สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803259

สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

สอศ.กำชับสถานศึกษา รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.39 น.

“สอศ.”กำชับสถานศึกษา ตามข้อห่วงใย”รมว.ศธ.” รับมือภัยร้อน-พายุฝน พร้อมดูแลทันทีหากเกิดเหตุรุนแรง

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ช่วงเดือนพฤษภาคมอาจเกิดสถานการณ์พายุฤดูร้อน เกิดฝนตกหนัก ฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัด ขอให้สถานศึกษาระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง หรือใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุจากสิ่งของหรือสิ่งปลูกสร้างร่วงหล่นใส่จนได้รับอันตราย รวมถึงการดูแลตนเองในช่วงจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด อาจเกิดการเจ็บป่วยจากโรคลมแดด หรือโรคฮีตสโตรก (Heat stroke) ได้ และไม่ประมาทจากการทำงาน โดยหลีกเลี่ยงทำกิจกรรมกลางแดดร้อนจัดและพื้นที่แออัด

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้มีข้อห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิด และให้หน่วยงานในกำกับกำชับ ดูแลสถานศึกษา นักเรียน นักศึกษา รวมถึงครูและบุคลากรทางการศึกษา ทั้งเรื่องของพายุฝน สภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่ง สอศ.ได้รับรายงานเบื้องต้นว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน จึงให้สถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบรายงานความเสียหาย พร้อมสั่งการไปยังสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด (สอจ.) หรือจังหวัดใกล้เคียง เข้าตรวจสอบพื้นที่พร้อมจัดศูนย์อาชีวะอาสา (Fix it Center) ออกให้ดูแลในเบื้องต้น และรายงานมายัง สอศ.และได้กำชับให้สถานศึกษาดำเนินการในเบื้องต้น ดังนี้

1.ตรวจความพร้อมและความปลอดภัยของอาคาร สถานที่ในสถานศึกษาให้มีความพร้อมในการใช้งาน 2.เฝ้าระวังและติดตามสถาณการณ์ การแจ้งเตือนจากกรมอุตุนิยมวิทยา หรือจากหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง เพื่อเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ 3.แจ้งสถานการณ์พายุฤดูร้อนไปยังนักเรียน นักศึกษา และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมและเฝ้าระวัง 4.เตรียมความพร้อมรับมือเพื่อป้องกันเหตุที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น เบอร์โทรศัพท์หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อเกิดเหตุ จัดชุดเฝ้าระวังหรืออุปกรณ์แจ้งเตือนต่างๆ พร้อมรายงานผู้บังคับบัญชาทันทีเมื่อมีเหตุ 5.พิจารณาการจัดเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆ กรณีที่มีสถานการณ์พายุฤดูร้อน สภาพอากาศร้อนจัดหรือมีเหตุอาจส่งผลกระทบถึงนักเรียน นักศึกษา และสถานศึกษา เช่น ปรับการจัดการเรียนเป็นแบบ Online 6.แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อสำรวจความเสียหายของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติขึ้น และให้การดูแลสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบในเบื้องต้น เช่น จัดหาสถานที่ในการดูแล

ทั้งนี้ หากมีเหตุเกิดขึ้นในสถานศึกษาให้สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดทั่วประเทศดูแลสถานศึกษา หรือเกิดรุนแรงแจ้งประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การเข้าช่วยเหลือและดูแลได้ทันท่วงที พร้อมติดตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเพิ่มช่องทางการประสานงาน ระหว่างหน่วยงานและบุคลากร เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ก่อนเปิดภาคเรียนที่จะถึง และรายงานมายัง สอศ.เพื่อดำเนินการต่อไปได้ทันที

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803258

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

ศธ.เผย ครม.เห็นชอบเดินหน้าศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.35 น.

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.ได้เห็นชอบการดำเนินโครงการศูนย์การเรียนสำหรับเด็กป่วยในโรงพยาบาล ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจะจัดครูอัตราจ้างไปให้ความรู้กับเด็กที่ป่วยและรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ โดย ครม.เห็นชอบให้ทำเป็นโครงการระยะยาว จากเดิมที่เป็นโครงการระยะ 5 ปี เนื่องจากการดำเนินการที่ผ่านมา 5 ปี ถือว่าได้ผลดีและมีประโยชน์ ดังนั้น ศธ.จึงเสนอ ครม.ว่าจะขอทำโครงการนี้ในระยะยาวไปเลย ซึ่งสำนักงบประมาณก็เห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการสอน แต่ก็มีบางหน่วยงานมองว่าต้องมีการทำวิเคราะห์ วิจัย ก่อน แต่ตนคิดว่าโครงการนี้คงเลิกไม่ได้ต้องทำต่อไปในระยะยาว โดยเราได้เสนอของบประมาณและจ้างครูไปดำเนินการตามเดิม คือ 151 คน อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นก็อาจจะเสนอขออัตราสำหรับโครงการนี้เพิ่มก็ได้

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการได้นำข้อเสนอแนะของวุฒิสภาเกี่ยวกับการนำระบบดิจิทัลเพื่อการศึกษาให้ที่ประชุม ครม.รับทราบ ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการขับเคลื่อนในการนำระบบไอทีและระบบดิจิทัลมาใช้กับการเรียนการสอนต่างๆ อยู่แล้ว เช่น การจัดทำแพลตฟอร์ม เพราะกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในเรื่องการศึกษา ซึ่ง ครม.ก็ได้รับทราบแล้ว และหลังจากนี้กระทรวงศึกษาธิการจะแจ้งให้ทาง สว.รับทราบต่อไป

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off สุขาดี มีความสุข

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803153

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off  สุขาดี มีความสุข

เสมา 1 ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off สุขาดี มีความสุข

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 09.14 น.

“เสมา 1” ปลื้ม สพฐ. ยกระดับสุขอนามัยนักเรียน เปิดกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 ณ โรงเรียนวัดเมตารางค์ จังหวัดปทุมธานี พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยมี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายพิษณุ พลธี ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วยผู้อำนวยการสำนักของ สพฐ. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรม การติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting 

โอกาสนี้ ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ได้ลงพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ในทุกภูมิภาค จำนวน 5 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนวัดหนองน้ำส้ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จุดที่ 2 นายเชิดศักดิ์ โภคกุลกานนท์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านสร้างถ่อ จังหวัดอุบลราชธานี  จุดที่ 3 นายวิศรุต ปู่เพ็ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกิจกรรมที่โรงเรียนบ้านร่องแซง จังหวัดขอนแก่น จุดที่ 4 โรงเรียนอนุบาลพิจิตร จังหวัดพิจิตร  และจุดที่ 5 โรงเรียนวัดธารน้ำไหล จังหวัดสุราษฎร์ธานี

พลตำรวจเอก เพิ่มพูน กล่าวว่า ตามที่ตนได้สื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” ไปยังทุกเขตพื้นที่ รวมถึงได้แจ้งในการประชุมเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้สถานศึกษาได้ดำเนินการเตรียมความพร้อมการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดทำโครงการ “สุขาดี มีความสุข” เพื่อพัฒนาและปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียนในสังกัด ให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย พร้อมทั้งปลูกฝังให้นักเรียนรู้จักการใช้ บำรุง ดูแล และรักษาห้องน้ำอย่างถูกวิธี เพื่อจะได้มีห้องน้ำโรงเรียนที่ถูกสุขลักษณะ เสริมสร้างความปลอดภัยต่อสุขอนามัยที่ดีของนักเรียน ส่งผลให้เรียนดี มีความสุข ไปพร้อมกัน

 “จากการสำรวจความคิดเห็นของนักเรียน ว่ามีความต้องการให้ปรับปรุงเรื่องใดภายในโรงเรียน และผลการสำรวจส่วนใหญ่ พบว่า นอกจากได้เรียนในห้องเรียนที่ดี มีบรรยากาศที่สร้างสรรค์กับครูผู้สอนแล้ว สิ่งที่นักเรียนต้องการมากที่สุด คือ ให้มีการปรับปรุงห้องน้ำ สพฐ. จึงนำความต้องการของนักเรียนมาดำเนินโครงการ “สุขาดี มีความสุข” โดยมอบหมายให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ. ทุกแห่งทั่วประเทศ สำรวจห้องน้ำ ปรับปรุงซ่อมแซม ให้ห้องน้ำของทุกโรงเรียนสะอาด สะดวก สบาย ถูกสุขลักษณะ สวยงาม ซึ่งในวันนี้ทุกโรงเรียนได้ดำเนินการปรับปรุงห้องน้ำแล้วเสร็จ จึงมีกิจกรรม Kick Off ติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” พร้อมใช้รองรับในการเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 ในวันที่ 16 พฤษภาคมนี้” รมว.ศธ. กล่าว

ทางด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเพิ่มเติมว่า ตามที่ได้รับมอบหมายจาก ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. มอบนโยบายการปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 นี้ สพฐ. ได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 80 คน จำนวน 9,698 โรงเรียน โรงเรียนละ 10,000 บาท รวมใช้งบประมาณ 97 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนทั่วไปใช้เงินรายได้ของสถานศึกษา หรือเงินอื่นๆ ที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้ ซึ่งผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ทั่วประเทศ ได้มีการลงพื้นที่กำกับติดตามและช่วยเหลือโรงเรียนในการปรับปรุงห้องน้ำ มีการถ่ายภาพก่อนและหลังการปรับปรุงส่งมาให้ สพฐ. ด้วย โดยได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ต่อไปห้องน้ำของโรงเรียน มีสุขภัณฑ์ โถส้วม โถปัสสาวะ อ่างล้างมือ ที่สะอาดถูกสุขลักษณะ, ประตู ช่องระบายอากาศ อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานและมีความปลอดภัย, ระบบน้ำประปา ให้เพียงพอ, ระบบไฟฟ้า ไฟแสงสว่างภายในเพียงพอและปลอดภัย, ทาสีห้องน้ำ จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกให้เหมาะสมถูกสุขลักษณะ ซึ่งครูและนักเรียนจะใช้ห้องน้ำร่วมกัน ก็จะระวังเรื่องความสะอาดมากขึ้น และสามารถลดการที่เด็กทำเรื่องไม่เหมาะสมในห้องน้ำได้ เพราะครูอาจจะ
เข้าไปพบเจอได้

“ทั้งนี้ หลังจาก Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ในทุกโรงเรียนทั่วประเทศแล้ว สพฐ. จะมอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง มีการประเมินติดตามผลเป็นระยะ เพื่อให้ห้องน้ำของโรงเรียนอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สะอาด สะดวก สบาย ถูกสุขลักษณะ สวยงาม ตามเป้าหมายของโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เนรมิต‘ห้องน้ำ’! ศธ.จัดงบให้ 9,698 โรงเรียนปรับปรุง หวังนร.มีสุขภาพกาย-จิตดี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/803056

เนรมิต‘ห้องน้ำ’! ศธ.จัดงบให้ 9,698 โรงเรียนปรับปรุง หวังนร.มีสุขภาพกาย-จิตดี

เนรมิต‘ห้องน้ำ’! ศธ.จัดงบให้ 9,698 โรงเรียนปรับปรุง หวังนร.มีสุขภาพกาย-จิตดี

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.44 น.

‘สุรศักดิ์’เปิดกิจกรรม Kick Off ‘สุขาดี มีความสุข’ จัดงบให้ 9,698 โรงเรียน ปรับปรุง‘ห้องน้ำ’ หวังส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพกาย-สุขภาพจิตที่ดี

6 พฤษภาคม 2567 นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รมช.ศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)  เป็นประธานพิธีเปิดโครงการ​ “Kick Off​ สุขาดี มีความสุข” ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ณ โรงเรียนวัดหนองน้ำส้ม (เจียนวิทยาคาร) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) พระนครศรีอยุธยา เขต 1​ พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม การติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ซึ่งมี​ พล.ต.อ.เพิ่มพูน​ ชิดชอบ​ รมว.ศธ.​ เป็นประธาน​ และมี​ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ลงพื้นที่เพื่อร่วมกิจกรรม Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ในทุกภูมิภาค​ โดยมี​​นายนพ ชีวานันท์​ เลขานุการ​ รมว.ศธ.​ , นางกัลยา มาลัย ผอ.สพป.พระนครศรีอยุธยา เขต 1 , ผู้บริหารสถานศึกษา , ผู้อำนวยการกลุ่ม , ครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัด สพป.พระนครศรีอยุธยาเขต 1 ร่วมเปิดโครงการ

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเป็นประธาน และกล่าวเปิดโครงการ​ Kick Off “สุขาดี มีความสุข” ของโรงเรียนวัดหนองน้ำส้ม (เจียนวิทยาคาร) พร้อมเข้าร่วมกิจกรรมการติดป้ายโลโก้ “สุขาดี มีความสุข” ทุกโรงเรียนพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting ซึ่งมี​ พล.ต.อ.เพิ่มพูน​ ชิดชอบ​ รมว.ศธ.​ เป็นประธาน​ในวันนี้

ทั้งนี้ ตามที่ได้รับฟังการกล่าวรายงานโครงการ และวัตถุประสงค์ของโครงการ “สุขาดี มีความสุข” นั้น พบว่า​ สพฐ. มีความตระหนักและให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาโดยตลอด จึงได้มีการจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาในการปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน ในปีการศึกษา 2567 ซึ่ง สพฐ. ได้จัดสรรงบประมาณในการปรับปรุงให้แก่โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 80 คน จำนวน 9,698 โรงเรียน โรงเรียนละ 10,000 บาท รวมใช้งบประมาณ 97 ล้านบาท ส่วนโรงเรียนทั่วไปใช้เงินรายได้ของสถานศึกษา หรือเงินอื่นๆ ที่โรงเรียนสามารถบริหารจัดการได้  โดยใช้ข้อมูล ณ วันที่ 10 พฤศจิกายน 2566 

ทั้งนี้ ให้สถานศึกษาได้ใช้จ่ายปรับปรุง ซ่อมแซม ห้องน้ำนักเรียน ให้มีสุขภัณฑ์ โถส้วม โถปัสสาวะ อ่างล้างมือที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ มีประตู ช่องระบายอากาศ ที่อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน มีระบบน้ำประปาที่เพียงพอ มีระบบไฟฟ้า มีแสงสว่าง มีความปลอดภัย ทาสีห้องน้ำ จัดสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกให้เหมาะสมถูกสุขลักษณะ ตามแนวทางการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ ประเภทเงินเพื่อประโยชน์การศึกษา โครงการ “สุขาดี มีความสุข” ของ สพฐ.

“​ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการ “สุขาดี มีความสุข” ระดับเขตพื้นที่การศึกษานี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้นักเรียนของเรามีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี พร้อมทั้งสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข​ มีคุณภาพ ตามนโยบายและจุดเน้น ปีงบประมาณ 2567 – 2568 ของ สพฐ. อันจะส่งผลให้นักเรียน “เรียนดี มีความสุข” นายสุรศักดิ์ กล่าว

จากนั้นนายสุรศักดิ์ เดินทางไปยังโรงเรียนหนองน้ำส้มวิทยา​คม สังกัด​ สพม.พระนครศรีอยุธยา​เพื่อเปิดโครงการ​ Kick Off​ “สุขาดี มีความสุข”ด้วย  ///-005

สกู๊ปแนวหน้า : มองรายงาน‘สถานบันเทิงครบวงจร’ 2ด้าน‘บวก-ลบ’หากไทยจะมี‘กาสิโน’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802903

สกู๊ปแนวหน้า : มองรายงาน‘สถานบันเทิงครบวงจร’ 2ด้าน‘บวก-ลบ’หากไทยจะมี‘กาสิโน’

สกู๊ปแนวหน้า : มองรายงาน‘สถานบันเทิงครบวงจร’ 2ด้าน‘บวก-ลบ’หากไทยจะมี‘กาสิโน’

วันจันทร์ ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“ความเห็นไม่ตรงกัน..การพนันจึงเกิดขึ้น” เป็นคำพูดเชิงตลกขบขันว่าด้วยสังคมไทยที่อะไรๆ ก็สามารถหยิบยกถึงมาเล่นการพนันเดิมพันทรัพย์สินกันได้ อีกทั้งกิตติศัพท์ความเป็นนักพนันของชนชาติไทยก็ขึ้นชื่อมาตั้งแต่โบราณ อาทิ บันทึกของ ลาลูแบร์ ทูตฝรั่งเศสที่เข้ามาเยือนอาณาจักรอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ได้บรรยายไว้ตอนหนึ่งว่า “ชาวสยามรักเล่นการพนันเสียเหลือเกิน จนกระทั่งฉิบหายขายตนเองหรือไม่ก็ลูกเมียให้เป็นทาส” สะท้อนอุปนิสัยของชาวไทย (หรือสยาม) ในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี

และแม้ในเวลาต่อมา รัฐไทยสมัยใหม่ (นับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) จะยกเลิกการอนุญาตให้เปิดบ่อนการพนันอันเป็นหนึ่งในรายได้สำคัญของรัฐมาตลอดผ่านกลไก “นายอากรบ่อนเบี้ย” โดยทยอยลดจำนวนบ่อนลงตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเชื่อมโยงกับนโยบายเลิกระบบทาส กระทั่งบ่อนทั้งหมดถูกยกเลิกได้อย่างสมบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 6 รวมถึงภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รัฐบาลก็ได้มีการออก พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 มาบังคับใช้

แต่ในทางปฏิบัติจวบจนถึงปัจจุบัน เป็นที่ทราบกันดีว่าบ่อนการพนันยังคงดำรงอยู่ในสังคมไทย ข่าวการบุกทลายบ่อนใหญ่บ้างเล็กบ้างมักมาพร้อมกับข้อสังเกตว่าบ่อนเหล่านี้เปิดและดำรงอยู่มาเป็นเวลานานพอสมควรได้อย่างไรทั้งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งก็หนีไม่พ้นข้อครหาเรื่อง “ส่วย”ที่คนทำบ่อนจ่ายให้เจ้าหน้าที่รัฐแลกกับการเอาหูไปนา-เอาตาไปไร่ นอกจากนั้นเมื่อการเดินทางสะดวกขึ้น ประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจ ก็ใช้บ่อนการพนัน หรือ “กาสิโน” ดึงดูดเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยว ทำให้มีชาวไทยขนเงินข้ามแดนไปเล่นการพนันกันเป็นจำนวนมาก

จากสถานการณ์ข้างต้น จึงมีความพยายามฟื้นการเปิดบ่อนการพนันถูกกฎหมายขึ้นมาในประเทศไทยอีกครั้ง แต่ไม่ใช่เน้นไปที่ตัวบ่อนหรือกาสิโนโดยตรง หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของ“เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (EntertainmentComplex)” หรือสถานบันเทิงครบวงจร ที่ล่าสุดช่วงก่อนปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญประจําปีครั้งที่สอง รายงานผลการศึกษาเรื่องนี้ได้ผ่านการรับรองจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 28 มี.ค. 2567 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบรายงานฉบับดังกล่าว ในวันที่ 9 เม.ย. 2567

รายงานฉบับนี้ซึ่งมีชื่อเต็มว่า “รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ” จัดทำโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร มีสาระสำคัญ ดังนี้ 1.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่ได้มีแต่กาสิโน โดยกาสิโนจะเป็นพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งสถานบันเทิงครบวงจรที่ว่านี้ ยังมีในส่วนของโรงแรมระดับ 5 ดาว ศูนย์การประชุม ศูนย์จัดแสดงสินค้า สวนสนุก ร้านอาหาร เป็นต้น

“เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่และเพิ่มเติมรายได้เข้าประเทศ ในขณะเดียวกัน สถานบันเทิงครบวงจรจะเป็นการนำธุรกิจกาสิโนเข้ามาอยู่ในระบบอย่างมีมาตรฐานภายใต้การควบคุมของกฎหมาย และมีการจัดเก็บรายได้และภาษีอย่างถูกต้องรัฐยังสามารถใช้รายได้ที่จัดเก็บจากสถานบันเทิงครบวงจรเพื่อเยียวยาปัญหาการเสพติดการพนัน พัฒนาสังคมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ และปราบปรามการพนันผิดกฎหมายที่กระทบต่อชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน” รายงานระบุ

2.ตัวอย่างที่น่าสนใจจากหลายประเทศ หนึ่งในต้นแบบที่สำคัญคือ “สิงคโปร์” ที่พบว่าการมีสถานบันเทิงครบวงจรช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ อาทิ สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของประเทศประมาณร้อยละ 2 คิดเป็นมูลค่ากว่า 240,000 ล้านบาท นอกจากนั้นยังดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้กว่า 300,000 ล้านบาท มีการจ้างงานที่มีรายได้สูงมากกว่า 20,000 ตำแหน่ง และการเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยวมากกว่าร้อยละ 47 เมื่อเทียบกับช่วงที่ยังไม่มีสถานบันเทิงครบวงจร

เช่นเดียวกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจผิดกฎหมายและปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้อง การมีสถานบันเทิงครบวงจรในสิงคโปร์ ทำให้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการพนันมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น การพนันผิดกฎหมายได้ลดลงจากร้อยละ 2.1 ในปี 2548 เป็นร้อยละ 1.4 ในปี 2554 และเหลือเพียงร้อยละ 0.2 ในปี 2563 รวมถึงปัญหาการเสพติดการพนัน (Gambling Addiction) ก็ลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งการนำธุรกิจกาสิโนเข้าระบบอย่างมีมาตรฐานภายใต้การควบคุมของกฎหมาย ทำให้รัฐบาลสิงคโปร์สามารถจัดเก็บภาษีและนำเงินเข้ากองทุนเพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบได้

สิงคโปร์มีการตั้งหน่วยงาน Gambling Regulatory Authority of Singapore (GRA) มีอำนาจออกใบอนุญาตประกอบกิจการกาสิโนกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงพื้นที่ที่อนุญาตให้ประกอบกิจการกาสิโน รวมไปถึงการกำกับดูแลเช่น ตรวจสอบผู้ได้รับใบอนุญาตว่ายังคงสามารถดำเนินกิจการได้ต่อไปหรือไม่ กำหนดให้คนที่จะเข้าไปทำงานบางตำแหน่งในกาสิโนต้องได้รับใบอนุญาตและห้ามผู้ประกอบการจ้างบุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตทำงานในบางตำแหน่งที่กำหนดไว้ดังกล่าว การห้ามผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะเข้าไปใช้บริการ การแก้ไขปัญหาเสพติดการพนัน เป็นต้น

นอกจากสิงคโปร์แล้ว รายงานยังกล่าวถึงอีกหลายตัวอย่าง เช่น “มาเลเซีย” โดยมี The Genting Highlands of Pahang เป็นกาสิโนเพียงแห่งเดียวที่รัฐบาลมาเลเซียอนุญาตให้เปิดมีกฎระเบียบที่เข้มงวด คือ ผู้เล่นต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่อนุญาตให้ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเข้าไปเล่นการพนัน ทั้งนี้ ธุรกิจการพนันในมาเลเซียดำเนินการ บริหารโดยบริษัทเอกชน ภายใต้กฎหมายการพนัน 8 ฉบับ โดยกาสิโนเกนติ้ง มีการเปิดบริการในรูปแบบของ Integrated Resort เป็นรีสอร์ทแบบครบวงจร มีโรงแรม สวนสนุก ห้างสรรพสินค้า โรงหนัง และกาสิโน

“สปป.ลาว” อนุญาตให้เปิดกาสิโนได้เฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเท่านั้น สถานกาสิโนที่เปิดบนพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษทั้งหมด เป็นรูปแบบ Integrated Resort หรือเป็นสถานบริการครบวงจร มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวใน สปป.ลาว อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตว่า แม้จะมีกฎหมายห้ามชาวลาวเข้าไปเล่นการพนัน แต่ในทางปฏิบัติมีปัญหาด้านประสิทธิภาพการบังคับใช้ “เขตบริหารพิเศษมาเก๊า (จีน)” เศรษฐกิจพึ่งพาท่องเที่ยวและกาสิโนโดยมีสัดส่วนประมานร้อยละ 50 ของ GDPโดยรัฐจะใช้วิธีการให้สัมปทานแก่ผู้ประกอบการ

“ญี่ปุ่น” มีการออกกฎหมาย 2 ฉบับ คือกฎหมาย Act on Promotion of Development of Specified Integrated Resort Districts (Act No. 115 of December 26, 2016) ในปี 2559 เพื่อกำหนดหลักการพื้นฐานในการส่งเสริมนโยบายการพัฒนาพื้นที่สำหรับจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร ประกอบไปด้วย กาสิโนศูนย์ประชุม สถานที่สันทนาการ สถานที่จัดการแสดง ที่อยู่อาศัย และสถานที่อื่นใดที่มีผลต่อการส่งเสริมและพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยภาคเอกชน แต่ในส่วนของการกำหนดสถานที่ตั้งนั้นจะเป็นอำนาจของภาครัฐ

โดยต้องคำนึงถึงหลักการพื้นฐานของการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ ศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมตลาดการท่องเที่ยวความเข้มแข็งของภาคเอกชน รวมถึงประโยชน์ในทางเศรษฐกิจที่ภูมิภาคนั้นจะได้รับ ตลอดจนการจัดสรรผลกำไรจากธุรกิจกาสิโนที่จะตอบแทนสู่สังคม และที่สำคัญการประกอบธุรกิจกาสิโนจะต้องอยู่ในการควบคุมและกำกับดูแลโดยรัฐ ภายใต้การกำหนดมาตรการที่เหมาะสม และกฎหมาย Act on Development of Specified Integrated Resort Districts (Act No. 80 of July 27, 2018) ในปี 2561 แยกออกเป็น 2 ส่วน

คือ ส่วนแรกเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร (Specified Integrated Resort) และอีกส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้งและกำกับดูแลสถานกาสิโน ซึ่งในส่วนของกาสิโน ได้ขยายความหมายของ Specified Integrated Resort ว่าให้หมายความรวมถึงกลุ่มของสถานที่ที่ประกอบด้วยกาสิโนและสถานที่อื่นๆ ซึ่งก่อตั้งและดำเนินการเช่นเดียวกันโดยผู้ประกอบธุรกิจเอกชน เช่น สถานที่จัดประชุมนานาชาติ สถานที่จัดงานแสดงสินค้า สถานที่ซึ่งใช้ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวและใช้ในการแสดงศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี และสถานที่อื่นๆ ตามคณะรัฐมนตรีกำหนด เป็นต้น

3.ผลที่อาจเกิดขึ้นหากอนุญาตให้มีสถานที่เล่นการพนันถูกกฎหมายในประเทศไทย ซึ่งมีทั้ง 2 ด้าน แบ่งเป็น “ผลประโยชน์เชิงบวก” ที่คาดว่าจะได้รับ อาทิ ทำให้สามารถควบคุมหรือกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบางประเภทที่มีผลกระทบต่อประชาชนในภาพรวมได้ดีขึ้น เช่น ธุรกิจกาสิโน หรือการเล่นพนันถูกกฎหมาย ทำให้ประชาชนหันไปพึ่งพาการพนันที่ผิดกฎหมายน้อยลง เป็นการลดภาระของเจ้าหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามตามกฎหมาย

การช่วยลดปัญหาผู้มีอิทธิพล และลดปัญหาเงินตรารั่วไหลจากการที่ประชาชนนำเงินออกไปเล่นการพนันนอกประเทศ รวมถึงช่วยลดภาระด้านงบประมาณของประเทศที่ใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ ทำให้อัตราการว่างงานของคนในพื้นที่ลดน้อยลง มีการเพิ่มอัตราการจ้างงาน ส่งผลให้ในภาพรวมประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความสามารถในการใช้จ่ายมากขึ้นทั้งในด้านการอุปโภค-บริโภค

รวมทั้งทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อรองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรในพื้นที่ อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี และรัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ทั้งจากค่าธรรมเนียม ค่าการอนุมัติ อนุญาต และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้ต่อไป

ประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ ที่มีการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร อันได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน ในแง่ของผลดีจะเกิดการจ้างงานชั่วคราว (Part-time) ให้กับเด็กและเยาวชนในครอบครัวยากจนและขาดโอกาสให้มีงานทำ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ ในกรณีเป็นสถานบันเทิงขนาดใหญ่สามารถเกิดการจ้างงานคนพิการตามกฎหมาย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบางดังกล่าวได้ ตลอดจนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในพื้นที่

ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัว ที่สมาชิกไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกไปหางานทำในพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งและการใช้ความรุนแรงในครอบครัวลงได้ในระดับหนึ่ง เกิดการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะเฉพาะด้านในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อรองรับตลาดแรงงานฝีมือที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในสถานบันเทิงครบวงจร อาทิ หลักสูตรการบริหารจัดการในธุรกิจเฉพาะด้าน หลักสูตรการเป็นผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจกาสิโน หรือในธุรกิจบริการด้านอื่นๆ ในสถานบันเทิงนั้น เป็นต้น

แต่ก็มี “ผลกระทบเชิงลบ” ที่ต้องระมัดระวัง อาทิ อาจเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย การกู้ยืมเงินนอกระบบ การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์ทั้งทางแรงงานและทางเพศ ตลอดจนการค้าสินค้าหนีภาษี และเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชั่น รวมถึงทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตของประชาชนเสื่อมโทรม ทำให้รัฐต้องเสียประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้จากการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าวรวมถึงสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

หากรัฐไม่มีมาตรการควบคุมการเข้าใช้สถานบันเทิงครบวงจร และสถานกาสิโนอย่างเข้มงวดรัดกุมพอ อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม เช่น ปัญหาการฉ้อโกง ปล้น ลักทรัพย์ รวมถึงการก่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ ตลอดจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสถาบันครอบครัว และความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ตามมาได้ หรือหากประชาชนเข้าไปใช้บริการในสถานบันเทิงแบบครบวงจรจนติดเป็นนิสัย อาจทำให้ไม่มีเงินหลงเหลือพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต

หรือทรัพย์สินร่อยหลอลงจนเกิดเป็นปัญหาทางการเงินและการประกอบอาชีพ ซึ่งส่งผลสะท้อนกลับมายังภาครัฐในการแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน นอกจากนั้น การสร้างสถานบันเทิงแบบครบวงจร (และ/หรือกาสิโน) จะต้องมีการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ เพราะต้องประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงอาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่จะก่อสร้าง เช่น การตัดไม้ทำลายป่า มลภาวะจากฝุ่นละออง

รวมถึงมลพิษตามแหล่งน้ำจากสิ่งปฏิกูลมูลฝอย และสารเคมีที่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ สำหรับใช้อุปโภคและบริโภค ส่วนการเปิดใช้สถานบันเทิงครบวงจรหรือกาสิโนดังกล่าว อาจมีปัญหาเรื่องมลภาวะทางเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนจากการแสดงดนตรี การเปิดเพลงเสียงดังของสถานบันเทิง การรวมกลุ่มมั่วสุม การดื่มสุรา ซึ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนและความปลอดภัยของประชาชนหรือผู้สูงอายุและ กลุ่มผู้เปราะบาง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ที่ต่างอาศัยในเขตพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานบันเทิงครบวงจร

สถานบันเทิงครบวงจรอาจกลายเป็นศูนย์รวมอบายมุขและแหล่งอาชญากรรม โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน เช่น ทำให้ไม่สนใจการเรียน ขาดเรียนบ่อย และผลการเรียนตกต่ำ รวมถึงปัญหาเรื่องสุขภาพของเด็กวัยเรียนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติด เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพจิตตามมา

รวมถึงผลกระทบทางอ้อมอันเนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาเอาใจใส่หรือส่งเสริมสนับสนุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านความคิด อารมณ์ และการเรียนรู้ ของเด็กและเยาวชนได้ ไปจนถึงอาจเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับประชาชน จากการเห็นคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขในสถานบันเทิงครบวงจร หรือเล่นการพนันในกาสิโนได้ มีเงินใช้จ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือย จนเกิดการเอาอย่างขึ้น รวมถึงสร้างนิสัยเกียจคร้านในกิจการงานอย่างอื่น ไม่สนใจจะประกอบอาชีพตามอย่างที่สุจริตชนทั่วไปพึงทำ

ทั้งนี้ ในวันที่ 9 เม.ย. 2567 ที่ ครม. รับทราบคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร ยังมีข้อสรุปให้กระทรวงการคลังไปศึกษาความเป็นไปได้ และนำกลับมาเสนอต่อ ครม. ภายใน 30 วัน (คาดว่าประมาณวันที่ 9 พ.ค. 2567)!!!

หมายเหตุ : อ่าน “รายงานผลการพิจารณาศึกษา เรื่อง ศึกษาการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ” ฉบับเต็ม ได้ที่ https://pis.parliament.go.th/PARFileDownloadProxy/download?s=2oD9r1NHOHqSHgwDMDUS8vNwfdU3U5NMZlYAVizbBcn7e1EiU13vPJRT0ATtRnYc11HrVKL_0B0XBuKPan25Dx_1H7rrP9m0ZAVOeJ6HDHDj1GsJDFMIourKHUTFeJdRJdAutiAuyfY5tdiOWZn7ai6ppMo8urgS4gw=&ref=4997762&n=1

เริ่มแล้ว!!! การแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802924

เริ่มแล้ว!!! การแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21

เริ่มแล้ว!!! การแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 21.11 น.

เริ่มแล้ว! การแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21 MWIT เจ้าภาพจัดการแข่งขันเต็มที่พร้อมลดก๊าซเรือนกระจกจากการแข่งขันให้เหลือศูนย์ (Carbon Neutral) มีนักเรียนระดับ ม.ต้น และม.ปลายจากศูนย์  สอวน. 12 ศูนย์ทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ศาสตราจารย์บุญรักษา สุนทรธรรม ประธานกรรมการวิชาดาราศาสตร์ มูลนิธิ สอวน. เป็นประธานเปิดการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21 ซึ่งโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ได้รับเกียรติจากมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษาในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) ให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน ระหว่างวันที่ 5 – 10 พฤษภาคม 2567 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยได้รับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ เย็นใจ สมวิเชียร กรรมการและเหรัญญิก มูลนิธิ สอวน. ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ดร.พินิติ รตะนานุกูล กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิ สอวน. ดร.พรชัย อินทร์ฉาย รองผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิรามาศ โกมลจินดา หัวหน้ากรรมการวิชาการสำหรับการแข่งขันภาคทฤษฎีและวิเคราะห์ข้อมูล พร้อมด้วย กรรมการกลางการแข่งขัน นักเรียนและอาจารย์ผู้ควบคุมทีม ครูสังเกตการณ์ และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิดการแข่งขัน

ศาสตราจารย์บุญรักษา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานเปิดการแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21 โดยมีศูนย์ สอวน. มหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดงานในครั้งนี้ โดยผลการแข่งขันนี้ จะคัดเลือกผู้แทนไปสู่การแข่งขันดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างวันที่ 3 – 10 ตุลาคม 2567 ณ เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ระหว่างวันที่ 17 – 27 สิงหาคม 2567 ณ เมืองรีโอเดจาเนโร ประเทศบราซิล ระดับละ 5 คน

“อยากให้นักเรียนทุกคนตั้งใจอย่างเต็มที่ มุ่งมั่นเพื่อที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไปแข่งขันในระดับนานาชาติ สำหรับคนที่อาจจะไม่ได้รับรางวัล ผมว่าอันนี้เป็นเรื่องที่ดีมากเลย เราจะได้พัฒนาความรู้ทางด้านฟิสิกส์ ทางด้านดาราศาสตร์ ทำให้การรู้ของเรามีอย่างลึกซึ้ง กว้างขวาง ทำให้การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของไทยเราเป็นไปด้วยความยั่งยืน”

ด้าน ดร.วรวรงค์ รักเรืองเดช ผู้อำนวยการโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงการแข่งขัน ว่า การแข่งขันดาราศาสตร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 21 นับเป็นครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนมหิดลฯได้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน หลังจากที่เราจัดการแข่งขัน ครั้งที่ 9 ไปเมื่อปี พ.ศ.2555 โดยครั้งนี้ มีนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันทั้งสิ้น 130 คน เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 66 คน และตอนปลาย 64 คน จากศูนย์ สอวน. 12 ศูนย์ทั่วประเทศ พร้อมด้วยอาจารย์ผู้ควบคุมทีมของแต่ละศูนย์ จำนวน 54 คน

“การแข่งขันมีทั้งในภาควิเคราะห์ข้อมูล ภาคทฤษฎี และภาคสังเกตการณ์ โดยที่การแข่งขันภาคสังเกตการณ์จะเดินทางไปจัดที่หอดูดาวเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการสังเกตการณ์ท้องฟ้าจริงในภาคกลางคืน และภาคกลางวัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมทัศนศึกษา กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ และงานเลี้ยงสังสรรค์เตรียมไว้ให้นักเรียน เรามีไฮไลท์ของกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ในการตระหนักถึงผลกระทบของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดสภาวะโลกร้อน ดังนั้น นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันจะได้ร่วมกันคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมที่จัดขึ้นในงานทั้งหมด โดยครั้งนี้ เรามี บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ให้การสนับสนุนกิจกรรม และบริจาคคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้งานนี้เราได้ฉลากคาร์บอนนิวทรัล (Carbon Neutral) และถือว่าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นโรงเรียนแรกของประเทศไทย ที่สามารถจัดงานให้มีคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ได้” ดร.วรวรงค์  ผอ.MWIT กล่าว

– 006

เหล่าทัพ พร้อมใจยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802781

เหล่าทัพ พร้อมใจยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล

เหล่าทัพ พร้อมใจยิงสลุตหลวง 21 นัด เฉลิมพระเกียรติฯ เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล

วันเสาร์ ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 16.03 น.

วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 เวลา 12.00 น. เหล่าทัพได้ทำการยิงสลุตหลวงจำนวน 21 นัดเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉัตรมงคล กองทัพบก โดย กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ กระทำการยิงสลุตหลวงเฉลิมพระเกียรติ ณ บริเวณท้องสนามหลวง

กองทัพเรือ โดยกองพันทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน ยิงสลุตหลวง ด้วยปืนใหญ่ขนาด 76/40 มิลลิเมตร ณ ป้อมวิไชยประสิทธิ์ ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร

ทางด้านกองทัพอากาศ โดย กรมทหารต่อสู้อากาศยานรักษาพระองค์ หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน ทำการสลุตหลวงหลวงเฉลิมพระเกีรยรติที่อุทยานการบิน กองทัพอากาศ ดอนเมือง
สำหรับการยิงสลุต ถือเป็นธรรมเนียมที่ทุกประเทศทั่วโลก ได้ยึดถือสืบทอดกันมาแต่ครั้งโบราณ เพื่อเป็นการแสดงความเคารพให้แก่ชาติ หรือธง หรือบุคคล โดยยิงปืนใหญ่ด้วยดินดำ หรือดินไม่มีควัน มีจำนวนนัดเป็นเกณฑ์ตามควรแก่เกียรติ หรือสิ่งที่ควรรับความเคารพ

ทั้งนี้ วันฉัตรมงคล 4 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันที่ปวงพสกนิกรชาวไทย ต่างน้อมรำลึกในการครบรอบปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับพระบรมราชาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย โดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งในรัชกาลปัจจุบัน วันฉัตรมงคล ถูกกำหนดวันขึ้นตามวันบรมราชาภิเษก ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นเมื่อวันที่ 4 – 6 พฤษภาคม 2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ จัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562 ดังนั้น วันฉัตรมงคลในปัจจุบัน จึงตรงกับวันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปี
 

‘BEST Thailand’เดินหน้าลงนาม MOU ‘มศว’ ผ่านความร่วมมือสหกิจศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้-ทักษะวิชาชีพ ตอบตลาดงาน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802560

'BEST Thailand'เดินหน้าลงนาม MOU 'มศว' ผ่านความร่วมมือสหกิจศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้-ทักษะวิชาชีพ ตอบตลาดงาน

‘BEST Thailand’เดินหน้าลงนาม MOU ‘มศว’ ผ่านความร่วมมือสหกิจศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้-ทักษะวิชาชีพ ตอบตลาดงาน

วันศุกร์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.06 น.

BEST Thailand เดินหน้าลงนาม MOU “มศว” ผ่านความร่วมมือสหกิจศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้-ทักษะวิชาชีพ ตอบตลาดงาน

เบสท์ ประเทศไทย ได้ลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) มีวัตถุประสงค์หลักในการเสริมทักษะในการปฏิบัติงานจริงให้แก่นิสิตตามโครงการสหกิจศึกษา ในปี 2567 นี้ เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตสามารถพัฒนาทักษะในสายงานวิชาชีพจริง สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

นอกจากนี้ เบสท์ ประเทศไทย ในฐานะผู้ให้บริการธุรกิจขนส่งโลจิสติกส์ชั้นนำของไทย ยังพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจในการส่งต่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านโลจิสติกส์ กับมศว ในฐานะสถาบันการศึกษาชั้นนำของประเทศไทย และเดินหน้าความร่วมมืออื่นๆที่เกี่ยวข้องในอนาคตต่อไป

‘วุฒิสภา’จัดงานสานสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย-จีน

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802357

'วุฒิสภา'จัดงานสานสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย-จีน

‘วุฒิสภา’จัดงานสานสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. ณ ห้องจัดเลี้ยง 102 – 104 ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่งริมแม่น้ำเจ้าพระยา) สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ร่วมกับ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย จัดงานสานสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมไทย – จีน “เจตนารมณ์และคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาตะวันออก” โดยมี ศาสตราจารย์พิเศษพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา นายหาน จื้อเฉียง (H.E. Mr. Han Zhiqiang) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมด้วย นางพิกุลแก้ว ไกรฤกษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานคณะกรรมาธิการปกครองท้องถิ่น ในฐานะอดีตประธานกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา ไทย –จีน นางอภิรดี ตันตราภรณ์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และการอุตสาหกรรม นางฉวีรัตน์ เกษตรสุนทร รองประธานคณะกรรมการธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรม และสมาชิกวุฒิสภา นางสาวนภาภรณ์ ใจสัจจะ เลขาธิการวุฒิสภา และผู้บริหารของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เข้าร่วม

ศาสตราจารย์พิเศษ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานวุฒิสภา กล่าวสุนทรพจน์ หัวข้อ “ความสัมพันธ์ไทย-จีน ในกรอบนิติบัญญัติ” ตอนหนึ่งว่า ราชอาณาจักรไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์มาอย่างยาวนาน ครอบคลุมทุกระดับและทุกมิติ นับแต่มีการสถาปนาความสัมพันธ์ระหว่างกัน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2518 ไทยและจีนมีความใกล้ชิดและแน่นแฟ้นในระดับดียิ่งมาโดยตลอด ปัจจุบันทั้งสองประเทศเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านและมุ่งสู่วาระการเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ในปี 2568 สำหรับความสัมพันธ์ด้านนิติบัญญัติวุฒิสภาไทยและจีนมีความใกล้ชิด และความร่วมมือกันเป็นอย่างดีมาโดยตลอด และมีส่วนสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์ และความร่วมมือของทั้งสองประเทศ โดยผ่านกลไกการจัดตั้งกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภา การประชุมในองค์การรัฐสภาระหว่างประเทศ รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างประธานขององค์กรนิติบัญญัติและคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐสภาทั้งสองประเทศอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ให้การต้อนรับกันเป็นอย่างดี ตลอดจนได้นำความรู้จากการเยือนและหารือทวิภาคีร่วมกัน กลับมาพัฒนาการดำเนินงานให้เกิดประโยชน์ต่อฝ่ายนิติบัญญัติและต่อประเทศ

โอกาสนี้ ประธานวุฒิสภา และเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามระหว่างสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย และ นายหว่าง หยิ่น นักวิจัยคัมภีร์ “หวงตี้เน่ยจิง” ในการอนุญาตให้ตีพิมพ์หนังสือ “ภูมิปัญญาหวงตี้เน่ยจิง” ฉบับภาษาไทย และจำหน่ายในประเทศไทยอีกด้วย

– 006

‘ไพศาล พืชมงคล’เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระเครื่องของผอ.ฟ้า เผยมีพระสมเด็จกว่า 100 หีบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802330

‘ไพศาล พืชมงคล’เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระเครื่องของผอ.ฟ้า เผยมีพระสมเด็จกว่า 100 หีบ

‘ไพศาล พืชมงคล’เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระเครื่องของผอ.ฟ้า เผยมีพระสมเด็จกว่า 100 หีบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 13.30 น.

‘ไพศาล พืชมงคล’เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระเครื่องของผอ.ฟ้า เผยมีพระสมเด็จกว่า 100 หีบ

2 พฤษภาคม 2567 นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) อุปนายกและเลขาธิการสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน  เข้าเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์พระสมเด็จที่สถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี โดย มีนางสาวพรทิพา สุพัฒนุกูล หรือผอ.ฟ้า ผู้อำนวยการสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวี และเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์พระสมเด็จ กรุสมบัติสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พฺรหฺมรํสี) ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์จะมีพระสมเด็จหลากหลายพิมพ์ อายุหลายร้อยปีและยังมีพระเครื่อง พระบูชาอีกมากมาย

เมื่อนายไพศาล ได้เข้าเยี่ยมชมพระสมเด็จรุ่นต่างๆถึงกับตกตะลึง ไม่คิดว่าที่แห่งนี้จะมีพระสมเด็จสายวังมากที่สุด เท่าที่เคยไปเยี่ยมชมมา และยังให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติการสร้างพระสมเด็จวังหน้า,วังหลัง,และอื่นๆอีกด้วย

นายไพศาล พืชมงคล ได้โพสต์ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ Paisal Puechmongkol ว่า เมื่อวานช่วงเที่ยง ได้ไปรับประทานอาหารและเยี่ยมชม สถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวีของคุณฟ้า ซึ่งรู้จักมักคุ้นกันมาร่วม 20 ปีแล้ว แต่ไม่เคยทราบมาก่อนว่า ที่นี่เป็นคลังมหาสมบัติพระเครื่องที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย เป็นพระสายวัง ซึ่งคุณฟ้าได้รับตกทอดมาโดยทางมรดก และได้ทำหน้าที่ดูแลรักษาทรัพย์มรดกนี้ เป็นอย่างดียิ่ง ได้จัดเก็บรักษาและดูแลอย่างเป็นระบบระเบียบยิ่ง ท่านผู้อำนวยการฟ้าได้เล่าให้ฟังว่า ไม่ได้คิดปฏิบัติในเชิงพาณิชย์หรือเพื่อค้าขายพระแต่อย่างใด แต่ได้นำพระที่ได้รับมรดกนี้ มอบทำบุญให้แก่วัดวาอารามต่างๆ ที่กำลังก่อสร้างหรือบูรณะศาสนสถาน แต่ปัจจัยไม่พอ เพื่อนำพระไปให้ ประชาชนทำบุญ นำเงินมาบำรุง สร้างศาสนสถานให้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์ มีวัดกว่า 100 วัดมาขอรับพระ ไปให้เช่า เพื่อนำเงินไปสร้างบูรณะศาสนสถานของวัดมาแล้ว และจะยังปฏิบัติต่อไป เพราะมีพระอยู่อีกมากมายเป็นคลังมหาสมบัติใหญ่ที่สุดอีกคลังหนึ่ง เท่าที่เคยเห็นในประเทศไทย และเป็นคลังมหาสมบัติขนาดใหญ่พอๆกับที่จังหวัดสงขลาของท่านอาจารย์ยอด

ท่านผู้อำนวยการฟ้าได้นำพระสมเด็จสายวังมาให้ชม มากมายโดยส่องกล้องขยาย 1,500 เท่า ได้เห็นความสวยงาม และความวิจิตรพิสดารตลอดจนพุทธศิลป์ ที่งดงามอย่างยิ่ง ของพระสายวัง ทำให้เกิดความเคารพ ในความคิดและความพยายามของคนยุคโบราณ ที่สร้างพระสายวังอย่างวิจิตรพิสดาร มีความงดงามอย่างยิ่ง เฉพาะมวลสารก็มีมากมายหลายชนิด แบบพิมพ์ต่างๆก็มากมาย ผมได้ใช้โปรแกรมemocam ตรวจวัดพระพุทธคุณให้ท่านผู้อำนวยการฟ้าชม เป็นที่ฉลองศรัทธา โดยท่านผู้อำนวยการฟ้าให้ชมพระสมเด็จวังหน้ารุ่นเนื้อทองคำดอกบัวชุดเบญจภาคีหลายแบบ ซึ่งมีพุทธศิลป์ที่สวยงามอย่างยิ่ง และบางแบบก็ไม่เคยรู้ไม่เคยเห็นมาก่อน จึงทำให้เข้าใจคติ โบราณที่ว่า คนเรานั้น ถึงจะรู้มากเท่าใด ความรู้นั้นก็ยังน้อยกว่าความไม่รู้ ว่าช่างเป็นความจริงแท้ ก็นึกนับถือน้ำใจคุณฟ้า ที่ต้องรับภาระในการดูแลรักษาพระสมเด็จสายวังจำนวนมากมายมหาศาล ก็ได้บอกว่า การที่มีพระมาอยู่จำนวนมากนั้นต้องถือว่าเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง แต่ขณะเดียวกันก็ต้องถือว่าเป็นกรรมหนักด้วย เพราะต้องมีหน้าที่ดูแลรักษา เพื่อให้พระไปถึงมือคนดี หรือเพื่อให้คนดีได้มีพระปกป้องคุ้มครองก็จะเป็นการสร้างบุญกุศลเพิ่มขึ้น และถือโอกาสนี้เล่าเรื่อง กำเนิดพระสมเด็จวังหน้าซึ่งเป็นการเริ่มต้นการสร้างพระสายวังครั้งแรก ให้ผู้อำนวยการฟ้าฟัง เพื่อนำออกเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ฟ้าให้ทีวีด้วย ในระหว่างชมพระครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่หนุ่มๆของสถานีทีวีคนหนึ่ง มาเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีได้นำพระแบบต่างๆมาให้ชมจำนวนมาก ได้สังเกตเห็นมีภาวะจิตที่นิ่งมาก แปลกกว่าเด็กหนุ่มทั่วไปก็ได้ถามว่าสนใจเรียนวิชาอาคมหรือปฏิบัติกรรมฐานบ้างหรือไม่ เจ้าหนุ่มก็ตอบว่าสนใจเรียนคาถาอาคมมากแต่ยังหาอาจารย์สอนไม่ได้ ขณะนี้ เรียนกรรมฐานอยู่กับพระอาจารย์ ก็ถามว่าเรียนกรรมฐานอะไร ก็อึดอัดตอบไม่ได้ แต่ฟังดูแล้วก็เป็นการเรียนในแนวอานาปานสติ จึงได้ถือโอกาส บอกกรรมฐานอานาปานสติ ตั้งแต่ขั้นเริ่มต้น และขั้นกายานุปัสสนาสติปัฏฐานพร้อมอธิบายให้เข้าใจ และได้แนะนำให้ตั้งใจฝึกฝน เมื่อถึงภาวะหนึ่งแล้วก็จะมาสอนคาถาอาคมให้เจ้าเด็กหนุ่มก็ขอบใจเอาพระมาให้ดูจำนวนมาก และขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ด้วย

ขณะเดียวกัน ผอ.ฟ้า ได้มอบพระสมเด็จวัดระฆัง หลากหลายพิมพ์ ให้กับ อ.ไพศาล โดย อ.ไพศาล กล่าวว่า เดิมทีตนเองกับ คุณฟ้า รู้จักกันมานานกว่า 20 ปี แต่ไม่คิดว่า คุณฟ้า จะมีความเกี่ยวข้องและมีพระสมเด็จมากมายขนาดนี้ มาถึงวันนี้กล่าวได้ว่า เท่าที่ได้มาชมและเห็นในบอกได้เลยว่าคุณฟ้า มีพระสมเด็จสายวังมากที่สุดเท่าที่เคยเห็นมา ปกติถ้าผมรู้ว่าใครมีพระสมเด็จสายวัง ก็พยายามไปแสดงความเคารพ ไปขอชม เกือบทั้งหมด ล่าสุดคุณพายัพ ชินวัตร ผมก็ไปชมบ้านท่านมาแล้ว ท่านก็มีประมาณ 10-20 หีบ แต่ถ้าเทียบจำนวนแล้วยังน้อยกว่าคุณฟ้ามาก แต่ท่านก็ให้ความสำคัญเกี่ยวกับพระสมเด็จสายวังมากคนหนึ่งของประเทศไทย และก็ขอชื่นชมท่านไว้ ณ.ที่นี้ด้วย