สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

https://www.naewna.com/local/837244

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

สุดงดงาม!!! ฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.19 น.

กองทัพเรือ ฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณฯ

วันนี้ (24 ตุลาคม 2567) ตั้งเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น.กองทัพเรือ ได้ทำการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อย ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร โดยมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน) อีก 1 ลำ โดยใช้เส้นทางการฝึกซ้อม ระหว่างวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในทุกๆ ด้าน เพื่อให้พระราชพิธีฯ ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 ตุลาคม นี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ในการนี้ กองทัพเรือ ขอเชิญชวนประชาชนชาวไทย ร่วมใจแต่งกายในโทนสีเหลือง และมาร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จฯ และชื่นชมพระบารมี ตลอดสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่สะพานพระราม 8 ถึงวัดอรุณราชวราราม ในวันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม 2567 ระหว่างเวลา 15.00 น.ถึงเวลา 17.00 น.

– 006

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

https://www.naewna.com/local/837219

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

ปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’!ศธ.เตรียมคลอด‘กฎกระทรวง’ใส่ชุดอะไรก็ได้ มุ่งลดภาระนร.-ผู้ปกครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.05 น.

‘ศธ.’เตรียมปลดล็อก‘ชุดลูกเสือ’ เลือกตามบริบทสถานศึกษา พร้อมเปิดตัว NSOT Service ระบบบริหารกิจการ-โปรแกรมฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล

24 ตุลาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และประธานคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เป็นประธานการแถลงเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือ และโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รมช.ศึกษาธิการ , นายวรัท พฤกษทวีกุล รองปลัดศธ. และเลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และผู้บริหารองค์กรหลักศธ. และคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ เข้าร่วม

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า ภายใต้นโยบาย “เรียนดี มีความสุข” กระทรวงศึกษาธิการ มุ่งเน้นการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศและการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยลดภาระครู นักเรียน และผู้ปกครอง การเปิดตัวระบบบริหารกิจการลูกเสือครั้งนี้จึงเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในทุกระดับ ตั้งแต่ส่วนกลางไปจนถึงสถานศึกษา นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับแนวคิด “ลูกเสือทันสมัย Transform” ภายใต้สโลแกน “ทำดี ทำได้ ทำทันที” เพื่อให้การดำเนินงานถูกต้อง รวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่าย ประกอบด้วย 4 ระบบที่สำคัญ ได้แก่

1. ระบบขอจัดตั้งกลุ่มหรือกองลูกเสือ สำหรับสถานศึกษาที่ต้องการจัดตั้งกลุ่มลูกเสือ

2. ระบบขอตำแหน่งทางลูกเสือ สำหรับผู้บังคับบัญชาลูกเสือที่ต้องการตำแหน่งใหม่

3. ระบบขอมีคุณวุฒิทางลูกเสือ สำหรับการรับรองคุณวุฒิตามระดับต่าง ๆ 

4. ระบบขอเปิดการฝึกอบรม ให้บริการแก่สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ สำนักงานลูกเสือจังหวัด สำนักงานลูกเสือเขตพื้นที่การศึกษา ที่ประสงค์จะขอเปิดฝึกอบรมสำหรับบุคลากรทางลูกเสือในหลักสูตรต่าง ๆ

ทั้งนี้ การเปิดตัวระบบใหม่เหล่านี้จะนำระบบเทคโนโลยี หรือไอทีเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานต่างๆ ลดเอกสาร ทำให้ประหยัดงบประมาณ ประหยัดเวลาในกานดำเนินงาน เพื่อลดค่าใช้จ่ายตอบสนองต่อนโยบาย “ลดภาระครู” อย่างแท้จริง

กระทรวงศึกษาธิการ ยังได้เปิดตัวโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่ ซึ่งเป็นโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือในสถานศึกษา ที่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคดิจิทัลและทักษะที่จำเป็นในปัจจุบัน โดยแบ่งตามประเภทของลูกเสือ ดังนี้

+ ลูกเสือสำรอง : การเป็นผู้นำ, การออม, Codding, มารยาทไทย และการป้องกันภัยต่าง ๆ

+ ลูกเสือสามัญ : E-sport, Codding, ภัยไซเบอร์, และความรักชาติ ลูกเสือสามัญรุ่นใหญ่ : SMART SCOUT, การกู้ชีพฉุกเฉิน, Save Bullying และภัยคุกคามทางเพศ 

+ ลูกเสือวิสามัญ : การเงินดิจิทัล, ภูมิปัญญาท้องถิ่น และการช่วยเหลือชุมชน และในอนาคตจะมีการพัฒนาหลักสูตรใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ลูกเสือได้รับทักษะที่ทันสมัยและนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าระบบบริหารกิจการลูกเสือและโปรแกรมการฝึกอบรมลูกเสือแบบใหม่นี้จะถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมสร้างทักษะและคุณภาพชีวิตของเยาวชนไทยตอบสนองนโยบายการศึกษาสมัยใหม่ในมิติ เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime อย่างแท้จริง และการอบรมลูกเสือไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีมาตรฐานเดียวกันในการเข้ามาเชื่อมระบบการเรียนรู้  และหวังว่ากิจกรรมลูกเสือจะได้รับการพัฒนาก้าวหน้ายิ่งขึ้นและทันต่อกระแสโลก และหวังว่าสถาบันลูกเสือจะเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่จะช่วยทำให้ประเทศชาติมีความเจริญรุดหน้าต่อไป มีประชากรที่รักระเบียบวินัย มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และลูกเสือช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ ทำดี ทำได้ ทำทันที” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว              

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวเพิ่มเติมถึงผลการประชุมคณะกรรมการบริหารลูกเสือแห่งชาติ ว่า ศธ.จะออกกฎกระทรวงใหม่เกี่ยวกับการแต่งกายของลูกเสือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอตามขั้นตอน เพื่อเป็นการปลดล็อกเครื่องแต่งกาย สำหรับการแต่งกายลูกเสือ จะมีเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ ชุดปกติ (ชุดลูกเสือเดิม) ชุดปฏิบัติการ และชุดลำลอง โดยให้สถานศึกษาพิจารณาเลือกได้ตามบริบทของสถานศึกษา

“กฎกระทรวงใหม่นี้จะเป็นการปลดล็อก เช่น ชุดลำลองจะใช้เครื่องแบบนักเรียน หรือใส่ชุดตามที่ผู้บังคับบัญชาของสถานศึกษานั้นๆเป็นผู้พิจารณาให้เหมาะกับบริบทของสถานศึกษา เช่น สถานศึกษานั้นอยู่ในกลุ่มชาติพันธุ์ ก็ใช้ชุดชาติพันธุ์เป็นชุดลูกเสือได้ หรือในพื้นที่ใดไม่มีชุดลูกเสือที่พอเพียงก็ไม่ต้องใส่ชุดลูกเสือ จะใส่ชุดอะไรก็ได้ตามบริบทที่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือนั้นพิจารณาว่าเหมาะสม จะมีหมวก หรือมีผ้าพันคอหรือไม่ก็แล้วแต่ฐานลูกเสือนั้นพิจารณา เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและลดภาระต่างๆในการเรียนลูกเสือ เป็นการลดภาระให้กับนักเรียนและผู้ปกครอง แต่ถ้าเป็นทางการ เช่น วันลูกเสือฯ ก็อาจจะต้องใส่ชุดลูกเสือปกติ” รมว.ศธ. กล่าว

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

https://www.naewna.com/local/837029

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

โชว์นวัตกรรม ‘เครื่องชั่งน้ำหนักสัตว์ปีกอัจฉริยะ’ ตอบโจทย์ Smart Farm ไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บพข. หนุนทีมวิจัย ม.เกษตรฯ พัฒนา “ระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะ” ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก ลดภาระงานเกษตร ลดความเครียดของสัตว์จากการถูกรบกวน เพิ่มความแม่นยำ ยกระดับประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์ปีก เติมเต็ม Ecosystem ให้ระบบ Smart Farm

อุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกถือเป็นธุรกิจหลักของประเทศไทย โดยเฉพาะ “ไก่” ซึ่งเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่มีมูลค่าการส่งออกเนื้อไก่สดแช่แข็งและเนื้อไก่แปรรูป ปีละกว่าหนึ่งแสนล้านบาทและมีสัดส่วนมากกว่า 95% ของปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ ปัจจุบันทั่วโลกยังนิยมบริโภคโปรตีนจากเนื้อไก่สูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่นๆภาคการผลิตรวมถึงเกษตรกร จึงมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาเป็นตัวช่วยในการบริหารจัดการการเลี้ยงไก่ในฟาร์ม ในรูปแบบของ “สมาร์ท ฟาร์ม” (Smart Farm) หรือโรงเรือนเกษตรอัจฉริยะ เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต แก้ไขปัญหา เพิ่มความสะดวกสบาย ประหยัดเวลาและลดค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี ระบบ Smart Farm ที่ใช้กันในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ ไอโอที (IoT) ในการตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมของโรงเรือน หรือควบคุมการให้อาหารและน้ำ แต่ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ปัญหาสำคัญจากเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ นั่นก็คือ“การประเมินประสิทธิผลของการเลี้ยง” ที่ต้องอาศัยการชั่งน้ำหนักเพื่อวัดการเจริญเติบโตในแต่ละช่วงอายุของการเลี้ยง ซึ่งปัจจุบันยังต้องใช้แรงงานคนในการสุ่มชั่งและจดบันทึกก่อนจะนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ทำให้สิ้นเปลืองทั้งเวลาและแรงงาน รวมถึงมีโอกาสในการกรอกข้อมูลผิดพลาด และยังเป็นการรบกวนสัตว์อีกด้วย

ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์นำโดย “รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตร”จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จึงพัฒนาโครงการ “แพลตฟอร์มระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะสำหรับอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก” ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการประเมินน้ำหนักสัตว์ปีกให้กับเกษตรกรทั้งรายย่อยและรายใหญ่ในอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก โดยใช้ความรู้และเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ การแปลงข้อมูล การส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์ และการนำข้อมูลมาแสดงผลทางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย “หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.)” แผนงานกลุ่มดิจิทัลแพลตฟอร์มร่วมกับ บริษัท แม็ก เทค คอนโทรล จำกัดในปีงบประมาณ 2565

รศ.ดร.จิรศักดิ์ วงศ์เอกบุตรหัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นผลต่อเนื่องมาจากการทำงานร่วมกับเกษตรกร ในการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ในโรงเรือนเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน และปริมาณการให้อาหาร แต่ยังขาดเรื่องการประเมินน้ำหนักสัตว์ ที่ปัจจุบันยังใช้การสุ่มจับชั่งด้วยมือ และจดบันทึกที่อาจคลาดเคลื่อนได้ง่าย ทั้งนี้ในแต่ละรอบการเลี้ยงสัตว์ปีก เช่น ไก่ จะใช้เวลาประมาณ 5 สัปดาห์ ต้องมีการชั่งทุกสัปดาห์รวม 5 ครั้ง โดยจะสุ่มชั่ง 100 ตัวอย่างต่อโรงเรือนซึ่งหากจะชั่งให้ครบ 1 โรงเรือน ใน 1 ชั่วโมง จะต้องใช้แรงงานถึง 3 คนในการจับชั่งโดยในฟาร์มขนาดเล็กจะมีไม่ต่ำกว่า 20 โรงเรือน ดังนั้นจึงใช้เวลาค่อนข้างมากและสิ้นเปลืองแรงงาน ขณะเดียวกันการจับสัตว์ขึ้นชั่งบ่อยๆ จะมีผลต่อคุณภาพของสัตว์ซึ่งอาจทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือเกิดความเครียด หยุดไม่เข้ามากินอาหารได้

จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยจึงพัฒนา “เครื่องชั่งน้ำหนักออนไลน์” ขึ้น เพื่อใช้เสมือนเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในการเลี้ยงที่ติดตั้งในโรงเรือนตลอดเวลา และเป็นจุดเปลี่ยนของรูปแบบการประเมินน้ำหนัก จากเดิมที่ใช้การสุ่มจับชั่งมาเป็นการให้ไก่ในโรงเรือนสามารถขึ้นเครื่องชั่งได้เองตามธรรมชาติ และขึ้นชั่งได้เองตลอดเวลา โดยตัวอุปกรณ์มีการออกแบบให้เป็นเครื่องชั่งดิจิทัล ที่ทำงานเหมือนกับที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แต่มีการติดตั้งระบบ IoT เพิ่มเติม เพื่อที่จะแปลงข้อมูลน้ำหนักรายตัวของไก่ที่ขึ้นเหยียบ และส่งข้อมูลขึ้นระบบคลาวด์แบบเรียลไทม์ เกษตรกรสามารถดูข้อมูล และนำไปวิเคราะห์ ประเมินการเจริญเติบโต และวิเคราะห์คุณภาพของอาหารได้อย่างรวดเร็ว

“ระบบดังกล่าวเป็นแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่ายทั้งเครื่องชั่ง (Hardware)และแอปพลิเคชั่น (Software)โดยในส่วนของเครื่องชั่ง เพียงแค่เสียบปลั๊ก และกดปุ่มเปิดเครื่อง เครื่องชั่งก็สามารถทำงานได้ ส่วนแอปพลิเคชั่น แสดงผลออนไลน์ได้แบบเรียลไทม์ ได้ข้อมูลน้ำหนักของสัตว์ที่ถูกต้องแม่นยำ เห็นอัตราการเจริญเติบโต เมื่อนำไปรวมกับข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในระบบ Smart Farm เช่น สภาพแวดล้อมในโรงเรือน ปริมาณการให้น้ำและอาหารหรือจำนวนสัตว์ จะช่วยทำให้สามารถบริหารจัดการฟาร์มได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวผ่านการทดสอบใช้งานจริงใน 3 ฟาร์มต้นแบบ คือ 1.ฟาร์มนครชัยศรี (ฟาร์มเป็ดเนื้อ) สังกัด บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) แผนกเป็ดเนื้อ 2.ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณวาจกกสิกิจ สังกัดภาควิชาสัตวบาล คณะเกษตร ม.เกษตรศาสตร์ และ 3.ฟาร์มไก่คุณวารุณี ฟาร์มไก่ประกันราคาในเครือของ CPF จ.ปราจีนบุรี

ปัจจุบันทีมวิจัยได้พัฒนาระบบประเมินน้ำหนักออนไลน์อัจฉริยะฯ ต้นแบบแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อย โดยทีมวิจัยได้มีการออกแบบและพัฒนาเครื่องชั่งดิจิทัล ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของสัตว์ปีกอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้อยู่ในเวอร์ชั่น 3 ที่พร้อมให้ผู้ประกอบการนำขยายผลเชิงพาณิชย์ ส่วนด้านซอฟต์แวร์ ได้มีการปรับปรุงต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในฟาร์ม ซึ่งอนาคตทีมวิจัยมีแผนที่จะมีการนำเทคโนโลยีเอไอ และระบบกล้อง มาใช้กับการประเมินน้ำหนักอีกด้วย

อย่างไรก็ดี สำหรับการดำเนินการในอนาคต รศ.ดร.จิรศักดิ์ บอกว่าจะเป็นการสร้าง “แพลตฟอร์มระบบอัจฉริยะสำหรับบริหารจัดการธุรกิจอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีก”ที่เกษตรกรสามารถดูข้อมูลต่างๆ ของการเลี้ยงสัตว์ปีกได้แบบออนไลน์เรียลไทม์ และครบวงจร ตั้งแต่ข้อมูลในฟาร์ม ซึ่งทีมวิจัยนอกจากจะพัฒนาระบบชั่งน้ำหนักออนไลน์ ทำให้ทราบน้ำหนักที่หน้าฟาร์มแล้ว แล้วยังมีการพัฒนาระบบควบคุมการจ่ายอาหาร ซึ่งเป็นต้นทุนในการเลี้ยง ส่วนระบบการขนส่ง ซึ่งมีความสำคัญโดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีอากาศร้อน จะทำให้สัตว์ปีกที่จะไปสู่โรงงานชำแหละและแปรรูปผลิตภัณฑ์ เกิดการสูญเสียน้ำหนักระหว่างการขนส่งประมาณ 5-7% ทีมวิจัยได้พัฒนาระบบบริหารจัดการสภาพแวดล้อมในรถขนส่งซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจาก บพข. แผนงานดิจิทัลแพลตฟอร์ม ในปี 2564 เพื่อช่วยลดการสูญเสียดังกล่าว พร้อมทั้งส่งข้อมูลการขนส่ง ไปยังโรงงานฯ ทำให้สามารถบริหารจัดการการขนส่งหน้าโรงงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ขณะเดียวกันทางโรงงานฯ จะได้รับข้อมูลต่างๆ ทั้งข้อมูลวัตถุดิบ การประเมินคุณภาพ และข้อมูลการขนส่งทำให้สามารถวิเคราะห์ และวางแผนการในการบริหารจัดการการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เรียกได้ว่าเป็นการสร้างแพลตฟอร์มอัจฉริยะที่เป็น “Ecosystem” ของอุตสาหกรรมฟาร์มสัตว์ปีกของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของทีมวิจัย และตอบรับเป้าหมายสำคัญของผู้ให้การสนับสนุนทุนอย่าง บพข. เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

https://www.naewna.com/local/837027

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง...ค้นหาตัวตนที่แท้จริง  กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

สกู๊ปพิเศษ : ร่วมเดินทาง…ค้นหาตัวตนที่แท้จริง กับนิทรรศการ Solo Exhibition ครั้งแรก! ของ ‘ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม’

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นุก-ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม ศิลปินภาพวาดหน้าใหม่ โชว์นิทรรศการ SoloExhibition ครั้งแรกในชีวิตกับผลงาน“Unknown to Know” ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากการเดินทางเพียงลำพังเพื่อสำรวจจิตใจตนเองและสื่อสารกับธรรมชาติรอบตัว ผ่านภาพวาดสไตล์ Mixed Media Art กว่า 30 ภาพ ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing ศิลปะบำบัดด้วยการวาดภาพ โดยนิทรรศการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 กันยายน-27 ตุลาคม 2567ณ ศรีเวียงแกลลอรี่ ถนนศรีเวียง สีลม

ทวิพรรณ ตรีสิริเกษม อดีตนักธุรกิจหญิงในแวดวงไอที ที่ผันตัวมาเป็นศิลปินแบบเต็มตัว ก้าวข้าม Comfort Zone ออกเดินทางเพียงลำพังไปยังสถานที่แปลกใหม่ไม่คุ้นเคยทั้งในและต่างประเทศ อาทิ สเปน, อังกฤษ, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส และอิตาลี เพื่อสำรวจจิตใจตัวเองอย่างลึกซึ้งว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร กว่า 2 ปีที่ออกเดินทาง ได้ใช้เวลาทบทวนสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทำความเข้าใจ เรียนรู้ สื่อสารกับความคิดภายใน ไปพร้อมกับธรรมชาติรอบตัว ทั้ง กลิ่นของต้นไม้ดอกไม้เสียงเกลียวคลื่น ความซับซ้อนของแง่งหินที่สะท้อนกับแสงแดดเกิดเป็นความรู้สึกอบอุ่น มั่นคง หรือขณะที่นั่งมองต้นราชพฤกษ์ ที่ออกดอกสีเหลืองทองอร่าม ไม่นานก็จะร่วงโรย ทำให้เรียนรู้ว่าให้อยู่กับปัจจุบัน เกิดเป็นความรู้สึกที่อิ่มเอมจิตใจ

จึงนำประสบการณ์ที่ได้รับถ่ายทอดผ่านผลงานสไตล์ Mixed Media Art แนวนามธรรม ผ่านเส้นสายและโทนสีที่แตกต่างเมื่อได้สัมผัสกับช่วงเวลาแห่งความสับสนและความชัดเจนในจิตใจกว่า 30 ภาพ โดยมีผลงานไฮไลท์ อาทิ “Golden Hour” ที่ศิลปินวาดขณะเดินทางอยู่ที่ประเทศตุรกี ช่วงจังหวะที่พระอาทิตย์ใกล้จะตก แสงอาทิตย์สีเหลืองทองสาดกระทบกับทิวเขาที่เรียงสลับซับซ้อน ทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่นมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า สงบ สบายใจ ได้ฟังเสียงภายในจิตใจของตัวเองอย่างแท้จริง เสมือนการบำบัดจิตใจด้วยการวาดภาพ

“จุดเริ่มต้นของการวาดภาพแนวนามธรรม ภายใต้แนวคิด Abstract for Healing เกิดจากความ “ไม่รู้” ว่าแท้จริงแล้วชีวิตต้องการอะไร ประกอบกับความรักในงานศิลปะและธรรมชาติ จึงตัดสินใจพาตัวเองออกจากสภาพแวดล้อมและสังคมที่เป็นอยู่ เดินทางค้นหาตัวตน เชื่อมโยงจิตใจเข้ากับธรรมชาติอย่างต่อเนื่องครั้งละ 5-6 ชั่วโมง ทำให้เกิดสมาธิ นิ่ง สงบ จนกระทั่ง “รู้” ความต้องการจากภายในจิตใจอย่างแท้จริง เป็นการใช้ศิลปะเพื่อช่วยบำบัดจิตใจ และสร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต”

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

https://www.naewna.com/local/837227

'กรมฝนหลวง'ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

‘กรมฝนหลวง’ร่วมพิธีวางพวงมาลา เนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567

วันพุธ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.07 น.

วันที่ 23 ตุลาคม 2567 เวลา 08.30 น. นายสุพิศ พิทักษ์ธรรม อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร มอบหมายให้ นายไพจิตร เค้ากล้า เลขานุการกรม พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ร่วมพิธีวางพวงมาลาเนื่องในวันปิยมหาราช ประจำปี 2567 เพื่อเป็นการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าอาคารเทียมคมกฤส กรมป่าไม้ กรุงเทพมหานคร

– 006

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

https://www.naewna.com/local/836961

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 22.10 น.

สพฐ.พลิกโฉมการเรียนรู้ นำร่องโครงการครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน ชวนโรงเรียนที่มีความพร้อมร่วมสร้างบรรยากาศ”เรียนดี มีความสุข”

เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2567 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และรองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการจัดการศึกษา มีนโยบายการบริหารจัดการชั้นเรียนแบบครูเลื่อนชั้นตามนักเรียน โดยมุ่งพัฒนาคุณภาพผ่านการศึกษาที่ครอบคลุม รวมถึงส่งเสริมและช่วยเหลือแก้ปัญหาการเรียนรู้พฤติกรรมผู้เรียนเพื่อวิเคราะห์เป็นรายบุคคล ให้ครูสามารถวางแผนการสอนที่เหมาะสมและตรงกับทักษะของนักเรียนแต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในการนี้ สพฐ.ได้มีหนังสือสำรวจความประสงค์ไปยังโรงเรียนที่จะเข้าร่วมโครงการ ซึ่งถือเป็นบันไดขั้นแรกในการเรียนรู้พฤติกรรมของเด็กที่ชัดเจน ทำให้ส่งเสริมทักษะและพัฒนาความสามารถเด็กได้ถูกทาง หากพบรอยต่อความบกพร่องที่เป็นสาเหตุให้เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ จนอาจจะทำเด็กมีโอกาสเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“เรื่องนี้จะเป็นแนวทางนำร่องก่อน เพื่อให้สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการเปิดกว้างให้โรงเรียนที่มีความพร้อม สมัครเข้าร่วม โดย สพฐ.เชื่อมั่นว่าการวางรากฐานการศึกษาที่ดีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงระดับประถมศึกษาตอนต้น เป็นหัวใจสำคัญสำหรับความสำเร็จในชีวิตต่อไปในทุกระดับ หากนักเรียนได้พบครูที่เอาใจใส่ มีความผูกพันและติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดกับผู้ปกครอง สามารถเลื่อนชั้นเรียนตามเด็กได้ มีความชำนาญในการดูแลเด็กเล็ก ยกตัวอย่างเช่น รักเด็ก ใจดี อบอุ่น มีความอ่อนโยน ร้องเพลงได้ เล่านิทานเก่ง เต็มไปด้วยพลังบวก กอดและปลอบประโลมเป็น เพราะครูที่รักและเข้าใจปัญหาของเด็กจนเกิดความผูกพันกับเด็ก จะทำให้เด็กมีความสุข มีความคิดสร้างสรรค์ เกิดแรงบันดาลใจอยากไปโรงเรียนทุกวัน ซึ่งการวางรากฐานที่ดีให้กับเด็กได้อย่างมั่นคงแล้ว ในอนาคตเด็กเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน” รองโฆษก ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนงานตามนโยบายให้เป็นประโยชน์ต่อการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาทุกเขต ดำเนินการแจ้งโรงเรียนในสังกัดที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการตามความสมัครใจ โดยตอบแบบสำรวจตามแบบฟอร์ม QR Code ภายในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาต่อไป

‘กองทัพเรือ’เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

https://www.naewna.com/local/836972

'กองทัพเรือ'เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

‘กองทัพเรือ’เตรียมฝึกซ้อมจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค อีกครั้ง 24 ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.42 น.

ตามที่ในวันนี้ (22 ตุลาคม 2567) กองทัพเรือได้จัดให้มีการซ้อมใหญ่ ครั้งที่สอง ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดอรุณราชวราราม ขบวนเรือได้เคลื่อนออกจากท่าวาสุกรีตามหมายกำหนดการจริง แต่เนื่องจากในระหว่างการเคลื่อนขบวนมายังจุดหมายวัดอรุณราชวราราม ได้เกิดฝนตกหนักและลมกรรโชกแรง ทั้งนี้ ก่อนการฝึกซ้อม ได้มีการตรวจสอบสภาพอากาศล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง จนถึงเวลาเริ่มการฝึกซ้อม ซึ่งไม่พบปัจจัยที่จะทำให้เกิดฝนตกหนักเป็นเวลานาน แต่เหตุการณ์ฝนตกหนักที่เกิด เป็นฝนในลักษณะ Rain bomb

จากสภาพอากาศดังกล่าว ส่งผลให้เรือถูกกระแสลมพัด และทำให้มีความเสี่ยงต่อการควบคุมขบวนเรือ ขบวนเรือไม่ปลอดภัย ทำให้ผู้ควบคุมต้องสั่งให้นำเรือทุกลำเข้าเทียบริมฝั่ง และยุติการฝึกซ้อม เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลในเรือ และเรือพระราชพิธี ประกอบกับในพื้นที่วัดอรุณราชวราราม มีปริมาณสะสมของน้ำฝน และเกิดท่วมขังระดับสูง ทำให้ไม่สามารถฝึกซ้อมพิธีต่อได้ กองทัพเรือขอขอบคุณประชาชนทุกคน ที่ให้ความสนใจและมาร่วมติดตามการฝึกซ้อมในครั้งนี้ และขออภัยต่อเหตุการที่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้ กองทัพเรือจะมีการฝึกซ้อมเก็บความเรียบร้อยอีกครั้งหนึ่ง โดยจะมีเฉพาะเรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำ ได้แก่ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์ เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช เรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ และเรือแตงโม (เรือกลองใน) โดยใช้เส้นทางการฝึกซ้อม ระหว่าง วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร ถึงป้อมวิไชยประสิทธิ์ ระหว่างเวลา 12.00 น.ถึง 15.00 น. (แต่กำลังพลฝึกซ้อมไม่อยู่ในชุดแต่งกายจริง เนื่องจากต้องเตรียมการสำหรับวันจริง) ซึ่งหากประชาชนที่สนใจจะชมการซ้อมในครั้งนี้ ก็สามารถมาร่วมชมได้เช่นกัน

ในการนี้ กรมเจ้าท่า จะทำการควบคุมการจราจรทางน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ในช่วงเวลาและพื้นที่ที่กำหนด โดยเรือข้ามฟากที่อยู่นอกพื้นที่ปฏิบัติการ สามารถสัญจรได้ตามปกติ กองทัพเรือจึงขอเรียนมาให้ทราบ และขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้

– 006

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

https://www.naewna.com/local/836865

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

อัปเดตอาการ 3 นักเรียนไฟไหม้รถบัส อยู่ในขั้นปลอดภัยแล้ว มี 1 รายเตรียมกลับบ้าน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.32 น.

‘โฆษกสธ.“ สรุปอาการ 3 นักเรียนหญิงเหยื่อไฟไหม้รสบัสทัศนศึกษา ล่าสุดอาการดีขึ้นอยู่ในขั้นปลอดภัย มี 1 รายเตรียมความพร้อมกลับบ้าน อีก 2 ราย จักษุแพทย์ดูแลรักษาดวงตาอย่างเต็มที่

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมืองอเปิดเผยว่า ได้รับรายงานผู้ป่วยเด็กหญิงของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีรถบัสทัศนศึกษาเกิดเพลิงไหม้ บริเวณถนนวิภาวดีขาเข้า หน้าอนุสรณ์สถาน ตำบลคูคน อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี เหตุเกิด เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา จำนวน 3 คน ล่าสุด ทุกคนโดยรวมมีอาการดีขึ้น ถือเป็นข่าวดีที่เด็กเหล่านี้ได้พ้นขีดอันตราย เมื่อแรกเข้ารับการรักษาอยู่ในสภาวะที่น่าห่วงอย่างมาก ตลอด 20-21 วัน แพทย์ได้ดูแลรักษาอย่างดีที่สุด มีรายละเอียด ดังนี้
คนแรก เป็นเด็กหญิงวัย 14 ปี เข้ารับการรักษาที่สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ สถาบันฯออกแถลงการณ์เวลา 9.00 น. วันที่  21 ตุลาคม สรุปว่า “อาการดีขึ้น บาดแผลไฟไหม้โดยรวมดีขึ้นมาก ไม่พบการติดเชื้อ ไม่พบปัญหาข้อติดยึด สามารถทำกายบริหาร ยืดเหยียดข้อไหล่ ข้อศอกและข้อนิ้วมือ เพื่อป้องกันข้อติดได้ดี ด้านจิตใจ ผู้ป่วยมีอารมณ์คงที่ นอนหลับได้ปกติ ผลการรักษาเป็นที่พึงพอใจของทีมแพทย์  แต่ต้องใช้เวลาในการรักษาและฟื้นฟูทั้่งร่างกายและจิตใจเพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับบ้านต่อไป..”

คนที่สอง เป็นเด็กหญิง อายุ 9 ปี รักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิพระเกียรติ มีอาการไฟไหม้ใบหน้า คอ แขนและมือทั้ง 2 ข้าง แผลไหม้ระดับที่สองและทางเดินอากาศบาดเจ็บจากการสูดดมควันไฟ แพทย์รักษาด้วยการปรับยาแก้ปวดและยานอนหลับต่อเนื่อง ให้อาหารผ่านสายทางจมูก ให้ยาลดความดันโลหิต ประเมินดวงตาทางจักษุแพทย์ อาการล่าสุด ผู้ป่วยหายใจได้เองโดยไม่ต้องให้ออกซิเจน สามารถพูดสื่อสารความต้องการได้ ให้ยาแก้ปวดเป็นครั้งคราว เริ่มกินอาหารทางปากได้เพิ่มมากขึ้น ใช้อุปกรณ์บีบคลายขาทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำส่วนลึกอุดตัน ทางทีมจักษุแพทย์ได้ดูแลรักษาดวงตาอย่างเต็มที่

คนที่สาม เป็นเด็กหญิงอายุ 7 ปี รักษาที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ไฟไหม้ใบหน้าลำตัว และมือทั้ง 2 ข้าง แผลไหม้ระดับที่สอง อาการล่าสุด สามารถหายใจได้เอง ไม่ต้องใช้ออกซิเจน พูดสื่อสารความต้องการได้ รับประทานอาหารทางปากได้มากขึ้น ใช้อุปกรณ์บีบคลายขาทั้ง 2 ข้างเพื่อป้องกันลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำอุดตัน ไม่พบตำแหน่งติดเชื้อชัดเจน เฝ้าระวังอาการและเฝ้าระวังการติดเชื้อแทรกซ้อน ทีมจักษุแพทย์มีแผนเปิดแผลเช้าวันที่ 22 ตุลาคม โดยแผนการรักษา เข้าห้องผ่าตัดเพื่อประเมินเยื่อตาและกระจกตา

น.ส.ตรีชฎากล่าวว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้แสดงความขอบคุณทีมแพทย์ที่ดูแลรักษาผู้ป่วยทั้ง 3 คนอย่างดียิ่ง มีความสบายใจที่ได้รับทราบข่าวว่าอาการของนักเรียนดีขึ้นตามลำดับ พร้อมกันนี้ได้ส่งกำลังใจมาถึงพ่อแม่ผู้ปกครองของน้องนักเรียน 3 คนนี้ รวมทั้งประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจติดตามข่าว ก็ขอ

‘ชูศักดิ์’เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

https://www.naewna.com/local/836839

'ชูศักดิ์'เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

‘ชูศักดิ์’เผยผลตรวจสอบที่ดิน 3 แปลง ไร่เชิญตะวัน

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.25 น.

“ชูศักดิ์” เผย ผลสอบไร่เชิญตะวันไม่พบบุกรุกป่า สั่ง พศจ.ในภาคอีสาน รีบเอกซเรย์พื้นที่ไหนบ้างเกี่ยวพัน “แชร์แครอท” พร้อมให้รีบรายงานกลับมาด่วน ชี้ พระเล่นแชร์ ใช้วิจารณญาณดูก็รู้ผิดวินัยหรือไม่  

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกรมป่าไม้ เข้าตรวจสอบศูนย์วิปัสสนาไร่เชิญตะวันของพระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี) บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงราย (พศจ.เชียงราย) ได้มีการรายงานในประเด็นที่มีคำถามเกี่ยวกับข่าวเรื่องการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ทั้ง 3 แปลงนั้น โดย พศ.เป็นคนขอไป 2 แปลง และมูลนิธิขอไป 1 แปลง ผลการตรวจสอบไม่ปรากฏว่ามีการบุกรุก ซึ่งที่ดินดังกล่าวยังอยู่ในขอบเขต ส่วนกรณีแชร์แครอทที่ส่วนใหญ่พระในภาคอีสานเป็นผู้เสียหายนั้น ทาง พศ.ได้ส่งเรื่องไปยัง พศจ.ในทางภาคอีสานแล้วว่า ให้ไปตรวจสอบว่ามีกรณีเหล่านี้ที่ไหนบ้าง และให้รีบรายงานมาโดยด่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่า พศ.ได้มีรายงานหรือไม่ว่า การเล่นแชร์ผิดพระวินัยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของคณะสงฆ์ต้องว่ากัน ถ้าเราดูโดยใช้วิจารณญาณของคนธรรมดาสามัญทั่วไปก็พอจะวินิจฉัยได้ แต่เรื่องของวินัยตนย้ำมาตลอดว่าเป็นเรื่องของคณะสงฆ์ เราเป็นประชาชนคนธรรมดา อย่างไรก็ตาม พระเล่นแชร์ถามว่าผิดหรือไม่ ใช้วิจารณญาณดูก็พอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ขณะนี้ให้เขารายงานมาก่อนว่ามีที่ไหนบ้าง อย่างไร เมื่อถามว่า ได้วางกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องร้อนที่สื่อและประชาชนให้ความสนใจ ต้องเร่งด่วนหน่อย    

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

https://www.naewna.com/local/836835

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

สพฐ.ย้ำไม่มีคำสั่งใหม่เรื่องการแต่งกาย ยันขรก.ในสังกัดแต่งกายได้ตามเหมาะสม

วันอังคาร ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.11 น.

ศธ.แจงภาพหลุด ข้อความ “กระทรวงศึกษาธิการ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการแต่งกายในการปฏิบัติราชการ

วันที่ 22 ตุลาคม 2567 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(เลขาธิการ กพฐ.)  นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และ นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รองโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมแถลงข่าวชี้แจง กรณีที่ปรากฏบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยมีรูปภาพประกอบข้อความว่า “กระทรวงศึกษาธิการ ขอความร่วมมือเกี่ยวกับการแต่งกายในการปฏิบัติราชการ สำหรับวันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธ” เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณชน จนก่อให้เกิดความสับสนแก่ข้าราชการ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และ สพฐ. รวมถึงประชาชนโดยทั่วไป และเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก     

โดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า สพฐ. ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือคำสั่งจากกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับแนวทางในการแต่งกายของข้าราชการในสังกัด ตามที่ปรากฏในกระแสข่าวแต่อย่างใด ขอให้ข้าราชการในสังกัดยังคงปฏิบัติตามแนวทางเดิม ตามที่ นายสิริพงศ์ ได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ ว่า “ทางกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ได้มีคำสั่งใหม่ใด ๆ เกี่ยวกับการแต่งกายของข้าราชการครูหรือบุคลากรในสังกัด ทุกคนยังคงสามารถแต่งกายตามแนวทางที่เคยขอความร่วมมือไว้ก่อนหน้านี้  คือ แต่งกายด้วยเสื้อสีเหลืองที่มีตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติฯ หรือเสื้อผ้าไทยสีเหลืองประดับเข็มที่ระลึก พระราชพิธีมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 แทนการแต่งกายปกติในทุกวันจันทร์ ที่เป็นวันทำการ รวมทั้งในวัน หรือในโอกาสอื่นที่เหมาะสม และแต่งกายเครื่องแบบสีกากี หรือเครื่องแบบปฏิบัติงานของหน่วยในทุกวันอังคาร ที่เป็นวันทำการ”

“ที่มาของกระแสข่าวนี้ คือ เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมีประกาศที่ลงนามโดยปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอความร่วมมือข้าราชการในสังกัด ให้แต่งเสื้อสีเหลืองวันจันทร์ วันอังคารแต่งผ้าไทย วันพุธแต่งเครื่องแบบ  เมื่อ สพฐ.เห็นจึงได้มาเตรียมการไว้แต่ยังไม่ได้ประกาศ ซึ่งผมได้สั่งชะลอไว้ก่อนแล้ว เพื่อไปขออนุญาต รมว.ศึกษาธิการ รมช.ศึกษาธิการ และ ผู้ช่วย รมต.ศึกษาธิการ ก่อน แต่ก็ยังไม่ทันได้ขออนุญาตภาพก็หลุดออกไปก่อน อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเปลี่ยนระเบียบการแต่งกายใหม่ใด ๆ ยังคงยึดตามคำสั่งเดิม เพราะไม่ต้องการให้เกิดภาระเพิ่มขึ้นกับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัดที่มีบริบทการทำงานและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น การแต่งกายแต่ละวันในภูมิภาคขอให้เป็นไปตามความเหมาะสม แล้วแต่การพิจารณาว่าจะใส่ตามจังหวัด หรือกระทรวงศึกษาธิการก็ได้เช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามการขอความร่วมมือโดยไม่ได้มีการบังคับแต่อย่างใด” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอความร่วมมือให้ทุกฝ่ายตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการก่อนเผยแพร่ต่อ เพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เลือกแชร์จากสื่อหลักของหน่วยงานที่เป็นทางการ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นข้อมูลจริงที่เชื่อถือได้ และไม่สร้างความสับสนแก่สังคม ซึ่งทาง สพฐ.จะแจ้งให้ ผอ.เขตพื้นที่ฯทุกแห่งได้รับทราบเพื่อความเข้าใจที่ตรงกันต่อไป

ด้าน นายภูธร กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการเตรียมการด้วยเจตนาดีของทีมงานประชาสัมพันธ์ สพฐ. โดยทำอินโฟกราฟฟิกรอไว้ ยังไม่มีการสั่งการใด ๆ  เพราะต้องมีการขออนุญาตผู้บังคับบัญชาตามลำดับขั้นตอนก่อน แต่ยังไม่ทันขออนุญาต ทางทีมงานได้มีการแชร์กันในกลุ่ม และทำให้มีภาพหลุดออกมาจนเป็นประเด็นที่ให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน ก็ต้องขออภัยในความผิดพลาดที่สร้างความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกิดขึ้น และจะกำกับติดตามไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก

ขณะที่ นายสิริพงศ์ กล่าวว่า  จริง ๆ เรื่องนี้เกิดจากความปรารถนาดีของ สพฐ.  เพราะในช่วงเช้า ผู้ว่าราชการจังหวัดหลายจังหวัด ได้มีหนังสือไปยังหน่วยราชการในส่วนภูมิภาคต่าง ๆ ขอให้แต่งกายตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ส่วนของ สพฐ.ก็มีความคิดว่าถ้าออกคำสั่งไปก็น่าจะเป็นประโยชน์กับครู โดยเรื่องนี้เป็นเพียงความเห็นยังไม่มีมติสั่งการอะไรออกมา แต่เมื่อมีภาพหลุดออกมา รมว.ศึกษาธิการ ก็มีความไม่สบายใจ เพราะท่านมีความกังวลว่าจะเป็นภาระของครูหรือไม่ เพราะกระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันนโยบายเรียนดี มีความสุข ของ รมว.ศึกษาธิการ ความสุขที่เกิดจะต้องเกิดทั้ง ผู้เรียน และบุคลากรทางการศึกษาทุกคน อะไรที่เป็นภาระก็พยายามลด แต่เรื่องของความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่ อย่างไรก็ตาม ต้องขออภัยในการสื่อสารคาดเคลื่อน และจะระมัดระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก