เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800818

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.32 น.

เสมา 1 จี้ผู้บริหารทำงานรวดเร็ว ทันเวลา พร้อมติดตามงาน ตั้งเป้าหมายทำงานเชิงรุก ตามนโยบายเรียนดี มีความสุข

วันที่ 24 เมษายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 15/2567  ณ ห้องประชุมราชวัลลภ และออนไลน์ผ่านระบบ Zoom meeting โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. และผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ. เข้าร่วมประชุม  โดย  พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยภายหลังการประชุม ว่า  เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 คณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เนื่องจากประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมได้ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปี ตั้งแต่วันที่ 23 เมษายน 2567 โดยประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สทศ.ชุดใหม่ที่ได้รับการแต่งตั้ง จำนวน 8 ราย ประกอบด้วย  นายเธียรชัย ณ นคร  ประธานกรรมการ   กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นางวัฒนาพร ระงับทุกข์  รศ.ปานใจ ธารทัศนวงศ์  รศ.อดิศร เนาวนนท์  รศ.จิรดา วุฑฒยากร นางสาวพรวิลัย เดชอมรชัย ร้อยตำรวจโทหญิง สุทธิมา พิพัฒน์พิบูลย์ และ นายธนาวัฒน์ สังข์ทอง 

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ในการประชุมตนได้มีการเน้นย้ำผู้บริหารองค์กรหลักและหน่วยงานในกำกับให้ดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ด้วยความรวดเร็วและเป็นไปตามเงื่อนเวลา พร้อมวางระบบการติดตามงานในความรับผิดชอบให้มีประสิทธิภาพประสิทธิผล และตั้งเป้าหมายการทำงานเชิงรุก เช่น การใช้จ่ายงบประมาณขอให้วางกรอบระยะเวลาในการดำเนินการและขอให้ดำเนินการทันระยะเวลาของปีงบประมาณ  รวมถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา PISA ด้วยหลักสูตรอบรมการใช้ระบบออนไลน์ข้อสอบ PISA ในสถานศึกษา โครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร สพฐ. เป็นต้น  นอกจากนี้ ได้ฝากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 ให้สอดรับกับนโยบาย เรียนดี มีความสุข ไม่ว่าจะเป็น ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาและสวัสดิภาพของนักเรียน ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้านนักเรียน และกิจกรรมเสริมทักษะต่าง ๆ รวมถึงด้านการสร้างเครือข่าย และบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน 

“ทั้งนี้ในการประชุม ได้มีการรายงานถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา PISA โดย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์(สสวท.) จัดทำเครื่องมือและจัดฝึกอบรมวิทยากรแกนนำและเตรียมความพร้อมการเป็นพี่เลี้ยงของเขตพื้นที่มัธยมศึกษา (วันที่ 21-23 เม.ย.67) ได้แก่ ศึกษานิเทศก์แกนนำ ครูแกนนำ ศูนย์วิทยาศาสตร์พลังสิบ วิทยากรพี่เลี้ยง และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย โดยต่อจากนี้จะอบรมวิทยากรแกนนำอีก 3 รุ่น เพื่อให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานต่อไป  นอกจากนี้ ยังมีความก้าวหน้าการดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร สพฐ. โดยโค้ชหนุ่ม Money Coach (จักรพงษ์ เมษพันธุ์) ใน 2 หลักสูตร คือ หลักสูตรสำหรับคนที่เป็นหนี้และสมัครใจเข้าร่วมการแก้หนี้ ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เป็นเวลา 6 ชั่วโมง  และหลักสูตรสำหรับคนที่รับความรู้และสามารถนำไปขยายผลช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อื่นได้ ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา โดยหวังจะให้แนวทางในการจัดการเงินของตนเอง พร้อมทั้งนำความรู้ไปขยายผลสู่ผู้อื่นได้“ รมว.ศธ. กล่าว  
 

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800688

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

วว.คว้า 8 รางวัล จากเวทีประกวดสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวาครั้งที่ 49

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีมอบเหรียญรางวัล ซึ่งสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)จัดขึ้นในโอกาสการร่วมจัดแสดงผลงานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา ครั้งที่ 49 “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โอกาสนี้ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมคณะนักวิจัยและคณะผู้ประกอบการที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์จาก วว. ได้แก่ บริษัท เฮอร์บอนิก จำกัด บริษัท Kururo Infinite Co.ltd. บริษัท Clara Innovation Co., Ltd. and ODEESTYLE CO.,LTD. และบริษัท สไมล์ คอร์เนอร์จำกัด (สำนักงานใหญ่) เข้าร่วมเป็นเกียรติและรับมอบเหรียญรางวัล เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567

โดยผลงานวิจัยและพัฒนาด้านนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ วว. ได้รับรางวัลจำนวนทั้งสิ้น 8 รางวัล ดังนี้ รางวัล Award for outstanding innovation “Prize of Hong Kong Delegation” รางวัล NRTC SPECIAL AWARD for the Excellent Invention และเหรียญรางวัล GOLD MEDAL จากผลงานเทคโนโลยี/นวัตกรรมการจัดการขยะชุมชนและสร้างมูลค่าเพิ่มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน, เหรียญรางวัล SILVER MEDAL จากผลงาน “นาโนแฮร์โทนิคจากสารสกัดดอกคำฝอย” โดยใช้เทคโนโลยีไมโครอิมัลชันของสาร Safflomin A ในสารสกัดดอกคำฝอย เพื่อกระตุ้นการงอกของเส้นผมและลดการเกิดผมร่วง, รางวัล Distinguished Innovation Awardจาก King Abdulahziz University และ เหรียญรางวัล BRONZE MEDAL จากผลงานผลิตภัณฑ์ส่งเสริมการนอนหลับและบรรเทาอาการกรนด้วยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารรูไซเร็น, เหรียญรางวัล BRONZE MEDAL จาก 2 ผลงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เจลลิ่งเพื่อลดรอยแตกลายผิวหนังหน้าท้องด้วยสารสกัดเพปไทด์จากแพะ และเซรั่มที่มีส่วนผสมของสารสกัดเห็ด กักเก็บในระบบนำส่งสารแบบไฟโตโซมเพื่อยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิดปกติ

ทั้งนี้งานสิ่งประดิษฐ์นานาชาติเจนีวา ครั้งที่ 49 ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานจากนานาประเทศทั้งภาครัฐ เอกชน นักลงทุนมากกว่า 50,000 คน และมีผู้เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงผลงานกว่า 1,000ผลงาน จากนานาประเทศกว่า 40 ประเทศ โดยมีผลงานด้านสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมของไทยทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน จาก 37 หน่วยงาน เข้าร่วมนำเสนอจำนวน 94 ผลงาน

“ความสำเร็จในครั้งนี้เป็นความภาคภูมิใจของ วว. อีกวาระหนึ่ง ในการนำความเชี่ยวชาญเข้าไปตอบโจทย์ ช่วยแก้ไขปัญหา พัฒนาสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ วว. พร้อมเดินเคียงข้างพี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการ เพื่อความมั่นคงมั่งคั่ง และยั่งยืน ของเศรษฐกิจประเทศ” ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าว

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800687

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

MOU จัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศร่วมกับ National Institute of Green Technology (NIGT) เพื่อสนับสนุนการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป็นหน่วยงานรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐเกาหลี มีความประสงค์สร้างความร่วมมือ ด้านการพัฒนาและเชื่อมโยงเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตไฮโดรเจนที่ต่อยอดจากการศึกษาการพัฒนายุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านไฮโดรเจนของประเทศไทยโดยกลไก Technology Mechanism ภายใต้ UNFCCC เป็นโครงการที่ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี ผ่านศูนย์เทคโนโลยีภูมิอากาศและเครือข่าย (Climate Technology Centre and Network) ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินการร่วมกันกับ สอวช. ตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ฉบับนี้

ภายในงานได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานโดย NIGT ได้เชิญบริษัท SK ecoplant นำเสนอตัวอย่างเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความพร้อมในการต่อยอด ได้แก่ การผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวลจากขยะอินทรีย์ต่างๆ โดยคิดค้นเทคโนโลยีการปรับปรุงไบโอแก๊สเป็น Biofuel ที่เรีกว่า Renewable Natural Gas (RNG)ด้วยเยื่อเลือกผ่านที่มีประสิทธิภาพสูง หรือ SKEP Biogas upgrading system ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ผลิตไฮโดรเจนสีเขียวที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลในปัจจุบัน

ในขณะที่ สอวช. ได้แลกเปลี่ยนการทำงานและบทบาทของ สอวช. ในการขับเคลื่อนเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในบทบาทหน่วยประสานงานกลางด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย (National Designated Entity, NDE) และจัดทำนโยบายและเป็นเลขานุการสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม อาทิ Saraburi Sandbox, Net Zero Campus, BCG Indicator ร่วมกับผู้ประกอบการ นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำร่วมกับ สสน. เป็นต้น ซึ่งจะใช้บทบาทของแต่ละหน่วยงานสร้างความร่วมมือนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ ข้อตกลงความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงภาพภูมิอากาศร่วมกับ NIGT นี้ มีระยะเวลาดำเนินการ 2 ปี นับจากวันที่ 2 เมษายน 2567

นอกจากนี้ สถาบัน NIGT ยังได้นำคณะ สอวช. เข้าเยี่ยมชมศูนย์วิจัยต้นแบบการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบครบวงจร ณ Chungju Food Waste Bioenergy Center ตั้งอยู่ในเขตเมืองช็องจู (Chungju) บนพื้นที่ศูนย์วิจัยขนาด 7,200 ตารางเมตร ศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นโรงงานต้นแบบที่แบ่งการผลิตออกเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) ส่วนผลิตไบโอมีเทนแก๊ส และ 2) ส่วนการผลิตไฮโดรเจน ซึ่งส่วนการผลิตไบโอมีเทนแก๊สนั้นจะมีการรับเศษอาหารจากชุมชนใกล้เคียงในเมือง Chungju ซึ่งมีปริมาณเศษอาหารที่เข้าระบบประมาณ 60 ตันต่อวัน และเข้าสู่กระบวนการผลิตไบโอมีเทนด้วยการหมักแบบไร้อากาศ ผลิตภัณฑ์ไบโอมีเทนแก๊สที่ได้จะถูกส่งเข้ากระบวนการผลิตไฮโดรเจนด้วยวิธีการ steam reforming โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 300 Nm3/h หรือประมาณ 348 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง โดยไฮโดรเจนแก๊สที่ผลิตได้จะถูกเก็บกักในท่อเก็บด้วยกระบวนการบีบอัดแรงดันสูงก่อนจะจ่ายเข้าสู่สถานีจำหน่ายในบริเวณศูนย์วิจัย และขนส่งไปยังสถานีจำหน่ายอื่นๆ ในเมือง Chungju ต่อไป ซึ่งโดยสรุปแล้วโรงงานต้นแบบนี้สามารถผลิตเชื้องเพลิงไฮโดรเจนเพื่อจำหน่ายแก่ผู้ใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคล FCEV มากกว่า 65 คันต่อวัน และรถโดยสารให้บริการสาธารณะมากกว่า 2 คันต่อวัน ยังเป็นโรงงานต้นแบบในการกำจัดขยะจากเศษอาหารเพื่อสร้างพลังงาน และมีกระบวนการบำบัดของเสียที่ออกจากระบบวิธีการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบำบัดน้ำทิ้งก่อนหมุนเวียนสู่ระบบ การบำบัดกลิ่นจากกระบวนการหมักและหมุนเวียนเป็นแก๊สกลับสู่ระบบ และการใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่รวบรวมได้จากระบบเพื่อใช้ในระบบการปลูกพืชในโรงเรือนอีกด้วย

มรภ.ชม.ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สู่ Creative LANNA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800686

มรภ.ชม.ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สู่ Creative LANNA

มรภ.ชม.ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน สู่ Creative LANNA

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สป.อว.) นำทีมโดย รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน คณะกรรมการกลั่นกรองการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษาและประธานคณะทำงานส่งเสริมและยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล น.ส.นัดดา เจ๊ะยอเด ผู้แทนผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะทำงาน ตรวจเยี่ยมลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ประจำปีงบประมาณ 2566 ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (มรภ.ชม.) เพื่อรับฟังรายงานผลการดำเนินงานในระยะ 12 เดือน พร้อมเยี่ยมชมโครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนล้านนาสร้างสรรค์ เปิดโอกาสสร้างความสามารถทางการตลาด และสร้างสรรค์พื้นที่ด้านวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในภาคธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการโอท็อป จังหวัดเชียงใหม่

รศ.ดร.รัฐชาติ มงคลนาวิน คณะกรรมการกลั่นกรองการจัดกลุ่มสถาบันอุดมศึกษา และประธานคณะทำงานส่งเสริมและยกระดับสถาบันอุดมศึกษาให้มีคุณภาพและมาตรฐานในระดับสากล กล่าวว่า การลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 กลุ่ม Area Based ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ เพื่อร่วมประชุมรับฟังรายงานผลการดำเนินงานในระยะ12 เดือน พร้อมรับชมนิทรรศการผลการดำเนินงานจากโครงการวิจัย ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการภายใต้โปรแกรม 25 แผนงานย่อยรายประเด็น “แผนงานพัฒนาระบบ ววน. ในสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพลิกโฉมมหาวิทยาลัย” ประจำปีงบประมาณ 2566 เพื่อดำเนินโครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการยกระดับเศรษฐกิจชุมชน พัฒนาธุรกิจชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์สู่การเป็นล้านนาเมืองสร้างสรรค์ (Creative LANNA)

รศ.ดร.ชาตรี มณีโกศล รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ กล่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ อยู่ในกลุ่มยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ (Area-Based & Community) เป็นสถาบันอุดมศึกษาที่มุ่งพัฒนาชุมชนเชิงพื้นที่ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยี สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสังคม เสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประเทศในระดับครัวเรือนและชุมชน ยกระดับคุณภาพชีวิตรวมถึงความเป็นอยู่ของสมาชิกในชุมชนให้ดีขึ้นโดยมีบทบาทสำคัญกับท้องถิ่นในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถตอบโจทย์พัฒนาการของเทคโนโลยีและสังคมยุคใหม่ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเชื่อมโยงเศรษฐกิจท้องถิ่นกับห่วงโซ่มูลค่าของภาคการผลิตและบริการเป้าหมาย ตลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตและบริโภคให้มีประสิทธิภาพ

โครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน (The Development of Creative Smart Community driven by Innovation and Lifelong Learning University) เป็นการพลิกโฉมการทำงานของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ร่วมกับหน่วยงานส่วนราชการในจังหวัดเชียงใหม่ในการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบการชุมชนโดยเฉพาะผู้ประกอบการวิสาหกิจและผู้ประกอบการโอท็อป เพื่อพัฒนากำลังคนด้านเศรษฐกิจชุมชนอย่างสร้างสรรค์ สนับสนุนการเป็นเมืองล้านนาสร้างสรรค์ (Creative LANNA) พัฒนาธุรกิจชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ สู่การเป็นล้านนาเมืองสร้างสรรค์ (Creative LANNA) และเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ (Creative Space) รองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ (Northern Economic Corridor : NEC)

ซึ่งโครงการยกระดับชุมชนฉลาดรู้อย่างสร้างสรรค์ด้วยกลไกการขับเคลื่อนจากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชน เป็นการส่งเสริมพัฒนาชุมชนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เพราะวัฒนธรรมท้องถิ่นจะส่งผลให้เกิดความหลากหลายทั้งในงานหัตถกรรม สถาปัตยกรรม การท่องเที่ยว อาหาร ด้วยการสร้างผลที่มีคุณค่าและมีมูลค่าต่อเศรษฐกิจและสังคมสร้างนวัตกรรมการศึกษาและพัฒนานวัตกรรมให้เกิดย่านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่อไป

ปลูกฝังเยาวชนรักษ์โลก ผ่านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800685

ปลูกฝังเยาวชนรักษ์โลก ผ่านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

ปลูกฝังเยาวชนรักษ์โลก ผ่านเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

วันพุธ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรงถือเป็นปัญหาสำคัญระดับโลกในปัจจุบัน โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย โดยฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ร่วมกับอาจารย์และนักวิจัยในโครงการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จัดกิจกรรม “The Beauty of Solar Power” ให้กับเด็กและเยาวชนในโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้กับโรงเรียนในพื้นที่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (EECi) จำนวน 40 คน เมื่อวันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2567 ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อให้เด็กๆ ได้ลงมือทำกิจกรรมการทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่สนุกและท้าทายเกี่ยวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ แหล่งพลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นางฤทัย จงสฤษดิ์ ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. กล่าวว่า กิจกรรม “The Beauty of Solar Power” ที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเด็กและเยาวชนได้พัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ พัฒนาทักษะการสังเกต รู้จักตั้งคำถามและค้นหาคำตอบด้วยตนเองผ่านกิจกรรมการทดลองสนุกๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่เปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์ให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็เป็นการปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนเพื่อช่วยลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดด้วย

กิจกรรม “The Beauty of Solar Power” เริ่มต้นด้วยการบรรยายเรื่องพลังงานจากแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่มีมากที่สุดในโลกและเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่ดีต่อโลก โดย รศ.ดร.พงศกร กาญจนบุษย์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวัสดุศาสตร์และนวัตกรรมวัสดุ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในโครงการการคัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมการประชุมผู้ได้รับรางวัลโนเบล ณ เมืองลินเดา ประจำปี 2559 ทำให้รู้ว่าการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม และ “โซลาร์เซลล์” พลังงานจากแสงอาทิตย์ จะเป็นต้นแบบการรักษ์โลกอย่างยั่งยืนในอนาคต

“เด็กๆจะได้เรียนรู้กิจกรรมการทดลองโดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มสลับกันเรียนรู้ใน 4 ฐานกิจกรรม ได้แก่ ฐานกิจกรรมที่ 1 “การปรับปรุงภาวะการเปียกของพื้นผิว (surface wettability) ด้วยเครื่อง UV ozone และการทดสอบ contact angle” ฐานกิจกรรมที่ 2 “การผลิตฟิล์มบางเพอรอฟสไกต์” ฐานกิจกรรมที่ 3 “การทดสอบการดูดกลืนแสงของโซลาร์เซลล์สีต่าง ๆ” ฐานกิจกรรมที่ 4 “เรียนรู้สิ่งสำคัญของการทดสอบความสัมพันธ์กระแส-แรงดัน (I-V Curve) สำหรับระบบโซลาร์เซลล์”ฐานกิจกรรมนี้จะให้ความรู้เกี่ยวกับการตรวจวัดและทดสอบแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ซึ่งน้องๆเยาวชนจะได้เรียนรู้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ศึกษาหาความรู้ สังเกต ตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตัวเอง ผ่านกิจกรรมฐานความรู้ต่างๆ ซึ่งมีส่วนสำคัญกับการพัฒนาศัพยภาพและทักษะของเยาวชนในยุคปัจจุบัน” ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโสฯ สวทช. ระบุ

ด.ญ.ธมลวรรณ พสุพงศธร นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนบ้านฉางกาญจนกุลวิทยา กล่าวว่า ชอบกิจกรรมที่ได้ทำไปในวันนี้ ได้รับความรู้เกี่ยวกับโซลาร์เซลล์มากขึ้นและสามารถนำไปศึกษาเพิ่มเติมได้ และจะนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาและทำกิจกรรมวันนี้ไปเผยแพร่ให้กับคนอื่นด้วย นอกจากนี้ยังได้รู้แนวทางในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยต่อไปด้วย

ทั้งนี้หน่วยงานที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าว และหัวข้ออื่นๆ ที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายวิชาการ หลักสูตร และสื่อการเรียนรู้ สวทช. ติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 02-5647000 ต่อ 77215, 77207, 77288 หรือทางแฟนเพจ https://www.facebook.com/sciencecamp.fanpage

‘ธนากร’เล็งขอ’กสศ.’หนุนงบฯอุ้มกลุ่มเปราะบาง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800752

'ธนากร'เล็งขอ'กสศ.'หนุนงบฯอุ้มกลุ่มเปราะบาง

‘ธนากร’เล็งขอ’กสศ.’หนุนงบฯอุ้มกลุ่มเปราะบาง

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 23.30 น.

สกร.เตรียมยกทีม หารือ ผู้บริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ประสานความร่วมมือเสริมงบฯ ขับเคลื่อนการดูแลเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่หน่วยงานอื่นเข้าไม่ถึง

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กล่าวถึงกรณีที่มีข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ออกมาว่า เป็นห่วงเยาวชนกลุ่มเปราะบางโดยเฉพาะช่วงรอยต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กำลังจะขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เนื่องจากเด็กที่ครอบครัวมีฐานะยากจนจะเริ่มทยอยหลุดจากระบบการศึกษาในช่วงรอยต่อนี้มากที่สุด ว่า เร็วๆนี้ ตนจะประสานขอเข้าพบ ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. และผู้บริหาร สกร. เพื่อหารือว่ากรมส่งเสริมการเรียนรู้ กับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา มีโครงการใดบ้างที่จะช่วยกันขับเคลื่อนงานการจัดการศึกษาให้แก่เด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนหลุดจากระบบการศึกษาที่ กสศ.มีข้อมูลอยู่ เพราะ สกร.มีครูกระจายอยู่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศเข้าถึงเด็กได้โดยตรง มีแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ สกร.มีงบประมาณจำนวนจำกัด ขณะที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา  มีงบประมาณสำหรับการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง ยากจน มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ถ้าหาก สกร.ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก กสศ. ดำเนินโครงการงานที่เป็นภารกิจที่ สกร.ต้องขับเคลื่อนก็จะทำให้การดูแลเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่หน่วยงานอื่นเข้าไม่ถึง จะสามารถดำเนินการได้ดียิ่งขึ้น

“ การลดภาระค่าใช้จ่ายของนักเรียนและผู้ปกครอง เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล และ พ.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปีการศึกษา 2567 นี้ เป็นปีที่ 2 ที่มีการเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวสำหรับผู้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น มัธยมศึกษาตอนปลาย และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) แต่ก็อาจจะยังไม่เพียงพอ โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายด้านการเดินทาง และค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน ซึ่งการจัด การเรียนรู้ของ สกร.มีหลักสูตรที่หลากหลาย มาความยืดหยุ่น เข้าถึงได้ง่าย เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา และขณะนี้ สกร.ก็กำลังพัฒนาระบบการสอบเทียบวัดระดับความรู้การศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ทั่วประเทศไม่ว่าจะเรียนจบจากที่ไหน ดังนั้นหาก กสศ. กับ สกร. มีความร่วมมือกันในการดูแลเยาวชน กลุ่มเปราะบาง ก็จะเป็นการเพิ่มทางเลือก สร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึง และไปต่อในระดับการศึกษาที่สูงขึ้นได้” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว

เตรียมสถาปนาพื้นที่คุ้มครองชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ปอคี หวังเปลี่ยนทัศนคติต่อวิถีชีวิตคนบนดอย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800723

เตรียมสถาปนาพื้นที่คุ้มครองชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ปอคี หวังเปลี่ยนทัศนคติต่อวิถีชีวิตคนบนดอย

เตรียมสถาปนาพื้นที่คุ้มครองชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ปอคี หวังเปลี่ยนทัศนคติต่อวิถีชีวิตคนบนดอย

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.01 น.

เตรียมสถาปนาพื้นที่คุ้มครองชุมชนกะเหรี่ยงบ้านแม่ปอคี หวังเปลี่ยนทัศนคติต่อวิถีชีวิตคนบนดอย นักวิชาการชี้เป็นการรักษาทุนทรัพยากร-วัฒนธรรมไม่ให้ถูกทำลาย-เป็นโมเดลเชื่อมโลกชาติพันธุ์และโลกร่วมสมัย

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 นายประหยัด เสือชูชีพ กลุ่มเยาวชนบ้านแม่ปอคี อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เปิดเผยว่าในวันที่ 26 เมษายน 2567 ชุมชนบ้านแม่ปอคีจะจัดงานสถาปนาพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์บ้านแม่ปอคี (ขุนแม่เหว่ย) เพื่อรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชนไว้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีการเก็บข้อมูลศึกษาวิจัยพบว่าการทำไร่หมุนเวียนแปลงใหญ่ของชาวบ้านเป็นการรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ที่สำคัญคือทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการและเป็นการทำงานกันแบบเครือญาติโดยการ “เอามื้อ” กัน ได้พูดคุยกันและได้เห็นรอยยิ้มกัน นอกจากนี้การทำไร่หมุนเวียนแบบแปลงรวมนี้ยังช่วยสะดวกในเรื่องการจัดการไฟและใช้เวลาสั้นๆในการเผา

“เราคาดหวังว่าการประกาศเขตวัฒนธรรมครั้งนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงทัศนคติในทางลบที่มีต่อชุมชนและก่อให้เกิดความเข้าใจและเห็นใจในวิถีวัฒนธรรมของคนปกาเกอะญอ เราอยากให้เกิดกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชน และมีการสร้างเศรษฐกิจให้ชุมชนอยู่ได้” นายประหยัดกล่าว

ผศ.ดร.สุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ อาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่าการประกาศพื้นที่คุ้มครองของชุมชนแม่ปอคีครั้งนี้ เป็นความรู้สึกของชาวบ้านที่อยากจะให้มีพื้นที่เขตวัฒนธรรม ไม่ใช่ว่าชาวบ้านต้องการสิทธิพิเศษเหนือกว่าใคร แต่เขาต้องการการปกป้องคุ้มครองทุนทางทรัพยากร ทุนวิถีวัฒนธรรมที่เขามี ไม่ให้ถูกภายนอกเข้ามากระแทกทำลายจนไม่เหลือ เพราะถ้าไม่เหลือทุนชาวบ้านก็ต้องพึ่งพาภายนอก 100% ทั้งทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งความรู้ต่างๆ

“การประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษเป็นการปกป้องทุนของชุมชน ปกป้องสิทธิให้ชุมชนได้อาศัยทุนในการพัฒนาและยกระดับวิถีชิวิตของตนเองในอนาคตได้ และจะเป็นพื้นที่ต้นแบบ พื้นที่เรียนรู้ โดยเฉพาะใน จ.ตาก ที่เป็นพื้นที่ชายแดน เราได้แหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม กรณีศึกษาที่เป็นรูปธรรมในการคุ้มครองและพัฒนาต่อยอดวิถีชีวิตชาติพันธุ์ที่ยั่งยืนและเหมาะสมกับยุคสมัย การประกาศพื้นที่นี้ไม่ใช่การแช่แข็งชุมชนให้กลับไปอยู่เหมือนอดีต เราจะปรับจะเปลี่ยนอย่างไร ตามความเหมาะสม ตามสถานการณ์ ตามเวลา แต่ไม่ใช่ถูกกำหนดจากข้างนอก” ผศ.สุวิชาน กล่าว การประกาศนี้เป็นการเชื่อมโลกของชาติพันธุ์กับโลกร่วมสมัย เป็นโมเดลของการพัฒนาเชิงบูรณาการ

ผศ.ดร.สุวิชานกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้มีการทำวิจัยซึ่งเป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน ให้เป็นเครื่องมือสื่อสารเรื่องราวของตนเอง พัฒนาต่อยอดองค์ความรู้เดิม ข้อค้นพบในงานวิจัยที่เยาวชนทำ คือ การจัดการทรัพยากรในพื้นที่ สัดส่วนใกล้เคียงกันคือที่อยู่อาศัยที่ทำกิน 52% และอีก 48% เป็นพื้นที่อนุรักษ์ เก็บข้อมูลประวัตศาสตร์โดยชุมชนอยู่มา 423 ปี ระบบการจัดการ การอนุรักษ์พื้นที่ป่าเป็นความสมดุลของการใช้และการดูแล

“เราเห็นว่าความมั่นคงทางอาหารที่ดำรงอยู่ได้ คือวิถีเกษตรแบบไร่หมุนเวียน ชุมชนเพาะปลูกพืชต่างๆ ในไร่หมุนเวียนถึง 80 กว่าชนิด บางชนิดกินได้ 3 เดือน บางชนิดปลูกเดือนเมษายน กินได้พฤษภาคมก็หมด แล้วมีพืชอื่นเกิด บางชนิดกินไปได้ถึงธันวาคม มีนาคม เมษายน เช่น เผือก มัน ปลูกครั้งเดียวได้กินทั้งปี แล้วพอรอบใหม่ก็ปลูกใหม่ เป็นวงจรความมั่นคงทางอาหารในไร่หมุนเวียน” ผศ.สุวิชาน กล่าว

อาจารย์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกล่าวว่า เราทำเรื่องของการเรียนรู้ร่วมกัน โลกเปลี่ยน ถนนเข้ามา เทคโนโลยีเข้ามา เราทำอย่างไร โดยพบว่าฐานทุนของชุมชนเป็นฐานสำคัญในการที่ทำให้ปรับตัวเพื่อเท่าทัน เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากไร่หมุนเวียน

รมว.ศธ.มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800717

รมว.ศธ.มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

รมว.ศธ.มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.06 น.

เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานมอบนโยบายการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. อาทิ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และนายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม จำนวน 650 คน ณ ห้องประชุมฉัตรแก้ว โรงเรียนสตรีนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting กว่า 21,002 คน และรับชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง OBEC Channel จำนวน 20,905 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 42,557 คน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้แก่ผู้บริหารเขตพื้นที่และสถานศึกษา ซึ่งถือว่าทุกคนเป็นผู้นำทางการศึกษาในพื้นที่ และถือเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญ ในการเชื่อมต่อนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา สู่สถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดต่อตัวผู้เรียน ทำอย่างไรให้ “เรียนดี มีความสุข” พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ มีกำหนดเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 จึงขอให้สถานศึกษาดำเนินการในด้านต่างๆ ได้แก่ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ให้คำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียน ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเข้าสู่ประตูรั้วโรงเรียนจนออกจากโรงเรียน และเดินทางถึงบ้านพักนักเรียน 2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้าน กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม เป็นต้น 3. ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ สถานศึกษาประสานเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต บูรณาการความร่วมมือการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียน เป็นต้น

“ดังนั้น ในห้วงเวลาก่อนการเปิดภาคเรียนใหม่นี้ จึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่กำกับดูแลสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนดูแลนักเรียนเป็นจำนวนมาก ได้ร่วมกันในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2567 ทั้งในด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงด้านความปลอดภัย อาคารสถานที่ อุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้การปฏิบัติงานต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จ นำไปสู่การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมทุกด้าน เป็นประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า 7 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน รมว.ศธ. ทุกคนได้เห็นนโยบายใหม่ๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่องในหลายๆเรื่องมีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการยกเลิกครูเวร การทำให้ครูมีความปลอดภัย การให้โรงเรียนมีภารโรง เพื่อช่วยลดภาระครู การเพิ่มงบอาหารกลางวันในโรงเรียนขยายโอกาส การปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน 
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน

ทั้งนี้ ขอฝากสถานศึกษาให้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ โดยสถานศึกษาจะต้องมีความปลอดภัยทั้งอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า การเตรียมสื่อการสอน พร้อมช่วยกันสอดส่องบุคคลภายนอกอย่างเข้มงวดในการเข้ามาในโรงเรียน รวมถึงการเฝ้าระวังการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ช่วยกันตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา

ขณะที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบนโยบายสู่การปฏิบัติ เรื่อง “ลดภาระครู ลดภาระนักเรียน และลดภาระผู้ปกครอง” ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พ.ค.2567 นี้ ต่อจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอการขับเคลื่อนงานตามนโยบายฯ “OBEC ONE TEAM” ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การยกระดับผลการประเมิน PISA ระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต การมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การจัดการศึกษาเรียนรวม และการวัดผล เทียบโอน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเรื่อง การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา การจ้างนักการภารโรง และการพัฒนาภาษาอังกฤษ นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเรื่อง การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา กิจกรรมพิธีไหว้ครู Soft Power และอาหารกลางวันโรงเรียนขยายโอกาส นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การปรับภูมิทัศน์ การปรับปรุงซ่อมแซมห้องน้ำโรงเรียน และโรงเรียนคุณภาพ และนายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การเรียนรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เป็นต้น

– 006

เสมา 1 -เสมา 2 -ผู้บริหาร สพฐ. มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800708

เสมา 1 -เสมา 2 -ผู้บริหาร สพฐ. มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

เสมา 1 -เสมา 2 -ผู้บริหาร สพฐ. มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.47 น.

เสมา 1 -เสมา 2 -ผู้บริหาร สพฐ. มอบนโยบายเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 ผอ.-รองผอ.เขตฯและผอ.-รองผอ.โรงเรียนทั่วประเทศ รับนโยบาย

วันที่ 23 เมษายน 2567 พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานมอบนโยบายการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. อาทิ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. และนายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. รวมถึงผู้อำนวยการ และรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตทั่วประเทศ ผู้อำนวยการสถานศึกษา และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม จำนวน 650 คน ณ ห้องประชุมฉัตรแก้ว โรงเรียนสตรีนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี ควบคู่กับการประชุมผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting กว่า 21,002 คน และรับชมถ่ายทอดสดผ่านช่องทาง OBEC Channel จำนวน 20,905 คน รวมทั้งสิ้นกว่า 42,557 คน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การประชุมในวันนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่จะได้สื่อสารนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการให้แก่ผู้บริหารเขตพื้นที่และสถานศึกษา ซึ่งถือว่าทุกคนเป็นผู้นำทางการศึกษาในพื้นที่ และถือเป็นโซ่ข้อกลางที่สำคัญ ในการเชื่อมต่อนโยบายสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษา สู่สถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีเป้าหมายสำคัญสูงสุดต่อตัวผู้เรียน ทำอย่างไรให้ “เรียนดี มีความสุข” พร้อมกันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ มีกำหนดเปิดภาคเรียนในเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2567 จึงขอให้สถานศึกษาดำเนินการในด้านต่าง ๆ ได้แก่ 1. ด้านความปลอดภัยของสถานศึกษา ให้คำนึงถึงสวัสดิภาพของนักเรียน ตั้งแต่เดินทางออกจากบ้านเข้าสู่ประตูรั้วโรงเรียนจนออกจากโรงเรียน และเดินทางถึงบ้านพักนักเรียน 2. ด้านการเสริมสร้างโอกาสในการเรียนรู้และสร้างภูมิคุ้มกัน เช่น การจัดกิจกรรมเยี่ยมบ้าน กิจกรรมเสริมทักษะเพิ่มเติม เป็นต้น  3. ด้านเครือข่ายและการสร้างความร่วมมือ สถานศึกษาประสานเครือข่ายและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมเสริมทักษะชีวิต บูรณาการความร่วมมือการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเด็กนักเรียน เป็นต้น

“ดังนั้น ในห้วงเวลาก่อนการเปิดภาคเรียนใหม่นี้ จึงขอความร่วมมือจากทุกท่าน ซึ่งเป็นผู้ที่กำกับดูแลสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนดูแลนักเรียนเป็นจำนวนมาก ได้ร่วมกันในการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนประจำปีการศึกษา 2567 ทั้งในด้านวิชาการ การจัดการเรียนการสอน กิจกรรมการเรียนรู้ รวมถึงด้านความปลอดภัย อาคารสถานที่ อุปกรณ์ ฯลฯ เพื่อให้การปฏิบัติงานต่าง ๆ บรรลุผลสำเร็จ นำไปสู่การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาครอบคลุมทุกด้าน เป็นประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืนต่อไป” รมว.ศธ. กล่าว

ด้าน นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า  7 เดือนที่ผ่านมา ภายใต้การกำกับของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน รมว.ศธ. ทุกคนได้เห็นนโยบายใหม่ๆ ที่ออกมาอย่างต่อเนื่องในหลายๆเรื่องมีความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเจน โดยเฉพาะการยกเลิกครูเวร การทำให้ครูมีความปลอดภัย การให้โรงเรียนมีภารโรง เพื่อช่วยลดภาระครู การเพิ่มงบอาหารกลางวันในโรงเรียนขยายโอกาส การปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียน 
ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในโรงเรียน 

ทั้งนี้ขอฝากสถานศึกษาให้เตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนใหม่ โดยสถานศึกษาจะต้องมีความปลอดภัยทั้งอาคารสถานที่ ระบบไฟฟ้า การเตรียมสื่อการสอน พร้อมช่วยกันสอดส่องบุคคลภายนอกอย่างเข้มงวดในการเข้ามาในโรงเรียน รวมถึงการเฝ้าระวังการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ขอให้ช่วยกันตรวจสอบและขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษา

ขณะที่  ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้มอบนโยบายสู่การปฏิบัติ เรื่อง “ลดภาระครู ลดภาระนักเรียน และลดภาระผู้ปกครอง” ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ในวันที่ 16 พ.ค.2567 นี้  ต่อจากนั้น ผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ได้นำเสนอการขับเคลื่อนงานตามนโยบายฯ “OBEC ONE TEAM”  ได้แก่ นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู การยกระดับผลการประเมิน PISA ระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิต การมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) การจัดการศึกษาเรียนรวม และการวัดผล เทียบโอน   นายพัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเรื่อง การลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา การจ้างนักการภารโรง และการพัฒนาภาษาอังกฤษ   นายธีร์ ภวังคนันท์ รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวเรื่อง การเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน ความปลอดภัยในสถานศึกษา กิจกรรมพิธีไหว้ครู Soft Power และอาหารกลางวันโรงเรียนขยายโอกาส   นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การปรับภูมิทัศน์ การปรับปรุงซ่อมแซมห้องน้ำโรงเรียน และโรงเรียนคุณภาพ   และนายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เรื่อง การเรียนรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เป็นต้น

เปิด 10 อันดับ มหาวิทยาลัยของรัฐ ราชภัฏ เอกชน ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800567

เปิด 10 อันดับ มหาวิทยาลัยของรัฐ ราชภัฏ เอกชน ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2023

เปิด 10 อันดับ มหาวิทยาลัยของรัฐ ราชภัฏ เอกชน ได้รับความนิยมสูงสุดในปี 2023

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 10.03 น.

วันที่ 23 เมษายน 2567 เว็บไซต์ Unirank จัดอันดับ 10 มหาวิทยาลัยของรัฐ, ราชภัฏ และ เอกชน ที่ได้รับความนิยมของเว็บไซต์ เฉพาะที่เปิดสอนระดับปริญญาตรี ซึ่งพิจารณาจากความนิยมของเว็บไซต์

โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลอิสระที่เป็นเครื่องมือการสืบค้น จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ Moz Domain Authority, Alexa Global Rank, Similarweb Global Rank, Majestic Referring Domanis และ Majestic Trust Flow โดยมีรายละเอียดดังนี้

10 อันดับมหาวิทยาลัยรัฐ1.มหาวิทยาลัยมหิดล
2.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
4.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
5.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
6.มหาวิทยาลัยขอนแก่น
7.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
8.มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
9.มหาวิทยาลัยรามคำแหง
10.สภาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

10 อันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ

1.มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
2.มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
3.มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
4.มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา
5.มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม
6.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่
7.มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
8.มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
9.มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
10.มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์

10 อันดับมหาวิทยาลัยเอกชน

1.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
2.มหาวิทยาลัยศรีปทุม
3.มหาวิทยาลัยรังสิต
4.มหาวิทยาลัยกรุงเทพ
5.มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด
6.มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
7.มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ
8.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร
9.มหาวิทยาลัยพายัพ
10.มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ขอบคุณข้อมูล : Admission Premium , Unirank