วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567

https://www.naewna.com/local/836730

วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.15 น.

วธ.เชิญชวนทุกภาคส่วนจัดงานประเพณีลอยกระทง ปี 2567 เน้นแนวคิด “ลอยกระทงวิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” สืบสานคุณค่าสาระวัฒนธรรมไทย ผลักดัน Soft power เทศกาล สู่ World Event หมุดหมายสำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2567 นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานแถลงข่าว การจัดกิจกรรมเนื่องในประเพณีลอยกระทง ประจำปี พุทธศักราช 2567 โดยมี นางโชติกา อัครกิจโสภากุลรองปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงินอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมงาน โดยมีผู้แทนหน่วยงานบูรณาการร่วมแถลงข่าว ประกอบด้วย นายจิระพงษ์ คูหากาญจน์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายไพรัชช์ ทุมเสน ผู้อำนวยการกองสร้างสรรค์กิจกรรม การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พลตำรวจตรี พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พร้อมผู้แทนพื้นที่ 5 จังหวัดอัตลักษณ์ นางเบ็ญจมาศ บุญเทพ วัฒนธรรมจังหวัดสุโขทัย นายธวัชชัย อุบลพิทักษ์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ นายสมศักดิ์ สาโดด วัฒนธรรมจังหวัดร้อยเอ็ด นางประสพสุขกันภัย วัฒนธรรมจังหวัดตาก และนางยลกานต์ เที่ยงแท้ ผู้อำนวยกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสมุทรสงครามร่วมแถลงข่าว ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวว่า ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณีที่สำคัญของคนไทยในฤดูน้ำหลาก ซึ่งแก่นแท้ของประเพณี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณ การรู้คุณค่าของน้ำที่ใช้ในการดำรงชีวิตอันมีต้นกำเนิดจากแม่น้ำลำคลอง ด้วยเหตุนี้ ประเพณีลอยกระทง จึงถือว่าเป็นประเพณีที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ปรากฏในรูปแบบของพิธีกรรม การประดิษฐ์กระทงการประดับประทีปโคมไฟในยามค่ำคืน การแสดงมหรสพ และการละเล่นรื่นเริงต่างๆ เพื่อให้ภาพรวมงานลอยกระทงของประเทศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายต่างๆ เพื่อส่งเสริมประเพณีลอยกระทง ได้แนวทางปฏิบัติในช่วงเทศกาลประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2567 ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทง วิถีไทย ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ใน 3 ด้าน ดังนี้

“ลอยกระทง วิถีไทย” โดย 1.ขอให้ทุกภาคส่วนสร้างสรรค์กิจกรรมที่พัฒนาต่อยอดจากคุณค่าสาระของประเพณีลอยกระทงดั้งเดิม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจของชุมชนและของประเทศ 2.จัดกิจกรรมประเพณีลอยกระทง โดยเน้นเรื่องคุณค่าและสาระของประเพณี 3.ร่วมกันรักษาความสะอาดลำน้ำ และใช้กระทงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4.สนับสนุนให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับประเพณีลอยกระทงในทุกระดับ 5.สร้างความตระหนักรู้ต่อประชาชนเกี่ยวกับประเพณี มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ 6.สื่อสารให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมประเพณีลอยกระทงให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน 7.สนับสนุนให้ประชาชนใช้สื่อโซเชียลมีเดียเผยเพื่อแพร่ภาพกิจกรรมลอยกระทงสร้างการรับรู้ให้ชาวต่างชาติ
และเน้นด้าน “ปลอดภัย” 8.รณรงค์ให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรและมาตรการความปลอดภัย 9.ขอให้ปฏิบัติตามคำแนะนำในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อของกระทรวงสาธารณสุข 10.ปฏิบัติตามกฎหมาย กฎระเบียบเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติภัยต่างๆ และด้าน“ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” 11.ร่วมกันกำจัดขยะและลดขยะตามแนวคิด Zero Waste เพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อม และ 12.สื่อสารต่อประชาชนให้ตระหนักถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะการอนุรักษ์แหล่งน้ำและสิ่งแวดล้อม

นางสาวสุดาวรรณ กล่าวอีกว่า ในปีนี้ กระทรวงวัฒนธรรม มีกำหนดจัดงานประเพณีลอยกระทง พุทธศักราช 2567 ในวันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2567ณ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมกับ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จํากัด (มหาชน) และบริษัท ไทยกรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) กิจกรรมภายในงานประกอบด้วย การแสดงทางวัฒนธรรม เช่น สนุกกับการรำวงเพลงลอยกระทง 6 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ จีน เกาหลี ญี่ปุ่น สเปน โดยวงดนตรีสุนทราภรณ์ และมีศิลปินที่มีชื่อเสียงร่วมรำวงและขับร้องเพลงในงาน ได้แก่ สุดา ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ ศรราม น้ำเพชร มนต์สิทธิ์ คำสร้อย นัท มาลิสา ศิรินทรา นิยากร ผิงผิง วิน วศิน The Golden Song วงเทพบุตร รถแห่ และ น้องดินสอสี พนิดา เขื่อนจินดา นางสาวไทยประจำปี 2567 รวมทั้งการแสดงดนตรีพื้นบ้านวงโปงลางอีสาน ชวนน้องหมูเด้งมาเต้นโปงลาง การจัดแสดงนวัตกรรมใหม่ลอยกระทงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลอยกระทง ด้วยระบบเทคโนโลยี Interactive การประชันวงดนตรีไทย การจัดแสดงองค์ความรู้คุณค่าสาระ ของประเพณีลอยกระทง การสาธิตอาหารไทย ขนมโบราณของชุมชนต่าง ๆ ตลอดจนการจัดพิมพ์หนังสือประเพณีลอยกระทงและแผ่นพับประชาสัมพันธ์ฉบับนักท่องเที่ยว (คุณค่าสาระและ Do & Don’t) อีกด้วย

โดยในส่วนภูมิภาค กระทรวงวัฒนธรรม ยังบูรณาการจัดงานใน พื้นที่ 5 เมืองอัตลักษณ์ ได้แก่ เชียงใหม่ สุโขทัย ตาก สมุทรสงคราม และร้อยเอ็ด และพื้นที่ 8 เมืองน่าเที่ยว ได้แก่ กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา ลำปาง นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ และภูเก็ต รวมถึงส่งเสริมการจัดประเพณีลอยกระทงทุกจังหวัดทั่วประเทศ

โอกาสนี้ กระทรวง วธ.ขอเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมงานประเพณีลอยกระทง ร่วมกันสืบสาน รักษา ประเพณีลอยกระทงให้คงคุณค่าความเป็นไทย ส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาประเพณีลอยกระทงอันเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมให้เป็นSoft Power เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันประเพณีลอยกระทงให้เป็น World Event เป็นหมุดหมายของนักท่องเที่ยวจากทุกมุมโลก และขอให้พี่น้องชาวไทย ร่วมงานประเพณีลอยกระทงอย่างมีความสุข สนุกสนานรื่นเริง เป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับชาวต่างชาติ ที่มาร่วมงานลอยกระทง ให้เกิดความประทับใจในประเพณีไทย และเห็นคุณค่าที่แท้จริงของประเพณีไทย ต่อไป

– 006

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

https://www.naewna.com/local/836599

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

กองทุนววน.ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย-นวด-สปาไทย-อาหารไทย ร่วมเวทีโลก SXSW Sydney 2024

วันจันทร์ ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 14.13 น.

กองทุนววน.-สกสว.และบพข. กระทรวงอว. ร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ นำผลการวิจัย Soft Power มวยไทย นวดและสปาไทย อาหารไทย ร่วมเวทีโลกในงาน SXSW Sydney 2024

คณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณาจารย์ นักวิจัย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุนส่งเสริม ววน.) นำผลการวิจัย Soft Power คือ มวยไทย นวดและสปาไทย อาหารไทย เข้าร่วมงาน South by Southwest Sydney 2024 (SXSW Sydney 2024) ในนามของรัฐบาลไทย ตามคำเชิญของสถานกงสุลใหญ่ นครชิดนีย์

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ซึ่งได้รับมอบหมายจาก รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผอ.สกสว.และ รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผอ.บพข. ให้เป็นหัวหน้าคณะนำคณาจารย์ นักวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.เข้าร่วมงานครั้งนี้ กล่าวว่า SXSW Sydney 2024 เป็นงานมหกรรมด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญและมีขนาดใหญ่ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ประเทศออสเตรเลียได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงานติดต่อกัน 3 ปี คือ ปี 2566-2568 โดยมีคนทั่วโลกสนใจเข้าร่วมงานมากกว่า 300,000 คน บูธนิทรรศการมากกว่า 1,000 บูธ ดังนั้น การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสกสว.-บพข.และสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่นักวิจัยไทยได้เผยแพร่องค์ความรู้และผลการวิจัยด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ในรูปแบบของ Soft Power ของประเทศไทย สู่ตลาดสากล เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ การเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย มวยไทย อาหาร และการนวดและสปาไทย

ในการนี้ได้นำคณะนักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.จากสถาบันปัญญาภิวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง อาทิ ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานงานโครงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ศ.ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล ผอ.กลุ่มแผนงานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , ศ.ดร.อารีวรรณ กลั่นกลิ่น นักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญด้านสปาไทย, ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผอ.กลุ่มแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ , รศ.ดร.ชาญชัย    ยมดิษฐ์ และ ผศ.ดร.สัจจา ไกรศรรัตน์ เข้าร่วมเผยแพร่ผลงานวิจัย พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ และผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดและสปาไทย และอาหารไทยของออสเตรเลีย นับเป็นการแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเมตาเวิร์สที่สามารถให้ผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกสัมผัสประสบการณ์มวยไทย อาหารไทย นวดและสปาไทยผ่านออนไลน์ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปขยายผลต่อภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยได้เป็นอย่างดีของการเข้าร่วมงาน SXSW Sydney 2024 ครั้งนี้

การจัดนิทรรศการเผยแพร่และขยายผลการวิจัยในบูธไทยครั้งนี้ ยังได้รับเกียรติจาก นางสาวอาจารี ศรีรัตนบัลล์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการมวยไทย สปาไทยในงานดังกล่าว ส่วนนางหัทยา คูสกุล กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ได้ให้ความกรุณาจัดการประชุมระหว่างคณะผู้บริหาร หน่วยงานไทยในนครซิดนีย์ อาทิ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ รองผอ.การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดไทย/สปาไทย อาหารไทยของประเทศออสเตรเลีย และคณะนักวิจัยไทย ณ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายของธุรกิจสำคัญที่ใช้ผลงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในตลาดออสเตรเลีย ซึ่งธุรกิจสร้างสรรค์จาก Soft Power ไทยมีศักยภาพสูงในการขยายตัวโดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เช่น มวยไทย นวดและสปาไทย ที่ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงในออสเตรเลีย โดยกระทรวงการต่างประเทศมีภารกิจสนับสนุนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการส่งออกวัฒนธรรมไทย หรือ Soft Power ในเวทีโลก อีกทั้ง ยังสามารถนำผลการวิจัย หลักสูตรระยะสั้น อาทิ การเรียนมวยไทย การทำอาหารไทย การนวดและสปาไทย การฝึกซ้อมกีฬา การรักษาพยาบาล การอบรม การสัมมนา และการแสดงศิลปะและดนตรี ที่คณะนักวิจัยแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. มอบให้กับสถานกงสุลใหญ่ ยังเป็นประโยชน์ต่อนโยบายสนับสนุนวีซ่า Destination Thailand Visa (DTV) สำหรับท่องเที่ยวและทำงานทางไกล (Workcation) ในประเทศไทย ได้เป็นอย่างดียิ่ง โดยสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ จะได้ดำเนินการเรื่องความร่วมมือต่อไปในอนาคต กงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์กล่าว

ด้านรศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจอมบึง ผู้ก่อตั้งวิทยาลัยมวยไทยและแพทย์แผนไทยและที่ปรึกษาโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาศักยภาพและเครือข่ายมวยไทยครั้งนี้ รวมทั้ง ผศ.ดร.สัจจา ไกรสรรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัยฯ ดร.บารมี ชูชัย และทีมงานมวยไทย โดยรศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกและเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชามวยไทย ผลิตบัณฑิตทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งส่งออกบัณฑิตคุณภาพเหล่านี้ในแวดวงมวยไทยจำนวนมาก ในโอกาสที่ท่านเดินทางไปยังนครซิดนีย์ จึงได้รับการต้อนรับจากบรรดาศิษย์ทั้งนักมวยและผู้ประกอบธุรกิจมวยไทยอย่างอบอุ่นยิ่ง โดยเฉพาะการจัดพิธีไหว้ครูมวยไทยของนักเรียนชาวต่างชาติที่สนใจเข้ามาเรียนหลักสูตรมวยไทย ซึ่งมีผู้เข้าร่วมพิธีนี้กว่า 200 คน นับเป็นการจัดพิธีไหว้บรมครูมวยไทยอันทรงคุณค่ายิ่งของขนบธรรมเนียม ประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของศิลปะการต่อสู้มวยไทยได้อย่างทรงเกียรติยิ่ง รศ.ดร.ชาญชัย ยมดิษฐ์ กล่าวว่า ผมชื่นชอบกีฬามวยไทยมาก เมื่อราวปีพ.ศ. 2545 ได้มีโอกาสเข้าไปสอนหนังสือเพื่อปรับพฤตินิสัยของผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆแถบภาคตะวันตกโดยใช้มวยไทยเป็นเครื่องมือในการกล่อมเกลาอุปนิสัยทำให้นักโทษมีนิสัยที่ดีงามผ่านกระบวนการกล่อมเกลาด้วยมวยไทย ไม่ว่าจะการไหว้ครู การใช้สมาธิ การใช้หมัดเท้าเข่าศอก หลังจากฝึกแล้วเกิดความไม่สบายใจ เมื่อพบว่านักมวยไทยที่มีชื่อเสียงจำนวนหนึ่งที่เคยประสบความสำเร็จจากการชกมวยบนเวทีบางคนเป็นแชมเปี้ยน บางคนมีค่าตัวเป็นเงินสูงถึงหลักแสนบาท และหลานแสนบาท ต่างพากันมาตกเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำต่างๆที่ผมเข้าไปอบรมให้ แทนที่บุคคลเหล่านี้จะเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทำรายได้ ทำชื่อเสียงให้แก่ตนเอง ครอบครัวและประเทศชาติกลับต้องให้พวกเราที่เป็นประชาชนรับภาระจ่ายภาษีไปเลี้ยงดูพวกเขาในเรือนจำรุ่นแล้วรุ่นเล่า ซึ่งก่อนหน้านั้นผมได้อ่านหนังสือรายสัปดาห์ฉบับเดือนสิงหาคม พ.ศ.2545 ได้ลงตีพิมพ์ว่าธุรกิจที่รุ่งโรจน์ในอนาคตใน 20 ปีของรัฐมิชิเเกนมีเรื่องของสุขภาพ นวด สปาและมวยไทยผมสนใจมากในเอกสารได้กล่าวไว้ ผมจึงมีคำว่ามวยไทยติดอยู่ในใจตลอดเวลา ถ้ามีโอกาสจะนำมวยไทยเข้าสู่ระบบการศึกษาคู่ชาติให้ได้และโอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย ผมได้ฟังพระราชเสาวณีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ หรือพระพันปีหลวงในยุคนี้ ให้เร่งส่งเสริมวัฒนธรรมไทยแก่เยาวชนไทย ผมจึงไม่ลังเลที่จะเปิดการเรียนการสอนมวยไทยขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึงเพราะที่นี่มีความผูกพันทางประวัติศาสตร์กับมวยไทย เพราะเคยเปิดค่ายมวยศิษย์ครูเจียมและศิษย์วิทยาลัยครูจอมบึงมาก่อนเมื่อหลาย 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมได้รับหน้าที่เป็นผู้จัดการ   ทีมมวยจอมบึงในกีฬาพ.จ.น.ก.สัมพันธ์ระหว่าง มรภ.เพชรบุรี-มรภ.หมู่บ้านจอมบึง-มรภ.นครปฐม-มรภ. กาญจนบุรี ก็รู้สึกหดหู่เมื่อเห็นนักมวยที่เลิกชกแล้วพากันตกงาน มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก จึงเปิดหลักสูตร   ป.บัณฑิตสาขามวยไทยขึ้นสังกัดบัณฑิตวิทยาลัยที่ผมเป็นคณบดีอยู่ต่อมา ค่อยเปิดเป็นปริญญาโท ปริญญาตรี ปริญญาเอก สาขามวยไทยศึกษาและจัดตั้งวิทยาลัยมวยไทยศึกษาและการแพทย์แผนไทย ขึ้นในปี 2548 เจริญก้าวหน้าจนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 19 ปี สร้างทรัพยากรบุคคลด้านมวยไทยให้กับประเทศไทยและนานาประเทศอีกหลายประเทศจนกระทั่งปัจจุบันนี้พร้อมกัน ผมขอยืนยันว่าธุรกิจมวยไทยรุ่งเรืองจริงๆดังที่อ่านพบเมื่อ 20 ปีที่แล้วครับ

สำหรับศ.ดร.วิภาดา คุณาวิกติกุล ผอ.กลุ่มแผนงานการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ รองอธิการบดี  ฝ่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพ  สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ให้ข้อมูลว่า การดำเนินการวิจัยการท่องเที่ยว     เชิงสุขภาพเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2562 โดยได้รับการสนับสนุนด้านทุนวิจัยจากสกว.โดยเน้นสปา กีฬา เช่นกีฬามวย ปั่นจักรยาน วิ่งและกอล์ฟ ต่อมาได้มีการขยายขอบเขตการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในมิติต่างๆ ตามประเด็นปัญหาการวิจัยที่พบ เพื่อการพัฒนาคุณภาพทั้งการให้บริการและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานสูง รวมทั้งมีการดำเนินการด้านการตลาดในกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงที่หลากหลายมากขึ้น อาทิ การท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล กลุ่มพำนักระยะยาว กลุ่มฟื้นฟูสภาพร่างกาย จิตใจ สังคม จิตวิญญาณ โดยการดำเนินการวิจัยในระยะที่ผ่านมาได้ดำเนินการใน 56 จังหวัดและมีนักวิจัยจากสถาบันการศึกษากว่า 20 สถาบัน ซึ่งนักวิจัยดำเนินการร่วมกับผู้ประกอบการเพื่อให้ผลงานวิจัยสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยงานวิจัยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก บพข. สกสว.กระทรวง อว.มาโดยตลอด

ส่วนศ.ดร.อารีวรรณ กลั่นกลิ่น นักวิจัยจากคณะพยาบาลศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานสปาไทย กล่าวว่า งานวิจัยด้านสปาได้มีการพัฒนามาโดยตลอดโดยเน้นการพัฒนาคุณภาพทั้งการบริการและผลิตภัณฑ์เริ่มจากสปาล้านนา ต่อมาได้มีการขยายไปทั้งภาคใต้ ภาคตะวันออก มีการพัฒนานวัตกรรม มาตรฐานต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวทุกช่วงวัยและทำให้เกิดความเชื่อมั่นในการมารับบริการ รวมทั้งการคำนึงถึงการลดคาร์บอนด้วย การวิจัยที่ผ่านมาได้มีการนำผลการวิจัยเพื่อยกระดับมาตรฐานสปาไทยโดยการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการสปาไทยมาโดยตลอด

การได้เข้าร่วมประชุมและเผยแพร่ผลงานของการวิจัยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโดยนำเอาเทคโนโลยี VR ด้านอาหารไทยและการให้บริการนวดไทยในระหว่างการจัดนิทรรศการได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานจากประเทศต่างๆ นอกจากนั้นยังเป็นโอกาสดียิ่งในการได้พบปะและมีแผนความร่วมมือกับสถานกงสุลใหญ่ และผู้ประกอบธุรกิจร้านนวดไทยในนครซิดนีย์ ซึ่งมีมากกว่า 500 แห่ง ได้มีโอกาสพัฒนายกระดับมาตรฐานการให้บริการนวดและสปาไทยตามมาตรฐานสากล อีกทั้งมีแผนการพัฒนาศักยภาพการให้บริการและผลิตภัณฑ์สปาและเวลเนสที่ตอบโจทย์ความต้องการโดยเฉพาะกลุ่มผู้รับบริการในตลาดออสเตรเลีย เช่น การนวดสำหรับหญิงตั้งครรภ์และทารก รวมทั้งหลักสูตรการอบรมพิเศษสำหรับผู้ให้บริการสปาเพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการสปาไทย  ตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาหลักสูตรในการต่อยอดธุรกิจและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เช่น หลักสูตรการอบรม สปาเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์สปา ซึ่งสามารถดำเนินการร่วมกับสถานกงสุลใหญ่ นครซิดนีย์ได้ในช่วงต้นปี 2568 ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญของการส่งออกวัฒนธรรมสปาไทยสู่ตลาดออสเตรเลียได้เป็นอย่างดี

ผศ.อนพัทย์ หนองคู ผู้ประสานงานโครงการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข.ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ พันธ์น้อย ผอ.กลุ่มแผนงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์ บพข. ทิ้งท้ายไว้ว่า การเข้าร่วมงานครั้งนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ คือ สกสว./บพข. และ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา รวมทั้งหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้ประกอบการในประเทศออสเตรเลีย อาทิ ผู้ประกอบธุรกิจมวยไทย นวดและสปาไทย รวมทั้งอาหารไทย ได้อย่างเข้มแข็ง นำไปสู่การร่วมงานในระดับความร่วมมือ (MOU) อย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้    ได้เป็นอย่างดียิ่ง นับเป็นการขับเคลื่อนการวิจัยของแผนงานการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้วยนวัตกรรมบนฐานภูมิปัญญา ศิลปะ วัฒนธรรมไทยไปสู่การขายจริงในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนับเป็นตลาดสำคัญที่มีขนาดใหญ่ในอนาคต

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

https://www.naewna.com/local/836500

'รมช.สุรศักดิ์'เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

‘รมช.สุรศักดิ์’เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 21.18 น.

“รมช.สุรศักดิ์​”เปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น​ เผยการทำงานร่วมกันของทุกภาคีเครือข่าย​ เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนงาน พร้อมลงพื้นที่มอบบ้านตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้และติดตามการศึกษา​ ​จ.ขอนแก่น​

เมื่อวัน​ที่​ 20​ ตุลาคม​ 2567​ นาย​สุรศักดิ์​ พันธ์​เจริญ​ว​ร​กุล​ รัฐมนตรี​ช่วยว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงาน 7 ปี แห่งการบูรณาการ สานพลังปฏิวัติการศึกษาพัฒนาคนขอนแก่น ณ โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น โดยมี​ นายสุเทพ​ แก่งสันเทียะ​ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ​ ร่วมคณะมาด้วย​ และมี​ ครู​ บุคลากรทางการศึกษา​ และนักเรียน​ เข้าร่วมงาน

นาย​สุรศักดิ์​ กล่าวว่า​ ในวันนี้มีความยินดีและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง​ ที่ได้มาเป็นประธานเปิดงาน​ 7 ปี​ แห่งการบูรณาการสานพลังปฏิวัติการศึกษา พัฒนาคนขอนแก่น ซึ่งจากการรับฟังคำกล่าวรายงาน ทำให้ทราบว่าการบูรณาการด้านการศึกษาในจังหวัดขอนแก่น เกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภายใต้ความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปการศึกษา ให้เด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นทุกคน “เรียนดี มีความสุข” และเติบโตเป็น “มนุษย์ที่สมบูรณ์” ซึ่งภาพการจัดงานในวันนี้ ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่น และความทุ่มเทของชาวขอนแก่น ในการร่วมกันพัฒนาการศึกษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก และเยาวชนจังหวัดขอนแก่นให้ดีขึ้น ตนยินดีมากที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งของงาน​ ทั้งนี้ความเป็นจริงในการพัฒนาการศึกษา ไม่ได้พึ่งเริ่มดำเนินการมาเพียงแค่ 7 ปี แต่ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่การมีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด​ เป็นผู้แทนของกระทรวงศึกษาธิการ ในระดับพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2560 จะเห็นภาพของการบูรณาการด้านการศึกษาเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา การบูรณาการการทำงานของหน่วยงานทางการศึกษา ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษา อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ซึ่งเป้าหมายหลักคือการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีคุณภาพ และพร้อมสำหรับการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสอดคล้องกับแผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้มีคุณภาพสูงสุด

“โครงการสานพลังชาวการศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่นภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” และ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน ” We Are The One KHON KAEN Education Team” ได้ดำเนินงานภายใต้ความเชื่อที่ว่าการศึกษาคือรากฐานสำคัญของการพัฒนา และเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างอนาคตที่สดใสให้กับลูกหลาน​ของเรา​ โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ซึ่งความสำเร็จต่างๆจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทางการศึกษา ผู้บริหาร ครู​ บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ทั้งนี้ ขอขอบคุณทุกท่าน ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในการขับเคลื่อนการบูรณาการด้านการศึกษา ให้บรรลุเป้าหมายและเกิดผลสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถสานต่อพลังแห่งความร่วมมือนี้ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดียิ่งขึ้น ให้กับการศึกษาในจังหวัดขอนแก่นและทั่วประเทศต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

จากนั้น รมช.ศึกษาธิการ​ พร้อมคณะได้เดินทางไปมอบบ้านให้นักเรียนที่ขาดแคลน​ ตามโครงการมอบบ้านนักเรียนยากไร้ ซึ่งได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในพื้นที่​ ต่อด้วยเดินทางไปตรวจเยี่ยมวิทยาลัยการอาชีพขอนแก่นพร้อมมอบนโยบาย​ ก่อนเดินทางไปยังโรงเรียนบ้านไผ่​เพื่อเปิดโครงการสุขาดี มีความสุข สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแก่น

– 006

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

https://www.naewna.com/local/836437

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

สพฐ.เร่งสอบ‘ผอ.โรงเรียน’ ไม่จ่ายเงิน‘นักเรียนยากจน’ ย้ำต้องโปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอาทิตย์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 16.14 น.

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยและได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 ไม่จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำโดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ.และตน พร้อมด้วยทีมงานศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย และสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ.ได้ร่วมกันกำกับติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเร่งด่วน โดยสั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้นสังกัด ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และรายงานผลให้ สพฐ.ทราบแล้ว

นายธีร์ กล่าวว่า จากการติดตามความคืบหน้าล่าสุด พบว่า หลังจากทราบเหตุที่เกิดขึ้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยทันที และได้ดำเนินการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ตั้งแต่วันที่ 10 – 17 ตุลาคม 2567 โดยวิธีการตรวจสอบเอกสารด้านการเงินที่เกี่ยวข้องทั้งหมด พร้อมทั้งสอบปากคำ พยาน และผู้เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ผู้อำนวยการที่ถูกกล่าวหา คณะครูทั้งโรงเรียน ตัวแทนผู้ปกครองนักเรียน ตัวแทนนักเรียน ที่เกี่ยวข้องกับเงินงบประมาณที่เป็นประเด็นถูกกล่าวหา ซึ่งได้ดำเนินการสอบปากคำพยานมากกว่า 20 คน

ทั้งนี้ คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ได้สรุปรายงานต่อ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 สรุปความได้ว่า ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2/2563 ถึง ภาคเรียนที่ 2/2566 โรงเรียนไม่ได้จ่ายเงินค่าปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ให้แก่นักเรียนที่ได้รับจัดสรรจริง โดยอ้างว่านำเงินงบประมาณดังกล่าวไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา และค่าจัดซื้อเสื้อผ้า สิ่งของต่างๆ แต่ผู้ปกครองนักเรียนให้การตรงกันว่า ไม่เคยทราบมาก่อนว่าบุตรหลานของตนได้รับจัดสรรเงินทุนดังกล่าว และไม่เคยทราบว่าทางโรงเรียนนำเงินทุนนั้นไปใช้จ่ายเป็นค่านำนักเรียนไปทัศนศึกษา ด้วยเหตุนี้ คณะกรรมการสืบสวนฯ จึงได้เสนอความเห็นว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่เป็นไปตามรูปแบบ ขั้นตอน วิธีการ ที่กฎหมายกำหนด มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทำให้นักเรียนที่ได้รับจัดสรรเงินทุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ได้รับความเสียหาย จึงเสนอให้ดำเนินการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

ดังนั้น สพป.ขอนแก่น เขต 2 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2567 โดยมี รอง ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 2 เป็นประธานฯ ผอ.กลุ่มบริหารงานการเงินและสินทรัพย์ และ ผอ.กลุ่มกฎหมายและคดี เป็นกรรมการและเลขานุการ พร้อมกันนี้ ได้ออกคำสั่งพักราชการ ผอ.โรงเรียน คนดังกล่าว และได้แต่งตั้ง ผอ.โรงเรียน สังกัด สพป.ขอนแก่น เขต 2 มาปฏิบัติหน้าที่รักษาการในตำแหน่ง ผอ.โรงเรียนดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินงานของโรงเรียนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ และจะรายงานผลให้ สพฐ.ทราบต่อไป

“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกำชับเขตพื้นที่ฯ ให้ดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงโดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม และเร่งรัดผลการสืบสวนให้เร็วที่สุด พร้อมทั้งกำชับโรงเรียนทุกแห่งให้ดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ด้วยความโปร่งใส ตรงไปตรงมา ตรวจสอบได้ ทั้งนี้ หากประชาชนหรือผู้ปกครองพบเห็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมในลักษณะเดียวกันนี้ สามารถแจ้งเหตุมายัง สายด่วน ศธ. 1579 ได้ตลอดเวลา หรือแจ้ง ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ.โทร. 0 2123 8789 เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้การช่วยเหลือต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

‘บพข.’พร้อม’ม.แม่โจ้’เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

https://www.naewna.com/local/835912

'บพข.'พร้อม'ม.แม่โจ้'เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

‘บพข.’พร้อม’ม.แม่โจ้’เชื่อมโยงงานวิจัย สู่การใช้ประโยชน์ ให้นศ.ISDSI เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 15.48 น.

‘บพข.’ พร้อม ‘ม.แม่โจ้’ เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์ ให้นักศึกษา ISDSI ได้เรียนรู้วิถีชุมชนคาร์บอนต่ำบ้านผาปัง

เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2567 – 5 ตุลาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ประสานงานให้นักศึกษา ISDSI – International Sustainable Development Studies Institute พร้อมผู้ดูแล จากประเทศสหรัฐอเมริกา จำนวน 20 คน จัดทริปศึกษาเรียนรู้ชุมชนคาร์บอนต่ำผาปัง ต.ผาปัง อ.แม่พริก จ.ลำปาง ซึ่งเป็นพื้นที่งานวิจัยในโครงการ กลยุทธ์การตลาดการท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์สำหรับนักท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน โดยมี ดร.กาญจนา สมมิตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นหัวหน้าโครงการ ทุนวิจัยโดย แผนงานกลุ่มการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ หน่วย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.)

ดร.กาญจนา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตวัฒนธรรมในชุมชน  โดยเน้นให้ความสำคัญของการลดคาร์บอน ขณะที่ภายในชุมชนมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ กิจกรรมทำสวนดอก ตัดตุงสานกล่องข้าว วาดกระบอกไม้ไผ่ เต้นบาสโลป ตีกลองปู่จาและฟ้อนรำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเรียนรู้การศึกษาไทย ร่วมกับนักเรียนโรงเรียนผาปังวิทยา การเรียนรู้เรื่องไผ่พืชเศรษฐกิจชุมชนผาปัง การเรียนรู้พลังงานชุมชนยั่งยืน ร่วมปลูกป่าไผ่ เรียนรู้นวัตกรรมสูบน้ำ บดสับไม้ ด้วยพลังงานจากถ่านไม้ไผ่ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กิจกรรมเดินป่า Nature Trial at Mae Wa National Park เรียนรู้วิถีเกษตรชุมชน ร่วมดำนา และทำอาหารร่วมกันกับชุมชน และเสวนากับชุมชนผาปัง และกิจกรรมอำลา

ด้าน สเตลล่า เมอร์เซอร์ และปาโลมา ริชเซน ตัวแทนนักศึกษาจากประเทศอเมริกา บอกว่ารู้สึกสนุกมากกับกิจกรรมที่ได้ร่วมทำ โดยเฉพาะประสบการณ์การปลูกต้นไผ่ในครั้งนี้ ถึงแม้ฝนจะตก แต่ก็ดีต่อต้นไผ่เพราะจะช่วยให้ต้นไผ่งอกงามเร็วขึ้น และรู้สึกชื่นชมวิถีชีวิตแบบคาร์บอนต่ำของชุมชน และหากมีโอกาสอยากกลับมาเยี่ยมเยียนอีกครั้งในอนาคต”

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนชุมชนผาปัง ได้กล่าวว่า น้องๆ นักศึกษาน่ารัก กระตือรือร้นในการเรียนรู้มาก ผู้สูงอายุในชุมชนรู้สึกเหมือนได้อยู่กับลูกกับหลาน อยากให้นักศึกษาจดจำชุมชนผาปัง และกลับมาเยี่ยมเยียนกันบ่อยๆ

อว.หนุนผลิตกำลังคนผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

https://www.naewna.com/local/835766

อว.หนุนผลิตกำลังคนผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

อว.หนุนผลิตกำลังคนผ่านหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะกรรมการพิเศษเฉพาะเรื่อง ด้านการส่งเสริมนวัตกรรมการอุดมศึกษา ซึ่งได้รับมอบอำนาจจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ
ได้มีการประชุม ครั้งที่ 1/2567 โดยมี น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีวาระสำคัญในการพิจารณาอนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์สำหรับการจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) หรือหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ เพิ่มเติมอีก 5 หลักสูตร

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า หลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่เสนอเพื่อขออนุมัติจัดการศึกษาเพิ่มเติมในครั้งนี้อยู่ในสาขาที่เป็นความต้องการเร่งด่วนของประเทศ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ ระบบราง โดยเฉพาะหลักสูตรวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นหลักสูตรกลางของประเทศ โดยเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษา 15 แห่ง เพื่อร่วมกันผลิตบัณฑิตเฉพาะทางสมรรถนะสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการ และมีจำนวนมากเพียงพอสำหรับดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงนำไปสู่การเป็น New Growth Engine ตัวใหม่ของประเทศ หลักสูตรนี้มีจุดเด่นอยู่ที่ความร่วมมืออย่างเข้มข้นของสถาบันการศึกษากับบริษัทเอกชนชั้นนำของประเทศ8 แห่ง ซึ่งจะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การออกแบบสมรรถนะ สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือขั้นสูง รวมถึงการรับนักศึกษาเข้าฝึกและเข้าทำงานหลังจบการศึกษา นอกจากนี้ อีกหนึ่งหลักสูตรที่มีความต้องการขาดแคลนเร่งด่วน คือ หลักสูตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ หรือ Cybersecurity ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ทำงานแล้วและต้องการเปลี่ยนสายงานสามารถเข้าศึกษาและได้รับปริญญาใบที่ 2 พร้อมทำงานในสายงานดังกล่าวได้อีกด้วย

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ จะมีการพิจารณาอนุมัติข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ จำนวน 5 หลักสูตร ประกอบด้วย 1.หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ 2.โครงการ K-Engineering WiL (Work-integrated Learning) 3.หลักสูตรสาขาวิชาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 4.หลักสูตรสาขาวิทยาการขั้นสูงทางชีวการแพทย์และการสร้างสรรค์ธุรกิจสุขภาพ 5.หลักสูตรสาขาวิชาวิศวกรรมระบบราง โดยการประชุมครั้งนี้ ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมพิจารณาข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีการอนุมัติหลักสูตร สำนักปลัดกระทรวง อว. จะเร่งดำเนินการติดตามการทำงาน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เกิดนวัตกรรมการอุดมศึกษา และสามารถตอบความต้องการพัฒนากำลังคนของประเทศได้อย่างทันท่วงที

ดร.สิริพร พิทยโสภณ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ได้กล่าวสรุปความก้าวหน้าการดำเนินงานการจัดการศึกษาในหลักสูตรที่ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่เกิดขึ้นนั้นจะมีทั้งรูปแบบ Bottom-up Approach จากการที่สถาบันอุดมศึกษาจัดทำข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ ส่งมาที่กระทรวง อว. และรูปแบบ Top-down Approach ที่เกิดจากกระทรวง อว. ร่วมกับเครือข่ายมหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ที่เล็งเห็นโจทย์ความขาดแคลนกำลังคนอย่างเร่งด่วนของประเทศ เช่น กำลังคนด้าน Semiconductor and Advanced Electronics ทำให้เกิดการผลักดันหลักสูตรเพื่อผลิตกำลังคนตอบความต้องการของประเทศ โดยที่ผ่านมามีการอนุมัติหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ในรูปแบบ Bottom-up Approach ไปแล้ว 11 ข้อเสนอ มีเป้าหมายผลิตกำลังคน 19,695 คน ภายใน 10 ปี และได้เปิดการเรียนการสอนแล้วในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนเข้าเรียนรวม 530 คน นอกจากนี้ ยังมีแนวทางขับเคลื่อนหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ Semiconductor Engineering ในรูปแบบ Top-down Approach ใน 8 สถานประกอบการ 15 สถาบันอุดมศึกษาอีกด้วย และการดำเนินงานในปี 2567 จะมีการพิจารณาอนุมัติหลักสูตรฯ เพิ่มเติมอย่างน้อย 5 ข้อเสนอ

ผศ.ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ นักยุทธศาสตร์ระดับสูง รักษาการแทนรองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวถึงรายละเอียดใน 5 ข้อเสนอการจัดการศึกษาฯ ที่ผ่านการอนุมัติ ได้แก่ 1.ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เป็นหลักสูตรกลางเฉพาะทางด้านเซมิคอนดักเตอร์หลักสูตรแรกของประเทศ ที่ครอบคลุมการผลิตวิศวกรด้านเซมิคอนดักเตอร์คุณภาพสูงครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ของอุตสาหกรรม ใน 3 สาขาได้แก่ 1.IC Design 2.Semiconductor Fabrication และ 3.Semiconductor Assembly and Testing เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาอย่างน้อย 15 แห่ง ประกอบด้วย1.ส.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2.ม.ขอนแก่น 3.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 4.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 5.ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 6.ม.เชียงใหม่ 7.ม.เกษตรศาสตร์ 8.ม.เทคโนโลยีสุรนารี 9.ม.สงขลานครินทร์ 10.ม.เทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 11.ม.บูรพา 12.สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ 13.ม.เทคโนโลยีมหานคร 14.ม.นเรศวร 15.สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เครือข่ายสถานประกอบการอย่างน้อย 8 แห่ง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือร่วมกัน ทำให้สามารถผลิตกำลังคนเฉพาะทางสมรรถนะสูงในด้านที่ขาดแคลนให้มีจำนวนที่มากเพียงพอได้ โดย สจล. ที่นำร่องจัดการศึกษาได้วางเป้าหมายผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรี ด้านเซมิคอนดักเตอร์ ครอบคลุมทั้ง 3 สาขาข้างต้น รวม 480 คน

2.ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์โครงการ K-Engineering WiL (Work-integrated Learning) แบบปกติและเร่งรัด สจล. เป็นการผลิตวิศวกรตามความต้องการแบบเร่งรัด จัดการศึกษาแบบ WiL อย่างเข้มข้นโดยนักศึกษาปริญญาตรีจะเข้าฝึกปฏิบัติงานในสถานประกอบการ 3-4 ภาคการศึกษา และบัณฑิตศึกษา 1-2 ภาคการศึกษา มีความร่วมมือกับสถานประกอบการ 20 แห่ง รวมถึงเปิดโอกาสให้นักเรียน ม.ปลาย/ปวช. สามารถเรียน Pre-degree และเก็บสะสมหน่วยกิตในระดับปริญญาตรีได้ตั้งเป้าผลิตวิศวกรที่มีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Career Readiness) จำนวน 450 คน ครอบคลุมทั้งในระดับปริญญาตรี โท และเอก 3.ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ โดยสมาคมสภาคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาอีก 9 แห่ง เป็นการผลิตบุคลากรระดับปริญญาตรี ที่มีทักษะในกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลในสาขาการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์รองรับความต้องการในอุตสาหกรรม 4.0 รวมถึงเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปและนักศึกษาในสาขาที่ใกล้เคียง ที่ต้องการเปลี่ยนสายงานมาเพิ่มเติมความรู้และสมรรถนะด้านการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และได้รับปริญญาใบที่ 2 ได้ โดยหลักสูตรนี้ตั้งเป้าผลิตบัณฑิตระดับปริญญาตรีและปริญญาตรีใบที่ 2 จำนวน 150 คน 4.ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยาการขั้นสูงทางชีวการแพทย์และการสร้างสรรค์ธุรกิจสุขภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงในศาสตร์แห่งอนาคต 5 สาขา ได้แก่ Medical devices, Drug discovery & development,Biologics & Vaccines, Medical robotics และAI-based medical diagnosis ที่เน้นการพัฒนาทักษะเชิงเทคนิคระดับสูง ควบคู่กับมุมมองเชิงประกอบการและการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพตอบโจทย์อุตสาหกรรม หรือสร้าง Startup รองรับการพัฒนาประเทศด้านการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง ตั้งเป้าบัณฑิตระดับปริญญาโท จำนวน 500-1,000 คน และ 5.ข้อเสนอการจัดการศึกษาฉบับสมบูรณ์ หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมระบบราง (หลักสูตรนานาชาติ) (หลักสูตรภาคปกติและภาคพิเศษ) มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นการผลิตและพัฒนาบุคลากรสมรรถนะสูงให้มีความเชี่ยวชาญองค์รวมของระบบขนส่งทางราง เพื่อรองรับยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศด้านงานวิศวกรรมระบบราง ตอบโจทย์การขยายตัวของอุตสาหกรรมระบบรางทั้งภายในประเทศและระดับสากล โดยเป็นการจัดการศึกษาแบบ Co-Creation ร่วมกับสถาบันวิจัย ได้แก่ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) และภาคผู้ใช้บัณฑิตเพื่อแชร์ทรัพยากรและส่งเสริมการต่อยอดให้เกิดผลงานวิจัยหรือนวัตกรรมร่วมกัน ตั้งเป้าหมายผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ด้านวิศวกรรมระบบราง รวม 50-100 คน

ศ.ดร.ศุภชัย ได้กล่าวเสริมเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์ที่จะมีขั้นตอนการติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา เพื่อให้มั่นใจได้ว่าบัณฑิตจากหลักสูตรแซนด์บ็อกซ์จะมีคุณภาพสูง พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง และเพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรต่อไป โดยหลักสูตรที่ผ่านการอนุมัติในครั้งนี้เตรียมจะเปิดการศึกษาในปี 2568

สกสว.หนุนวิศวกรจิตอาสาร่วมฟื้นฟูเชียงราย มุ่ง ‘เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ’ รับมือทุกภัยพิบัติ

https://www.naewna.com/local/835767

สกสว.หนุนวิศวกรจิตอาสาร่วมฟื้นฟูเชียงราย  มุ่ง ‘เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ’ รับมือทุกภัยพิบัติ

สกสว.หนุนวิศวกรจิตอาสาร่วมฟื้นฟูเชียงราย มุ่ง ‘เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ’ รับมือทุกภัยพิบัติ

วันพฤหัสบดี ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สกสว.หนุนทีมวิศวกรจิตอาสาเดินเท้าช่วยสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมหาอุทกภัยตามคำร้องขอของรักษาการผู้ว่าฯเชียงราย ชี้ภาพรวมยังสาหัสโดยเฉพาะแม่สายต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 3 เดือน จับมือนายก อบจ. เร่งฟื้นฟูและทำโมเดล “เชียงรายเมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ” รับมือภัยพิบัติทุกรูปแบบ พร้อมส่งข้อมูลให้กมธ.ภัยธรรมชาติฯ และ สกสว. เพื่อขอรับการสนับสนุนระบบเตือนภัย ข้อมูลสำหรับการคาดการณ์และการจัดการภัยพิบัติ

ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นักวิจัยศูนย์เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และนายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย นำวิศวกรจากสมาคมและมูลนิธินายช่างไทยใจอาสาลงพื้นที่สำรวจตรวจสอบความเสียหายและแนะนำการซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในบริเวณอำเภอเมืองและอำเภอแม่สาย โดยเฉพาะระบบไฟฟ้า ระบบโครงสร้าง ทั้งบ้านเรือนและถนนหนทางซึ่งเป็นเส้นเลือดที่ต้องเร่งดำเนินการเพื่อการสัญจรและขนส่งสินค้าการเกษตร รวมถึงการซ่อมแซมและสร้างบ้านให้ประชาชน ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) โดยจะจัดทีมขึ้นมาทุกสัปดาห์เพื่อแบ่งเบาภาระของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และผู้อำนวยการจังหวัด ได้ออกหนังสือด่วนที่สุดถึงสมาคมฯ เพื่อขอรับการสนับสนุนบุคลากรในการสำรวจบ้านเรือนราษฎรที่เสียหายจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ รวมถึงคำนวณออกแบบรายละเอียด จัดทำรูปแบบ และประมาณราคา

ขณะที่ นายชูเลิศ จิตเจือจุน อุปนายกสมาคมฯ และ อ.วัฒนพงศ์ หิรัญมาลย์ อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร และเลขาธิการสมาคมฯ ได้สรุปรายงานการสำรวจพื้นที่ที่เสียหายในอำเภอแม่สาย ว่าภาพรวมยังสาหัสต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างต่ำ 3 เดือน เนื่องจากบ้านริมน้ำมีดินโคลนจำนวนมาก และข้อจำกัดของพื้นที่จึงต้องเดินเท้านำเครื่องจักรขนาดเล็กเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งในระยะยาวจะต้องบริหารจัดการน้ำด้วยความละเอียดอ่อน เนื่องจากเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางชายแดน จึงต้องได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานด้านความมั่นคงด้วย

ด้าน นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย กล่าวว่า จะจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับทีมวิศวกรจิตอาสาและช่วยประสานท้องถิ่นทั้งนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทศบาลตำบลแม่สายและเทศบาลตำบลแม่สายมิตรภาพเพื่อเข้าสำรวจพื้นที่อย่างทั่วถึง ทั้งนี้จุดสำรวจเร่งด่วน ประกอบด้วย พื้นที่ปลอดภัยสำหรับการก่อสร้างหมู่บ้านใหม่ทดแทนบ้านเดิมที่ได้เสียหายอย่างหนักบริเวณบ้านอยู่สุข อ.เวียงแก่น จำนวน 13 หลัง โดยได้รับความเอื้อเฟื้อจากเอกชนทั้งพื้นที่และทุนก่อสร้าง รวมถึงบ้านห้วยทรายขาว อ.เวียงป่าเป้า ซึ่งดินถล่มจากภูเขาทำให้บ้านกว่า 10 หลังพังทลาย และจุดก่อสร้างโรงเรียนที่บ้านห้วยหินลาด อ.เวียงป่าเป้า ว่าจะสร้างในพื้นที่เดิมหรือต้องย้ายออกมาในจุดใหม่ ซึ่งนายชูเลิศเสนอให้เสริมเหล็กพิเศษเพื่อรับแรงลมและแรงแผ่นดินไหวด้วย นอกจากนี้ยังต้องเร่งซ่อมแซมถนนบริเวณบ้านเมืองงิมที่ชำรุดเสียหาย เนื่องจากเป็นช่วงโค้งน้ำที่มีน้ำไหลแรง แรงดันของน้ำทำให้พนังกั้นน้ำแม่กกแตกจนน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมพื้นที่การเกษตรและบ้านเรือน กัดเซาะถนนบริเวณไหล่ทางจนทรุดตัว ซึ่งทีมวิศวกรเสนอให้ทำพนังคอนกรีตเพื่อให้แนวเขื่อนแข็งแรง ยกคันดินให้สูงขึ้น และปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับน้ำ

สำหรับแผนการระยะสั้นของ อบจ.เชียงราย คือ เร่งฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติอย่างน้อยร้อยละ 80 เพื่อสร้างรายได้ทั้งการเกษตรและการท่องเที่ยวที่กำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงสิ้นปี ซึ่งอบจ.จะจัดงานมหกรรมไม้ดอกอาเซียนเชียงรายริมน้ำกกและอำเภอแม่สายบริเวณถ้ำพญานาค ต.โป่งงาม เพื่อดึงกิจกรรมการค้าขายและชาติพันธุ์ต่างๆ มารวมไว้ที่แม่สายและเชิญชวนคนมาท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ชาวเชียงราย ส่วนการรับมือภัยพิบัติระยะยาวคือ การปรับปรุงระบบเตือนภัยและนำบทเรียนจากมหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในครั้งนี้มาพูดคุยกันทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันวางระบบป้องกันโดยไม่กระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนมากนัก โดยจะต้องให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชนด้วยเพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจไปด้วยกัน ไม่ให้คนลืม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ เช่น ความอ่อนไหวของพื้นที่ สาเหตุของปัญหาภัยพิบัติแต่ละประเภท และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อสนับสนุนการทำงานของ อบจ. ร่วมกับทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ ผู้แทน สกสว. และ ผศ. ดร.รัฐพล เกติยศ รองคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เชียงราย ร่วมกันเสนอการจัดทำแผนที่ความเสี่ยงและระบบเตือนภัยที่ครอบคลุมภัยพิบัติทุกด้าน ได้แก่ แผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำท่วม และฝุ่นควัน PM2.5 เนื่องจากเชียงรายเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง โดยในส่วนของการจัดการด้านน้ำจะต้องมีระบบโครงสร้าง แก้มลิง ระบบระบายน้ำ ซึ่งนายก อบจ.เชียงราย เห็นด้วยที่จะทำเป็นแพคเกจ “โมเดลเชียงราย เมืองสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ” ซึ่งเป็นการจัดการเมืองที่คำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการเตรียมตัวรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น การจัดการทรัพยากรน้ำ/ของเสีย การดูแลสภาพอากาศ และการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ตลอดจนเพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติภายใต้แนวคิด”การพัฒนาเมืองน่าอยู่ เมืองทันสมัย ให้ประชาชนในเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความสุขอย่างยั่งยืน”

“เราจะรวบรวมข้อมูลความเสียหายและแนวทางซ่อมแซมสิ่งปลูกสร้างที่ถูกน้ำกัดเซาะให้แก่ อบจ. เพื่อประกอบการกรอกแบบแสดงรายการปริมาณงานและราคาสำหรับค่าใช้จ่ายพิเศษตามข้อกำหนด (แบบ ปร.4) สำหรับซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายตามมติ ครม. รวมถึงคณะกรรมาธิการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอรับการสนับสนุนระบบเตือนภัย ข้อมูลสำหรับการคาดการณ์และการจัดการภัยพิบัติ ตลอดจน สกสว. เพื่อสนับสนุนทุนวิจัยและการใช้ประโยชน์ด้านการจัดการภัยพิบัติให้ครบทุกมิติและบูรณาการอย่างรอบด้าน ซึ่งเราจะพยายามประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อความมั่นคงและปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนไทย” ศ. ดร.อมร นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กล่าวทิ้งท้าย

‘เฉลิมชัย’เปิดโครงการ’พระแม่พาติว’ นำประชาธิปัตย์เป็นผู้’สร้างโอกาส เพิ่มโอกาส ให้โอกาส’

https://www.naewna.com/local/835430

'เฉลิมชัย'เปิดโครงการ'พระแม่พาติว' นำประชาธิปัตย์เป็นผู้'สร้างโอกาส เพิ่มโอกาส ให้โอกาส'

‘เฉลิมชัย’เปิดโครงการ’พระแม่พาติว’ นำประชาธิปัตย์เป็นผู้’สร้างโอกาส เพิ่มโอกาส ให้โอกาส’

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 13.59 น.

“เฉลิมชัย”เปิดโครงการ“พระแม่พาติว” นำประชาธิปัตย์เป็นผู้“สร้างโอกาส เพิ่มโอกาส ให้โอกาส” ย้ำเจตนารมณ์“ปชป.”ให้ความสำคัญการศึกษา ไม่สร้างภาพ ไม่ทำเพื่อหาเสียง แต่แสดงจุดยืนและหลักการ

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2567 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ผศ.ดร.เจนจิรา รัตนเพียร โฆษกพรรค ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการจัดโครงการ “พระแม่พาติว” ว่า ด้วยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงมีอยู่ บางพื้นที่ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการศึกษา และเป็นตัวกลางเพื่อให้นักเรียนได้เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนโครงการด้านการศึกษามาโดยตลอด อาทิ โครงการกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา โครงการนม รร. โครงการอาหารกลางวัน และอื่นๆ อีกมากมาย

จึงได้จัดโครงการ “พระแม่พาติว” ขึ้น เพื่อให้นักเรียนจากทั่วประเทศสามารถเข้าร่วมติวสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ผ่านทางระบบ Online และ Onsite ในพื้นที่ที่พรรคมีความพร้อมทั่วประเทศ เมื่อจบโครงการแล้วผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับประกาศนียบัตรสำหรับนำไปประกอบการทำ Portfolio อีกด้วย พร้อมกันนี้ขอขอบคุณ ผศ.ดร.กฤษฏา อัศวสกุลเกียรติ รองคณบดีฝ่ายบริการวิชาการและนโยบายชี้นำสังคม และที่ปรึกษาโครงการพระแม่พาติว ที่ช่วยประสานงานติวเตอร์ มาให้ความรู้น้องๆ ในครั้งนี้ด้วย

จากนั้น ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “พระแม่พาติว” โดยได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า การลงทุนทางการศึกษาจะเป็นการให้สมบัติที่มีค่าที่สุดกับลูกหลาน กับเยาวชนของเรา โครงการพระแม่พาติว เป็นโครงการที่ 1. “สร้างโอกาส” ให้กับเยาวชนให้ได้มาพบกับติวเตอร์ เพราะเพียงเด็กได้พบกับติวเตอร์ก็มีแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่วิเศษและมีคุณค่า 2. “เพิ่มโอกาส” ต้องยอมรับว่าวันนี้การศึกษายังไม่มีความเท่าเทียมกันทั้งประเทศ ยังมีเด็ก เยาวชนจำนวนหนึ่งที่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ทุกรูปแบบ และมีเด็กอีกจำนวนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงการศึกษาเลยสักรูปแบบ ซึ่งในการเข้าถึงโอกาสแต่ละอย่างล้วนมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น โครงการนี้จึงเป็นส่วนหนึ่งของลดค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันอีกด้วย ทั้งยังเป็นอีก 1 ทางเลือกในการเพิ่มโอกาสให้กับเด็กและเยาวชน 3. “ให้โอกาส” ทางการศึกษา ซึ่งโครงการมีรูปแบบเพื่อเข้ารับการติวเข้ามหาวิทยาลัยที่เปิดกว้าง ทั้งแบบ Online ทั้ง Onsite

“เราสร้างโอกาส เราเพิ่มโอกาส และเราให้โอกาส ผมได้ปรึกษาเตรียมงานกับ ดร.เจนจิรา มาประมาณ 3 – 4 เดือน เพราะเขาอยู่ในวงการศึกษา ให้เด็กๆ เยาวชน คนรุ่นหลังเขาแสดง ให้อิสระอย่างเต็มที่ และให้ไปคุยกับติวเตอร์ คุยกับอาจารย์ สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ว่า วันนี้ความตั้งใจของพรรคประชาธิปัตย์จริงๆ ไม่มีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง เราต้องการสร้างจริงๆ และการสร้างที่ดีที่สุดก็คือการสร้างอนาคตให้กับเด็กและเยาวชนของเรา” ดร.เฉลิมชัย กล่าวและยังเพิ่มเติมอีกว่า

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ได้สร้างโอกาส เพิ่มโอกาส และให้โอกาส กับเด็ก เยาวชนแล้ว จึงอยากขอให้เด็ก และเยาวชนทุกคนคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้ โดยเชื่อว่าผลที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นคำตอบให้กับโครงการพระแม่พาติว แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือทั้งจากติวเตอร์ อาจารย์ สถาบันการศึกษาทุกแห่ง ตลอดจนพ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง เพราะทั้งหมดคือหัวใจของโครงการ “พระแม่พาติว” ขอให้พวกเราเดินไปด้วยกัน เดินไปพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ย้ำในตอนท้ายว่า โครงการ “พระแม่พาติว” ถือเป็นการนับหนึ่งครั้งแรก และขอให้มั่นใจว่าจะมีครั้งที่ 2 – 3 – 4 ต่อไป เพื่อเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่า พรรคฯ ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างแท้จริง ไม่ได้สร้างภาพ ไม่ได้เป็นนักการเมืองที่มาทำเพื่อหาเสียง แต่ทำเพื่อแสดงจุดยืนและหลักการของเรา

“สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนๆ หนึ่งนั้น ไม่ได้หมายถึงท่านเห็นโอกาส ไม่ได้หมายถึงมีคนให้โอกาส หรือไม่ได้หมายถึงท่านสร้างโอกาสขึ้น แต่ความสำเร็จจริงๆ อยู่ที่ว่าท่านคว้าโอกาสที่มาได้หรือไม่ เช่นเดียวกันวันนี้ผมอยากเห็นน้องๆ ที่เข้าร่วมโครงการได้คว้าโอกาสที่โครงการพระแม่พาติวได้สร้างให้กับพวกเราทุกคน” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

อนึ่งโครงการ “พระแม่พาติว” ที่พรรคประชาธิปัตย์จัดขึ้น เป็น 1 ในการนโยบายเพิ่มโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ให้กับเยาวชนที่เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5 – 6 ทั่วทุกภาคของประเทศไทย ให้มีโอกาสอย่างเท่าเทียมในการเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบ TGAT , TPAT และการทำ Portfolio เพื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยตามฝัน ที่จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 15 – 21 ตุลาคม 2567 ณ พรรคประชาธิปัตย์ สำนักงานใหญ่ ถนนพระราม 6 กรุงเทพฯ ทั้งในรูปแบบ online และ onsite ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

โดยพิธีเปิดโครงการ “พระแม่พาติว” ในวันนี้ นอกจากมีผู้ปกครอง และเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมติวสดแบบ Onsite ที่สำนักงานใหญ่พรรคประชาธิปัตย์แล้ว ยังมี กรรมการบริหาร , สส.ตลอดจนอดีต สส.เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างคับคั่ง อาทิ นายประมวล พงศ์ถาวราเดช นายไชยยศ จิรเมธากร นายสมบัติ ยะสินธุ์ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายนริศ ขำนุรักษ์ นายนราพัฒน์ แก้วทอง นต.สุธรรม ระหงษ์ นายอลงกรณ์ พลบุตร นางเจิมมาศ จึงเลิศศิริ นายกุลเดช พัวพัฒนกุล นายเมฆินทร์ เอี่ยมสอาด นายธนิตพล ไชยนันทน์ นายชนินทร์ รุ่งแสง นายสราวุธ อ่อนละมัย นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท เป็นต้น

– 006

นักวิจัย 3 สถาบัน สุดเจ๋ง! ผนึกกำลัง สร้าง Exoskeleton Robot ฝีมือคนไทย

https://www.naewna.com/local/835265

นักวิจัย 3 สถาบัน สุดเจ๋ง! ผนึกกำลัง สร้าง Exoskeleton Robot ฝีมือคนไทย

นักวิจัย 3 สถาบัน สุดเจ๋ง! ผนึกกำลัง สร้าง Exoskeleton Robot ฝีมือคนไทย

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หุ่นยนต์ช่วยเดินเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูง และนำมาใช้ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เพียงบางแห่งเท่านั้น จึงเป็นเรื่องยากที่บุคคลทั่วไปจะสามารถเข้าถึงได้ บุคลากร 3 สถาบันและบริษัท ประกอบด้วยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และบริษัท ที ดี เอสเทคโนโลยี (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณหลักๆ จากหน่วยงานบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข) นำโดย รศ.ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม หัวหน้าสาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี หัวหน้าโครงการวิจัย รศ.ดร.เบญจลักษณ์เมืองมีศรี คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา พล.ต.ผศ.นพ.อารมย์ ขุนภาษี พล.ต.รศ.นพ.สุธี พานิชกุล จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และบริษัท ทีดีเอส (ประเทศไทย) จำกัด นอกจากนี้ ยังมีทีมงานผู้ช่วยนักวิจัย Dr.Padma Crisnapati, Dr.Komang Agus Aryanto จากสาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มทร.ธัญบุรี ร่วมกันวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่อผู้พิการ หุ่นยนต์เสริมพลัง “RMUTT-Exoskeleton Robot” เพื่อให้ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งล่าง (Paraplegia) หรืออัมพาตครึ่งซีก (Hemiplegia) สามารถเดินได้โดยมีอุปกรณ์ในการช่วยพยุงเดิน

พล.ต.ผศ.นพ.อารมย์ ขุนภาษีเผยว่า หุ่นยนต์เสริมพลังนี้สามารถช่วยผู้พิการที่ป่วยจากโรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บไขสันหลังหรือเส้นประสาท ผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ใช้ในการฝึกเดินหรือฝึกกล้ามเนื้อทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้เร็วขึ้น และยังสามารถช่วยให้ผู้ป่วยกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้ฝึกเดินเหมือนอยู่บนพื้นจริงๆทำให้กล้ามเนื้อบริเวณเอว หลัง และสะโพกมีการฟื้นตัวและมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อีกทั้งยังทำให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพทางร่างกายและกายภาพที่ดีขึ้น

หัวหน้าโครงการวิจัย รศ.ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม กล่าวว่าหุ่นยนต์ RMUTT-Exoskeleton Robot ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยในครั้งนี้ได้พัฒนาให้ใช้งานได้จริง โดยพัฒนามา 2 แบบ คือ หุ่นยนต์อัมพาตครึ่งล่าง (Paraplegia) และหุ่นยนต์อัมพาตครึ่งซีก (Hemiplegia)โดยมีการพัฒนาผลงาน คือ การสร้างแบบจำลองโดย Simulink ใน MATLABเช่น การควบคุมมอเตอร์ การตรวจจับการเคลื่อนไหวของเซ็นเซอร์ และการประมวลผลข้อมูลจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่ม Simulink Blocks ที่จำเป็น เช่น Joint Actuators Sensors และ Controllers เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อสะโพก เข่า และข้อเท้า โดยระบบควบคุมการเคลื่อนที่ จะประกอบไปด้วย ท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดินท่าหยุด ตามลำดับ การออกแบบระบบควบคุม (Control System Design) สำหรับการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์โดยใช้ PID Control (Proportional-Integral-Derivative Control) เพื่อควบคุมมุมการเคลื่อนไหวของข้อต่อแต่ละจุด เช่น ควบคุมการหมุนของข้อต่อสะโพกเพื่อให้ขาก้าวเดินไปข้างหน้า เพิ่ม Adaptive Control เพื่อให้หุ่นยนต์สามารถปรับตัวตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย และสามารถเคลื่อนไหวตามวงรอบการเดินของมนุษย์ (Gait Analysis)

ทางด้าน รศ.ดร.เบญจลักษณ์เมืองมีศรี กล่าวว่า หุ่นยนต์เสริมพลังนี้โดยเบื้องต้นได้ทำการทดสอบและเก็บข้อมูลกับกลุ่มทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติราชการภาคสนาม และประชาชนที่เป็นอัมพาตทั่วไป เพื่อศึกษาและเก็บข้อมูลการใช้งานของหุ่นยนต์เสริมพลัง โดยในอนาคตจะผลิตหุ่นยนต์เสริมพลังสำหรับเด็กที่อัมพาตต่อไป และ พล.ต.รศ.นพ.สุธี พานิชกุล ได้กล่าวเสริมว่า ในอนาคตจะมีการนำไปใช้กับผู้ป่วยราชการสนามที่ได้รับบาดเจ็บและปลดประจำการ ให้ได้ใช้อุปกรณ์นี้เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นต่อไป

หุ่นยนต์เสริมพลัง Exoskeleton Robot ฝีมือคนไทย เป็นอุปกรณ์ในการช่วยพยุงเดิน เสริมพลังช่วย ผู้พิการที่ป่วย ฝีมือคนไทยนักวิจัย 3 สถาบัน และความร่วมมือของบริษัทเอกชน ผนึกกำลังสร้างขึ้น แทนการนำเข้าหุ่นยนต์ช่วยเดินเป็นเทคโนโลยีที่มีราคาสูงผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รศ.ดร.เดชฤทธิ์ มณีธรรม โทร.086-8821475

ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

https://www.naewna.com/local/835264

ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

ไทยเปิดฉาก ‘AOSWA 2024’ สร้างศักยภาพด้านการสำรวจสภาพอากาศในอวกาศ

วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDAร่วมกับ National Institute of Information and Communications Technology (NICT) และพันธมิตรจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ Asia-Oceania Space Weather Alliance Workshop (AOSWA) ครั้งที่ 7 ณ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสภาพอากาศในอวกาศระหว่างนักวิจัยจากทั่วโลก โดยเฉพาะจากภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย

ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า ปีนี้ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านสภาพอากาศในอวกาศจากนักวิจัยชั้นนำจากทั่วโลก โดยการประชุมนี้เป็นการรวมตัวของศูนย์พยากรณ์อากาศในอวกาศ (Space Weather Centers) และหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคเอเชีย-โอเชียเนีย รวมถึงสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือที่เข้มแข็งในการเฝ้าระวังและวิเคราะห์สภาพอวกาศ ให้เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วภูมิภาค โดยเฉพาะการพยากรณ์และเตือนภัยปรากฏการณ์ที่อาจมีผลกระทบต่อดาวเทียม การสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศ

ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ AOSWA ตั้งแต่ปี 2010 โดยมีหลายหน่วยงานที่เข้าร่วมตั้งแต่มหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และหน่วยงานรัฐ เช่น GISTDA ซึ่งหน่วยงานทั้งหมดเป็นตัวแทนประเทศไทยที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ของ AOSWA และกลุ่มดังกล่าวเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยมีเป้าหมายหลักในการเข้าร่วมคือ การพัฒนาความขีดสามารถด้านเทคโนโลยีและกำลังคนทางด้านการพยากรณ์อากาศในอวกาศ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีเพื่อสร้างองค์ความรู้และขีดความสามารถในด้านอวกาศโดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาดาวเทียมขนาดเล็กและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสร้างความร่วมมือและสร้างโอกาสให้ประเทศไทยเข้าร่วม consortium ในระดับนานาชาติ

ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้จะเป็นโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แสวงหาโอกาสและหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเครื่องมือใหม่ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาสภาพอากาศในอวกาศ ซึ่งรวมถึงการสังเกตการณ์, การสร้างทฤษฎี, การสร้างแบบจำลอง, การพยากรณ์ และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริง โดยมีหัวข้อหลักในการประชุมถึง 8 หัวข้อที่น่าติดตาม อาทิ 1) Thermosphere, Ionosphere, and Magnetosphere Dynamics and Interactions, 2) Monitoring and Simulation of Solar Activity and Space Radiation, 3) Connecting the Local Observation to Global Network and Space Weather Services, 4) Space Weather Awareness and Public Outreach, 5) AI and New Techniques of Space Weather Forecasting, 6) CGMS Efforts to Improve User Access to Operational Space Weather Data, 7) General Topics on Space Weather และ 8) Space Weather Impact and Mitigation โดยการประชุมนี้ไม่เพียงแต่เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำหรับนักวิจัยและผู้เชี่ยวชาญในการแสดงผลงานและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งจะส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือในด้านการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศในอวกาศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจการเดินทางสู่อวกาศ เนื่องจากมีผลกระทบต่อระบบแม่เหล็กไฟฟ้าบนพื้นโลก เช่น การแทรกซึมกับการส่งสัญญาณวิทยุคลื่นสั้น, ปัญหากับระบบขนส่งไฟฟ้า, การเปลี่ยนวงโคจรของดาวเทียม และระดับรังสีที่อาจเป็นอันตรายต่อดาวเทียมและนักบินอวกาศในระหว่างการทำภารกิจ

“ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญกับอากาศในอวกาศมาอย่างต่อเนื่อง ซี่งเป็นเรื่องของความเชื่อมโยงโดยตรงกับความปลอดภัยของดาวเทียม การสื่อสารและระบบนำทางต่างๆ ที่ใช้งานในประเทศ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมองเห็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและสร้างความเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค โดยผ่านการร่วมมือกับ AOSWA และองค์กรระดับนานาชาติอื่นๆ เพื่อยกระดับความสามารถของประเทศและสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและการวิจัยในระยะยาว อนาคตเราจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งในด้านการขยายความร่วมมือระหว่างประเทศในอาเซียนและภูมิภาคอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบพยากรณ์, ด้านขีดความสามารถของประเทศไทยทั้งทางด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพอวกาศ เช่น ระบบพยากรณ์อวกาศของประเทศไทย, ด้านการยกระดับนักวิจัยและหน่วยงานรัฐที่จะมีบทบาทสำคัญในเวทีระดับโลก เช่น Committee on Space Research (COSPAR), Panel on space weather, International Space Environment Service (ISES) และหน่วยงานอื่นที่สำคัญในระดับนานาชาติอีกด้วย” ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว