‘ศุภมาส’เผยมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก 134 สาขาวิชา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799928

'ศุภมาส'เผยมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก 134 สาขาวิชา

‘ศุภมาส’เผยมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลก 134 สาขาวิชา

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.34 น.

“ศุภมาส” เผย “QS World University Rankings ปี 67” ประกาศมหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกใน 134 สาขาวิชา “สาขาเกษตรศาสตรศาสตร์ป่าไม้” ของ ม.เกษตรศาสตร์ ติดอันดับ 62 ของโลก ส่วนจุฬาฯ ติดอันดับ Top 100 ของโลก ใน 5 สาขาวิชา

เมื่อวันที่ 19 เม.ย. 67 น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า Quacquarelli Symonds (QS) Limited ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดอันดับสถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ได้ประกาศผลการจัดอันดับสาขาวิชาของสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของโลก “QS World University Rankings by Subject ประจำปี 2567” ปรากฎว่ามหาวิทยาลัยของประเทศไทย ได้รับการจัดอันดับในสาขาวิชาที่ติดอันดับโลก ถึง 134 สาขาวิชา หรือ เพิ่มขึ้นจากปี 2566 ที่ได้ 110 สาขาวิชา ถึงจำนวน 24 สาขาวิชา ที่สำคัญ มีสาขาวิชาที่สามารถขึ้นไปติดถึงอันดับ 62 ของโลกนั่น ก็คือ สาขาเกษตรศาสตร์และป่าไม้ (Agriculture & Forestry) ของ ม.เกษตรศาสตร์

รมว.อว. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังมีมหาวิทยาลัยไทยอีกหลายสถาบันที่มีสาขาวิชาที่ติดอันดับเป็น 1 ใน 100 ของโลกหรือ TOP 100 ของโลก ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ติดอันดับใน 5 สาขาวิชา ดังนี้ ติดอันดับ 51-70 ในสาขาวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์-เหมืองแร่ (Engineering – Mineral & Mining) ติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านศิลปะการแสดง (Performing Arts) ติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านวิศวกรรมปิโตรเลี่ยม (Engineering-Petroleum) ติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านทันตกรรม (Dentistry) และติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านพัฒนศึกษา (Development Studies) ม.มหิดล ติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านศิลปะและการแสดง (Performing Arts) และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ติดอันดับ 51-100 ในสาขาวิชาด้านพัฒนศึกษา (Development Studies)

“จะเห็นได้ว่าสาขาวิชาที่ติดอันดับโลกในแต่ละสถาบันอุดมศึกษาของประเทศไทย มีแนวโน้มเพิ่มขี้น เช่น จุฬาฯ ในปี 2566 ติดอันดับ 39 สาขาวิชา ขยับขึ้นเป็น 43 สาขาวิชาในปี 2567 ม.มหิดล ปี 2566 ติดอันดับ 18 สาขาวิชา และปี 2567 ติด 22 สาขาวิชา ม.เชียงใหม่ ปี 2566 ติดอันดับ 12 สาขาวิชาและปี 2567 ติดอันดับ 19 สาขาวิชา ม.เกษตรศาสตร์ ปี 2566 ติดอันดับ 9 สาขาวิชา แต่ปี 2567 ขยับขึ้นมาเป็น 13 สาขาวิชา เป็นต้น” น.ส.ศุภมาส กล่าวและว่า 

“สำหรับการจัดอันดับของ QS World University Rankings ในปี 2567 นั้น จะให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นกับเรื่องของความยั่งยืน (Sustainability) การจ้างงาน และความร่วมมือด้านการวิจัยในระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพของผลงานวิจัยและชื่อเสียงทางวิชาการของมหาวิทยาลัยไทยในเวทีระดับโลก และจากสาขาวิชาที่ติดอันดับโลกเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านๆ มา ก็แสดงให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยของประเทศไทยมีการพัฒนาไปอย่างต่อเนื่องไม่หยุดยั้ง ซึ่งสุดท้ายผลประโยชน์ตกอยู่ที่นักศึกษาและประเทศไทยนั่นเอง” รมว.อว.กล่าว

เช็กรายละเอียดด่วน! ‘สอบครูผู้ช่วย’ ปี 67 รับสมัคร 8-14 พ.ค. สอบ 8-9 มิ.ย.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799907

เช็กรายละเอียดด่วน! 'สอบครูผู้ช่วย' ปี 67 รับสมัคร 8-14 พ.ค. สอบ 8-9 มิ.ย.

เช็กรายละเอียดด่วน! ‘สอบครูผู้ช่วย’ ปี 67 รับสมัคร 8-14 พ.ค. สอบ 8-9 มิ.ย.

วันศุกร์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.42 น.

19 เม.ย.67 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้ออกประกาศสพฐ. เรื่อง การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสพฐ. ปี พ.ศ.2567 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

รับสมัคร วันที่ 8-14 พฤษภาคม (ไม่เว้นวันหยุดราชการ), ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบ ภาค ก และภาค ข ภายในวันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม,  ประเมินจากการสอบข้อเขียน ภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ วันอาทิตย์ที่ 9 มิถุนายน

ประกาศรายชื่อผู้ผ่าน ภาค ก และ ภาค ข เพื่อมีสิทธิเข้ารับการประเมินภาค ค ภายในวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน 

ประเมินจากการสัมภาษณ์ แฟ้มสะสมงาน และการนำเสนอที่แสดงถึงทักษะและศักยภาพด้านการจัดการเรียนการสอน ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่ง วิชาชีพ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษา ตามวันและเวลาที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน)

ประกาศผลการสอบแข่งขัน ตามวันและเวลาที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาหรือ อ.ก.ค.ศ. สำนักบริหารงานการศึกษษพิเศษ กำหนด (ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน)

‘พวงเพ็ชร’ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR ‘งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799801

'พวงเพ็ชร'ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR 'งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน'

‘พวงเพ็ชร’ลุย 3 งานใหญ่ด้าน PR ‘งานเฉลิมพระเกียรติฯ-ดนตรีในสวน-ค่ายเยาวชน’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 16.15 น.

เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2567 นางพวงเพ็ชร ชุนละเอียด รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์ การจัดงานเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ร่วมประชุมติดตามการดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ และกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ เช่น การจัดงานดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ และค่ายเยาวชน NEW(S) GEN LEADER CAMP โดยมี นายวราวุธ ยันต์เจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ นายกฤช เอื้อวงศ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ และนางสุภาภรณ์ คงวุฒิปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีฯ และนางสุดฤทัย เลิศเกษม อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ในฐานะเลขานุการคณะทำงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ เข้าร่วม

สำหรับการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติฯ ปีนี้ รัฐบาลได้เตรียมจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2567 โดยประสานความร่วมมือทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ เนื่องในปีมหามงคลนี้ โดยมีกิจกรรมสำคัญ อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์และเจริญจิตภาวนาทุกวันจันทร์  โครงการบรรพชาอุปสมบท พิธีทางศาสนามหามงคล 5 ศาสนา กิจกรรมจิตอาสา พิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ทั่วประเทศ  งานพระราชพิธีสำคัญในห้วงวันพระราชสมภพเดือนกรกฎาคม 2567 รวมถึงกิจกรรมดนตรีในสวนเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นฟรีคอนเสิร์ตที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมแสดงควมจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์ ผ่านบทเพลงเฉลิมพระเกียรติและกิจกรรมต่างๆ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28 ของทุกเดือน ตลอดปีมหามงคลนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ติดตามการจัดกิจกรรมสำคัญภายใต้การดำเนินงานของกรมประชาสัมพันธ์ ได้แก่ กิจกรรมค่ายเยาวชน NEW (S) GEN LEADER CAMP เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้อง และฝึกการเป็นนักประชาสัมพันธ์รุ่นใหม่ที่สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์ เชื่อถือได้ และทันสมัย ซึ่งถือเป็นภารกิจที่ได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์พัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงทุกกลุ่ม

นางพวงเพ็ชร กล่าวว่า ในปีนี้ที่เป็นปีมหามงคลของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศาสนุวงศ์ ผ่านการร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทางรัฐบาล ภาคเอกชน และทุกภาคส่วนจัดขึ้นตลอดทั้งปี 2567

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799718

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

งามไส้‘ครู’ลอกผลงาน! ‘ก.ค.ศ.’ตรวจพบหมกเม็ดขอเลื่อนวิทยฐานะ ฮึ่มลงโทษเด็ดขาด

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 11.33 น.

‘ก.ค.ศ.’เข้ม!สั่งสอบครูคัดลอกผลงาน เตรียมจับมือ‘จุฬาฯ’ใช้ระบบ‘อักขราวิสุทธิ์’ตรวจสอบ ป้องกันลอกเลียนผลงานผู้อื่น

18 เมษายน 2567 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (เลขาธิการ ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า จากกรณีที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ตรวจสอบพบความผิดปกติในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาบางราย ซึ่งอาจมีพฤติการณ์ในการนำผลงานทางวิชาการของผู้อื่นมาคัดลอก หรือลอกเลียนเพื่อใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก.ค.ศ. ได้ดำเนินการส่งเรื่องไปยังหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อทำการตรวจสอบแล้ว และหากพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายดังกล่าวมีความผิดจริงก็จะดำเนินการลงโทษวินัยอย่างร้ายแรงต่อไป

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า สำหรับการดำเนินการเพื่อป้องกันการคัดลอกผลงานทางวิชาการ ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ. ได้มีการหารือร่วมกับบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมนำระบบอักขราวิสุทธิ์ ซึ่งเป็นระบบสำหรับการตรวจสอบงานเขียนเพื่อค้นหาข้อความที่อาจจะเป็นการลอกเลียนผลงานผู้อื่นด้วยฐานข้อมูลทางวิชาการขนาดใหญ่ เข้ามาใช้ในการตรวจสอบผลงานทางวิชาการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ส่งผลงานเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะเข้ามาในระบบ DPA รวมถึงกรณีการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์ ว17/2565 ด้วย

“ขอให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ตระหนักถึงจริยธรรมในการจัดทำผลงานทางวิชาการเพื่อใช้ในการขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะ รวมทั้งให้ความสำคัญกับการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่ใช้ในการจัดทำผลงาน หากพบว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษารายใดที่มีการกระทำผิด โดยเฉพาะการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการ การจ้างวาน ใช้ให้ผู้อื่นทำผลงานทางวิชาการเพื่อขอมีหรือเลื่อนวิทยฐานะนั้น ก.ค.ศ. จะดำเนินการพิจารณาลงโทษทางวินัยอย่างเข้มงวดและเด็ดขาด เพื่อเป็นการยกระดับวิชาชีพครูให้มีมาตรฐานทั้งด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับการมีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณในวิชาชีพต่อไป” เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าว

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799685

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียนนักศึกษา‘ชายแดนใต้’ สมัครเข้าโครงการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 08.23 น.

รัฐบาลเชิญชวนนักเรียน-นักศึกษาที่มีภูมิลำเนาอยู่ใน‘นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล สงขลา’สมัครเข้าโครงการจัดส่งนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 67 ตั้งแต่วันนี้ – วันศุกร์ที่ 26 เม.ย.67

18 เมษายน 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผย รัฐบาล โดยกระทรวงมหาดไทย เปิดรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2566 ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย) สมัครเข้าโครงการจัดส่งนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้เข้าศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567 จำนวน 44 ทุน ประกอบด้วย สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ 27 ทุน (ทุนละ 40,000 บาท/ปี) และสาขาวิชาสังคมศาสตร์ 17 ทุน (ทุนละ 30,000 บาทต่อปี)

นายคารม กล่าวว่าในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยได้กำหนดคุณสมบัติผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

1) มีสัญชาติไทย มีภูมิลำเนาและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในพื้นที่ที่กำหนด ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีอายุไม่เกิน 25 ปีบริบูรณ์นับถึงวันที่รับสมัคร

2) บิดา หรือมารดา หรือ ผู้ปกครอง ของผู้สมัคร จะต้องมีภูมิลำเนาปัจจุบันในพื้นที่ดังกล่าวติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปีนับถึงวันที่รับสมัคร

3) ผู้สมัครฯ จะต้องกำลังศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 หรือ จบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ในสถานศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดนราธิวาส ปัตตานี ยะลา สตูล และสงขลา (เฉพาะอำเภอจะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย)

4) มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี โดยจะมีหนังสือรับรองจากสถานศึกษาที่สำเร็จการศึกษา แนบมาประกอบด้วย กรณีผู้สมัครเป็นผู้สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ตั้งแต่ 1 ปีการศึกษาขึ้นไปให้สถานศึกษาที่ผู้สำเร็จการศึกษา หรืออำเภอที่ผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่เป็นผู้ออกหนังสือรับรองความประพฤติของผู้สมัคร กรณีที่ผู้สมัครได้เข้าร่วม หรือ เคยเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือ จิตอาสากับหน่วยงานของรัฐ สถาบันการศึกษาอื่น หรือหน่วยงานภาคเอกชน ให้สามารถใช้หนังสือรับรอง ประกาศเกียรติคุณเกียรติบัตร หรือ วุฒิบัตร ที่ออกโดยหน่วยงานนั้น ๆ เป็นส่วนหนึ่งประกอบการรับรองความประพฤติได้

5) เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายหรือที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้

6) ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีหนังสือรับรองฐานะทางครอบครัวจากอำเภอที่ผู้สมัครมีภูมิลำเนาอยู่

7) ไม่เป็นผู้เคยถูกคัดชื่ออออกจากสถานศึกษาใด ๆ

8 ) ไม่เป็นผู้กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยของรัฐในระบบปิด

9) มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่มหาวิทยาลัยที่คัดเลือกเข้าศึกษานั้น ๆ กำหนด

10) ต้องไม่เป็นผู้ที่กำลังรับทุนหรือเคยได้รับทุนตามโครงการฯ นี้มาก่อน

นายคารม กล่าวว่า นักเรียนที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามประกาศฯ และประสงค์จะสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ประจำปีการศึกษา 2567 จะต้องเป็นผู้มีคะแนนจากการสอบวัดวิชาความถนัดทั่วไป (TGAT) วิชาความถนัดวิชาชีพ (TPAT) และ/หรือวิชาข้อสอบวัดความรู้เชิงวิชาการ (A-Level) ที่ยังไม่หมดอายุโดยจะต้องมีคุณสมบัติทางการศึกษาตามเงื่อนไขและมีผลคะแนนสอบส่วนกลางที่มีการประกาศผลคะแนนในระบบคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาแล้ว ตามแต่ละรายวิชาของคณะ/สาขาวิชาที่ประสงค์จะใช้คัดเลือก ตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดแนบท้ายประกาศฉบับนี้ จึงจะได้รับการพิจารณาเข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งในปีนี้มีมหาวิทยาลัยที่จะรับนักศึกษาตามโครงการฯ จำนวน 11 แห่ง ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยศิลปากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยนเรศวร และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

“รัฐบาลเชิญชวน นักเรียน นักศึกษาที่สนใจ สมัครเข้าร่วมโครงการฯ โดยสามารถศึกษารายละเอียด และข้อมูลรวมถึงดาวน์โหลดเอกสารการสมัครได้ทาง https://multi.dopa.go.th/haj/news/cate7/view157 หัวข้อ ข่าวทุนนักศึกษาฯ และสามารถกรอกข้อมูลการสมัครเข้าร่วมโครงการฯ พร้อมส่งหลักฐานการสมัคร ได้ตามแบบฟอร์ม https://forms.gle/2JzeZsVG4opTfwqT7 ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันศุกร์ที่ 26 เมษายน 2567 เวลา 16.30 น.” นายคารม กล่าว

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799603

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

เจียไต๋ จับมือ มสธ. ร่วมลงนามด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการเปลี่ยนของเสียจากภาคอุตสาหกรรมมุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมี นายมนัสเจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจียไต๋ จำกัด และ ผศ.ดร.พนมพัทธ์ สมิตานนท์ กรรมการสภามหาวิทยาลัย รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในครั้งนี้ ณ บริษัท เจียไต๋ จำกัด สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ

ภายใต้การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์ต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ชุมชน ทั้งด้านเทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมถึงสร้างจิตสำนึกในการดูแลและรักษาสิ่งแวดล้อม

สำหรับในระยะแรกตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ บริษัท เจียไต๋จำกัด ได้ดำเนินการส่งมอบถุงผ้าดิบบรรจุเมล็ดพันธุ์เหลือใช้ให้กับมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เพื่อเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากภาคอุตสาหกรรมเป็นของใช้ชิ้นใหม่ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการสร้างประโยชน์ต่อชุมชนเป็นสำคัญ

บริษัท เจียไต๋ จำกัด ให้ความสำคัญกับการพัฒนาด้านความยั่งยืนมาโดยตลอด ตามกรอบความยั่งยืน 3Pได้แก่ Prosperity หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจ, People หรือการสร้างคุณค่าสู่สังคม และ Planet หรือ การรับมือกับความท้าทายทางสิ่งแวดล้อม ที่เราได้พยายามปลูกฝังจนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ ตามเจตนารมณ์ของบริษัทในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799602

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

สพฐ.เร่งค้นหาเด็กตกหล่น ออกกลางคัน กลับสู่ระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ว่าที่ ร.ต.ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ในช่วงเดือนที่ผ่านมาสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ดำเนินการรับนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ป.1 ม.1 และ ม.4เรียบร้อยแล้ว และเพื่อสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาแก่เด็กทุกช่วงวัย จึงได้วางแผนดำเนินการเชิงรุก ค้นหาเด็กวัยเรียนที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบการศึกษา (เด็กตกหล่น) และเด็กที่เข้าสู่ระบบการศึกษาแต่ออกจากระบบกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ภายในเปิดภาคเรียนใหม่ พฤษภาคม 2567 นี้

ในปีการศึกษา 2567 สพฐ.ได้วางแผนการดำเนินงาน ร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ขับเคลื่อนโครงการ “พาน้องกลับมาเรียน ระยะ 2” โดยพัฒนาระบบเชื่อมโยงข้อมูลเด็กวัยเรียนที่หลุดจากระบบการศึกษาและเด็กยากจนพิเศษ สนับสนุนงบประมาณให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนเพื่อประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระดับจังหวัด อำเภอ ตำบลและหมู่บ้าน ลงพื้นที่ค้นหา ติดตามและช่วยเหลือเด็กตกหล่น/ออกกลางคันอย่างเข้มข้น เพื่อช่วยเหลือและนำเด็กตกหล่น/ออกกลางคัน ให้กลับเข้าสู่ระบบและได้รับการศึกษา ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567

สพฐ. ไม่เพียงติดตามค้นหาพาเด็กให้กลับสู่โรงเรียน แต่มีการดูแลช่วยเหลือ สนับสนุนค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าหนังสือเรียนให้กับนักเรียนทุกคน
รวมทั้งค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน และค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขยายโอกาส พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อสร้างทักษะชีวิตและทักษะอาชีพ (learn to earn) ให้โรงเรียนสร้างการศึกษา “เรียนดีมีความสุข” ไม่มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาและออกกลางคัน (zero drop out)” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’ ชิงแชมป์ระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799601

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน  ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’  ชิงแชมป์ระดับประเทศ

สวทช.ชวนร่วมแข่งขัน ‘เขียนโปรแกรม Astrobee’ ชิงแชมป์ระดับประเทศ

วันพฤหัสบดี ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับองค์การสำรวจอวกาศญี่ปุ่นหรือแจ็กซา (JAXA) ประเทศญี่ปุ่นจัดโครงการแข่งขัน The 5th KiboRobot Programming Challenge เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยในระดับชั้นมัธยมศึกษาจนถึงระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า เข้าร่วมการแข่งขันเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบี (Astrobee) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ผู้ช่วยนักบินอวกาศของ NASA (JAXA?) ทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติ ในเดือนตุลาคม 2567

ดร.จุฬารัตน์ ตันประเสริฐ รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.ร่วมจัดโครงการแข่งขัน The 5th Kibo Robot Programming Challenge ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 แล้ว สำหรับกติกาในปีนี้ ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีสมาชิกจำนวน 3-4 คนและกำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า โดยสมาชิกในทีมอยู่ต่างสถาบันการศึกษาและระดับชั้นเรียนได้ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครผ่านเว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2024/ ภายในวันที่ 13 พฤษภาคม 2567ก่อนเวลา 22.00 น.

สำหรับรูปแบบการแข่งขันผู้เข้าร่วมต้องพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาจากเทมเพลตของแจ็กซา เพื่อควบคุมหุ่นยนต์แอสโทรบีในระบบจำลอง(Simulation) ซึ่งสร้างสถานการณ์จำลองเกิดเหตุอุปกรณ์การทดลองทางวิทยาศาสตร์ของนักบินอวกาศหายไป และต้องรีบค้นหาให้พบเพื่อทำการทดลองให้ทันเวลา ผู้เข้าแข่งขันต้องเขียนโปรแกรมด้วยภาษา JAVA สั่งการให้หุ่นยนต์แอสโทรบีเคลื่อนที่ไปค้นหาอุปกรณ์ เมื่อพบแล้วจะเคลื่อนตัวเข้าไปถ่ายภาพและกลับมารายงานผลให้นักบินอวกาศทราบ โดยคะแนนการแข่งขันจะคำนวณจากความสมบูรณ์ของภารกิจและเวลาที่ใช้ปฏิบัติภารกิจจนเสร็จสิ้น

ทั้งนี้ การแข่งขันรอบชิงแชมป์ประเทศไทยจะจัดขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม 2567 ทีมชนะเลิศจะได้รับทุนการศึกษาจำนวน 20,000 บาท และเป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมการแข่งขันรอบชิงแชมป์นานาชาติในเดือนตุลาคม 2567 ภายใต้การสนับสนุนของบริษัทเดลว์ แอโรสเปซจำกัด และบริษัท 168 ลักกี้ เทรด จำกัด ซึ่งในการแข่งขันจะมีตัวแทนเยาวชนเข้าร่วมทั้งหมด 11 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลียบังกลาเทศ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เนปาลฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สหรัฐอเมริกา และไทย โดยมีนักบินอวกาศของนาซา เป็นผู้ควบคุมการแข่งขันอยู่บนสถานีอวกาศนานาชาติ ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีของเยาวชนไทยที่จะได้ฝึกฝนทักษะทางด้านเทคโนโลยีอวกาศ หนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตาและมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต

ผู้ที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่เว็บไซต์ https://www.nstda.or.th/spaceeducation/kibo-rpc-2024/, เฟซบุ๊ก NSTDASPACE Education ทีมที่สมัครเข้าร่วมการแข่งขันและได้รับบัญชีเข้าสู่ระบบแล้ว เข้าไปทดลองประมวลผลโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาในเครื่องแม่ข่าย (Server)ของการแข่งขันได้ที่เว็บไซต์ https://jaxa.krpc.jp

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799637

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

สพฐ. แจงชัดให้อิสระโรงเรียนซื้อหนังสือ เน้นย้ำดำเนินการตามแนวทางการจัดซื้ออย่างเคร่งครัด

วันพุธ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.20 น.

วันที่ 17 เมษายน 2567 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีสมาคมครูแห่งหนึ่ง ร้องผ่านสื่อว่ามีโรงเรียนถูกบังคับซื้อตำราเรียน โดยมีการร้องเรียนจากคณะครูและผู้ปกครองนักเรียนในหลายจังหวัด กล่าวหาว่าผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบางแห่ง ให้เปลี่ยนการซื้อหนังสือเรียนจากร้านค้าทั่วไป เป็นการซื้อจากหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ นั้น

ว่าที่ร้อยตรี ธนุ กล่าวว่า จากประเด็นดังกล่าว ในเรื่องของการจัดซื้อหนังสือเรียน ปีการศึกษา 2567 นั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ให้อิสระแก่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และสถานศึกษา ในการเลือกซื้อสื่อและหนังสือได้อย่างเสรี ไม่มีการบังคับใดๆ ทั้งสิ้น และมีการแจ้งรายละเอียดในการดำเนินการเลือกซื้ออย่างถูกต้องและโปร่งใสเพื่อประโยชน์ของโรงเรียนในการเลือกสื่อและหนังสือเรียนที่ดีกับนักเรียนในรูปแบบคณะกรรมการและถูกระเบียบ โดยสถานศึกษา ครูผู้สอน และผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมการบริหารหลักสูตร กรรมการภาคี 4 ฝ่าย ฯลฯ สามารถพิจารณาเลือกซื้อหนังสือเรียนจากรายชื่อหนังสือในบัญชีกำหนดสื่อการเรียนรู้ฯ ได้ตามความต้องการของสถานศึกษาอย่างเหมาะสมตามบริบท

ทั้งนี้ สพฐ. ได้ส่งหนังสือแจ้งแนวทางการดำเนินงานเลือกซื้อหนังสือเรียน ไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษทุกแห่ง จำนวน 3 ฉบับ เพื่อให้ดำเนินการจัดซื้อ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ระเบียบ กฎหมาย กฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อย่างเปิดเผย โปร่งใส เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม สามารถตรวจสอบได้ โดยฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2566 เผยแพร่เอกสารแนวทางการดำเนินงาน ตามโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาฯ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567  ต่อมาฉบับที่ 2 ลงวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 แจ้งซักซ้อมความเข้าใจแนวทางการดำเนินงานฯ และ ล่าสุดฉบับที่ 3 ลงวันที่ 25 มีนาคม 2567 ได้กำชับการดำเนินงานเกี่ยวกับหนังสือเรียนและแบบฝึกหัด ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยเน้นย้ำการจัดซื้อหนังสือตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างฯ ระเบียบ กฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยเคร่งครัด 

“สพฐ. มีระเบียบในการจัดซื้อหนังสือแบบเรียนที่ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้รับหนังสือเรียนครบทุกกลุ่มสาระ เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้และจุดเริ่มต้นของการได้รับความรู้ ต่อยอดไปสู่ปัญญา รากฐานของการนำไปใช้ และบรรลุเป้าหมายตามหลักสูตรชาติ ตามนโยบายของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้เยาวชนไทยได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดย สพฐ. ได้เน้นย้ำในเรื่องการจัดซื้อที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแข่งขันอย่างเป็นธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่เรายึดถือมาตลอด เพื่อให้การจัดซื้อหนังสือเรียนเป็นประโยชน์กับสถานศึกษาและนักเรียนมากที่สุด ทั้งนี้ หากโรงเรียนใดพบเหตุการณ์ที่มีการบังคับให้ซื้อสื่อหรือหนังสือแบบเรียน หรือพบการกระทำที่ไม่เป็นไปตามระเบียบแนวทางการจัดซื้อฯ ให้แจ้งมาที่ช่องทางการรับเรื่องร้องทุกข์ ศูนย์บริหารความสุขและความปลอดภัย สพฐ. (ศสป.สพฐ.) โทร. 0 2123 8789 เพื่อดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขให้ถูกต้องตามระเบียบฯ ต่อไป” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/799289

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

วิทยาลัยหมู่บ้านครู เน้นฝึกทักษะ แก้ปัญหาขาดแรงงานสายอาชีวะ

วันอังคาร ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.

มีคำกล่าวว่า “อาชีวศึกษา” เปรียบเหมือนฐานสำคัญในการผลิตบุคลากรสร้างชาติ ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า ทั้งในด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งในปัจจุบันได้จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นให้ผู้เรียนมีสมรรถนะที่เหมาะสมตามสถานประกอบการ สู่มาตรฐานสากล เหมือนกับที่วิทยาลัยหมู่บ้านครู เขตหนองแขม กทม. ที่ทางรายการ 1 ในพระราชดำริ ของสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 Mcot HD ร่วมกับมูลนิธิอานันทมหิดล ได้เดินทางมาเยี่ยมชม ซึ่งพบว่ามีการปรับตัวนำนักเรียนเข้าสู่โลกแห่งการทำงานที่ต้องแข่งขัน ได้อย่างน่าชื่นชม

ดร.บัญชา เกิดมณี ประธานกรรมการบริหารวิทยาลัยหมู่บ้านครูและอธิการบดีมหาวิทยาลัยธนบุรี กล่าวว่า วิทยาลัยหมู่บ้านครู เป็นวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ก่อตั้งมานาน 50 ปีที่ผ่านมาได้ผลิตนักศึกษาไปแล้วกว่า 70,000 คน โดยในช่วงปิดเทอมจะมีการส่งครูแผนกช่างไปฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ และสร้างความมั่นใจว่าความรู้ที่สอนเป็นไปตามมาตรฐานของประเทศ ส่วนครูสามัญจะมีการอบรมอยู่ตลอดเวลา มีการส่งเสริมการเรียนลูกเสือ ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องความสัมพันธ์กับนักเรียน ไม่มีการลงโทษเด็กด้วยการตี เพื่อทำให้เกิดความไว้วางใจ และไม่มีการคดโกง รวมถึงมีการร่วมมือกับธนาคารออมสิน เพื่อฝึกให้มีนิสัยด้านการออม และวางแผนค่าใช้จ่าย ซึ่งทำให้เกิดความภาคภูมิใจตามมา

ด้านการเรียนการสอนได้วางแผนให้นักเรียนมีทักษะสูง ทั้งในเรื่องการใช้เครื่องมือที่ปลอดภัย มีพื้นฐานความรู้ที่เข้มแข็ง และสร้างความเชี่ยวชาญให้เกิดขึ้น ด้วยการเรียนที่ต่อเนื่องไปยังมหาวิทยาลัยธนบุรีที่อยู่ในเครือเดียวกัน ซึ่งเด็กที่เรียนจบมาจะมีงานทำแบบ 100% โดยมีบริษัทฯ หรือโรงงานภายนอกเข้ามารับทำงานตั้งแต่ตอนยังเป็นนักศึกษา ที่ในปัจจุบันยังคงมีให้ไม่เพียงพอ แสดงให้เห็นถึงความขาดแคลนนักศึกษาอาชีวะที่มีเป็นจำนวนมาก ในด้านคุณภาพได้ส่งนักเรียนเข้าสู่การแข่งขันซึ่งได้รับรางวัลในระดับโรงเรียน และเริ่มส่งสู่ในระดับชาติ รวมถึงทดสอบมาตรฐานกับเกณฑ์ของกรมฝีมือแรงงาน หรือบริษัทอุตสาหกรรมต่างๆ พบว่านักเรียน 80% ผ่านการทดสอบ โดยในอนาคตได้ตั้งเป้าเปิดหลักสูตรด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ การขนส่งทางหุ่นยนต์, ยานยนต์และซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ กราฟิก ที่นำไปประกอบอาชีพอิสระได้

ด้าน ดร.รัตนา แซ่เล้า ผู้รับพระราชทานทุนอานันทมหิดล แผนกธรรมศาสตร์ด้านการศึกษา ประจำปี 2549 ได้เผยว่าจากการศึกษาพบว่าปัญหาการผลิตบุคลากรที่ไม่เพียงพอ กับความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศไทยนั้น เกิดขึ้นจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ ส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานในสายอาชีวะจำนวนมาก ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากผู้ปกครองเป็นห่วงในเรื่องความปลอดภัย และปัญหาเรื่องเด็กตีกัน ดังนั้นการที่วิทยาลัยหมู่บ้านครู ซึ่งมีจุดเด่นในเรื่องการอยู่ร่วมกันแบบครอบครัว มีครูดูแลนักเรียนเหมือนเป็นพ่อแม่ มีความอบอุ่นและอ่อนโยน จึงตอบโจทย์ในเรื่องดังกล่าว นอกจากนี้การที่มีมหาวิทยาลัยธนบุรีได้ทำให้การเรียนอาชีวะนั้นครบวงจร คือเด็กจะสามารถเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาตามแต่ความสนใจได้ โดยสิ่งสำคัญของอาชีวศึกษาก็คือเรื่องทักษะ ดังนั้นการร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน และการลงทุนในอุปกรณ์เทคโนโลยีและเครื่องยนต์เพื่อการเรียนการสอนของทางวิทยาลัย ทั้งในด้านช่างกล, ไฟฟ้า, สำรวจ, ก่อสร้าง ฯลฯ จึงได้ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเชี่ยวชาญ และสามารถพัฒนาศักยภาพตนเอง เข้าสู่ตลาดแรงงานที่มีความสามารถต่อไปในอนาคต