NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’ จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

https://www.naewna.com/local/841070

NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’  จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

NSM ผนึกกำลัง ไปรษณีย์ไทย ‘คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต’ จัดส่งสื่อการเรียนรู้วิทย์ ฟื้นฟูเด็กและชุมชน จ.เชียงราย

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ผศ.ดร.รวิน ระวิวงศ์ ผู้อำนวยการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM, นายพีระ อุดมกิจสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไปรษณีย์ไทย ดิสทริบิวชั่น จำกัด (ปณด), นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รองผู้อำนวยการ NSM,ดร.ชนินทร วรรณวิจิตร รองผู้อำนวยการNSM, นายณัฐพล ศรีทอง รองกรรมการผู้จัดการด้านปฏิบัติการ ปณด และนางสาวศรีประพาฬ ศรีประเสริฐ หัวหน้าส่วนปฏิบัติการโลจิสติกส์นครหลวง ร่วมผนึกกำลังจัดส่งสื่อการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อ “คืนรอยยิ้ม สร้างอนาคต” พร้อมฟื้นฟูพลังแห่งการค้นพบความมหัศจรรย์ของวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กๆ และชุมชน ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย จ.เชียงราย ณ อพวช. ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยมี โรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย เตรียมรอรับพร้อมกระจายไปสู่ 15 โรงเรียนในอ.แม่สาย จ.เชียงราย ต่อไป

กิจกรรมฯ ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการตามนโยบายของ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่ยังคงห่วงใย ประชาชนชาวจังหวัดเชียงรายที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม โดย NSM ร่วมด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทยดิสทริบิวชั่น จำกัด ดำเนินการจัดส่งสื่อการเรียนรู้ให้ถึงมือเด็กและชุมชน ซึ่งถือเป็นหน่วยงานอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีคุณภาพและมาตรฐานในการให้บริการด้านการขนส่งและกระจายสินค้าแบบครบวงจร เพื่อส่งมอบความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ไปสู่เยาวชนและประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึง และได้ประสานกับโรงเล่นพิพิธภัณฑ์เล่นได้ จ.เชียงราย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 20 ปี ที่เป็นเสมือนพื้นที่สร้างสรรค์และแหล่งเรียนรู้ในการส่งเสริมถ่ายทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น เพื่อร่วมกิจกรรม “เปิดพื้นที่แห่งการรับฟัง เพื่อบรรเทาทุกข์พร้อมสร้างความสนุกผ่านสื่อของเล่น” โดยจะทำหน้าที่รวบรวมสื่อการเรียนรู้และกระจายส่งต่อให้กับเยาวชนและประชาชน ทั้ง 15 รร. ในอ.แม่สาย จ.เชียงราย

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

https://www.naewna.com/local/841072

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’  เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก  สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

รายงานพิเศษ : ‘Thailand Space Week 2024’ เชื่อมโยงเครือข่ายเทคโนโลยีอวกาศจากทั่วโลก สร้างโอกาสทางธุรกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน

วันพุธ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. จับมือหน่วยงานพันธมิตรอย่าง Cabinet office of Japan, ISPACE, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), ECURS, SIEMENS, THAICOM และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ อีกกว่า 70 บริษัท จัดงาน Thailand Space Week 2024 อย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งได้มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการไปแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤศจิกายน 2567 ณ อิมแพค เมืองทองธานี ฮอลล์ 9-10 โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นประธาน พร้อมด้วยผู้นำหน่วยงานอวกาศจากนานาประเทศและเหล่าผู้ประกอบการทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องจากทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นงานด้านเทคโนโลยีอวกาศในระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีฯในฐานะประธานในพิธี กล่าวว่า ประเทศไทยตั้งใจจัดงาน Thailand Space Week 2024 ในครั้งนี้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดบ้านต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีและธุรกิจด้านอวกาศของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะนำมาสู่การขับเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีในอนาคต โดยเทคโนโลยีอวกาศจะแทรกซึมอยู่ในเกือบทุกส่วนของการดำเนินชีวิตในปัจจุบันและยังมีบทบาทสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยให้เป็น New S Curve สำหรับการจัดงาน Thailand Space Week ในครั้งนี้จะเป็นการยกระดับการใช้เทคโนโลยีของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมอวกาศ

“ที่ผ่านมารัฐบาลไทยมุ่งมั่นในการสนับสนุนและพัฒนานวัตกรรมในด้านอวกาศอย่างต่อเนื่อง โดยมีแผนที่จะเร่งการพัฒนาดาวเทียมเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน
ในประเด็นสำคัญต่างๆ ของประเทศ ส่งเสริมการเติบโตธุรกิจด้านอวกาศทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ เช่น Spaceport และความร่วมมือกับธุรกิจระหว่างประเทศ เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน ไม่เพียงแค่นั้นรัฐบาลยังส่งเสริมให้เยาวชนได้เกิดการเรียนรู้และมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมอวกาศ ผ่านการเรียนการสอนและกิจกรรมต่างๆ การสร้างความตระหนักและความสามารถด้านอวกาศนั้นมีความสำคัญอย่างมากในการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอวกาศในอนาคตต่อไป”

ด้าน ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อว่า งาน Thailand Space Week 2024 ครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐมนตรีกระทรวง อว. ที่ต้องการขับเคลื่อนนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมของประเทศ ให้เกิดความร่วมมือและการใช้ประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากที่สุด งานนี้ถือเป็นเวทีระดับนานาชาติที่สำคัญที่สุดในด้านเทคโนโลยีอวกาศและธุรกิจในประเทศไทย คาดว่าตลอดการจัดงาน 3 วัน จะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 3,000 คน จาก 34 ประเทศทั่วโลก บริษัทเข้าร่วมงานมากกว่า 70 บริษัท บูธนิทรรศการมากกว่า 100 บูธ ซึ่งแนวทางการจัดงานของปีนี้เราเน้นเรื่อง “Converging Technologies, Connecting People,” ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต้องนำมาหลอมรวมกับเทคโนโลยีอื่นๆ (Technology Convergence) ที่จะนำมาสู่เครื่องมือ ข้อมูล และการจัดการที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับมนุษย์และการดำเนินธุรกิจ โดยการจัดงานครั้งนี้ผู้ร่วมงานนอกจากจะมีโอกาสอัปเดตข้อมูลที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีและกิจการอวกาศจากนานาประเทศแล้วยังเป็นการเปิดโอกาสให้รู้จักและสร้างเครือข่ายทางความรู้และธุรกิจกับผู้ใช้งานที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งปีนี้เราได้รับเกียรติจากเอกอัครราชทูตและนักการทูตมากกว่า 10 ประเทศมาร่วมงาน

นอกจากนี้ยังมีผู้นำและผู้บริหารระดับสูงจากองค์กรด้านอวกาศจากหลายประเทศทั้งในเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ อาทิ CNSA ประเทศจีน, KARI สาธารณรัฐเกาหลีใต้, OSTIN ประเทศสิงคโปร์, EU , MYSA จากประเทศมาเลเซีย, QZSS ประเทศญี่ปุ่น และ PHILSA ประเทศฟิลิปปินส์ มาร่วมแสดงวิสัยทัศน์และมุมมองภายในงานด้วย

“สำหรับจุดเด่นของงาน Thailand Space Week 2024 มีหลายกิจกรรม โดยเฉพาะในส่วนของ Plenary Stage จะมี Session ที่น่าสนใจ อาทิ Space Leaders Forum, Unveiling Asean Space Ecosystems, การใช้เทคโนโลยีอวกาศรับมือกับความท้าทายที่สำคัญของโลกในปัจจุบัน, Financing the Future กับโอกาสในอุตสาหกรรมอวกาศ หรือจะมาร่วมส่องอนาคตเทคโนโลยีอวกาศ ไปกับ นางฟ้าไอที คุณเฟื่องลดา กับ Trend ในอีก 10 ข้างหน้า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยที่พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านการพัฒนาและขับเคลื่อนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีอวกาศเพื่อสร้างโอกาสและประโยชน์ให้กับภูมิภาคนี้

ประเทศไทยมุ่งหวังที่จะสร้างโอกาสและขยายความร่วมมือ ทั้งด้านองค์ความรู้ ธุรกิจ และการลงทุนในระดับนานาชาติ โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงของภูมิภาค ซึ่งมุ่งหวังจะให้เกิดการยกระดับและเปิดโอกาสให้กับ Space related Industry ของไทยกับพันธมิตรจากนานาประเทศ อันจะนำมาสู่การเพิ่มรายได้ใหม่ๆ ให้กับภาคเศรษฐกิจของไทย เพื่อก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของประเทศ” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

‘สอวช.’ร่วมภาคีเครือข่าย จัดประชุมชีววิทยาสังเคราะห์ ตั้งเป้ามุ่งแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก

https://www.naewna.com/local/840870

‘สอวช.’ร่วมภาคีเครือข่าย จัดประชุมชีววิทยาสังเคราะห์ ตั้งเป้ามุ่งแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก

‘สอวช.’ร่วมภาคีเครือข่าย จัดประชุมชีววิทยาสังเคราะห์ ตั้งเป้ามุ่งแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 10.32 น.

‘สอวช.’ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดประชุมนานาชาติด้านชีววิทยาสังเคราะห์ SynBio Consortium 2024 ตั้งเป้านำองค์ความรู้มุ่งสู่แนวทางแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2567 สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โครงการธัชวิทย์ ,หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (บวท.) จัดการประชุมนานาชาติด้านชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย ประจำปี 2567 หรือ SynBio Consortium 2024

ทั้งนี้ เป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัย และนักนวัตกรรมชั้นนำจากทั่วโลก เพื่อหารือเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของชีววิทยาสังเคราะห์ รวมถึงแบ่งปันประสบการณ์ ส่งเสริมความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาความท้าทายระดับโลก เช่น การพัฒนานวัตกรรมสุขภาพ เกษตรกรรมที่ยั่งยืน และพลังงานสะอาด เป็นต้น โดยงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายศุภชัย ใจสมุทร ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานเปิดงาน ณ ห้องอีเทอร์นิตี้ บอลรูม โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพ

นายศุภชัย กล่าวเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมแผนที่นำทางการพัฒนาชีววิทยาสังเคราะห์ (SynBio Development Roadmap) ว่ารัฐบาลมีความตั้งใจในการขับเคลื่อนแผนที่นำทางนี้ให้ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะในด้านการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนา โดยแผนงานต่าง ๆ ภายใต้แผนที่นำทางฉบับนี้จะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศที่ช่วยสนับสนุนการประยุกต์ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ในอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ สนับสนุนด้านสุขภาพ และมีส่วนสำคัญต่อความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้มุมมองของภาคเอกชนต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมบนฐานการประยุกต์ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ ว่าชีววิทยาสังเคราะห์ เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญยิ่งในการพลิกโฉมความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยจะเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพ ส.อ.ท. พร้อมจับมือกับภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์และนำมาประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพที่ถือเป็นจุดแข็งของประเทศไทย มาสร้างความยั่งยืนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อนำพาประเทศไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ด้าน ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ SynBio Development Roadmap ว่า แผนที่นำทางนี้ไม่ใช่เพียงแผน แต่ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะนำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม โดยการร่วมมือกับพันธมิตรทั่วโลกและใช้จุดแข็งของประเทศไทย เชื่อว่าเราจะสามารถสร้างระบบนิเวศที่เข้มแข็ง สนับสนุนการประยุกต์ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ในหลากหลายอุตสาหกรรมได้

นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหาร สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)ได้กล่าวว่าเครือข่าย SynBio หรือ SynBio Consortium ได้มีการก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2565 ด้วยวิสัยทัศน์ “ชีววิทยาสังเคราะห์สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)” โดย ส.อ.ท. เป็นหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ร่วมสนับสนุนการวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์ไปสู่เชิงพาณิชย์ ผ่านการเสนอแนะ ผลักดัน และร่วมขับเคลื่อนนโยบายด้านกฎระเบียบ มาตรการและกลไกที่เอื้อให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศสนับสนุนเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมซึ่งมีฐานมาจากเทคโนโลยีชีววิทยาสังเคราะห์และเทคโนโลยีเกี่ยวเนื่อง ซึ่งความร่วมมือภายใต้เครือข่ายนี้ จะสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยิ่งใหญ่ และทำให้ประเทศไทยเป็นผู้นำด้านชีววิทยาสังเคราะห์ได้อย่างยั่งยืน

ดร.สิริพร พิทยโสภณ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวปิดงานและกล่าวขอบคุณผู้ร่วมอภิปราย ผู้ดำเนินงาน และผู้เข้าร่วมงานทุกคน ที่ได้มีส่วนร่วมทำให้ประเทศไทยได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ นอกจากนี้ ยังได้ขอบคุณผู้สนับสนุนการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวง อว. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยที่มีส่วนสำคัญทำให้งานนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งข้อมูลเชิงลึกและการหารือในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับแผนที่นำทางการพัฒนา SynBio จะถูกส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อ และเราเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและความก้าวหน้าของชีววิทยาสังเคราะห์ต่อไป

ทั้งนี้ การประชุมในครั้งนี้ประกอบไปด้วยการจัดเสวนาใน 5 หัวข้อ ได้แก่

1. ความท้าทายและกฎระเบียบในการแก้ไขยีนในพืช แลกเปลี่ยนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขยีน (Gene Editing: GEd) ในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะกฎระเบียบใหม่ของไทย นำเสนอกรณีตัวอย่างจากธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยี GEd ในสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เพื่อให้มุมมองระหว่างประเทศ อีกทั้งมีการอัปเดตสถานะการวิจัย GEd ในไทย เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายที่มีอยู่

2. การนำงานวิจัยไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นถึงข้อเสนอแนะ ความท้าทาย และแนวทางการส่งเสริมงานวิจัยด้าน SynBio จากห้องปฏิบัติการไปสู่ตลาด บทบาทของ Accelerator และความก้าวหน้าในภูมิภาค อภิปรายข้อดี ข้อเสียของความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและอุตสาหกรรม

3. การวิจัยอย่างรับผิดชอบในชีววิทยาสังเคราะห์ มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมการวิจัยอย่างรับผิดชอบ โดยเน้นจริยธรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม โดยมีกรณีศึกษาเพื่อเน้นปัญหาจริยธรรมในการใช้งานเทคโนโลยีชีวภาพที่ผ่านมา

4. ความสำคัญของมาตรฐานทางเทคนิคในชีววิทยาสังเคราะห์ มุ่งเน้นบทบาทของมาตรฐานในการขับเคลื่อนความก้าวหน้าในสาขานี้ โดยพิจารณาความท้าทายในการจัดการข้อมูลในวิทยาศาสตร์ชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพ เน้นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์และผู้กำหนดนโยบาย

5. โครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาแรงงานทักษะสูง สำหรับการขยายขนาดในระดับอุตสาหกรรม เป็นการพิจารณาโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาบุคลากรที่มีความสำคัญในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาชีววิทยาสังเคราะห์ มีการนำเสนอเกี่ยวกับเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) และการศึกษาภูมิทัศน์ชีววิทยาสังเคราะห์ เน้นถึงสถานะและศักยภาพของสาขานี้ในประเทศ

ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้นำเสนอมุมมองที่มีประโยชน์สำหรับความก้าวหน้าด้านชีววิทยาสังเคราะห์ในอนาคต ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีในการแลกเปลี่ยนแนวคิดกับผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการผลักดันให้เกิดการใช้ประโยชน์ชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทยต่อไป

สกร.สรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567

https://www.naewna.com/local/840711

สกร.สรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567

สกร.สรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดการประชุมวิเคราะห์และสรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระหว่างวันที่ 5-8 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา โดยมี นางเกณิกา ซิกวาร์ทซอน ผู้อำนวยการกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดที่สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคแต่ละแห่งตั้งอยู่ และสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาค รวมทั้งบุคลากรในสังกัดที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ จ.นนทบุรี

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การประชุมวิเคราะห์และสรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในครั้งนี้ เนื่องจากการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ได้ดําเนินการเสร็จสิ้นแล้ว และสถาบัน
ส่งเสริมการเรียนรู้ภาค ทั้ง 5 ภาค ได้ทําการตรวจกระดาษคําตอบพร้อมทั้งรวบรวมข้อมูลผลการสอบในระดับภาคของแต่ละภาค รวมถึงข้อมูลการนิเทศสนามสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการประชุมครั้งนี้ได้แต่งตั้งคณะทํางานซึ่งเป็นผู้มีความรู้และประสบการณ์ในงานด้าน การวัดและประเมินผล เพื่อมาทําการวิเคราะห์และสรุปผลคะแนนการจัดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 รวมทั้งข้อมูลการนิเทศสนามสอบในภาพรวมระดับประเทศ เพื่อการจัดทําเล่มรายงานผลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 หลักสูตรการศึกษา นอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 รวมถึงจัดทําข้อมูลการวิเคราะห์คะแนน การสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ของแต่ละภาค และแนวทางการ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โดยสถานศึกษาสามารถนําผลที่ได้ไป พัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน พัฒนาครูผู้สอน โดยนําคะแนนเฉลี่ยที่ได้ไปพัฒนาความรู้ ความสามารถและทักษะของนักศึกษาต่อไป

ซึ่งในโอกาสนี้ นางเกณิกา ซิกวาร์ทซอน ผู้อํานวยการกลุ่มพัฒนาระบบการทดสอบได้รายงานว่า การประชุมครั้งนี้มีความแตกต่างจากที่ผ่านมา เหตุผลสําคัญเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสถานะของสถาบันส่งเสริม การเรียนรู้ภาคจากสถานศึกษาเป็นหน่วยงานทางการศึกษา ทําให้เกิดปัญหาในการใช้เงินอุดหนุน ในโครงการการประเมินผลการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน การทํากิจกรรมต่างๆ ในโครงการการประเมินผลการศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐานจะไม่คล่องตัว จึงต้องมีการบูรณาการการทํางานร่วมกัน ระหว่างสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ที่สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคแต่ละแห่งตั้งอยู่ และสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคทั้ง 5 แห่ง การเบิกจ่ายเงินอุดหนุนในโครงการการประเมินผล การศึกษานอกระบบขั้นพื้นฐาน อาจต้องดําเนินการโดยผ่านสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด ที่สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคแต่ละแห่งตั้งอยู่ โดยสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคก็อาจต้องให้ใช้งบประมาณอื่น เช่น งบดําเนินงานในการสนับสนุนการทํางาน อย่างไรก็ตาม ตนยังคาดหวังกับการทํางานในการตรวจกระดาษคําตอบ ประมวลผลคะแนน สรุปผลคะแนน และวิเคราะห์ข้อมูลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ปลายภาคเรียนให้มีคุณภาพเช่นเดิม หรือคุณภาพที่ดีกว่าที่ผ่านมา

นายธนากร กล่าวเพิ่มเติมว่าขอให้สํานักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดที่สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคแต่ละแห่งตั้งอยู่ ตั้งใจเรียนรู้งานใหม่ตามภารกิจเพิ่มเติมที่มอบหมายให้ และขอให้เจ้าหน้าที่สถาบันส่งเสริม การเรียนรู้ภาคตั้งใจในการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ในการทํางาน ให้แก่ สํานักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจําจังหวัดที่สถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ภาคแต่ละแห่งตั้งอยู่ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนกันด้วย เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานด้านตรวจกระดาษคำตอบ ประมวลผลคะแนน สรุปผลคะแนน และวิเคราะห์ข้อมูลการสอบวัดผลสัมฤทธิ์ปลายภาคเรียนต่อไป

สจล. จับมือ ม.กรุงเทพ ปูทางสู่อนาคต สร้างบัณฑิต 2 ศาสตร์ ‘AI – ผู้ประกอบการ’

https://www.naewna.com/local/840703

สจล. จับมือ ม.กรุงเทพ ปูทางสู่อนาคต  สร้างบัณฑิต 2 ศาสตร์ ‘AI – ผู้ประกอบการ’

สจล. จับมือ ม.กรุงเทพ ปูทางสู่อนาคต สร้างบัณฑิต 2 ศาสตร์ ‘AI – ผู้ประกอบการ’

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMITL) ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ พัฒนาหลักสูตรร่วมแบบ Joint Degree สร้างสรรค์โปรแกรมปริญญาร่วมด้านวิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการที่ล้ำสมัยสำหรับปีการศึกษา 2568 ด้วยความตั้งใจที่จะบ่มเพาะวิศวกร AI รุ่นใหม่ให้มีศักยภาพในการสร้างนวัตกรรมและมีจิตวิญญาณของการเป็นผู้ประกอบการ

พร้อมเดินหน้าตอกย้ำความสำเร็จของหลักสูตรร่วมบันทึกความร่วมมือทางวิชาการ (MoU) กับโรงเรียนมัธยมตอนปลาย 34 โรงเรียน อาทิ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย, โรงเรียนเซนต์คาเบรียล โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม), โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย, โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา, โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสายไหม, โรงเรียนชลราษฎรอํารุง, โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์, โรงเรียนยอแซฟอุปถัมภ์ และ Denla British School เป็นต้น

รศ.ดร.สมยศ เกียรติวนิชวิไล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า “ความร่วมมือที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างอนาคตของการศึกษาเพื่อขับเคลื่อนเยาวชนไทยสู่การเป็นผู้นำในโลกแห่งเทคโนโลยีและการประกอบการ การพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบันให้ก้าวหน้าและยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยศักยภาพของเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
วิศวกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI Engineering) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและพัฒนาโครงสร้างทางเศรษฐกิจในหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นด้านผลิต การบริการ การเกษตร หรือการดูแลสุขภาพ ในขณะเดียวกัน การมีทักษะในด้านการประกอบการ (Entrepreneurial Skills) ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้เยาวชนมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง และสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างโอกาสทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ หลักสูตร AI Engineering and Entrepreneurship (AIEE) ที่พัฒนาร่วมกันในครั้งนี้ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างศักยภาพให้กับเยาวชนของเรา ให้สามารถใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มที่ พร้อมทั้งที่มีทักษะในการประกอบการเพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคม เราเชื่อมั่นว่าเยาวชนเหล่านี้จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันประเทศให้ก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมและธุรกิจได้อย่างเต็มภาคภูมิ”

ทางด้าน ผศ.สรรเสริญ มิลินทสูต รองอธิการบดีอาวุโสด้านวิชาการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวว่า ในความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็น Role model ของการศึกษา โดยนำจุดแข็งของทั้งสองสถาบันมาผสมผสานกัน ไม่ว่าจะเป็นจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Spirit) จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมศาสตร์ จากสถาบันพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกันเปิดประตูการเรียนรู้ ผสมผสานให้เกิดความรู้ใหม่ เปิดล้อคสู่การเป็น Engineer Entrepreneurship อย่างแท้จริง พร้อมสนับสนุนผู้เรียนในด้านการเป็นผู้ประกอบการโดยได้พัฒนาแนวคิดการในจัดการเรียนการสอนจาก Babson College สถาบันชั้นนำระดับโลกในด้านผู้ประกอบการ มาปรับใช้ในการพัฒนาหลักสูตร นอกจากนี้ เรายังมีความร่วมมือกับภาคธุรกิจและเครือข่ายAcceleration Center ทั้งในและต่างประเทศ ที่จะช่วยเสริมสร้างความรู้ความสามารถให้กับผู้เรียน ให้พร้อมก้าวสู่การเป็นบัณฑิตที่มีศักยภาพในด้านธุรกิจและการพัฒนาตนเองให้กลายเป็นผู้ประกอบการในอนาคต

หลักสูตรนี้ถือเป็นการบุกเบิกนวัตกรรมการเรียนการสอนในประเทศไทย โดยเน้นการบ่มเพาะวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีทักษะรอบด้าน ทั้งในด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และการเป็นผู้ประกอบการ นับเป็นการตอบโจทย์ความต้องการของโลกอนาคตที่มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมพร้อมทั้งมีความสามารถในการบริหารธุรกิจ ผู้เรียนจะได้รับโอกาสในการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรที่พร้อมจะเป็นผู้นำด้าน AI ที่สามารถก้าวเข้าสู่โลกธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

วว.สร้างศักยภาพชุมชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างด้วย วทน.

https://www.naewna.com/local/840710

วว.สร้างศักยภาพชุมชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างด้วย วทน.

วว.สร้างศักยภาพชุมชนประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างด้วย วทน.

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นางสาวสุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้รับมอบหมายจาก นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ให้เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคเกี่ยวกับ “การสร้างศักยภาพชุมชน” สำหรับชุมชนจากประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างภายใต้การดำเนิน โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การแปรรูปผลผลิตการเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) เพื่อช่วยส่งเสริมและสนับสนุนพี่น้องประชาชนในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงของประเทศไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ให้มีความเข้มแข็ง ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าเกษตร สร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้ดีขึ้น ซึ่งดำเนินงานโดยพันธมิตรเครือข่าย ได้แก่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) โดยมี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. ดร.อนุรักษ์ กิตติคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร MRCS ดร.วินัย วังพิมูล ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สทนช. พร้อมด้วยกลุ่มเป้าหมายโครงการฯ เข้าร่วมการประชุม ณ อาคาร 60 ปีศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีประยุกต์สู่ SMEs วว.เทคโนธานี

นางสาวสุชาดา กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้เห็นความร่วมมือระหว่างทุกฝ่าย เราจะเห็นได้ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการเพียงอย่างเดียวแต่เราสามารถสัมผัสมันได้จากทุกที่ทุกเวลาเราต้องสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และด้านอื่นๆ และขอชื่นชมหน่วยงาน วว. ที่ดำเนินการและทุ่มเทเพื่อเพิ่มความสามารถในการพัฒนาชุมชนและท้องถิ่นให้เกิดความยั่งยืนโครงการที่สำคัญนี้

“กระทรวง อว. เข้าใจถึงบทบาทสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมและการบูรณาการความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายในโลกแห่งความเป็นจริง และการประชุมเชิงปฏิบัติการในวันนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงภารกิจนี้เรามุ่งหวังที่จะส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืนในประเทศลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง โดยการสนับสนุนการวิจัยและการสร้างศักยภาพ เรามุ่งหวังที่จะเสริมพลังให้กับชุมชนท้องถิ่น สร้างความยืดหยุ่นและการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับชุมชน ทลายข้อจำกัดของชุมชน อันนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นางสาวสุชาดา กล่าว

ศธ.เร่งพัฒนาครู-ผู้บริหารโรงเรียน มีความรู้เกี่ยวกับข้อสอบ PISA ไปปรับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ

https://www.naewna.com/local/840723

ศธ.เร่งพัฒนาครู-ผู้บริหารโรงเรียน  มีความรู้เกี่ยวกับข้อสอบ PISA  ไปปรับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ

ศธ.เร่งพัฒนาครู-ผู้บริหารโรงเรียน มีความรู้เกี่ยวกับข้อสอบ PISA ไปปรับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 38/2567 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting ว่าได้มีการติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา PISA ของ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้รายงานผลการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างและพัฒนาข้อสอบวัดความฉลาดรู้ด้านการอ่าน วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ระดับ ม.ต้น (ออนไลน์) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 15,445 คน จากทุกสังกัด (สพฐ. สช. สอศ. อว. สถ. กทม. และอื่นๆ) ทั้งนี้ ส่วนใหญ่อบรมผ่านช่องทาง YouTube Live และ Facebook Live รับชมย้อนหลังผ่าน YouTube และมีผู้สนใจเข้ารับอบรมผ่าน Zoom meeting กว่า 1,652 คน ตามลำดับ และจะขยายผลไปกว่า 2 หมื่นคนไปจนถึง 1 แสนคน รวมถึงให้ครูและผู้บริหารโรงเรียน ผอ.เขตพื้นที่ฯให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อสอบ PISA เพื่อวัดเด็กได้หลายๆ อย่างแล้วนำความรู้ไปปรับการเรียนการสอนให้มีคุณภาพมากขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จากการฝึกอบรมมีข้อเสนอแนะจากผู้เข้ารับอบรม เช่น 1.เห็นด้วยกับการจัดอบรมในช่วงปิดภาคเรียน 2.ต้องการให้มีการอบรมต่อเนื่อง 3.ต้องการให้จัดการเรียนรู้ที่เน้นความฉลาดรู้ในโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัยด้วย 4.เปิดประสบการณ์การออกข้อสอบ เกณฑ์การให้คะแนน 5.มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นแนวทางการทำข้อสอบที่ถูกต้อง และสอดคล้องกับแนวข้อสอบ PISA 6.กิจกรรมแลกเปลี่ยนวิพากษ์ข้อสอบ เป็นสิ่งที่ดี 7.ควรเพิ่มเวลาในการออกข้อสอบมากขึ้นก่อนมาเข้ารับการอบรม

“ซึ่งจากการอบรมก็เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับคุณครู ก็เป็นเรื่องน่ายินดี ที่คุณครูของเรามีความตื่นตัว มีความสนุก อยากที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆก็ถือเป็นมิติการศึกษาที่ดี ที่คุณครูเราเปิดใจกว้าง ก็เชื่อว่าเมื่อคุณครูรับสิ่งใหม่ๆเข้าไปก็จะนำไปถ่ายทอดให้กับนักเรียนได้รับสิ่งใหม่ๆ ต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

อย่างไรก็ตาม สพฐ.เตรียมแผนการอบรมผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน และครู พร้อมคัดกรองและจัดกลุ่มผู้ผ่านการอบรมเพื่อพัฒนาสร้างข้อสอบต่อเนื่องในทุกรายวิชาและทุกระดับ โดยมีเป้าหมายสร้างการคิดวิเคราะห์ทั้งชั้นเรียน ทั้งในกลุ่มผู้บริหาร ครู และกลุ่มที่ผ่านการอบรมเพื่อขยายผลต่อไป

“ในส่วนของการขยายผลการดำเนินงาน PISA มอบให้ สพฐ. เป็นเจ้าภาพดำเนินการ พร้อมประสานการทำงานกับ สสวท. อย่างต่อเนื่อง และให้เชิญผู้ตรวจราชการกระทวงศึกษาธิการศึกษาธิการจังหวัด ศึกษานิเทศก์ เข้ามามีส่วนร่วม พร้อมรายงานผลมายังปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ทั้งนี้ เพื่อทำเรื่องการอบรมพัฒนาความฉลาดรู้เป็นโมเดลนำร่องขยายการดำเนินงานสู่ศึกษาธิการจังหวัด ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน เพื่อให้เกิดความกระตือรือร้นและสร้างความต่อเนื่องเพื่อเราจะได้ร่วมขับเคลื่อนการดำเนินงานไปด้วยกันครบทุกภาคส่วน” รมว.ศธ. กล่าว

‘รัฐบาล’ชวนปชช.ร่วมงาน’เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ’ชมภาพยนตร์หาชมยากกว่า100เรื่อง จาก 35 ประเทศ

https://www.naewna.com/local/840513

'รัฐบาล'ชวนปชช.ร่วมงาน'เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ'ชมภาพยนตร์หาชมยากกว่า100เรื่อง จาก 35 ประเทศ

‘รัฐบาล’ชวนปชช.ร่วมงาน’เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ’ชมภาพยนตร์หาชมยากกว่า100เรื่อง จาก 35 ประเทศ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.37 น.

‘รัฐบาล’เชิญชวนประชาชนร่วมงาน’เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 16’ ระหว่างวันที่ 7- 17 พ.ย.นี้ ชมภาพยนตร์หาชมยากกว่า 100 เรื่อง จาก 35 ประเทศทั่วโลก ร่วมผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์

เมื่อวันที่ 10 พ.ย.2567 น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เชิญชวนประชาชนร่วมงาน “เทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 16 หรือ World Film Festival of Bangkok 2024” ระหว่างวันที่ 7 – 17 พ.ย.2567 ณ เอส เอฟ เวิลด์ ซีเนม่า ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร จัดโดยคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม และพันธมิตรภาคเอกชน 

น.ส.ศศิกานต์ กล่าวว่า เทศกาลดังกล่าว เกิดจากความร่วมมือของภาครัฐ และภาคเอกชน ร่วมกันขับเคลื่อนนโยบาย “Soft Power” ด้านภาพยนตร์ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศ และผลักดันอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย รวมถึงเพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดภาพยนตร์นานาชาติ อีกทั้งยังเป็นสะพานเชื่อมโยงศิลปวัฒนธรรม แนวคิด รวมถึงเรียนรู้ความหลากหลายของชีวิตผ่านเนื้อหาภาพยนตร์จากทั่วโลก ซึ่งปีนี้กลับมาในคอนเซ็ปต์ “New Horizons” สื่อถึงการแสวงหาขอบฟ้าใหม่ๆ บ่งบอกถึงการก้าวเดินสู่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยในอนาคต 

“สำหรับเทศกาลภาพยนตร์โลกแห่งกรุงเทพฯ ครั้งที่ 16 ได้คัดสรรหนังเด็ด คุณภาพหาชมยาก นับ 100 เรื่อง จาก 35 ประเทศทั่วโลก ให้คนไทยได้รับชมอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเทศกาลฯ ตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งสนับสนุนผลักดันด้านภาพยนตร์ไทยให้เป็นหนึ่งในซอฟต์พาวเวอร์ โดยนำความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม เทคโนโลยี มาประยุกต์กับต้นทุนทางวัฒนธรรมของไทย เพื่อขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ด้านภาพยนตร์ไทยสู่เวทีนานาชาติ” น.ส.ศศิกานต์ กล่าว  

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

https://www.naewna.com/local/840259

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 18.03 น.

นศ.คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร‘ศิลปากร’ คว้ารางวัล Best Young Influencer Award 2024

ขอแสดงความยินดีกับ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 (ทีม 19 มะดันศิลปากร) สาขาวิชานิเทศศาสตร์ เอกการสื่อสารเชิงธุรกิจ (เน้นการลูกค้าสัมพันธ์) หรือ BC-CRM คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ได้รับรางวัล Best Young Influencer Award  ในฐานะตัวแทนจากทีมนักศึกษาของมหาวิทยาลัยศิลปากร จากเวทีระดับประเทศ Thailand Influencer Awards 2024 โดยรางวัลนี้เป็นผลมาจากโครงการ “Young Influencer Challenge Thailand 2023: ชวนยูสร้างรอยยิ้ม”

ที่สร้างปรากฏการณ์ในการพัฒนาสินค้าชุมชน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้แสดงพลัง นำความคิดสร้างสรรค์ พร้อมนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแผนการตลาดจำหน่ายสินค้าชุมชนในโครงการ “ชุมชนยิ้มได้ โดย กลุ่ม ปตท.” ผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างประสบการณ์จริง ซึ่งตลอดการแข่งขันมีเยาวชนเข้าร่วม 30 ทีม กว่า 137 คน จาก 10 มหาวิทยาลัย ได้แสดงศักยภาพในการสื่อสารการตลาดทางออนไลน์ให้กับสินค้ากับชุมชน โดยศึกษาอัตลักษณ์สินค้าชุมชนร่วมกับชุมชนเจ้าของสินค้านั้น ๆ อย่างจริงจังจนมาสู่การวางแผนการตลาด

ทำให้สามารถสร้างรายได้ในการจำหน่ายสินค้าส่งเสริมให้สินค้าชุมชนในโครงการฯ เป็นที่รู้จักแพร่หลายเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการจุดประกายความตระหนักในบทบาทของเยาวชนไทยในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนยั่งยืนได้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

https://www.naewna.com/local/840200

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

เลขาธิการ กพฐ. ตรวจติดตาม สุขาดีมีความสุข เพื่อให้นักเรียนมีสุขาสะอาดปลอดภัยใช้

วันศุกร์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567, 15.24 น.

วันที่ 8 พฤศจิกายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการตรวจเยี่ยมโรงเรียน วัดสมหวัง สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.) สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)สุราษฎร์ธานี-ชุมพร จ.สุราษฎร์ธานี  ว่า  โรงเรียนวัดสมหวัง เป็นโรงเรียนคุณภาพประจำอำเภอ มีการขับเคลื่อนโรงเรียนคุณภาพตามหลักพระพุทธศาสนา คือ กิน ดู อยู่ ฟัง ทั้งนี้ จากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนและตรวจดูห้องสุขาของโรงเรียน ตามโครงการสุขาดีมีความสุขแล้ว ตนได้เน้นย้ำกับ ผอ.สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 และ ผอ.โรงเรียน ว่าให้ปรับปรุงและพัฒนาห้องสุขาให้สะอาด ปลอดภัย มีกลิ่นหอม ถูกสุขลักษณะ และให้อากาศถ่ายเทสะดวก เพื่อให้นักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และเพื่อฝึกนิสัยความรับผิดชอบ และให้จัดแบ่งนักเรียนดูแลห้องน้ำผนวกกับโครงการคุณธรรมของโรงเรียนด้วย

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนโรงเรียนที่สอง โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา 2 เป็นโรงเรียน 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ และเป็นสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรม โดยในการตรวจเยี่ยม เด็ก ๆ ได้นำเสนอเรื่องสุขาดีมีความสุข ซึ่งฟังแล้วรู้สึกชื่นใจ เพราะนักเรียนบอกว่านักเรียนได้ใช้ห้องน้ำที่สะอาดถูกสุขลักษณะ ทำให้มีความสุขและอยากมาโรงเรียน ที่สำคัญยังได้ฝึกเรื่องความรับผิดชอบ จะได้เป็นนิสัยติดตัวเวลาไปใช้ห้องน้ำที่อื่น ก็มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม นอกจากนี้โรงเรียนสุราษฎร์ธานีพิทยา2 ยังมีจุดเด่นเรื่องของการเรียนแบบสะเต็มศึกษา โดยเด็กนำปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาศึกษาเรียนรู้ และออกแบบการแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยี แล้วนำไปใช้ในสถานที่จริง ซึ่งการใช้เทคโนโลยีมาจัดการเรียนการสอนถือเป็นจุดเด่นของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนมีจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆมาอย่างต่อเนื่อง

“ผมอยากให้เรื่องนี้เป็นจุดเน้นที่ทำให้นักเรียนอยากมาโรงเรียน และทำให้โรงเรียนมีคุณภาพและประสิทธิภาพต่อไป โดยเฉพาะเรื่องการตอบโจทย์ ”เรียนดี มีความสุข“ ซึ่งผมได้ขอให้ผอ.เขตพื้นที่ฯ  ทั้ง ผอ. สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 1 ผอ. สพม.สุราษฎร์ธานี-ชุมพร และผอ.โรงเรียนทั้ง 2 แห่ง  ดำเนินการเพื่อให้เด็กรู้สึกว่ามาโรงเรียนแล้วน่าอยู่  โรงเรียนเป็นที่แห่งความปลอดภัย เป็นที่แห่งความสุข ซึ่งจะนำไปสู่ เป้าหมายตามนโยบายเรียนดี มีความสุข” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว และว่า ขณะนี้ โรงเรียนสังกัด สพฐ.ได้ปรับปรุงห้องสุขาทุกแห่งแล้ว ตามบริบทของโรงเรียน

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อ ส่วนเรื่องเด็ก Dropout ของจังหวัดสุราษฎร์ธานี นั้น เท่าที่ได้รับรายงานจาก ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งประถมศึกษาและมัธยมศึกษา พบว่า  มีเด็ก Dropout กระจายอยู่ในพื้นที่ประมาณ 30 -40 คน จากเด็กทั้งหมด 60,000 กว่าคน ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนไม่มาก โดยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องของการอพยพย้ายถิ่น เท่าที่ดูคาดว่าน่าจะมีมากที่เกาะสมุย เพราะเป็นพื้นที่ธุรกิจ เป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้ปกครองส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่พาลูกมาด้วย เมื่อถึงฤดูทำนาก็จะกลับไปทำนา เด็กก็ต้องติดตามผู้ปกครองไปด้วย จึงทำให้เด็กต้องออกจากโรงเรียนกลางคัน ดังนั้น จึงมอบหมายให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯไปคิดระบบดูแลนักเรียน เรื่องระบบการส่งต่อนักเรียน เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะห้ามไม่ให้เด็กย้ายตามผู้ปกครอง แต่เมื่อเด็กต้องย้ายที่อยู่เด็กต้องสามารถไปเรียนต่อในพื้นที่ใหม่ได้ เด็กจะต้องไม่ตกหล่นจากระบบการศึกษา