พสกนิการชาวโคราช ทำบุญถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

พสกนิการชาวโคราช ทำบุญถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'

พสกนิการชาวโคราช ทำบุญถวายพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ’เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.37 น.

พสกนิการชาวโคราชหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการทำบุญตักบาตร ถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ

8 มกราคม 2569 เวลา 06.30 น ที่วัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศล และถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยมี ดร.ยลดา หวังศุภกิจโกศล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ได้นำส่วนงาน อบจ. ผผู้อำนวยการสำนัก บุคลากรร่วมพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า สิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา 8 มกราคม 2569

โดยมีนายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผวจ.นครราชสีมา เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส พระพรหมวชิรนายก ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 11 เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร ประธานฝ่ายสงฆ์พร้อมพระสงฆ์และสามเณร จำนวน 40 รูปออกรับบิณฑบาต เพื่อถวายพระกุศลและสำนึกในพระกรุณาคุณ และมีพี่น้องประชาชนเข้าร่วมพิธีทำบุญตักบาตรอย่างพร้อมเพรียง

โดยภายในพิธี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ประธานในพิธี ได้นำข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ เหล่ากาชาดจังหวัด อบจ.นครราชสีมา และประชาชนชาวจังหวัดนครราชสีมา ร่วมประกอบพิธีทางศาสนาและร่วมกันทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล จากนั้น ประธานในพิธีได้ประกอบพิธีถวายพระพรชัยมงคล เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ และกล่าวคำถวายพระพรชัยมงคลหน้าพระรูป เพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยให้มีความร่วมสมัยและสร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

OKMDเปิด 3 พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน‘วันเด็ก2569’เชื่อม‘การเล่น ดนตรี วัฒนธรรม’สู่‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’

OKMDเปิด 3 พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน‘วันเด็ก2569’เชื่อม‘การเล่น ดนตรี วัฒนธรรม’สู่‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’

OKMDเปิด 3 พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน‘วันเด็ก2569’เชื่อม‘การเล่น ดนตรี วัฒนธรรม’สู่‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.00 น.

OKMDเปิด 3 พื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน‘วันเด็ก2569’เชื่อม‘การเล่น ดนตรี วัฒนธรรม’สู่‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’

ท่ามกลางความท้าทายของการพัฒนาการเรียนรู้เด็กและเยาวชนในสังคมปัจจุบัน สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD เตรียมเปิดพื้นที่การเรียนรู้นอกห้องเรียนในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 พร้อมกัน 3 พื้นที่ ได้แก่ ทำเนียบรัฐบาล มิวเซียมสยาม และอุทยานการเรียนรู้ TK Park ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการเล่น ดนตรี และกิจกรรมสร้างสรรค์ เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน และครอบครัวได้เรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความหมาย และสะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ของสังคม

ที่ทำเนียบรัฐบาล ณ ตึกสันติไมตรี OKMD จัดบูธกิจกรรมในงานวันเด็กแห่งชาติ ระหว่างเวลา 08.00–15.00 น. ภายใต้ธีม “Music : Move and Make ร้อง เล่น เต้น สร้างสรรค์” เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ผ่านดนตรี การเคลื่อนไหว และกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ที่ออกแบบเป็นช่วงเวลาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเกมการเรียนรู้ การร้องเพลงตามโจทย์ การเต้นประกอบจังหวะ และกิจกรรมประดิษฐ์เครื่องดนตรี DIY เช่น ลูกแซกและไข่เขย่า เพื่อส่งเสริมการแสดงออก การทำงานร่วมกัน และการพัฒนาทักษะรอบด้านกิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด Talent Everywhere ซึ่งมุ่งเปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนที่มีความสนใจด้านดนตรีได้แสดงศักยภาพในเวทีสาธารณะ และสะท้อนแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และโอกาสในการต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต

ขณะเดียวกัน ที่อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติภายใต้แนวคิด Alpha Green Hero พลังเด็กรักษ์โลก ระหว่างเวลา 10.00–17.00 น. เปิดพื้นที่การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม พลังงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ผ่านฐานกิจกรรม การอ่าน การเล่านิทาน และเวิร์กชอปเชิงสร้างสรรค์ เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกด้านความยั่งยืนให้กับเด็กและเยาวชนตั้งแต่วัยเรียน โดยเปิดให้เด็กอายุไม่เกิน 14 ปี พร้อมผู้ปกครอง 1 ท่าน เข้าร่วมกิจกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

อีกหนึ่งพื้นที่สำคัญคือ Museum Siam สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสนามไชย ซึ่งร่วมกับ OKMD จัดกิจกรรม Kid Dee x Playeum : Think Good | Play Well | Grow Together ภายใต้แนวคิด PLAYEUM 2026: Decoding Thainess ระหว่างเวลา 10.00–17.00น. เปิดพื้นที่ประวัติศาสตร์ให้กลายเป็นสนามเล่นแห่งการเรียนรู้แบบ Inclusive Play เด็กๆ จะได้ร่วมกิจกรรมถอดรหัสความเป็นไทยผ่านฐานการเล่นทั้งด้านประสาทสัมผัส ศิลปะ วัฒนธรรม การเคลื่อนไหว และการสร้างสรรค์

โดยมี “น้องคิดดี” มาสคอตของ OKMD ทำหน้าที่เป็นผู้นำการเล่น สื่อสารแนวคิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ และพาทุกคนออกเดินทางสู่โลกแห่งการเรียนรู้ในกิจกรรมการเล่นสร้างสรรค์ 5 ฐาน ตามแนวคิด Play-based Learning เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำและการมีส่วนร่วมของทั้งเด็กและผู้ปกครอง กิจกรรมครอบคลุมการเรียนรู้ด้านมิติสัมพันธ์ ภาษา คณิตศาสตร์พื้นฐาน ศิลปะ และวัฒนธรรมไทย ผ่านการเล่นที่สนุก เข้าถึงได้ และเหมาะสำหรับเด็กทุกช่วงวัย

ดร.ทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการ OKMD กล่าวว่า การเรียนรู้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่สามารถเกิดขึ้นได้ในทุกพื้นที่ของสังคม และการเล่นคือจุดเริ่มต้นสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดย OKMD มุ่งเปิดพื้นที่การเรียนรู้ที่เชื่อมโยงการเล่น ความสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของครอบครัว เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้อย่างมีความหมายและต่อเนื่อง

การเปิดพื้นที่การเรียนรู้พร้อมกันทั้ง 3 แห่งในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 จึงไม่เพียงเป็นกิจกรรมสร้างความสุขสำหรับเด็กและครอบครัวเฉพาะช่วงเวลา หากแต่สะท้อนทิศทางการพัฒนาการเรียนรู้ของสังคมไทยที่ขยับออกจากกรอบห้องเรียนสู่พื้นที่สาธารณะ โดยใช้การเล่น ความสร้างสรรค์ และการมีส่วนร่วมของครอบครัวเป็นฐานสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของ OKMD ในการขับเคลื่อนสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในระยะยาว

​วว.เพิ่มมูลค่าสารสกัด ‘ส้มแขก’ พืชท้องถิ่นภาคใต้ของไทยสู่การพัฒนา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอยากอาหาร

​วว.เพิ่มมูลค่าสารสกัด ‘ส้มแขก’ พืชท้องถิ่นภาคใต้ของไทยสู่การพัฒนา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอยากอาหาร

​วว.เพิ่มมูลค่าสารสกัด ‘ส้มแขก’ พืชท้องถิ่นภาคใต้ของไทยสู่การพัฒนา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารลดความอยากอาหาร

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ส้มแขก” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Garcinia atroviridis Griff. ex T. Anderson เป็นพืชสมุนไพรท้องถิ่นที่พบมากในภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น อาทิ ชะมวงช้าง มะขามแขก ส้มควาย และส้มพะงุน โดยลักษณะเด่นของส้มแขก คือ เป็นไม้ต้น มีผลทรงกลมแป้น มีร่องตามแนวตั้ง 12-16 ร่อง เมื่อสุกจะมีสีเหลืองสดถึงส้ม มีรสชาติเปรี้ยวจัด ดอกมีสีแดงเลือดนก ออกเป็นช่อตามปลายยอด

ส้มแขก มีสาระสำคัญคือ Hydroxycitric Acid (HCA) ซึ่งเป็นสารที่มีคุณสมบัติช่วยยับยั้งเอนไซม์ ในกระบวนการสร้างไขมัน จากการบริโภคอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตสูง นอกจากนี้ยังมีกรดอินทรีย์อื่นๆ ได้แก่ กรดซิตริก (Citric Acid) กรดโดดีคาโนอิค (Dadecanoic acid) กรดออคตาดีคาโนอิค (Octadecanoic acid) และกรดเพนตาดีคาโนอิค (pentadecanoic acid) โดยกลไกการออกฤทธิ์ชอง HCA จะออกฤทธิ์ไปยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ ATP Citrate Lyase ในวงจร Kreb’s cycle (วงจรการย่อยสลายกลูโคสของร่างกาย) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน Citrate ไปเปลี่ยน acetyl CoA นำไปใช้สร้างกรดไขมัน ขณะเดียวกันจะนำน้ำตาลไปสะสมเป็น glycogen ที่ตับ เพื่อใช้เป็นพลังงานสำรองด้วย

ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมผลิตภัณฑ์สมุนไพร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปรับสมดุลธาตุในร่างกายจากส้มแขก เพื่อถ่ายทอดสู่เชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมอาหารสุขภาพ ประสบผลสำเร็จวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อลดความอยากอาหารจากสารสกัดส้มแขกในรูปแบบ jelly”  โดยมีลักษณะเด่นของผลิตภัณฑ์ ดังนี้ 1.เป็นการนำเอาสารสกัดจากส้มแขกผลกลมหรือส้มควาย ซึ่งพบมากที่จังหวัดภูเก็ต มาใช้ประโยชน์ โดยนำมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในการปรับสมดุลน้ำหนัก ช่วยลดความอยากอาหาร เพื่อทดแทนการนำเข้าสารสกัดส้มแขกจากต่างประเทศที่มีราคาสูง และส่งเสริมให้มีการใช้พืชท้องถิ่นภาคใต้ของไทย ซึ่งในปัจจุบันส้มแขกผลกลมหรือส้มควายได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ส้มควายภูเก็ต ขึ้นทะเบียนเลขที่ สช 67100226 เรียบร้อยแล้ว , 2.ผลิตภัณฑ์ผ่านการศึกษาองค์ประกอบทางเคมี โดยพบว่ามีสาร HCA สูง ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและกลไกการออกฤทธิ์ พบว่า สามารถช่วยปรับสมดุลน้ำหนัก โดยกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท serotonin และส่งผลต่อการสร้างฮอร์โมน ghrelin ซึ่งเป็นฮอร์โมนความหิวลดลง จึงช่วยควบคุมน้ำหนักได้ โดยการลดความอยากอาหารผ่านกลไกการกระตุ้นการทำงานของสารสื่อประสาท และทำให้ความหิวลดลง นอกจากนี้ยังผ่านการทดสอบประเมินความปลอดภัยทั้งในระดับเซลล์และสัตว์ทดลอง ขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาขั้นคลินิก (phase 1-2) ในอาสาสมัคร โดยผลิตภัณฑ์ถูกพัฒนาขึ้นในรูปแบบ Jelly ที่รับประทานง่าย จึงช่วยเพิ่มมูลค่าทางการตลาด และส่งเสริมการใช้พืชสมุนไพรภายในประเทศ

​สานต่อโครงการ ‘Because Sharing is Caring ปี 2’ ส่งเสริมความรู้ – ป้องกันภัยหลอกลวงทางการเงิน

​สานต่อโครงการ ‘Because Sharing is Caring ปี 2’ ส่งเสริมความรู้ - ป้องกันภัยหลอกลวงทางการเงิน

​สานต่อโครงการ ‘Because Sharing is Caring ปี 2’ ส่งเสริมความรู้ – ป้องกันภัยหลอกลวงทางการเงิน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

XSPRING ร่วมกับ ก.ล.ต. และโรงเรียนเศรษฐเสถียรฯ จัดโครงการ “Because Sharing is Caring: The Unsilenced Truths เสียงไม่เงียบ เงินทองเรื่องต้องรู้ ปี 2” เดินหน้าส่งเสริมความเท่าเทียมในระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย ผ่านการส่งต่อความรู้ไปยัง กลุ่มผู้เปราะบางทางการเงินต่อเนื่อง จัดกิจกรรมถ่ายทอดความรู้ วางแผนการออม ใช้จ่ายอย่างมีวินัย ลงทุนอย่างรู้เท่าทัน และป้องกันตนเองจากกลโกงทางการเงิน โดยผู้เชี่ยวชาญจาก ก.ล.ต. และกลุ่ม XSPRING พร้อมจัดทำสื่อวิดีทัศน์ประกอบจอล่ามภาษามือ เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสมอภาค

นายกิตติชัย รักตะกนิษฐ์ ประธานคณะกรรมการบรรษัทภิบาลและความยั่งยืน XPG หรือ XSPRING ผู้ให้บริการทางการเงินครบวงจร เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวมุ่งให้นักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน และบุคลกากรทางการศึกษาได้เรียนรู้และเข้าใจหลักการพื้นฐานทางการเงิน อาทิ การวางแผนการออม การใช้จ่ายอย่างมีวินัย การลงทุนอย่างรู้เท่าทัน และการป้องกันตนเองจากกลโกงทางการเงิน ผ่านกิจกรรมสัมมนาและสื่อการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้มีความบกพร่องทางการได้ยิน โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงาน ก.ล.ต. และกลุ่มบริษัท XSPRING ร่วมถ่ายทอดความรู้ พร้อมจัดทำ จอล่ามภาษามือประกอบสื่อวิดีทัศน์ เพื่อให้กลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเสมอภาค นอกจากนี้ บริษัทยังได้ส่งเสริมการระดมทุนเพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการพัฒนาการศึกษาของโรงเรียนเศรษฐเสถียร ในพระราชูปถัมภ์ เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้กับนักเรียนผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินอย่างเท่าเทียม สอดคล้องกับพันธกิจของเอ็กซ์สปริงในการสร้าง “ระบบนิเวศทางการเงินที่เท่าเทียมและยั่งยืน”

“XSPRING เชื่อมั่นว่า ความรู้ทางการเงิน และเครื่องมือทางการเงินไม่ควรเป็นสิ่งที่จำกัดสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น แต่ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ขาดโอกาสในการพัฒนาความรู้ด้านการเงินการลงทุนเมื่อเทียบกับบุคคลทั่วไป ซึ่งหากได้รับโอกาสและความรู้ที่เหมาะสม เราเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถพัฒนาตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง และมีภูมิคุ้มกันทางการเงินที่แข็งแรงในอนาคต” นายกิตติชัย รักตะกนิษฐ์ กล่าว

ศธ.ฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2569’ เปิด 4 โซนการเรียนรู้ เสริมพัฒนาเด็กไทยรอบด้าน

ศธ.ฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2569’ เปิด 4 โซนการเรียนรู้ เสริมพัฒนาเด็กไทยรอบด้าน

ศธ.ฉลอง ‘วันเด็กแห่งชาติ 2569’ เปิด 4 โซนการเรียนรู้ เสริมพัฒนาเด็กไทยรอบด้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แถลงการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ว่า ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดงานวันเด็กอย่างยิ่งใหญ่ ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” เพื่อมุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และทักษะชีวิต ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการจัดงานวันเด็กแห่งชาติอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2498 เนื่องจากตระหนักว่าเด็กและเยาวชนคือทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ การพัฒนาเด็กจึงต้องดำเนินควบคู่ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา จิตใจ และการปลูกฝังคุณธรรม เพื่อให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพของสังคมและประเทศชาติ

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า การจัดงานวันเด็กแห่งชาติปีนี้ ออกแบบกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนได้ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง โดยแบ่งพื้นที่กิจกรรมออกเป็น 4 โซนหลัก ได้แก่ โซนที่ 1 Light of Wisdom (แสงแห่งปัญญา) มุ่งเสริมสร้างความรู้ด้านประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และแนวทางการศึกษาต่อ พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้การทำงานของหน่วยงานภาครัฐ และบทบาทของประเทศไทยในเวทีนานาชาติ , โซนที่ 2 Creative Earth Lab ห้องทดลองโลกสร้างสรรค์ ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม ผ่านกิจกรรมทดลอง การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม , โซนที่ 3 Sufficiency for Happiness (พอเพียง สร้างสุข) ถ่ายทอดแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การใช้ชีวิตอย่างพอดี การเรียนรู้อาชีพ และการสร้างความสุขอย่างยั่งยืน , โซนที่ 4 Water Wonder Zone (บ้านเล็กในป่าใหญ่) สร้างความตระหนักด้านทรัพยากรน้ำ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมสนุกสนานที่ปลูกฝังจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติ

รมว.ศธ. ระบุว่า นอกจากการจัดงานในส่วนกลางแล้ว ศธ.ยังได้มอบหมายให้สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานในพื้นที่จัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติในทุกจังหวัด เพื่อให้เด็กและเยาวชนทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงกิจกรรมได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม รวมทั้งยึดมั่นในสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พร้อมบูรณาการเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา

“วันเด็กแห่งชาติไม่ใช่เพียงวันแห่งความสนุกสนานเท่านั้น แต่เป็นเวทีสำคัญในการปลูกฝังการเรียนรู้ตลอดชีวิต คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเตรียมเด็กและเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืน กระทรวงศึกษาธิการ ขอเชิญชวนเด็ก ๆ และผู้ปกครอง มาร่วมสนุกและเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ในงานวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 ในวันเสาร์ที่ 10 มกราคม 2569 ณ บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่เวลา 07.00–16.00 น.มาร่วมสร้างรอยยิ้ม ความสุข และแรงบันดาลใจให้เด็กไทย พร้อมทั้งได้เรียนรู้และสนุกไปด้วยกันทั้งครอบครัว” ศ.ดร.นฤมล กล่าวและว่า ในส่วนการจัด กิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ สำหรับในพื้นที่ชายแดนนั้น ยังคงจัดเหมือนเดิมเพื่อส่งมอบความสุขให้กับเด็กๆ โดยทาง สพฐ.ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพหลักในการเตรียมการจัดกิจกรรม และการจัดเตรียมของรางวัลต่าง ๆ โดยได้รับความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนเป็นอย่างดี เพื่อสามารถส่งต่อความสุขและกำลังใจไปยังเด็กและเยาวชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนอย่างทั่วถึงด้วย  

DPU พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ชู ‘Wellness’ สร้างพยาบาลคุณภาพ ตอบโจทย์สังคมสุขภาพยุคใหม่

DPU พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ชู ‘Wellness’ สร้างพยาบาลคุณภาพ ตอบโจทย์สังคมสุขภาพยุคใหม่

DPU พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ ชู ‘Wellness’ สร้างพยาบาลคุณภาพ ตอบโจทย์สังคมสุขภาพยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) เปิดตัวหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชูแนวคิดใหม่มุ่งบูรณาการศาสตร์การพยาบาลแบบดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) ควบคู่การพัฒนาศักยภาพ และปลูกฝังความเป็นผู้ประกอบการ เพื่อสร้างพยาบาลรุ่นใหม่ของอนาคต

รศ.ดร.ดรุณี รุจกรกานต์ คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU)  เปิดเผยว่า โครงสร้างสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกันประชากรทุกช่วงวัยต่างให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ การป้องกันโรค และการยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้บทบาทของวิชาชีพพยาบาลในปัจจุบันมิได้จำกัดอยู่เพียงการดูแลรักษาเมื่อเกิดความเจ็บป่วยเท่านั้น หากแต่ขยายไปสู่การส่งเสริมสุขภาวะและการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Wellness) อย่างครอบคลุม วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU จึงได้พัฒนาหลักสูตรพยาบาลศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและระบบสุขภาพ โดยออกแบบหลักสูตรให้อยู่บนมาตรฐานวิชาชีพการพยาบาลอย่างเคร่งครัด ครอบคลุมการเรียนการสอนอย่างเข้มข้นใน 5 สาขาหลักทางคลินิก ได้แก่ การพยาบาลเด็ก, การพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ, การพยาบาลมารดา ทารก และการผดุงครรภ์, การพยาบาลจิตเวชและสุขภาพจิต และการพยาบาลสุขภาพชุมชน พร้อมมุ่งเน้นการปลุกศักยภาพของผู้เรียนให้สามารถเติบโตเป็นพยาบาลมืออาชีพในโลกยุคใหม่ เปลี่ยนมุมมองจากการรักษาเมื่อเจ็บป่วย ไปสู่การส่งเสริมด้าน Wellness

นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้นักศึกษาได้เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการคิดเชิงธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดเด่นของการจัดการเรียนการสอนของ DPU เพื่อเสริมสร้างศักยภาพ ด้วยศาสตร์ Potentialigence ให้พร้อมต่อการทำงานในบริบทระบบสุขภาพในปัจจุบันและอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“DPU ไม่เพียงต้องการผลิตพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ เก่งในการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังต้องการสร้างพยาบาลที่มองเห็นสุขภาพในมิติของการป้องกัน การส่งเสริม และการสร้างสมดุลในชีวิตอย่างยั่งยืน รวมถึงมีความกล้าคิด กล้าลงมือทำ และสามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การประกอบอาชีพได้หลากหลายรูปแบบ อันเป็นหัวใจของการพัฒนาศักยภาพ (Potential Development) ของนักศึกษาแต่ละคน” รศ.ดร.ดรุณี กล่าว

คณบดีวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU กล่าวอีกว่า โครงสร้างหลักสูตรจัดให้มีการเรียนรู้อย่างเข้มข้น ควบคู่การปฏิบัติจริง ตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 ในสถานการณ์จำลองเสมือนจริง สู่สถานการณ์จริงในชุมชนและสถานพยาบาลที่เป็นพันธมิตรกับ DPU อาทิ โรงพยาบาล ศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ และสถานประกอบการด้าน Wellness เพื่อเปิดมุมมองด้านการทำงานและการประกอบธุรกิจสุขภาพ โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างบัณฑิตที่มี Growth Mindset มีความมั่นใจ คิดเป็นระบบ และไม่กลัวความท้าทาย สามารถนำศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการพยาบาลในอนาคต และ “ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต” ของวิชาชีพพยาบาลไทยให้พร้อมใช้งานได้จริงในตลาดแรงงาน

“วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU ประกอบด้วยคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์สูงจากสถาบันชั้นนำ พร้อมมีระบบอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านวิชาการ บุคลิกภาพ ทักษะชีวิต และความเข้มแข็งทางจิตใจ เพราะเราเชื่อว่าพยาบาลที่ดี ต้องมีทั้งความรู้ ความเมตตา และความเข้มแข็งจากภายใน การดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิดจึงเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างรอบด้าน” รศ.ดร.ดรุณี กล่าวพร้อมย้ำว่า วิสัยทัศน์ของวิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU คือ การสร้างสถาบันการศึกษาพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และเป็นแบบอย่างที่ดีของวงการ ให้ความสำคัญกับคุณภาพบัณฑิต การดึงศักยภาพของผู้เรียนออกมาใช้อย่างเต็มที่ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กัน

ทั้งนี้ หลักสูตรพยาบาลศาสตร์ วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU เปิดรับนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย  และผู้ที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตใหม่เข้าสู่วิชาชีพการพยาบาล โดยมีการสัมภาษณ์เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีความตั้งใจและมีศักยภาพในการเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณภาพในอนาคต ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ที่วิทยาลัยพยาบาลศาสตร์ DPU http://www.dpu.ac.th/th/college-of-nursing

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.37 น.

สพฐ. ส่งต่อความสุข คาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก ถึง 6 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยิ้มได้ทุกพื้นที่

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) พร้อมด้วย นายสุวิทย์ บึงบัว ผชช.ด้านการพัฒนาหลักสูตรและสื่อการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยี นางนัยนา ตันเจริญ ผอ.สำนักอำนวยการ รวมถึง ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ข้าราชการ และบุคลากรฯ ร่วมส่งมอบคาราวานของขวัญปีใหม่และวันเด็ก สำหรับน้องๆ ในศูนย์พักพิงพื้นที่จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สระแก้ว เขต 1 ซึ่งคาราวานของขวัญดังกล่าวออกเดินทางจากกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 6 มกราคม 2569 จนมาถึงยังจุดหมายปลายทางในช่วงเช้าวันนี้ จากนั้น เลขาธิการ กพฐ. พร้อมคณะฯ ได้เยี่ยมชมให้กำลังใจบุคลากรที่เข้าร่วมจัดกิจกรรมวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2569 เพื่อติดตามการดำเนินงานและเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อีกด้วย

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ และ สพฐ. มีความห่วงใยสถานศึกษา นักเรียน ครูและบุคลากรฯ ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาได้ช่วยเหลือด้านสวัสดิการ เครื่องอุปโภคบริโภค และชุดการเรียนรู้สำหรับนักเรียน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและมอบกำลังใจแก่สถานศึกษาและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี สำหรับคาราวานของขวัญในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งมอบความสุขและขวัญกำลังใจให้แก่เด็กและเยาวชน ในพื้นที่ศูนย์พักพิงและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อส่งเสริมพัฒนาการให้เด็ก ๆ มีสุขภาพกายและจิตใจที่แข็งแรง แจ่มใส ปรับตัวได้อย่างมีความสุข พร้อมตระหนักถึงบทบาท หน้าที่ และความสำคัญของตนเองที่มีต่อชาติบ้านเมือง ดังคำขวัญวันเด็กประจำปีนี้ที่ว่า “รักชาติไทย ใส่ใจโลก”

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายผู้บริหาร สพฐ. ลงพื้นที่ส่งมอบคาราวานของขวัญ ในอีก 5 จังหวัด ได้แก่ นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. นางสาวจรูญศรี แจบไธสง รอง ผอ.สวก. นายชนาธิป ทุ้ยแป ผอ.สทศ. นางสาวปาริชาต เภสัชชา หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ นางสาวสิรินทร์นิชา ดีทุ่ง รอง ผอ.สบศ. นายฉัตรชัย หวังมีจงมี รอง ผอ.สทศ. ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ณ โรงเรียนบ้านโพธิ์กอง สพป.สุรินทร์ เขต 3 และโรงเรียนประสาทวิทยาคาร สพม.สุรินทร์, นางวรางคณา ไชยเรือน ผอ.สศศ. นางสาวเปรมฤทัย เลิศบำรุงชัย ผอ.ศพก. ลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ ณ หอประชุมโรงเรียนอนุบาลบ้านกรวด สพป.บุรีรัมย์ เขต 2, นางสาวสุณิสา คำสองสี รักษาการที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม นางวรัญญภรณ์ ชาลีรักษ์ ผอ.สตผ. นางสาวพรเพ็ญ ทองสิมา ผชช.ด้านการประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ณ โรงเรียนบ้านแก้งโตน สพป.อุบลราชธานี เขต 2 และโรงเรียนบ้านยางใหญ่ สพป.อุบลราชธานี เขต 5, นายพิทักษ์ โสตถยาคม ที่ปรึกษาด้านการศึกษาพิเศษและผู้ด้อยโอกาส นายไชยา อินทะเสน รักษาการ ผชช.ด้านวิเคราะห์วิจัยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน นางเบญจวรรณ ดวงใจ นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ณ โรงเรียนกันทรลักษณ์วิทยา สพม.ศรีสะเกษ ยโสธร, นางสาวรัตนา แสงบัวเผื่อน ที่ปรึกษาด้านพัฒนากระบวนการเรียนรู้ นางสาวจุฬาลักษณ์ ทรัพย์สุทธิ ผอ.กพร. ลงพื้นที่จังหวัดตราด ณ โรงเรียนบ้านคลองประทุม สพป.ตราด เพื่อส่งมอบของขวัญวันปีใหม่และวันเด็ก ให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ต่อไป

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

อพท. ชวนร่วมงาน DASTA Forum : อพท. Fast Forward ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.19 น.

‘อพท.’ชวนร่วมงาน “DASTA Forum : อพท. Fast Forward” ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยเพื่อความยั่งยืน 15-16 ม.ค.นี้ ณศูนย์ราชการ อาคาร B

วันที่ 7 มกราคม 2569 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. เตรียมจัดงาน “DASTA Forum : อพท. Fast Forward” ภายใต้แนวความคิด “ยั่งยืน…ทุกพื้นที่” ระหว่างวันที่ 15-16 มกราคม ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B มุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของการท่องเที่ยวไทยผ่านนวัตกรรมและการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างยั่งยืน กิจกรรมในครั้งเป็นเวทีระดับประเทศเพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเป็นวาระสำคัญในการเปิดตัวตราสัญลักษณ์ใหม่ของ อพท. ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลและการขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กระจายตัวสู่ท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

กิจกรรมสำคัญภายในงานประกอบด้วย
การยกระดับองค์ความรู้

• การปาฐกถาพิเศษ การยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยทำอย่างไรถึงจะยั่งยืน โดย นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

• เวทีเสวนา “A-B-C-D Travel Talk” ประกอบด้วย ประเด็น: Awakening ปลุกการท่องเที่ยวเมืองรองสู่การเป็นเมืองสร้างสรรค์ระดับสากล โดยนายชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย Friend Zone ระวัง…สิ้นสุดทางเพื่อน

ประเด็น: Beyond your Equation เปิดโลกประสบการณท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ผ่านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และวัฒนธรรม โดยนายสมศักดิ์ บุญคำ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง Local Alike ธุรกิจการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่สนับสนุนชุมชนท้องถิ่น และเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวกับชุมชนเข้าด้วยกันและผู้แทนภาคีเครือข่ายชุมชน อพท.

ประเด็น: Craft your Imagination สร้างสรรค์จินตนาการและยกระดับขีดความสามารถทางการตลาดการท่องเที่ยวด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดย นายทรงกลด บางยี่ขัน อดีตบรรณาธิการนิตยสาร a day และผู้ก่อตั้งนิตยสารออนไลน์ The Cloud

ประเด็น: Destination for All กระเช้าไฟฟ้าภูกระดึง: เพียงส่วนหนึ่งของระบบนิเวศต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวคุณภาพมาตรฐานสำหรับนักเดินทางทุกคน โดย นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช นายกฤษนะ ละไล ประธานมูลนิธิ Friendly Design for All นายนิธิ สืบพงษ์สังข์ ผู้บริหาร บริษัท นัตตี้ส์ แอดเวนเจอร์ส์ จำกัดและนายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการ อพท.

นวัตกรรมและวิชาการ : การนำเสนอผลงานวิจัยและวิชาการด้านการท่องเที่ยวที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาพื้นที่พิเศษทั่วประเทศ

นิทรรศการอพท. และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน : ให้ข้อมูลเกี่ยวกับอพท. และพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทั้ง 9 พื้นที่ โดยแต่ละโซนจะที่มีการตกแต่งตามอัตลักษณ์ของแต่ละพื้น พร้อมทั้งมีการส่งเสริมชุมชน โดยมีกิจกรรมและผลิตภัณฑ์ของชุมชนจากพื้นที่พิเศษ ฯ ทั้ง 9 พื้นที่ มาทำการสาธิตและจำหน่าย

การแสดงทางวัฒนธรรม : การแสดงเพลงอีแซว จากสมหญิง ศรีประจันต์ ทายาทแม่ขวัญจิต ศรีประจันต์ ศิลปินแห่งชาติ ที่นำเสนอเมืองสุพรรณบุรี เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านดนตรีขององค์การยูเนสโก , การแสดงโนราห์ ที่สื่อถึงเมืองสงขลา เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารขององค์การยูเนสโก นอกจากนั้นยังมีการแสดงจากศิลปินชั้นนำ ไรอัล กาจบัณฑิต และ ไข่มุก รุ่งรัตน์ พร้อมลุ้นรับของที่ระลึกพิเศษจากอพท.ฟรี ตลอดงาน

ทั้งนี้ อพท. ขอเรียนเชิญผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หน่วยงานภาครัฐ เอกชน คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานฟรี! ในวันพฤหัสบดีที่ 15 และวันศุกร์ที่ 16 มกราคม 2569 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ณ ลานอเนกประสงค์ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ อาคาร B

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

เด็กวอศ.เชียงราย-วอศ.เสาวภา สุดเจ๋ง ชนะเลิศแข่งขันแกะสลักหิมะ เมืองฮาร์บิน 

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.56 น.

สุดเจ๋ง! นศ.วอศ.เชียงราย และวอศ.เสาวภา ชนะเลิศการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 ณ เมืองฮาร์บิน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

วันที่ 7 มกราคม 2569 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า  ปีนี้มีทีมนักศึกษาอาชีวศึกษา จำนวน 4 ทีม ได้แก่  ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย วิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ที่เดินทางไปเข้าร่วมการแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ 2026 18th International Collegiate Snow Sculpture Contest (ICSSC 2026) ซึ่งจัดโดย Harbin Engineering University (HEU) และ China-Harbin International Ice and Snow Festival ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพจัดงาน ระหว่างวันที่  4 – 7  มกราคม 2569  ณ เมือง Harbin สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยการแข่งขันในครั้งนี้ มีทีมเข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมด 46 ทีม จาก 9 ประเทศ ได้แก่ จีน อังกฤษ ไทย โปรตุเกส สวิตเซอร์แลนด์ มาเก๊า ฮ่องกง มาเลเซีย และยูเครน ซึ่งผลปรากฏว่า ทีมนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ชนะเลิศได้รับรางวัลที่ 1 

ส่วนทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ได้รับรางวัลที่ 2 และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ได้รับรางวัลที่ 3 โดยทั้ง 4 ทีมได้รับรางวัลพร้อมประกาศนียบัตร 

รางวัลที่ 1

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงราย ซึ่งประกอบด้วยนักศึกษาชั้น ปวช.3 สาขาวิชาวิจิตรศิลป์ ได้แก่ นางสาวจิรปรียา ยานะนวล นางสาวกัลยาภรณ์ ไชยชมพล นางสาวมริสา แบแจกู่  นางสาวฐิรกาญจน์ สิริพิบูลธรรม โดยมี ครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายพงษ์พิสิฐ ขันจันทร์แสง และ นางสาวศุภรัตน์  หาญศึก ชื่อผลงาน ปลากัดที่เบ่งบานในแดนหิมะ เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจใน “ปลากัดไทย” สัญลักษณ์ของความงดงาม ความแข็งแกร่ง และจิตวิญญาณนักสู้ของคนไทย ปลากัดทั้ง สี่ตัว ถูกออกแบบให้ ว่ายวนรอบลูกโลก ลดหลั่นกันเป็นลำดับ เปรียบเสมือนกระบวนการเติบโตทางปัญญาตามแนวคิด “บัวสี่เหล่า” ในพระพุทธศาสนาจากผู้ที่ยังไม่พร้อมรับแสงแห่งปัญญา จนถึงผู้ที่พร้อมเบ่งบานและเข้าถึงความตื่นรู้ ปลากัดตัวแรกสะท้อน บัวใต้น้ำ ผู้ที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียนรู้และเข้าใจโลก ปลากัดตัวที่สองสื่อถึง บัวปริ่มน้ำ ผู้ที่เริ่มเปิดใจรับโอกาสและพร้อมจะพัฒนา ปลากัดตัวที่สามแทน บัวพ้นน้ำ ผู้ที่มองเห็นเส้นทางแห่งปัญญาได้อย่างชัดเจน ปลากัดตัวที่สี่คือ บัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ผู้ที่พร้อมเบ่งบานเต็มศักยภาพ ก้าวสู่ความสำเร็จด้วยความงดงามภายใน 

การจัดลำดับการว่ายของปลากัดทั้งสี่จึงไม่เพียงเป็นสัญลักษณ์ของการพัฒนาความรู้ แต่ยังสะท้อน “การฟันฝ่า” เส้นทางชีวิตอันเปี่ยมความพยายาม เหมือนปลากัดที่ต้องต่อสู้เพื่อรอด เติบโต และเปล่งประกายด้วยตัวของมันเอง ดอกบัวที่กึ่งกลางองค์ประกอบจึงกลายเป็นศูนย์รวมของการงอกงามทางสติปัญญา ขณะที่ ลูกโลกด้านหลัง แทนเป้าหมายสำคัญในการพัฒนา คือการก้าวออกไปสู่สายตาของโลกด้วยคุณค่า ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์แบบไทย เมื่อสัญลักษณ์ปลากัด บัว และลูกโลก ได้ผสานเข้ากับ  “หิมะ” ซึ่งเป็นวัสดุหลักในการแข่งขันครั้งนี้ หิมะจึงไม่ใช่เพียงสภาพแวดล้อมอันเยือกเย็น หากแต่เป็น ความท้าทายใหม่ และในขณะเดียวกันก็เป็น พื้นที่แห่งโอกาสใหม่ เพราะงานแกะสลักหิมะต้องการความประณีต ความอดทน และสมาธิ เหมือนเส้นทางของผู้เรียนที่ต้องใช้ปัญญา ความพยายาม และความกล้าฝัน เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดและเติบโตในทุกสถานการณ์  ดังนั้น ผลงานนี้จึงเป็นภาพแทนของการเดินทางจาก “ผู้เรียนรู้” สู่ “ผู้เบ่งบาน” ที่พร้อมนำความเป็นไทยออกสู่เวทีนานาชาติด้วยความภาคภูมิใจ “สร้างฝันด้วยหิมะ จุดประกายอนาคตด้วยสติปัญญา”

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  ได้แก่ น้องภูเขา นายอติคุณ ทวีวิไลศิริกุล ชั้นปวช.2 น้องกันดั้ม นายอภิโชค จันทนะ    ชั้นปวช.3 น้องตัส นายฐิติรัตน์ แสงจิรัง ชั้นปวช.3 และ น้องแอ๋ม นางสาวปานรดา ทิพยจันทร์ ชั้นปวช.3  โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายศรชัย ชนะสุข และนายสุกฤษ สุธญพลาวุฒิ  ชื่อผลงาน “เทพีแห่งชีวิต – ผู้ประทานน้ำ”  ซึ่งประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน ทำให้น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตและฝังรากลึกในประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน น้ำเป็นสิ่งจำเป็นต่อการอยู่รอดของสรรพสิ่งทั้งเล็กและใหญ่ เปรียบเสมือนมารดาผู้หล่อเลี้ยงชีวิต ดังนั้น น้ำจึงมีความสำคัญต่อการกำเนิดและการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

สิ่งนี้ถูกนำเสนอผ่านงานศิลปะไทยร่วมสมัย ซึ่งมีลักษณะเด่นคือท่าทางอันสง่างามของสตรีผู้เป็นมารดา เพื่อแสดงถึงความเชื่อมโยงที่สำคัญระหว่างน้ำและการให้กำเนิดชีวิต ภาพแสดงให้เห็นสตรีคนหนึ่งกำลังบีบน้ำจากเส้นผมของเธอเพื่อหล่อเลี้ยงสิ่งมีชีวิตทั้งปวง

รางวัลที่ 2 

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ประกอบด้วย นักศึกษาสาขาวิจิตรศิลป์  ได้แก่ “น้องมินนี่” นางสาวกมลชนก สุทธิคุณ ชั้นปวช. 2  “น้องหนูดี” นางสาวฐานวดี หรรษาพันธุ์  ชั้นปวช.2   “น้องทิว” นายเตวิชพศุตม์ พุทสะลา ชั้นปวช.2 และ“น้องไดมอนด์” นายณัชพล ญาวงศ์ ชั้นปวช.3

โดยมีครูผู้ควบคุม ได้แก่  นายสุระชาติ พละศักดิ์  และนายพิศิษฐ์  อู่ศิริกุลพาณิชย์ ชื่อผลงาน “มรดกแห่งบรรพการ: จุดประกายฝันใต้เงาหิมะ” นำเสนอพลังของ มรดกบรรพการด้านคณธรรมและความอุดมสมบูรณ์ ผ่านสัญลักษณ์ของ พระแม่โพสพ และ กวนอู ที่หลอมรวมเป็นรากฐานแห่งความมั่นคง เพื่อจุดประกายความฝันและพลักสร้างสรรค์ใหม่ ความเคลื่อนไหวของ ปลากัดไทย – จีน สื่อถึงพลังขับเคลื่อน ขณะที่ รวงข้าว แทนความอุดมสมบูรณ์ และ หางนกยูง แทนความรุ่งเรือง ทั้งหมดอยู่ภายใต้แนวคิด “ความฝันใต้เงาหิมะ” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ ความบริสุทธิ์ และความหวังในการสร้างอนาคตจากรากฐานอันทรงคุณค่าของอดีต

รางวัลที่ 3 

ทีมวิทยาลัยอาชีวศึกษาสระบุรี ประกอบด้วย 1. “น้องแมค”  นายกิตติพันธ์ คงชนบท   ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 2.”น้องวา” นายปฏิภาณ พลชารี  ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์ 3. “น้องวันชัย”นายวันชัยชนะ จ่าโนนสูง   ปวช ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาวิจิตร์ศิลป์  4. “น้องบีม” นายภัทรภูมิ เจียรนิมิต ปวส.ชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ โดยครูผู้ควบคุม ได้แก่ นายวสันต์ เมฆฉาย และนายกิตติพล  วิเชียรเชื้อ  รองผอ.วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี  ชื่อผลงาน “เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต”  การศึกษาเปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์แห่งชีวิต จุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จุดประกายการเดินทางแห่งการดำรงอยู่ของแต่ละคน เริ่มต้นด้วยเมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาอันอ่อนน้อม ซึ่งค่อยๆ คลี่คลายและเบ่งบานผ่านการรวบรวมความรู้และการบ่มเพาะความเข้าใจ มันคือเมล็ดพันธุ์ที่หล่อเลี้ยงไม่เพียงแต่ตัวบุคคลเท่านั้น แต่ยังหล่อเลี้ยงโลกที่เบ่งบานอยู่รอบตัวพวกเขาด้วยภาพของเด็กที่เปิดหนังสือเป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญของนักสำรวจรุ่นเยาว์ที่ก้าวเข้าสู่สิ่งที่ไม่รู้จัก ภายในหนังสือเพียงเล่มเดียวมีพลังที่จะเปิดโลกทัศน์ใหม่ ส่องสว่างโลกที่ซ่อนเร้น และโอบอุ้มหัวใจด้วยความหวังและความอัศจรรย์ เด็กคนนั้นกลายเป็นสัญลักษณ์ของความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง ผู้ที่กล้าที่จะฝัน  เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาเติบโตอย่างอ่อนโยน ได้รับการสนับสนุนจากพลังแห่งความอัศจรรย์ หน่ออ่อนค่อยๆ ขยายออกเป็นกิ่งก้านแห่งการเรียนรู้ ยื่นออกไปและขึ้นไปข้างบน จากรากที่แข็งแรงและหยั่งลึก สู่ยอดที่สง่างามและทะเยอทะยาน  ลวดลายที่ไล่ระดับขึ้นไปสะท้อนถึงการเดินทางของมนุษยชาติ: การเรียนรู้จากจุดเริ่มต้นที่ต่ำต้อย การเอาชนะความท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งความรู้ผลิบานเป็นความแข็งแกร่งและความสำเร็จ อนาคตที่เบ่งบานนี้คือ “วันพรุ่งนี้” ที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ตลอดชีวิต  เส้นโค้งที่อ่อนโยนและพลิ้วไหวพาดผ่านชิ้นงานราวกับคลื่นแห่งพลังชีวิต สัญลักษณ์แห่งแรงบันดาลใจที่แพร่กระจายจากเด็กคนหนึ่งไปสู่โลกที่กว้างใหญ่ พวกมันจุดประกายความฝันที่ไม่ยอมจางหายไป และนำทางเราไปข้างหน้าด้วยความมุ่งมั่นอย่างเงียบๆ และด้วยคำมั่นสัญญาที่สร้างผลกระทบที่ยั่งยืนต่อมนุษยชาติไปไกลแสนไกล

ทั้งนี้ คณะมีกำหนดการเดินทางกลับในวันที่ 8 มกราคม 2569 เที่ยวบิน MU 8607 โดยจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันที่ 9 มกราคม 2569 เวลา 01.55 น.

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

แก้ปมองค์การค้าฯโดนฟ้องร้องอ่วมทุกปี งัดข้อตกลงคุณธรรมคุมเข้มพิมพ์แบบเรียนปี69

วันพุธ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.27 น.

‘สกสค.’ ลงนามประเดิมใช้ ‘ข้อตกลงคุณธรรม’ คุมโครงการพิมพ์แบบเรียนปี 69 งบฯพันล้าน เหตุโดนร้องเรียน-ฟ้องร้องอ่วมทุกปี ‘ดิศกุล’ โอ่วางมาตรฐานใหม่ หวังโชว์โปร่งใส ไร้ครหา ‘ก.บัญชีกลาง’ เข้มตรวจยิบทุกขั้นตอน พร้อมสั่งเบรกหากเจอตุกติก ‘ประธานร่าง TOR’ เผยอยู่ระหว่างฟังวิจารณ์ร่าง TOR หน 2 ยังมั่นใจหนังสือถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมแน่

วันนี้ (7 ม.ค.69) ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ได้มีพิธีลงนามข้อตกลงคุณธรรม “โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569” ขององค์การค้า สกสค.จำนวน 150 รายการ วงเงิน 1,010 ล้านบาท โดยเป็นการดำเนินการตามโครงการความร่วมมือป้องกันการทุจริต (ค.ป.ท.) ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง โดยมีตัวแทนจากกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง, องค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น (ประเทศไทย) (ACT) และผู้แทนที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสังเกตการณ์ทุกขั้นตอนของโครงการดังกล่าวทุกเข้าร่วม

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ รองเลขาธิการ สกสค. เปิดเผยว่า การเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้เป็นครั้งแรกของสำนักงาน สกสค.  เพื่อใช้เป็นกลไกสร้างความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง และป้องกันปัญหาการร้องเรียนที่เกิดขึ้นในอดีต โดยได้รับความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการ ภาคีเครือข่ายด้านการต่อต้านการทุจริต รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมบัญชีกลาง เข้ามามีส่วนร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์และกำกับตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ต้น ทั้งฝ่ายผู้ค้า ฝ่ายดำเนินการ และฝ่ายตรวจสอบ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบร่วมกัน และสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง

“ที่ผ่านมา สกสค.ต้องเผชิญกับการฟ้องร้อง และข้อร้องเรียนอยู่บ่อยครั้ง การจัดทำข้อตกลงคุณธรรม จึงจะเป็นการสกัดการฟ้องร้อง เพราะมีหน่วยงานร่วมตรวจสอบ รวมไปถึงเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ ที่เชื่อว่าจะมีการดำเนินการทำข้อตกลงคุณธรรมอย่างต่อเนื่องในปีถัดๆไป” ดร.ดิศกุล กล่าว

น.ส.ณิติญาภรณ์ อิ่มใจ ผู้อำนวยการกองความร่วมมือและความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า ในทุกๆ ปีงบประมาณ กรมบัญชีกลาง จะคัดเลือกโครงการที่จัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินงบประมาณตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป รวมถึงที่มีผลกระทบกับประชาชนในวงกว้าง ให้เข้าร่วมโครงการเพื่อทำข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการพิจารณาโครงการฯ ประมาณปีละ 20-25 โครงการ สำหรับปีนี้เมื่อพิจารณาเกณฑ์การคัดเลือกแล้ว คณะกรรมการ ค.ป.ท. เห็นว่า โครงการจ้างพิมพ์หนังสือแบบเรียน ปีการศึกษา 2569 ขององค์การค้า สกสค. เข้าเกณฑ์ทั้งในแง่ของวงเงินที่เกิน 1,000 พันล้านบาท และผลกระทบที่มีต่อนักเรียนทั่วประเทศ อีกทั้งในช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ โครงการฯ ยังปรากฏเป็นข่าวถูกร้องเรียนหลายกรณี จึงเป็นที่สนใจของประชาชนและผู้ปกครองนักเรียนในวงกว้าง จึงเห็นควรให้เข้าดำเนินการตามกรอบข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งทางหน่วยงานก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

“ที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีโครงการใดของ องค์การค้าของ สกสค.เข้าร่วมทำข้อตกลงคุณธรรมเลย จึงถือเป็นนิมิตหมายอันดีที่มีความร่วมมือในครั้งนี้ เพื่อให้กระบวนการในทุกๆ ขั้นตอนโปร่งใส ยุติธรรม ไม่เกิดประเด็นครหาเหมือนที่ผ่านมา โดยเมื่อมีข้อตกลงคุณธรรมมากำกับแล้ว จะมีผู้สังเกตการณ์เข้ากำกับติดตามในทุกขั้นตอน หากจุดไหนที่ผุ้สังเกตการณ์มองว่า ดำเนินการไม่ถูกต้องก็สามารถทักท้วง เพื่อให้แก้ไข โดยที่หน่วยงานต้องชี้แจงข้อสงสัยได้ด้วย” น.ส.ณิติญาภรณ์ ระบุ

น.ส.ชนนิกานต์ สืบชนะ รองเลขาธิการ สำนักงาน สกสค.ในฐานะประธานร่างขอบเขตของงาน (Terms of Reference : TOR) โครงการจัดพิมพ์หนังสือแบบเรียนขององค์การค้าสกสค.ปีการศึกษา 2569 เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา สกสค.ได้ประกาศร่าง TOR เพื่อเปิดให้มีการวิจารณ์ตามขั้นตอนกฎหมาย ขณะนี้อยู่ในระหว่างการรับฟังข้อวิจารณ์ครั้วที่ 2 โดยที่ครั้งแรกมีผู้เข้ามาวิจารณ์ 7 ราย และครั้งที่ 2 จำนวน 5 ราย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคำถาม และข้อสงสัยในเนื้อหาของ TOR ส่วนข้อสังเกตหรือ ข้อเสนอแนะให้ปรับแก้ไขนั้น ก็มีทั้งที่ปรับแก้ตามที่เสนอแนะเข้ามา บางส่วนที่ปรับไม่ได้ เพราะอาจจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่น หรือหากปรับแก้ในทุกประเด็น ก็จะทำให้ระยะเวลาดำเนินการก็จะขยายออกไป จนการดำเนินโครงการล่าช้า ไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียน อย่างไรก็ดี ก็ได้มีข้อชี้แจงกลับไปยังผู้ที่วิจารณ์ โดยจะเก็บข้อสังเกตเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับดำเนินโครงการในปีต่อๆ ไปแทน

“การจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้จะต้องดำเนินการให้เกิดความโปร่งใส ยุติธรรม เราจึงได้ทำข้อตกลงคุณธรรมกับ ค.ป.ท. ซึ่งจะมีผู้สังเกตการณ์เข้ามาร่วมตรวจสอบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การร่าง TOR จนถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยมั่นใจว่า การดำเนินการตามข้อตกลงคุณธรรมจะไม่กระทบระยะเวลาการพิมพ์หนังสือแบบเรียน และสามารถส่งถึงมือนักเรียนก่อนเปิดเทอมได้อย่างแน่นอน” น.ส.ชนนิกานต์ กล่าว.