สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808738

สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

สกร.เผยผลประเมินเทียบระดับการศึกษา ปีการศึกษา 2566

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยว่า บทบาทภารกิจที่สำคัญประการหนึ่งของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นอกเหนือจากการจัดการศึกษาตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้แก่กลุ่มเป้าหมายผู้พลาดโอกาสทางการศึกษาแล้ว การประเมินเทียบระดับการศึกษา เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยส่งเสริม สนับสนุนการยกระดับการศึกษาของกลุ่มเป้าหมายที่มีความรู้

และประสบการณ์ในอาชีพให้สูงขึ้น โดยเป็นการยอมรับคุณค่าของผลการเรียนรู้ที่เกิดจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย ตลอดจนการประกอบอาชีพ โดยมุ่งเน้นคุณธรรม จริยธรรมที่เป็นองค์รวมของบุคคล และเป็นการส่งเสริมให้บุคคลมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตจากรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายให้สถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการเทียบระดับการศึกษาปีละ 2 ครั้งโดยสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ได้จัดส่งรายงานสรุปผลการเทียบระดับการศึกษา มายังกลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา เพื่อดำเนินการรวบรวม ประมวลผล วิเคราะห์ และสรุปผลการประเมินเทียบระดับการศึกษา ครั้งที่ 1 ปีการศึกษา 2566 สรุปได้ ดังนี้ 1.จังหวัดที่มีผู้เข้ารับการประเมินฯ มีจำนวน 58 จังหวัด จากสถานศึกษาที่ทำหน้าที่เทียบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 853 แห่ง และจังหวัดที่ไม่มีผู้เข้าประเมินฯ จำนวน 19 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก นครสวรรค์ พะเยา แม่ฮ่องสอน อุตรดิตถ์ ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี สมุทรสงครามสิงห์บุรี อ่างทอง ตราด สระแก้ว ชัยภูมิ นครพนม บุรีรัมย์ ยโสธร เลย และสุรินทร์

2.จำนวนผู้เข้าประเมินฯ-ระดับประถมศึกษา มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 160 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 139 คน คิดเป็นร้อยละ 60.63-ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 895 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 756 คน คิดเป็นร้อยละ 66.15-ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 1,919 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา  จำนวน 1,698 คน คิดเป็นร้อยละ 57.89รวมทั้ง 3 ระดับการศึกษา มีผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 2,974 คน ผ่านการประเมินเทียบระดับการศึกษา จำนวน 2,593 คน คิดเป็นร้อยละ 87.19

3.อายุของผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 20-24 ปี จำนวน 694 คน รองลงมามีอายุ 25-29 ปี จำนวน 593 คน
และอายุ 30-34 ปี จำนวน 418 คน ตามลำดับ และ 4.การประกอบอาชีพของผู้เข้าประเมินเทียบระดับการศึกษา พบว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับจ้างมากที่สุด จำนวน 1,509 คน รองลงมาเป็นอาชีพเกษตรกรรม จำนวน 537 คนและอาชีพอื่นๆ จำนวน 571 คนตามลำดับ

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808741

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

สถาบันยุวทัศน์ฯ คว้ารางวัล ‘วันงดสูบบุหรี่โลก ปี 2567’ จาก WHO

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลเอกศิวะ ภระมรทัต กรมวังผู้ใหญ่ประจำวังศุโขทัย เป็นผู้แทนพระองค์เป็นประธานเปิดงานวันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2567 จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข พร้อมมอบรางวัล “วันงดสูบบุหรี่โลก ประจำปี 2567” หรือรางวัล “World No Tobacco Day awards 2024” ให้แก่สถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) จากองค์การอนามัยโลก (WHO)

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย (ยท.) กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ของบุคลากรของ ยท. ที่ในปีนี้ได้รับพระราชทานรางวัลที่มีความสำคัญระดับนานาชาติเกี่ยวกับการรณรงค์ป้องกันการสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้พิจารณาคัดเลือกจากผลการดำเนินงานที่มีเด่นชัด ก่อประโยชน์ต่อสังคม รวมถึงระยะเวลาการดำเนินงานที่มีความต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังถือว่าเป็นหน่วยงานคนรุ่นใหม่หน่วยงานแรกของประเทศไทย อยู่ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยในระดับโลก ยท. นับเป็น 1 ใน 5 หน่วยงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับรางวัลนี้ นายพชรพรรษ์ กล่าวต่อว่า ยท. กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 ภายใต้การสนับสนุนของ สสส. เรามุ่งมั่นตั้งใจเป็นองค์กรของคนรุ่นใหม่ที่ดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพในหลากหลายมิติ ได้แก่ ด้านการขับเคลื่อนนโยบาย ด้านจัดทำและพัฒนาข้อมูลวิชาการ และด้านส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กและเยาวชน ซึ่งมีจุดเน้นไปที่มีความเข้าใจคนรุ่นใหม่ด้วยกัน และยังพัฒนางานด้านสุขภาพให้ทุกช่วงวัยเข้าถึงได้ง่าย ที่ผ่านมายท. มีบทบาทสำคัญในการป้องกันเด็กและเยาวชนจากบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า ได้แก่ 1.ร่วมผลักดันพ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2560 ของไทยและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายที่มีความเข้มงวด 2.สร้างความร่วมมือการทำงานด้านการลดการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ในกลุ่มเยาวชนผ่านโรงเรียนกว่า 500 โรง ผลักดันนโยบายท้องถิ่นสถานศึกษาปลอดภัย “โรงเรียนปลอดบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า สังกัดเมืองพัทยา” และกรุงเทพมหานครอีก 437 โรง 3.สนับสนุนแกนนำเยาวชนทั่วประเทศไทยให้ทำงานรณรงค์ในพื้นที่จังหวัดต้นแบบ 20 จังหวัด เกิดโครงการไม่น้อยกว่า 100 โครงการ เพื่อลดการสูบบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้ามีเด็กและเยาวชนได้รับประโยชน์กว่า 250,000 คนรวมถึงผลิตสื่อรณรงค์และรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการลดการสูบบุหรี่กว่า 100 ผลงานมีผู้รับชมกว่า 5,000,000 คน และ 4.เฝ้าระวังการจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์และพื้นที่ต่างๆ ส่งข้อมูลให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง

“ต้องขอขอบคุณ สสส. ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการให้คนรุ่นใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำงานและการสื่อสารเรื่องสุขภาพมาโดยตลอด 14 ปี แม้รางวัลที่ได้รับจะสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนทำงาน แต่ปัญหาทางสุขภาพของเด็กและเยาวชนยังไม่จบ ตนเองและบุคลากรตั้งเป้าหมายร่วมกันที่จะพัฒนาการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของเยาวชนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์ของสังคมและประเทศชาติในอนาคต”นายพชรพรรษ์ กล่าว

เสริมแกร่งอีโคซิสเต็มบุคลากรดิจิทัล หนุนโอกาสสร้างอาชีพ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808739

เสริมแกร่งอีโคซิสเต็มบุคลากรดิจิทัล หนุนโอกาสสร้างอาชีพ

เสริมแกร่งอีโคซิสเต็มบุคลากรดิจิทัล หนุนโอกาสสร้างอาชีพ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.), กระทรวงแรงงาน, และเครือข่ายมหาวิทยาลัยรวมถึงองค์กรชั้นนำในประเทศไทย จัดงานมหกรรม “Thailand Digital Talent Summit and Job Fair: Building Talent Hub for a Digital, Intelligent, and Green Thailand” ภายใต้แนวคิด “สร้างศูนย์กลางบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ นำประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัลอัจฉริยะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดยการประชุมสุดยอดครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในด้านการบ่มเพาะบุคลากรดิจิทัล และสร้างโอกาสทางอาชีพซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทย บนเส้นทางสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน

นายเดวิด หลี่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด กล่าวว่า Huawei ASEAN Academy (ประเทศไทย) มุ่งพัฒนากลยุทธ์ 4 ประการสำคัญ ได้แก่สถาบันธุรกิจ (สำหรับระดับผู้บริหาร) เพื่อบ่มเพาะภาวะผู้นำด้านดิจิทัลสำหรับผู้บริหารองค์กร, สถาบันเทคนิค(สำหรับระดับนักพัฒนา) เพื่อเพิ่มพูนความรู้ความสามารถ และความเชี่ยวชาญภาคปฏิบัติให้กับนักศึกษาระดับอุดมศึกษา เอสเอ็มอี และนักพัฒนาซอฟต์แวร์, สถาบันวิศวกรรม (สำหรับระดับผู้ประกอบวิชาชีพ) ที่มุ่งเน้นทักษะการปฏิบัติจริงสำหรับกลุ่มคนทำงาน และประการสุดท้ายคือการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (สำหรับระดับผู้ใช้งาน) เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงความรู้ด้านดิจิทัลได้อย่างเท่าเทียม

“ปัจจุบัน หัวเว่ย และพาร์ทเนอร์ผนึกกำลังพัฒนาบุคลากรด้านดิจิทัลไปแล้วกว่า 96,000 คน ซึ่งรวมถึงบุคลากรผู้มีทักษะด้านดิจิทัล 72,000 คน, ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ 8,000 คน,วิศวกรด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (green engineer) 2,000 คน,บุคลากรด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ 5,000 คน, เอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ 3,500 ราย ทั้งยังจัดการฝึกอบรมให้กับนักเรียนและชุมชนในชนบท 6,000 คนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้หัวเว่ยได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือจัดตั้งสถาบัน ICT Academy ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของไทยกว่า42 แห่งทั่วประเทศ”

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึงความร่วมมือในมหกรรม Thailand Digital Talent Summit ว่า กระทรวง อว.มีภารกิจสำคัญคือการสร้างกำลังคนที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะด้านดิจิทัลที่กลายเป็นหัวใจสำคัญและเป็นพื้นฐานการพัฒนาของโลกยุคนี้ในทุกๆ มิติ เราพร้อมผนึกกำลังกับหัวเว่ย เพื่อผลักดันนวัตกรรมดิจิทัลและนโยบายการวิจัยที่ออกแบบโดยเฉพาะในการจัดหาบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ระบบ พร้อมทั้งผลักดันนโยบายส่งเสริมการผลิตและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21

นางจิรวรรณ สุตสุนทร รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า เราจะมุ่งตอบสนองความต้องการและมุ่งยกระดับและเสริมสร้างทักษะบุคลากรร่วมกัน ภายใต้ความร่วมมือด้านวิชาการและอุตสาหกรรมในการพัฒนาทักษะบุคลากรที่จำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมดิจิทัลในอนาคต โดยในการประชุมสุดยอดครั้งนี้ หัวเว่ย ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ครั้งใหม่กับพันธมิตรที่หลากหลาย เพื่อส่งเสริมอีโคซิสเต็มด้านบุคลากรดิจิทัลในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ดังนี้ 1.สร้างผลกระทบเชิงบวกกับภาครัฐบาลและนโยบายในการผนึกกำลังกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงแรงงาน ทั้ง 3 หน่วยงานตั้งเป้าฝึกอบรมบุคลากรด้านไอซีทีให้ได้รวม 10,000 คน, นักพัฒนาด้านคลาวด์และ AI จำนวน 5,000 คน, และวิศวกรด้านเทคโนโลยีที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม อีก 2,000 คนภายในปี พ.ศ. 2568 โดยได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำกว่า 20 แห่ง เพื่อสร้างองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรนักพัฒนาด้านคลาวด์และด้านดิจิทัลของหัวเว่ย 2.แบ่งปันองค์ความรู้ด้านวิชาการ: มหาวิทยาลัยชั้นนำ ได้แก่ มหาวิทยาลัยไปรษณีย์และโทรคมนาคมปักกิ่ง (Beijing University of Post and Telecommunications), มหาวิทยาลัยขอนแก่น, และมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเปิดตัวโครงการใหม่กับหัวเว่ย ซึ่งเป็นความร่วมมือเพื่อผลักดันการถ่ายทอดประสบการณ์ ส่งต่อองค์ความรู้ และพัฒนาบุคลากรเพื่อโลกการทำงานในอนาคต

3.มอบทุนการศึกษาสำหรับนักเรียน: เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนสนใจเข้าสู่อุตสาหกรรมไอซีที หัวเว่ย จัดโครงการแข่งขันด้านไอซีทีเพื่อชิงทุนการศึกษาในปี พ.ศ. 2566-2567 โดยได้มอบ 9 รางวัลให้กับทีมผู้ชนะรางวัลใน 3 สาขา ได้แก่ ด้านเครือข่าย (Network) ด้านคลาวด์ (Cloud) และด้านการประมวลผล (Computing) โดยมีมูลค่ารางวัลรวมกว่า 1.4 ล้านบาท และ 4.การมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมและการสร้างอาชีพ : หัวเว่ยร่วมกับพันธมิตร 15 รายในธุรกิจองค์กร, คลาวด์, พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรมนุษย์ จัดมหกรรมจัดหางานเพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาที่ได้รับการฝึกอบรมและประกาศนียบัตรรับรองจากหัวเว่ยได้เข้าถึงงานในสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งระบบ, ธุรกิจองค์กร และการพัฒนาซอฟต์แวร์

ก่อนหน้านี้ หัวเว่ย ได้ร่วมมือกับหน่วยงานด้านการกำหนดนโยบายและพันธมิตรโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญทักษะดิจิทัลให้ได้รวม 100,000 คน ภายในปี พ.ศ.2568 โดยหัวเว่ย ประเทศไทย ได้ผนึกกำลังร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ(สกมช.) เพื่อจัดการแข่งขันด้านความปลอดภัยไซเบอร์ซึ่งมีผู้เข้าร่วมถึง 4,000 คนรวมทั้งได้ร่วมมือกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ฝึกอบรมเอสเอ็มอีไทย 160 ราย เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5G, เมืองอัจฉริยะ, AI และหุ่นยนต์แบบอิมเมอร์ซีฟ และจัดกิจกรรมการแข่งขันด้านไอซีทีครอบคลุมเทคโนโลยีคลาวด์,ทรัพย์สินทางปัญญา และความปลอดภัยทางไซเบอร์ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558 เป็นต้นมา และมอบทุนการศึกษาคิดเป็นมูลค่า 1 ล้านบาท ในปี พ.ศ.2566 รวมถึงโครงการรถดิจิทัลเพื่อสังคม (Digital Bus) ซึ่งมอบการฝึกอบรมทักษะด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียนในพื้นที่ห่างไกลใน 14 จังหวัดในประเทศไทย

‘เปิดกล้อง ท่องกรุง (รัตนโกสินทร์)’ พัฒนาศักยภาพเยาวชน 9 โรงเรียนรอบเกาะ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808737

‘เปิดกล้อง ท่องกรุง (รัตนโกสินทร์)’  พัฒนาศักยภาพเยาวชน 9 โรงเรียนรอบเกาะ

‘เปิดกล้อง ท่องกรุง (รัตนโกสินทร์)’ พัฒนาศักยภาพเยาวชน 9 โรงเรียนรอบเกาะ

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.22 น.

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ร่วมกับ นิทรรศน์รัตนโกสินทร์ สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ จัดกิจกรรมต่อเนื่อง “เปิดกล้อง ท่องกรุง (รัตนโกสินทร์)” ในวันที่ 15-16 และ 22 มิถุนายน 2567

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อมุ่งพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนใน 9 โรงเรียนบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ โรงเรียนในพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และโรงเรียนที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยหวังสร้างความตระหนัก และความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ศิลปวัฒนธรรมและวิถีความเป็นไทย หลังจากที่เมื่อปีที่ผ่านมาประสบความสำเร็จจากการร่วมจัดกิจกรรม “ยุวมัคคุเทศก์ สร้างเด็กดีเด็กเก่ง สืบสานประวัติศาสตร์ชาติไทย” ให้กับเยาวชนระดับมัธยมศึกษา จำนวน 26 คนที่สนใจเรื่องราวประวัติศาสตร์ ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์แบบสนุกสนาน ผ่านการท่องเที่ยวเรียนรู้พื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ เช่น อาคารนิทรรศน์รัตนโกสินทร์ ศาลหลักเมือง วัดเทพธิดาราม มิวเซียมสยาม โดยมีคุณจุลภัสสร พนมวัน ณ อยุธยา เป็นวิทยากรผู้ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ กับเยาวชน เพื่อต่อยอดความรู้สู่การเป็นยุวมัคคุเทศก์อาสาสมัครให้กับนิทรรศน์รัตนโกสินทร์

ดร.ทวารัฐ กล่าวว่า กิจกรรม “เปิดกล้องท่องกรุงรัตนโกสินทร์” ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ สร้างแรงบันดาลใจ และฝึกทักษะให้กับเยาวชน อาทิ คุณนภันต์ เสวิกุล ช่างภาพผู้ถวายงานการบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรคุณสงคราม โพธิ์วิไล ช่างภาพระดับประเทศคุณณรงค์ฤทธิ์ ยงจินดารัตน์ นักเขียน นามปากกา“ปะการัง” นักเขียนมากความสามารถ โล่รางวัลพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลอื่นๆ อีกมากมาย

“การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เรามุ่งหวังให้นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 45 คน จากโรงเรียนที่อยู่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ โรงเรียนในพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ และโรงเรียนที่อยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แก่ 1.โรงเรียนสตรีวิทยา 2.โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ 3.โรงเรียนราชินี 4.โรงเรียนวัดราชบพิธ 5.โรงเรียนราชวินิต มัธยม 6.โรงเรียนเทพศิรินทร์ 7.โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 8.โรงเรียนวัดบวรนิเวศ 9.โรงเรียนราชวินิต ได้พัฒนาทักษะการสื่อสาร โดยการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านการบันทึกภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทของตนเองได้ อีกทั้งผลงานของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ จะถูกจัดแสดงที่นิทรรศน์รัตนโกสินทร์อีกด้วย” ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวสรุป

วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808567

วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

วิศวะมหิดล เดินหน้ายกระดับคุณภาพการศึกษาเทียบสากล ชูมาตรฐาน ABET ปั้น Global Engineer ตอบโจทย์โลก

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชู 6 หลักสูตรระดับปริญญาตรี ผ่านการรับรองมาตรฐาน ABET สหรัฐอเมริกา ยกระดับวิศวกรรมศาสตร์ไทยแข่งระดับโลก ผู้สำเร็จการศึกษาเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศ สามารถทำงานและศึกษาต่อได้ทั่วโลก พร้อมเดินหน้าต่อยอดสร้างมาตรฐานสู่หลักสูตรปริญญาโท และมาตรฐาน AUN-QA ในระดับปริญญาเอก

รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี รวมถึงความท้าทายด้านเศรษฐกิจและสังคม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่สถาบันอุดมศึกษาต้องปรับบทบาท ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยไทยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก สร้างสมรรถนะผู้เรียนในแบบฉบับของความเป็นไทยสู่สากล เพื่อตอบโจทย์การสร้างทรัพยากรมนุษย์ให้มีความรู้ความสามารถ มีทักษะการทำงานตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานในระดับสากล และสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานหรือศึกษาต่อได้ทุกประเทศทั่วโลก

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก รวม 7 ภาควิชา และ 2 กลุ่มสาขาวิชา ประกอบด้วย ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าวิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมชีวการแพทย์ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อมและกลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ และกลุ่มสาขาวิชาโลจิสติกส์และระบบขนส่งทางราง โดยปัจจุบันหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรี ได้รับการรับรองมาตรฐานโลกจาก ABET (Accreditation Board for Engineering and Technology) สหรัฐอเมริกา ใน 6 หลักสูตร ได้แก่ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเคมี วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมโยธาและสิ่งแวดล้อม และวิศวกรรมชีวการแพทย์ ส่วนสาขาวิชาวิศวกรรมอุตสาหการ ยื่นขอการรับรองเมื่อปี 2566 คาดว่า ABET จะประกาศการรับรองในเดือนตุลาคม 2567 ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะทำให้ทุกหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ในระดับปริญญาตรีได้รับการรับรองมาตรฐานของ ABET ครบทุกสาขาวิชา โดยหลักสูตรที่ผ่านการรับรองจาก ABET จะสามารถโอนหน่วยกิตไปยังประเทศที่จะไปศึกษาต่อได้ และที่สำคัญผู้จบการศึกษาเป็นที่ยอมรับในคุณภาพสากลและมีโอกาสเข้าทำงานได้ทั่วโลก

รศ.ดร.ธนภัทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากความสำเร็จในการผลักดันหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ ระดับปริญญาตรีให้ได้มาตรฐานคุณภาพจาก ABET แล้ว ปัจจุบันคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อยู่ระหว่างการต่อยอดสู่หลักสูตรอื่นๆ ในระดับปริญญาโท ให้ได้รับการรับรองจาก ABET รวมทั้งสร้างระบบประกันคุณภาพการศึกษาในอาเซียน ตามเกณฑ์ AUN-QA (Asean University Network Quality Assurance) ซึ่งเป็นเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนเพื่อรองรับการเปิดเสรีด้านการศึกษา ในหลักสูตรระดับปริญญาเอก เพื่อผลักดันให้คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อสังคมโลก ด้วยการวิจัย นวัตกรรม และบริการวิชาการทางวิศวกรรมระดับโลก

“คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีจุดเด่นด้าน Internationalization มีพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศ ทั้งในอเมริกา ยุโรป และเอเชีย มีหลักสูตรร่วมที่เป็น Double Degree และ Joint Degree อย่างหลากหลายเช่น เรียนที่มหิดล 2 ปี ไปเรียนต่างประเทศอีก 2 ปี โดยล่าสุดได้รับการจัดอันดับจาก SCImago Institutions Rankings (SIR) 2024 ให้เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทยที่มีความโดดเด่นด้านวิศวกรรมศาสตร์ และพร้อมที่จะสนองนโยบายสำคัญของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสภาคณบดีวิศวกรรมแห่งประเทศไทยในการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนากำลังคนขั้นสูงให้กับประเทศ การสร้างความเป็นเลิศด้านงานวิจัยและนวัตกรรม และสร้างบุคลากรด้านวิศวกรรมให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล” รศ.ดร.ธนภัทร์ กล่าวในตอนท้าย

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808564

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

CRA ออกหน่วยตรวจสุขภาพ สืบสานพระปณิธาน ‘พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ โดยคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี จัดโครงการสืบสานพระปณิธาน “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” ครั้งที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2566 โดยได้ร่วมออกหน่วยตรวจสุขภาพพร้อมประเมินพัฒนาการให้กับเด็กเล็กปฐมวัยโรงเรียนวัดวังเย็น พร้อมทั้งตรวจสุขภาพเบื้องต้นให้แก่ผู้ปกครอง อาทิ ตรวจวัดความดันโลหิต เจาะน้ำตาลในเลือด เป็นต้น พร้อมกันนี้ได้ร่วมปรับปรุงห้องพยาบาลของโรงเรียนให้ถูกสุขลักษณะ ปรับปรุงสวนเกษตร กิจกรรมต้านภัยยาเสพติดกิจกรรมร่วมมือร่วมใจรณรงค์วันงดสูบบุหรี่โลก กิจกรรมทาสีลานกีฬา และจัดสวนหน้าโรงเรียน ณ โรงเรียนวัดวังเย็น ตำบลวังเย็น อำเภอเมืองนครปฐม จังหวัดนครปฐม

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีความมุ่งมั่นในการผลิตบัณฑิตพยาบาลที่มีจิตวิญญาณของนักวิชาชีพ มีความรอบรู้ มีจิตบริการ เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ ยึดประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยมีความเชื่อในการจัดการศึกษาว่า ผู้เรียนสามารถแสวงหาความรู้จากประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง เป็นการนำความคิดไปสู่การกระทำ โดยอาศัยกระบวนการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลาและภาวะแวดล้อม นำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ๆ ด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้ปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรควบคู่กับการศึกษาเล่าเรียน เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยมีเป้าหมายในการพัฒนานักศึกษาตามอัตลักษณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คือ รอบรู้ พัฒนา จิตอาสา นำพาความสุข

ทั้งนี้ สโมสรนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมในการพัฒนานักศึกษาให้มีความตระหนักและการร่วมรับผิดชอบต่อสังคม การมีจิตอาสาและการทำสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม ซึ่งงานจิตอาสาเป็นอีกช่องทาง ในการยกระดับจิตใจให้นักศึกษาเกิดการริเริ่มและทำกิจกรรมเพื่อส่วนรวม มองเห็นปัญหาและความต้องการของสังคม ส่งเสริมให้นักศึกษามีความเข้าใจในเพื่อนมนุษย์เข้าใจตนเอง เข้าใจสังคมมีความเมตตากรุณาและเกิดความสุขจากการเป็นผู้ให้ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนานักศึกษาตามอัตลักษณ์ของนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ด้านจิตอาสาและด้านนำพาความสุข จึงได้จัดโครงการสืบสานพระปณิธาน “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” ประจำปีการศึกษา 2566ซึ่งได้ดำเนินโครงการต่อเนื่อง เป็นครั้งที่ 3 โดยในปีนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากผู้บริหารโรงเรียนวัดวังเย็น จังหวัดนครปฐม ให้โรงเรียนวัดวังเย็นเป็นสถานที่ในการจัดโครงการ

สำหรับการจัดโครงการ “พยาบาลศาสตร์จิตอาสาเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ : ปันรัก ปันน้ำใจให้น้อง” จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน คือวันที่ 27-28พฤษภาคม 2567 เพื่อพัฒนานักศึกษาให้มีจิตอาสา และสามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น สามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการส่งเสริมสุขภาพให้กับประชาชนทุกช่วงวัย และเพื่อพัฒนานักศึกษาในการเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม

โดยการจัดโครงการในครั้งนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากคณะผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษาวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี คณะผู้บริหาร คุณครูเจ้าหน้าที่และนักเรียนโรงเรียนวัดวังเย็นและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลวังเย็น ผู้นำชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ของตำบลวังเย็น จังหวัดนครปฐม

วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์อัครราชกุมารี ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เป็นสถาบันการศึกษาทางการพยาบาลที่มีภารกิจหลักตามภารกิจของสถาบันระดับอุดมศึกษา ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตพยาบาล ทำการวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชาชน บริการวิชาการและวิชาชีพให้แก่สังคม และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อสืบสานพระปณิธานใน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ตามปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808569

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

สกร.เปิดบ้าน ‘สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้’

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประธานเปิดโครงการมหกรรมวิชาการ Open House “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 และเยี่ยมชมนิทรรศการจากสถานศึกษาในสังกัด จำนวน 17 แห่ง โดยมี นายปัญญาศาสตรา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ผู้บริหารหน่วยงาน สถานศึกษาในสังกัดเข้าร่วมและต้อนรับ ณ อาคารโดมอเนกประสงค์ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองสุรินทร์ จังหวัดสุรินทร์

โครงการมหกรรมวิชาการ Open House “สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้” สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ครั้งนี้ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย พันธกิจ ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และพันธกิจของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ ในการจัดส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ เพื่อยกระดับการศึกษา พัฒนาทักษะการเรียนรู้ของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะสมทุกช่วงวัย พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงบริบททางสังคมและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808568

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

ซัมซุง เดินหน้าพัฒนาทักษะดิจิทัลเด็กไทย มุ่งสู่ Thailand 5.0 อย่างยั่งยืน

วันพุธ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ซัมซุง ผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก มุ่งขับเคลื่อนสังคมไทยสู่อนาคต Thailand 5.0 ภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสร้างพลังคน มุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน (Together for Tomorrow Enabling People)” ผ่านโครงการส่งเสริมศักยภาพและพัฒนาทักษะดิจิทัลให้คนไทย เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาเยาวชนไทยสู่ Thailand 5.0 ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และขับเคลื่อนการเติบโตให้ประเทศไทยอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งคุณภาพชีวิต การจ้างงาน และเศรษฐกิจ

นายเซยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งชี้ถึงการเตรียมพร้อมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมยุคใหม่ Thailand 5.0ที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ตั้งแต่ชีวิตประจำวัน การดำเนินธุรกิจ และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ อีกทั้งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ และสุขภาพในทุกมิติสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของซัมซุงที่มุ่งมั่นนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมให้ดียิ่งขึ้นอย่างยั่งยืน โดยเราเชื่อว่าเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการที่แท้จริง หรือเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้ด้วยตัวเอง แต่ต้องอาศัย “พลังคน” ที่มีทักษะความรู้ในการพัฒนา และใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย”

โครงการ Samsung Innovation Campus และ Samsung Solve for Tomorrow เกิดขึ้นภายใต้วิสัยทัศน์ “มุ่งสร้างพลังคนมุ่งสร้างอนาคตที่ดีร่วมกัน” (Together for Tomorrow Enabling People) ของซัมซุงที่มุ่งส่งเสริมทักษะแห่งอนาคต (Future Skills) ให้เยาวชนไทย ผ่านการอบรมให้ความรู้และเปิดพื้นที่แก่เยาวชนแสดงความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเปิดโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ด้านเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ โดยตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการมากว่า 6 ปี ทั้งสองโครงการได้สร้างความสำเร็จ โดยให้ความรู้แก่เยาวชนไทยไปแล้วกว่า 4,600 คน ทั่วประเทศ ภายในระยะเวลาที่ผ่านมา

นายมาร์ค คิม ประธานองค์กร ธุรกิจโมบายล์ เอ็กซ์พีเรียนซ์ บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เปิดเผยว่า “ปัจจุบันอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพ ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของผู้คน เพื่อพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ดีแก่สังคม โดยที่ผ่านมาเราได้สนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการเรียนการสอนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มความเท่าเทียมทางการศึกษาให้แก่เยาวชน และโรงเรียนในประเทศไทยมาแล้วมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท เพื่อให้เยาวชนไทยได้เรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ และจุดประกายความคิดต่อยอดสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ อย่างยั่งยืน”

นางพรรณวลัย อินทราพิเชฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กร บริษัท ไทยซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวเสริมว่า หัวใจสำคัญของโครงการส่งเสริมทักษะดิจิทัลของซัมซุง คือ การสร้างรากฐานความรู้แห่งอนาคตที่เข้มแข็งและเป็นประโยชน์ พร้อมทลายข้อจำกัดและความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ ผ่านการมอบโอกาส พื้นที่ และอุปกรณ์เทคโนโลยีที่จำเป็น โดยโครงการของซัมซุง ประกอบได้ด้วย

Samsung Innovation Campus โครงการที่มุ่งปลดล็อกศักยภาพด้านทักษะดิจิทัลให้คนไทยอย่างเท่าเทียม ผ่านการแจกทุนการศึกษา และเปิดคอร์สออนไลน์ให้เรียนฟรี เพื่ออัปสกิลทักษะแห่งอนาคตด้าน Generative AI และการโค้ดดิ้ง (Basic Coding) โดยโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ซึ่งความพิเศษในปีนี้จะขยายโอกาสให้คนทั่วไป ไม่จำกัดอายุ สามารถเข้าเรียนออนไลน์ได้ โดยจะเริ่มเปิดให้เรียนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป

Samsung Solve for Tomorrow เวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้โชว์ศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผ่านการประกวดประชันไอเดียที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาสังคม โดยเน้นการลงมือทำจริง ฝึกการทำงานร่วมกับผู้อื่น ให้นักเรียนได้พัฒนาทักษะจริง และค้นพบแรงบันดาลใจดีๆ พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญของเหล่าพันธมิตรซัมซุงในวงการเทคโนโลยีดิจิทัลที่มาร่วมในโครงการ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ระหว่างวันที่ 15 พฤษภาคม ถึง 30 มิถุนายนนี้

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808481

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 15.00 น.

ปลัด มท.ปฐมนิเทศ 10 นิสิต-นักศึกษารัฐศาสตร์ ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำ มี “Creative Thinking” คิดสร้างสรรค์เพื่อ Change for Good เรียนรู้หลักการครองตน ครองคน ครองงาน บูรณาการการทำงานเป็นทีม ขับเคลื่อนองค์กรแห่งการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข เพื่อประชาชนอย่างยั่งยืน

วันนี้ (4 มิ.ย. 67) เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม War Room อาคารศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานปฐมนิเทศนิสิตและนักศึกษาผู้เข้ารับงานฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย โดยมี นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านสาธารณภัยและพัฒนาเมือง นายราชันย์ ซุ้นหั้ว รองปลัดกระทรวงมหาดไทย หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านพัฒนาชุมชนและส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ นายมรกต ศรีตูมแก้ว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง นางจริยา ชุมพงศ์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักนโยบายและแผน ผู้อำนวยการกลุ่มงานหน่วยงานระดับสำนัก/กองในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำนวน 10 คน ร่วมรับฟัง

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยให้ความสำคัญในการสร้างเสริมประสบการณ์และส่งเสริมโอกาสให้กับนิสิตนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนทักษะการทำงานให้ผู้เข้ารับการฝึกงานได้รับเทคนิคการทำงานควบคู่องค์ความรู้ทางวิชาการ กฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะวิธีคิด วิธีทำงานในลักษณะการบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้น้อง ๆ นิสิตนักศึกษาได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานภายหลังจากสำเร็จการศึกษาไปเป็นบัณฑิต ซึ่งไม่ว่าจะไปทำงานในภาคราชการ คือ กระทรวง กรม องค์กรอิสระ องค์กรของรัฐประเภทต่าง ๆ หรือในภาคเอกชน คือ บริษัท ห้าง ร้าน ทุกส่วนก็ล้วนแต่มีระบบการทำงาน และมีรูปแบบการทำงานที่ต้องยึดโยงกับระบบราชการ เพราะงานราชการจะต้องเชื่อมโยงเชื่อมต่อการทำงานกับทุกภาคส่วน

“ดังนั้นเรื่องที่สำคัญที่ถือเป็นเทคนิคในเบื้องต้นของการทำงานทั้งราชการและเอกชน นั่นคือ “การเขียนหนังสือราชการ” สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยจึงได้มอบหมายให้กองการเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดพิมพ์ “หนังสือการเขียนหนังสือติดต่อราชการและธุรกิจ” โดยขอความอนุเคราะห์ลิขสิทธิ์ของท่านอาจารย์ประวีณ ณ นคร เลขาธิการ ก.พ. คนที่ 3 เพื่อเป็น “คู่มือเล่มแรก” หรือ “ตำราเล่มแรก” สำหรับข้าราชการบรรจุใหม่ และนิสิตนักศึกษาที่ฝึกงานสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย เพราะการทำงานทุกคนต้องมีแบบแผนที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้มีความรู้และประสบการณ์การทำงาน เพราะไม่ว่าจะงานราชการหรือเอกชน จะทำหน้าที่อะไร อาชีพอะไร เราต้องรู้จักหลักในการเขียนหนังสือเพื่อติดต่อราชการ ให้สามารถสื่อสารได้อย่างชัดเจน ครบถ้วน กระชับ ได้ใจความ แต่ไม่ว่าหนังสือจะดีอย่างไร ภูมิปัญญาของผู้ที่ผ่านประสบการณ์ หรือผู้เชี่ยวชาญจะมีมากแค่ไหน ก็จะไม่เกิดประโยชน์ถ้าพวกเราไม่มี “หัวใจนักปราชญ์” อันประกอบด้วย “สุ จิ ปุ ลิ” โดย “สุ” ย่อมาจาก สุตะ คือ การฟัง ฟังในที่นี้คือการรับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานจากหัวหน้างานจากผู้บริหารว่ามีแนวทางในการทำงานอย่างไรมีนโยบายเป็นอย่างไร “จิ” ย่อมาจาก จินตะ คือ การคิด ซึ่งเราควรมีความคิดริเริ่มเมื่อเราได้ฟังมาแล้วว่าเรามีความคิดที่จะทำสิ่งใดบ้างมีความคิดริเริ่มที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีเกิดขึ้น “ปุ” ย่อมาจาก ปุจฉา คือ การถาม เพื่อคลายข้อสงสัย หรือถ้าไม่ต้องการถามเราก็สามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้จากหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ และ “ลิ” ย่อมาจาก ลิขิต คือ การเขียน อันมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การอ่าน การฟัง การคิด จะทำให้เกิดการทบทวน ทำให้เกิด “ความรู้” แต่ความรู้หรือทฤษฎี (Theory) จะถูกแปรเปลี่ยนเป็นการปฏิบัติได้ เราต้องมีการฝึกฝน (Practice) ตัวเอง ด้วยการทดลองทำ ทดลองเขียน ด้วยความอดทน ทุ่มเทในการพัฒนาตนเอง ประการถัดมาที่เป็นหัวใจดวงที่ 2 ของการฝึกงาน นั่นคือ การมีความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (Connection) ทั้งระหว่างเพื่อนร่วมงานที่มาฝึกงานด้วยกัน ระหว่างหัวหน้างานกับตัวเรา และระหว่างเรากับพี่ ๆ ในที่ทำงาน หรือหน่วยงานที่เราได้รับมอบหมายให้ประสานงานระหว่างการฝึกงาน โดยเฉพาะกับพี่ ๆ ที่เราได้ไปฝึกงานด้วยนอกจากจะทำให้เรามีความรู้จากระเบียบ กฎหมายแล้ว ยังจะทำให้เราได้รับ “เคล็ดวิชา” ที่แต่ละท่านได้รับการฝึกฝนแตกต่างกันไป แต่เราในฐานะเด็กฝึกงานก็จะได้รับเคล็ดลับวิชาแบบ fast track จากพี่ ๆ ควบคู่กับความเมตตา ความสนิทสนมกับพี่ ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการทำงานอนาคตต่อไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า ในการทำงาน เรามีลูกพี่ มีลูกน้อง มีเพื่อนร่วมงาน แต่สิ่งที่ขอให้นิสิตนักศึกษาได้พึงระลึกและปฏิบัติอยู่เสมอ ตั้งแต่เป็นเด็กฝึกงานจนกระทั่งไปเป็นข้าราชการ หรือพนักงานเอกชน ภายหลังจบการศึกษา นั่นคือ “หน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ดี” ด้วยการทำให้ผู้บังคับบัญชาทำให้สิ่งที่ดีที่เราอยากให้ทำ  และในแต่ละวัน แต่ละเวลานั้น เราทุกคนมีโอกาสเท่ากัน ถ้าเรามีความรักองค์กร มีความรักหมู่คณะ เราต้องไม่หายใจทิ้งไปวัน ๆ แต่ต้องใช้ทุกโอกาส ทุกเวลา นาที ในการหมั่นศึกษา เรียนรู้ คิดที่จะ Change for Good ด้วย Creative thinking คิดสร้างสรรค์ตลอดเวลา และใช้วิธีการในการแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะ ถ่ายทอด แลกเปลี่ยนแนวความคิด องค์ความรู้กับเพื่อนร่วมงานที่มีความแตกต่างหลากหลายความคิด หลากหลายประสบการณ์ หลากหลายช่วงวัย ด้วยวิธีการที่แนบเนียน เพื่อให้เกิดสิ่งที่ดีที่สุดต่องานของเรา ต่อองค์กรของเรา เพื่อให้เกิด “การทำงานเป็นทีม” เหมือนแขนงไม้ไผ่มัดรวมกัน (Participation + Open mind) ก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “การทำประโยชน์ร่วมกัน” โดยต้องตระหนักเสมอว่า ความรู้ความสามารถของคนคนเดียวจะสู้คนจากหลายหน่วยมารวมกันเป็นแขนงไม้ไผ่ไม่ได้ เพื่อช่วยกันเข็นครกขึ้นภูเขา ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ (impossible) ให้เป็นสิ่งที่ทำได้ I’m Possible เวลามีธุระปรักปรำ หรือมีงานการที่จำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนในทุกที่ ทุกจังหวัด ทุกอำเภอ ไม่ว่าเราไปที่ไหนก็มีแต่เพื่อนฝูง พี่น้อง ที่พร้อมให้การสนับสนุน (Support) ดังนั้น การมาฝึกงานที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่สำคัญที่นิสิตคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ทั้ง 10 คนจะต้องทำความรู้จักกัน ต้องรักกัน มีการแลกเปลี่ยนวิธีคิด วัฒนธรรมการทำงาน การเรียนรู้ (Cross culture) ร่วมกัน ทั้งนี้ ในการฝึกงานที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นนี้ หรือแม้แต่การทำงานในอนาคต ถ้าเราไปเจอเพื่อนร่วมงานหรือผู้บังคับบัญชาที่ดี เราก็จะได้เป็นคนที่ดี มีความสามารถเหมือนกับเขา แต่ถ้าเราไปเจอผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อนร่วมงานที่มีพฤติกรรมไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เช่น มัวเมาลุ่มหลงในอบายมุข ดื่มสุรายาเมาเป็นนิจศีลจนเป็นนิสัยเป็นวิถีชีวิต เราก็ต้องหนีห่าง อย่างมืออาชีพ เพราะสุภาษิตไทยสอนไว้แล้วว่า “คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” เราสามารถคบพวกเขาได้ ทำงานด้วยได้ แต่ไม่ใกล้ชิดจนกลายเป็นเนื้อเดียวกับเขา และถ้าเรามีโอกาสในการสนับสนุนคนดีให้ได้เลื่อนระดับ หรือให้ได้รับความไว้วางใจในการทำงาน ขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 6 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี วันที่ 11 ธันวาคม 2512 ใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า “….ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้…” มาเป็นหลักชัยในการทำงาน

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งของชีวิตการทำงานของคนทุกคน มันเป็นเหมือนกับเนื้อเพลง “ต้องสู้จึงจะชนะ” ที่ว่า …สามสิบลิขิตฟ้า เจ็ดสิบต้องฝ่าฟัน ต้อง “สู้” ต้องสู้จึงจะ ชนะ… เราจึงต้องไม่ตกอยู่ในความประมาท เพราะจะมีสิ่งเหนือความคาดหมายเกิดขึ้นได้ ด้วยการมีสติ ไม่ประมาท ใช้ชีวิตแบบมีหลักการ มีคุณธรรม ไม่ไปเลียนแบบหรือทำตามสิ่งที่ไม่ดีให้กับชีวิต เราจึงจะสามารถ “ครองตน” ได้ดี ในส่วนของการ “ครองงาน” เราสามารถคิดริเริ่มให้งานมีมาตรฐาน ประสบความสำเร็จ เพื่อให้เกิดการพัฒนางาน แต่จะทำให้สำเร็จได้ “ใจต้องมาก่อน” และต้องมีจิตอาสา มีทัศนคติที่ดี มีความอยากที่จะช่วยปรับปรุงองค์กร ปรับปรุงงาน ช่วยค้นหาปัญหาและเสนอแนะแนวทางในการพัฒนางาน เป็น Change Agent ที่ไม่นิ่งดูดายที่จะแก้ไขและพัฒนาให้งานและองค์กรดีขึ้น ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเพียรพยายามกระตุ้นเตือนให้คนในสังคมตระหนักและให้ความสำคัญ ดังโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” และในเรื่องการ “ครองคน” เมื่อเราเป็นเด็ก เราต้องมีสัมมาคารวะ มีวิธีการในการทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่มีหลากหลายช่วงวัย หลากหลายประสบการณ์ มีมารยาทที่ดี มีกาลเทศะ มีอัธยาศัยดีงาม มีน้ำจิตน้ำใจ เพื่อความสมบูรณ์ของชีวิตในการเป็นที่รัก “หัวใจสำคัญที่สุดของความสำเร็จหรือความล้มเหลวอยู่ที่คน” ความสำเร็จต้องเกิดจากคนมีทัศนคติ (Attitude) ที่เป็นบวก และอุดมการณ์ (Passion) ที่ดี ตามมาด้วยองค์ความรู้ (Knowledge) และความสามารถ (Ability) ที่เกิดจากคนหลายคนที่สามารถรวมทีมทำงานจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสิ่งสำคัญอยู่ที่ “คน”ความสำเร็จต้องเกิดจากคนมีทัศนคติ (Attitude) ที่เป็นบวก และอุดมการณ์ (Passion) ที่ดี ตามมาด้วยองค์ความรู้ (Knowledge) และความสามารถ (Ability) ที่เกิดจากคนหลายคนที่สามารถรวมทีมทำงานจนประสบความสำเร็จได้ (Success = attitude × knowledge x ability) เราต้องอย่ารีรอ เราต้องอ่านหนังสือ ร้องเพลง ฟังเพลง เพื่อจรรโลง พัฒนาบุคลิกภาพ พัฒนาจิตใจ พัฒนา attitude รู้จักเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ไหว้พระ อ่านหนังสือวรรณกรรมเด็กเยาวชน เพื่อทำให้เราเป็นคนที่สมบูรณ์ เพื่อทำให้การฝึกงาน ณ สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยตลอดห้วงเวลาที่กำหนดนี้ ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยที่ได้พัฒนาตนเองเพื่อสร้างคุณค่าให้กับประเทศไทย และภาคภูมิใจในความเป็นสมาชิกของสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย การฝึกงานที่นี่จะทำให้ทุกคนได้ทั้งการทำงานและการทำบุญ เพราะกระทรวงมหาดไทยมีอายุยืนยาวนานมาถึง 132 ปี และขับเคลื่อนงานภารกิจ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน เพื่อทำให้คนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“การฝึกงานของน้อง ๆ ทั้ง 10 คน นอกจากฝึกที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังจะได้ไปเรียนรู้ประสบการณ์กรมในสังกัดอีกทั้ง 6 กรม คือ กรมการปกครอง กรมการพัฒนาชุมชน กรมที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และ 6 หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ คือ การประปาส่วนภูมิภาค การประปานครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค การไฟฟ้านครหลวง องค์การตลาด และองค์การจัดการน้ำเสีย เพื่อทำให้น้อง ๆ รู้จักต้นไม้ของกระทรวงมหาดไทยอย่างละนิด อย่างละหน่อย อันจะทำให้เห็นป่าของกระทรวงมหาดไทย (MOI Forest) ที่มีภารกิจและอำนาจหน้าที่ครอบคลุมทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เป็นกระทรวงหลักของฝ่ายพลเรือนในการทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและประชาชนให้เกิดความผาสุกอย่างยั่งยืนสืบไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

– 006

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/808480

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย'สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี'

ปลัด มท.เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯถวาย’สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินี’

วันอังคาร ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 14.57 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567

วันนี้ (4 มิ.ย. 67) เวลา 07.30 น.ที่กองทัพภาคที่ 1 ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เชิญเครื่องราชสักการะและพานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน ไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 ที่บริเวณพลับพลาพิธี พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต โดยมี ผู้แทนส่วนราชการระดับกระทรวง ห้างร้าน และประชาชนทุกหมู่เหล่า ร่วมในพิธี โอกาสนี้ นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทยด้านบริหาร นายพุทธพงษ์ สุริยะสิงห์ ผู้อำนวยการกองคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นายมรกต ศรีตูมแก้ว รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองกลาง สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธีด้วย

โอกาสนี้ พลอากาศเอก สถิตย์พงษ์ สุขวิมล เลขาธิการพระราชวัง ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นผู้รับเครื่องราชสักการะ ประกอบด้วย ต้นไม้ทอง ต้นไม้เงิน พานพุ่มทอง พานพุ่มเงิน และพานกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ จากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้แทนส่วนราชการ ห้างร้าน และประชาชนทุกหมู่เหล่า เพื่อเชิญไปทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ด้วยพระราชปณิธานที่มุ่งมั่นในการสนองพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยการทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการ ปฏิบัติงานถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยพระวิริยอุตสาหะ และความจงรักภักดี ทั้งงานในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลากหลายสาขาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง อาทิ การส่งเสริมการใช้ผ้าไทย การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม เป็นอาทิ แม้ในยามที่ประเทศไทยกำลังประสบสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้พระราชทานหน้ากากผ้า รวมถึงเวชภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย และใช้ในการป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงให้ความสำคัญในการส่งเสริมการดูแลเด็กไทยและเด็กทั่วโลก ซึ่งสะท้อนเป็นที่ประจักษ์ผ่านการเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการสัมมนา Child Protection Summit, Bangkok 2024 ณ องค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย ซึ่งพระราชกรณียกิจต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนนำมาซึ่งความปลื้มปีติ ความตื้นตัน และขวัญกำลังใจอันสูงยิ่งของพวกเราคนไทยทุกคน

“เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2567 ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ขอพระราชทานพระราชานุญาต ถวายพระพรชัยมงคล ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล ตลอดจนพระเทวานุภาพแห่งพระสยามเทวาธิราช และพระบรมเดชานุภาพแห่งสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาลประทานชัยมงคลให้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เจริญด้วยจตุรพิธพรชัย ทรงพระเกษมสำราญ มีพระชนมายุยิ่งยืนนาน พระเกียรติคุณแผ่ไพศาลทั่วทิศานุทิศ สถิตเป็นมิ่งขวัญร่มเกล้าของปวงพสกนิกรชาวไทยตลอดกาลนิรันดร์” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเน้นย้ำ

– 006