อยกว่าด้านอื่นๆ และต้องได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่องเพื่อยกระดับให้สูงขึ้นเพื่อให้เกิดความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความหลากหลาย ขณะเดียวกันหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นแนวทางสำคัญในการดำเนินชีวิตที่จะช่วยให้เรารู้สึกเพียงพอและมีความสุข ให้ตระหนักและเห็นคุณค่าของการทำความดีต่อตนเองและสังคมมากขึ้น ทั้งนี้ จะได้รายงานผลการสำรวจต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อกำหนดแนวทางและนโยบายในการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติต่อไป

รมว.วธ.กล่าวต่ออีกว่า ในปี 2568 กรมการศาสนามีแผนที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกับเครือข่ายทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) โดยส่งเสริมกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เกิดการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน พร้อมกับสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในชุมชนและองค์กร เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังเล็งเห็นถึงความสำคัญของการใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคุณธรรม โดยมีแผนที่จะร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ และสื่อออนไลน์ต่างๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับคุณธรรม นำเสนอตัวอย่างที่ดี ทำคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ให้เข้าใจและเห็นความสำคัญของการปฏิบัติตนตามหลักคุณธรรม พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญูอย่างลึกซึ้ง จนเกิดการนำไปปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน

ทั้งนี้ กรมการศาสนา และภาคีเครือข่าย ยังคงเดินหน้าผลักดันให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรม “พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา กตัญญู” เพื่อยกระดับคุณธรรมในสังคมไทยไปสู่เป้าหมายของแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ.2566 – 2570) ต่อไป

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

https://www.naewna.com/local/839348

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

‘อธิบดี สกร.’ เผยไทม์ไลน์ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สกร.

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ว่า คณะรัฐมนตรีรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงในเรื่องนี้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) เสนอ

กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 18 พฤษภาคม 2566 โดยพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ มีสถานะเป็นนิติบุคคล และเป็นกรมตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในบังคับบัญชาของรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีภารกิจเกี่ยวกับการจัด ส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง การเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ และการเรียนรู้ในรูปแบบอื่นที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน เพื่อให้บุคคลมีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ทักษะชีวิตที่สอดคล้องและ เท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้น หรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น

จึงกำหนดโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการภายในกรม ออกเป็น 2 กลุ่ม 7 กองดังนี้ 1.กลุ่มตรวจสอบภายใน 2.กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร 3.สำนักงานเลขานุการกรม 4.กองบริหารทรัพยากรบุคคล 5.กองมาตรฐานและส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิ 6.กองยุทธศาสตร์และแผนงาน 7.กองส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ 8.ศูนย์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ 9.ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์

นายธนากร กล่าวต่อว่า หลังจากนี้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะแจ้งมติคณะรัฐมนตรีและส่งร่างกฎกระทรวงให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตามบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน

เมื่อกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ฯ มีผลใช้บังคับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จะเร่งดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดตำแหน่งของข้าราชการในส่วนราชการที่ปรากฏตามกฎกระทรวง โดยเสนอ อ.ก.พ. กระทรวง และสำนักงาน ก.พ. พิจารณาตามลำดับ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2568 หลังจากนั้นจะสามารถดำเนินการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญทั้งระบบได้

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568 ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

https://www.naewna.com/local/839347

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568  ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

สอศ.ปักธงยกระดับอาชีวะไทย ปี 2568 ด้วย 8 ยุทธศาสตร์ สร้างคนคุณภาพสู่โลกอนาคต

วันอังคาร ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 พร้อมบรรยายพิเศษการพัฒนาอาชีวศึกษา 8 Agendaพัฒนาอาชีวศึกษา “ทำดี ทำได้ทำทันที” OVEC ONE TEAMโดยมี นายสมชาย ลีหล้าน้อยรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวต้อนรับ ร่วมด้วย นายวิทวัต ปัญจมะวัต นายสง่าแต่เชื้อสาย นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารส่วนกลาง ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ภาครัฐและเอกชน และผู้เกี่ยวข้อง กว่า 700 คนเข้าร่วมประชุม ณ วิทยาลัยเทคนิคนครศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่าการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568ในครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ทุกท่านจะได้ทราบแนวนโยบาย และร่วมกันทบทวนถึงผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รวมถึงเป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนอาชีวศึกษาสู่ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 ตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งที่ผ่านมา ครู อาจารย์ ผู้บริหาร และภาคส่วนต่างๆ คือ กลไกทำให้เกิดความสำเร็จ ได้ร่วมมือกันอย่างดีในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จําเป็น 3 ด้าน คือ ทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะชีวิต ขับเคลื่อนผู้เรียนอาชีวะมีรายได้ระหว่างเรียน พัฒนาหลักสูตรใหม่ๆ ขับเคลื่อนการจัดการศึกษาภายใต้ศูนย์ CVM และ Excellent Center สร้างผู้เรียนให้มีสมรรถนะสูง เช่น พาณิชย์นาวียานยนต์สมัยใหม่ EV และนำ AI Digital มาใช้ในการเรียนการสอน ร่วมกับสถานประกอบการปรับหลักสูตรสอดคล้องให้ผู้เรียนมีสมรรถนะ จบแล้วมีงานทำตรงตามความต้องการที่หลากหลายทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจและบริการ ภาคการโรงแรม ซึ่งจะเห็นถึงการพัฒนายกระดับอาชีวศึกษาที่เกิดขึ้น และการปรับหลักสูตรอาชีวศึกษาด้านเกษตร ยกระดับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี ซึ่ง รมว.ศธ.เน้นย้ำ การจัดการเรียนการสอนเป็นสมัยใหม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน และในปี 2568 นี้ ทุกท่านคือส่วนร่วมในการขับเคลื่อนการเรียนการสอนด้วยแนวทาง “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” สร้างความสามัคคี ปูพื้นฐานต่างๆแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อความสำเร็จของอาชีวศึกษา ร่วมกันขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาประเทศชาติต่อไป

โดย สอศ. ขับเคลื่อนอาชีวศึกษา ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” ด้วยนโยบายการพัฒนาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 “8 Agendaพัฒนาอาชีวศึกษา ทำดี ทำได้ ทำทันที OVEC ONE TEAM” ดังนี้ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime), 2.ปฏิรูประบบอาชีวศึกษาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา, 3.เสริมสร้างอาชีวศึกษาแห่งความสุข ปลอดภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, 4.พัฒนาทักษะและสมรรถนะวิชาชีพกำลังคน (Skill Certificate), 5.พัฒนาภาคีเครือข่ายและเสริมพลังความร่วมมือ, 6.ยกระดับการบริหารและพัฒนาบุคลากรอาชีวศึกษา, 7.เสริมสร้างภาพลักษณ์อาชีวศึกษายุคใหม่ และ 8.เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาชีวศึกษา