ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837749

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.05 น.

ประชาชนร่วมใจสวมเสื้อเหลืองรอเฝ้าฯรับเสด็จ ชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

27 ตุลาคม 2567 ที่บริเวณสวนสันติชัยปราการ ประชาชนแต่งกายชุดสีเหลือง มารอเฝ้าฯรับเสด็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ณ วัดอรุณราชวรารามรสชวรมหาวิหาร โดยสามารถเดินทางไปชมได้ตลอด 2 ฝั่งของแม่น้ำเจ้าพระยา จากท่าวาสุกรี ผ่านสะพานพระราม 8 ไปจนถึงวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นระยะทาง 4.2 กิโลเมตร ดังนี้

1.ธนาคารแห่งประเทศไทย

2.ใต้สะพานพระราม 8 – ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย

3.Side-walk สวนสันติชัยปราการ – สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า

4.ลาน 60 ปี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

5.ลานปรีดีพนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

6.ท่าช้าง

7.สวนนาคราภิรมย์

8.ท่าเตียน

9.ท่าเรือวัดโพธิ์

10.ใต้สะพานพระราม 8 (ฝั่งธนบุรี)

11.สวนหลวงพระราม 8

12.ใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (ฝั่งธนบุรี)

13.สวนสุขภาพฯ โรงพยาบาลศิริราช

14.อุทยานสถานพิมุข

15.วัดระฆังดุสิตาราม (รร.สตรีวัดระฆัง)

16.อู่ทหารเรือธนบุรี

17.หอประชุมกองทัพเรือ/ลานทัศนาภิรมย์

18.วัดอรุณราชวราราม

ทั้งนี้ ทุกจุดมีจอ LED ให้ประชาชนได้รับชมอย่างชัดเจน และมีเสียงตามสายตลอดเส้นทางขบวนเสด็จฯ เพื่อให้ได้ยินเสียงเหเรือพระราชพิธี

ทุกจุด ได้มีประชาชนชาวไทยจากทั่วทุกสารทิศ พร้อมใจใส่เสื้อสีเหลืองเดินทางมาจับจองที่นั่งและมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศร่วมเข้าชมความงดงามของขบวนพยุหยาตราทางชลมารคอย่างเนืองแน่นทุกจุด

นางวลัยลักษณ์ ชแล็ปปี้ กล่าวว่า ตนเป็นชาวเชียงใหม่ เดินทางมาพร้อมสามีชาวสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งใจมารับเสด็จและมาชมขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ก่อนเดินทางกลับสวิสฯในวันที่ 29 ต.ค.นี้ รู้สึกดีใจมากๆ ภาคภูมิใจ เราเป็นประชาชนคนไทยได้มีโอกาสมาชื่นชมพระบารมีก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

https://www.naewna.com/local/837740

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 11.42 น.

บวงสรวงพระภูมิเจ้าที่-เซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ก่อนจัด‘ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค’

27 ตุลาคม 2567 เมื่อเวลา 09.09 น. ที่อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ถนนอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร พลเรือเอก จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลประจำเรือและเจ้าหน้าที่ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีเสด็จพระราชดำเนินทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในช่วงเช้ากองทัพเรือได้จัดให้มีพิธีบวงสรวงพระภูมิเจ้าที่ในพื้นที่ต่างๆ  โดยในส่วนของพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือพระราชพิธี ได้จัดขึ้นในพื้นที่อู่ทหารเรือธนบุรี  กรมอู่ทหารเรือ ซึ่งเป็นพื้นที่จอดเรือพระที่นั่ง และเรือรูปสัตว์

เมื่อพนักงานอ่านโองการ บวงสรวงแม่ย่านางเรือพระที่นั่งและเรือพระราชพิธีในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ทั้ง 52 ลำจบ ประธานในพิธีได้มอบพวงมาลัยให้กับผู้ควบคุมเรือพระที่นั่ง และนายเรือพระที่นั่งทั้ง 4 ลำ และมอบพานพวงมาลัยนำไปบูชาแม่ย่านางเรือ ดังนี้

– ผู้แทนนายเรือ เรือรูปสัตว์ 10 ลำ จำนวน 1 พาน

–  ผู้แทนนายเรือ เรือดั้ง 22 ลำ จำนวน 1 พาน

–  ผู้แทนนายเรือ เรือแซง 7 ลำ และเรือตำรวจ 3 ลำ จำนวน 1 พาน

– ผู้แทนนายเรือ เรือแตงโม เรืออีเหลือง เรือทยานซล เรือเสือคำรนธุ์เรือทองขวานฟ้า เรือทองบ้าบิ่น จำนวน 1 พาน​

สำหรับพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ เป็นพิธีที่ชาวเรือมีความเชื่อกันมาแต่โบราณ ว่า เรือทุกลำ มีแม่ย่านางเรือสิงห์สถิตอยู่ คอยปกปักรักษา คุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวงที่จะเกิดแก่เรือ ก่อนออกเรือทุกครั้งหรือการนำเรือไปใช้งาน จึงมักกระทำพิธีเซ่นไหว้แม่ย่านางเรือ หรือบูชาแม่ย่านางเรือก่อน เพื่อความเป็นสิริมงคล เป็นขวัญ กำลังใจ แก่กำลังพลประจำเรือ ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ยึดถือปฏิบัติกันต่อเนื่องมา ตราบจนปัจจุบัน

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

https://www.naewna.com/local/837730

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

วันอาทิตย์ ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 10.15 น.

‘โรงเรียนดนตรีอัครคีตา ปราจีนบุรี’คว้ารางวัลสถานศึกษาดีเด่น-ผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น 3 ปีซ้อน

อาจารย์อัครพงษ์ รัตนวราห ผู้อำนวยการโรงเรียนดนตรีอัครคีตา จังหวัดปราจีนบุรี ได้รับโล่รางวัลเกียรติยศผู้บริหารการศึกษาดีเด่น ประจำปี 2567 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนกระทรวงศึกษาธิการ ณ ห้องประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นเกียรติดังนี้ นายประเสริฐ  จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม  นายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดร.พรชัย พิศาลสิษฐ์กุล นายกสมาคมการศึกษาเอกชน ประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ สมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ประเทศไทย และเครือข่ายสมาคมการศึกษาเอกชนนอกระบบ ทั่วประเทศ

ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพผู้บริหารการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและวิชาชีพ ประจำปี 2567  “เรียนดีมีความสุขในห้องเรียน การทำงานด้วยอุดมการณ์ และจิตวิญญาณความเป็นบุคลากรทางการศึกษา ทั้งผู้บริหารโรงเรียนมีความสุข เพื่อความสุขของผู้เรียนรู้ต่อไป”

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

https://www.naewna.com/local/837706

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.07 น.

บอร์ด กพฐ.ประชุมวาระพิเศษ เดินหน้ายกเครื่องหลักสูตรใหม่ ปีการศึกษา 2568 เตรียมใช้ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2567 คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จัดการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วาระพิเศษ โดยมี ศาสตราจารย์บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) เป็นประธานในการประชุม พร้อมด้วยคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา และผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้แก่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) รวมถึงผู้บริหารสำนักต่างๆ ที่เกี่ยวข้องของ สพฐ.เข้าร่วม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

ศาสตราจารย์บัณฑิต กล่าวว่า วันนี้ กพฐ.ได้หารือร่วมกันว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย ให้เด็กและเยาวชนมีสมรรถนะทัดเทียมนานาชาติ เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 โดยสิ่งที่พิจารณาในวันนี้ เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการพัฒนาผู้เรียน คือเรื่องหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งคณะกรรมการมีข้อสรุปว่า ให้มีการพัฒนาหลักสูตรใหม่ โดยในเบื้องต้นจะใช้ชื่อว่า “หลักสูตรพัฒนาสมรรถนะตามช่วงวัย” เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก (ร่าง) กรอบหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเดิม ซึ่งเป็นกรอบหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่ได้ยกร่างไว้ ผ่านการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่ยังไม่ได้ประกาศใช้ ในครั้งนี้ กพฐ.ได้มอบหมายคณะทำงาน สพฐ.ให้นำร่างกรอบหลักสูตรดังกล่าวมาพัฒนาต่อยอดและให้นำสื่อ เทคโนโลยีดิจิทัลหรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในการพัฒนาเครื่องมือเพื่อช่วยให้ครูสามารถจัดการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

“ทั้งนี้ สำหรับการนำหลักสูตรใหม่ไปใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียน ทาง กพฐ.ได้พิจารณาว่าจะเริ่มใช้หลักสูตรใหม่นี้ในปีการศึกษา 2568 ในสถานศึกษาที่มีความพร้อมและสมัครใจ โดยใช้ในระดับปฐมวัยและระดับประถมศึกษาตอนต้นก่อน และมีแผนขยายผลการใช้ให้ครอบคลุมระดับประถมศึกษาตอนปลายและระดับมัธยมศึกษาต่อไป ในปีการศึกษา 2569 นอกจากนี้ ได้มอบหมาย คณะทำงาน สพฐ.จัดทำแผนการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล รวมถึง การจัดเก็บบันทึกผลการดำเนินงานต่างๆ เพื่อเสนอ กพฐ.ในการประชุมครั้งถัดไป” ประธาน กพฐ.กล่าว

ทั้งนี้ กพฐ.ได้มอบแนวทางและให้หลักการของหลักสูตรใหม่ คือ มุ่งพัฒนาสมรรถนะตามพัฒนาการของผู้เรียน 5 ช่วงวัย ดังนี้ ระดับปฐมวัย มีพัฒนาการสมวัย , ประถมศึกษาตอนต้น มีพื้นฐานการเรียนรู้ที่ดี , ประถมศึกษาตอนปลาย มีพื้นฐานการดำเนินชีวิตที่ดี , มัธยมศึกษาตอนต้น ค้นพบความสนใจ ความชอบและความถนัด และ มัธยมศึกษาตอนปลาย เส้นทางสู่อาชีพ

รวมถึง การจัดโครงสร้างเวลาเรียนที่ยืดหยุ่นตามบริบทหรือความต้องการของสถานศึกษา เน้นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ รายงานผลการเรียนด้วยระดับคุณภาพที่อธิบายความสามารถของผู้เรียน และจัดการเรียนรู้ด้วยการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (ACTIVE LEARNING) ผ่านแพลตฟอร์มการเรียนรู้ที่ทันสมัย เช่น AI, แหล่งเรียนรู้, สื่อทันสมัย เพื่อต่อยอดพัฒนาการของผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถเลือกเรียนสิ่งที่ชอบ และประกอบอาชีพที่ใช่ในอนาคตต่อไป

– 006

‘กรมฝนหลวง’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/837702

'กรมฝนหลวง'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมฝนหลวง’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.09 น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2567 เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2567 ให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร น้อมนำไปถวายแด่พระสงฆ์จำพรรษาถ้วนไตรมาส ณ วัดโคกสมานคุณ พระอารามหลวง ตำบลหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการจากหน่วยงานในพื้นที่ และประชาชนผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้างบุญสร้างกุศลเข้าร่วมในพิธีด้วย

สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานในครั้งนี้ มียอดเงินทำบุญ จำนวนทั้งสิ้น 3,248,841.09 บาท ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ได้ร่วมทำบุญมหากุศล อันเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนา รักษาคุณค่าของประเพณีการทอดกฐินสืบไป

– 006

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

https://www.naewna.com/local/837692

'กรมธุรกิจพลังงาน'ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

‘กรมธุรกิจพลังงาน’ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.55 น.

กรมธุรกิจพลังงาน ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567 ณ วัดสังข์กระจายวรวิหาร แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

วันนี้ (26 ตุลาคม 2567) เวลา 14.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานผ้าพระกฐินให้ กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดย นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นประธานอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปีพุทธศักราช 2567 นำถวายพระสงฆ์จำพรรษากาลถ้วนไตรมาส ณ วัดสังข์กระจายวรวิหาร แขวงวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนหน่วยงานต่างๆ และประชาชน เข้าร่วมพิธีฯ

– 006

‘สภาทนายความ’อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

https://www.naewna.com/local/837681

'สภาทนายความ'อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

‘สภาทนายความ’อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 18.00 น.

สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ อัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทาน ทอดถวายวัดสมุหประดิษฐาราม พระอารามหลวง จ.สระบุรี

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 ตุลาคม 2567 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ นำองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ  วัดสมุหประดิษฐาราม พระอารามหลวง ตำบลสวนดอกไม้ อำเภอเสาไห้ จังหวัดสระบุรี โดยมี ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความ เป็นประธานอัญเชิญองค์ผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวายแก่วัดสมุหประดิษฐาราม โดยมีคณะกรรมการบริหารสภาทนายความ ประธานสภาทนายความจังหวัดในพื้นที่ภาค 1 และพื้นที่ใกล้เคียง สมาชิกทนายความ กรมการศาสนา สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสระบุรี หน่วยงานราชการต่างๆ ในจังหวัดสระบุรี และประชาชน เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก โดยมี พระครูสุธีปริยัตยาทร (วรพงศ์ วรญฺญู ป.ธ.6) เจ้าอาวาสวัดสมุหประดิษฐาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทั้งนี้ ในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี พ.ศ.2567 ผู้มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันทำบุญสมทบ ซึ่งปัจจัยที่ได้จากบุญกฐินในครั้งนี้ถวายเป็นพระราชกุศล โดยทางวัดจะนำไปทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไป

– 006

‘สอวช.’จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน’Green Talent’ ต่อยอด Net Zero Campus

https://www.naewna.com/local/837625

'สอวช.'จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน'Green Talent' ต่อยอด Net Zero Campus

‘สอวช.’จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน’Green Talent’ ต่อยอด Net Zero Campus

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.01 น.

“สอวช.” จับมือ 4 หน่วยงาน เดินหน้าพัฒนากำลังคน “Green Talent” ต่อยอด Net Zero Campus สนับสนุนคนรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว สู่เป้าหมาย Net Zero

วานนี้ (25 ตุลาคม 2567) ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้เข้าร่วมเวทีการประชุมวิชาการระดับนานาชาติด้านวัสดุศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งที่ 12 (MSAT-12) ในกิจกรรม Special Session “Thailand’s Green Talent Forum” ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลทักษะด้าน Green Skills ที่ช่วยสร้างสรรค์นวัตกรรมสีเขียวที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยศูนย์เทคโนโลยีและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) และ สอวช. ซึ่ง รศ.ดร.เติมศักดิ์ ศรีคิรินทร์ ผู้อำนวยการ MTEC และ ดร.ภาวดี อังค์วัฒนะ รองผู้อำนวยการ บพค. ได้เข้าร่วมในเวทีดังกล่าวด้วย

ดร.สุรชัย กล่าวว่า จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนและนวัตกรรมสีเขียว เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดังนั้น หากมองถึงอนาคต เราไม่สามารถมองข้ามความสำคัญของ Green Talent หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ และทักษะในด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน และการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ และความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความขาดแคลนทรัพยากร และความต้องการด้านพลังงานสะอาด ล้วนเป็นปัญหาที่ต้องการทักษะและความคิดสร้างสรรค์จากบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์

“ดังนั้น การพัฒนา Green Talent จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่ตอบสนองต่อความต้องการในอนาคตได้ บุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้เกิดการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และเกิดการผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ Green Talent ยังเป็นตัวช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ รับมือกับวิกฤตทางสิ่งแวดล้อม ทั้งในระดับประเทศและระดับโลก ดังนั้น การสนับสนุนและพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะ ความรู้ และความสามารถในด้านนี้จึงเป็นภารกิจที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน เพื่อสร้างสังคมที่สมดุลและยั่งยืน” ดร.สุรชัย กล่าว

สำหรับบทบาทของ สอวช. นั้น ดร.สุรชัย กล่าวว่า ทาง สอวช. กำลังริเริ่มโครงการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลทักษะและองค์ความรู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสีเขียว ที่พึงประสงค์ในบริบทของอุตสาหกรรมของประเทศไทย ร่วมกับทางศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ สวทช. และพัฒนาแนวทางขับเคลื่อนให้เกิดทักษะดังกล่าว ภายใต้การขับเคลื่อนและต่อยอดผ่านโครงการ “เครือข่ายมหาวิทยาลัยขับเคลื่อนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์” หรือ “Net Zero Campus” ซึ่งเป็นการดำเนินโครงการร่วมกันของ สอวช. และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ภายใต้บันทึกความเข้าใจความร่วมมือสนับสนุนการดำเนินงานอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยความร่วมมือ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ 1) สอวช. 2) ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) 3) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และ 4) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (สส.)

ด้าน ดร.ศรวณีย์ สิงห์ทอง ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายเพื่อความยั่งยืน สอวช. กล่าวถึงทักษะแห่งอนาคตรองรับโลกเดือดและการดำเนินงานที่ผ่านมาของ Net Zero Campus โดยเน้นว่า Green Technology มีความสำคัญต่อการไปสู่ Green Market ซึ่งมีมูลค่าและการแข่งขันสูงทุกปี โดยคาดว่า ในปี 2050 เทรนด์มูลค่าของ Green Market จะสูงถึง 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 5% ของ GDP โลก ดังนั้น ธุรกิจแบบยั่งยืนจะเข้ามาแทนที่ธุรกิจแบบเดิม หากไม่ปรับตัวก็จะเผชิญกับอุปสรรคมากขึ้นทั้งกฎเกณฑ์ภาครัฐ พฤติกรรมผู้บริโภครวมถึงการระดมทุนในอนาคต เนื่องจากประเทศที่พัฒนาแล้วก็จะเป็นผู้สนับสนุนทุนกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อให้ไปสู่เป้าหมาย Net Zero

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของ Talent Champion ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกลุ่มแรงงานทักษะสูงกับแรงงานทั่วไป ทั้งนี้พบว่า กลุ่มผู้ที่มีเงินเดือนสูงจะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ดังนั้นการพยายามจะปิดช่องว่างตรงนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิด Human Capital โดยการสร้างเด็กรุ่นใหม่ให้เป็น Talent Champion

“จากการจัดอันดับ Global Talent ประเทศไทยอยู่ในอันที่ 79 ต่ำกว่า มาเลเซีย เวียดนาม จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และสิงคโปร์ ซึ่งหากเราปล่อยให้เป็นแบบนี้ ก็อาจจะมีการย้ายฐานอุตสาหกรรมไปประเทศ ที่มีแรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะทักษะสีเขียว ซึ่งเป็นเทรนด์สำคัญของโลก ในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากตลาดงานเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันพัฒนากำลังคนที่มีศักยภาพ และมีทักษะสีเขียว เพื่อช่วยทั้งเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม” ดร.ศรวณีย์ กล่าว

– 006

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

https://www.naewna.com/local/837617

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

บช.น.แจ้งไม่ปิดการจราจร 5 สะพานที่ขบวนเรือผ่าน จัดกำลังดูแลเส้นทางเสด็จพระราชดำเนิน

วันเสาร์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.31 น.

วันที่ 26 ตุลาคม 2567 พลตำรวจตรี ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ดูแลงานจัดการจราจรพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐินโดยขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในวันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.) เบื้องต้นได้มีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรดูแลในเส้นทางพื้นที่เสด็จพระราชดำเนินและพื้นที่ประชาชนเฝ้ารับเสด็จสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินกลับ รวมกำลังจากหน่วยต่างๆมากกว่า 200 นาย

 โดยยืนยันว่าเส้นทางเสด็จด้วยขบวนพยุหยาตรา จะผ่านสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งสิ้น 5 สะพาน คือ สะพานกรุงธนบุรีหรือสะพานซังฮี้ สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า สะพานพระราม 8 สะพานพระพุทธยอดฟ้า และสะพานปกเกล้า ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ปิดการจราจรทั้ง 5 สะพานดังกล่าว โดยจะให้รถสามารถสัญจรข้ามผ่านไปมาได้ตามปกติ แต่ห้ามรถหยุดดูขบวนเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดผลกระทบด้านการจราจร ส่วนประชาชนที่จะเดินข้ามสะพานทั้ง 5 แห่งจะปิดไม่ให้เดินผ่านในช่วงที่มีขบวนพยุหยาตราเสด็จพระราชดำเนินผ่าน จึงขอให้ติดตามชมขบวนหรือรอรับเสด็จบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาและเส้นทางต่างๆ เท่านั้น

และขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงเส้นทางบริเวณท่าวาสุกรี ตั้งแต่เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ซึ่งจะเป็นช่วงที่เสด็จพระราชดำเนินมาเข้าขบวนเรือ และขอให้หลีกเลี่ยงในช่วงหลังเวลา 17.00 น. ที่วัดอรุณราชวรารามวรมหาวิหาร เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินกลับ

สำหรับที่จอดรถซึ่งจะใช้รองรับประชาชนที่จะมาเฝ้ารับเสด็จและชมขบวนเรือ สามารถนำรถมาจอดได้ที่ท้องสนามหลวง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ราชนาวีสโมสรและพื้นที่จอดรถอื่นๆ แต่เชื่อว่าจะไม่สามารถรองรับจำนวนประชาชนที่จะเดินทางมาได้จึงขอให้หลีกเลี่ยงใช้รถสาธารณะ

ทั้งนี้เชื่อว่าการจัดการจราจรในลักษณะดังกล่าวจะไม่ทำให้เกิดผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชนโดยรอบพื้นที่การจัดงานและจุดเฝ้ารับเสด็จและชมขบวนเรือตามที่ต่างๆ

‘ไทย’ชูบทบาท’วัฒนธรรมและศิลปะ’ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

https://www.naewna.com/local/837512

'ไทย'ชูบทบาท'วัฒนธรรมและศิลปะ' ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

‘ไทย’ชูบทบาท’วัฒนธรรมและศิลปะ’ ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.32 น.

“ไทย”ชูบทบาท”วัฒนธรรมและศิลปะ” ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและเอกภาพของอาเซียน ร่วมหนุน”มะละกา”สู่เมืองวัฒนธรรมอาเซียน พร้อมขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะของอาเซียน (พ.ศ.๒๕๕๙ – ๒๕๖๘) พร้อมโชว์นโยบาย วธ.ร่วมอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมทุกภาคส่วน เน้น”วัฒนธรรม”สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามัคคี และความยั่งยืนให้อาเซียน

เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) กล่าวว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอ  โดย ครม. เห็นชอบต่อร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ (Meeting of ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts: AMCA) ครั้งที่ 11 (ร่างถ้อยแถลงฯ) “เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างสรรค์อนาคต: เอกภาพบนความหลากหลาย” (Joint Media Statement the 11th Meeting of the ASEAN Ministers Responsible for Culture and Arts “Bridging Cultures, Building Futures: Unity in Diversity”) และอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในฐานะรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะแห่งราชอาณาจักรไทย หรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทยในการประชุม AMCA ครั้งที่ 11 ให้การรับรองร่างถ้อยแถลงฯ ณ เมืองมะละกา มาเลเซีย ตนในฐานะผู้แทนประเทศไทย ได้ร่วมรับรองร่างถ้อยแถลงร่วมดังกล่าว ณ เมืองมะละกา มาเลเซีย ร่วมกับคณะรัฐมนตรีและผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะเป็นที่เรียบร้อย  เพื่อเน้นย้ำบทบาทของวัฒนธรรมและศิลปะในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมเพื่อส่งเสริมเอกภาพของอาเซียน

โดยถ้อยแถลงร่วมฯ มีสาระสำคัญในการเน้นย้ำบทบาทของวัฒนธรรมและศิลปะในการส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุมเพื่อส่งเสริมเอกภาพของอาเซียน รวมทั้งระบุถึงความร่วมมือที่สำคัญ อาทิ 1) ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์ในฐานะทรัพยากรสำคัญที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาอาเซียน 2) การส่งต่อการเป็นเมืองแห่งวัฒนธรรมอาเซียนจากนครหลวงเวียงจันทน์แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ไปยังเมืองมะละกาแห่งมาเลเซีย นอกจากนี้ มาเลเซีย ในฐานะประธานการประชุม ยังกำหนดจัดเทศกาลศิลปะอาเซียน (ASEAN Festival of Arts) และโครงการเยาวชนอาเซียนและการอนุรักษ์มรดกที่สืบทอดกันมา: สืบสานรากเหง้าและสร้างสรรค์อนาคต (ASEAN Youth and Heritage: Celebrating Roots and Reimagining the Future Programme) 3) ความก้าวหน้าในการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ด้านวัฒนธรรมและศิลปะของอาเซียน (พ.ศ.๒๕๕๙ – ๒๕๖๘) และการพัฒนาแผนปฏิบัติการฉบับใหม่ และ 4) ความร่วมมือกับประเทศคู่เจรจาภายใต้แผนงานอาเซียนบวกสาม และยินดีกับความร่วมมือกับพันธมิตรใหม่ซึ่งรวมถึงสหราชอาณาจักร และอิตาลี

นอกจากนี้ รมว.วธ.ยังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนที่กำกับดูแลงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ ครั้งที่ 11 ผ่านกรอบการดำเนินงานของกระทรวงวัฒนธรรมภายใต้แนวคิด “4 นโยบาย 3 แนวทาง 2 รูปแบบ และ 1 เป้าหมาย” เพื่อแสดงเจตจำนงในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในมิติทางวัฒนธรรมและการบูรณาการความร่วมมือในระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอนุรักษ์และส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมในทุกภาคส่วน โดยการกำหนดแนวนโยบายของกระทรวงวัฒนธรรมไม่ได้ตระหนักเพียงว่าวัฒนธรรมเป็นมรดกที่แสดงให้เห็นถึงอดีตของประเทศเท่านั้น แต่ยังเล็งเห็นว่าวัฒนธรรมเป็นดังปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความสามัคคีในสังคม รวมถึงความยั่งยืน ด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสอดคล้องกับร่างถ้อยแถลงร่วมฯ “เชื่อมโยงวัฒนธรรม สร้างสรรค์อนาคต: เอกภาพบนความหลากหลาย” นี้

นโยบายข้อแรก การส่งเสริม สร้างสรรค์ ผลักดันทุนทางวัฒนธรรมให้เป็นทุนทางเศรษฐกิจ ผ่านข้อริเริ่มต่าง ๆ เช่น การส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ สนับสนุนผู้ประกอบการ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นต้น

นโยบายข้อที่ 2 มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งทางระบบนิเวศและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจวัฒนธรรม โดยให้ความสำคัญด้านระบบและช่องทางเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมในทุกภาคส่วน ครอบคลุมไปถึงการกำหนดข้อริเริ่มในการรักษามรดกทางวัฒนธรรม ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรม และยกระดับการเข้าถึงทรัพยากรทางวัฒนธรรมอีกด้วย

นโยบายข้อที่ 3 มุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อให้ “คน” เป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจวัฒนธรรมและสังคม ด้วยกระทรวงวัฒนธรรมตระหนักถึงความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อันเป็นปัจจัยสำคัญต่องานด้านวัฒนธรรม จึงได้มีการส่งเสริมและสนับสนุนผ่านการให้ความรู้ การฝึกอบรม และการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญให้แก่ผู้นำทางวัฒนธรรม และนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

นโยบายข้อที่ 4 คือการพัฒนาและผลักดันสินค้าและบริการทางวัฒนธรรมให้มีส่วนแบ่งเพิ่มขึ้นในตลาดโลก โดยมุ่งผลักดันให้เกิดการรับรู้และผลักดันให้เกิดส่วนแบ่งการตลาดทั้งในส่วนของผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมของไทยในเวทีโลกอย่างกว้างขวาง ผ่านการใช้ประโยชน์จากอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามารถ และการมีส่วนร่วมของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจวัฒนธรรมระดับโลกนอกจากการกำหนดแนวนโยบายทั้ง 4 ข้อ กระทรวงวัฒนธรรมยังมุ่งเน้นการปฏิบัติใน 3 แนวทาง ดังนี้

แนวทางที่ 1 เชื่อมโยงอุตสาหกรรมวัฒนธรรมกับอุตสาหกรรมสาขาอื่นๆ อาทิ วัฒนธรรมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วัฒนธรรมกับการเกษตร และวัฒนธรรมกับการแพทย์

แนวทางที่ 2 ร่วมมือ โดยการบูรณาการความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและทุกหน่วยงานอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการดำเนินงานแบบไร้รอยต่อและเป็นเอกภาพ

แนวทางที่ 3 ยั่งยืน โดยคำนึงถึงความยั่งยืนใน 3 มิติ คือ ประโยชนที่ยั่งยืนแก่ประเทศชาติและประชาชน การบริหารจัดการที่ยั่งยืน และคุณค่าของวัฒนธรรมที่ยั่งยืน ทั้งนี้ จะต้องดำเนินการผ่าน 2 รูปแบบ คือ การรักษาสิ่งเดิม และเพิ่มเติมสิ่งใหม่ อาทิ เร่งขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับประเทศ และระดับโลก การนำทุนทางวัฒนธรรมที่เข้มแข็งมาต่อยอดทางเศรษฐกิจ และการสร้างการยอมรับต่อวัฒนธรรมไทยของผู้คนทั่วโลก

โดยขับเคลื่อนไปสู่ 1 เป้าหมายสูงสุด คือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ด้วยเศรษฐกิจวัฒนธรรม ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจทางวัฒนธรรมในประเทศไทยแล้ว ยังมีส่วนสนับสนุนอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรมในภูมิภาคอาเซียนในวงกว้างอีกด้วย

ทั้งนี้ รมว.วธ.ในฐานะผู้แทนประเทศไทย มีความยินดีในการให้ความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนในการยกระดับการดำเนินงานด้านวัฒนธรรมและศิลปะ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นให้กับอาเซียนเพื่อนำไปสู่ความมั่งคั่งและครอบคลุมทุกภาคส่วนในภูมิภาค โดยบรรยากาศวันสุดท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ร่วมเยี่ยมชมเมืองมะละกา ในฐานะเมืองมรดกโลกของยูเนสโกด้วย

– 006