ศธ.เปิดลงทะเบียน‘อาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ ฟรี!’

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802317

ศธ.เปิดลงทะเบียน‘อาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ ฟรี!’

ศธ.เปิดลงทะเบียน‘อาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ ฟรี!’

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 12.38 น.

ศธ.เปิดลงทะเบียน”อาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ ฟรี!” พร้อมคำแนะนำวิธีการดูแลแอร์ ลดภาระในครัวเรือนให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวในงานแถลงข่าว ว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดโครงการอาชีวะล้างแอร์ เฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ดำเนินกิจกรรมล้างแอร์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงฤดูร้อน ลดภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือน และประหยัดพลังงานไฟฟ้าของประเทศ โดยมีนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ออกให้บริการในพื้นที่สาธารณะ เช่น วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และสถานที่ต่าง ๆที่ประชาชนได้ขอรับบริการ พร้อมให้ข้อมูลความรู้พื้นฐาน แนะนำการดูแล บำรุงรักษา

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า จึงอยากเชิญชวนประชาชนลงทะเบียนใช้บริการล้างแอร์ ในกิจกรรมอาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ ฟรี! ได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 เป็นต้นไป ทาง http://www.vec.go.th , Facebook : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ QR Code (ตามแนบ) เพื่อลดการใช้พลังงาน สร้างอากาศสะอาด และได้รับการดูแลรักษาแอร์ในครัวเรือนให้มีสภาพใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดคุณภาพอากาศที่ดีภายในบ้าน ลดปัญหาสุขภาพโดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับทางเดินหายใจ ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายและส่งผลให้เกิดการประหยัดพลังงานในภาพรวมของประเทศด้วย เพราะการล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ได้อย่างน้อย 10% นอกเหนือจากประชาชนจะได้รับบริการล้างแอร์ ฟรี จากนักศึกษาอาชีวะแล้ว น้องๆ ยังได้พัฒนาทักษะและเพิ่มประสบการณ์วิชาชีพ ด้วยการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง เพิ่มศักยภาพตนเอง เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนาประเทศ เป็น “อาชีวะฝีมือชน คนสร้างชาติ” ต่อไป

ด้าน นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า กิจกรรมอาชีวะคลายร้อนทั่วไทย ร่วมใจล้างแอร์ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อฝึกทักษะให้กับผู้เรียน โดยตั้งเป้าล้างแอร์ 7,200 เครื่องทั่วประเทศในกลุ่มเป้าหมาย โดยจะเริ่มคิกออฟตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.นี้ เป็นต้นไป

– 006

ศธ.เผย ‘โรงเรียนคุณภาพ’ ครบ 901 อำเภอทั่วประเทศ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802159

ศธ.เผย ‘โรงเรียนคุณภาพ’ ครบ 901 อำเภอทั่วประเทศ

ศธ.เผย ‘โรงเรียนคุณภาพ’ ครบ 901 อำเภอทั่วประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผย ความคืบหน้าการขับเคลื่อนโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ว่า ตนได้หารือการขับเคลื่อนโครงการ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ โดยร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาการจัดการศึกษาของโรงเรียนต่างๆ และเตรียมลงนามความร่วมมือ กับโรงเรียนคอนเน็กซ์อีดี และโรงเรียนร่วมพัฒนา หรือ partter ship school เพื่อพัฒนาให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ รวมถึงจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่มีความพร้อมและอยากมีส่วนร่วมในการพัฒนาการศึกษาเข้ามาช่วยเติมเต็มในส่วนต่างๆ ที่นอกเหนือจากงบประมาณ โดยมีเป้าหมายว่า ปี 2567 นี้ พยายามจะพัฒนาให้มีโรงเรียนคุณภาพทั้งหมด 901 แห่ง/อำเภอ จากอำเภอทั่วประเทศที่มีทั้งหมด 932 แห่ง

“สาเหตุที่ไม่สามารถจัดทำโรงเรียนคุณภาพได้ครบทั้ง 932 อำเภอ ทั่วประเทศ เพราะบางอำเภอไม่มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหากอำเภอ/จังหวัดใด สามารถดำเนินการได้มากกว่า 1 แห่ง ก็ขอให้พิจารณา เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพฯ เขต 1 เท่าที่ดูสามารถพัฒนาให้เป็นโรงเรียนคุณภาพได้ทั้งหมด ก็ให้เร่งดำเนินการ ส่วน สพม.กรุงเทพฯ เขต 2 ยังสามารถดำเนินการได้เพียงบางแห่ง เพราะบางโรงเรียนยังมีมาตรฐานไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ก็ขอให้พยายามปรับ โดยมีโจทย์สำคัญ คือ โรงเรียนคุณภาพจะต้องมีมาตรฐานสู้กับโรงเรียนเอกชนได้ และทำอย่างไรให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนโรงเรียนรัฐเพิ่มมากขึ้น” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ส่วนการจัดสรรงบประมาณนั้น เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ได้จัดท็อปอัพให้มากกว่าโรงเรียนอื่นๆ เพราะโรงเรียนที่ได้รับคัดเลือกให้เป็นโรงเรียนคุณภาพ ถือว่าเป็นโรงเรียนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ส่วนที่จะเติมเต็มให้คือการดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้มากขึ้นโดยจะมีการจัดทำแพลตฟอร์มให้ภาคเอกชน สามารถเข้าไปเลือกให้การสนับสนุนการพัฒนาการจัดการศึกษาในโรงเรียนต่างๆ ได้

สพฐ.ออกมาตรการแก้ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก ปี’67

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802161

สพฐ.ออกมาตรการแก้ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก ปี’67

สพฐ.ออกมาตรการแก้ปัญหาอาหารกลางวันเด็ก ปี’67

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผย ถึงการดำเนินโครงการอาหารกลางวันปีการศึกษา 2567 ว่า ในปีงบประมาณ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณโครงการอาหารกลางวัน รวมกว่า 2.5 พันล้านบาท จัดสรรให้โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) กรุงเทพมหานคร สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อลดภาระผู้ปกครอง และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจะมีนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาทุกสังกัด ได้รับอาหารกลางวัน จำนวน 575,983 คน

ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน โดยปรับปรุงคู่มือการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ประจำปี 2567 ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางดำเนินการอาหารกลางวันได้อย่างถูกต้อง ลดภาระครู รวมถึงให้หน่วยตรวจสอบใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้รับผิดชอบงานโครงการอาหารกลางวันของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด และให้ขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัด เพื่อป้องกันปัญหาการดำเนินงานที่ขัดต่อระเบียบของผู้ปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น

“ที่ผ่านมา สพฐ. ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดทั้งในเมืองและในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แจ้งให้โรงเรียนทราบล่วงหน้า และพบว่าเรื่องที่โรงเรียนอาจปฏิบัติไม่ถูกต้องคือ การจัดซื้อจัดจ้าง ความสะอาดของโรงอาหาร การจัดสำรับอาหาร ปัญหาและอุปสรรคการขนส่งวัตถุดิบอาหารกลางวัน ปัญหาของเด็กเกิดภาวะทุพโภชนาการ และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เป็นต้น จึงได้นำปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานอาหารกลางวัน มาจัดทำเป็นมาตรการ แนวทาง คำแนะนำและคู่มือดังกล่าว พร้อมกันนี้สพฐ. ได้พัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch เพิ่มการเปลี่ยนแปลงรายการเมนูอาหารภายในวัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและสามารถอัปโหลดรูปภาพอาหารแต่ละวันแบบ Online real time ซึ่งจะทำให้โรงเรียนจัดอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ คุ้มค่า เกิดความตระหนัก และใส่ใจในการดำเนินงานอาหารกลางวัน ขณะเดียวกันสำนักงานเขตพื้นที่ฯก็สามารถใช้โปรแกรม Thai School Lunch เข้าไป กำกับ ติดตาม ตรวจสอบความถูกต้องของเมนูอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

นอกจากนี้ สพฐ. ยังได้เตรียมการทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อป้องกันการทุจริตการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ร่วมกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบการดำเนินงานอาหารกลางวันทุกสังกัดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมั่นใจได้ว่าโรงเรียนจะได้รับเงินค่าอาหารกลางวันทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้

CIBA DPU ร่วมพัฒนาทักษะนักศึกษา สร้างตลาดแรงงานสายอาชีพบัญชี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802164

CIBA DPU ร่วมพัฒนาทักษะนักศึกษา สร้างตลาดแรงงานสายอาชีพบัญชี

CIBA DPU ร่วมพัฒนาทักษะนักศึกษา สร้างตลาดแรงงานสายอาชีพบัญชี

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดงาน “สานสัมพันธ์พันธมิตรสถานประกอบการ CWIE” ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อแสดงความขอบคุณและยกย่องสถานประกอบการที่ให้โอกาสแก่นักศึกษาในการฝึกงานและได้รับประสบการณ์จริงจากการทำงาน ภายในงานมีการมอบโล่ที่ระลึกให้แก่ 50 สถานประกอบการต้นแบบ CWIE (Cooperative and Work Integrated Education) พร้อมกันนี้มีกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับโครงการ CWIE, โครงการ Fast Track Program รวมถึงการแนะนำหลักสูตรการบัญชีของวิทยาลัย CIBA ให้แก่ผู้เข้าร่วมงานสำหรับงานในครั้งนี้ได้รับเกียรติจากสถานประกอบการชั้นนำในสายวิชาชีพการบัญชีกว่า 70 แห่ง เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง

ดร.รชฏ ขำบุญ คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดเผยว่า โครงการส่งเสริมการจัดสหกิจศึกษาและการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน (CWIE)มีจุดประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของสถานประกอบการ โดยให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการ โดยให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการคัดเลือกนักศึกษาและให้ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทการทำงาน รวมถึงการจัดการอบรมพิเศษ เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก่อนฝึกงาน ซึ่งแนวทางนี้ช่วยลดปัญหาช่วงรอยต่อและระยะเวลาการปรับตัวของนักศึกษาเมื่อเข้าสู่การทำงาน นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้สถานประกอบการมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้เนื้อหาทันสมัยตรงกับความต้องการตลาดแรงงาน และสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของธุรกิจปัจจุบัน

ดร.อรัญญา นาคหล่อ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักวิชาชีพบัญชีและอาจารย์ประจำหลักสูตรบัญชียุคดิจิทัล วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(DPU) กล่าวว่า นักศึกษาภายใต้โครงการ CWIE มีจุดเด่นเรื่องความพร้อม ในด้านความรู้และทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงความเข้าใจในด้าน Data Flow ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานจริงได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีโครงการ Fast Track Program ที่ให้นักศึกษาเรียนภาคทฤษฎี 2 ปี และฝึกงานภาคปฏิบัติ 1 ปีเพื่อให้ได้ประสบการณ์การทำงานที่ยาวนานขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการในการได้รับนักศึกษาที่มีทักษะและความเชี่ยวชาญสามารถปฏิบัติงานได้อย่างอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญนักศึกษา Fast Track ยังมีโอกาสสูงในการได้รับการจ้างงานหลังจบการศึกษา อย่างไรก็ตามโครงการ CWIE ยังให้ความสำคัญกับการช่วยนักศึกษาค้นหาและวางแผนเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) ซึ่งช่วยให้นักศึกษามีมุมมองในการเลือกสายอาชีพที่ชัดเจนขึ้น การที่นักศึกษาได้ทำงานตรงกับสายงานที่มีความต้องการ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนานักศึกษาให้เป็นบุคลากรมืออาชีพและมีคุณภาพในอนาคต” ดร.รชฏ กล่าวในตอนท้าย

ด้าน นายวัฒนา จันทร์นาคิน ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน บจก.ไอ.เอ.พี.อินเทอร์นอลออดิท กล่าวว่า บริษัทได้รับประโยชน์อย่างมากจากโครงการนี้ เพราะสามารถวางแผนในการรับนักศึกษาเพื่อมาฝึกปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบภายในขององค์กร ซึ่งยังเป็นงานที่ไม่แพร่หลายมากนัก โดยนักศึกษาจะได้สร้างประสบการณ์จริงในการทำงานสายงานดังกล่าว ทำให้ได้เห็นถึงความน่าสนใจ โอกาสในการเจริญก้าวหน้าของสายอาชีพนี้ และเมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษา จะมีโอกาสในการเลือกหรือตัดสินใจอย่างมีข้อมูลรอบด้านว่าจะประกอบอาชีพในสายงานตรวจสอบภายในหรือไม่

นายวัฒนา กล่าวอีกว่า ในการรับสมัครนักศึกษาฝึกงาน บริษัทให้ความสำคัญกับคุณสมบัติและความสนใจของผู้สมัครเป็นหลักในส่วนของนักศึกษาจาก CIBA เป็นกลุ่มเป้าหมายที่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามที่เราต้องการมีจุดเด่นทั้งในด้านความรู้ทางวิชาการและทักษะด้านเทคโนโลยี มีศักยภาพและมีความพร้อมในการปฏิบัติงานจริง ดังนั้นเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน เราจึงเปิดโอกาสการจ้างงานให้นักศึกษากลุ่มนี้ โดยปรับลดขั้นตอนการคัดเลือกบางส่วน พร้อมนับอายุงานตั้งแต่วันแรกของการฝึกงาน และให้สิทธิประโยชน์บางประการด้วย

“ปัจจุบันเทคโนโลยี AI มีบทบาทสำคัญในหลากหลายอาชีพ โดยเฉพาะ Generative AI นักบัญชีสามารถนำมาเป็นเครื่องมือช่วยเหลือสำหรับงานบัญชีและธุรกิจอื่นๆ ได้ AI จะช่วยอำนวยความสะดวกในการสืบค้น วิเคราะห์และนำเสนอข้อมูล และยังไม่ได้มาทดแทนนักบัญชีที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์ได้ ดังนั้น นักบัญชีจึงต้องพัฒนาตนเองให้เท่าทันเทคโนโลยีอยู่เสมอ สำหรับนักศึกษาที่สามารถนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือในการทำงานจะได้รับพิจารณาเป็นพิเศษในการฝึกงานหรือรับเข้าทำงานจากบริษัท” นายวัฒนา กล่าว

ขณะที่ น.ส.สงกรานต์ ยังน้อย กรรมการผู้จัดการบริษัทสำนักงานทองทวีการบัญชีและกฎหมาย กล่าวว่า ได้เข้าร่วมในโครงการ CWIE เป็นปีที่ 3 แล้ว และมีการรับนักศึกษาฝึกงานจากโครงการนี้หลายรุ่นซึ่งนักศึกษาที่ผ่านการฝึกงานส่วนใหญ่จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานประจำของบริษัท ทั้งนี้ ขอชื่นชมความสามารถของนักศึกษาฝึกงานจาก CIBA ในรุ่นปี 2565 เป็นพิเศษ เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทได้รับงานด้านการวางระบบสำหรับโรงแรมและสำนักงานเอง ซึ่งนักศึกษาฝึกงานสามารถนำเสนองานในที่ประชุมและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความสามารถในการเขียน Data Flow ได้ในระดับเทียบเท่ากับพนักงานที่มีประสบการณ์ทำงาน 3 ปี จึงถือได้ว่านักศึกษามีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก ในระหว่างการปฏิบัติงาน ยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ จากนักศึกษาฝึกงาน เช่น การใช้งานโปรแกรม Canva และเทคนิคการนำเสนอ PowerPoint ผ่านโปรแกรม Canva เป็นต้น

น.ส.สงกรานต์ กล่าวด้วยว่า DPUมีจุดเด่นในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณลักษณะ “พร้อมใช้งาน” โดยเฉพาะนักศึกษาในโครงการ CWIE ที่ได้รับการพัฒนาทักษะควบคู่ไปกับการเรียนภาคทฤษฎี จนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ปฏิบัติงานจริงได้ทันทีหลังสำเร็จการศึกษา ซึ่งคุณลักษณะดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานประกอบการต้องการร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในการผลิตบัณฑิต เพราะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจ้างงานบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงและลดระยะเวลาในการปรับตัวของพนักงานใหม่ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายในการสรรหาบุคลากรใหม่

“องค์กรมีการเตรียมความพร้อมในการรองรับการเข้ามาของเทคโนโลยี AI ซึ่งงานบางส่วนอาจนำเครื่องมือ AI เข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน จึงอาจส่งผลให้บทบาทของนักบัญชีในอนาคตเปลี่ยนไปเป็นนักวิเคราะห์และนักวางแผนทางการเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตามตนมองว่าอาชีพบัญชียังคงมีความมั่นคงและไม่ถูกแทนที่ด้วย AI และพร้อมส่งเสริมให้คนที่สนใจเข้ามาศึกษาต่อในสาขาวิชาชีพนี้ เพราะตลาดแรงงานยังขาดแคลนและมีความต้องการสูงอย่างต่อเนื่อง”

สพฐ.พร้อมสนับสนุนขยายผลแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802158

สพฐ.พร้อมสนับสนุนขยายผลแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

สพฐ.พร้อมสนับสนุนขยายผลแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งสมัครใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ“การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 15 ระบุไว้ว่า สถานศึกษามีสิทธิจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือเป็นการจัดการศึกษาที่รวมหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนมีทางเลือกในการเรียนรู้ได้เหมาะสมเป็นรายบุคคล แก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา ซึ่งปัจจุบัน สพฐ. ดูแลเด็กเยาวชนทุกระบบรวมกันราว 6.5 ล้านคนต่อปี ผ่านการทำงานของครูราว 5 แสนคนในโรงเรียน 3.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ การที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้เด็กเยาวชนวัยเรียนซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน ได้เข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึงผ่านการเปิดโอกาสของโรงเรียน

“ในองคาพยพของคนทั่วโลก มีสามโรคที่หมุนวนเป็นวงจรของความด้อยโอกาส คือความเจ็บ ความจน และความไม่รู้ ถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมถึงจน ทำไมถึงเจ็บป่วย หรือทำไมคุณภาพชีวิตของคนยิ่งลดต่ำลงเรื่อยๆ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาไม่มีความรู้เพราะเขายากจน ซึ่งในเรื่องนี้คนในกระทรวงศึกษาฯ จึงกลายเป็นจำเลยสังคม ฉะนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่เราจะมาดูกันว่าตัวแบบของการจัดการศึกษาที่มีทางเลือกและเหมาะสมกับผู้เรียน สามารถทำได้อย่างไร จากการทำงานของสถานศึกษาต้นแบบที่ทำมาก่อน โดยเฉพาะเด็กตกค้างจากระบบการศึกษา ซึ่งสถิติบอกเราว่าช่วงชั้น ม.3 เป็นรอยต่อสำคัญที่มีเด็กหลุดมากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งร่างกายจิตใจยิ่งเด็กเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความพร้อมก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวและว่า

การทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่เขาสนใจ แม้จะเป็นเรื่องการแต่งรถมอเตอร์ไซค์หรือเรื่องใดก็ตามเหล่านี้คือความรู้ คือความชอบความสนใจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ทั้งนั้น การจัดการศึกษา1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะรองรับและส่งเด็กกลุ่มนี้ให้ไปต่อได้ดีขึ้น วันนี้่นอกจากการชื่นชมโรงเรียนที่เป็นต้นแบบแล้ว สพฐ. ยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ มากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้จะช่วยส่งเด็กไปถึงฝั่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพ และนำองค์ความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเขาได้มากที่สุด

“วันนี้เราจะมารับฟังและเรียนรู้ทฤษฎี ก่อนที่หลังจากนี้อยากชวนทุกท่านไปลงพื้นที่ดูโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครพนม เพื่อถอดประสบการณ์ตรงว่า สถานศึกษาต้นแบบแต่ละแห่งมีรูปแบบวิธีการจัดสรรและหางบประมาณ รวมถึงวัดประเมินผลกันอย่างไร แล้วท่านจะมองเห็นโครงสร้างเห็นการจัดทำระบบที่เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย จำแนกกลุ่มเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แล้ววางแนวทางดูแลช่วยเหลือส่งต่อที่เหมาะสม รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานเฉพาะทางต่างๆ เพื่อจะดูแลเด็กให้ครบทุกด้าน ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้จน และไม่ให้ไม่รู้”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีใจอยากเห็นการศึกษาไทยก้าวพ้นไปจากขีดจำกัดเดิม โดยเฉพาะในการตอบโจทย์หมุดหมายที่ 12 ในแผนพัฒนาต้องมีกำลังคนสมรรถนะสูงมุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต โดยการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ ให้เป็นกำลังคนสมรรถนะสูงสอดคล้องกับภาคการผลิต รวมถึงการพยายามที่จะทลายกรอบแนวคิดที่ยังติดอยู่กับ 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งปิดกั้นการศึกษาไทยไว้จากความหลากหลายในการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ท้ายที่สุด สพฐ. พร้อมสนับสนุนทุกท่านที่ตั้งใจมาขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไปด้วยกันวันนี้ เพื่อที่เด็กไทยจะมีความพร้อม มีศักยภาพ และพาประเทศชาติเจริญสืบต่อไป

ด้าน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า “การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล ซึ่งจากข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บูรณาการการทำงานสำรวจเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปี ที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,250,514 คน โดยมองว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้

“เราต้องไม่ลืมว่า การพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตมีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่างๆ อาทิ ต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้น เราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก”

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่า กุญแจสำคัญของการมาพบกันครั้งนี้ คือ ถ้าทุกโรงเรียนมองร่วมกันว่าจะเอาหลักสูตรเป็นตัวตั้ง แล้วคิดทะลุกรอบออกไป ช่วยกันบูรณาการสาระวิชาต่างๆ เข้าไปในกิจวัตรประจำวันหรือภาระงานของผู้เรียน เราจะมีวิธีรับมือกับเด็กทุกกลุ่ม ทุกความเสี่ยง และทุกทางแยกที่เด็กต้องเผชิญในชีวิต

“อย่าลืมว่าเด็กคนหนึ่งเมื่อออกจากโรงเรียน ก็เหมือนถูกผลักไปเป็นปัญหาสังคม แล้วไม่เกินสามเดือนชีวิตจะเข้าสู่วงจรสีเทา อย่างไรก็ตาม งานหนึ่งที่ กสศ. ทดลองทำกับเด็กเยาวชนในสถานพินิจฯ ได้พิสูจน์ว่าถ้าเราออกแบบการศึกษาที่หลากหลายและสอดรับกับความสนใจ การศึกษาจะทำหน้าที่ของมัน เป็นการนำโอกาสเข้าไปช่วยฟื้นฟูเยียวยาเด็กๆ ให้เขารู้สึกมีตัวตนได้รับการยอมรับ แล้วเขาจะพาตัวออกจากวงจรเสี่ยง และกลับมาอยู่บนทิศทางที่เหมาะสมได้อีกครั้ง บทเรียนนี้บอกเราว่า ถ้านำวิธีการนี้ย้อนกลับไปทำที่ต้นทางคือในโรงเรียน ซึ่งตัวกฎหมายเอื้อให้ทำได้ เราอาจลดปัญหาอาชญากรรมเด็ก จิตเวช ยาเสพติด และปัญหาอื่นๆ ในสังคมพร้อมลดจำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้จำนวนมาก

อีกประเด็นต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้คือครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่งให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด รวมถึงครูยังต้องเป็นผู้สื่อสารให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาของบุตรหลาน” กรรมการบริหารกสศ. ระบุ

‘สพฐ.’สั่งเด้งด่วน’ผอ.โรงเรียนดัง’ขอนแก่น สอบเชิงลึกเอี่ยวแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่?

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802257

'สพฐ.'สั่งเด้งด่วน'ผอ.โรงเรียนดัง'ขอนแก่น สอบเชิงลึกเอี่ยวแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่?

‘สพฐ.’สั่งเด้งด่วน’ผอ.โรงเรียนดัง’ขอนแก่น สอบเชิงลึกเอี่ยวแป๊ะเจี๊ยะหรือไม่?

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.59 น.

ด่วน! “ธนุ”สั่งเด้ง ผอ.รร.ดังจังหวัดขอนแก่นเข้า สพฐ.พร้อมสั่งสอบสวนวินัยร้ายแรง รอง.ผอ.รับแป๊ะเจี๊ยะแลกที่นั่งเรียน

เมื่อวันที่ 1 พ.ค.2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้รับรายงานจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น(สพป.ขอนแก่น) เขต1 ว่า สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ช.)เขต4 จังหวัดขอนแก่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองขอนแก่น และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน (บก.สส.)เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.สส.ภ.4  เข้าร่วมจับกุมรองผู้อำนวยการโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งใน จังหวัดขอนแก่น ระหว่างผู้ปกครองนัดหมายจ่ายเงินให้รองผู้อำนวยการโรงเรียนที่เรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียนที่ขอย้ายนักเรียนชั้น ป.3 เข้าไปเรียนระหว่างปีการศึกษา เป็นเงิน จำนวน 20,000 บาท แต่เนื่องจากนักเรียนผ่านเกณฑ์ทดสอบอ่านออกเขียนได้ จึงลดเหลือ 10,000 บาท  ป.ป.ช.เขต 4 และเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงวางแผนเข้าจับกุมขณะผู้ปกครองนำเงินสดมาให้ รองผู้อำนวยการโรงเรียนที่ห้องทำงานส่วนตัว เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับรายงานตนก็ได้สั่งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น(สพป.ขอนแก่น)เขต1 ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงให้แล้วเสร็จภายใน 1 วัน เนื่องจากมีหลักฐานชัดเจน และวันนี้กรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงได้รายงานมาถึงตนแล้วว่าได้กระทำความผิดจริง จึงได้สั่งให้ ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต1 สั่งพักราชการและตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงรองผู้อำนวยการคนดังกล่าวแล้ว ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียนในฐานะผู้บังคับบัญชา ตนก็ให้สั่งย้ายมาสำรองราชการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อสอบสวนเชิงลึกว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้หรือไม่  อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายตามนโยบายของ พลตำรวจเอกเพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ปลัด มท. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 54 ปี เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802149

ปลัด มท. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 54 ปี เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี

ปลัด มท. ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ในพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 54 ปี เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 14.02 น.

ปลัด มท. นำพุทธศาสนิกชนชาวสมุทรสงคราม ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร ในพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 54 ปี พระครูไพศาลกิจจาภรณ์ (สุรเดช, บู้ สุรเตโช) เจ้าคณะตำบลบางช้าง รองเจ้าอาวาสวัดจุฬามณี ณ วัดจุฬามณี อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เวลา 08.00 น. ที่วัดจุฬามณี ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานฝ่ายฆราวาสพิธีเจริญพระพุทธมนต์และทำบุญตักบาตร แด่พระสงฆ์ 55 รูป ในพิธีทำบุญอายุวัฒนมงคล 54 ปี พระครูไพศาลกิจจาภรณ์ (สุรเดช, บู้ สุรเตโช) เจ้าคณะตำบลบางช้าง รองเจ้าอาวาสวัดจุฬามณี โดยได้รับเมตตาจาก พระภาวนาวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมี พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (สมโภช ภทฺทจาโร) เจ้าคณะอำเภออัมพวา เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี และคณะสงฆ์ ร่วมพิธี โอกาสนี้ นายศิริศักดิ์ ศิริมังคะลา ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นายสมชัย เลิศประสิทธิพันธ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายศิริพันธ์ ศรีกงพลี รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ นายรนัสถ์ชัย พุ่มเจริญ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม นางกชนัฑ พัฒนะวิชัย นายอำเภออัมพวา นายกฤษฎี กลิ่นจงกล นายกเทศมนตรีตำบลอัมพวา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และพุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมพิธี

โอกาสนี้ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานฝ่ายฆราวาส จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วถวายเครื่องสักการะแด่พระภาวนาวิสุทธิโสภณ เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม เจ้าอาวาสวัดประดู่ พระอารามหลวง พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (สมโภช ภทฺทจาโร) เจ้าคณะอำเภออัมพวา เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี และพระครูไพศาลกิจจาภรณ์ เจ้าคณะตำบลบางช้าง รองเจ้าอาวาสวัดจุฬามณี จากนั้น เจ้าหน้าที่กล่าวคำบูชาพระรัตนตรัยและอาราธนาศีล ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ถวายเครื่องไทยธรรม กรวดน้ำ รับพร จบแล้วปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและพุทธศาสนิกชน ร่วมถวายจตุปัจจัยไทยธรรม และถวายภัตตาหารเพล กรวดน้ำ รับพร เป็นอันเสร็จพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระครูไพศาลกิจจาภรณ์ (สุรเดช, บู้ สุรเตโช) เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2513 สำเร็จการศึกษา นักธรรมชั้นเอก ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (พธ.บ.) ปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พธ.ม.) มีตำแหน่งทางปกครองเป็น เจ้าคณะตำบลบางช้าง และรองเจ้าอาวาสวัดจุฬามณี ในด้านการศึกษา ท่านเป็นครูสอนนักธรรม นอกจากนี้ พระครูไพศาลกิจจาภรณ์ เป็นพระสังฆาธิการที่ดำเนินกิจการคณะสงฆ์ ตามแนวนโยบายของมหาเถรสมาคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการสาธารณสงเคราะห์ ซึ่งท่านได้ดำเนินการสงเคราะห์ญาติโยมผู้ตกทุกข์ได้ยากในพื้นที่ตำบลบางช้าง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนพื้นที่อื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของสถานการณ์โควิด-19 ท่านได้ให้การดูแลสงเคราะห์ ทั้งญาติโยมและบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยการสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ จนทำให้ในพื้นที่สามารถผ่านพ้นวิกฤตจากโรคระบาดในครั้งนั้นได้

“ในด้านสมณศักดิ์ ปี พ.ศ. 2536 เป็น พระวินัยธรสุรเดช สุรเตโช ฐานานุกรมใน พระครูสมุทรโสภณ เจ้าอาวาสวัดเพชรสมุทร วรวิหาร เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม ปี พ.ศ. 2537 เป็น พระครูสังฆรักษ์สุรเดช สุรเตโช ฐานานุกรมใน พระราชพิพัฒนาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร เจ้าคณะแขวงวัดอรุณ ปี พ.ศ. 2539 เป็น พระครูปลัดสุรเดช สุรเตโช ฐานานุกรมใน พระเทพศีลวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดราชสิทธาราม ราชวรวิหาร เจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่ ปี พ.ศ. 2545 เป็น พระครูปลัดวิสุทธิวัฒน์ (สุรเดช สุรเตโช) ฐานานุกรมใน พระธรรมรัตนวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร เจ้าคณะเขตบางกอกใหญ่ และในปี พ.ศ. 2552 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โปรดพระราชทานสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตร เจ้าคณะตำบล ชั้นเอก ในราชทินนามที่ พระครูไพศาลกิจจาภรณ์” นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติม

ม.อ.มุ่งสู่ World class university ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า พัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าโลก

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/802108

ม.อ.มุ่งสู่ World class university ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า พัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าโลก

ม.อ.มุ่งสู่ World class university ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า พัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าโลก

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 09.45 น.

ม.อ.มุ่งสู่ World class university เดินหน้าขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตื่นตัวเพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน ด้านการเรียนการสอนและการวิจัย เพื่อก้าวขึ้นสู่ความเป็นเลิศระดับสากล ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีวัตถุประสงค์ในการเป็นสถาบันการศึกษาที่มุ่งพัฒนากำลังคนระดับสูงระดับประเทศ สร้างองค์ความรู้นวัตกรรมเพื่อพัฒนาภาคใต้ พัฒนาประเทศ รวมถึงการทำงานให้ได้มาตรฐานระดับสากลเชื่อมต่อกับนานาชาติ โดยเฉพาะยิ่งในภูมิภาคอาเซียน ตามเจตนารมณ์ของ ท่านพันเอก (พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ ผู้ริเริ่มก่อตั้งมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2508 และยังเป็นบุคคลสำคัญในการก่อตั้งประชาคมอาเซียนอีกด้วย ดังนั้นภารกิจหนึ่งที่สำคัญของมหาวิทยาลัยฯ คือ การทำงานระดับนานาชาติเพื่อที่จะสร้างกำลังคนของมหาวิทยาลัยฯให้เป็น Global Citizen และเป็นสมาชิกสมาคมอาเซียนที่มีคุณภาพ ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยฯที่ว่า “การสร้างประโยชน์เพื่อเพื่อนมนุษย์ สร้างคนดีมีคุณภาพ

มีความสามารถ มีจิตอาสาที่จะออกมาดูแลสังคม” ซึ่งถือเป็นคุณค่าที่เป็นสากล เพราะว่าการที่คนคนหนึ่งสามารถคิดถึงคนอื่นได้ไม่เห็นแก่ตัว ถือว่าเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่า สร้างอนาคตให้กับประเทศได้ ในส่วนของยุทธศาสตร์การดำเนินการมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณค่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก ทั้งนี้ทางกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้จัดให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์อยู่ร่วมกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศในกลุ่มที่ 1 ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยฯ ที่มุ่งเน้นการวิจัยระดับแนวหน้าของโลก ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีความสามารถที่จะพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรมควบคู่ไปกับการพัฒนากำลังคนระดับสูง ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และสาขาเฉพาะทางที่มีความชำนาญ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีหลักสูตรมากกว่า 300 หลักสูตร มีวิทยาเขตถึง 5 วิทยาเขตด้วยกัน ได้แก่ วิทยาเขตปัตตานี, หาดใหญ่,  ตรัง, สุราษฎร์ธานี และภูเก็ต  ซึ่งครอบคลุมทั่วภาคใต้

ผศ.ดร.นิวัติ แก้วประดับ กล่าวต่ออีกว่า สำหรับบทบาทของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการพัฒนาภาคใต้ พัฒนาสังคม และพัฒนาประเทศ ซึ่งสิ่งที่มหาวิทยาลัยฯ ภูมิใจ คือ การได้สร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 จนถึงปัจจุบัน มหาวิทยาลัยฯมีศิษย์เก่ามากกว่า 200,000 คน ที่ทำงานอยู่ทั่วภาคใต้ ทั่วประเทศและบางท่านก็อยู่ต่างประเทศ ในขณะเดียวกันในพื้นที่ก็มีสภาพปัญหาสภาพทางภูมิศาสตร์ที่หลากหลาย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็มีบทบาทสำคัญที่จะทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนด้วยความเป็นกลางทางวิชาการเพื่อความจริงใจที่จะถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน ตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลสงขลานครินทร์,โรงพยาบาลทันตกรรม,โครงการที่ดูแลผ่าตัดเด็กเล็กที่ปากแหว่งเพดานโหว่, โครงการ ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์” (Phuket Sandbox) โดยบทบาทที่สำคัญ คือ การให้โอกาสทางการศึกษาให้สิ่งดีๆ ที่เป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ ให้โอกาสกับคนในฐานรากต่างๆได้พัฒนาอาชีพ เช่น โครงการ PSU BAZAAR ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยฯให้ความสำคัญเรื่อง Non Degree คือ การฝึกอบรมที่ไม่ต้องเรียนยาวๆ แต่ได้ประเด็นสำคัญ ได้ทักษะสำคัญออกไป สิ่งเหล่านี้มหาวิทยาลัยฯจะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนพัฒนาศักยภาพคนทั่วไปด้วยในการยกระดับความสามารถของคน อีกอันหนึ่งก็คือ เราเป็นมหาวิทยาลัยฯ ที่มีความสามารถทางด้านภาษาไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอาหรับ ภาษาเกาหลี ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเยอรมัน ภาษามลายู  ภาษาอังกฤษฝรั่งเศส เรามีความสามารถทั้ง 5 วิทยาเขต มีบุคลากรที่มีความสามารถฝึกอบรมเตรียมความพร้อมให้กับพี่น้องในภาคใต้ทั้งเยาวชนที่จะประสงค์จะศึกษาต่อคนที่ทำธุรกิจต่างๆ เพราะฉะนั้นขีดความสามารถพวกนี้มหาวิทยาลัยสามารถให้บริการได้ทั้ง On-site และ Online คิดว่าจะเป็นประโยชน์มากในการยกระดับขีดความสามารถของประชาชน ดังนั้นบทบาทของมหาวิทยาลัยฯ เน้นหนักคือการดูแลทั้งเชิงลึก ทางวิชาการ สร้างอาชีพ สร้างโอกาสในชีวิตในการศึกษาต่อให้กับประชาชน สำหรับการทำงานในตรงนี้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำได้ดีแต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่ลืมที่จะทำให้หลักสูตรต่างๆ ได้มาตรฐานตามเกณฑ์วิชาชีพระดับโลก ทั้งเกณฑ์ของประชาคมอาเซียน ที่เรียกว่า AUN-QA ก็คือ หลักสูตรที่สามารถจะเรียนแล้วก็ถ่ายโอนหน่วยกิตกันได้ในประเทศอาเซียน สิ่งเหล่านี้มหาวิทยาลัยฯ ก็มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนให้มหาลัยสงขลานครินทร์ มีคุณภาพสูง มีความเป็นมหาวิทยาลัยฯที่ได้รับการยอมรับระดับสากล ดังนั้นถ้าดูจาก Ranking ต่างๆ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็ถือว่าระดับ Top Ten ของประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งมหาวิทยาลัยฯ ที่มีคุณภาพสูงแล้วก็เป็นมหาวิทยาลัยฯที่เป็นสมาชิกถาวรของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน 30 มหาวิทยาลัยฯจาก 10 ประเทศ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ก็เป็น 1 ใน 5 ที่เขาคัดเลือกเป็นสมาชิกถาวรของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนหรือ (AUN) ASEAN University Network  ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราชาวสงขลานครินทร์และเชื่อว่าพี่น้องประชาชนในภาคใต้ ในประเทศไทย ซึ่งเรามุ่งมั่นทุ่มเท เพื่อทำให้มหาวิทยาลัยฯเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอนาคตให้กับประเทศ

ทางด้าน รศ.ดร.ธนิต   เฉลิมยานนท์  รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและการเงิน  กล่าวถึง วิสัยทัศน์และพันธกิจของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในปี 2566-2570 ที่นำมาใช้ขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยฯนำไปสู่ World Class University

ในส่วนของการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยซึ่งเรามีวิสัยทัศน์ที่ว่า “มหาวิทยาลัยแห่งคุณค่า” เพื่อการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนระดับแนวหน้าของโลก มหาวิทยาลัยฯมุ่งเน้นที่จะสร้างความเป็น World Class University ยกระดับ 5 เรื่องที่ คือเรื่องของอาหาร เรื่องการแพทย์ เรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของสังคมพหุวัฒนธรรม และก็เรื่องของการท่องเที่ยวมูลค่าสูง ซึ่งทั้ง 5 เรื่องเหล่านี้เป็นจุดแข็งของประเทศไทยอยู่แล้วและมหาวิทยาลัยเองก็มีความพร้อมทั้งด้านกำลังคน ทางด้านองค์ความรู้ที่จะขับเคลื่อนเรื่องเหล่านี้ให้เกิดผลลัพธ์ประสิทธิผลที่ยั่งยืน โดยจะดำเนินการสร้างศักยภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศและส่งผลไปถึงประชาคมโลกในภาพรวมด้วย

โดยในปี 2570 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตั้งเป้าหมายไว้ว่า จะอยู่ใน 5 อันดับแรกของโลก

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ได้วางเป้าหมายไว้ว่าในปี 2570 อยากเห็นผลเชิงประจักษ์ในเรื่องของการสร้างองค์ความรู้การสร้างนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนในภาคใต้และประเทศไทย รวมถึงอยากจะเห็นมหาวิทยาลัยฯ มีความก้าวหน้าในเรื่องของการจัดลำดับในระดับโลกโดยใช้เกณฑ์ของ  QS World University Rankings เป็นตัวจัดอันดับ โดยวางเป้าว่าในปี 2570 มหาวิทยาลัยฯ จะอยู่ในลำดับที่อย่างน้อยใน 5 อันดับแรกของโลก โดยที่มหาวิทยาลัยฯ ยังมุ่งเน้นไปถึงสาขาสำคัญๆ ได้แก่ สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการเกษตร ที่จะขับเคลื่อนให้อยู่ในระดับ 100 อันดับแรกของโลก รวมถึงสาขาการแพทย์ และสาขาทางด้านวิศวกรรมเคมี ที่อยากจะยกระดับให้ถึงระดับภายใน 300 ลำดับแรกของโลก ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์บรรลุวิสัยทัศน์ที่จะเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของโลก 

ทางด้าน ผศ.ดร.เถกิง  วงศ์ศิริโชติ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิเทศสัมพันธ์ กล่าวถึงกรณี การขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่มีการสร้างความร่วมมือกับนานาชาติเพื่อมุ่งสู่ World Class University และเป็นที่ยอมรับในระดับโลกว่า การที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จะเป็น World Class University สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือเรื่องพันธมิตร ซึ่งพันธมิตรของเรามีหลายกลุ่มหลายรูปแบบแม้แต่พันธมิตรที่เป็นมหาวิทยาลัยด้วยกัน พันธมิตรที่เป็นเอกชน และพันธมิตรที่เป็นเครือข่าย เราอยู่ในเครือข่ายหลายๆเครือข่ายที่สำคัญของโลก เช่น AUN หรือ ASEAN University Network ซึ่งในมหาวิทยาลัยไทย เราก็ร่วมอยู่ในเครือข่ายนี้หลายมหาวิทยาลัย นอกจากนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ยังเป็นคนที่ดูแลเรื่อง IMT-GT UNINET (Indonesia-Malaysia-Thailand Growth Triangle University Network) คือเครือข่ายมหาวิทยาลัยในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย มากกว่านั้นถ้าไปไกลกว่าในพื้นที่อาเซียนเราก็ยังมีเครือข่ายอื่นๆที่เราจะต้องเข้าไปร่วม ทำงานด้วยกัน ก็คือ ในเครือข่าย ASEA-UNINET ของประเทศออสเตรีย หรือเครือข่ายในกลุ่มประเทศยุโรปและมีโครงการต่างๆไม่ว่าจะเป็นโครงการทางด้านวิจัยด้านการแลกเปลี่ยนนักศึกษาบุคลากรผ่านเครือข่ายของยุโรปเป็นจำนวนมาก หรือโครงการที่เรารู้จักในนามของ Erasmus Mundus นอกจากนี้ก็ยังมีโครงการอื่นๆที่จะยกระดับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยระดับ World Class University ได้หรือระดับโลกได้ เช่น การพยายามยกระดับหลักสูตร ในหลายๆหลักสูตรที่พร้อมที่จะได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ตอนนี้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติหลายหลักสูตร ตัวอย่างเช่น หลักสูตรการท่องเที่ยวและการโรงแรมที่มีเขตภูเก็ต อันนี้ก็ได้มาหลายปีแล้ว ตอนนี้เรากำลังวางแผนที่จะยกระดับหลักสูตรด้านวิศวกรรมศาสตร์ก็คือการนำเรื่องของ ABET เข้ามาเป็นมาตรฐานใหม่ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในกลุ่มของประเทศอาเซียน ประเทศที่มหาวิทยาลัยฯมีความร่วมมือมากที่สุดก็จะเป็นประเทศอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเรามากแล้วก็มีนักศึกษาของประเทศอินโดนีเซียมาเรียนกับเราเป็นจำนวนมากเรามีความร่วมมือหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเรียนการสอน วิจัย หรือกิจกรรมที่เป็นลักษณะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมก็จะมีอยู่ในกลุ่มของประเทศอินโดนีเซีย ทั้งนี้ยังมีประเทศมาเลเซียอีกประเทศ แต่ประเทศอินโดนีเซียจะมากกว่า

ทั้งนี้การสร้างพันธมิตร คือสิ่งที่สำคัญที่สุดเพราะหนึ่งคำในระบบการศึกษาที่เรามักจะใช้กันในทุกวันนี้คือ “การเป็นครูครีเอเตอร์” การสร้างสิ่งใหม่ๆร่วมกัน สร้างสิ่งใหม่ๆไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานภาครัฐ เอกชนหรือแม้แต่ในประเทศ ต่างประเทศ จะต้องมาร่วมมือกันเพื่อสร้างสิ่งใหม่สร้างมูลค่าใหม่ สร้างคุณค่าใหม่ให้กับสังคม

‘ศุภมาส’ แต่งตั้ง ‘ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ ประธานคณะทำงานปฏิรูประบบอุดมศึกษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801985

‘ศุภมาส’ แต่งตั้ง ‘ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ ประธานคณะทำงานปฏิรูประบบอุดมศึกษา

‘ศุภมาส’ แต่งตั้ง ‘ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์’ ประธานคณะทำงานปฏิรูประบบอุดมศึกษา

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ได้แต่งตั้ง ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ เป็นประธานคณะทำงานปฏิรูประบบอุดมศึกษา เพื่อวางเป้าหมายและแนวทางการดำเนินการปฏิรูปเสริมระบบอุดมศึกษา โดยกำหนดเป้าหมายที่เน้นการสร้างคนสู่ศตวรรษที่ 21 ที่มีความรู้ที่ดี มีทักษะและสมรรถนะ(competency) รวมถึงมีคุณลักษณะ(characters) ที่ดี รวมถึงได้กำหนดแนวทางการดำเนินงาน พร้อมข้อเสนอแนะในการปรับปรุง เสริมและสร้างความร่วมมือจากมหาวิทยาลัย ตลอดจนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยกลไกและเครื่องมือของทางกระทรวงฯที่มีอยู่ในปัจจุบันเป็นหลัก เพื่อตอบโจทย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เช่น การสะสมหน่วยเรียนรู้หรือธนาคารเครดิต (Credit Bank) การจัดการศึกษาที่แตกต่างจากมาตรฐานการอุดมศึกษา (Higher Education Sandbox) การเรียนแบบปฏิบัติจริง (Experiential Learning) การจัดการศึกษาเพื่อสร้างความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship Education) การจัดทำใบรับรองผลการเรียนที่ระบุทักษะของนักศึกษาว่ามีทักษะที่สอดคล้องกับการทำงาน (Skill Transcipt) และเน้นประเด็นสำคัญที่เป็นจุดพลิกผันสู่อนาคต เช่น ปรับปรุงวิธีการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก สร้างโอกาส สร้างความพร้อม และทักษะให้นิสิตนักศึกษา ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม สามารถเรียนควบคู่กับการทำงานเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน เป็นต้น

ด้าน ศ.บัณฑิต เปิดเผยว่า ได้ประชุมคณะทำงานปฏิรูประบบอุดมศึกษาเป็นครั้งแรกโดยที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นปฏิรูปเสริมระบบอุดมศึกษา โดยเริ่มจากการนำทักษะด้าน AI ที่เป็นทักษะที่สำคัญของโลกในยุคปัจจุบัน เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา และให้มั่นใจได้ว่านักศึกษาจะมีความรู้ความเข้าใจ AI ภายในปีที่ 2 ที่เข้าศึกษา อีกทั้งมีทักษะและสมรรถนะด้าน AI หลังจากสำเร็จการศึกษา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ควบคู่กับความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ที่นักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาต่อไป

ศธ.ห่วงใย ‘โรคพิษสุนัขบ้า’ แนะป้องกันง่ายกว่ารักษา

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801986

ศธ.ห่วงใย ‘โรคพิษสุนัขบ้า’ แนะป้องกันง่ายกว่ารักษา

ศธ.ห่วงใย ‘โรคพิษสุนัขบ้า’ แนะป้องกันง่ายกว่ารักษา

วันพุธ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีข้อห่วงใยเรื่อง “โรคพิษสุนัขบ้า” กับเด็กและเยาวชนช่วงปิดเทอมหน้าร้อน โดยเฉพาะอากาศร้อนทำให้สัตว์หงุดหงิดและกัดง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่โรคจะแพร่กระจายได้มากขึ้น เน้นย้ำการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันความเสี่ยง

รมว.ศธ. กล่าวว่า หมาและแมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่บ้านคนไทยมาตั้งแต่อดีตและปัจจุบันก็ยังมีสัตว์อื่นชนิดที่นิยมนำมาเป็นสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้นแน่นอนว่าโรคที่มากับสัตว์ คือ “พิษสุนัขบ้า” โรคที่ยังคงเป็นปัญหาทั่วโลกมาจนทุกวันนี้ ช่วงปิดเทอมหากเด็กเล่นกับสัตว์อาจโดนกัด โดนข่วน จึงอยากฝากผู้ปกครองให้ความใส่ใจเรื่องการฉีดวัคซีนประจำปีของสัตว์ เพื่อความปลอดภัยของบุตรหลานที่คลุกคลีกับสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด พร้อมเน้นย้ำทำความเข้าใจกับเด็กๆ อย่าแหย่สัตว์เล่น อย่าเหยียบอวัยวะใดๆ ของสัตว์ อย่าแยกสัตว์ที่รวมกลุ่มออกจากกัน อย่าหยิบอาหารจากสัตว์ขณะที่สัตว์กำลังกิน และอย่ายุ่งกับสัตว์ที่ไม่มีรู้จักหรือไม่มีเจ้าของ

“ที่สำคัญอยากฝากไปถึงชุมชนให้คอยสอดส่องสำรวจสุนัขจรจัด เพราะในช่วงปิดเทอมเด็กอาจออกไปเล่นข้างนอกบ้าน เจอสุนัขก็เอ็นดู อยากรู้อยากเห็น ไปลูบ ไปจับ ไปสัมผัส เสี่ยงโดนกัดได้ง่ายๆ หากพบเจอสุนัขที่มีอาการเข้าข่ายเป็นโรคพิษสุนัขบ้า สามารถแจ้งไปยังเทศบาล อบจ. อบต. สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัด เพื่อประสานเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลการฉีดวัคซีนสุนัขในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม กรณีถูกสัตว์กัดหรือข่วนให้รีบล้างบริเวณแผลทันที และไปพบแพทย์พร้อมติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ส่วนสัตว์ที่ทำร้ายเด็กควรกักตัวไว้ก่อนเพื่อสังเกตอาการว่ามีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรือไม่ ทั้งนี้ ฝากย้ำไปถึงคุณครูผู้สอนด้วย สามารถให้ความรู้เรื่องโรคพิษสุนัขบ้า การลดความเสี่ยง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นกับเด็กตอนเปิดเทอม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยช่วงปิดเทอมทุกครั้งไป” รมว.ศธ. กล่าว