‘ศุภมาส’ เปิดนิทรรศการ Thailand Pavilion โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่สายตาโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800485

‘ศุภมาส’ เปิดนิทรรศการ Thailand Pavilion  โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่สายตาโลก

‘ศุภมาส’ เปิดนิทรรศการ Thailand Pavilion โชว์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่สายตาโลก

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในการเปิดนิทรรศการ “Thailand Pavilion” ในงาน “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นายจิตติพัฒน์ ทองประเสริฐเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบิร์น น.ส.อุศณา พีรานนท์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา พร้อมด้วย ผู้บริหารของกระทรวง อว.นักประดิษฐ์ และนักวิจัยจาก 37 หน่วยงานเข้าร่วมในพิธีเปิด ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส

น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. กล่าวว่า การส่งเสริมสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมสู่เวทีระดับนานาชาติ เปรียบเสมือนกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนศักยภาพของนักประดิษฐ์และนักวิจัยไทย ผ่านเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์อันล้ำค่ากับนักประดิษฐ์และนักวิจัยจากทั่วทุกมุมโลก การมีส่วนร่วมในเวทีระดับสากลนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่า แสดงศักยภาพในการประดิษฐ์คิดค้นของคนไทยต่อสายตาชาวโลก แต่ยังเป็นการเปิดประตูสู่ความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมระหว่างประเทศ ผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่บทบาทผู้นำด้านการวิจัยและนวัตกรรมบนเวทีระดับโลกอย่างสง่างาม ซึ่งงานในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการยกระดับสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมไทยสู่ระดับสากล อว. มุ่งมั่นส่งเสริมและสนับสนุนให้นักวิจัยและนักประดิษฐ์ไทย นำผลผลิตจากงานวิจัยและผลงานประดิษฐ์คิดค้น ไปเผยแพร่ศักยภาพบนเวทีการประกวดสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมระดับสากล เพื่อมุ่งเป้าสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ

สำหรับ นิทรรศการ “Thailand Pavilion” เป็นการนำเสนอผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์คิดค้น และนวัตกรรมไทย เข้าร่วมประกวดและจัดแสดงภายในงาน “The 49th International Exhibition of Inventions Geneva” จำนวน 94 ผลงาน จาก 37 หน่วยงานทั้งในระดับเยาวชน และนักวิจัย นักประดิษฐ์ จากสถาบันการศึกษา หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งการจัดงาน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–21 เมษายน 2567 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส โดยภายในงานฯ มีผลงานเข้าร่วมประกวดและจัดแสดงนิทรรศการกว่า 1,000 ผลงาน จากนานาประเทศกว่า 40 ประเทศ

สธ.ปลื้ม!‘ศูนย์อาชีวะอาสา’ซ่อมรถกว่าหมื่นคัน ส่งปชช.กลับบ้านปลอดภัยช่วงสงกรานต์’67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800487

สธ.ปลื้ม!‘ศูนย์อาชีวะอาสา’ซ่อมรถกว่าหมื่นคัน ส่งปชช.กลับบ้านปลอดภัยช่วงสงกรานต์’67

สธ.ปลื้ม!‘ศูนย์อาชีวะอาสา’ซ่อมรถกว่าหมื่นคัน ส่งปชช.กลับบ้านปลอดภัยช่วงสงกรานต์’67

วันอังคาร ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขอบคุณนักศึกษาอาชีวะ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สละเวลาให้บริการศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2567 จากการแถลงข่าวผลการดำเนินการประจำวันของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลสงกรานต์ พ.ศ. 2567 พบว่าสถิติโดยรวมของการเกิดอุบัติเหตุ ผู้บาดเจ็บและการเสียชีวิตลดลงกว่าปี 2566 พร้อมสนับสนุนกิจกรรมเพื่อลดอุบัติเหตุในทุกมิติ และสร้างการรับรู้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในการช่วยกันป้องกัน ป้องปราม หาแนวทางและมาตรการในการใช้รถใช้ถนนด้วยความปลอดภัย ซึ่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมาผู้ใช้บริการรถจักรยานยนต์สูงสุดกว่าหนึ่งหมื่นคันโดยศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชนเทศกาลสงกรานต์ 2567 เปิดให้บริการประชาชน ตั้งแต่วันที่ 11-17 เม.ย.ที่ผ่านมา

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า จากการรายงานการดำเนินงานของศูนย์ฯ พบว่า มีผู้เข้าใช้การให้บริการส่วนที่ 1 พักรถ คือการตรวจสภาพรถยนต์/รถจักรยานยนต์ รวมทั้งสิ้น 14,391 คัน เป็นรถจักรยานยนต์เข้ารับบริการสูงสุด 10,989 คัน รองลงมาคือกระบะ/ปิกอัพ 1,814 คัน รถยนต์/รถเก๋ง 1,350 คัน รถตู้ 163 คัน ตามลำดับ โดยให้บริการตรวจสภาพยางรถยนต์มากที่สุด รองลงมาคือ การดูแลน้ำมันเครื่อง และดูแลไส้กรองการรับบริการกรณีเหตุฉุกเฉิน เร่งด่วน /รถยก รถลาก เช่น แบตเตอรี่หมดรถสตาร์ทไม่ติด ส่วนที่ 2 พักคน ให้บริการทั่วไปเพื่อความผ่อนคลายและอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทาง มีผู้เข้ารับบริการทั้งสิ้น 19,156 ครั้ง โดยลำดับสูงสุดคือการพักดื่ม ชา กาแฟ น้ำดื่ม 5,210 ครั้ง พักผ่อน/ที่พัก นอน 5,101 ครั้ง และสอบถามข้อมูลเส้นทาง แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ 2,243 ครั้ง ข้อมูลด้านโรงแรมที่พัก 220 ครั้ง และการชาร์จแบตเตอรี่โทรศัพท์ / กล้องถ่ายรูปนวดผ่อนคลาย โดย 5 ลำดับแรกของศูนย์อาชีวะอาสาฯ ที่มีผู้เข้าใช้บริการสูงสุด คือวิทยาลัยการอาชีพชุมพร ซึ่งตั้งอยู่ที่ PTT Station ปตท. บจ.แม่ฟ้าภิญโญปิโตรเลียม ถนนเพชรเกษม 41 หลักกิโลที่ 4 ต.ขุนกระทิง อ.เมือง จ.ชุมพร วิทยาลัยเทคนิคกันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ วิทยาลัยเทคนิคขอนแก่น วิทยาลัยเทคนิคบางนรา จ.นราธิวาส และวิทยาลัยเทคนิคแพร่ตามลำดับ โดยผู้ที่มาใช้บริการแสดงความคิดเห็น และแนะนำ คือขอให้มีการจัดตั้งศูนย์ฯ ทุกเทศกาล และอยากให้ตั้งในเมืองท่องเที่ยวหลายๆ จุด รวมถึงชื่นชมน้องๆ ว่ามีทักษะที่ดี และให้บริการด้วยความประทับใจ

สกร.ทำงานเชิงรุกป้องกันยาเสพติดในชุมชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800535

สกร.ทำงานเชิงรุกป้องกันยาเสพติดในชุมชน

สกร.ทำงานเชิงรุกป้องกันยาเสพติดในชุมชน

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.12 น.

“ธนากร” ย้ำปีการศึกษา 2567 สกร.ยก “ปัญหายาเสพติด” เป็นเรื่องสำคัญละเลยไม่ได้ เล็งประเมินผลลัพธ์หลังการจัดกิจกรรมทุก 3 เดือน

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของยาเสพติดในประเทศไทยยังมีความรุนแรง โดยรัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหายาเสพติดเป็นวาระแห่งชาติ ที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง และเด็ดขาด ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้หน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เสริมสร้างความรู้เท่าทันและป้องกันยาเสพติดในเด็กและเยาวชน โดยในปีการศึกษา 2567 นี้ สกร.จะมีการทำงานเชิงรุกที่เกี่ยวกับการป้องกันปัญหายาเสพติดในชุมชน โดยเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการปฐมนิเทศนักศึกษาใหม่ก่อนเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย รวมถึงสายอาชีพ ที่ต้องมีการเน้นย้ำให้นักศึกษารู้ถึงโทษ พิษภัยของยาเสพติด ที่ส่งผลต่อสติปัญญา สุขภาพร่างกาย ความปลอดภัยของคนในชุมชน และผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ รวมถึงขอความร่วมมือจากผู้เรียน ซึ่งผู้ที่มาเรียนกับ สกร. หรือ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)เดิม ส่วนหนึ่งจะเป็นผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ให้ช่วยกันรณรงค์ป้องกันยาเสพติดเข้ามาแพร่ระบาดในชุมชน และ สกร.จะมีการประเมินผลการดำเนินโครงการและการจัดกิจกรรมต่างๆของหน่วยงานในสังกัด ทุก 3 เดือน เพื่อให้ทราบถึงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นภายหลังจากการจัดกิจกรรมว่าสำเร็จหรือไม่ หรือ ยังมีจุดใดที่ควรแก้ไข เสริมเติมเต็มอีก

“ ผมให้ความสำคัญกับการป้องกันปัญหายาเสพติดมาก ที่ผ่านมา สกร.ได้ดำเนินโครงการและจัดกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวเนื่องในการเสริมสร้างความรู้เท่าทัน และป้องกันยาเสพติด สร้างความตระหนักและจิตสำนึกร่วมในการป้องกันปัญหายาเสพติด และในปีการศึกษานี้ สกร.จะทำงานในเชิงรุก โดยผมได้มอบหมายให้ ผอ.สกร.จังหวัด/กรุงเทพมหานคร หารือ กับ ผอ.สกร.อำเภอ/เขต ว่าในการจัดกิจกรรมต้องมีการมาประเมินผล เช่น ทักษะชีวิตด้านการป้องกันยาเสพติดนั้นปัญหาเบาบางลงบ้างหรือไม่ เพื่อนำผลมาปรับกระบวนการ และเพื่อให้เห็นผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อสังคมชุมชนที่ปลอดยาเสพติด เรื่องยาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันจะละเลยไม่ได้  ซึ่งงานของ สกร.ที่เกี่ยวกับยาเสพติดเราทำในเชิงป้องกัน ไม่ได้ปราบปราม และไม่ได้มองเฉพาะจุดที่ศูนย์การเรียนรู้ตำบล (ศกร.ตำบล) หรือหน่วยงานของ สกร.ตั้งอยู่เท่านั้น แต่กลุ่มเป้าหมายของ สกร. คือ คนทั้งชุมชน ทั้งตำบล อย่างไรก็ตามเบื้องต้นเรามีครู กศน.ตำบลละ 1 คนเท่านั้น ขณะที่ประชากรในตำบล ในชุมชนมีจำนวนไม่ใช่น้อย ดังนั้น วิธีการทำงานของ สกร. คือ การประสานความร่วมมือกับทุกฝ่าย เช่น ฝ่ายปกครองเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาเป็นวิทยากรให้ความรู้ และให้ทุกหน่วยงานในชุมชน ช่วยกันเป็นหูเป็นตาเฝ้าระวังดูแลบุตร หลาน คนในบ้าน คนในชุมชน เป็นต้น ซึ่งหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจังก็จะช่วยลดและป้องกันปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดในชุมชนลงได้ ” นายธนากร กล่าว.

‘สพฐ.’เทงบ 100 ล้านให้รร.9.7 พันแห่ง จบดราม่า’ห้องน้ำครูคือสวรรค์-ห้องน้ำนักเรียนคือนรก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800521

'สพฐ.'เทงบ 100 ล้านให้รร.9.7 พันแห่ง จบดราม่า'ห้องน้ำครูคือสวรรค์-ห้องน้ำนักเรียนคือนรก

‘สพฐ.’เทงบ 100 ล้านให้รร.9.7 พันแห่ง จบดราม่า’ห้องน้ำครูคือสวรรค์-ห้องน้ำนักเรียนคือนรก

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.42 น.

22 เม.ย.67 เพจ ศธ.360 องศา โพสต์ความคืบหน้าการปรับห้องน้ำระบุว่า ห้องน้ำครู-นักเรียน ใช้ร่วมกันได้ ในปีการศึกษา 2567 #เรียนดีมีความสุข มีน้องๆ เคยให้ comment ไว้ว่า “ห้องน้ำครูคือสวรรค์ ห้องน้ำนักเรียนคือนรกมาก” และอีกหลากหลายความคิดเห็น

นอกจากนี้ มีผลสำรวจ สพฐ. ระบุว่า การปรับปรุงห้องน้ำเป็นเรื่องสำคัญของนักเรียนในระดับต้นๆรมว.ศธ. เพิ่มพูน” จึงมอบให้ สพฐ.พิจารณา ซึ่งตอนนี้ สพฐ. กำลังปรับปรุงแล้วทั่วประเทศ เด็ก-ครูใช้ร่วมกันได้ ความสะอาดก็ต้องเพิ่มมากขึ้นด้วย

——–

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผย สพฐ. ได้สำรวจความคิดเห็นของนักเรียน พบว่า สิ่งที่ต้องการมากที่สุดคือให้มีการปรับปรุงเรื่องของห้องน้ำ สพฐ.จึงรับเสียงสะท้อนเหล่านี้ของนักเรียนมาดำเนินการ พร้อมสำรวจสภาพห้องน้ำของโรงเรียนแต่ละแห่ง โดยเป็นนโยบาย #สุขาดีมีความสุข ซึ่ง สพฐ. จะจัดสรรงบประมาณปรับปรุงห้องน้ำโรงเรียนให้จำนวน 100 ล้านบาท ในกลุ่มโรงเรียนขนาดเล็กประมาณ 9,700 แห่ง ที่มีนักเรียน 80 คน ลงมาก่อน

“ขณะนี้เราได้ส่งคณะทำงานลงไปสำรวจในโรงเรียนกลุ่มดังกล่าวแล้ว พบสภาพห้องน้ำชำรุดทรุดโทรม กลอนประตูชำรุดไม่สามารถใช้งานได้ โดยงบที่จัดสรรให้จะให้โรงเรียนทาสีห้องน้ำ เปลี่ยนสุขภัณฑ์ รื้อระบบประปาใหม่ อีกทั้งจะ#ไม่แบ่งแยกห้องน้ำครูหรือห้องน้ำนักเรียนแล้ว #จากนี้ทุกอย่างต้องเท่าเทียม #เด็กและครูสามารถใช้ห้องน้ำร่วมกันได้  โดยจะแบ่งแยกแค่เฉพาะห้องน้ำชายและหญิงเท่านั้น

ส่วนโรงเรียนอื่นๆ ที่เป็นโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ ขอให้สำรวจสภาพห้องน้ำและจัดหางบอื่นๆ ในการปรับปรุงด้วยเช่นกัน รวมถึง สพฐ. จะปรับปรุงระบบไฟฟ้าโรงเรียนด้วย โดยจะจัดสรรงบประมาณในหมวดงบดำเนินงานปรับปรุงให้อีก 100 ล้านบาท เนื่องจากมีการสำรวจพบว่า การเกิดอัคคีภัยในสถานศึกษาส่วนใหญ่มาจากสาเหตุไฟฟ้าลัดวงจร เพราะระบบไฟของโรงเรียนมีการใช้งานมาไม่ต่ำกว่า 30 ปี ถือว่าหมดอายุการใช้งานแล้ว และจำเป็นต้องรื้อทำระบบไฟฟ้าใหม่ เพื่อความปลอดภัยของเด็กและบุคลากรในโรงเรียน

นอกจากนี้ จะออกแนวปฏิบัติเรื่องการปรับปรุงพัฒนาห้องเรียนและอาคารเรียน ซึ่งโรงเรียนจะต้องดำเนินการการปรับปรุงทุกอย่างให้แล้วเสร็จ ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 เดือน พ.ค. นี้” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ขอบคุณข้อมูล เพจ ศธ.360 องศา

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง สวดมนต์เย็นวันจันทร์ ถวาย’ในหลวง ร.10′

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800515

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง สวดมนต์เย็นวันจันทร์ ถวาย'ในหลวง ร.10'

ปชช.พร้อมใจสวมเสื้อเหลือง สวดมนต์เย็นวันจันทร์ ถวาย’ในหลวง ร.10′

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.14 น.

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 22 เมษายน 2567 ที่อาคารปฏิบัติธรรมสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ วัดพิชัยญาติการาม เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนา ถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีประชาชนพร้อมใจสวมใส่เสื้อเหลืองตราสัญลักษณ์เข้าร่วม

ซึ่งการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนาครั้งนี้ เป็นไปตามมติมหาเถรสมาคม ครั้งที่ 7/2567 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2567 เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน โดยขอให้ทุกวัดในราชอาณาจักรและวัดไทยในต่างประเทศ จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตตภาวนาหลังทำวัตรเย็นทุกวันจันทร์ ตลอดปี 2567 และให้ใช้ฉันท์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นบทสวดในการเจริญพระพุทธมนต์ด้วยทุกครั้ง

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ภายหลังจากที่มีประกาศของมหาเถรสมาคม พบว่าประชาชนชนชาวไทยให้ความสนใจและพร้อมใจสวมใส่เสื้อเหลืองตราสัญลักษณ์ ร่วมกิจกรรมทุกเย็นวันจันทร์โดยพร้อมเพรียง แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวไทยมีต่อสถาบันหลักของชาติ คือ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และในปีมหามงคลนี้ รัฐบาลเตรียมจัดงานพระราชพิธีเฉลิมชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างยิ่งใหญ่ สมพระเกียรติ โดยประชาชนสามารถติดตามข่าวสารเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งปี ได้ทางเว็บไซ้ต์ http://www.phralan.in.th

– 006

มท.ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800470

มท.ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร

มท.ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 17.16 น.

กระทรวงมหาดไทย วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจังหวัดนครนายก จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันนี้ (22 เม.ย.67) เวลา 14.00 น.ที่พระอุโบสถวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร แขวงศิริราช เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระหว่างกระทรวงมหาดไทย วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจังหวัดนครนายก โดยได้รับเมตตาจากพระมหาปรีชา ปสนฺโน ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เลขานุการวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร เป็นผู้แทนพระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ร่วมลงนาม โดยมี รศ.สุพจน์ ศรีนิล รองอธิการบดี ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และนายสุภกิณห์ แวงชิน ผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก ร่วมลงนาม โอกาสนี้ พระพิพัฒน์วชิโรภาส เจ้าอาวาสวัดป่ามหาธีราจารย์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต พระครูพิพิธวรกิจจาทร พระครูสังฆรักษ์อำพล จตฺตมโล พระครูวินัยธรสมชาย ปุปฺผโก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม พระเถรานุเถระ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ นายประสพโชค อยู่สำราญ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก นายเปลี่ยน แก้วฤทธิ์ รกน.ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ กรมที่ดิน นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นางสาวชัชดาพร บุญพีระณัช รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายวิลาศ เฉลยสัตย์ ผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง นายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่าย ร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ระหว่างกระทรวงมหาดไทย วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจังหวัดนครนายก เป็นเจตนารมณ์ร่วมกันที่จะออกแบบ พัฒนา วางแผนและบริหารจัดการการใช้ประโยชน์พื้นที่ ในที่ดินของวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร โฉนดที่ดินที่ 2623 จำนวน 100 ไร่ และโฉนดที่ดินที่ 2624 จำนวน 50 ไร่ รวมจำนวน 150 ไร่ ตั้งอยู่ที่ตำบลคลองใหญ่ อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร ตามแนวพระราชดำริ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยจัดตั้งเป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามแนวทางพุทธอารยเกษตร สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน” อันจะเป็นพื้นที่ตัวอย่างแห่งความยั่งยืนให้กับกระทรวง กรม และจังหวัดต่าง ๆ ในการน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่อารยเกษตร หรือโคก หนอง นา โดยได้รับเมตตาจากพระเทพประสิทธิคุณ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร มอบหมายให้พระครูสุภัทรธรรมโฆษิต (พระครูต้น) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ได้บริหารจัดการที่ดินแปลงนี้ร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและภาคีเครือข่าย เพื่อให้เกิดประโยชน์ตามความร่วมมือในครั้งนี้

“พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงคิดค้นทฤษฎีใหม่เป็นจำนวนมากเพื่อยังคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับพสกนิกรของพระองค์ ทั้งนี้ เกษตรทฤษฎีใหม่เป็น 1 ใน 40 ทฤษฎี ธรรมชาติมีแหล่งน้ำ มีนา ปลูกข้าวกินเอง เลี้ยงสัตว์ไว้เป็นอาหาร มีไม้ยืนต้น พืชผักสวนครัว โดยทรงใช้วัดเฉลิมพระเกียรติ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ทดลอง เพราะพื้นที่อำเภอเฉลิมพระเกียรติพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินปูน โดยทรงใช้องค์ความรู้มาคิดค้นคว้า แบ่งพื้นที่ว่าชีวิตจะอยู่ได้ “น้ำคือชีวิต” จึงทรงหาวิธีการที่ทำให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีโดยทำให้พื้นที่ทำมาหากินต้องมีน้ำ เกษตรทฤษฎีใหม่ 30% ของพื้นที่ทำแหล่งน้ำ 30% เป็นพื้นที่เกษตรผสมผสาน 30% เป็นพื้นที่สร้างความร่มเย็น ไม้เป็นอาหาร ไม้ใช้สอย ด้วยไม้ยืนต้น และแหล่งมรดกสร้างที่อยู่อาศัย และอีก 10% ทำที่อยู่อาศัย เลี้ยงสัตว์ และต่อมา ทรงคิดทฤษฎีใหม่อื่น ๆ อาทิ เลี้ยงดินให้ดินเลี้ยงพืช ป่าเปียก หลุมขนมครก อธรรมปราบอธรรม โดยต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปณิธานในการสืบสาน รักษา และต่อยอด จึงพระราชทานโครงการโคก หนอง นา แห่งน้ำใจและความหวังให้แก่กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม และต่อมากระทรวงมหาดไทยได้น้อมนำไปขับเคลื่อน “โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักทฤษฎีใหม่ประยุกต์สู่โคก หนอง นา” โดยทรงนิยามคำว่า “อารยเกษตร” เพราะพื้นที้ที้เราพัฒนาแล้วจะเกิดความสวยงาม ทั้งภาพลักษณ์ และอรรถประโยชน์ มองทางไหนก็เหมือนอยู่ในรีสอร์ท มีคลองไส้ไก่คดเคี้ยวเลี้ยวลด มีผืนแผ่นดินทำมาหากิน อยู่อาศัย ที่มีต้นไม้สูง กลาง ต่ำ เตี้ย เรี่ยดิน อันจะทำให้คนมีกิน มีใช้ และดูแลให้คนในครอบครัวมีความสุข โดยสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้มอบหมายให้ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล เป็นผู้นำภาคีเครือข่ายภาควิชาการ ในการออกแบบขยายผลจนเกิดมรรคผลทั่วประเทศในขณะนี้” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินการในครั้งนี้ จะทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสร่วมสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดังพระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป” และพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข แก้ไขในสิ่งผิด สืบสานในพระราชปณิธาน ภายใต้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และแนวทางการพัฒนาพื้นที่ตามพระราชดำรัส “อารยเกษตร” เป็นแนวทางหลักในการบริหารจัดการดิน น้ำ ป่า คน ภูมินิเวศและภูมิวัฒนธรรม  อันเป็นความสำเร็จที่ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้มีความสุขในชีวิตอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างรูปแบบการใช้ประโยชน์ในที่ดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่มีความเป็นอารยะ พร้อมน้อมนำหลัก บวร (บ้าน วัด ราชการ) ในการสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ตลอดจนการพัฒนาพื้นที่ให้มีรูปแบบทางภูมิสถาปัตยกรรมที่สวยงาม โดยมุ่งมั่นบูรณาการความร่วมมือพร้อมด้วยสรรพกำลังตามความเชี่ยวชาญอย่างเต็มที่ในการพัฒนาที่ดิน การสำรวจพื้นที่เพื่อนำมาพัฒนาและออกแบบ ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร ตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามแนวทางพุทธอารยเกษตร สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน” ที่เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ต้นแบบการบริหารจัดการน้ำ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การพัฒนาพื้นที่เพื่อการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้เป็นแหล่งรวมปัจจัย 4 ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย อาหารการกิน และยารักษาโรค ตลอดจนการพัฒนาดินเพื่อช่วยอนุรักษ์ดินและน้ำ การอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสัตว์ สร้างสภาพแวดล้อมให้ร่มเย็นเพื่อช่วยสร้างสมดุลของระบบนิเวศและลดภาวะโลกร้อน เป็นต้น นอกจากนี้เราจะได้ส่งเสริมให้เกิดการน้อมนำหลักธรรมตามพระพุทธศาสนา ให้เกิดการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การปฏิบัติธรรม และเรียนรู้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และอารยเกษตรอีกด้วย ซึ่งจะทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นใบบุญในการทำให้คณะสงฆ์ ตลอดจนประชาชนคนไทยได้มีโอกาสที่ดีของชีวิตในการน้อมนำพระราชดำริสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

“พื้นที่แห่งนี้จะเป็นต้นแบบทำให้ผู้คน ประเทศชาติ และโลกใบเดียวนี้อยู่รอด จะทำให้ผู้คนได้เรียนรู้ว่า “หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ไม่ได้ทำให้คนแค่พอมี พอกิน แต่จะทำให้คนเป็นผู้มีความเอื้อเฟื้อ มีจิตอาสา ดูแลสังคม และสามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งร่ำรวยได้ ตามหลักทฤษฎีบันได 9 ขั้นของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 4 ขั้นแรกทำให้พอกิน พออยู่ พอใช้ พอร่มเย็น ขั้นต่อไปเมื่อมีเหลือใช้ก็แบ่งทำบุญ กับพระสงฆ์ ทำทานกับผู้ยากไร้ และขั้นต่อมา คือ การแปรรูป ถนอมอาหาร และรวมผลผลิต และรวมตัวกันทำการตลาด อันจะทำให้มีคุณภาพชีวิตที่อย่างยั่งยืน โดยการทำงานแบบบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย คือ ภาคราชการ ภาคผู้นำศาสนา ภาควิชาการ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน และภาคสื่อสารมวลชน ขับเคลื่อนพื้นที่แห่งบุญกุศลไปสู่ต้นแบบแห่งการอยู่ดีมีสุขตามพระราชดำริต่อไป” นายสุทธิพงษ์ กล่าวในช่วงท้าย

พระมหาปรีชา ปสนฺโน กล่าวว่า วัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหารในฐานะเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ดินที่วัดได้ซื้อไว้ตั้งแต่ก่อนปี 2500 แปลงหนึ่ง และเป็นแปลงที่ทายาทอาจารย์แนบ มหานีรานนท์ ถวายให้กับวัดแปลงหนึ่ง โดยเมื่อวัดได้รับทราบว่ากระทรวงมหาดไทยมีความมุ่งมั่นร่วมพัฒนาที่ดินตามหลักพุทธอารยเกษตร ซึ่งเป็นความตั้งใจที่ดีงาม โดยเฉพาะชื่อโครงการที่ถือเป็นไปตามพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ อันเป็นสิ่งที่จะเกิดประโยชน์อย่างไพบูลย์กับประเทศชาติ พระศาสนา และประชาชน จึงขออนุโมทนากับการจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงฯ ในวันนี้ และขออำนวยพรให้ประสบความสำเร็จตามความมุ่งมั่นตั้งใจทุกประการ

รศ.สุพจน์ ศรีนิล กล่าวว่า สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ได้รับเกียรติในการสนับสนุนให้ รศ.วรวรรณ โรจนไพบูลย์ และ ผศ.พิเชฐ โสวิทยสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาสถาปัตยกรรมและการวางแผน คณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการขยายผลการพัฒนาพื้นที่ตามหลักอารยเกษตรตามแนวพระราชดำริมาต่อเนื่องกว่า 10 ปีในลักษณะ “นักวิชาการจิตอาสา” ซึ่งสถาบันฯ มีความภูมิใจและชื่นชมยินดีกับอาจารย์ทั้ง 2 ท่านที่มีส่วนในการพัฒนาความยั่งยืนให้กับประเทศชาติและประชาชน โดยพิธีการในวันนี้ พวกเราผู้มีจิตใจที่ดีงาม จะได้ร่วมกันทำให้ประเทศชาติก้าวไปสู่ความเจริญอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยสถาบันฯ จะมุ่งมั่นถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมากที่สุดและดีที่สุดเพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณตลอดไป

นายสุภกิณห์ แวงชิน กล่าวว่า จังหวัดนครนายก ในฐานะพื้นที่มีความมุ่งมั่นในการร่วมกับภาคีเครือข่ายน้อมนำแนวทางการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบการพัฒนาคุณภาพชีวิตแบบอารยเกษตร ตามแนวพระราชดำริ เพื่อยังประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนตามนโยบายกระทรวงมหาดไทย เจตนารมณ์ของวัดระฆังโฆสิตาราม วรมหาวิหาร ตลอดจนถึงสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และความมุ่งมั่นตั้งใจของภาคีเครือข่ายอย่างเต็มกำลังความสามารถ

การพัฒนาที่ดินของวัดระฆังโฆสิตาราม ขนาด 150 ไร่ ที่คลอง 15 อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก ตามบันทึกข้อตกลงฯ ครั้งนี้ จะนำไปสู่การจัดทำแบบแนวความคิดในการพัฒนาพื้นที่สู่การเป็น “ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิต ตามแนวทางพุทธอารยเกษตร สู่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างยั่งยืน” ซึ่งถือเป็น 1 ใน 6 พื้นที่ทั่วประเทศที่กระทรวงมหาดไทยได้คัดเลือกดำเนินการเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ทำให้ประชาชนคนไทยได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

– 006

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800256

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

สกู๊ปพิเศษ : (1) หลากมุมวงเสวนา‘TDRI’ คุม‘นํ้าเมา’อย่างไรให้สมดุล

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2567, 07.00 น.

“น้ำเมา” หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หนึ่งในประเด็นที่มีข้อถกเถียงอย่างมากในสังคมไทยว่าควรจะมีนโยบายอย่างไร ระหว่างฝ่ายที่มองว่าการดื่มเป็นสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล และการสังสรรค์ด้วยเครื่องดื่มนี้ก็เป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว มาตรการต่างๆ จึงควรเป็นไปโดยหลักคิดเรื่องการยอมรับความจริงข้อนี้ กับฝ่ายที่เห็นว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นต้นตอของสิ่งเลวร้ายทั้งมวลทั้งอุบัติเหตุบนท้องถนน การทะเลาะวิวาท การล่วงละเมิดทางเพศ ความรุนแรงในครอบครัว ฯลฯ จึงต้องการให้ยกระดับมาตรการควบคุมให้เข้มข้นขึ้น

9 เม.ย. 2567 หรือ 2 สัปดาห์หลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 27 มี.ค. 2567 ลงมติวาระแรก (รับหลักการ) ให้สภาฯ รับพิจารณาร่างกฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รวม 5 ฉบับ ซึ่งมีบางฉบับมาจากภาคประชาชนทั้ง 2 ฝ่ายข้างต้น ใช้กระบวนการรวบรวมรายชื่อเสนอกฎหมายเข้ามา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดวงเสวนา “ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างไรให้พอดี” โดยงานนี้มีความน่าสนใจตรงที่สามารถเชิญแกนนำคู่ขัดแย้งทางความคิดในประเด็นน้ำเมามาร่วมเวทีเดียวกันได้ จากที่ส่วนใหญ่ต่างฝ่ายมักจะจัดงานแบบแยกกัน

รศ.ดร.วิทย์ วิชัยดิษฐ นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวถึงข้อแนะนำจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) เรื่องของมาตรการควบคุมการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้ผลดีที่สุด ทั้งนี้ การให้มีโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้จะไม่ได้มุ่งกลุ่มเป้าหมายไปที่เด็กและเยาวชนโดยตรง แต่ในความเป็นจริงนั้นควบคุมได้ยาก เพราะเมื่อโฆษณาถูกนำไปเผยแพร่ในสื่อออนไลน์อย่างไรเด็กและเยาวชนก็ต้องได้เห็น ซึ่งที่ผ่านมามีผลการศึกษาที่ชัดเจนว่าโฆษณามีผลต่อพฤติกรรมการดื่มที่เพิ่มขึ้น

ดังนั้นจึงมีคำถามว่า แนวคิดที่เสนอให้แก้ไขมาตรา 32 ของ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เพื่อให้โฆษณาได้ ความสมเหตุสมผล (Rational) อยู่ตรงไหน? จะเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง? เพราะแม้ปัจจุบันที่กฎหมายห้ามการโฆษณาแต่ยอดขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ยังไม่ลดลง ซึ่งสำหรับตนนั้นไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สามารถโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ เพราะน่าจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดี

“เส้นแบ่งมันบางเกินไประหว่างโฆษณาที่มุ่งเน้นผู้ใหญ่กับโฆษณาที่มุ่งเน้นเด็กและเยาวชน ผมยังจำโฆษณาเหล้าเมื่อผมเป็นเด็กได้อยู่เลย คือมันเป็นตัว Impression (ภาพจำ) ตรงนี้ แล้วก็หลักฐานเชิงประจักษ์ตอนนี้ WHO บอกว่าต้องห้ามโฆษณา แล้วถ้าเกิดดูทางการสำรวจ บางทีอิทธิพลของโฆษณามันอาจจะอยู่ในจิตใต้สำนึก คนก็อาจจะไม่ได้รายงานโดยตรงว่าแรงจูงใจในการดื่มเป็นเพราะว่าการโฆษณา

แล้วก็บริบทของการดื่มของไทยเป็นเพราะว่าการดื่มในการเข้าสังคม ดังนั้นคนก็อาจจะมีแนวโน้มที่จะรายงานเป็นเพราะเพื่อนชวนมากกว่าเป็นเพราะว่าการโฆษณา แต่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าโฆษณามันอยู่ใต้จิตสำนึกของเรา แล้วถ้าเกิดดู Influence (อิทธิพล) ตรงนี้จริงๆ คือ ถ้าบอกให้โฆษณาได้แล้วก็มันไม่พุ่งเป้าเด็กและเยาวชน คือมันคุมยากมาก ก็เลยเป็นกังวลตรงนี้” รศ.ดร.วิทย์ กล่าว

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี ประธานเครือข่ายงดเหล้า กล่าวว่า ในการพูดถึงสมดุลเรื่องมาตรการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มักเน้นที่มิติด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่อาจลืมพิจารณามิติด้านประชากร เช่น ใครได้ประโยชน์จากธุรกิจนี้? คิดเป็นจำนวนเท่าใดของประชากร? ในขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาทิ ที่ประเทศอังกฤษ มีผลการศึกษาที่บอกอย่างชัดเจนว่า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อผลกระทบต่อผู้อื่นสูงที่สุด มากยิ่งกว่าสิ่งเสพติดชนิดอื่นๆ ที่มีบนโลกใบนี้

เมื่อดูข้อมูลในประเทศไทย สัดส่วนประชากรที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ที่ร้อยละ 70 ส่วนผู้ที่ไม่ดื่มอยู่ที่ร้อยละ 30 แต่ไม่ว่าจะเป็นคนดื่มหรือไม่ดื่มล้วนมีโอกาสได้รับผลกระทบทั้งสิ้น จึงอยากให้นำมิติด้านประชากรมาคำนวณด้วย นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็จะมีการอ้างถึงผลประโยชน์ของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปผลผลิต สำหรับตนก็มีคำถามว่า จะมีเกษตรกรสักกี่ครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ในส่วนนี้?

ส่วนประเด็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับตนมีข้อเสนอคือให้ทำแบบเดียวกับบุหรี่ คือห้ามโฆษณาอย่างเด็ดขาด (Total Ban) เพราะการโฆษณาได้ไม่ว่าจะพยายามควบคุมเรื่องการเข้าถึงเด็กและเยาวชนอย่างไรสุดท้ายก็จะเข้าไปถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์อยู่ดี และการห้ามโฆษณายังเป็นการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยด้วย เพราะการให้โฆษณาได้ไม่ว่าช่องทางใด สุดท้ายรายใหญ่ก็มักได้ประโยชน์เพราะมีทุนทรัพย์สูงกว่าในการลงทุนด้านโฆษณา

“หลักฐานงานวิจัยทั่วโลกยืนยันว่าโฆษณามีผล จนองค์การอนามัยโลกกำหนดว่าเป็นหนึ่งใน Best Buy Policy คือลงทุนน้อยได้ผลมาก โฆษณาก็เป็นอันนั้น ที่จริงงานวิจัยในต่างประเทศบอกชัดเจนเลยว่าลงทุนโฆษณา 1 ดอลลาร์ ยอดขายเพิ่มขึ้นกี่ดอลลาร์ เขาพูดถึงแต่ผมจำตัวเลขไม่ได้ แต่มันมากขึ้นแน่นอน หรือตรรกะง่ายที่สุด ถ้าโฆษณาไม่ได้ผลธุรกิจจะลงทุนมหาศาลทำไมกับการโฆษณา?

ถ้าใครยังจำได้ ก่อนมีการควบคุมโฆษณา ธุรกิจเดียวที่ซื้อ 2 หน้ากลางหนังสือพิมพ์โฆษณาคือธุรกิจแอลกอฮอล์มีสปอตถี่ยิบทุกวัน ลงทุนเท่าไร? แล้วเป็นไปได้ไหม? ไม่ได้ผลแล้วเขาจะลงทุนเรื่องนี้เพราะฉะนั้นโฆษณามีผลแน่นอน งานวิจัยในประเทศไทยยิ่งชี้ชัดใหญ่ ถ้าใครจำได้ว่าประเทศไทย พูดกันตรงๆ … (ชื่อบริษัทเครื่องดื่มเจ้าหนึ่ง) เป็นสปอนเซอร์ถ่ายทอดปีนั้น แล้วมีโฆษณาแค่ที่มุมจอเท่านั้น งานวิจัยนี้บอกเลย ยิ่งเยาวชนอายุน้อยยิ่งมีโอกาสไปเป็นเหยื่อการตลาดเขามากที่สุด” ภก.สงกรานต์ ระบุ

วงเสวนานี้มีตัวแทนของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้บังคับใช้กฎหมายร่วมอยู่ 2 ท่าน คือ พ.ต.อ.เอกกมนต์ พรชูเกียรติรองผู้บังคับการแผนงานอาชญากรรม สำนักงานยุทธศาสตร์ตำรวจ กล่าวว่า การควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ตำรวจถือเป็นเจ้าพนักงานในกฎหมายหลายฉบับ นอกเหนือจากเจ้าพนักงานโดยตรงตามกฎหมายนั้นๆ เช่นเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เจ้าพนักงานสรรพสามิต

ขณะที่สังคมจะมองการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจอยู่ 2 เรื่อง คือพฤติกรรมดื่มแล้วขับและอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการดื่ม อาทิ การทำร้ายร่างกาย อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เก็บสถิติแบบจำแนกว่า คดีอาชญากรรมที่เกิดขึ้น ตามความผิดเกี่ยวกับชีวิต (ฆาตกรรม) ร่างกาย (ทำร้ายร่างกาย) และเพศ (ข่มขืนกระทำชำเรา-ลวนลามอนาจาร) ที่เชื่อมโยงกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีมาก-น้อยเพียงใด จึงไม่มีตัวเลขมานำเสนออย่างชัดเจน แต่ก็ยืนยันได้ว่าแอลกอฮอล์มีส่วนสำคัญกับคดีเหล่านี้

ส่วนประเด็นการโฆษณา ในที่ประชุมอนุกรรมการเร่งรัดเกี่ยวกับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการพูดถึงการโฆษณาบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยขั้นตอนจะเริ่มจากเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าระวัง หรือมีประชาชนที่พบเห็นแล้วร้องเรียนเข้ามา จากนั้นก็จะส่งเรื่องไปให้กรมควบคุมโรค แล้วจึงจะถึงขั้นตอนแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งต้องไปแจ้ง ณ ที่ตั้งของกระทรวงสาธารณสุข คือ จ.นนทบุรี ซึ่งก็คือ สภ.เมืองนนทบุรีและที่นั่นก็จะมีคดีทำนองนี้ค้างอยู่จำนวนมาก

อนึ่ง มีคำถามเสมอว่า “เหตุใดจึงไม่มีการปิดกั้นแพลตฟอร์มที่ปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมาย” ประเด็นนี้ ในประเทศไทยมีกฎหมาย พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่ให้อำนาจกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในการยื่นคำร้องให้ศาลสั่งปิดกั้น ซึ่งตำรวจจะเป็นผู้เสนอสำนวนให้กระทรวงดิจิทัลฯ ยื่นคำร้อง หากศาลมีคำสั่งให้ปิดกั้นก็จะแจ้งไปยังเจ้าของแพลตฟอร์มให้ปิดแต่ถึงปิดได้แล้ว อีกไม่นานก็จะมีการเผยแพร่เนื้อหานั้นเข้ามาในอีก IP ให้เห็นได้อีกอยู่ดี

“บน Social Media เรามีหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น TikTok Facebook Instagram Whatsspp Telegram ก็มีการสืบสวน-สอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะมีการประสานกับทางตำรวจไซเบอร์ให้หาแหล่งที่มาเพื่อดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ทีนี้ในส่วนของผู้ที่สามารถตรวจพบผู้กระทำผิดได้ก็จะมีการดำเนินการจับกุมและดำเนินคดีไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในมาตรา 32

แต่ทีนี้มันจะมีอีกหลายส่วนที่เรายังไม่สามารถหาต้นตอได้เนื่องจากหลายๆ แพลตฟอร์มไม่ได้มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เขาอาจจะอยู่ในสิงคโปร์บ้าง ในญี่ปุ่นบ้างเพราะฉะนั้นมันก็เลยเกิดความยากลำบากในเรื่องการสืบสวน-สอบสวนทีนี้ Social Media พวกนี้เข้าถึงโดยทุกกลุ่มอายุ การจะไปบังคับว่าคนอายุต่ำกว่า 20 ห้ามดู มันก็คงจะลำบาก” พ.ต.อ.เอกกมนต์ กล่าว

ตัวแทนจากตำรวจอีกท่านหนึ่งคือ พ.ต.อ.จักรกริศน์ โฉสูงเนิน กองแผนงานความมั่นคง กล่าวว่า กฎหมายเรื่องดื่มแล้วขับ มีบทลงโทษมาตั้งแต่ปี 2477 ขณะนั้นเป็นโทษปรับ 100 บาท จากนั้นปี 2522 เพิ่มเป็นปรับตั้งแต่ 400-1,000 บาท ต่อมาในปี 2535 เริ่มมีการระบุโทษจำคุกเข้ามาด้วย และหลังจากนั้นยังมีการระบุบทลงโทษที่หนักขึ้นหากมีพฤติกรรมทำผิดซ้ำๆ หรือดื่มแล้วขับไปเกิดอุบัติเหตุมีบุคคลอื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

ทั้งนี้ ในเรื่องของการเพิ่มโทษพฤติกรรมดื่มแล้วขับก็มีข้อถกเถียง เช่น ควรกำหนดให้เป็นความผิดฐานเจตนาฆ่าไปเลยหรือไม่? ซึ่งก็จะมีข้อโต้แย้งเรื่องความได้สัดส่วนระหว่างความผิดกับบทลงโทษ นอกจากนั้น หากกำหนดโทษรุนแรงขึ้น โอกาสเกิดเหตุกระทบกระทั่งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ก็จะมากขึ้นด้วย อย่างที่เห็นในกฎหมายยาเสพติด ที่ระดับความรุนแรงในการต่อต้านเจ้าหน้าที่มีมาก ขณะที่เจ้าหน้าที่ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันไม่ว่าจะเป็นอำนาจเงิน อำนาจการเมือง อำนาจบริหาร คำถามคือเจ้าหน้าที่จะทนแรงกดดันเหล่านี้ได้มาก-น้อยเพียงใด?

“สิ่งที่เราควรจะดู โทษ ณ ปัจจุบันค่อนข้างสูง ประสิทธิภาพในการบังคับใช้เรามีมาก-น้อยขนาดไหน? อันนี้นอกจากจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว ปราการด่านแรกในการที่จะกลั่นกรอง กวดจับให้ผู้กระทำผิดเล็ดลอดน้อยที่สุด หน่วยงานที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมลำดับถัดไปก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะบังคับให้กฎหมายที่มีอยู่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ให้ผู้กระทำผิดเกิดความเกรงกลัว ยับยั้ง ประเมินผลที่จะได้รับแล้วไม่กระทำผิดหรือไม่กระทำผิดซ้ำ ในผลการดำเนินคดีโดยทั่วๆ ไปอย่างที่ทราบกันถ้ามีโทษจำคุก 1 ปี ทางศาลเองท่านก็รอลงอาญาเป็นส่วนใหญ่

จากการดูสถิติข้อมูลที่กระทำผิดซ้ำที่มีการดำเนินคดีไปแล้ว 21 ราย ในช่วงเทศกาลปีใหม่ มีเพียง 2 ศาลที่โทษจำคุกไม่รอลงอาญา รวมทั้งโทษในประเด็นทำงานเพื่อสังคม ก็มีศาลบางแห่งสั่งในเรื่องนี้ ดังนั้นข้อเสนอเรื่องการเพิ่มโทษทางอาญาหรือเพิ่มการลงโทษอย่างอื่น การลงโทษอย่างอื่นผมก็เห็นด้วย อย่างเช่นการใช้มาตรการทางสังคมมากขึ้นส่วนโทษทางอาญา เห็นว่าหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมควรมาทบทวนในเรื่องประสิทธิภาพของการบังคับใช้กฎหมายให้มากขึ้น” พ.ต.อ.จักรกริศน์ กล่าว

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กรุงเทพฯ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นผู้ผลักดันร่างกฎหมาย “สุราก้าวหน้า” กล่าวว่า พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 มีปัญหาวนๆ อาทิ 1.สมดุลหรือไม่? เพราะสุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมองจากฝั่งใคร ซึ่งก็มีมุมมองที่หลากหลาย แต่สิ่งที่ตนย้ำเสมอคือเมื่อเขียนกฎหมายจะเขียนอย่างไรก็ได้ แต่หากไม่สร้างการยอมรับจากสังคมในกฎหมายนั้นก็ไม่มีอะไรที่เป็นไปได้เลย

2.คุ้มครองเด็กและเยาวชนจริงหรือไม่?เพราะเมื่อดูอัตราค่าปรับ พบว่า ความผิดฐานโฆษณาต้องเสียค่าปรับสูงกว่าฐานขายให้กับผู้ที่อายุต่ำกว่ากฎหมายกำหนด หรือการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทางออนไลน์ ทั้งที่การยืนยันตัวตนทำได้ชัดเจนยิ่งกว่าการขายตามร้านขายของชำเสียด้วยซ้ำ เช่น ระบบ KYC (Know Your Customer) สรุปแล้วตกลงเจตนารมณ์ของกฎหมายคือจะห้ามคนบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือจะป้องกันเด็กและเยาวชนเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กันแน่?

3.ค่าปรับสมเหตุสมผลกับพื้นฐานของผู้กระทำผิดหรือไม่? เช่น กำหนดค่าปรับเรื่องการโฆษณาไว้ 1 ล้านบาทเท่ากัน ระหว่างผู้ผลิตรายใหญ่ ผู้ผลิตรายย่อยในท้องถิ่น และบุคคลทั่วไป หรือโทษดื่มแล้วขับ ปรับ 2 หมื่นบาท เงินจำนวนนี้หากมองจากสายตาลูกเจ้าของบริษัทใหญ่เทียบกับบุคคลทั่วไปย่อมมีค่าไม่เท่ากัน ซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยไม่ได้นำมิติเรื่องความเหลื่อมล้ำเข้ามากำหนดอัตราค่าปรับให้สมดุลกับรายได้ของผู้กระทำผิด 4.การบังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมาหรือไม่? โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นถูกตั้งคำถามอย่างมาก

“ผมเชื่อว่าตอนนี้เราต้องรีบหาสมดุลโดยเร็ว ผมใบ้ให้ทุกคน ว่าตอนนี้มันมี คืออยากให้ทุกคนเชื่อว่าผม กำลังจะพูดไปอาจจะไม่เชื่อไม่เป็นไร แต่ผมบอกเลยนะว่าอยากให้ทุกคนเชื่อผม ว่าผมพยายามหาสมดุลให้ทุกคนอยู่ เพราะตอนนี้ต้องบอกเลยว่าฝั่งรณรงค์ก็น่าจะทราบดี ว่ารัฐบาลเราปัจจุบันนี้คือจริงๆ แล้วหลายๆ อย่างเขาไปไกลกว่าผมนะ อันนี้ผมพูดตรงๆ เลย

สุดท้ายเชื่อว่าผมต้องคุยกันในกรรมาธิการ พูดกันตามตรงคือยื่นหมูยื่นแมวคืออยากได้อันไหนคุณก็เอามา แต่คุณก็ต้องผ่อนอันนี้ให้เขา ก็อยากเห็นรัฐบาล ผมว่านายกฯเขาไม่พอใจหรอก อยู่ดีๆ ไปห้ามเขา เขาบอกจะทำนโยบายเปิดขายเหล้าตี 4 พอทำอย่างนี้มันจะยิ่งสปริงบอร์ดกลับไป มันจะไกลกว่าเดิมอยากให้ทุกคนช่วยๆ กัน ผมก็พยายามช่วยทุกคนอยู่ให้มันแบบ Make Sense” เท่าพิภพ กล่าว

เขมิกา รัตนกุล นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าวว่า กฎหมายที่มีอยู่ไม่สมดุล เพราะเข้มงวดจนเกินไป ไม่ใช่การกำกับดูแลแต่เป็นการห้ามอย่างเบ็ดเสร็จ (Absolute) เช่น ในขณะที่ประเทศไทยอยากส่งเสริมการท่องเที่ยว แต่กลับมีกฎหมายห้ามขายช่วงเวลา 14.00-17.00 น. นักท่องเที่ยวต่างชาติมาแล้วอาจจะงง หรือเรื่องการโฆษณาที่มีความคลุมเครือ เช่น คนคนหนึ่งชอบโพสต์อะไรๆ ลงในสื่อสังคมออนไลน์ วันดีคืนดีไปโพสต์รูปเบียร์โดยไม่รู้ว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย และต้องเสียค่าเดินทางไกลเพื่อมาเข้ากระบวนการทางคดีความที่ จ.นนทบุรี

“โชคดีที่ตอนนี้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ควบคุมฯ อยู่ในสภาฯ ก็หวังว่า 5 ร่างซึ่งมีความต่างพอสมควรจะมาสมานฉันท์รวมกันได้ จากมุมมองที่แตกต่างแต่วัตถุประสงค์เดียวกันคือความผาสุก สวัสดิภาพของประชาชน ทั้งสุขภาพและกระเป๋าสตางค์” นายกสมาคมธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไทย กล่าว

อ่านต่อหน้า 5

ฉบับวันเสาร์ที่ 27 เม.ย. 2567

วธ.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800269

วธ.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

วธ.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช

วันอาทิตย์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2567, 22.05 น.

วธ.จัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป งาน “ใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์”

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2567 พระเทพวชิรโมลี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป งาน “ใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” โดยมี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นางลาลีวรรณ กาญจนจารี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และผู้แทนหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมงาน ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐเอกชนและเครือข่ายวัฒนธรรมกว่า 20 หน่วยงาน จัดงานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี และพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ที่ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้มีความผาสุกและความเจริญสืบมาจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ก่อให้เกิดความสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยร่วมกัน ช่วยสนับสนุนสินค้าของชุมชนต่างๆ สร้างรายได้สู่ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การจัดงาน “ใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน 2567 โดยจัดให้มีพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตริยาธิราช และพิธีตักบาตรพระสงฆ์ 99 รูป วันที่ 21 เมษายน 2567 ณ พระอุโบสถ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม

“วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม” เป็นวัดโบราณ สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อว่า วัดโพธาราม ในปีพุทธศักราช 2311 เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี โดยกำหนดเขตทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาให้แม่น้ำผ่านกลางพระนคร วัดโพธารามตั้งอยู่ในเขตกำแพงพระนครฝั่งตะวันออก จึงได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ยกฐานะขึ้นเป็นพระอารามหลวง และมีพระราชาคณะปกครองตลอดสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 โปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดโพธารามขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม สร้างพระอุโบสถ พระระเบียง พระวิหาร ตลอดจนสิ่งก่อสร้างที่จำเป็นอื่นๆ และสร้างถาวรวัตถุ แล้วโปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่างๆ มาประดิษฐานบริเวณพระอุโบสถ พระวิหารทิศ และพระระเบียง ฯลฯ และพระราชทานนามว่า วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาวาส ปีพุทธศักราช 2375 – 2391 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ สิ่งใดชำรุดทรุดโทรมมากก็รื้อสร้างใหม่ขยายรูปทรงบ้าง สร้างเพิ่มขึ้นใหม่บ้าง ส่วนกุฏิสร้างใหม่เป็นตึก และโปรดให้จารึกสรรพตำราต่างๆ 8 หมวด ลงแผ่นหินอ่อนประดับไว้ตามศาลารายเพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า งานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-25 เมษายน 2567 แบ่งเป็น 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ พื้นที่แรก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร และโรงละครแห่งชาติ มีกิจกรรม อาทิ ซุ้มเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จบูรพกษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ การแสดงเฉลิมพระเกียรติ ชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในยามค่ำคืน (Night Museum) การแสดงศิลปวัฒนธรรม เช่น โขน เรื่อง รามเกียรติ์ ตอนพระรามราชสุริยวงศ์ การบรรเลงและขับร้องดนตรีสากล ลิเก เรื่อง วีรบุรุษแห่งสยาม โนรา ลำตัด การขับร้องเพลงโดยศิลปินอนันต์ ไมค์ทองคำ งิ้วเปลี่ยนหน้ามหัศจรรย์ มนตรา มายากล จำอวดหน้าม่าน และทุกวันมีการบรรเลงดนตรีไทย ดนตรีสากล รวมทั้งจัดตลาดย้อนยุค กรุงรัตนโกสินทร์มีการสาธิตอาหารชาววังและอาหาร 1 จังหวัด 1 เมนู เชิดชูอาหารถิ่น ตลาดผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย (CPOT)  ส่วนพื้นที่ที่สอง ณ หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน มีกิจกรรมเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “กรุงเทพฯ ในความทรงจำ:พินิจวัด เวียง วัง ผ่านภาพถ่ายและภาพยนตร์” และ “ไม่บันทึกก็นึกไม่ออก : งานสมโภชพระนคร 200 ปี” กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจากโลกเสมือนต่อยอดสู่โลกความจริง การแสดงดนตรีร่วมสมัย กิจกรรมสาธิตศิลปะร่วมสมัย การแสดงมายากลร่วมสมัย นิทรรศการสงกรานต์และเทศกาลทางน้ำในอาเซียน

อีกทั้งเป็นที่น่ายินดีว่ามีพิพิธภัณฑ์แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมรอบเกาะรัตนโกสินทร์ 5 แห่งที่เข้าร่วมการจัดงานใต้ร่มพระบารมี 242 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ เปิดให้ประชาชนเข้าชมนิทรรศการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้แก่ 1.พิพิธภัณฑ์ศาลาว่าการกลาโหม ชมสถาปัตยกรรมศิลปะพาลลาเดียนของอาคารโรงทหารม้าที่สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 ก่อนจะเป็นศาลาว่าการกลาโหม นิทรรศการและวัตถุจัดแสดงที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของศาลาว่าการกลาโหม สัมผัสและถ่ายรูปกับปืนใหญ่โบราณหน้าอาคาร 2.พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน นำชมวังฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อกิจการตำรวจไทยและชมความสวยงามของตำหนักจิตรลดายามค่ำคืน และกิจกรรม Work Shop ทางศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ งานตัดกระดาษ ทำตุงไส้หมู (พวงมโหตร) งานสเก็ตภาพลายเส้น สถาปัตยกรรมตำหนักจิตรลดา งานเครื่องสด อบรมการร้อยมาลัย โคมชำร่วย งานเครื่องหอมไทย อบรมการทำบุหงาในพัดโบก งานประดิษฐ์ดอกมะลิขึ้นรูป พวงมาลัยกุญแจ งานช่างศิลปะไทย อบรมการออกแบบลวดลายปูนปั้น ดนตรีในสวน “ชมวัง ฟังเพลง”และการแสดงการปฏิบัติหน้าที่ของสุนัขตำรวจ

3.พิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ เปิดให้เข้าชมนิทรรศการ “พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ปฏิรูปเหรียญกษาปณ์ไทย” นิทรรศการพิเศษ “เหรียญแห่งศรัทธา พุทธปฏิมารัตนโกสินทร์”และนิทรรศการกว่าจะมาเป็นพิพิธภัณฑ์เหรียญกษาปณานุรักษ์ มีทั้งรอบปกติและรอบพิเศษยามค่ำคืน 4.พิพิธบางลำพู ชมนิทรรศการถาวร นิทรรศการพิเศษ “ลำพูในบาง” และนิทรรศการ “บางลำพูไม่ลำพัง” มีทั้งรอบปกติและรอบพิเศษยามค่ำคืน กิจกรรมตามหาลายแทงขุมทรัพย์บางลำพู และ 5.มิวเซียมสยาม ชมมิวเซียมสยาม ณ อาคารนิทรรศการถาวร “ถอดรหัสไทย” และร่วมกิจกรรมมองกล้องส่องประวัติศาสตร์ กิจกรรมทัวร์ใต้ดินกับภัณฑรักษ์และกิจกรรมนำชม Site Museum พิพิธภัณฑ์ใต้ดิน ณ ลานปฏิมากรรมรุ้งและMRT สนามไชย

นอกจากนี้ วธ.ยังร่วมกับวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร จัดงานวัดพัฒนาประชาคม ไหว้พระรับพรย้อนวันวาน สารพันอาหารย่านกะดีจีน-คลองสาน ซึ่งจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 19 – 23 เมษายน 2567 ณ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร กรุงเทพฯ มีกิจกรรมไหว้พระรับพร เสริมสิริมงคล การแสดงศิลปวัฒนธรรม การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและเพลงลูกกรุง กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “ปั่นจักรยานเที่ยววัดยามค่ำคืน” การประกวดอาหารสามศาสน์ การสาธิตภูมิปัญญาด้านอาหารและการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ทั้งนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม 1765

– 006

‘สกร.’จีบเขตพื้นที่ฯทำ MOUดึงเด็กกลับสู่การเรียนรู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/800082

'สกร.'จีบเขตพื้นที่ฯทำ MOUดึงเด็กกลับสู่การเรียนรู้

‘สกร.’จีบเขตพื้นที่ฯทำ MOUดึงเด็กกลับสู่การเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.35 น.

“ธนากร” มอบงาน ผอ.สกร.จังหวัดทั่วประเทศ จับมือ ผอ.สพป.-ผอ.สพม.ในจังหวัด ทำ MOU ส่งต่อเด็กที่ไม่สามารถเรียนในระบบโรงเรียนได้ ให้กลับเข้าสู่การเรียนรู้กับ สกร.โดยไม่ต้องรออายุครบ 15 ปีบริบูรณ์

19 เม.ย.67 นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เด็กทุกคนได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา นั้น ตนได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด (ผอ.สกร.จังหวัด) ทั่วประเทศ ไปหารือกับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (ผอ.สพป.) และ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (ผอ.สพม.) ที่อยู่ในจังหวัดนั้นๆ และถ้าเป็นไปได้ให้ทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการดูแลแก้ไขปัญหาเด็กวัยเรียนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา(เด็กตกหล่น) และเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาแต่ออกจากระบบกลางคัน ที่ไม่สามารถเรียนในระบบได้จริงๆให้มาลงทะเบียนเรียนรู้กับ สกร. ซึ่งเรื่องเด็กตกหล่น เด็กออกกลางคันนี้มีทุกปี เป็นปัญหาสำคัญ และเป็นหน้าที่ที่ผู้บริหาร สกร.จังหวัด และ สกร.อำเภอ ต้องร่วมกันขับเคลื่อน หามาตรการค้นหา และช้อนเด็กกลุ่มนี้ให้กลับเข้ามาเรียนรู้กับ สกร.

“ การที่เด็กตกหล่น ออกกลางคัน มาจากระบบโรงเรียน ก็มีเหตุผลความจำเป็นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ข้อจำกัดทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม อยู่ในถิ่นทุรกันดารห่างไกล กลายเป็นผู้ที่ด้อยโอกาสไม่ได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคกัน การศึกษานอกโรงเรียน ของ สกร.จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของเด็กไทย ในการที่จะได้รับโอกาสทางการศึกษา ซึ่งในปีการศึกษา 2567 นี้ หลังจากสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการรับนักเรียน ค้นหาเด็กตกหล่น และเด็กที่ออกจากระบบกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษาภายในเปิดภาคเรียนใหม่เดือนพฤษภาคม 2567 นี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าจะยังคงมีเด็กส่วนหนึ่งที่ถึงแม้โรงเรียนตามตัวพบก็ไม่กลับเข้าเรียนในระบบ ซึ่ง สกร.มีครูประจำตำบลอยู่ทุกตำบลก็จะทราบว่าเด็กคนไหนไม่ไปเรียน หากเด็กมีอายุเกิน 15 ปีบริบูรณ์แล้วก็จะติดตามให้มาลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ได้เลย แต่ถ้าอายุยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ ตาม พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 การลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ต้องมีหนังสือส่งตัวจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) มาด้วย ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน ร่วมกัน หากโรงเรียน พบว่า เด็กไม่ไปโรงเรียนเป็นเวลานาน เช่น ไม่ไปเรียนในชั้น ม.2 อายุ ยังไม่ถึง 15 ปีบริบูรณ์ ก็ให้แจ้งรายชื่อเด็กที่ไม่มาเรียนให้เขตพื้นที่ฯ และขอให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯจำหน่ายชื่อเด็กออกจากโรงเรียนเดิมโดยไม่ต้องรอให้อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ก่อน พร้อมกันนี้ให้ทำหนังสือส่งตัวเด็กมาลงทะเบียนเรียนกับ สกร. เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่ง สกร.มีวิธีจัดการเรียนรู้ มีหลักสูตรที่หลากหลาย เช่น หลักสูตรเพื่อการพัฒนาอาชีพ หลักสูตรเพื่อการพัฒนาทักษะชีวิต ตลอดจนกิจกรรม หรือโครงการต่างๆ ที่ตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายนอกระบบโรงเรียนได้ ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ไม่ได้กำหนดอายุผู้เรียนไว้ สกร.สามารถเข้าไปจัดการเรียนรู้ให้ได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ จนเสียชีวิต แต่ขณะนี้กฎหมายที่เกี่ยวข้องยังไม่แล้วเสร็จ  การรับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มาลงทะเบียนเรียนกับ สกร.ในขณะนี้จึงต้องมีหนังสือส่งตัวจาก ผอ.เขตพื้นที่ฯเป็นเอกสารประกอบการรับเข้าเรียน.

กมว.ฟันโทษครู-ผู้บริหาร ผิดร้ายแรง 20 ราย คุย 2 ปีสางคดีจบกว่า 1 พันราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799963

กมว.ฟันโทษครู-ผู้บริหาร ผิดร้ายแรง 20 ราย คุย 2 ปีสางคดีจบกว่า 1 พันราย

กมว.ฟันโทษครู-ผู้บริหาร ผิดร้ายแรง 20 ราย คุย 2 ปีสางคดีจบกว่า 1 พันราย

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 14.25 น.

กมว.ฟันโทษครู-ผู้บริหาร ผิดร้ายแรง 20 ราย คุย 2 ปีสางคดีจบกว่า 1 พันราย

19 เมษายน 2567 รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ ประธานกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กมว.ครั้งที่ 3/2567 ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเกี่ยวกับการพักใช้และเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา กับผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงจำนวน 20 ราย ซึ่งมีทั้งครูและผู้บริหาร โดยผลการพิจารณา ได้แก่  ตักเตือน 7 ราย พักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ  2 ราย เพิกถอนฯ 3 ราย และให้ทบทวนมติโดยแจ้งไปยังผู้กระทำผิดเพื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงโต้แย้งได้ อีกจำนวน 8 ราย  โดยกรณีการเพิกถอนใบอนุญาตส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการค้าประเวณี การกระทำอนาจารนักเรียน กรณีฉ้อโกง และคดียาเสพติด

“ช่วงเวลา 2 ปีนี้ คณะกรรมการ กมว.สามารถสะสางคดีที่ตกค้างมาตั้งแต่ ปี 2553 และคดีที่เกิดขึ้นใหม่รวมกว่า 1,000 คดี ให้เหลือเพียง 10 กว่าคดี ซึ่งบางคดีผลสอบทางคดีอาญายังไม่เสร็จสิ้น แต่ทางคุรุสภาได้สั่งพักใช้ไปอนุญาตไว้ก่อน ซึ่งในระหว่างพักใช้ใบประกอบวิชาชีพจะไม่สามารถประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้ ทั้งนี้ ถือว่าคณะกรรมการ กมว.สามารถเคลียร์คดีได้เกือบหมดตามที่ตั้งเป้าไว้แล้ว”ประธาน กมว. กล่าว   

ด้าน ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องการมอบรางวัลสำหรับครูที่ประพฤติ ปฏิบัติดี โดยคณะกรรมการพิจารณารางวัลได้เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า ควรเพิ่มรางวัลให้แก่ระดับหน่วยงานที่ดูแลครูไม่ให้มีพฤติกรรมกระทำผิดจรรยาบรรณ  เช่น สำนนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ สถานศึกษา โดยให้เหตุผลว่า ที่ผ่านมาเป็นการมอบรางวัลเฉพาะบุคคล จึงอยากให้รางวัลกับหน่วยงานที่ดูแลครูด้วย เพราะการดูแลครูอาจจะต้องมีการป้องปราม ซึ่งหน่วยงานที่ใกล้ครูที่สุด ก็คือ เขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษา  ถ้าเขตพื้นที่ฯมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี มีระบบบริหารจัดการที่ดี เมื่อมีครูที่มีพฤติกรรมเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วมีการป้องกันและมีการป้องปรามหรือมีระบบเฝ้าระวังที่ดีก็จะช่วยไม่ให้เกิดการทำผิดที่ร้ายแรงขึ้นได้

-005