‘มท.’เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801616

'มท.'เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่'เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ'

‘มท.’เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายแด่’เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ’

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.56 น.

กระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม เชิญชวนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพรสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดที่จังหวัด อำเภอกำหนดทั่วประเทศ โดยพร้อมเพียงกัน

วันนี้ (28 เม.ย. 67) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร วันที่ 29 เมษายน 2567 นับเป็นโอกาสอันเป็นมงคลยิ่งที่พระองค์ท่านจะทรงเจริญพระชนมายุครบ 19 พรรษา ซึ่งมหาเถรสมาคม โดยเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประธานกรรมการมหาเถรสมาคม ทรงมีพระบัญชาให้เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช แจ้งให้เจ้าคณะผู้ปกครองทุกระดับ เชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพี่น้องพุทธศาสนิกชน ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายพระกุศลและถวายพระพรในโอกาสดังกล่าว

“ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย เวลา 07.00 น.จะมีพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศลและถวายพระพร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร 29 เมษายน 2567 โดยได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เดินรับบิณฑบาต ขณะเดียวกัน ในทุกจังหวัด ทุกอำเภอทั่วประเทศ ก็จะมีกิจกรรมบำเพ็ญกุศลและกิจกรรมจิตอาสา เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ เพื่อปฏิบัติบูชาถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพร” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำว่า ในปีนี้เป็นปีพิเศษ เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลที่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 19 พรรษา โดยกระทรวงมหาดไทยร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและมหาเถรสมาคม กำหนดจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์เพื่อถวายเป็นพระกุศลและถวายพระพร ในเวลา 17.00 น. ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และในส่วนของทุกจังหวัดและทุกอำเภอ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอได้กราบนิมนต์คณะสงฆ์ทุกวัดทั่วประเทศเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เพื่อให้พระองค์ท่านทรงพระเกษมสำราญมี พระวรกายสมบูรณ์แข็งแรง พระชนมายุยิ่งยืนนาน ในเวลา 17.00 น. พร้อมกันกับส่วนกลาง โดยพี่น้องประชาชนที่จะเดินทางไปร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์ สามารถดาวน์โหลดบทเจริญพระพุทธมนต์ได้ทางเว็บไซต์ https://www.onab.go.th/th/ebook/category/detail/id/1/iid/200 เพื่อร่วมในการประกอบพิธีด้วยความเป็นสิริมงคลโดยพร้อมเพียงกัน

“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ทรงเป็นพระราชโอรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทด้วยทรงอุทิศพระองค์ปฏิบัติพระกรณียกิจนานัปการ ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงสืบสานพระบรมราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามโครงการจิตอาสา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” เพื่อเป็นแบบอย่างในการพัฒนาสภาพแวดล้อม และความเป็นอยู่ของชุมชนให้ดีขึ้น ทรงเป็นแบบอย่างให้แก่ประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น ทรงยอมเสียสละกำลังพระวรกาย เวลาส่วนพระองค์ และพระสติปัญญา ในการทรงงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ ในขณะเดียวกัน ก็ทรงมุ่งมั่นในการศึกษาในระบบอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังทรงสนพระทัยในธรรม ด้วยการเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล อีกทั้งยังได้ทรงสนทนาธรรมกับเจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นการส่วนพระองค์ อยู่เป็นเนืองนิจ

“เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กระทรวงมหาดไทย ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันถวายความจงรักภักดี ด้วยการร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ในวันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 17.00 น. ส่วนกลาง ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ณ วัดที่จังหวัดและอำเภอกำหนด และขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2567 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ http://www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 28 – 30 เมษายน 2567 โดยพร้อมเพรียงกัน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘ประธานศาลฎีกา’เปิดโครงการ’ค่ายต้นกล้าตุลาการ’ รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801604

'ประธานศาลฎีกา'เปิดโครงการ'ค่ายต้นกล้าตุลาการ' รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

‘ประธานศาลฎีกา’เปิดโครงการ’ค่ายต้นกล้าตุลาการ’ รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.57 น.

“ประธานศาลฎีกา”เปิดโครงการ”ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 เพิ่มพูนทักษะด้านกฎหมาย ปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ แก่เยาวชนตั้งแต่วัยเยาว์

เมื่อเวลา 08.45 น.วันที่ 28 เมษายน 2567 บริเวณโถงบุษบก ชั้น 2 อาคารศาลฎีกา สนามหลวง นางอโนชา ชีวิตโสภณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 รุ่นที่ 12
พร้อมทั้งให้โอวาทแก่คณะเยาวชนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ชาย-หญิง ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 138 คน โดยมี นายธานี สิงหนาท เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวรายงานและมีคณะผู้บริหารศาลยุติธรรมและคณะทำงานเข้าร่วมพิธี โดยประธานศาลฎีกา ได้กล่าวว่ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มาเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ในวันนี้การที่สำนักงานศาลยุติธรรมจัดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ขึ้น นับเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการทุกคนต้องเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ

การที่เยาวชนให้ความสนใจระบบงานภายในศาล และหลักกฎหมายเบื้องต้นตั้งแต่เยาว์วัย ย่อมเป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี ทั้งเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นที่จะประกอบวิชาชีพด้านกฎหมาย รวมทั้งเยาวชนที่อาจกำลังค้นหาแนวทางของตนเองอยู่ การจัดโครงการนี้ นอกจากเป็นประโยชน์ต่อเยาวชนผู้เข้าร่วมโครงการที่มีโอกาสได้รับความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องด้านกฎหมาย และบทบาทหน้าที่ของศาลยุติธรรมในฐานะองค์กรหลักของประเทศ ที่ใช้อำนาจตุลาการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์แล้วยังสอดคล้องกับนโยบายประธานศาลฎีกา เรื่อง “เท่าเทียม” ที่ส่งเสริมให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ หรือเด็ก และเยาวชน มีความรู้พื้นฐานในเรื่องกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ส่งผลให้เยาวชนสามารถเข้าใจสิทธิของตนเอง และของผู้อื่น ตลอดจนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างเต็มที่ ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น โครงการนี้ยังสอดแทรกปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ด้วยการเสริมสร้างคุณธรรม และจริยธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างสันติสุขอีกด้วย หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ตลอดระยะเวลาที่เยาวชนเข้าร่วมโครงการนี้ ทุกคนจะได้รับความรู้ ความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย และกระบวนการพิจารณาคดีของศาล ตลอดจนได้รับประสบการณ์ทางด้านกฎหมายจากบุคลากรที่ทางสำนักงานศาลยุติธรรมคัดสรรมาเป็นอย่างดี และสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปเพิ่มพูนทักษะ และมีจิตสำนึกที่ดีทั้งต่อชุมชน สังคม และประเทศชาติ อันนำมาซึ่งความสงบสุข และสันติภาพอย่างยั่งยืนตลอดไป

บัดนี้ ได้เวลาอันสมควรแล้ว ดิฉันขอเปิดโครงการ “ค่ายต้นกล้าตุลาการ” รุ่นที่ 12 ขอให้การดำเนินโครงการประสบความสำเร็จ บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ทุกประการ และขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ที่เยาวชนที่มาร่วมโครงการในวันนี้เคารพนับถือ โปรดดลบันดาลประทานพรให้เยาวชนทุกคนพบแต่ความสุข มีอนาคตที่สวยงามสว่างสดใส มีสุขภาพกายกับสุขภาพใจที่เข้มแข็ง เดินทางไปถึงเป้าหมายตามที่มุ่งมั่นตั้งใจไว้โดยทั่วกัน

ด้าน นายธานี กล่าวว่า สำนักงานศาลยุติธรรมโดยกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ ได้ดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ซึ่งในปีนี้เป็นรุ่นที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจทางด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้นให้แก่เยาวชน ด้วยรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ทั้งการบรรยายให้ความรู้ในหัวข้อเกี่ยวกับกฎหมาย การศาลยุติธรรม การศึกษาวิชากฎหมายทั้งในและต่างประเทศ การแนะนำแนวทางสู่การเป็นผู้พิพากษาและวิชาชีพกฎหมายอื่นๆ ตลอดจนกิจกรรมเสริมสร้างทัศนคติในการดำเนินชีวิตที่ดี ซึ่งเยาวชนที่ผ่านโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการนับตั้งแต่ รุ่นที่ 1 จนถึงรุ่นที่ 11 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,370 คน บางส่วนยังอยู่ระหว่างการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาหรือมหาวิทยาลัย แต่ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาและประกอบอาชีพแล้ว โดยมีผู้ผ่านการสอบและได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาแล้ว จำนวน 10คน และเยาวชนทุกคนต่างมีทิศทางในการดำเนินชีวิตที่ดีเป็นต้นกล้าตุลาการที่สามารถเข้าใจในการดำเนินงานของศาลยุติธรรม นำหลักการสำคัญของกฎหมายและแนวทางแห่งตุลาการที่ดีไปใช้เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิต

นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดจันทบุรี ช่วยทำงานชั่วคราวในตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา และประธานคณะทำงานดำเนินการจัดโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 12 ได้กล่าวว่าสำหรับโครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ รุ่นที่ 12 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 3 พฤษภาคม 2567 ที่โรงแรมทวาราวดี รีสอร์ท จังหวัดปราจีนบุรี เยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 138 คน จากผู้สมัครทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 922 คน รูปแบบการจัดกิจกรรมนั้น จะมีวิทยากรทั้งผู้พิพากษาและวิทยากรอิสระร่วมบรรยายและอภิปราย

นอกจากนี้ ยังมีการแบ่งกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมภาคสนาม (นอกห้องประชุม) การแบ่งกลุ่มฝึกปฏิบัติในลักษณะ “ศาลจำลอง” การวิเคราะห์ข้อมูลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อฝึกตัดสินคดี โดยกิจกรรมทั้งหมดส่วนของวิชาการกฎหมายและเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตมีการพัฒนาและปรับปรุงให้สอดคล้องต่อบริบทของสังคมในยุคปัจจุบันเพื่อประโยชน์สูงสุดของเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการ

โครงการค่ายต้นกล้าตุลาการ มุ่งมั่นส่งเสริมประสบการณ์อันล้ำค่าแก่เยาวชน ผ่านกิจกรรมอันหลากหลาย เชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมโครงการ ฯ จะได้รับประสบการณ์อันทรงคุณค่าเก็บเกี่ยวความรู้ และทักษะที่จำเป็นเพื่อนำไปต่อยอดแนวคิดวางแผนชีวิตสู่เป้าหมายการศึกษาและอาชีพที่ใฝ่ฝันด้วยความุ่งมั่นของคณะทำงานผู้ริเริ่มโครงการฯ ตั้งแต่แรกเริ่มมุ่งหวังส่งเสริมให้เยาวชนไทยเติบโตอย่างมั่นคงค้นพบศักยภาพภายในการพัฒนาตนเองอย่างรอบด้าน โครงการนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางสนับสนุนให้เยาวชนไทยกล้าคิด กล้าฝัน เป็นพลังขับเคลื่อนสังคมนำพประเทศไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

– 006

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801545

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ  ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

วันอาทิตย์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.29 น.

ปลัดมท.นำคณะล่องใต้เปิดโครงการ ‘ผ้าลายสิริวชิราภรณ์’

ปลัด มท. นำทีมมหาดไทย 14 จังหวัดภาคใต้ สนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญาเดินหน้าโค้ชชิ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์”และงานหัตถกรรม ผู้ผลิตผู้ประกอบการ OTOP กลุ่มช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม เน้นย้ำ ชิ้นงานต้องได้รับการพัฒนา “ให้ดีกว่าเก่า” และ “ดีที่สุดของโลก” ด้วย “Sustainable Fashion” เพื่อประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุขอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. 67) ที่โรงแรมดีวาน่า พลาซ่า กระบี่อ่าวนาง อำเภอเมืองกระบี่ จังหวัดกระบี่ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ประเภทผ้าและงานหัตถกรรม กิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ประเภทผ้าและเครื่องแต่งกาย ช่างทอผ้าและงานหัตถกรรม (Coaching) ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” และงานหัตถกรรม จุดดำเนินการที่ 1 จังหวัดกระบี่

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวว่า นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่กิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” ถูกกำหนดจัดขึ้นครั้งแรกที่จังหวัด “กระบี่” ซึ่งเป็นจังหวัดแรกของประเทศไทยตามลำดับพยัญชนะ ที่จะมีอายุครบ 152 ปีการสถาปนาชื่อจังหวัดโดยล้นเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในปีนี้ และถ้าสะกดชื่อจังหวัดเป็นภาษาอังกฤษ คือ KRABI “K” คือ King สะท้อนความหมายว่าเป็นจังหวัดของพระราชา และประการที่เป็นมงคลยิ่ง คือ จังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างจังหวัดในการทรงประกอบพิธีเปิดศาลากลางจังหวัดกระบี่เป็นจังหวัดแรกในรัชกาล ภายหลังเสด็จขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ และยังเป็นจังหวัดที่มีวัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) เป็นวัดเนื่องในรัชกาลอีกด้วย

“งานหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย ตลอดจนถึงอาหาร ประเพณี วัฒนธรรม เป็นเครื่องบ่งบอกถึงความเป็นอัตลักษณ์ของประเทศชาติบ้านเมือง ซึ่ง UNESCO ยกย่องว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าต่อมวลมนุษยชาติอย่างหาที่สุดไม่ได้ และได้มีการพิจารณาประกาศขึ้นทะเบียนรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติในทุกปี ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่จับต้องไม่ได้ นั่นคือ “ภูมิปัญญา” แต่สิ่งที่จับต้องได้ คือ ชิ้นงานที่เราสามารถแปลงเป็นรูปธรรมให้หลากหลาย เป็นที่ถูกอกถูกใจประชาชนผู้บริโภคได้ ดังพระราชดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา คือ ความสุขที่ได้เลือกใช้ศิลปหัตถกรรมไทย เพื่อให้รายได้กลับสู่ชุมชน ด้วยการส่งเสริมและกระตุ้นผ้าไทยให้ทันสมัยสู่สากล เป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย และทุกโอกาส ซึ่งนับตั้งแต่พระองค์พระราชทานโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ทำให้ประชาชนมีรายได้จากการจำหน่ายผ้าทั้งประเทศแล้วกว่า 60,000 ล้านบาท โดยข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอผู้เปรียบเสมือนนายกรัฐมนตรีของพื้นที่ เป็นผู้นำที่มีความสำคัญที่สุด ที่ต้องมี passion มีความเชื่อมั่น (believe) งานจึงจะสนุกสนานและยั่งยืน” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมีพระปณิธานที่มุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในการทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริการส่งเสริมผ้าไทยของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ซึ่ง “ผ้าไทย” มีนัยสำคัญว่า เป็นผ้าที่คนไทยรับ Knowhow มาจากบรรพบุรุษ และสามารถสร้างสรรค์ต่อยอดทำขึ้นมาเองได้ ทั้งผ้าบาติก ผ้ายกดอก ผ้ามัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าปัก กระเป๋าตะกร้าย่านลิเภา ใยกัญชง งานจักสานต่าง ๆ โดยพระองค์ท่านได้พระราชทานแนวพระดำริในเรื่องของความยั่งยืนของงานหัตถศิลป์หัตถกรรมไทยไว้ว่า “ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ปู่ ย่า ตา ยาย ต้องถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่” ซึ่งครอบครัวน้องลูกหม่อน อายุ 9 ขวบ ชาวอำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา เป็นตัวอย่างของการน้อมนำพระดำริดังกล่าวถ่ายทอดภูมิปัญญาทอผ้าสู่รุ่นหลาน จึงเป็นหน้าที่ของข้าราชการกระทรวงมหาดไทยนับเนื่องแต่ท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านนายอำเภอ พัฒนาการ พัฒนากร ต้องขยันลงไปในพื้นที่ ไปพบปะพูดคุยสื่อสาร เอาใจใส่ คลุกคลีตีโมง ผลักดันช่วยเหลือ เพราะพวกเราคือผู้เป็นศูนย์รวมความรัก ความปรารถนาดีของพระองค์ท่าน ที่ต้องช่วยสนับสนุนส่งเสริมให้พี่น้องผู้ประกอบการมีความขยันฝึกปรือฝีมือในการผลิตชิ้นงานให้ดี เพื่อทำให้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่เพิ่มพูน ส่งผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“พระองค์ท่านทรงมีความห่วงใยชาวปักษ์ใต้มากเป็นพิเศษ เพราะสิ่งที่พระองค์ท่านพระราชทานให้ นอกจากเป็นอาวุธลับที่ทำให้พวกเรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ยังทำให้ “ผ้าไทย” จากเดิมไปถึงทางตันแล้ว แต่ด้วยพระปรีชาสามารถ พระองค์ท่านทรงชี้ทางสว่างให้พวกเราว่า “ผ้าไทยสามารถสวมใส่ได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกยุคสมัย ถ้าเรารู้จักออกแบบลวดลาย รู้จักใช้สี รู้จักรักษ์สิ่งแวดล้อม ด้วยการผลิตชิ้นงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รู้จักในการตัดเย็บเสื้อผ้า รู้จักในการถ่ายทอดบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์ (Story Telling) ให้คนรู้จักที่มาที่ไปของผ้าและผลิตภัณฑ์ และต้องมีการ matching วัตถุดิบ ทั้งผ้าไหมดี ๆ ผ้าฝ้ายดี ๆ ถ้าเราสามารถทำให้พี่น้องภาคใต้อุดหนุนผลิตภัณฑ์จากจังหวัดต่าง ๆ มาพัฒนา เช่น ไหม นครราชสีมา คราม สกลนคร ก็จะทำให้เกิดการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการแลกเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ในประเทศ เม็ดเงินก็จะหมุนเวียนเกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ ทั้งนี้ หากเราเชื่อและนำไปปรับปรุงพัฒนาศักยภาพตนเอง ชีวิตก็จะดีขึ้น ต้องยึดคติที่ว่า “เกิดเป็นคนต้องเปิดใจให้กว้าง” รับสิ่งใหม่เข้ามาใช้กับชิ้นงานตามความเหมาะสม โดยคำนึงถึงความงดงามทางศิลปะและทางอารมณ์ เฉกเช่น ลายสิริวชิราภรณ์ เราก็สามารถหยิบเลือกเอาบางลวดลายในลายดังกล่าว มาผสมผสานกับลายอัตลักษณ์ดั้งเดิมของเราก็ได้ เพื่อให้เกิดลวดลายใหม่ ๆ เพราะเดิมเรามีแต่ผ้าไทยลวดลายตายตัว ไม่มีลวดลายใหม่ ไม่มีชิ้นงานใหม่ ๆ เมื่อมันเดิม ๆ ขายไปก็ไม่มีใครซื้อ งานแฟชั่นต้องมีของใหม่ ๆ ต้องมีของแปลก ๆ มาจำหน่าย เปลี่ยนแปลงปรับปรุง หลากหลายสี หลายหลายลวดลาย หลากหลายขนาด เพราะธรรมชาติของคนมักจะชอบของใหม่ ๆ ของแปลกตา ที่ยังไม่มี จึงขอให้มั่นใจและพัฒนาตนเองต่อไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท้ายที่สุด สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นกำลังใจให้กับพวกเรา คือ ต้องมีการประกวดประขัน ที่จะเป็นเครื่องกระตุ้น (catalyze) เพื่อให้ได้ชิ้นงานดี ๆ เพราะพระองค์ท่านทรงอยากเห็นเรารีดเค้นเอาสิ่งที่อยู่ในสมองของเราออกมาเต็มที่ ด้วยการทุ่มเท ใส่ใจ ออกแบบชิ้นงานให้ประณีตงดงาม พิถีพิถันจนเป็นนิสัย ซึ่งจะทำให้เราได้มีชิ้นงานที่เป็นเลิศ แล้วฝีมือก็จะดีขึ้น ๆ จนทำให้ชิ้นงานเป็นที่ต้องการของตลาด ของผู้บริโภค อย่างยั่งยืน โดยในปีนี้มีการประกวด 2 รายการ คือ 1) การประกวดสุดยอดผ้าจังหวัด โดยสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ชมรมแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดร่วมกับทุกจังหวัด โดยสามารถส่งผ้าเข้าประกวดภายในวันที่ 10 พ.ค. 67 ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด ซึ่งผืนที่ได้รับรางวัลชนะเลิศของแต่ละจังหวัด จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2567 และ 2) การประกวดผ้าลายสิริวชิราภรณ์และงานหัตถกรรม รับสมัครระหว่าง 1 มิ.ย. – 15 ส.ค. 67 ที่สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ 878 อำเภอ และสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด 76 จังหวัดทั่วประเทศ

ซ้อมคิว’มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13′ เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801567

ซ้อมคิว'มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13' เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

ซ้อมคิว’มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13′ เตรียมต้อนรับร้อง ม.1

วันเสาร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567, 22.13 น.

 ซ้อมคิว“มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบวิทยาลัย ครั้งที่ 13”เตรียมต้อนรับร้อง ม.1  sk148 เปิดเทอม 16 พ.ค.นี้

27 เมษายน 2567 ที่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ถนนตรีเพชร เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร นายพลบอย พล.อ.ประชาพัฒน์ วัจนะรัตน์ อดีตเจ้ากรมพระธรรมนูญ ประธานจัดงาน”มหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบ“ครั้งที่ 13 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 16 พ.ค.เปิดเทอมวันแรกปีการศึกษา 2567  ควง นายกาญจน์ ตระกูลธรรม ประธานรุ่น 97 และ นายพิษณุ สุวรรณะชฎ อดีตเอกอัคราชทูต ณ กรุงลอนดอน นัดเพื่อนร่วมรุ่น osk97 มาซักซ้อมคิวการจัดงานฯ โดยมีออร์แกนไนซ์ที่มาช่วยดูแลคิว พิธีการ ตลอดจนการตั้งขบวน เดินแถวอย่างพร้อมเพรียงกัน ในวันจริง เพื่อให้การต้อนรับน้องๆ ม.1 ที่ก้าวเท้าเข้ามาเรียนโรงเรียนแห่งนี้เป็นวันแรกโดยพี่ๆ osk 97 เป็นตัวแทนรับน้อง จะได้มีโอกาสย้อนรำลึกวันแรกในชีวิตวัยเด็กของตนเองด้วยการแต่งชุดนักเรียน ปักอกเสื้อ ส.ก. เมื่อ 50 ปีก่อนอีกครั้ง

ซึ่งในวันนี้ได้ทำการซักซ้อมเสมือนจริง บางคนแต่งชุดนักเรียนครบหมด บางคนยังขาด หารองเท้านักเรียนไม่ได้ก็ใส่รองเท้าอื่นแทน ถุงเท้าขาวไม่มีก็ใส่ถุงเท้าดำแทนไปก่อน รับปากว่าวันจริงจะแก้ไขมาให้ถูกต้องตามระเบียบเนื่องจากสภาพอากาศร้อนอบอ้าว วัย 62-64 ปี แล้ว แต่ละคนไม่ประมาทพกน้ำดื่มติดตัวไว้จิบตลอดเวลาบรรเทากระหายคลายร้อนป้องกันฮีทสโตรก ตามที่ กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง

สำหรับ งานมหัศจรรย์วันสุภาพบุรุษสวนกุหลาบฯ  นี้ ศิษย์เก่าฯ รุ่น 81 นำโดย พล.ต.ท.ณัฐพงษ์ วัฒนสุคนธ์ ผู้เป็นประธานรุ่น ได้ริเริ่มจัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2555 สืบเนื่องมาจากเป็นปีที่ครบรอบการเป็นนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยครบ 50 ปี นับแต่ปี พ.ศ 2505 เป็นต้นมาของศิษย์เก่ารุ่นที่ 81 จึงได้คิดกันในหมู่เพื่อนร่วมรุ่นว่า สมควรที่จะมีการจัดงานรุ่นรำลึกครบรอบการที่ได้รู้จักและคบกันมาถึง 50 ปี กับการเป็นนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นายแพร้ว อู่ทรัพย์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801555

'เฉลิมชัย ศรีอ่อน' ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ 'นายแพร้ว อู่ทรัพย์'

‘เฉลิมชัย ศรีอ่อน’ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ ‘นายแพร้ว อู่ทรัพย์’

วันเสาร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.38 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายแพร้ว อู่ทรัพย์

27 เม.ย.2567 ที่วัดพรหมวงศาราม เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ นายแพร้ว อู่ทรัพย์ บิดานายพยุงศักดิ์ อู่ทรัพย์ เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการ การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร โดยมีแขกผู้มีเกียรติในแวดวงการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และประชาชนเข้าร่วมพิธีฯ เป็นจำนวนมาก 

โดยประธานในพิธีได้ทอดผ้าไตรบังสุกุล จุดเพลิงหลวงพระราชทานเพลิงศพ ต่อจากนั้นพระสงฆ์ ข้าราชการ นักการเมือง นักธุรกิจ และประชาชนได้ร่วมวางดอกไม้จันทน์ 

สำหรับนายแพร้ว อู่ทรัพย์ บิดาของ นายพยุงศักดิ์ อู่ทรัพย์ ได้ถึงแก่กรรม เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 สิริรวมอายุ 102 ปี โดยตลอดชีวิตของนายแพร้ว ได้ปฏิบัติตนตามแบบอย่างของผู้มีศีลธรรมและจริยธรรม ดำเนินการช่วยเหลือสังคมมาอย่างต่อเนื่อง อบรมสั่งสอนบุตรธิดาและลูกหลานให้เป็นพลเมืองดีของประเทศ รวมทั้ง ยังสร้างคุณูปการให้กับชาวบ้านในพื้นที่เสมอมา

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801387

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2567, 18.23 น.

เด้ง‘ผอ.โรงเรียน’-ตั้งกก.สอบ แหกกฎเหล็กสพฐ. แอบจัดคอร์สติวสอบบิ๊กสถานศึกษา

26 เมษายน 2567 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ(สพร.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับสมัครบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย

กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17)และการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา สังกัด สพฐ. พ.ศ. 2567 โดยเตรียมจัดสอบ คัดเลือกฯรองผู้อำนวยการสถานศึกษาและผู้อำนวยการสถานศึกษา 1,668 อัตรา ใน 148 เขตพื้นที่ วันที่ 27 เมษายน นี้

ล่าสุดได้รับแจ้งว่า ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งในสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเลย (สพป.) เขต2 ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการทุจริต โดยได้แอบจัดกวดวิชาให้กับผู้ที่จะเข้ารับการคัดเลือกเป็นรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งถือว่ามีความผิด จึงได้สั่งมาปฏิบัติหน้าที่ที่ สพฐ. และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว 

ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการ กพฐ. มีนโยบายให้ดำเนินการจัดสอบครูผู้ช่วย และผู้บริหารสถานศึกษาด้วยความโปร่งใส โดยได้มีการส่งหนังสือแจ้ง มาตรการป้องกันการทุจริต ห้ามไม่ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการ สศศ. รวมทั้งข้าราชการเจ้าหน้าที่ในสังกัด สพฐ. เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือกระทำการใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา จัดทำเอกสาร จำหน่าย แจก หรือกระบวนการอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เข้าสอบโดยเด็ดขาด

นอกจากนี้ ให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ผู้อำนวยการ สศศ. แจ้งบุคลากรในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เขต/สศศ. ให้รับทราบเรื่องดังกล่าวด้วย  อีกทั้งยังขอให้ช่วยสอดส่องกำกับ ดูแลเจ้าหน้าที่ในสังกัด และเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เกี่ยวกับการป้องกันการทุจริต รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ในการสอบ และให้กำหนดบุคคลในทางลับเพื่อตรวจสอบ ติดตาม บุคคลที่มีพฤติการณ์ดังกล่าว และไม่ให้มีการแต่งตั้งเป็นกรรมการที่เกี่ยวข้องกับการสอบ

“การที่ผู้อำนวยการโรงเรียนรายดังกล่าวไปจัดติว จึงถือว่ามีความผิด ส่วนจะมีโทษสถานใดนั้น ต้องรอข้อมูลจากทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน” นายสุรินทร์ กล่าว

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/801054

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

สศศ.ร่วมกับ มทร.ธัญบุรี จัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการ-เด็กด้อยโอกาส

วันพฤหัสบดี ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.04 น.

สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศด้าน Human and Business Development คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ธัญบุรี จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น “การจัดทำร่างหลักสูตรทักษะชีวิต (Life Skills) สำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส” เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู และนักเรียน จากโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ (สำหรับกลุ่มเด็กด้อยโอกาส) และโรงเรียนกลุ่มเฉพาะความพิการ (สำหรับกลุ่มเด็กพิการ) ที่มีต่อหลักสูตรทักษะชีวิต เพื่อนำความคิดเห็นเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับเด็กพิการและเด็กด้อยโอกาส มาเป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรทักษะชีวิตที่เหมาะสม โดยได้จัดให้มีเวทีประชุมรับฟังความคิดเห็นใน 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคอีสาน ระหว่างเดือนมกราคม-เดือนเมษายน พ.ศ.2567 โดยร่างหลักสูตรดังกล่าวจะนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาทักษะชีวิตที่เหมาะสมสำหรับเด็กพิการและเด็กด้วยโอกาสต่อไป

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800865

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

ไทยผงาด! เด็กธรรมศาสตร์ คว้า ‘แชมป์โลก’ วางแผนกลยุทธ์ธุรกิจ 2024

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.52 น.

รางวัลชนะเลิศหรือการคว้า ‘แชมป์โลก’ พ่วงด้วยอีก ‘2 รางวัลใหญ่’ จากการแข่งขันวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ Sauder Summit Global Case Competition 2024 ณ มหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย (UBC) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา เมื่อช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา คือผลงานที่น่าภาคภูมิใจอย่างถึงที่สุดของประเทศไทย ซึ่งมาจากความสามารถของทีมจาก คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.)

เพราะในแวดวงสถาบันการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนด้านบริหารธุรกิจ (Business School)     ต่างทราบดีว่า การแข่งขันรายการ Sauder Summit Global Case Competition ถือเป็นสนามประลองอันทรงเกียรติ และเป็นเวทีในการแสดงศักยภาพของนักศึกษา สถาบันการศึกษา และประเทศ

และในการแข่งขั้นครั้งล่าสุดนี้ ‘4 นักศึกษา’ ตัวแทนประเทศไทย จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ได้แก่ มนัสยา พลอยนำพล, สุชาดา เจริญกิตติธรรม, บุณย์บุริศร์ กิตติรัตนคุณ และ แสนเสน่ห์ มุณีกานนท์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 บริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ก็ได้ประกาศความยิ่งใหญ่ให้กับประเทศไทย ด้วยการขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่ง จาก 16 ทีมมหาวิทยาลัยด้านธุรกิจทั่วโลก ที่ได้รับเชิญเข้าร่วมแข่งขัน

มากไปกว่านั้น ทีมนักศึกษาธรรมศาสตร์ ยังคว้าเพิ่มรางวัล People Choice Award จากคะแนนโหวตอย่างเป็นฉันทามติของผู้เข้าร่วมชมการแข่งขัน และ ดร.วรพงษ์ จันยั่งยืน ที่ปรึกษาคณบดีด้านวิชาการและกิจกรรมนักศึกษา ประจำโครงการปริญญาตรีบริหารธุรกิจ หลักสูตรนานาชาติ (BBA) ในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาก็สามารถคว้ารางวัล Best Faculty Advisor มาครองได้สำเร็จด้วย

สำหรับ Sauder Summit Global Case Competition เป็นการแข่งขันวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ ใช้เวลา 5 วัน มีการกำหนดโจทย์ในหลากหลายอุตสาหกรรมให้แต่ละทีมได้วางแผน ทั้งการเพิ่มรายได้ ลดต้นทุน     การขยายธุรกิจ โดยกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กรชั้นนำในอุตสาหกรรมภาคนั้นๆ ซึ่งในปี 2024 มี 16 มหาวิทยาลัยชั้นนำเข้าร่วม อาทิ Copenhagen Business School, CUHK Business School, University of Glasgow, Adam Smith Business School ฯลฯ

การแข่งขันจะแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม 3 รอบ โดยรอบแรกและรอบสองมีเวลารอบละ 5 ชั่วโมง ผู้เข้าแข่งขันจะได้รับโจทย์เป็นข้อมูลประมาณ 20 หน้ากระดาษ ซึ่งในระหว่างการแข่งขันไม่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ เมื่อหมดเวลา กรรมการจะจัดลำดับทีมที่ได้รับคะแนนมากไปหาน้อย ซึ่งลำดับจะมีผลต่อการแข่งขันในรอบสุดท้าย

การแข่งขันรอบสุดท้าย จะมีเวลาให้ทั้งหมด 24 ชั่วโมง และเปิดโอกาสให้ใช้อินเทอร์เน็ตได้ รอบนี้หลักการคล้ายคลึงกับสองรอบแรก แต่จะเพิ่มความเข้มข้นเรื่องรายละเอียดของเนื้อหาที่ต้องนำเสนอ โดยแบ่งการแข่งขันออกเป็น 2 รอบย่อย เพื่อหาทีมที่ชนะมาเจอกันในรอบตัดสิน หรือ Final

 มนัสยา เล่าว่า ในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ หรือ Final มีเวลาทั้งหมดทีมละ 30 นาที โดยจะนำเสนอ 20 นาที และตอบคำถามกรรมการ 10 นาที ทีมของธรรมศาสตร์ได้รับโจทย์เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ ซึ่งทีมเห็นร่วมกันว่ายาก เพราะนอกจากมีเวลาจำกัดแล้ว ยังต้องอาศัยความเข้าใจลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมด้วย

อย่างไรก็ดี ทีมธรรมศาสตร์ก็ค่อนข้างมีความมั่นใจ เพราะในระหว่างเรียนเคยมีประสบการณ์ในการแข่งขันทางเคสธุรกิจมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 รอบ และมีประสบการณ์จากการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยอีกไม่น้อย และทำการฝึกซ้อมกันมาอย่างหนัก ฉะนั้นเมื่อได้รับโจทย์มาก็เริ่มช่วยกันคิดแผน จากนั้นก็แบ่งงานกันเป็นสัดส่วน ทั้งด้านวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน ด้านการนำเสนอกลยุทธ์ที่จะมีอยู่ราว 2-3 แบบ ด้านการเงินและความเสี่ยง

มนัสยา เล่าต่อไปว่า จุดแข็งของทีมธรรมศาสตร์คือเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรม ซึ่งคณะกรรมการผู้ตัดสินก็ชื่นชมว่าทีมเรามีความเข้าใจในอุตสาหกรรมเป็นอย่างดี รวมถึงทักษะการวิเคราะห์เป็นอย่างดี และยังให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องไม่ให้ออกมาน่าเบื่อ เพราะบางครั้งกลยุทธ์ของแต่ละทีมจะคล้ายกัน แต่วิธีการนำเสนอต่างกัน

“มาถึงตอนนี้คงต้องบอกว่าการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยสำคัญมาก และมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จในครั้งนี้ เนื้อหาในห้องเรียนเป็นฐานคิดที่ดี กิจกรรมและการยกเคสในห้องเรียน รวมถึงการแข่งขันเคสธุรกิจต่างๆ ถูกนำมาประยุกต์ใช้ หลักสูตรการเรียนการสอนที่ทำให้นักศึกษาเอาไปใช้งานจริงมีผลต่อการแข่งขันจริง พูดได้เลยว่าเอาความรู้จากห้องเรียนออกมาใช้” มนัสยา กล่าว 

นอกเหนือจากตัวของผู้เข้าแข่งขันแล้ว ทีมสนับสนุนจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.  ก็สำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นคณาจารย์หลายท่านและพี่ๆ ศิษย์เก่าที่เข้ามาเป็นโค้ช สอนพื้นฐานในทุกอุตสาหกรรมให้มีความเข้าใจตั้งแต่สมัยเรียนชั้นปี 1 และที่ขาดไม่ได้เลยคือ อาจารย์ ดร.วรพงษ์ ที่ทุ่มเทและคอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดในการแข่งขันทุกๆ รอบ

มนัสยา มองว่า สิ่งที่ได้จากการแข่งขันจะสามารถนำไปต่อยอดการทำงานในอนาคตได้ เพราะเธอวางแผนไว้ว่าจะเข้าทำงานด้านการเงิน

“จริงๆ ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะฯ โดยเฉพาะที่ปรึกษา เพื่อนร่วมทีม และโค้ชที่ค่อยให้คำแนะนำ ส่วนตัวอยากให้เด็กไทย-เยาวชนไทยได้รับการสนับสนุนและได้รับประสบการณ์ที่ดีเหมือนที่เราได้รับในครั้งนี้ เพราะแรงสนับสนุนที่ได้จากองค์กรหรือจากคนที่มีประสบการณ์ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้อย่างดีจริงๆ” มนัสยา ทิ้งท้าย

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800837

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

โครงการ Anywhere Anytime ระบบคลาวด์ใช้จีทูจี ยกให้กระทรวง ED รับผิดชอบ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.47 น.

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยถึง “โครงการ Anywhere Anytime เรียนดี มีความสุข” ว่า การศึกษา 2567 กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการรการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้รับจัดสรรงบประมาณมาจำนวนหนึ่ง เพื่อใช้ในการบริหารจัดการ 3 เรื่อง คือ 1.National Digital Learning Platform (NDLP) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้บริการในเรื่องของการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ ที่อิงหลักสูตรแกนกลาง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 2.เรื่องของคอนเท้นต์ต่างๆ ซึ่งเป้าหมายหลักคือการจัดให้มีคอนเท้นต์ที่มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของผู้เรียนในโลกยุคใหม่ และ 3.ระบบคลาวด์ให้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล เป็นระบบแบบจีทูจี หรือ รัฐต่อรัฐ โดยทั้ง 3 เรื่องนี้จะต้องตอบโจทย์ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการทำทีโออาร์

ด้าน ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิกาณ กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นโครงการที่ สพฐ.รับผิดชอบเนื่องจาก นโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เชื่อมโยงมาที่ สพฐ.ในเรื่องของโครงการ Anywhere Anytime ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหม่ โดยในปี 2567 สพฐ.ได้ขอตั้งงบประมาณไป 900 กว่าล้านบาท แต่ถูกตัด ได้มา 482 ล้านบาท ซึ่งอาจเกิดจากระยะเวลาเหลือเพียง 5 – 6 เดือน ก็จะสิ้นปีงบประมาณ อย่างไรก็ตาม ในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ สพฐ.ก็จะมาดำเนินการใน 3 เรื่อง คือ ระบบ NDLP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการจัดการเรียนรู้แห่งชาติ ที่อิงหลักสูตรแกนกลาง 2551 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ซึ่งจะต้องมาทำแพลตฟอร์ม คอนเทนต์ ระบบคลาวด์ โดยเฉพาะเรื่องของคอนเทนต์ สพฐ.ได้รวบรวม มากกว่า 2 แสนคอนเทนต์ ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบเก่า ดังนั้น จึงมอบให้สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน (สทร.) สพฐ.แต่งตั้งคณะกรรมการคัดกรองอีกครั้ง เพื่อให้ได้สื่อที่มีคุณภาพนำร่องไปก่อน ส่วนงบประมาณที่ได้มาก็จะทำคอนเทนต์ที่เป็นองค์ความรู้ยุคใหม่ ตามความต้องการของผู้เรียนเป็นหลัก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า ส่วนเรื่องการ จ้างที่ปรึกษาที่มีคนสอบถามกันมามาก ว่าทำไมต้องจ้างที่ปรึกษา เราต้องยอมรับว่าความเชี่ยวชาญเฉพาะทางแต่ละคนไม่เหมือนกัน สพฐ.ในฐานะที่ดูแลโครงการ Anywhere Anytime เราไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเหล่านี้มากนัก สู้คนที่จบมาโดยตรงหรือเฉพาะทางไม่ได้ เช่น ทำไมถึงจ้างที่ปรึกษาที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย หรือ ทำไมต้อง MOU อยู่กับบางมหาวิทยาลัย ก็เพราะว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยเหล่านี้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านวิศวะหรือด้านเทคโนโลยี ซึ่งเรามีความจำเป็นจะต้องใช้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมาช่วย หรือ ช่วยงานเฉพาะกิจด้านอื่นๆ เช่น การเปลี่ยนเกมเป็นกีฬา มหาวิทยาลัยไหนโด่งดัง สามารถสร้างคนเก่งด้านนี้ได้ ก็จะจ้างมาให้ทำหลักสูตร วิจัย และทำคอนเทนต์ เป็นต้น ส่วนเรื่องของระบบคลาวด์ ปีนี้ นโยบายของรัฐบาลไม่อยากให้หน่วยงานราชการแบกรับภาระเรื่องงบประมาณการจัดทำระบบคลาวด์ หรือการเช่าซื้อ จึงมีหนังสือสั่งการให้ใช้ระบบคลาวด์ เป็นระบบจีทูจี หรือคลาวด์เฟิร์ส จึงมอบให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ED) รับผิดชอบ เพราะกระทรวง ED ให้บริการในเรื่องนี้อยู่แล้ว

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800833

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.33 น.

สพฐ.ออกมาตรการสกัดปัญหาจัดอาหารกลางวันเด็กปี 67 พร้อมอัพเกรดโปรแกรม Thai School Lunch และให้โรงเรียนอัปโหลดรูปอาหารแต่ละวันแบบเรียลไทม์ มั่นใจโรงเรียนได้รับเงินค่าอาหารกลางวันทันเปิดภาคเรียนนี้

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการอาหารกลางวันปีการศึกษา 2567 ว่า ในปีงบประมาณ 2568 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ได้ขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณโครงการอาหารกลางวัน รวมกว่า 2.5 พันล้านบาท จัดสรรให้โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรุงเทพมหานคร สังกัดกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) และกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อลดภาระผู้ปกครอง และเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยจะมีนักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาทุกสังกัด ได้รับอาหารกลางวัน จำนวน 575,983 คน

ซึ่งขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำมาตรการและแนวทางในการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน โดยปรับปรุงคู่มือการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ประจำปี 2567 ให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางดำเนินการอาหารกลางวันได้อย่างถูกต้อง ลดภาระครู รวมถึงให้หน่วยตรวจสอบใช้เป็นแนวทางในการตรวจสอบ ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยในเดือนพฤษภาคมนี้ สพฐ.จะจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้รับผิดชอบงานโครงการอาหารกลางวันของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งหมด และให้ขยายผลไปยังโรงเรียนในสังกัด เพื่อป้องกันปัญหาการดำเนินงานที่ขัดต่อระเบียบของผู้ปฏิบัติที่อาจจะเกิดขึ้น

“ที่ผ่านมา สพฐ.ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดทั้งในเมือง และในพื้นที่ห่างไกลอย่างต่อเนื่อง โดยไม่แจ้งให้โรงเรียนให้ทราบล่วงหน้า และพบว่า เรื่องที่โรงเรียนอาจปฏิบัติไม่ถูกต้อง คือ การจัดซื้อจัดจ้าง ความสะอาดของโรงอาหาร การจัดสำรับอาหาร ปัญหาและอุปสรรคการขนส่งวัตถุดิบอาหารกลางวัน ปัญหาของเด็กเกิดภาวะทฺพโภชนาการ และนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 – 3 ไม่ได้รับประทานอาหารเช้า เป็นต้น จึงได้นำปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินงานอาหารกลางวัน มาจัดทำเป็นมาตรการ แนวทาง คำแนะนำและคู่มือดังกล่าว พร้อมกันนี้ สพฐ.ได้พัฒนาโปรแกรม Thai School Lunch เพิ่มการเปลี่ยนแปลงรายการเมนูอาหารภายในวัน เพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างและสามารถอัปโหลดรูปภาพอาหารแต่ละวันแบบ Online real time ซึ่งจะทำให้โรงเรียนจัดอาหารกลางวันที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ คุ้มค่า เกิดความตระหนัก และใส่ใจในการดำเนินงานอาหารกลางวัน ขณะเดียวกันสำนักงานเขตพื้นที่ฯก็สามารถใช้โปรแกรม Thai School Lunch เข้าไป กำกับ ติดตาม ตรวจสอบความถูกต้องของเมนูอาหารกลางวันของโรงเรียนในสังกัดได้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้เตรียมการทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อป้องกันการทุจริตการดำเนินงานโครงการอาหารกลางวัน ร่วมกับ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ในการกำกับ ติดตาม ตรวจสอบ การดำเนินงานอาหารกลางวันทุกสังกัดเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และมั่นใจได้ว่าโรงเรียนจะได้รับเงินค่าอาหารกลางวันทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้