สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

https://www.naewna.com/local/838010

สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย  ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

สกร.พัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่ทันสมัย ลดภาระนักเรียน-ผู้ปกครอง

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (อธิบดี สกร.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) เพื่อลดภาระนักเรียน และผู้ปกครอง “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” ว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้ขับเคลื่อนงานตามนโยบายดังกล่าวลงสู่หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สกร. ได้ให้ความสำคัญการใช้ความรู้และนวัตกรรมในด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อส่งเสริมรูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถเข้าถึงการศึกษาและการเรียนรู้ได้สะดวกมากขึ้น เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยกลุ่มเทคโนโลยีดิจิทัลและสารสนเทศ ได้ดำเนินการจัดอบรมตามโครงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและโครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดทุกแห่ง/กรุงเทพมหานคร และศูนย์หรือสถาบันการเรียนรู้เฉพาะด้านหรือเฉพาะกิจทุกแห่ง โดยมีผลดำเนินงานของทั้งสองโครงการ ดังนี้ 1.โครงการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (ศูนย์ดิจิทัลชุมชน) 1.1 อบรมหลักสูตร Digital Literacy จำนวนรวม 70,697 คน แบ่งเป็น- วิทยากร ครู ก (ระดับจังหวัด) จำนวน 156 คน – วิทยากร ครู ค (ระดับตำบล) จำนวน 2,578 คน – ขยายผลให้กับประชาชน จำนวน 67,963 คน, 1.2 อบรมหลักสูตร Cyber Security & PDPA จำนวนรวม 3,232 คน แบ่งเป็น – บุคลากรและวิทยากร จำนวน 1,275 คน – ขยายผลในพื้นที่ จำนวน 1,957 คน 2.โครงการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้2.1 อบรมหลักสูตร Metaverse ให้กับบุคลากรศูนย์วิทย์ และศูนย์ฝึกฯ รวม 35 คน,2.2 อบรมหลักสูตร AI Super Power บุคลากร รวม 133 คน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดี สกร.กล่าวต่อว่า จากผลการดำเนินงานดังกล่าวพบว่า ยังมีข้อจำกัดในด้านสัญญาณอินเตอร์เนตที่ไม่เสถียรและไม่เพียงพอต่อการใช้งาน รวมถึงอุปกรณ์ (Devices) ของประชาชนเองที่นำมาใช้ประกอบการอบรมเรียนรู้มีความแตกต่าง โดยส่วนใหญ่เป็นMobile Devices แบบกลางเก่า โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล บางเครื่องไม่รองรับและไม่สามารถใช้อบรมเรียนรู้แบบออนไลน์ได้ บางเครื่องรับสัญญาณอินเตอร์เนตได้ช้าส่งผลให้จัดการอบรมเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์เป็นไปอย่างไม่ราบรื่น และสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลบางคลิปมีความยาวมาก ทำให้ลดความสนใจของผู้เรียนและประชาชน

“สำหรับในปีงบประมาณ 2568 สกร.ได้มีการปรับปรุงแพลตฟอร์มการเรียนรู้สำหรับประชาชน และจัดหาพื้นที่คลาวด์ เพื่อรองรับการใช้งานผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานของ สกร. ที่มีประมาณ 8 แสนกว่าคน และประชาชนกลุ่มสนใจที่ต้องการพัฒนาตนเองในมิติต่างๆ พัฒนาสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลที่ตอบโจทย์ช่องว่างทักษะและความรู้ของประชาชนไปสู่การ Reskill Upskill และ Newskill ในด้านอาชีพ สามารถนำมาประกอบอาชีพหรือนำไปต่อยอดกับหน่วยงานมาตรฐานอาชีพที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สถาบันอุดมศึกษา สถาบันอาชีวศึกษา กระทรวงแรงงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายจัดทำแผนปฏิบัติการดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ สร้างความพร้อมด้านเทคโนโลยีทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ครุภัณฑ์ ระบบแพลตฟอร์มและบริการในรูปแบบดิจิทัล การพัฒนาบุคลากรในด้านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการปรับปรุงขั้นตอนกระบวนงานให้ทันสมัย สะดวก รวดเร็ว เพื่อรองรับการบริหารจัดการศึกษาของ สกร. และส่งเสริมผู้เรียน ประชาชน ให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา รวมถึงการติดตามแสดงผลพฤติกรรมการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ของผู้เรียนแบบออนไลน์ได้” นายธนากร กล่าว

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

https://www.naewna.com/local/838013

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ  สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

เปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ
จ.ขอนแก่น โดยมี นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน เข้าร่วมงาน โดย นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า จากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาใน จ.ขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชน จ.ขอนแก่น ให้ดีขึ้น

“ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษาทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดีคนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด”

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวต่อไปว่า โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ“จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” “We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลานของเรา โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆ จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

https://www.naewna.com/local/838009

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

ศธ.เปิดตัวโปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือ ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

วันอังคาร ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานในการแถลงข่าว เปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือ และโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัดศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติเข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้จึงเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย4 ระบบที่สำคัญ ได้แก่ 1.ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ, 2.ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่, 3.ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่างๆ 4.ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์จะขอเปิดฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่างๆ

ทั้งนี้ การเปิดตัวระบบใหม่เหล่านี้จะนำระบบเทคโนโลยี หรือไอทีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ลดเอกสาร ทำให้ประหยัดงบประมาณประหยัดเวลาในกานดำเนินงาน เพื่อ
ลดค่าใช้จ่ายตอบสนองต่อนโยบาย “ลดภาระครู”อย่างแท้จริง นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้ ลูกเสือสำรอง :การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทยและการป้องกันภัยต่างๆ, ลูกเสือสามัญ :E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ, ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ, ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่นี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางเพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยตอบสนองนโยบายการศึกษาสมัยใหม่ในมิติเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime อย่างแท้จริง และการอบรมลูกเสือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเข้ามาเชื่อมระบบการเรียนรู้ และหวังว่ากิจกรรมลูกเสือจะได้รับการพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นและทันต่อกระแสโลก และหวังว่าสถาบันลูกเสือจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าต่อไป มีประชากรที่รักระเบียบวินัย มีความรักชาติศาสน์ กษัตริย์ และลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่า ศธ.จะออกกฏกระทรวงใหม่ เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการปลดล็อกเครื่องแต่งกายสำหรับการแต่งกายลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษา

“กฎกระทรวงใหม่นี้ จะเป็นการปลดล็อกเช่น ชุดลำลองก็จะใช่เครื่องแบบนักเรียน หรือใส่ชุดตามที่ผู้บังคับบัญชาของสถานศึกษานั้นๆ เป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษานั้นอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ใช้ชุดชาติพันธุ์เป็นชุดลูกเสือได้หรือในพื้นที่ใดไม่มีชุดลูกเสือที่พอเพียงก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตามบริบทที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือนั้นพิจารณาว่าเหมาะสมจะมีหมวก หรือมีผ้าพันคอหรือไม่ก็แล้วแต่ฐานลูกเสือนั้นพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดภาระต่างๆ ในการเรียนลูกเสือเป็นการลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นทางการ เช่น วันลูกเสือฯ ก็อาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ” รมว.ศธ. กล่าว

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

https://www.naewna.com/local/838060

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

‘รวิศ สอดส่อง’ ให้การต้อนรับ นายหวง อี ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมจีน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.38 น.

“รวิศ สอดส่อง”ผู้แทน รมว.ยุติธรรม ให้การต้อนรับ Mr.Huang Yi ผอ.กรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรม สาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายรวิศ สอดส่อง หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมให้การต้อนรับ นายหวง อี (Mr. Huang Yi) ผู้อํานวยการกรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐประชาชนจีน ในช่วง ระหว่างการเดินทางเยือนไทยในฐานะแขกของรัฐบาลและกระทรวงยุติธรรม ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมด้วยการกระชับความร่วมมือในแต่ละด้านที่มีศักยภาพร่วมกันทุกมิติ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นายหวง อี (Mr. Huang Yi) ผู้อํานวยการกรมการเมืองประจํากระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐประชาชนจีน มีกำหนดการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ โดยจะเข้าพบพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  โดยมีวาระการประชุมทวิภาคีเรื่องหลักนิติธรรม เหตุผลที่รัฐบาลไทยกำหนดให้การฟื้นฟูหลักนิติธรรมเป็นวาระแห่งชาติ สถานการณ์หลักนิติธรรมในประเทศไทยในปี 2566 หลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนสามารถมีส่วนร่วม โดยมี ผู้บริหารจาก สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice: TIJ), สถาบันอนุญาโตตุลาการ (Thailand Arbitration Center: THAC), กองกิจการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม ร่วมให้การต้อนรับ ก่อนจะมีการเลี้ยงรับรองในช่วงเที่ยงและช่วงค่ำ ตามลำดับ

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

https://www.naewna.com/local/837967

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

กฐิน 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์นออสเตรเลีย ถวายสังฆทาน 70 รูป นานาชาติ 10 ประเทศร่วมงาน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.19 น.

วันที่ 28 ตุลาคม 2567 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า เมื่อวันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น นครเพิร์ท เครือรัฐออสเตรเลีย ได้จัดพิธีทอดกฐินสามัคคี และถวายมหาสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 70 รูป ในโอกาสสมโภช 20 ปี วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย โดยมีพระมหาสุธรรม สุรตโน ป.ธ.9, ดร. ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนานาชาติธรรมชัย(DIRI) ประธานภาคพื้นโอเชียเนีย ผู้อำนวยการสำนักพระปริยัติธรรม วัดพระธรรมกาย เดินทางมาเป็นประธานสงฆ์ และได้รับเกียรติจากคณะศรัทธาสาธุชนจากนานาชาติ 10 ประเทศ ร่วมงานกว่า 500 ท่าน ได้แก่ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เมียนมา กัมพูชา ศรี ลังกา เวียดนาม มาเลเซีย จีน อินเดีย และไทย

การนี้ พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย กล่าวถึงการมาทำหน้าที่เผยแผ่พระพุทธศาสนา และให้ความรู้เรื่องการฝึกสมาธิแก่ชาวท้องถิ่นในออสเตรเลียตอนหนึ่งว่า “ความสุขภายในที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม และคุณค่าในตัวของพระภิกษุที่มาปักหลักพระพุทธศาสนาในต่างประเทศ จะสร้างศรัทธาให้ชาวท้องถิ่นเห็นว่า เราเป็นส่วนสำคัญของชุมชนที่นี่ และจะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งต่อพระพุทธศาสนาให้กับลูกหลานของเขาเองใน Generation ต่อไป”

“วัดพระธรรมกายเวสเทิร์น ออสเตรเลีย เริ่มจาก พระครูวิสุทธิกิตติวิเทศ ท่านเจ้าวาสและญาติโยม รวมกลุ่มกันปฏิบัติธรรมและขยับขยายมาจนถึงสถานที่ตั้งวัดในปัจจุบัน มีความตั้งใจว่า ให้เป็นสถานที่ในการเผยแผ่ธรรมะ สอนสมาธิ และฝึกฝนอบรมตนเองของญาติโยม รวมทั้งให้เป็นกัลยาณมิตร เพื่อเผยแผ่ความสุขภายใน สู่ใจชาวท้องถิ่นมาตั้งแต่เริ่มต้น และออกดอกออกผลมาในวาระ 20 ปี โดย 5-6 ปีที่ผ่านมา ได้จัดคอร์สสมาธิสำหรับชาวท้องถิ่นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยเปิดโอกาสให้ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ได้เรียนรู้ ศึกษา และยอมรับด้วยตัวเองจากการปฏิบัติ ซึ่งเป็นแนวทางชัดเจนในการส่งต่อความรู้เรื่องสมาธิ และพุทธศาสนาไปสู่คนท้องถิ่น อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” พระครูสมุห์สนิทวงศ์ กล่าว

‘เพิ่มพูน’กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

https://www.naewna.com/local/837917

'เพิ่มพูน'กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

‘เพิ่มพูน’กำชับ สช.ดูแลเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนด้วยความโปร่งใส

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2567 นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ครั้งที่ 5/2567 ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุม ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาเห็นชอบร่างระเบียบคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนว่าด้วยการวินิจฉัยการร้องทุกข์ และการคุ้มครองการทำงาน พ.ศ. …. ซึ่งเป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน มาตรา 86 ซึ่งกำหนดให้ สช.ต้องออกระเบียบดังกล่าว ซึ่งจะเป็นกฏหมายที่กระทรวงเร่งรัด เนื่องจากเป็นกฏหมายที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ซึ่งยังไม่เสร็จจึงต้องไปขอ ครม.ขยาย จะออกได้ไม่เกินวันที่ 26 พ.ย.นี้ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็ได้เห็นชอบ เมื่อเสร็จแล้ว สช.จะนำเสนอให้ รมว.ศธ.ลงนามและประกาศใช้ต่อไป

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องเพื่อทราบ 4 เรื่อง อาทิ การขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ประจำปี พ.ศ.2568 ซึ่ง สช.ได้นำนโยบายเรียนดีมีความสุข ของ รมว.ศธ.ไปดำเนินการ โดยทำเป็นจุดเน้นและทำเป็นโครงการ รวมถึงการลดภาระครู ภาระนักเรียน ในส่วนของการลดภาระครูที่สำคัญๆ โดย สช.จะมีการประเมินวิทยฐานะของครูเอกชนที่เทียบเท่าเพื่อจะให้ครูเอกชนไปขอ A : License หรือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูงได้ ส่วนการลดภาระนักเรียน ก็จะขับเคลื่อนเรื่องการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA ตามนโยบาย รมว.ศธ.และเรื่องการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการมีงานทำ และได้มีการพัฒนาด้านวิชาการในหลายๆ เรื่องให้กับโรงเรียนเอกชน

เลขาธิการ กช.กล่าวด้วยว่า สช.ได้รายงานผลการประชุมกำหนดมาตรการและแนวทางการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ซึ่งเมื่อวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา สช.ได้เชิญสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) กลุ่มตรวจสอบภายในกระทรวงศึกษาธิการ (ตสน.ศธ.) และสมาคมคณะกรรมการประสานและส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ส.ปส.สช.) มาร่วมหารือกันในประเด็นที่เป็นข่าวเกิดขึ้นเกี่ยวกับเงินอุดหนุนรั่วไหล

“ซึ่ง รมว.ศธ.ได้กำชับในเรื่องของการดำเนินการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชน ว่าให้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส และได้มีข้อสั่งการว่าไม่อยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในกระทรวงฯ ซึ่ง สช.ก็จะพยายามดำเนินการเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแล และในอนาคตจะดูเรื่องการแก้ไขระเบียบที่เกี่ยวข้อง และวางมาตรการต่างๆ ให้โรงเรียนเอกชนสร้างความรับผิดชอบในส่วนของการตรวจสอบเงินอุดหนุนให้รับกุมมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้นอีก” เลขาธิการ กช.กล่าว

นายมณฑล กล่าวอีกว่า สช.ได้รายงานให้ที่ประชุมทราบถึงการดำเนินงานของ สช.ในการออกประกาศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง รายชื่อศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2567 จำนวน 2,036 แห่ง ซึ่งศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ดังกล่าวนี้ ได้รับโอนมาจากกระทรวงมหาดไทย ในปี 2548 และปี 2550 เมื่อรับโอนมาแล้ว สช.ได้มีการสำรวจและประกาศออกมาว่าเป็นศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิส (ตาดีกา) ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เกิดความสบายใจในการไปช่วยเหลือสนับสนุน และฝ่ายความมั่นคงก็จะได้ทราบว่า ศูนย์ตาดีกามีกี่แห่ง โดยศูนย์ตาดีกาเหล่านี้ ก็จะต้องไปจัดทำรายละเอียดกิจการโรงเรียนเหมือนกับโรงเรียนนอกระบบ แล้วส่งข้อมูลมาเก็บไว้ที่ศูนย์ทะเบียนกลางของ สช.

เลขาธิการ กช.กล่าวว่า สช.ได้รายงานที่ประชุมถึงการควบคุมกิจการของโรงเรียนในระบบ จำนวน 1 โรงเรียน ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งการควบคุมเพื่อจะยกเลิกกิจการโรงเรียน

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

https://www.naewna.com/local/837786

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง  สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

‘ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี’บัตรทอง สถิติปี2566-2567รับบริการแล้ว1.8 ล้านคน

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เปิดผลบริการ “ตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซี” ระบบบัตรทอง ปีงบประมาณ 2566-2567 ภาพรวม 2 ปีมีประชาชนรับบริการเกือบ 1.8 ล้านคน พบภาวะเสี่ยงร้อยละ 1.23 เข้าสู่บริการตรวจยืนยันและรับการรักษา พร้อมเสนอเร่งรัดการตรวจคัดกรองประชาชนที่เกิดก่อนปี 2535 ให้ครอบคลุม เพื่อเร่งกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปในปี 2573 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลก

พญ.ลลิตยา กองคำ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า มะเร็งตับเป็นโรคที่พบบ่อยในคนไทย โดยไวรัสตับอักเสบซีเป็นสาเหตุสำคัญของโรคตับแข็งและสู่มะเร็งตับ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ผู้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีมักไม่มีอาการใดๆเป็นเวลานาน และจะเริ่มมีอาการเมื่อโรคดำเนินไปมากแล้วดังนั้นองค์การอนามัยโลก (WHO) และกระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดเป้าหมายการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปภายในปี พ.ศ. 2573

โดยลดการติดเชื้อรายใหม่ร้อยละ 80 ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีได้รับการวินิจฉัยร้อยละ 90 และได้รับการรักษามากกว่าร้อยละ 80 รวมถึงอัตราการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคไวรัสตับอักเสบซี ลดลงร้อยละ 65 ซึ่งในปีงบประมาณ 2561 สปสช. ได้กำหนดสิทธิประโยชน์บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ในการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซีทั้งในกลุ่มเสี่ยงสูง

ได้แก่ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยเอดส์ (PLHIV), ผู้ต้องขัง (Prisoner), ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด (PWID), กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย (MSM) และบุคลากรทางการแพทย์ (Healthcare worker) โดยรับบริการ 1 ครั้งต่อปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 ต่อมาในปีงบประมาณ 2566 ขยายการตรวจคัดกรองในประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อนปี 2535 รับบริการได้ 1 ครั้งตลอดชีวิต นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์การตรวจวินิจฉัยยืนยัน การประเมินภาวะความรุนแรงของตับภายหลังติดเชื้อ การรักษาด้วยยา และการตรวจติดตามหลังการรักษา

“ผลการดำเนินงาน ในปีงบประมาณ 2566-2567 (ณ 30 มิ.ย. 2567 ) มีประชาชนได้รับบริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี เป็น 1,798,046 คน (เป็นประชาชนทั่วไปที่เกิดก่อนปี 2535 จำนวน 1,721,417 คน) ในจำนวนนี้พบว่ามีผู้ที่มีความเสี่ยงต้องเข้ารับการตรวจยืนยันผล 22,089 คนหรือร้อยละ 1.23 และเข้ารับการตรวจประเมินสภาพตับ รวมถึงเข้ารับบริการรักษาพยาบาลต่อไป” พญ.ลลิตยา กล่าว

พญ.ลลิตยา กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลที่ปรากฏได้ทำการวิเคราะห์ โดยปีงบประมาณ 2567 มีผู้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี 22,186-265,514 คนต่อเดือน รวมทั้งหมด 1,689,396 คน เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2566 ที่มีผู้รับการตรวจคัดกรอง 4,490 – 7,493 คนต่อเดือน รวมทั้งหมด 34,264 คน โดยเดือนมีนาคม 2567 มีผู้รับการตรวจคัดกรองสูงสุด เป็น 330,973 คน อย่างไรก็ดีเมื่อเปรียบเทียบกับความครอบคลุมประชากรที่เกิดก่อนปี 2535 ถือว่ายังเป็นจำนวนที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่ร้อยละ 3.99 เท่านั้น

สะท้อนให้เห็นว่ามีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการตรวจคัดกรองและไม่รู้สถานะการติดเชื้อของตนเอง ส่วนการตรวจคัดกรองฯ กลุ่มเสี่ยง ปีงบประมาณ 2566 มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รับการตรวจคัดกรอง 86,815 คนมีภาวะเสี่ยง 2,756 คน ผู้ต้องขัง 114,275 คน มีภาวะเสี่ยง 3,754 คน ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด 16,619 คน มีภาวะเสี่ยง 863 คน ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 9,388 คน มีภาวะเสี่ยง 541 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 362 คน มีภาวะเสี่ยง 8 คน

ส่วนปีงบประมาณ 2567 (30 มิ.ย. 2567) มีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ รับบริการตรวจคัดกรอง 69,810 คน มีภาวะเสี่ยง 1,778 คน ผู้ต้องขัง 124,894 คน มีภาวะเสี่ยง 2,567 คน ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด 10,634 คน มีภาวะเสี่ยง 1,486 คน ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 17,377 คน มีภาวะเสี่ยง 524 คน และบุคลากรทางการแพทย์ 6,179 คน มีภาวะเสี่ยง 40 คน ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์ข้อมูลภาพรวมการเข้ารับบริการในกลุ่มเสี่ยงสูง

พบว่า กลุ่มผู้ต้องขังเป็นกลุ่มที่ได้รับบริการมากที่สุดรองลงมาเป็นผู้ติดเชื้อ เอชไอวี เอดส์, ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด ชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย และบุคลากรทางการแพทย์ตามลำดับ โดยปี 2567 ภาพรวมมีจำนวนการเข้ารับบริการเพิ่มขึ้นจากปี 2566 อย่างชัดเจน ยกเว้นในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติด อย่างไรก็ดี เฉพาะในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีดที่มีจำนวนการคัดกรองลดลง แต่ผลตรวจเป็นบวกเพิ่มขึ้น

โดยข้อมูลการดำเนินงานบริการคัดกรอง การวินิจฉัย และการรักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติฯนี้ ได้มีข้อเสนอแนะที่นำไปสู่การปรับปรุงการบันทึกผลการบริการของหน่วยบริการ การเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยรายบุคคลเพื่อติดตามให้เข้าถึงการรักษา รวมถึงการกำหนดแผนการดำเนินงานเร่งรัดการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบซีโดยเฉพาะประชาชนที่เกิดก่อนปี 2535 เพื่อให้ครอบคลุมตามเป้าหมายกำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีให้หมดไปในปี 2573 ตามเป้าหมายองค์การอนามัยโลกต่อไป

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

https://www.naewna.com/local/837785

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

‘Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ’ คว้ารางวัลจากงาน Thailand Influencer Awards 2024

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

งาน “Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ” ของ สสส. คว้า อันดับ 3 รางวัลสาขา Best Social Impact Influencer Campaign จากงาน “Thailand Influencer Awards 2024” ชูต้นแบบพื้นที่สุขภาวะทางปัญญาที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมีประสบการณ์และมีส่วนร่วม

นางญาณี รัชต์บริรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมระบบสื่อและสุขภาวะทางปัญญา สำนักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า งาน Soul Connect Fest 2023 มหกรรมพบเพื่อนใจ ที่ สสส. จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 2566 ได้รับรางวัลสาขา “Best Social Impact Influencer Campaign” จากงาน Thailand Influencer Awards 2024 ในอันดับที่ 3 ผลงานยอดเยี่ยมจากผู้ท้าชิงในหมวดเดียวกันกว่า 100 ผลงาน ผ่านการรับรองด้านการจัดงานที่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมทางความคิดได้ดี มีพลัง วัดผลได้ เป็นที่ยอมรับในสังคม

รวมถึงการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมระบบนิเวศสื่อสุขภาวะที่ทุกคนเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง สสส. ออกแบบงาน Soul Connect Fest ให้เป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้เข้าถึงนวัตกรรม เครื่องมือ และองค์ความรู้ด้านสุขภาวะทางปัญญา ควบคู่กับการเพิ่มศักยภาพในการเข้าใจตนเอง เชื่อมโยงกับผู้อื่น สังคม และธรรมชาติ สร้างให้เกิดสังคมที่เกื้อกูล โดยมีภาคีร่วมจัดงานกว่า 60 องค์กร ผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน และรับชมผ่านสื่อออนไลน์มากกว่า 6,000,0000 ครั้ง

ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้ Soul Connect Fest ผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณา 5 ด้าน 1.Creativity มีความคิดสร้างสรรค์ และรูปแบบคอนเทนต์น่าสนใจ 2.Storytelling การเล่าเรื่องมีความสมบูรณ์ 3.Impact งานสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้จำนวนมากและมีคุณภาพ ซึ่งวัดผลจากยอดการเข้าถึง (Reach)ยอดการรับชม (View) และการมีส่วนร่วมในสื่อออนไลน์ (Engagement) 4.Personal Branding & Community Buildingมีศักยภาพในการเติบโตและเอาใจใส่เครือข่ายผู้ติดตาม และ 5.Social Conscience มีความรับผิดชอบต่อผู้ฟัง สังคม และสิ่งแวดล้อม

“สสส. มีเป้าหมายในการสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาอย่างต่อเนื่องโดย Soul Connect Fest จะเป็นต้นแบบพื้นที่เรียนรู้สุขภาวะทางปัญญา และขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาวะทางปัญญาที่สร้างการเปลี่ยนแปลงใน 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับปัจเจกบุคคล ระดับองค์กร ไปถึงระดับสังคม ทั้งนี้ในปี 2568 งานจะจัดขึ้นอีกครั้งในวันที่ 27 กุมภาพันธ์-2 มีนาคม 2568 ผู้สนใจเข้าร่วมสามารถติดตามข่าวสารได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ Soul Connect Fest และเฟซบุ๊กแฟนเพจ จิตวิวัฒน์ – New Consciousness” นางญาณี กล่าว

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

https://www.naewna.com/local/837784

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

นักศึกษา‘FIBO-มจธ.’ใช้‘AI’ เปลี่ยน‘CCTV’เป็นกล้องตรวจจับอุบัติเหตุ

วันจันทร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“เคยมองว่า AI จะมาแย่งงานมนุษย์ จึงเลือกมาเรียนสาย AI ซะเลย จะได้ไม่โดนแย่งงาน”

เป็นคำตอบง่ายๆ ของ ชัญญาภัคทรัพย์สวัสดิ์กุล นักศึกษาสาขาวิศวกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ // สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ซึ่งหลังจากนั้นก็เปลี่ยนจากการกลัว AI แย่งงาน มาเป็นการเลือกศึกษา AI เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ เป็นที่มาของ “CuddleCam: CCTV Security Project AI ตรวจจับอุบัติเหตุ การกระทำผิดกฎจราจร และแก้ปัญหารถติด” ที่ทำร่วมกับเพื่อนๆ ร่วมสาขาอีก 3 คน คือ ณัชณศา เลิศมหากูล, บัซลาอ์ ศิริพัธนะ และ นันท์นภัส นันทพรนิรชา ในนามทีม “Teletubbies” สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศ Muang Thong Hackathon 2024 เมื่อกลางปี 2567 ที่ผ่านมา

ไม่เพียงเท่านั้น โปรเจกท์ดังกล่าว ยังได้รับการสนับสนุนเพื่อต่อยอดไปสู่การใช้จริงในเมืองทองธานีอีกด้วย ซึ่ง ชัญญาภัค เล่าว่า โจทย์ของทางเมืองทองฯ ในการประกวดครั้งนี้ คือ การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาทำให้คุณภาพชีวิตของคนในเมืองทองดีขึ้น ซึ่งก่อนที่จะสมัครร่วมโครงการ ตนกับเพื่อนๆ ก็ได้เข้าไปดูข้อมูลปัญหาและความต้องการของเมืองทองธานี ก็พบว่าการจราจรและอุบัติเหตุบนท้องถนนเป็นหนึ่งปัญหาสำคัญที่ต้องเจอเป็นประจำ

จากเอกสารสรุปโครงงานโดยย่อที่ส่งเข้าพิจารณารอบแรกจำนวน 75 ชิ้น จาก 30 มหาวิทยาลัย โครงงานของทีม Teletubbies เป็นหนึ่งใน 13 ชิ้น ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย ที่ต้องเก็บข้อมูลมาประกอบการทำโปรเจกท์ให้มีความชัดเจนทั้งในด้านเทคโนโลยีและทางเศรษฐศาสตร์ซึ่ง บัซลาอ์ เล่าว่า มีการพาไปดูตามเส้นทางและแยกสำคัญต่างๆ และมีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อย รูปแบบของการทำผิดกฎจราจรหลักๆ เช่น การจอดรถในที่ห้ามจอด การจอดซ้อนคัน รวมถึงตำแหน่งของกล้องวงจรปิด (CCTV) ที่ติดตั้งอยู่ในจุดสำคัญต่างๆ

รวมถึงได้มีโอกาสเข้าไปดูการทำงานในห้อง CCTV ที่ยังใช้คนในการติดตามและแจ้งสถานการณ์ของการจราจรในแต่ละจุดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งพวกตนมั่นใจว่า AI จะช่วยลดภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่ และทำให้การแจ้งอุบัติเหตุและวิเคราะห์สภาพการจราจรเป็นไปอย่างรวดเร็วและถูกต้องมากขึ้น อันหมายถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตรงกับโจทย์ Smart City ที่กำหนดไว้

ขั้นตอนต่อมาก็คือ การทำ MVP (Minimum Viable Product) ที่เป็นชิ้นงานแบบย่อเพื่อใช้ประกอบการนำเสนอกับคณะกรรมการตัดสินรอบสุดท้าย ในขั้นนี้ นันท์นภัส กล่าวว่า เราไม่ได้นำเสนอไอเดียเพียงอย่างเดียว แต่นำเสนอตัวต้นแบบ AI ที่สามารถวิเคราะห์การเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์กับรถยนต์จากภาพนิ่ง ตัวอย่างหน้าจอสำหรับการแจ้งผลการวิเคราะห์ให้กับผู้ใข้งาน ขณะที่ตัวเลขจากการทำ Business Canvas ของเรา ก็มีความคุ้มค่าสูง เพราะเป็นการลงทุนด้าน Software ขณะที่ระบบกล้อง CCTV ก็แทบจะไม่ต้องลงทุนเพิ่ม หรือแม้จะมีการลงทุนเปลี่ยนไปใช้กล้องตัวใหม่ทั้งหมดคำนวณแล้วก็ยังคุ้มค่าอยู่ดี

ด้าน ณัชณศา กล่าวถึงสิ่งที่ทำต่อไปว่า นอกเหนือจากการทำให้ AI สามารถวิเคราะห์อุบัติเหตุบนถนน รวมถึงการวิเคราะห์การจอดทับเส้นทึบหรือจอดซ้อนคัน ด้วยจากภาพจากกล้อง CCTV แบบ real time ซึ่งตรงนี้จำเป็นต้องมีไฟล์ภาพหลายหมื่นไฟล์ให้ AI ได้วิเคราะห์และเรียนรู้ และรวมถึงการเพิ่มฟังก์ชั่นอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์กับทางเจ้าของพื้นที่ ทั้งการประเมินรถติดการตรวจนับและจำแนกชนิดของรถที่มาใช้ถนนร่วมกัน ซึ่งนอกจากช่วยลดภาระงานของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังใช้กับการวางแผนในระยะยาวได้อีกด้วย

ดร.รัตนชัย รมัยธิติมา อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO)ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาในโครงการต่อเนื่องที่ทำร่วมกับเมืองทอง กล่าวว่า นอกเหนือจาก FIBO จะทำให้กับนักศึกษาจริงจังกับการเก็บข้อมูลและศึกษาความต้องการของผู้ใช้ให้รอบด้านก่อนกำหนดเป้าหมายและวิธีการแล้ว การทำให้เขามีมุมมองที่ถูกต้องต่อการเข้ามาของ AI ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน

“คิดว่าเป็นโปรเจกท์ที่มีองค์ประกอบของความสำเร็จครบถ้วน ส่วนหนึ่งอาจเพราะ AI มาแรงคนสนใจเยอะ การมองและหาไอเดียว่าจะใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ได้อย่างไร เป็นโจทย์สำคัญและท้าทายของคนยุคนี้ โดยเฉพาะคนทำงานด้านเทคโนโลยี ซึ่งสำหรับโปรเจกท์นี้ผมว่ามีศักยภาพในการต่อยอดไปได้อีกมาก เช่น การใช้กล้องตรวจวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้ถนน การวิเคราะห์แยกที่มีจำนวนอุบัติเหตุมากผิดปกติ เป็นต้น” ดร.รัตนชัย กล่าว

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.)

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837758

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ชมสด!!! พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.43 น.

เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2567 เพจเฟซบุ๊ก “กรมประชาสัมพันธ์” ถ่ายทอดสดพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 14.30 น.เป็นต้นไป