นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

https://www.naewna.com/local/840259

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.03 น.

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ทีม 19 มะดันศิลปากร) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกการสื่อสารเชิงธุรกิจ (เน้นการลูกค้าสัมพันธ์) หรือ BC-CRM คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับรางวัล Best Young Influencer Award  ในฐานะตัวแทนจากทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร จากเวทีระดับประเทศ Thailand Influencer Awards 2024 โดยรางวัลนี้เป็นผลมาจากโครงการ “Young Influencer Challenge Thailand 2023: ชวนยูสร้างรอยยิ้ม”

ที่สร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนาสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงพลัง นำความคิดสร้างสรรค์ พร้อมนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแผนการตลาดจำหน่ายสินค้าชุมชนในโครงการ “ชุมชนยิ้มได้ โดย กลุ่ม ปตท.” ผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างประสบการณ์จริง ซึ่งตลอดการแข่งขันมีเยาวชนเข้าร่วม 30 ทีม กว่า 137 คน จาก 10 มหาวิทยาลัย ได้แสดงศักยภาพในการสื่อสารการตลาดทางออนไลน์ให้กับสินค้ากับชุมชน โดยศึกษาอัตลักษณ์สินค้าชุมชนร่วมกับชุมชนเจ้าของสินค้านั้น ๆ อย่างจริงจังจนมาสู่การวางแผนการตลาด

ทำให้สามารถสร้างรายได้ในการจำหน่ายสินค้าส่งเสริมให้สินค้าชุมชนในโครงการฯ เป็นที่รู้จักแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการจุดประกายความตระหนักในบทบาทของเยาวชนไทยในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนยั่งยืนได้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

https://www.naewna.com/local/840200

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.24 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียน วัดสมหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)สุราษฎร์ธานี-ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี  ว่า  โรงเรียนวัดสมหวัง เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ มีการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพตามหลักพระพุทธศาสนา คือ กิน ดู อยู่ ฟัง ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนและตรวจดูห้องสุขาของโรงเรียน ตามโครงการสุขาดีมีความสุขแล้ว ตนได้เน้นย้ำกับ ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ ผอ.โรงเรียน ว่าให้ปรับปรุงและพัฒนาห้องสุขาให้สะอาด ปลอดภัย มีกลิ่นหอม ถูกสุขลักษณะ และให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และเพื่อฝึกนิสัยความรับผิดชอบ และให้จัดแบ่งนักเรียนดูแลห้องน้ำผนวกกับโครงการคุณธรรมของโรงเรียนด้วย

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนที่สอง โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 เป็นโรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ และเป็นสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม โดยในการตรวจเยี่ยม เด็ก ๆ ได้นำเสนอเรื่องสุขาดีมีความสุข ซึ่งฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เพราะนักเรียนบอกว่านักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความสุขและอยากมาโรงเรียน ที่สำคัญยังได้ฝึกเรื่องความรับผิดชอบ จะได้เป็นนิสัยติดตัวเวลาไปใช้ห้องน้ำที่อื่น ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม นอกจากนี้โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 ยังมีจุดเด่นเรื่องของการเรียนแบบสะเต็มศึกษา โดยเด็กนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาศึกษาเรียนรู้ และออกแบบการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี แล้วนำไปใช้ในสถานที่จริง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาจัดการเรียนการสอนถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆมาอย่างต่อเนื่อง

“ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเน้นที่ทำให้นักเรียนอยากมาโรงเรียน และทำให้โรงเรียนมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการตอบโจทย์ ”เรียนดี มีความสุข“ ซึ่งผมได้ขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ  ทั้ง ผอ. สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ผอ. สพม.สุราษฎร์ธานี-ชุมพร และผอ.โรงเรียนทั้ง 2 แห่ง  ดำเนินการเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วน่าอยู่  โรงเรียนเป็นที่แห่งความปลอดภัย เป็นที่แห่งความสุข ซึ่งจะนำไปสู่ เป้าหมายตามนโยบายเรียนดี มีความสุข” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว และว่า ขณะนี้ โรงเรียนสังกัด สพฐ.ได้ปรับปรุงห้องสุขาทุกแห่งแล้ว ตามบริบทของโรงเรียน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อ ส่วนเรื่องเด็ก Dropout ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น เท่าที่ได้รับรายงานจาก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พบว่า  มีเด็ก Dropout กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 30 -40 คน จากเด็กทั้งหมด 60,000 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องของการอพยพย้ายถิ่น เท่าที่ดูคาดว่าน่าจะมีมากที่เกาะสมุย เพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่พาลูกมาด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะกลับไปทำนา เด็กก็ต้องติดตามผู้ปกครองไปด้วย จึงทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้น จึงมอบหมายให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯไปคิดระบบดูแลนักเรียน เรื่องระบบการส่งต่อนักเรียน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะห้ามไม่ให้เด็กย้ายตามผู้ปกครอง แต่เมื่อเด็กต้องย้ายที่อยู่เด็กต้องสามารถไปเรียนต่อในพื้นที่ใหม่ได้ เด็กจะต้องไม่ตกหล่นจากระบบการศึกษา
 

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

https://www.naewna.com/local/840199

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

สพฐ.ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.22 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. , นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.พร้อมทั้งคณะผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนประชาชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคจตุปัจจัยทำบุญ และร่วมเป็นเจ้าภาพพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน

ในการที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐิน ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามที่ขอพระราชทานเพื่อน้อมนำไปถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดธรรมบูชา ตําบลตลาด อําเภอเมืองสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา โดยมียอดกฐินเพื่อถวายพระภิกษุ สามเณร และถวายจตุปัจจัยบำรุงพระอาราม รวมถึงมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียน จำนวน 5 โรง ได้แก่ โรงเรียนสุราษฎร์พิทยา โรงเรียนสุราษฎร์ธานี โรงเรียนวัดสมหวัง โรงเรียนวัดเขาศรีวิชัย และโรงเรียนท่าเฟืองวิทยา เพื่อนำไปพัฒนาโรงเรียนและเพิ่มคุณภาพการศึกษา รวมเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 4,541,331 บาท

ทั้งนี้ การทอดกฐินเป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชน ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน เพื่อเป็นการอุปถัมภ์พระสงฆ์ที่จำพรรษากาลครบถ้วนไตรมาสให้ได้รับอานิสงส์ตามพระวินัย และเป็นทุนในการบูรณปฏิสังขรณ์พระอาราม โดยเป็นการรวมพลังแห่งความสามัคคี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ในการสร้างบุญกุศล สร้างความสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม รวมทั้งเป็นการจรรโลงและส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้มั่นคงดำรงอยู่เจริญวัฒนาสถาพรสืบไป

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

https://www.naewna.com/local/840163

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 13.55 น.

คอนเทนต์คุณภาพระดับโลก! ธรรมะเรียลลิตี้แห่งทศวรรษ‘สามเณรปลูกปัญญาธรรม’รายการเดียวของไทยและเอเชีย คว้ารางวัล The Telly Award 2023 ส่งตรงจากนิวยอร์ก

8 พฤศจิกายน 2567 สะท้อนความมุ่งมั่นในฐานะสื่อที่ร่วมเผยแพร่ธรรมะสู่สายตาคนทั่วโลกมากว่า 10 ปี จนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล…ล่าสุด รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ที่ริเริ่มโดย นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ / ประธานกรรมการ บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศอีกครั้ง ด้วยเป็นรายการหนึ่งเดียวจากไทยและภูมิภาคเอเชีย รับรางวัล The Telly Awards 2023 ประเภทรายการโทรทัศน์ ด้านศาสนา ที่จัดขึ้น ณ กรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา อีกหนึ่งเวทีอันทรงเกียรติที่จัดการประกวดคอนเทนต์มากกว่า 10,000 ผลงานจากทั่วโลก

รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ปี 9 เป็นธรรมะเรียลลิตี้ที่ได้รับการยอมรับทั้งด้านคุณภาพและเนื้อหาที่เหมาะสำหรับผู้ชมทั่วไป ถ่ายทอดสดผ่านทุกแพลตฟอร์ม รวมถึงรูปแบบออนไลน์ ทำให้พุทธศาสนิกชนทุกคนที่ไม่เพียงอยู่แค่ในประเทศ แต่ทั่วโลก รวมถึงคนทุกชนชาติ สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างทั่วถึง ซึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจนี้ จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญ ให้เครือเจริญโภคภัณฑ์และทรู คอร์ปอเรชั่น ยืนหยัดที่จะเดินหน้าพัฒนาคอนเทนต์ที่สร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมต่อไป 

รายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม เป็นธรรมะเรียลลิตี้ถ่ายทอดสดแห่งแรกในเมืองไทย ซึ่งขณะนี้ ก้าวสู่ปีที่ 11 และกำลังเปิดรับสมัครเยาวชนชายใฝ่ธรรมะ อายุ 7 – 12 ปี โดยน้องๆ ที่สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการด้วยการส่งวิดีโอแนะนำตัว บอกเล่าเรื่องราวที่น่าสนใจของตนเอง พร้อมภาพถ่าย และเรียงความเรื่อง “เหตุผลที่อยากบรรพชากับโครงการสามเณรปลูกปัญญาธรรมปี 11”  ตั้งแต่วันนี้ – 15 มกราคม 2568 ทาง http://www.truelittlemonk.com/apply  โดยน้องๆ ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้เข้าบรรพชาเป็นสามเณรปลูกปัญญาธรรม ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ณ สถานปฏิบัติธรรมธวีธรรม อ.ปากช่อง เป็นระยะเวลา 1 เดือน (โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย)

ทั้งนี้ เชิญชวนผู้สนใจติดตามรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม โดยจะมีการถ่ายทอดสดในช่วงเดือนเมษายน 2568 ให้ได้รับชมกิจวัตรของสามเณรน้อยได้ทางช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ เอชดี ช่อง 119 หรือ 333 และช่องเรียลลิตี้ ทรูวิชั่นส์ ช่อง 60 หรือ 99 รวมทั้งออกอากาศช่วงไฮไลท์ประจำวันทางทรูโฟร์ยู ช่อง 24 และช่องทรูปลูกปัญญา ทรูวิชั่นส์ ช่อง 37 และ 111  พร้อมรับชมรายการผ่านทางออนไลน์ได้ที่ ผ่านแอปพลิเคชัน TrueID และแอปพลิเคชัน สามเณรปลูกปัญญาธรรม หรือ http://www.truelittlemonk.com นอกจากนี้ ยังสามารถติดตามข่าวสารของโครงการได้ที่ http://www.facebook.com/truelittlemonkthailand อีกด้วย

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ’OBEC Zero Dropout’

https://www.naewna.com/local/839992

'บิ๊ก สพฐ.'ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ'OBEC Zero Dropout'

‘บิ๊ก สพฐ.’ย้ำ 13 จุด เน้น ผอ.สพท.พร้อมคลิกออฟโครงการ’OBEC Zero Dropout’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 17.05 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมนาผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (ผอ.สพท.) ทั่วประเทศ ครั้งที่ 1/2567 พร้อมมอบนโยบายจุดเน้น “เรียนดี มีความสุข” และคลิกออฟ โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” “OBEC Zero Dropout” “เรียนดี มีความสุข” และนโยบายเร่งด่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีผู้บริหาร สพฐ.เข้าร่วม ณ โรงแรมไดม่อนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ตนได้มอบนโยบายของรัฐบาล นโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ.โดยได้เน้นย้ำการขับเคลื่อนประเทศไทยเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout และได้คลิ๊กออฟเปิดตัวโครงการ “OBEC Zero Dropout” หรือ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” เพื่อให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทั้ง 245 เขตทั่วประเทศ นำนโยบายไปสู่แผนการปฏิบัติ การติดตามค้นหาเด็ก ว่าตกหล่นอยู่ที่ไหน เพื่อพากลับมาเรียน แต่ถ้าเจอตัวแล้วเด็กไม่อยากกลับมาเรียน ก็ต้องพาการศึกษาไปให้เด็ก เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษา ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล Thailand Zero Dropout และฝากถึง ผอ.โรงเรียน และคุณครูทั่วประเทศ ให้ทำเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง โดยให้ทุกเขตไปกำหนดเป้าหมายและตัวชี้วัดให้ชัดเจนในการค้นหา ติดตามเนื่องจากขณะนี้ สำนักนโยบายและแผน สพฐ.มีข้อมูลเด็กดรอปเอาท์ ซึ่งเป็นภาพรวมทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กระจายอยู่ทุกแท่ง ตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ม.6 จำนวน 6.9 แสนคน จากตัวเลขของกองทุนเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ที่พบว่ามีเด็กดรอปเอาท์จากทุกสังกัดทั่วประเทศ จำนวน 1.02 ล้านคน ในปี 2566 ที่ผ่านมา ซึ่งในส่วนของ สพฐ.ได้ส่งข้อมูลให้ทุกเขตพื้นที่ฯ เร่งค้นหาติดตามเด็กกลับเข้ามาสู่ระบบการศึกษาโดยเร็วที่สุด ตามไทม์ไลน์ที่ สพฐ.วางใว้ในการแก้ปัญหาเด็กดรอปเอาท์ ส่วนตัวเลขที่ รมว.ศธ.แถลงเมื่อวานนี้ (6 พ.ย.) ว่ามีเด็กดรอปเอาท์ จำนวน 394,039 คนนั้น คือเฉพาะกลุ่มเด็ก ป.1 – ม.3

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษา โดยให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต นำนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ไปสู้เป้าหมายของการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต ที่สำคัญได้กำชับให้ ผอ.ทุกเขต หาวิธีการลดภาระให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ครูมีเวลาไปจัดการเรียนการสอน และหาวิธีลดภาระของนักเรียนและผู้ปกครอง รวมถึงให้ทุกเขตพื้นที่ฯดูแลโรงเรียน 9,214 โรงเรียน ในการเตรียมสอบ PISA ในปี ค.ศ.2025 ที่คาดว่าจะสุ่มสอบข้อสอบ PISA ในปีหน้านี้ สพฐ.มั่นใจว่า การสอบ PISA ในปีต่อไป เด็กเราจะมีผลการสอบที่สูงขึ้น เพราะทุกโรงเรียน ทุกเขตพื้นที่ฯได้เตรียมความพร้อมและได้มีการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ให้กับครูและนำชุดฉลาดรู้ให้นักเรียนมีความเข้าใจและฝึกทดสอบในการเตรียมตัวกันอย่างจริงจัง

“ผมได้เน้นย้ำ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ทุกเขต ว่าต้องมีแผนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของ ศธ. แผนการปฏิบัติที่ให้มีเป้าหมาย มีตัวชี้วัด มีการติดตาม ผอ.เขตฯ ทุกคนต้องรู้ข้อมูลว่าโรงเรียนในพื้นที่ของตัวเองมีสภาพ ปัญหา อุปสรรคอะไร มีความต้องการ มีจุดอ่อน จุดแข็ง และมีการรายงานผลอย่างใกล้ชิด รวดเร็ว และเมื่อมีปัญหาให้ผอ.เขตฯลงพื้นที่ไปแก้ปัญหาอย่างรวดเร็วทันเหตุการณ์”

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ในปี 2568 สพฐ.ได้กำหนดจุดเน้น “สพฐ.2568 ปีแห่งความท้าทายการศึกษาไทย” มี 13 เรื่อง ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมาจากโยบายรัฐบาลนายกฯ เศรษฐา และปรับให้สอดคล้องกับ นโยบายรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร อาทิ จุดเน้นที่ 1 เรื่อง ความปลอดภัย ทางโรงเรียนจะต้องมีระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า ปัญหาซึมเศร้า ฯลฯ เนื่องจากเรามีนักเรียนกว่า 6 ล้านคน มีครู บุคคลากรฯ 5 แสนกว่าคน จะเห็นว่าในโรงเรียนมักมีปัญหาเกี่ยวกับความปลอดภัยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จึงเน้นย้ำ ผอ.เขตฯ จะต้องไปออกแบบ มีมาตรการเฝ้าระวัง  มีการเตือน และเมื่อเกิดเหตุแล้วจะต้องแก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้นักเรียนอยู่ในโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากที่สุดสำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา

จุดเน้นที่ 2 เรื่อง การแก้ปัญหา Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นความท้าทายเนื่องจากมีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้เอ็กซเรย์ทุกพื้นที่ โดยใช้ระบบ ใช้โปรแกรมค้นหาช่วยเหลือเพื่อนำเด็กให้กลับมาเรียน และจุดเน้นที่ 3 เรื่อง การสอบ PISA เนื่องจากในการสอบ PIZA ครั้งที่ผ่านมา เด็กเรามีผลการสอบต่ำมากที่สุดในรอบ 20 ปี จึงเป็นความท้าทายที่เราทุกคนตั้งเป้าว่าผลการสอบครั้งหน้า จะต้องมีคะแนนสูงขึ้น ดังนั้น ทุกคนจะต้องจับมือกันร่วมมือกันยกระดับการสอบ PIZA และการสอบโอเน็ต รวมถึงการสอบทุกประเภท เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ตอบโจทย์นโยบาย “เรียนดี มีความสุข

นอกจากนี้ ได้มอบนโยบาย 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ กับ 1 มือถือ ซึ่งมาจาก โครงการ “พาน้องกลับมาเรียน นำการเรียนไปให้น้อง” “OBEC Zero Dropout” ที่ สพฐ.ได้คิดนวัตกรรม โดยให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯ ไปคิดหารูปแบบ ซึ่งในพื้นที่จังหวัดยะลา กับพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ก็ใช้รูปแบบไม่เหมือนกัน แต่ สพฐ.ก็ทำให้เห็น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ เช่น ถ้าเด็กไม่อยากเรียนในระบบ ก็เรียนอยู่ที่บ้าน หรือส่งต่อไปเรียนที่อื่น จะมีทั้งเรียนในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ซึ่ง สพฐ.ได้ทดลองใช้ไปในหลายพื้นที่ เพราะเด็กบางคนมีความจำเป็นต้องช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพไม่สามารถมาเรียนในระบบได้ เราก็ไปจัดการเรียนให้ที่บ้านหรือที่อื่นตามนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” หรือ Anywhere Anytime ส่วนโรงเรียนมือถือ ต่อไปถ้าเด็กไม่สะดวกมาเรียนที่โรงเรียน เด็กมีมือถือ มีแท็บเล็ต มีเทคโนโลยี ก็เรียนผ่านเทคโนโลยี ซึ่งตนเชื่อว่าหลังจากที่มอบนโยบายไปแล้ว ผอ.เขตฯ ก็จะไปคิดรูปแบบอื่นๆ ตามบริบทของพื้นที่ที่มีความแตกต่างกัน และตามความพร้อมของผู้เรียน โดยตนได้เน้นย้ำว่า ไม่จำเป็นต้องใช้รูปแบบเดียวกันทั้งประเทศ

– 006

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

https://www.naewna.com/local/839935

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

70 ปีวารสารศาสตร์ มธ. จัดกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านวิชาการการรู้เท่าทันสื่อและงานสานสัมพันธ์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 14.39 น.

ศิษย์เก่า “คืนสู่เหย้าชาวเจซี” ในโอกาสครบรอบ 70 ปี วันสถาปนาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี 2567 คณะวารสารศาสตร์ฯ ร่วมกับสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมใหญ่ ทั้งด้านสัมมนาวิชาการนานาชาติด้านการรู้เท่าทันสื่อ และกิจกรรมสานสัมพันธ์คืนสู่เหย้า นำเสนอผลงานสำคัญด้านสื่อและการสื่อสารของคณะและศิษย์เก่าในฐานะสถาบันการศึกษาด้านสื่อและการสื่อสารที่มีความเป็นมืออาชีพเพี่อสังคมที่หลากหลาย

ผศ.ดร.อัจฉรา ปัณฑรานุวงศ์ คณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ภูมิทัศน์สื่อและแพลตฟอร์มต่างๆ มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การรู้เท่าทันสื่อ และระบบนิเวศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปมีความสำคัญมากขึ้นต่อเศรษฐกิจ และสังคมไทย คณะวารสารศาสตร์ฯ ในฐานะที่มีบทบาทเผยแพร่ความรู้ที่จากงานวิจัยด้าน การรู้เท่าทันสื่อ จึงกำหนดจัดการสัมมนานานาชาติขึ้น 2 วัน ได้แก่ วันแรก การบรรยายเรื่อง การวิจัยแบบมีส่วนร่วมด้านสื่อ การเล่น และการใช้สื่อดิจิทัลและยุคหลังดิจิทัล (Participatory Research on Media, Play, and Children’s Digital and Post Digital Lives” โดย ศาสตราจารย์จอห์น พอตเตอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยด้านสื่อดิจิทัล เทคโนโลยี และการศึกษา จากมหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน เวลา 09.00 – 11.00 น.และในวันที่ 2 จัดสัมมนาทางวิชาการเต็มวัน เรื่องการขับเคลื่อนการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล โลกาเทศาภิวัฒน์การู้เท่าทันสื่อในบริบททางวัฒนธรรมและการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ (Digital Media Literacy Movement: Glocalising Media Literacy in Cultural Contexts and Creating Communities for Building Connections) โดยมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อดิจิทัล และการศึกษา อาทิ อังกฤษ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ในวันที่ 15 พฤศจิกายน เวลา 09.00 – 17.00 น.ที่คณะวารสารศาสตร์ มธ.ท่าพระจันทร์

ด้าน นายภูวนารถ ณ สงขลา นายกสมาคมวารสารศาสตร์ ธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 70 ปี ของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมาคมฯได้ร่วมสนับสนุนวาระพิเศษในปีนี้ ประกอบด้วย 70th JCTU Line dance ฉลอง 70 ปี รวมศิษย์เก่าหลากหลายรุ่น รวม 70 คน แสดงพลัง JC. คืนรัง จัดการแสดงเต้น Line Dance กลางสนามฟุตบอล มธ ท่าพระจันทร์ ประกอบเพลงสถาบันอันทรงคุณค่า ได้แก่ เพลง มาร์ช มธก. ในท่า  Electric Slide และเพลง ธรรมศาสตร์รักกัน ในท่า Lindi Shuffle ซึ่งนอกจากเป็นการปลุกพลังบวก ทั้ง กาย – ใจ – สมอง สร้างสังคมสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี แล้วกิจกรรมนี้ เป็นกิจกรรมหนึ่งของการฉลอง 70 ปี ที่จะมีกิจกรรมดีๆ อีกมากมาย อาทิ การจัดงาน Reunion “มันส์ ม่วง มาก” ในวันที่ 30 พ.ย.นี้ ที่โรงแรมเอเชีย โดยสมาคมฯ ได้เชิญชวนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันทั้งปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ในแวดวงธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะพิธีกร รายการข่าวทีวี อาทิ ดร.อริสรา กำธรเจริญ นางสาวเบญจมาลัญช์ ทิพย์ขันทอง นางสาวศลิลนา ภู่เอี่ยม นางสาวธนวรรณ เถาว์มูล ศิลปินศิษย์เก่า ปูน มิตรภักดี จากค่าย GMMTV ศิลปินรับเชิญจากค่ายเพลงของศิษย์เก่า อาทิ MINDY, ฟลุ๊ค ณัฐนนท์ ทองแสง ฟอร์ด อรัญญ์ อัศวสืบสกุล จากค่าย GMMTV และธัช กิตติธัช แชมป์เวที เพลงเอก Season 1 เป็นต้น และยังมีกิจกรรมสนุกอีกมากมาย ในธีม “มันส์ม่วงมาก” ในวันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2567 ณ โรงแรมเอเชีย ภายในงานพบกับการมอบรางวัล วารสารศาสตราธร ประจำปี 2567 ให้กับผู้ที่ทำคุณงามความดีต่อสังคม และต่อวงการสื่อสารมวลชน จำนวน 5 รางวัล ประกอบด้วย 1.รางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท บุคคลผู้ทรงคุณค่า จำนวน 1 รางวัล 2.รางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท สื่อสารมวลชน 2 รางวัล และรางวัลวารสารศาสตราธร ประเภท จิตอาสาเพื่อความยั่งยืน โดยรายชื่อผู้ที่ได้รับรางวัลจะเปิดเผยในงาน JC Reunion 2024 “มันส์ ม่วง มาก” นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมให้ศิษย์เก่าส่งภาพความหลังที่ประทับใจในหัวข้อ “เมื่อฉันเป็นส่วนหนึ่งของคณะวารสารศาสตร์” มาร่วมสนุกในเพจเฟสบุ๊กของคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน เพื่อชิงรางวัลและการรวมตัวกันของศิษย์เก่าเพื่อทำกิจกรรมร่วมกันอีกด้วย

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

https://www.naewna.com/local/839876

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

สพฐ.เปิดผลสอบ 2 โรงเรียนจัด‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ สั่งระงับบริจาคเงินทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.48 น.

‘สพฐ.’จี้เขตพื้นที่ตรวจสอบปม‘ผลไม้เน่า-แจกซองผ้าป่า’ แจ้งโรงเรียนยึดระเบียบ แนวปฏิบัติอย่างเคร่งครัดโปร่งใส

7 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.ฉะเชิงเทรา จัดผลไม้เน่าเสียเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียน และโรงเรียนอีกแห่งใน จ.นครราชสีมา ให้ผู้ปกครองนักเรียนบริจาคเงินซื้อรถตู้นักเรียน และแจกซองผ้าป่าคนละ 5 ซอง จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์บนสื่อสังคมออนไลน์ นั้น เมื่อทราบเรื่องดังกล่าว ตนได้สั่งการให้ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. ร่วมกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที

“พบว่าในกรณีแรก ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยรวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ซึ่งจากการสุ่มถามกับนักเรียนในโรงเรียน พบว่า นักเรียนไม่เคยทานผักและผลไม้ที่เน่าเสีย หรือไม่เห็นว่าเคยมีนักเรียนท้องเสีย อาเจียน จากการรับประทานอาหารกลางวันที่โรงเรียน และได้รับประทานอิ่มทุกวัน ดังนั้นผลการตรวจสอบจึงสรุปได้ว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง” ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 ผอ.สพม.นครราชสีมา ได้ลงพื้นที่พร้อมกับนิติกร ผอ.กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา และนักจิตวิทยา เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ซึ่งทางโรงเรียนชี้แจงว่าได้ดำเนินการตามระเบียบอย่างถูกต้อง ไม่ได้บังคับบริจาค ไม่ได้นำเงินไปซื้อรถตู้ และมีเอกสารใบเสร็จรับเงินชัดเจน ทาง สพม.นครราชสีมา จึงให้ระงับการรับบริจาคเงินทันที และให้โรงเรียนสร้างความเข้าใจร่วมกับผู้เกี่ยวข้องอย่างเร่งด่วน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้เพิ่มความระมัดระวังในการสื่อสารกับผู้ปกครองและนักเรียน รวมถึงดำเนินการให้ถูกต้องตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

“สพฐ.ได้เน้นย้ำและกำชับให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ติดตาม กำกับ ดูแลสถานศึกษาในสังกัด ให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจชัดเจน เพื่อประโยชน์ของทางราชการ และสร้างความเชื่อมั่นให้สาธารณชนต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

https://www.naewna.com/local/839872

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 11.22 น.

พิชิต TCAS อย่างมั่นใจ!เพิ่มแต้มต่อ‘TGAT & TPAT’ไปกับทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์มาแรงสุดๆ ด้วยสถิติผู้ใช้งานกว่า 32 ล้านคน

7 พฤศจิกายน 2567 การเรียนในระดับมัธยมปลายถือเป็นช่วงหนึ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต โดยเฉพาะน้องๆ ม.6 ที่ต้องสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา ซึ่งระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของไทย มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบตามยุคสมัย แรกเริ่มเดิมทีตั้งแต่ระบบ “Entrance” สู่ “Admission” ในปี 2549 และเปลี่ยนผ่านสู่ “TCAS” (Thai University Central Admission System) ในปี 2561 และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ก็มีอัปเดตอยู่เสมอ ซึ่งไม่ว่าระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยจะมีวิวัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ ก็คือ น้องๆ ยังต้องเรียนรู้ และติดตามทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ต่างๆ พร้อมปรับตัวให้เข้ากับรูปแบบการสอบใหม่นี้อยู่ตลอดเวลา

#เดินเกมรุก TCAS ตุนสกอร์ TGAT & TPAT

ในทุกปี มีผู้เข้าร่วมสอบ TCAS มากกว่า 2.9 แสนคน จากสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเตรียมตัวสอบ TCAS พบว่า ในปีที่ผ่านมา นักเรียนมัธยมปลายกว่า 75% ใช้เวลามากกว่า 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในการติวเข้มเพื่อเตรียมตัวสอบ TCAS และกว่า 60% ของผู้สอบประสบความความเครียดจากการเตรียมตัวสอบ อ้างอิงจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ยิ่งไปกว่านั้น…

อีกหนึ่งความท้าทายของเด็กยุค TCAS ก็คือน้องๆ ไม่ได้ใช้เพียงคะแนนสอบวิชา A-Level ที่เป็นวิชาในหลักสูตรมัธยมปลายที่มีเรียนปกติในห้องเรียนเท่านั้น แต่ยังต้องใช้คะแนนวิชาความถนัดทั่วไป หรือ TGAT (Thai General Aptitude Test) และข้อสอบวัดความถนัดทางวิชาชีพ หรือ TPAT (Thai Professional Aptitude Test) เพิ่มเติมอีกด้วย ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแต้มต่อให้น้องสามารถฝ่าด่านประตูคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยในฝันท่ามกลางการแข่งขันสูงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังเช่นในปีที่ผ่านมา บางคณะอย่างคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่น้องๆ ต้องสมัครสอบ TPAT 3 (วิชาความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์) มีผู้สมัครสอบถึง 129,353 คน

ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ติดอันดับท็อป 5 เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามารถรับนิสิตคณะนี้ได้ 752 ที่ในรอบ Admission หรืออีกหนึ่งตัวอย่าง คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เปิดรับนักศึกษา 275 คน แต่มีผู้สมัครถึง 5,357 คิดเป็นอัตราการแข่งขันสูงถึง 19 : 1 เลยทีเดียว

#รีวิว “ทรูปลูกปัญญา” เพิ่มความมั่นใจน้องๆ พิชิตสนามสอบ TGAT & TPAT

และเพื่อเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ให้น้องๆ ได้เข้าถึงแหล่งรวมวิชา พร้อมฝึกฝนทำข้อสอบที่วัดความรู้นอกห้องเรียน ทั้ง TGAT & TPAT ให้มั่นใจในการแข่งขันครั้งนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งตัวกำหนดสำคัญในเส้นทางการศึกษาและพิจารณาผลการสมัครเข้าสอบมหาวิทยาลัยใน TCAS68 ซีซั่นใหม่ที่กำลังจะเริ่มเดือนพฤศจิกายนนี้  ทรูปลูกปัญญา คลังความรู้ออนไลน์ที่มีสถิติผู้ใช้งานสูงสุดถึง 32 ล้านคน และมีผู้ใช้งานถึง 2.6 ล้านเพจวิวต่อเดือน จึงได้จัดความพิเศษช่วยให้น้องๆ เตรียมพร้อมมากที่สุดสำหรับภารกิจพิชิตแต้มต่อ TGAT & TPAT ครบทุกวิชาด้วยคอร์สเรียนฟรีจากทรูปลูกปัญญา รวมกว่าร้อยชั่วโมง โหลดจบครบที่เดียวในแอปพลิเคชัน Trueplookpanya ไม่ว่าจะเป็น

• คลิปติวเนื้อหาครอบคลุมหัวข้อสำคัญ เช่น คอร์สเรียน TGAT 1 การสื่อสารภาษาอังกฤษ คอร์สเรียน TGAT2 การคิดอย่างมีเหตุผล คอร์สเรียน TGAT3 สมรรถนะการทำงาน และความถนัดเฉพาะด้าน TPAT ที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การสอบอย่างครบถ้วน

• ตะลุยโจทย์ข้อสอบพร้อมคำอธิบายอย่างละเอียด เพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีทำข้อสอบจริงและเพิ่มโอกาสในการทำคะแนนสูง

• ผู้เชี่ยวชาญ ให้คำแนะนำเทคนิคการทำข้อสอบและการวางแผนการเตรียมตัวสอบอย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ ติวเตอร์ชั้นนำ อาจารย์มหาวิทยาลัย และบุคลากรในอาชีพต่างๆ

• เรียนได้ฟรี ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันทรูปลูกปัญญา ไม่ต้องลงทะเบียนก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาได้ทันที โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

หากน้องๆ คนไหน ยังไม่มีแอป Trueplookpanya โหลดเลย ได้ที่ http://www.trueplookpanya.com/go/app

นอกจากนี้ ทรูปลูกปัญญา ยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการสอบ TGAT & TPAT ซึ่งเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2566 และทรูปลูกปัญญาได้รวบรวมข้อสอบใหม่ เพื่อให้.น้องๆ ได้ศึกษา เข้าใจการเปลี่ยนแปลง และเตรียมตัววางแผนการสอบได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น และหากมีข้อสงสัย สามารถส่งคำถามมาที่เพจ Plook TCAS ได้ที่ https://m.facebook.com/PlookTCAS ซึ่งจะมีพี่ๆ แอดมิน คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด รวบรวมคำถามที่พบบ่อย รวมถึงบทความที่น่าสนใจเกี่ยวกับ TCAS เพิ่มเติมอย่างละเอียด ตอกย้ำความตั้งใจของทรูปลูกปัญญา ที่พร้อมเคียงข้างน้องๆ ตลอดทุกการเดินทางสู่รั้วมหาวิทยาลัยในฝัน

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ TGAT & TPAT ในทรูปลูกปัญญาได้ที่ https://bit.ly/4hlEz8n

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

https://www.naewna.com/local/839737

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

CRU จัดประกวดแนวคิดผลงาน ‘นวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มอบรางวัลและเกียรติบัตรแก่นักเรียนที่ชนะการประกวดการนำเสนอผลงานในโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมีผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศส่งมาทั้งหมด 206 ผลงาน จาก 115 โรงเรียน ณ ห้องแมจิก 3 โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร นับเป็นครั้งแรกที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ดำเนินการจัดโครงการประกวดแนวคิดผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์สำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดนุพล นันทจิต ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ 60 ปี เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการฯ เพื่อสร้างนักประดิษฐ์ นวัตกรรุ่นเยาว์ โดยส่งเสริมให้นักเรียนซึ่งถือเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศในอนาคตได้พัฒนาทักษะความรู้ความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานนวัตกรรมและสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่สามารถต่อยอดและนำไปพัฒนาได้จริง และเพื่อให้นักเรียนได้มีเวทีในการแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ อันจะนำมาซึ่งประโยชน์ต่อตัวนักเรียน เป็นก้าวแรกสู่เวทีระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไป

ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านการแพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนวัตกรรม เป็นกรรมการตัดสิน สรุปผลงานที่ได้รับรางวัล จำนวนทั้งสิ้น 6 ผลงาน จาก จำนวน 35 ผลงาน โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1.รางวัลชนะเลิศ จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นฟิล์มบ่งชี้ระดับการติดเชื้อ Staphylococcus spp. ของบาดแผลกดทับด้วยอินดิเตอร์ธรรมชาติ ร่วมกับการยับยั้งการติดเชื้อแบคทีเรียด้วยสารสกัดจากวัชพืชปืนนกไส้ จากโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศจังหวัดเพชรบุรี, 2.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 5,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อแผ่นเจลยางลดแผลกดทับบริเวณสะโพกสำหรับผู้สูงวัย จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย จังหวัดสตูล, 3.รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 จำนวน 1 รางวัล รางวัลละ 4,000 บาท ได้แก่ ผลงานชื่อ เกมบนเว็บสำหรับฝึกสมองด้าน Executive Function จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย, 4.รางวัลชมเชย รางวัลละ 2,000 บาท จำนวน 3 รางวัล ได้แก่ ผลงานชื่อ InfecTide Bandage ผ้าพันแผลเปลี่ยนสีเมื่อติดเชื้อจากโรงเรียนอุบลรัตนราชกัญญาราชวิทยาลัยพัทลุง, ผลงานชื่อ Aceto Breath เครื่องตรวจโรคเบาหวานการหายใจ จากโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ, ผลงานชื่อเครื่องวัดระดับปริมาณโดปามีนโดยขั้วไฟฟ้าด้วยวัสดุนาโนโลหะบนโมลิบดีนัมไดซัลไฟด์ และแกรฟีนออกไซด์เพื่อประเมินความเสี่ยงการทำงานของไตที่ผิดปกติแบบพกพา และแอปพลิเคชั่นมือถือ จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ โดยราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้มอบเกียรติบัตรและของที่ระลึกให้แก่นักเรียนทุกคนที่เข้าร่วมการนำเสนอผลงาน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่นักเรียน

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

https://www.naewna.com/local/839739

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

มมส ทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน ณ วัดป่าวังเลิง

วันพฤหัสบดี ที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส) ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินประจำปี 2567 ให้มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เชิญไปทอดถวายผ้าพระกฐินแด่พระภิกษุสงฆ์ที่จำพรรษาครบไตรมาส ณ วัดป่าวังเลิง ตำบลท่าขอนยาง อำเภอกันทรวิชัยจังหวัดมหาสารคาม โดยมี รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เป็นประธานในพิธีทอดถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคามผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนิสิต ตลอดจนพุทธศาสนิกชนและประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มต้นด้วยการเชิญผ้าพระกฐินพระราชทานแห่ไปยังอุโบสถวัดป่าวังเลิงโดย นายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ นายกสภามหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำแห่ขบวนผ้ากฐินพระราชทาน จากนั้น รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล ผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เปิดกรวยถวายราชสักการะหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประคองผ้าพระกฐินพระราชทาน เชิญไปยังพานแว่นฟ้าที่ตั้งอยู่หน้าพระสงฆ์รูปที่ 2 วางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้า ประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย จากนั้น นายจีรพันธ์ ภูครองเพชรผู้อำนวยการกองกลาง อ่านหมายรับสั่ง พิธีกรรายงานจำนวนพระสงฆ์ สามเณรและแม่ชีจำพรรษาครบถ้วนไตรมาสประธานมอบผ้าห่มพระประธานแก่เจ้าหน้าที่ก่อนที่ประธานจะกล่าวคำถวายผ้าพระกฐินวางผ้าพระกฐินพระราชทานลงบนพานแว่นฟ้าแล้วยกประเคนพานและเทียนปาติโมกข์

พระสงฆ์ประกอบพิธีอุปโลกน์ตามพระธรรมวินัย และประธานถวายเครื่องบริวารกฐิน พิธีกรประกาศยอดปัจจัย จำนวน 1,433,159 บาท (หนึ่งล้าน
สี่แสนสามหมื่นสามพันหนึ่งร้อยห้าสิบเก้าบาทถ้วน) ถวายแด่พระครูรัตนาภิรมย์เจ้าคณะจังหวัดมหาสารคาม (ธ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดป่าวังเลิง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม