‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

https://www.naewna.com/local/838468

‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง  เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

‘ตั้ง วง เล่า’ จากประสบการณ์…สู่ชีวิตจริง เรื่องเล่าจาก ‘CEO-MD’ ส่งพลังบวกแก่นักศึกษา

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บมจ.เอพี ไทยแลนด์ เปิดโลกการเรียนรู้เป็นปีที่ 9 กับนิสิตนักศึกษาฝึกงาน ในโครงการ AP OPEN HOUSE 2024 กับกิจกรรม session สุดพิเศษที่ชื่อ “ตั้ง วง เล่า” ที่สองพี่ใหญ่ของเอพี “อนุพงษ์ อัศวโภคิน” CEO และ “พิเชษฐ วิภวศุภกร” MD มาบอกเล่าประสบการณ์จริงที่ยากกว่าทฤษฎี พร้อมเปิดโอกาสให้น้องๆ Gen Z ได้พูดคุยถาม-ตอบ เรียนรู้แนวคิดในการทำงานและประสบการณ์ตรงของสองผู้บริหารรุ่นเก๋า โดยมุ่งหวังให้น้องๆ นำไปปรับใช้ เตรียมตัวก่อนเข้าสู่ชีวิตการทำงานด้วยทัศนคติเชิงบวก เหมือนที่ผู้บริหารสองท่านกล่าวไว้ในหนังสือ “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้”- เพราะเมื่อโลกยิ่งแย่ ใจเราต้องบวก ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็ต้องเริ่มที่ Mindset ตัวเอง

ซึ่งเรื่องราวและแนวคิดต่างๆ ที่ผู้บริหารทั้งสองท่านได้มาแชร์นั้น ล้วนมาจากประสบการณ์จริงที่อยากแบ่งปันให้กับคนรุ่นใหม่ ส่วนหนึ่งมาจากเนื้อหาของ Pocket Book ที่มีชื่อเดียวกับวิสัยทัศน์องค์กร “ชีวิตดีๆที่เลือกเองได้” ที่ได้แจกให้กับน้องๆ ทุกคนก่อนได้ไปค้นหาคำตอบกันต่อ ถึงสิ่งที่ทำให้มีเอพี ในทุกวันนี้ ในกิจกรรม “ตั้ง วง เล่า” กับนายอนุพงษ์ อัศวโภคิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และนายพิเชษฐ วิภวศุภกร กรรมการบริหาร บมจ.เอพี ไทยแลนด์ ที่ได้มาร่วมเปิดมุมมองของชีวิตการทำงานจากประสบการณ์จริงมาเล่าให้น้องๆ นิสิตนักศึกษาได้ฟัง เพื่อให้สามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ อาทิ การทำงานร่วมกัน ซึ่งได้ยกตัวอย่างประสบการณ์การทำงานร่วมกันของทั้งสองท่านในฐานะพาร์ทเนอร์ ที่แม้ไม่ได้มีนิสัยใจคอที่เหมือนกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกัน จึงเคารพและให้เกียรติ ความแตกต่าง ให้จุดต่างมาเติมเต็มการทำงานร่วมกัน ควบคู่กับการปรับใช้แนวคิด Outward Mindset หรือการนำใจเขามาใส่ใจเรา การรับฟังความต้องการ จุดประสงค์ และปัญหาของอีกฝ่ายโดยได้ส่งต่อแนวคิดนี้ให้กับพนักงานทุกคนในบริษัทจนพัฒนาสู่การเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่นและเปิดกว้าง

“แนวคิด Outward Mindset ช่วยผมและคุณพิเชษฐ เปลี่ยนมุมมองในการมองสิ่งต่างๆ ให้เราสองคนมีชีวิตที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองคน ทำให้เข้าใจตัวเองและผู้คนรอบตัว และสามารถรับมือกับคนที่มีGeneration ต่างกันได้อย่างเหมาะสม และบริษัทได้ดีคือผลที่ตามมา” นายอนุพงษ์ อัศวโภคิน กล่าว

นายพิเชษฐ วิภวศุภกร กล่าวเสริม “การที่น้องๆ ได้มาร่วมโปรแกรม AP OPEN HOUSE 2024 และได้พูดคุยกับเราสองคนในวันนี้ หวังว่าจะช่วยให้ทุกคนเสียเวลากับชีวิตตัวเองให้น้อยที่สุด สามารถนำแนวคิดและประสบการณ์ของพี่ๆ มาเป็นบทเรียน ให้เข้าใจและตัดสินใจในชีวิตการทำงานบนสายงานในอุตสาหกรรมที่เราชอบ และไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนจงเป็นแก้วเปล่าแล้วพยายามเรียนรู้ให้ได้มากที่สุด”

หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม น.ส.นุชจิรา โผลัย จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้เผยว่า “หลังจากที่ได้ฟังพี่ๆทั้ง 2 คนเล่าประสบการณ์ วิธีคิดต่างๆ เหมือนทำให้เราได้เข้าใจถึงที่มาของบรรยากาศภายในองค์กรที่เราได้สัมผัสตลอดการฝึกงาน พี่ๆ ในฝ่ายที่เปิดรับไม่เคยปิดกั้นไอเดียต่างๆ จากเรา นอกจากนี้ยังรู้สึกประทับใจในความเปิดกว้างของทั้งสองท่านที่เปิดใจรับฟังพนักงานโดยไร้ซึ่ง Ego พร้อมสนับสนุนให้พนักงานกล้าตัดสินใจเป็นIndependent Responsible Leader ในขอบเขตของตน”

นายภูริยศ ชื่นวรกิตติพล คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าว่า “โดยส่วนตัวผมรู้สึกสนใจเรื่อง Outward Mindset คิดว่าเป็นแนวคิดที่สามารถใช้ในชีวิตจริงได้ โดยเฉพาะคนในรุ่นเดียวกับผม ข้อมูลต่างๆ มีเยอะมากทั้งที่เราได้รับมาโดยตรงและจากในโซเชียลมีเดียการที่ได้พยายามเรียนรู้ความต้องการจุดประสงค์และปัญหาของคนคนหนึ่งทำให้เข้าใจคนคนนั้นได้มากยิ่งขึ้น มองในมุมของคนคนนั้นได้ชัดเจนขึ้นซึ่งผมรู้สึกได้ว่าพี่ๆ ที่เอพี เขาได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้จริงๆ ภายในองค์กร เพราะทุกคนพร้อมที่จะให้ความรู้กับเราในเรื่องต่างๆขณะเดียวกันก็รับฟังเราถึงแม้ผมเป็นเพียงแค่เด็กฝึกงาน”

AP OPEN HOUSE 2024 เป็นโปรแกรมฝึกงานเข้มข้นของเอพี ที่เปิดโอกาสให้น้องๆ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้มาเรียนรู้จากการทำงานจริง นอกเหนือจากทฤษฎีในชั้นเรียน ได้เห็นตลอดทั้งกระบวนการทำงานของทางเอพี ทั้งงานด้านวิศวกรรม การตลาด การขาย และนวัตกรรมดีไซน์ต่างๆ โดยจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 9 กับกิจกรรมพิเศษกว่าที่เคย ให้น้องๆ ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของสองผู้ก่อตั้งผ่านการพูดคุย และหนังสือ Pocket Book “ชีวิตดีๆ ที่เลือกเองได้” ที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการส่งต่อวัฒนธรรมองค์กรในแบบเอพี พอเป็นไอเดียว่า อดีตเป็นอย่างไร และจะนำไปสู่อนาคตของเอพีอย่างไร นอกจากนี้ โปรแกรม AP OPEN HOUSE ยังคัดเลือกนิสิตนักศึกษาที่มีผลงานที่โดดเด่นจำนวน 4 คน ไปศึกษาดูงานกับ บริษัท มิตซูบิชิ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ถึงที่ประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers 2024

https://www.naewna.com/local/838412

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน  ASEAN Data Science Explorers 2024

‘เยาวชนอาเซียน’ โชว์ศักยภาพวิเคราะห์ข้อมูลระดับภูมิภาค ในการแข่งขัน ASEAN Data Science Explorers 2024

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.04 น.

 นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว – 30 ตุลาคม 2567– มูลนิธิอาเซียน ภายใต้ความร่วมมือของ SAP และมหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว สรุปผลการแข่งขันวิเคราะห์ข้อมูลอาเซียน 2024 (ASEAN Data Science Explorer  2024 )  ครั้งที่ 8 รอบชิงชนะเลิศ ที่นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว โดยมีนักเรียน 20 คนจากสถาบันในระดับมัธยมศึกษาและระดับอุดมศึกษา และจาก 10 ประเทศเข้าร่วม ซึ่งผู้เข้าร่วม การแข่งขันดังกล่าวได้นำเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรม mobile apps เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม ในภูมิภาค

ในการแข่งขันนี้ ทีม aSAP จากประเทศเวียดนามได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคจากงาน ASEAN DSE 2024 ซึ่งนำเสนอ นวัตกรรมการแก้ไขปัญหาโดยการนำประโยชน์จากการปฏิสัมพันธ์กันระหว่างการเป็นกรดของมหาสมุทรและความไม่มั่นคงด้านพลังงาน เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีน้ำเงินที่ยั่งยืนผ่านแอปพลิเคชันมือถือที่เรียกว่า “CarbonWave” นาย Le Trung Kien และ Cao Van Truong หัวหน้าทีมและสมาชิก ASAP จากเวียดนามกล่าวว่า “พวกเราทีม aSAP รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่งที่ได้รับการประกาศให้เป็นแชมป์ของ ASEAN Data Science Explorers 2024! ความท้าทายและคำแนะนำที่เราได้รับจาก ADSE ได้ช่วยพัฒนาทักษะและจุดประกายความสนใจในในด้านการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven) ทักษะเหล่านี้ไม่เพียงแต่เตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เราพร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืนภายในชุมชนของเรา”

ผู้เข้าร่วมได้แสดงความสามารถในการใช้ข้อมูลและพัฒนาแอปพลิเคชันมือถือสำหรับการแก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญทั่วอาเซียน ผ่านการใช้ SAP Analytics Cloud และ SAP Build Apps  โดยมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 6 ประการ ได้แก่ การยุติความหิวโหย (Zero Hunger) การมีสุขภาวะที่ดี (Good Health and Being) การสร้างหลักประกันเรื่องน้ำและการสุขาภิบาล (Clean Water and Sanitation) เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน (Sustainable Cities and Communities) (SDG 11) การบริโภคและการผลิตที่มีความรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) และ การต่อสู้กับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง (Climate Action)

ทักษะการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-driven) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับแรงงานในอนาคตเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของวิทยาการข้อมูลทั่วโลก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 95.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2021 เป็น 322.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2026 อย่างไรก็ตาม เยาวชนอาเซียนถึง 72.2% ไม่ได้มีทักษะในด้านดิจิทัลขั้นสูงหรือเพียงมีความสามารถด้านดิจิทัลในระดับพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งโครงการอาเซียน DSE มีเป้าหมายที่จะลดช่องว่างนี้โดยจัดเตรียมทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลที่จำเป็นให้กับผู้เข้าร่วม เพื่อให้แน่ใจว่าเยาวชนอาเซียน จะมีทักษะพร้อมที่จะแข่งขันได้ในตลาดงานที่กำลังพัฒนา

-(016)

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

https://www.naewna.com/local/838348

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.27 น.

‘ม็อบธุรการ’ลุ้นเฮ!‘สพฐ.’ชงก.พ.ขอทบทวนเปลี่ยนจ้างเหมาเป็นลูกจ้างชั่วคราว

30 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย เดินทางมาชุมนุมเรียกร้องให้นำเรื่องการขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคม  และขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณา ว่า ตนได้ดำเนินการแก้ปัญหานี้อยู่แล้ว ลูกจ้างไม่ได้มีเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น ยังมีกระทรวงอื่นๆทั่วประเทศ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาล ก็ต้องประชุมชี้แจงทำความเข้าใจกัน  

“ในส่วนของ ศธ.ก็พยายามเสนอผู้เกี่ยวข้อง เพราะเกี่ยวกับเรื่องกรอบอัตรากำลัง แต่ที่มาร้องเป็นเรื่องของการจ้างเหมา จะต้องได้รับความเห็นชอบจากสำนักงาน ก.พ.ก่อน เพราะที่ผ่านมาเป็นนโยบายของรัฐบาลที่พยายามลดขนาดของส่วนราชการลง” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องทำตามขั้นตอน ซึ่งภายในวันนี้ สพฐ. จะทำเรื่องเสนอไปที่สำนักงาน ก.พ. ก่อน เพื่อขอให้พิจารณาปรับการจ้างเหมาบริการ เป็นลูกจ้างชั่วคราว ถ้าสำนักงาน ก.พ.เห็นชอบอนุมัติแล้ว ศธ. จะทำเรื่องเสนอให้ที่ประชุม ครม.พิจารณาต่อไปได้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ ‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

https://www.naewna.com/local/838224

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี  ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

MIdS CMU จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี ‘วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ’ ม.เชียงใหม่

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (Multidiscip linary and Interdisciplinary School : MIdS) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดงานวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี MIdS ณ อาคารวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวแสดงความยินดี และร่วมพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) พร้อมด้วยนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และ รองศาสตราจารย์ ดร.อภิชาต โสภาแดง คณบดีวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ และวัตถุประสงค์ของการจัดงานให้ครั้งนี้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์บทบาท ภารกิจ หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยฯ แก่คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา หน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สร้างการรับรู้แก่สาธารณชน สร้างอัตลักษณ์ ภาพลักษณ์ที่ดี ให้แก่วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มากยิ่งขึ้น

โดยกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย พิธีทำบุญเนื่องในวันสถาปนาครบรอบ 1 ปี และงานเปิดตัว MIdS (Open House) และพิธีลงนามความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ (MIdS) และ เครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ จำนวน8 หน่วยงาน ได้แก่ 1.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ในการดำเนินงานขับเคลื่อนการลดก๊าซเรือนกระจก และการส่งเสริมกิจกรรม Carbon Credit ระหว่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงใหม่,3.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ สภาเภสัชกรรม, 4.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท เน็ต ไบร์ท จำกัด และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 5.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ระหว่าง บริษัท เออาร์ไอที จำกัด กับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 6.บันทึกข้อตกลงเรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตร/โปรแกรม Oversea Ayurveda ระหว่าง สถานกงสุลอินเดีย ศูนย์อินเดียศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ The Art of Living คณะเภสัชศาสตร์ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ, 7.บันทึกข้อตกลง เรื่อง การบริหารจัดการหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิตสาขาวิชาการสอนภาษาจีนร่วมสมัย ระหว่าง คณะศึกษาศาสตร์คณะมนุษยศาสตร์ วิทยาลัยศิลปะ สื่อ และเทคโนโลยี สถาบันขงจื่อ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ, 8.บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ โครงการเรียนรู้ตลอดชีวิตและพัฒนาทักษะ เพื่ออนาคต (UPSKILL/RESKILL) ประจำปี 2567 ระหว่าง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ วิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ

ภายในงานมีการมอบรางวัลให้กับส่วนงานที่ร่วมบริหารจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพหุวิทยาการและสหวิทยาการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการบรรยายพิเศษในหัวข้อThailand’s development and circular values for all โดย คุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต กรรมการอำนวยการและที่ปรึกษาสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และเยี่ยมชมบูธนิทรรศการกิจกรรม Open House ของแต่ละสาขาวิชา

ซึ่งวิทยาลัยพหุวิทยาการและสหวิทยาการ มีหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งหมด6 สาขาวิชา ได้แก่ 1.สาขาวิชานิติวิทยาศาสตร์(Program in Forensic Science), 2.สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา (Program in Sports Science), 3.สาขาวิชาการสอนภาษาจีนร่วมสมัย (Program in Contemporary Chinese Language Teaching), 4.สาขาวิชาสุขภาพจิต (หลักสูตรนานาชาติ) (Program in MentalHealth) (International program), 5.สาขาวิชาเทคโนโลยีชีวภาพ (Program inBiotechnology)

และ 6.สาขาวิชาบูรณาการศาสตร์ (Program in Integrated Science) ซึ่งสาขานี้มี 9 กลุ่ม เรียนรู้และงานวิจัยให้ได้เลือกเรียน ได้แก่ การสื่อสารดิจิทัล (Digital Communication) บล็อกเชน ปัญญาประดิษฐ์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Blockchain AI and Cyber Security) ภูมิทัศน์เมืองยั่งยืน (Sustainable Urban Landscape) การบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Management) การจัดการความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (The Management of Carbon
Neutrality and Net Zero GHG Emissions) นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Health Tech Innovation) การจัดการมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมชุมชน (Man and Community Environment Management) เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์กำลังสูงสำหรับประยุกต์ใช้ในยานยนต์ไฟฟ้า (High Power Semiconductor Technology for EV Applications) และสหวิทยาการเพื่อการพัฒนาในอนาคต (Multidisciplinary Studies for Future Development)

ม.วลัยลักษณ์มาแรง! คะแนนอันดับโลกเพิ่มขึ้น

https://www.naewna.com/local/838222

ม.วลัยลักษณ์มาแรง! คะแนนอันดับโลกเพิ่มขึ้น

ม.วลัยลักษณ์มาแรง! คะแนนอันดับโลกเพิ่มขึ้น

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประสบความสำเร็จในการเข้ารับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกปี 2025 สามารถทำคะแนนเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ครองอันดับ 6 ของไทย อันดับ 1201+ของโลก ขณะที่คะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าอันดับ 1001+ เพียง 1 คะแนน คาดจะได้รับการจัดอันดับเป็น 1001+ ของโลกได้ในปีต่อไป

โดยเมื่อเร็วๆ นี้สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกชื่อดัง Times Higher Education ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก World University Rankings 2025 ผ่านเว็บไซต์ https://www.timeshighereducation.com ผลปรากฏว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่ในอันดับที่ 1201+ของโลก จากมหาวิทยาลัยกว่า 26,000 แห่งทั่วโลก และเป็นอันดับ 6 ของประเทศ โดยเฉพาะคะแนนทางด้านคุณภาพการวิจัยมีการเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาจาก 35.5 เป็น 51.7 คะแนน อยู่ในอันดับ 5 จากมหาวิทยาลัยไทย 20 แห่งที่ผ่านเงื่อนไขและได้รับการจัดอันดับ

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากรของม.วลัยลักษณ์ มุ่งมั่นทำงานกันอย่างหนัก ทำให้โดยภาพรวมในมิติต่างๆ มหาวิทยาลัยมีคะแนนที่สูงขึ้น โดยเฉพาะด้านการวิจัยปัจจุบันมีสัดส่วนการตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสาร Scopus Q1 และ Q2 สูงที่สุดในประเทศ สะท้อนถึงพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดในแง่ของคุณภาพการวิจัย

ที่สำคัญปัจจุบันมีการนำมาตรฐานวิชาชีพสากล UKPSF จากประเทศอังกฤษมาใช้สำหรับการเรียนการสอน เพื่อให้นักศึกษามีทักษะในการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ได้ และมีอาจารย์ผู้สอนมืออาชีพที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 700 คนมากที่สุดในประเทศไทย เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้สามารถไต่ขึ้นมาอยู่ในอันดับ 6 ของประเทศไทยได้ดังกล่าว

“ภายในปี 2570 ตั้งเป้าให้ติดอันดับ TOP5 ของประเทศ อันดับ 1001-1200 ของโลกให้ได้ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีนักเรียนและผู้ปกครองเชื่อมั่นในคุณภาพและศักยภาพและสนใจสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มากขึ้น” ศ.ดร.สมบัติ กล่าว

ทั้งนี้การจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของไทม์ในปีนี้ประเมินจากตัวชี้วัด 5 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณภาพการวิจัย (Research Quality) 30%, ด้านการเรียนการสอน (Teaching) 29.5%,
ด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย (Research Environment) 29%, ด้านความเป็นนานาชาติ (International Outlook) 7.5% และด้านอุตสาหกรรม (Industry) 4%

‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

https://www.naewna.com/local/838225

‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

‘เพิ่มพูน’ กำชับ สช.ดูแลการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่5/2567 ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุม ว่าที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการวินิจฉัยการร้องทุกข์ และการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ…. ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ สช.ต้องออกระเบียบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่กระทรวงเร่งรัด เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งยังไม่เสร็จจึงต้องไปขอ ครม.ขยาย จะออกได้ไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.นี้ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็ได้เห็นชอบ เมื่อเสร็จแล้วสช.จะนำเสนอให้ รมว.ศธ.ลงนามและประกาศใช้ต่อไป

นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่ง สช.ได้นำนโยบายเรียนดีมีความสุข ของ รมว.ศธ.ไปดำเนินการ โดยทำเป็นจุดเน้นและทำเป็นโครงการ รวมถึงการลดภาระครู

ภาระนักเรียน ในส่วนของการลดภาระครูที่สำคัญๆ โดย สช.จะมีการประเมินวิทยฐานะของครูเอกชนที่เทียบเท่าเพื่อจะให้ครูเอกชนไปขอ A :License หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูงได้ ส่วนการลดภาระนักเรียน ก็จะขับเคลื่อนเรื่องการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ตามนโยบาย รมว.ศธ. และเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ และได้มีการพัฒนาด้านวิชาการในหลายๆ เรื่องให้กับโรงเรียนเอกชน

เลขาธิการ กช. กล่าวด้วยว่า สช.ได้รายงานผลการประชุมกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สช.ได้เชิญ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กลุ่มตรวจสอบภายใน กระทรวงศึกษาธิการ(ตสน.ศธ.) และสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.สช.) มาร่วมหารือกันในประเด็นที่เป็นข่าวเกิดขึ้นเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรั่วไหล

“ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับในเรื่องของการดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ว่าให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และได้มีข้อสั่งการว่าไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงฯ ซึ่งสช.ก็จะพยายามดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และในอนาคตจะดูเรื่องการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง และวางมาตรการต่างๆ ให้โรงเรียนเอกชนสร้างความรับผิดชอบในส่วนของการตรวจสอบเงินอุดหนุนให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีก” เลขาธิการ กช. กล่าว

นายมณฑล กล่าวอีกว่า สช.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบ ถึงการดำเนินงานของ สช.ในการออกประกาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง รายชื่อศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2567 จำนวน 2,036 แห่ง ซึ่งศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา)
ดังกล่าวนี้ ได้รับโอนมาจากกระทรวงมหาดไทย ในปี 2548 และปี 2550 เมื่อรับโอนมาแล้วสช.ได้มีการสำรวจและประกาศออกมาว่าเป็นศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาดีกา) ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดความสบายใจในการไปช่วยเหลือสนับสนุน และฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ทราบว่า ศูนย์ตาดีกามีกี่แห่ง โดยศูนย์ตาดีกาเหล่านี้ ก็จะต้องไปจัดทำรายละเอียดกิจการโรงเรียนเหมือนกับโรงเรียนนอกระบบ แล้วส่งข้อมูลมาเก็บไว้ที่ศูนย์ทะเบียนกลางของ สช.

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

https://www.naewna.com/local/838226

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

‘บอร์ด กพฐ.’ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) รวมถึงผู้บริหารสำนักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ สพฐ. เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธาน กพฐ. กล่าวว่า วันนี้ กพฐ. ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือเรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ. ได้มอบหมายคณะทำงาน สพฐ. ให้นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่สร้างภาระให้แก่ครู

“สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ. ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ. จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึงการจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ. ในการประชุมครั้ง
ถัดไป” ประธาน กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ. ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการศึกษา “เรียนดี มีความสุข” ที่ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำให้เป็นการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime คือ ให้หลักสูตรใหม่มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้ 1.ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย, 2.ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี, 3.ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี, 4.มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด และ 5.มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ

รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

https://www.naewna.com/local/838204

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

‘พุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3 : สื่อ เตือน สติ’ กองทุนพัฒนาสื่อฯ หนุนใช้หลักธรรมเยียวยาใจคน-สังคม

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 17.40 น.

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2567 ที่ รร.เดอะ ควอเตอร์ อารีย์ บาย ยูเอชจี ซ.พหลโยธิน 10 กรุงเทพฯ นายธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ แถลงข่าวเปิดตัวโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3  “สื่อ เตือน สติ” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-14 ธ.ค. 2567 ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมนิทรรศการแบบผสมผสาน ฟังการเสวนาธรรมจากวิทยากรชื่อดัง และคลินิกสุขาใจรับปรึกษาปัญหาด้วยกระบวนการเชิงจิตวิทยาแนวพุทธ

นายธนกร เปิดเผยว่า ที่มาของโครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข คือแม้คนไทยราวร้อยละ 85 จะนับถือศาสนาพุทธ แต่มีจำนวนน้อยมากที่เข้าใจหลักธรรมที่เป็นแก่น ขณะที่สื่อด้านศาสนาพุทธแม้จะมีไม่น้อยแต่การเข้าถึงยังไม่ถูกทำให้เป็นระบบ นอกจากนั้นยังมีสื่อที่ไม่ทำหน้าที่เป็นสื่อ สร้างความเกลียดชัง สร้างดราม่าอารมณ์ร่วม แทนที่จะทำให้จิตใจจะเบิกบานกลับหดหู่ ซึ่งการทำหน้าที่สื่อ ความดาดหวังนอกจากเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพแล้ว อยากให้นำหลักธรรมในศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้ด้วย

“เราเชื่อว่าเป็นโอสถทิพย์ในยุค AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในยุคที่คนเติบโตมาในยุคที่รู้สึกว่าไม่รู้จะจับอะไร ไม่มีราก เราเห็นคนซึมเศร้า โรคซึมเศร้าเป็นทุกข์ชนิดหนึ่ง ทุกข์ที่หาแก่นสารอะไรไม่เจอ ไม่รู้จะยึดกับอะไร วิ่งหาสิ่งที่ไปยึดบางทีมันก็ยิ่งวิ่งไปหามันก็ยิ่งหนี เดินก็ยิ่งไกล โบราณเขาบอกว่ายิ่งว่ายน้ำก็ยิ่งลึกแทนที่จะขึ้นฝั่ง อย่างนี้เป็นต้น จริงๆ ธรรมะช่วยได้หมด” นายธนกร กล่าว

ผจก.กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ กล่าวต่อไปว่า หลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธ สามารถใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องไปวัด แต่งตัวนุ่งขาวห่มขาวสำรวมกาย วาจา ใจ นั่นเป็นอีกขั้นหนึ่ง  แต่เบื้องต้นขอให้มีสติ ให้รู้ว่าแต่ละวันมีเรื่องอะไรเข้ามาทำให้สุขหรือทุกข์ใจบ้าง ขณะเดียวกัน การใช้คำว่า “สื่อ-เตือน-สติ” ในงานของปีนี้ เพราะต้องยอมรับว่าในภัยทางออนไลน์มีอยู่มากและจำนวนผู้ตกเป็นเหยื่อก็ไม่เตยลดลง รวมถึงสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ ทั้งข่าวปลอม ถ้อยคำสร้างความเกลียดชัง การรังแกระราน ก็ยังดำรงอยู่ไม่ลดลงเช่นกัน

งานในปีนี้จึงต้องการย้ำให้ระมัดระวังในสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันที่เข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) หากไม่มีสติช่วยยับยั้งก็ทำให้พลาดได้ บางคนอยู่กับโลกเสมือนมากเสียยิ่งกว่าโลกจริง คำว่าสื่อเตือนสติจึงมาจากหนึ่งในยุทธศาสตร์ของกองทุนสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ คือการบอกกับผู้คนว่าเมื่อรับสื่อต้องระมัดระวัง เพราะสื่อที่เข้ามาหาเรามีทั้งที่เป็นยาพิษและสมุนไพรที่มีประโยชน์ หากแยกแยะผลกระทบทั้งเชิงบวกและเชิงลบไม่ได้ก็จะเกิดอันตราย และผลกระทบไม่ว่าด้านใดก็มีผลต่อทั้งตัวผู้รับสารเองและต่อสังคมทั้งสิ้น

ทั้งนี้ สำหรับงาน โครงการพุทธธรรมนำสื่อสร้างสันติสุข ปี 3  “สื่อ เตือน สติ” ในส่วนของกิจกรรม ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร จะมีวงเสวนาธรรมที่ฟังแล้วไม่น่าเบื่อ มีมุมมองจากคนทำสื่อด้านธรรมะหลายท่านที่จะมาแบ่งปันประสบการณ์การทำงาน มุมมองว่าด้วยการนำหลักธรรมในศาสนาพุทธมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ขับรถบนท้องถนน เห็นคนขับรถเร็วปาดหน้า ตั้งสติเพียงนิด แทนที่จะรีบด่าทอออกไป ลองคิดว่าเขาอาจจะมีธุระด่วนจำเป็นจริงๆ จะเห็นว่าการมีสติสามารถช่วยดูแลการใช้ชีวิตของเราได้

นอกจากนั้น ยังขอเชิญชวนน้องๆ เด็กและเยาวชน นักเรียน-นักศึกษา อายุไม่เกิน 25 ปี ทำคลิปวีดีโอหัวข้อ “หนูได้ธรรม” เนื้อหาว่าด้วยธรรมะในชีวิตประจำวัน ความยาวไม่เกิน 90 วินาที ส่งประกวดเพื่อชิงเงินรางวัลรวมกว่า 90,000 บาท โดยสามารถส่งได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 20 พ.ย. 2567 (ปิดรับในเวลา 16.00 น.) โดยจะประกาศผลรางวัลในช่วงการจัดงาน ณ วัดอรุณฯ

อีกทั้งยังมีการจัดนิทรรศการในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์  http://www.thaimediafund.or.th หรือติดตามข้อมูลข่าวสารและสอบถามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก “กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์” https://www.facebook.com/ThaiMediaFundOfficial/?locale=th_TH

– 006

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

https://www.naewna.com/local/838014

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว  ศึกษาต่อ...‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

‘CRA Open House’ เปิดบ้านแนะแนว ศึกษาต่อ…‘สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.30 น.

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดประสบการณ์ “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” ให้นักเรียนมัธยมเยี่ยมชมคลินิกครั้งแรก ในโครงการ CRA Open House แนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ

นับเป็นครั้งแรกที่โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อแพทยศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้ฝึกทักษะทางการแพทย์ และได้เยี่ยมชมศูนย์การรักษาที่มีความเป็นเลิศ สร้างความมั่นใจในศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อันเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์
สุขภาพ ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยทัดเทียมมาตรฐานสากล ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาลและการสาธารณสุข ที่มีคุณภาพทางวิชาการและสมรรถนะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศ อีกทั้งเป็นทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายต่อไป ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และเป็นสถานพยาบาลในกำกับของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลในการฝึกปฏิบัติทักษะทางคลินิกของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิชาชีพทางการแพทย์ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง ให้บริการทางการแพทย์ด้วยศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคยากซับซ้อน ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ให้การสนับสนุนการวิจัยและการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของคนไทย สืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัย สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อบริการมวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

สำหรับ โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในวันนี้ มีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมจำนวนทั้งสิ้น 300 คน ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ได้จัดเตรียม “ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์” เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ทางการแพทย์ จำนวน 5 ด้าน ประกอบด้วย การแพทย์ฉุกเฉิน เวชศาสตร์ฟื้นฟู หัวใจและหลอดเลือด รังสีวินิจฉัย โสต ศอ นาสิก และห้องผ่าตัด นักเรียนที่มาร่วมในแต่ละฐานจะได้รับความรู้จากบุคลากรทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยจริงโดยนักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะได้ประสบการณ์ณ ศูนย์การแพทย์จุฬาภรณ์เฉลิมพระเกียรติ และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ขนาด 400 เตียง

กิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เห็นภาพรวมของการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างแท้จริง แต่ยังมีเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นความสนใจในสายอาชีพ

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

https://www.naewna.com/local/838074

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุกศธ.ทวงคืนสิทธิ ยื่น 3 ข้อจี้‘เพิ่มเงินเดือน-โละจ้างเหมา’

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 08.07 น.

‘ม็อบธุรการ-ลูกจ้าง’บุก ศธ.ขอพบ‘เพิ่มพูน’ ยื่น 3 ข้อเรียกร้องทวงคืนสิทธิ จี้‘โละจ้างเหมา-เพิ่มเงินเดือน-ขอความมั่นคงในอาชีพ’

เมื่อเวลา 06.00 น.วันที่ 29 ตุลาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลุ่มเจ้าหน้าที่ธุรการ กลุ่มลูกจ้าง  นำโดยสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย กว่า 100 คน เดินทางมาขอเข้าพบ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงคืนสิทธิประกันสังคม , ปรับเพิ่มอัตราเงินเดือน , ขอความมั่นคงในอาชีพ  พร้อมมีป้ายข้อความระบุว่า “SAVE ลูกจ้าง สพฐ. ไม่เอาจ้างเหมาบริการ , ทวงคืนเงินสมทบ ประกันสังคม เพื่อชีวิตที่มั่นคงของลูกจ้าง , นโยบาย “สพฐ.เรียนดีมีความสุข” แต่สำหรับบุคลากร “ทำงานดี ไม่มีความสุข” X (ไม่เอาจ้างเหมาบริการ)

แถลงการณ์ของสมาพันธ์ฯ ระบุว่า ตามที่สำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) แจ้งเรื่องการจัดสรรอัตราการปฏิบัติงานให้ราชการปีงบประมาณ 2568 โดยปรับเปลี่ยนวิธีการจ้างเป็นจ้างเหมาบริการและตัดเงินสมสบประกันสังคม ส่งผลให้ลูกจ้างกว่า 7 หมื่นคนทั่วประเทศ ได้รับผลกระทบถึงสิทธิประโยชน์ที่พึงได้รับ อาทิ การรักษาพยาบาล การคลอดบุตร การรับเงินสงเคราะห์ เป็นต้น ซึ่งเป็นสวัสดิการเดียวที่ลูกจ้างนี้มีเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว ในวันเกษียณอายุราชการและยามเจ็บป่วย หากแต่โดนตัดสิทธิเหล่านี้ไป ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ลูกจ้าง ผู้ปฏิบัติงานราชการให้ สพฐ.

ทางสมาพันธ์ฯ จึงมาขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นข้อเรียกร้อง ดังนี้

1.ขอเปลี่ยนจากการจ้างเหมาบริการ เป็นวิธีการจ้างลูกจ้างชั่วคราว พร้อมเงินสมทบประกันสังคมทุกตำแหน่ง 

2.ขอปรับเพิ่มอัตราเงินเดือนตามนโยบายรัฐบาล ที่ปรับฐานเงินเดือนตาม

+ คุณวุฒิปริญญาตรี ปีที่ 1 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 16,500 บาท

+ ปีที่ 2 มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 18,150 บาท

+ คุณวุฒิต่ำกว่า ป.ตรี ปีที่ 1 วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เงินเดือน 10,340 บาท

+ วันที่ 1 พฤษภาคม 2568 เงินเดือน 11,380 บาท

3.ขอปรับตำแหน่งความมั่นคงในอาชีพลูกจ้าง สพฐ. ทุกตำแหน่ง