‘เพิ่มพูน’มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798560

'เพิ่มพูน'มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

‘เพิ่มพูน’มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะ ช่วยเหลือสังคมช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 21.06 น.

“เพิ่มพูน”ห่วงใยประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์ ดูแลทั่วประเทศ มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะช่วยเหลือสังคม และป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานแถลงข่าวเปิดอาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดร.อารักษ์ พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด คุณวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คุณมิตรชัย ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด คุณณชานนท์ ผังรักษ์ Country Manager บริษัท TECH INTERNATIONAL Co.Ltd และผู้บริหารระดับสูงศธ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วม ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน http://www.vec.go.th

พล.ต.อ.เพิ่มพูน เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในทุกระดับเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง Active Learning โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ภายใต้แคมเปญ “ส่งความสุข มอบความปลอดภัยในการเดินทาง” ให้กับประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในสาขาต่างๆ อาทิ สาขาช่างยนต์ สาขาไฟฟ้า สาขาอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการบูรณาการการเรียนการสอนกับสถานการณ์จริง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้มาปรับใช้จริงให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นผู้เสียสละ มีจิตอาสาบริการและช่วยเหลือสังคมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังสร้างจิตสำนึกการใช้รถด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตราย ตามนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า สำหรับศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน จัดขึ้น 104 ศูนย์ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน  2567 ตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.30 น.บนถนนสายหลักไม่ต่ำกว่า 5 สาย และถนนสายรอง ไม่ต่ำกว่า 200 สาย โดยประชาชนที่ต้องเดินทางทั่วประเทศมั่นใจได้ว่ามีศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน คอยให้บริการ “พักรถ” บริการตรวจเช็คซ่อมบำรุงยานพาหนะ ซ่อมฉุกเฉินนอกสถานที่ ให้คำปรึกษาและนำวิธีแก้ปัญหา “พักคน” บริการนวดผ่อนคลาย ผ้าเย็น น้ำดื่ม กาแฟ และข้อมูลเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว พร้อมแนะนำรายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ (ในกรณีรถเสียต้องซ่อมอู่) และมีจุดให้บริการรถยนต์เครื่องยนต์ EV จำนวน 50 ศูนย์ เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้รถยนต์ EV ในปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้าน นายยศพล เวณณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ สอศ.พร้อมบริการประชาชน จัดศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ.และเตรียมความพร้อมไปยังสถานศึกษาที่จัดตั้งศูนย์ฯ ทั่วประเทศ แล้ว ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถค้นหาจุดบริการจากช่องทาง ต่างๆ ดังนี้ 1.ค้นหาที่ google พิมพ์ อาชีวะอาสา เลือกตำแหน่งของศูนย์ให้บริการอาชีวะ และกดนำทาง 2.เว็บไซต์ vecrsa.vec.go.th กดเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ให้บริการและกดนำทาง 3.Google map พิมพ์ ศูนย์อาชีวะอาสา จะขึ้นศูนย์อาชีวะอาสา ที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของท่านหรือเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ต้องการ 4.แอปพลิเคชั่น “อาชีวะอาสา” บน play store 5.QR Code บนว็บไซต์ สอศ. (www.vec.go.th) และเฟสบุ๊ค : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 6.สายด่วนการศึกษา 1579 ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ หรือเว็บไซต์ 1579.moe.go.th

– 006

‘เพิ่มพูน’ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798574

'เพิ่มพูน'ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

‘เพิ่มพูน’ห่วงใยปชช.เดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 20.06 น.

“เพิ่มพูน” ห่วงใยประชาชนเดินทางช่วงสงกรานต์ จัดศูนย์อาชีวะอาสา 104 ศูนย์ ดูแลทั่วประเทศ  มั่นใจฝีมือเด็กอาชีวะช่วยเหลือสังคม และป้องกันอุบัติเหตุช่วงเทศกาลสงกรานต์

วันที่ 10 เมษายน 2567 พล.ต.อ. เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)  เป็นประธานแถลงข่าวเปิดอาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน เทศกาลสงกรานต์ 2567 เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมี นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ดร.อารักษ์  พรประภา ประธานกรรมการ บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด คุณวงศ์สถิตย์ สุวรรณสุทธิ ผู้จัดการฝ่ายตลาดหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) คุณมิตรชัย ลิ้มสุวรรณ ผู้จัดการอาวุโส บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด คุณณชานนท์  ผังรักษ์ Country Manager บริษัท TECH INTERNATIONAL Co.Ltd และผู้บริหารระดับสูงศธ.  ผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา เข้าร่วม ณ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีการถ่ายทอดสดผ่าน http://www.vec.go.th

พล.ต.อ. เพิ่มพูน เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ส่งเสริมสนับสนุนผู้เรียนในทุกระดับเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเท่าเทียมในทุกมิติ ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง Active Learning โดยในช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้  จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการจัดตั้งศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ภายใต้แคมเปญ “ส่งความสุข มอบความปลอดภัยในการเดินทาง” ให้กับประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการนำนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาในสาขาต่าง ๆ อาทิ สาขาช่างยนต์ สาขาไฟฟ้า สาขาอิเล็กทรอนิกส์ และสาขาอื่น ๆที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกิจกรรมด้วยการบูรณาการการเรียนการสอนกับสถานการณ์จริง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียน นักศึกษาได้นำความรู้มาปรับใช้จริงให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม สร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมถึงการทำงานร่วมกันเป็นทีม เป็นผู้เสียสละ มีจิตอาสาบริการและช่วยเหลือสังคมในการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนในช่วงเทศกาลสงกรานต์ และยังสร้างจิตสำนึกการใช้รถด้วยความปลอดภัยบนท้องถนน ช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วง 7 วันอันตราย ตามนโยบายของรัฐบาล ในการเตรียมความพร้อมรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2567

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า สำหรับศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน จัดขึ้น 104 ศูนย์ ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 11 – 17 เมษายน  2567 ตั้งแต่เวลา 8.30 น.- 20.30 น. บนถนนสายหลักไม่ต่ำกว่า 5 สาย และถนนสายรอง ไม่ต่ำกว่า 200 สาย โดยประชาชนที่ต้องเดินทางทั่วประเทศมั่นใจได้ว่ามีศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน คอยให้บริการ “พักรถ” บริการตรวจเช็คซ่อมบำรุงยานพาหนะ ซ่อมฉุกเฉินนอกสถานที่ ให้คำปรึกษาและนำวิธีแก้ปัญหา “พักคน” บริการนวดผ่อนคลาย  ผ้าเย็น น้ำดื่ม กาแฟ และข้อมูลเส้นทางแหล่งท่องเที่ยว พร้อมแนะนำรายชื่ออู่รถที่เปิดให้บริการ (ในกรณีรถเสียต้องซ่อมอู่) และมีจุดให้บริการรถยนต์เครื่องยนต์ EV จำนวน 50 ศูนย์ เพื่อตอบสนองต่อผู้ใช้รถยนต์ EV ในปัจจุบัน  ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนจากกรมการขนส่งทางบก และภาคีเครือข่ายภาคเอกชน บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด และบริษัท เทค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ด้านนายยศพล เวณณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังมาถึงนี้ สอศ. พร้อมบริการประชาชน จัดศูนย์อาชีวะอาสา ร่วมด้วยช่วยประชาชน ตามข้อห่วงใยของ รมว.ศธ และเตรียมความพร้อมไปยังสถานศึกษาที่จัดตั้งศูนย์ฯ ทั่วประเทศ แล้ว ซึ่งประชาชนทั่วไปสามารถค้นหาจุดบริการจากช่องทาง ต่างๆ ดังนี้ 1. ค้นหาที่ google พิมพ์ อาชีวะอาสา เลือกตำแหน่งของศูนย์ให้บริการอาชีวะ และกดนำทาง 2. เว็บไซต์ vecrsa.vec.go.th กดเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ให้บริการและกดนำทาง 3. Google map พิมพ์ ศูนย์อาชีวะอาสา จะขึ้นศูนย์อาชีวะอาสา ที่อยู่ใกล้กับตำแหน่งของท่านหรือเลือกตำแหน่งของศูนย์ที่ต้องการ 4. แอปพลิเคชั่น “อาชีวะอาสา” บน play store 5. QR Code บนว็บไซต์ สอศ. (www.vec.go.th) และเฟสบุ๊ค : ประชาสัมพันธ์สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และ 6. สายด่วนการศึกษา 1579 ศูนย์บริการประชาชน กระทรวงศึกษาธิการ หรือเว็บไซต์ 1579.moe.go.th

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798494

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

ศธ. จัดพิธีรดน้ำขอพร สืบสานประเพณีสงกรานต์

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.36 น.

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดพิธี “ประเพณีสงกรานต์ ศึกษาธิการสืบสานวัฒนธรรมไทย” โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) พร้อมผู้บริหารองค์กรหลักศธ. ผู้อาวุโส ข้าราชการ และเจ่าหน้าที่ ศธ. เข้าร่วมในพิธีจำนวนมาก   

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวอำอวยพรแก่คณะผู้บริหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมในพิธี ว่า ขอชื่นชมพวกเราชาวกระทรวงศึกษาธิการ ที่ยังคงรักษาและสืบทอดประเพณีอันดีงามเกี่ยวกับวันสงกรานต์ ซึ่งเราถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติสืบเนื่องกันมาแต่โบราญ มีการจัดกิจกรรมที่สะท้อนความเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต  ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่คนรุ่นหลัง 

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประกอบไปด้วยวันสงกราต์ วันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันครอบครัวนั้น อาจกล่าวโดยรวมได้ว่า เป็นเทศกาลสำคัญต่อการสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่มีมาอย่างยาวนาน จึงขอให้ช่วยกันรักษาประเพณีในการเล่นน้ำเทศกาลสงกรานต์อย่างมีวัฒนธรรม  ช่วยกันประหยัดและตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ แต่ยังคงความเป็นเอกลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทยเราไว้ 

ขอให้โอกาสเทศกาลสงกรานต์นี้ เป็นนห้วงเวลาแห่งการเสริมสร้างความสุข ความรัก ความสามัคคี และอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ท่านเคารพนับถือ  อีกทั้งพระบารมีแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้โปรดดลบันดาลประทานพรให้ท่านทั้งหลายมีความสุข ความเจริญ ประสบแต่สิ่งอันพึงปรารถนาทุกประการ

ต่อจากนั้น ข้าราชการอาวุโสได้รดน้ำขอพรรัฐมนตรี จากนั้น คณะผู้บริหารพร้อมข้าราชการ เจ้าหน้าที่ที่มาร่วมในพิธีได้รดน้ำขอพรรัฐมนตรีและข้าราชการอาวุโส  โดยบรรรยากาศเป็นไปด้วยความชื่นมื่น
 

‘เสริมศักดิ์’ร่วมมุทิตาจิตรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ เนื่องในประเพณีสงกรานต์67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798492

'เสริมศักดิ์'ร่วมมุทิตาจิตรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ เนื่องในประเพณีสงกรานต์67

‘เสริมศักดิ์’ร่วมมุทิตาจิตรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ เนื่องในประเพณีสงกรานต์67

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.34 น.

“เสริมศักดิ์” ร่วมมุทิตาจิตรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ เนื่องในประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2567

วันที่ 10 เม.ย.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานจัดงาน “รดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม เนื่องในเทศกาลสงกรานต์” ประจำปี  พ.ศ. 2567 เพื่อร่วมกันอนุรักษ์ สืบสาน ประเพณีอันดีงามในช่วงเทศกาลสงกรานต์ โอกาสนี้ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ทายาทศิลปินแห่งชาติ เข้าร่วมแสดงมุทิตาจิต ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า สงกรานต์ เป็นประเพณีที่งดงามมีคุณค่า สะท้อนถึงความเป็นไทย เป็นโอกาสของการแสดงความกตัญญู แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน ผ่านพิธีที่สำคัญ คือ การรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ และบุคคลที่เคารพรัก  ประเพณีที่ดีงามและมีการสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนานนี้ สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยในปีพุทธศักราช ๒๕๖๖ การประชุมขององค์การยูเนสโก (UNESCO) ครั้งที่ ๑๘ เมื่อวันพุธที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๖๖ ณ สาธารณรัฐบอตสวานา ประกาศให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย ประเพณีปีใหม่ไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนรายการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พ.ศ. ๒๕๖๖  ดังนั้น เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองที่สงกรานต์ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนจากองค์การยูเนสโก เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และแสดงมุทิตาจิตแด่ท่านศิลปินแห่งชาติ รวมถึงเป็นแบบอย่างของการจัดกิจกรรมรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ให้แก่องค์กรและประชาชนทั่วไปด้วยอีกทางหนึ่ง เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ นอกจากจะเป็นการแสดงมุทิตาจิตแก่ศิลปินแห่งชาติแล้ว ยังเป็นแบบอย่างในการจัดกิจกรรมไหว้ขอพรผู้ใหญ่เพื่อสืบสานวัฒนธรรมไทยอันดีงามแก่ลูกหลาน ให้แก่องค์กรและประชาชนทั่วไปด้วย และในโอกาสเทศกาลสงกรานต์วันขึ้นปีใหม่ไทยที่จะถึงนี้ 

 “ผมขอกราบอาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ศิลปินแห่งชาติทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ปราศจากโรคภัยและอุปัทวอันตรายใด ๆ เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรให้แก่พวกเราผู้ปฏิบัติงานวัฒนธรรมของชาติสืบไป” รมต.วธ. กล่าวอวยพร 

จากนั้น  นางสุดา  ชื่นบาน ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง) พุทธศักราช ๒๕๖๓ เป็นผู้แทนศิลปินแห่งชาติ กล่าวว่า ในนามของศิลปินแห่งชาติ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรม และผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ที่ได้มีโอกาสมาร่วมให้พร เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ขอขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งที่ระลึกถึง และมาร่วมกันแสดงมุทิตาจิตในวันนี้  ขอแสดงความยินดีที่องค์การยูเนสโกประกาศให้ “สงกรานต์ในประเทศไทย ประเพณีปีใหม่ไทย” ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พ.ศ. ๒๕๖๖ และรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งที่คนรุ่นหลังให้ความสำคัญ และระลึกถึงผู้อาวุโส โดยการจัดกิจกรรมรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติฯ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ แสดงออกได้ถึงความรัก ความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อผู้ใหญ่ และครูอาจารย์ ทำให้ดิฉันรู้สึกปลาบปลื้มและมีความสุขที่ได้มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ ในวาระสงกรานต์ปีใหม่ไทย จึงขออาราธนาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก และขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัยจงดลบันดาลให้ทุกท่าน ประสบแต่ความสุข ความเจริญ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความรักความสามัคคีให้แก่กัน และร่วมกันสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

สำหรับศิลปินแห่งชาติที่เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย  นายมนัส  ปิติสานต์  นายสมชาย  ทับพร นางรัจนา  พวงประยงค์ นายสุประวัติ  ปัทมสูต นายวินัย พันธุรักษ์ นายสมเศียร  พานทอง นายบุญเลิศ นาจพินิจ นายประยงค์  ชื่นเย็น  นายชัยชนะ  บุญนะโชติ นายนคร ถนอมทรัพย์ นายวิชิต  โห้ไทย นางสาวทัศนีย์  ขุนทอง นางสาววนิดา  พึ่งสุนทร นายปัญญา  วิจินธนสาร  นายช่วง  มูลพินิจ  ศาสตราจารย์วิชัย  สิทธิรัตน์ นายเจตกำจร  พรหมโยธี นางชมัยภร  บางคมบาง นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ นายธีรภาพ  โลหิตกุล  นางผ่องศรี  วรนุช นางรุ่งฤดี  เพ็งเจริญ  นางสุดา  ชื่นบาน  นายสิริชัยชาญ  ฟักจำรูญ นายปี๊บ  คงลายทอง นายสลา  คุณวุฒินายวิรัช  อยู่ถาวร นายไพฑูรย์  เข้มแข็ง นายศุภชัย  จันทร์สุวรรณ และ ผู้มีผลงานดีเด่นทางวัฒนธรรมได้แก่ นางดรุณีนาถ  นาคคง  นายปริญญา  สุขชิต  

บรรยากาศภายในงาน“รดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ ฯ เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความอบอุ่น ที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาได้มีโอกาสมาร่วมรดน้ำขอพรผู้ใหญ่แสดงมุทิตาจิตแก่ครู แสดงออกถึงความรัก ความผูกพัน ความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้ใหญ่ และบุคคลที่เคารพรัก เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความสมานฉันท์ปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคม ทั้งยังถือเป็นการสร้างขวัญกำลังใจแด่ศิลปินแห่งชาติด้วย
 

เคาะคุณสมบัติ‘ภารโรง’! เพิ่มพูนระบุเริ่มจ้าง 1 พ.ค.นี้ เปรียบดั่ง‘แก้วสารพัดนึก’ช่วยงานครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/798430

เคาะคุณสมบัติ‘ภารโรง’! เพิ่มพูนระบุเริ่มจ้าง 1 พ.ค.นี้ เปรียบดั่ง‘แก้วสารพัดนึก’ช่วยงานครู

เคาะคุณสมบัติ‘ภารโรง’! เพิ่มพูนระบุเริ่มจ้าง 1 พ.ค.นี้ เปรียบดั่ง‘แก้วสารพัดนึก’ช่วยงานครู

วันพุธ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.43 น.

‘เพิ่มพูน’เปรียบ‘ภารโรง’ดั่งแก้วสารพัดนึก ช่วยลดภาระงาน‘ครู’ ดูแลโรงเรียน-นักเรียน ผ่าน‘เกณฑ์ทหาร’พิจารณาเป็นพิเศษ เริ่มจ้าง 1 พ.ค.นี้ ประเมินผลงานทุกสิ้นเดือน

10 เมษายน 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารหน่วยงานหลัก ศธ.เข้าร่วมประชุม ว่า ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2566 รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น  จำนวน 618,795,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างเหมาบริการ “นักการภารโรง” จำนวน 13,751 อัตราระยะเวลา 5 เดือน พฤษภาคม- 30 กันยายน 2567 ตามที่ ศธ.เสนอ เพื่อให้มีนักการภารโรงครบทุกโรงเรียน ในส่วนของปี 2568 ครม.ได้อนุมัติงบประมาณปี 2568 จำนวน 25,370 อัตรา รวมเป็นเงินกว่า 2,739,960,000 บาท ซึ่ง สพฐ.จะจัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อเสนอขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีต่อไป

สำหรับการจ้างภารโรง กว่า 13,751 อัตรานั้น จะต้องทำสัญญาจ้างภายในวันที่ 30 เมษายน มีผลวันที่ 1 พฤษภาคม อัตราค่าจ้างรายละ 9,000 บาทต่อเดือน ในส่วนนี้ได้มีการกำหนดคุณสมบัติผู้สมัครไว้ชัดเจน เช่น ต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป , มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ , มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ , มีความยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข และถ้าผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้วจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ เพราะต้องยอมรับว่า หน้าที่หนึ่งคือการรักษาความปลอดภัย ดังนั้นถ้าผ่านการเกณฑ์ทหาร หรือเรียนหลักสูตรการรักษาดินแดน (รด.) มาแล้ว ก็น่าจะมีความเหมาะสม นอกจากนั้น ยังต้องมีคุณสมบัติในการเป็น “ช่างซ่อม” ต่างๆ เป็นต้น

“เปรียบเป็นแก้วสารพัดนึกที่จะมาช่วยลดภาระงานครู ดูแลโรงเรียน และนักเรียน โดยหลังจากนี้ทาง สพฐ.จะได้แจ้งบัญชีจัดสรรนักการภารโรงไปยังเขตพื้นที่การศึกษา ก่อนจัดสรรต่อไปให้โรงเรียน อย่างไรก็ตาม การทำงานจะมีการประเมินผลการทำงานทุกสิ้นเดือน หากไม่ผ่านการทำงานก็จะต้องเปลี่ยนคน หรือพิจารณาว่าจะมีการจ้างต่อในปี 2568 หรือไม่” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้มีรายงานถึงการขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการศึกษา PISA โดย สสวท. ได้รายงานหลักสูตรการวัดผลประเมินผลตามแนวทาง PISA เพื่อส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจและสามารถนำแนวทาง PISA มาปรับใช้ในชั้นเรียน ซึ่งเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์แบบสะสมชั่วโมงเรียนจนครบ 7 บทเรียน มีครูและบุคลากรทางการศึกษาลงทะเบียน 6,562 ราย เข้ารับการอบรมแล้ว 1,573 ราย เรียนสำเร็จแล้ว 39% (607 ราย) และกำลังเรียน 966 ราย เช่นเดียวกับ สพฐ.ที่ได้รายงานว่า สพฐ. ได้มีแนวคิดในการจัดระบบพี่เลี้ยงโรงเรียนพี่ โรงเรียนน้อง โดยมีการพัฒนาชุดกิจกรรมพัฒนาสมรรถนะความรู้ จัดการเรียนรู้ในห้องเรียน เพิ่มเติมคลังแบบทดสอบตามแนวทางการประเมิน PISA พร้อมพัฒนาแนวทางการวัดผลในรูปแบบ Computer Based ซึ่งในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมตัวให้ศึกษานิเทศก์ในการเตรียมความพร้อมเรื่อง PISA พร้อมกันนี้ มีนักเรียนเป้าหมายที่เข้าระบบ PISA Style Online Testing ทดลองใช้เครื่องมือในการพัฒนา กว่า 56,973 คน โดย ในอนาคต สพฐ. ได้วางแผนการฝึกอบรมวิทยากรแกนนำและการเตรียมความพร้อมการเป็นพี่เลี้ยงของเขตพื้นที่รูปแบบออนไลน์ รวมถึงเขตพื้นที่มัธยมศึกษา และประถมศึกษา ต่อไป

นอกจากนี้ สพฐ. ยังได้รายงานผลการสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดการศึกษาในโรงเรียน และการดำเนินการพัฒนา ของนักเรียนชั้น ป.4-6 และ ม.1-ม.6 สังกัด สพฐ. จำนวนรวม 511,711 คน โดยนักเรียนต้องการให้โรงเรียนพัฒนาปรับปรุงในเรื่องต่าง ๆเพื่อส่งเสริมการเรียนอย่างมีความสุขและความปลอดภัยในโรงเรียน อาทิ การเข้าแถวหน้าเสาธง ควรสร้างความรู้สึกต้องการมีส่วนร่วมด้วยความเต็มใจและยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ค่ายธรรมะ ควรเป็นไปตามความสมัครใจและพัฒนาครูโค้ชคุณธรรม การเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ควรมีแหล่งเรียนรู้ที่ไหน เมื่อไรก็ได้ สามารถทบทวนได้ตลอดเวลา ที่สำคัญส่วนในเรื่องห้องน้ำโรงเรียน ต้องการให้มีการปรับปรุงให้พร้อมใช้งาน จึงได้มอบให้ สพฐ.พิจารณาดำเนินการสำรวจข้อมูลความพึงพอใจ พร้อมจัดลำดับสถานะในการดำเนินการปรับปรุงในช่วงปิดภาคเรียน เช่น สีแดง สีเหลือง สีเขียว เพื่อให้มีห้องน้ำที่เพียงพอและพร้อมใช้งานช่วงเปิดเทอม โดยให้มีการรายงานถึงความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพก่อนเปิดภาคเรียนด้วย

ในส่วนของ สอศ. มีความก้าวหน้าการขับเคลื่อนการศึกษาระบบทวิภาคี โดยได้ปฐมนิเทศนักศึกษา ทวิภาคี 960 คน เข้าร่วมฝึกอาชีพกับบริษัทไมเนอร์ การอบรมเชิงปฏิบัติการให้ความรูเกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี แก่ผู้บริหาร ครู และบุคลากร จากสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดทั่วประเทศ 157 คน และล่าสุด ได้ลงนามความร่วมมือระหว่าง สอศ. กับภาคเอกชน ดึงบริษัทชั้นนําด้าน อุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้ง 3 แห่งของประเทศ คือ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จํากัด, บริษัท ไทยฮอนด้า จํากัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด เพื่อสนับสนุน และส่งเสริมการจัดการอาชีวศึกษาระบบปกติและระบบทวิภาคีเพื่อผลิตและพัฒนากําลังคนอาชีวศึกษา สมรรถนะสูง ให้มีความพร้อมเมื่อจบการศึกษา มีทักษะฝีมือตรงความต้องการของภาคอุตสาหกรรมยานยนต์

เช็คที่นี่!‘ศธ.’แจ้งรายชื่อ‘โรงเรียนมัธยม’ทั่วประเทศ ยังมีที่ว่างรองรับนักเรียน ม.1-ม.4

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797873

เช็คที่นี่!‘ศธ.’แจ้งรายชื่อ‘โรงเรียนมัธยม’ทั่วประเทศ ยังมีที่ว่างรองรับนักเรียน ม.1-ม.4

เช็คที่นี่!‘ศธ.’แจ้งรายชื่อ‘โรงเรียนมัธยม’ทั่วประเทศ ยังมีที่ว่างรองรับนักเรียน ม.1-ม.4

วันอาทิตย์ ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2567, 13.00 น.

เช็คที่นี่!‘ศธ.’แจ้งรายชื่อ‘โรงเรียนมัธยม’ทั่วประเทศ ยังมีที่ว่างรองรับนักเรียน ม.1-ม.4

7 เมษายน 2567 นางภัทริยาวรรณ พันธุ์น้อย รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้มอบหมายให้ติดตามความคืบหน้าการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2567 โดยเฉพาะการดูแลนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน ในระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ตามนโยบาย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ให้ความสำคัญทางด้านโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา ป้องกันเด็กตกหล่นและหลุดจากระบบการศึกษา โดยเน้นย้ำว่า “เด็กทุกคนต้องมีที่เรียน” ครบถ้วนก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1/2567 นี้

นางภัทริยาวรรณ กล่าวว่า ตามที่ผู้ปกครองได้ยื่นความจำนงขอรับการจัดสรรที่เรียนไว้ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา และผ่านทางระบบออนไลน์ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแต่ละแห่ง จนถึงวันที่ 2 เมษายน 2567 นั้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ประกาศผลให้ผู้ปกครองและนักเรียนได้ทราบแล้ว ในวันที่ 5 เมษายน 2567 ที่ผ่านมา

เลขาธิการ กพฐ. ยังคงห่วงใยและกำชับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกแห่ง ให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุกคน หากพบว่านักเรียนคนใดยังไม่มีที่เรียน ให้อำนวยความสะดวกแก่นักเรียนและผู้ปกครองในการจัดหาที่เรียน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและคลายความกังวลใจของผู้ปกครอง พร้อมกันนี้ ได้สั่งการให้รวบรวมรายชื่อโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศที่ยังมีที่นั่งว่างอยู่ โดยข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2567 มีโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัด สพฐ. ยังมีที่นั่งว่างสามารถรับนักเรียน ชั้น ม.1 ได้จำนวน 45,009 ที่นั่ง และชั้น ม.4 ได้จำนวน 54,162 ที่นั่ง โดยผู้ปกครองสามารถติดต่อสอบถามกับทางโรงเรียนได้โดยตรง และพาบุตรหลานไปสมัครเข้าเรียนกับทางโรงเรียนได้โดยไม่ต้องสอบคัดเลือก หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน” ของทุกเขตพื้นที่การศึกษา ตามรายละเอียดและหมายเลขโทรศัพท์ ที่ปรากฏตามลิงก์นี้

https://drive.google.com/drive/folders/14sLL6RymRH743keeChFsz2IOWxnxhdVR

หรือสแกน QR CODE ตามที่ปรากฏ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอื่นๆ ได้ที่ “ศูนย์ประสานงานการรับนักเรียน สพฐ.” หมายเลขโทรศัพท์ 0 2280 5530 และ 0 2288 5839

“สพฐ. ได้เน้นย้ำกำชับให้ทุกเขตพื้นที่การศึกษา ช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้เด็กทุกคนได้มีที่เรียน รวมทั้งประสานกับสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ/เขต ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด โรงเรียนเอกชน ครอบครัวและสถานประกอบการที่จัดการศึกษาทางเลือก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้จัดการศึกษาสำหรับเด็กที่ไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนปกติได้ เพื่อให้เด็กทุกคนไม่ต้องหลุดจากระบบการศึกษา ได้เรียนรู้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัยในสถานศึกษาที่มีคุณภาพ “เรียนดี มีความสุข” อย่างถ้วนหน้าในทุกพื้นที่ของประเทศต่อไป ” รองโฆษก สพฐ. กล่าว

‘สถาบันอุดมศึกษา’ปลดล็อกหลักเกณฑ์‘จัดซื้อจัดจ้าง’เพื่อการวิจัย ‘สอวช.’จัดเสวนาเสริมความเข้าใจ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797739

‘สถาบันอุดมศึกษา’ปลดล็อกหลักเกณฑ์‘จัดซื้อจัดจ้าง’เพื่อการวิจัย ‘สอวช.’จัดเสวนาเสริมความเข้าใจ

‘สถาบันอุดมศึกษา’ปลดล็อกหลักเกณฑ์‘จัดซื้อจัดจ้าง’เพื่อการวิจัย ‘สอวช.’จัดเสวนาเสริมความเข้าใจ

วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567, 12.23 น.

‘สถาบันอุดมศึกษา’ตื่นตัว ปลดล็อกหลักเกณฑ์‘จัดซื้อจัดจ้าง’เพื่อการวิจัยและพัฒนา ‘สอวช.’จัดเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้-เสริมความเข้าใจมหาวิทยาลัยและนักวิจัย

เมื่อวันที่ 4 เมษายน2567  ที่ผ่านมา สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ กรมบัญชีกลาง และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จัดเสวนาให้ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิมาร่วมให้ความรู้ และมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมงานเสวนา ในรูปแบบไฮบริด ทั้งการเข้าร่วมประชุมที่ห้องหว้ากอ 1-2 สอวช. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังมากกว่า 1,000 คน

ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวต้อนรับและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ความเป็นมาของการจัดงาน ว่า การเสวนาให้ความรู้และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา และเพื่อการให้บริการทางวิชาการแก่สถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นการปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างในส่วนที่ยังทำได้ไม่คล่องตัว และเป็นการสร้างความเข้าใจให้กับสถาบันอุดมศึกษาและสถาบันวิจัยในวงกว้าง ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ผลักดันร่วมกันมาตั้งแต่การยกร่าง พ.ร.บ. สภานโยบาย พ.ร.บ. การอุดมศึกษา พ.ร.บ. ส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 จนเกิดประกาศหลักเกณฑ์ฯ ขึ้น และมีผลใช้บังคับไปแล้วตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา การจัดงานในครั้งนี้จึงคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัยและนักวิจัยเป็นอย่างมาก

ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การปรับหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนานั้น จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพและมีผลกระทบสูง ลดระยะเวลา และขั้นตอนการทำระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เกิดความคล่องตัว เพราะวิธีการจัดซื้อจัดจ้าง คือการคัดเลือกและเฉพาะเจาะจงได้ตั้งแต่ระดับหัวหน้าโครงการในวงเงินงบประมาณ 1 ล้านบาท จากเดิมที่สามารถอนุมัติได้เพียง 100,000 บาทเท่านั้น และหลักเกณฑ์นี้สามารถใช้ได้ภายในวงเงิน 200 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้วงเงินใน พ.ร.บ. ฉบับกลาง นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปลดล็อกอื่น ๆ เช่น การจัดจ้างล่วงหน้า หรือซื้อของจากต่างประเทศที่เฉพาะเจาะจง โดยอนุญาตให้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ ไม่ต้องผ่านตัวกลาง ส่วนที่เป็นปัญหาในพื้นที่ เช่น เวลาทำวิจัยกับชุมชน เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ก็ไม่สามารถโอนครุภัณฑ์ให้กับประชาชนได้ แต่ประกาศนี้จะช่วยให้สามารถทำได้

ในงานได้มีการจัดเสวนา เรื่อง “นโยบายและความสำคัญของการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและการให้บริการทางวิชาการสำหรับสถาบันอุดมศึกษา” โดย ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ ประธานคณะกรรมการบริหารงานอุดมศึกษา ทปอ. และนางอัมพวรรณ พุกดำ นิติกรชำนาญการ กองการพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง

ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวถึงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ที่สนับสนุนการดำเนินงานของสถาบันอุดมศึกษา โดยระบุถึงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน การให้ความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาทั้งการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัยตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ การใช้ อววน. มาช่วยในการทำงานเพื่อตอบโจทย์ประเทศ ตลอดจนการยกระดับมหาวิทยาลัยให้ทัดเทียมกับนานาชาติ รวมถึงนโยบายวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่สนับสนุนให้พัฒนาคน พัฒนานักวิจัย ไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งการปลดล็อกการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา ถือเป็นกลไกการบริหารจัดการพัสดุด้านการวิจัย การบริการวิชาการ และการสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ คันธมานนท์ ประธานคณะกรรมการบริหารงานอุดมศึกษา ทปอ. ได้นำเสนอประเด็นขอยกเว้นการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนา การให้บริการทางวิชาการหรือการจ้างที่ปรึกษา ที่ไม่สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตามมาตรา 7(3) เพื่อให้ทุกคนให้ความสนใจและข้อควรระวัง กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้

ด้านนางอัมพวรรณ จากกรมบัญชีกลาง ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกภาคส่วน ทั้งเรื่องของความโปร่งใส การมีส่วนร่วม การมีมาตรฐาน และความคุ้มค่าของการใช้จ่ายเงิน

จากนั้นที่ประชุมโดยคณะทำงานของ สอวช. ได้นำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่อง “หลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างเพื่อการวิจัยและพัฒนาและการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษา” โดย นางสาวสลิลวรรณ กลับประสิทธิ์ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายเลขานุการสภานโยบาย และนายภาสพงศ์ อารีรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการของภาครัฐด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ทำความเข้าใจถึงหลักเกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อการวิจัยและพัฒนาและเพื่อการให้บริการทางวิชาการของสถาบันอุดมศึกษาที่ไม่สามารถดำเนินการตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 กรณีสถาบันอุดมศึกษาในระบบวิจัยและนวัตกรรมโดยยกถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และรายละเอียด วิธีการ และขั้นตอนการดำเนินการที่ต่างไปจากเดิม  

ปลัดมท. นำข้าราชการมหาดไทย วางพานพุ่มดอกไม้ เนื่องในวันจักรี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797721

ปลัดมท. นำข้าราชการมหาดไทย วางพานพุ่มดอกไม้ เนื่องในวันจักรี

ปลัดมท. นำข้าราชการมหาดไทย วางพานพุ่มดอกไม้ เนื่องในวันจักรี

วันเสาร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2567, 09.30 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำข้าราชการมหาดไทย วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะฯ เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ 6 เมษายน 2567

วันที่ 6 เมษายน 2567 เวลา​ 07.30 น.​ ที่พระปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ร่วมวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ 6 เมษายน 2567 โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมด้วยข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมในพิธี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้ในอดีต ย้อนไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย จึงทำให้วันที่ 6 เมษายนของทุกปี เป็นวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และ วันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ หรือ วันจักรี (Chakri Memorial Day) เป็นวันที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐมบรมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีและทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นเมืองหลวง ซึ่งช่วงเวลาตั้งแต่ก่อตั้งกรุงเทพมหานคร เมื่อปี พ.ศ. 2325 เรียกกันว่า สมัยรัตนโกสินทร์ เช่นเดียวกันกับที่เคยเรียกยุคสมัยที่ผ่านมาในสยาม

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้ได้สืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน 10 รัชกาล รวมระยะเวลากว่า 242 ปี ดังนั้น พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เป็นศูนย์รวมและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพี่น้องประชาชนชาวไทย และทรงประกอบพระราชกรณียกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 242 ปี พระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเพื่อความผาสุกและความอยู่ดีกินดีของประชาชน การปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม และนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤตต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภัยก่อการร้าย ภัยพิบัติ และภัยที่เกิดจากวิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศ ทรงบำบัดทุกข์ บำรุงสุข และดูแลปกป้องประชาชนด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาอย่างมิอาจประมาณได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าล้วนแต่เคารพรักและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์โดยแท้จริง 

“ด้วยพระมหากรุณาธิคุณดังกล่าว ในปี พ.ศ. 2416 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4 พระองค์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อประดิษฐานไว้ให้พระมหากษัตริย์องค์ต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการ และประชาชนได้ถวายบังคมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมเนียมปีละครั้ง และโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แต่มีการย้ายสถานที่ในการประดิษฐานหลายครั้ง เช่น พระที่นั่งสุทไธสวรรยปราสาท และพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท เป็นต้น ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้ย้ายพระบรมรูปมาไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดร ในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม พร้อมกับพระบรมรูปของรัชกาลที่ 5 พระบรมชนกนาถ จนกระทั่ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 การซ่อมแซมก่อสร้างและประดิษฐานพระบรมรูปทั้ง 5 รัชกาล จึงสำเร็จลุล่วง และได้มีพระบรมราชโองการประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูป ในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมาโปรดฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่า “วันจักรี” ปัจจุบันได้มีการประดิษฐานพระบรมรูปเพิ่มตามการเปลี่ยนรัชสมัย จนถึงรัชกาลที่ 9 แล้ว และต่อมาในวันเสาร์ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2562 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เททองหล่อพระบรมรูป พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อประดิษฐานในปราสาทพระเทพบิดรสืบไปพร้อมกับการเททองหล่อ พระคันธารราษฎร์ และในอีกหนึ่งปีต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงประกอบพิธีประดิษฐาน และสมโภชพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ ปราสาทพระเทพบิดร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า พวกเราในฐานะข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงมีหน้าที่ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดในการ สืบสาน รักษา และต่อยอด เผยแพร่พระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ที่ทรงมีคุณูปการให้กับประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มหาศาล ยังผลให้เกิดความเจริญงอกงาม ความเป็นเอกราช และความรุ่งเรืองของประเทศชาติมาจวบจนถึงทุกวันนี้ ด้วยการสร้างองค์ความรู้ เผยแพร่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้องให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อร่วมกันรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาทุกแห่ง ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ตลอดจนพี่น้องประชาชน พร้อมใจกันตั้งจิตเป็นกุศล ประกอบคุณงามความดี จิตอาสา รวมทั้งร่วมเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณพระมหากษัตริย์แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ 6 เมษายน 2567 ร่วมแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ ทรงธำรงไว้ซึ่งความมั่นคงเป็นปึกแผ่น และความเป็นเอกราชของชาติไทยมาจวบจนถึงปัจจุบัน

มธ.จัดงาน‘วันสัญญา ธรรมศักดิ์’ปี 67 เปิดวงเสวนา ‘ขั้นตอนบังคับคดีอาญา’ยกเคส‘ชั้น 14’สะเทือนเชื่อมั่น-กระบวนการยุติธรรมแท้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797672

มธ.จัดงาน‘วันสัญญา ธรรมศักดิ์’ปี 67 เปิดวงเสวนา ‘ขั้นตอนบังคับคดีอาญา’ยกเคส‘ชั้น 14’สะเทือนเชื่อมั่น-กระบวนการยุติธรรมแท้ง

มธ.จัดงาน‘วันสัญญา ธรรมศักดิ์’ปี 67 เปิดวงเสวนา ‘ขั้นตอนบังคับคดีอาญา’ยกเคส‘ชั้น 14’สะเทือนเชื่อมั่น-กระบวนการยุติธรรมแท้ง

วันศุกร์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2567, 19.42 น.

มธ. จัดงาน ‘วันสัญญา ธรรมศักดิ์’ ประจำปี 67 เปิดวงเสวนา ‘ขั้นตอนบังคับคดีอาญา’ ยกเคส ‘ชั้น 14’ สะเทือนเชื่อมั่น-กระบวนการยุติธรรมแท้ง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัด “งานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2567” มอบรางวัลนักศึกษากฎหมาย-เรียนดี สืบสานปณิธานปูชนียบุคคลด้านนิติศาสตร์ พร้อมจัดวงเสวนา “กระบวนการยุติธรรม ขั้นตอนบังคับคดีอาญา” ยกเคสตัวอย่าง “คดีชั้น 14 รพ.ตำรวจ” บนขั้นตอนที่ผิดเพี้ยน สั่นคลอนความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรม-กฎหมายไทย

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2567 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2567 โดยมี ศ.พิเศษ อรรถนิติ ดิษฐอำนาจ องคมนตรี พร้อมด้วย รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมวางพานพุ่มที่ประดิษฐ์จากเครื่องเขียน, อุปกรณ์กีฬา, หนังสือ พร้อมกับแขกผู้มีเกียรติภายในงาน ณ ลานอนุสาวรีย์ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยพานพุ่มทั้งหมดจะนำไปมอบให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลนต่อไป

สำหรับงานดังกล่าว ได้มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อรำลึกและเชิดชูเกียรติของ “ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์” บุคคลต้นแบบและปูชนียบุคคลอันทรงคุณค่าของนักนิติศาสตร์ ที่ได้อุทิศตนเพื่อการศึกษาวิชานิติศาสตร์ พร้อมทั้งส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมและวิชาชีพกฎหมาย จนเกิดผลงานอันเป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ โดยที่ผ่านมา ศาสตราจารย์สัญญา ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญในหลายบทบาท อาทิ ประธานองคมนตรี นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา รองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ตลอดจน อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทั้งนี้ ภายหลังกิจกรรมพิธีสงฆ์ ถวายสังฆทาน และการวางพานพุ่มในช่วงเช้า องคมนตรียังได้ร่วมมอบรางวัลนักศึกษากฎหมายดีเด่น ประจำปี 2567 ให้กับ นายวุฒิพงษ์ ปาลกะวงศ์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลสัญญา ธรรมศักดิ์

ประจำปี 2567 ได้แก่ น.ส.พิมพ์ลภัส วัดพ่วงแก้ว บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับสอง จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ และ น.ส.นัชชา ชาครานนท์ บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง

ศ.พิเศษ ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ กรรมการเนติบัณฑิตยสภา ในฐานะประธานกองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เปิดเผยว่า ทางกองทุนฯ ได้จัดงานเชิดชูเกียรตินักศึกษากฎหมายดีเด่นมาต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 เพื่อรักษาและสืบสานปณิธานที่ดีงาม และเป็นแบบอย่างของการอุทิศตนปฏิบัติงานราชการบ้านเมืองของท่านศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ โดยคณะกรรมการพิจารณารางวัลฯ ได้คัดเลือกนักศึกษาที่พร้อมและมีคุณสมบัติ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อจากมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะนิติศาสตร์ มากกว่า 30 ปี

ขณะเดียวกันยังได้มีการมอบรางวัลเรียนดี “ธรรมศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์” ให้กับ นายธีรโชติ ป้องกันภัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คะแนนรวม 88.86% ซึ่งนายธีรโชติ กล่าวว่า ในฐานะนักศึกษาวิชากฎหมายนับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลศาสตราจารย์สัญญา ผู้ซึ่งถือเป็นปูชนียบุคคลของแวดวงกฎหมายและการเมืองไทย โดยรางวัลที่ได้รับในครั้งนี้จะนำไปเป็นแรงผลักดันในการศึกษาต่อ เพื่อเดินหน้าสู่การเป็นนักกฎหมายที่ดี ที่จะร่วมพัฒนาและสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการจัดกิจกรรมการเสวนาเนื่องในวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ประจำปี 2567 หัวข้อ กระบวนการยุติธรรม ขั้นตอนบังคับคดีอาญา โดย ศ.พิเศษ ดร.เดชอุดม ไกรฤทธิ์ กรรมการเนติบัณฑิตยสภา กล่าวว่า คำหนึ่งที่อยากพูดถึงคือ ‘กระบวนการยุติธรรมแท้ง’ (Miscarriage of Justice) ซึ่งหมายถึงความบกพร่องที่ไม่สามารถจะทำให้ผลของการบังคับคดีขั้นสุดท้ายในกระบวนการยุติธรรมบรรลุเป้าหมาย และหนึ่งในคดีที่เรากำลังพูดถึงว่าแท้งอยู่จริงๆ คือคดีที่เกิดขึ้นใน ‘ชั้น 14’ โรงพยาบาลตำรวจ

ศ.พิเศษ ดร.เดชอุดม กล่าวว่า ข้อสงสัยหนึ่งที่เกิดขึ้นในกรณีของชั้น 14 คือไม่เห็นว่าตัวของนักโทษหรือญาติได้มีการขอลดโทษแต่อย่างใด หรือไม่เคยเห็นคำร้องของกรมราชทัณฑ์ที่ยื่นถึงศาลในการขอคุมขังนอกเรือนจำ ไม่เคยได้เห็นว่ามีการขออนุญาตศาล หรือว่าศาลให้อนุญาตแล้วหรือยัง ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่อธิบดีกรมราชทัณฑ์จำเป็นต้องตอบว่าเขามีอำนาจในการนำเอานักโทษออกจากเรือนจำได้อย่างไร

“วันนี้เป็นวันสัญญา ธรรมศักดิ์ ซึ่งท่านเป็นผู้ที่ทรงคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ กล้าหาญ ยึดมั่นในหลักการแบบที่ไม่มีใครเท่า เคยตัดสินจำคุกพลเอกในคดีกินป่ามาแล้วในยุคปฏิวัติรัฐประหาร จนพลเอกรายนั้นต้องถูกถอดยศทั้งหมด และจำคุกโดยไม่ได้รับการลดโทษใดๆ สุดท้ายต้องตายในคุก แต่ปัจจุบันเราขาดความกล้าหาญ คดีจำคุก ก็ถูกแปลงไปได้ด้วยกฎหมาย พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ที่นักการเมืองเข้ามายุ่มย่ามในช่วงของการแก้ไข” ศ.พิเศษ ดร.เดชอุดม ระบุ

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม อัยการอาวุโส สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า วันนี้เราต่างเห็นถึงปัญหาของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เป็นไปอย่างที่เราคิด ตัวอย่างในวันนี้คือกรณีของการพักโทษที่ผิดเพี้ยน กล่าวคือ ศาลเป็นคนพิพากษากำหนดโทษ ส่วนราชทัณฑ์เป็นคนบริหารโทษ ดังนั้นถ้าหากเห็นว่านักโทษควรได้รับการลดหย่อนโทษ กฎหมายได้เขียนไว้ชัดเจนว่าให้ศาลออกหมายปล่อย หรือการกักขังนอกเรือนจำก็ต้องให้ศาลพิจารณาอนุญาต

“ถ้าไปดูเวลาขอพระราชทานอภัยโทษ ทางเรือนจำจะตั้งกรรมการตรวจสอบเพื่อคัดคน เมื่อเสร็จจึงเสนอให้ศาลออกหมายปล่อย ระบบเป็นแบบนั้น แต่เที่ยวนี้แปลกตรงที่ราชทัณฑ์ปล่อยเอง ทำให้ศาลไม่มีราคา เพราะนักกฎหมายทุกคนย่อมไม่พิจารณาก่อนจนกว่าเงื่อนไขจะครบ แต่ในกรณีของชั้น 14 แม้การเป็นนักโทษในโรงพยาบาลจะทำได้ ส่วนจะพักการลงโทษได้ก็ต้องครบ 6 เดือนก่อน แต่คดีนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่พักการลงโทษก่อนครบกำหนด ซึ่งนั่นผิดหมดเลย ผิดชัดเจน และเชื่อว่าสักวันหนึ่งรัฐมนตรีก็อาจติดคุกได้” นายปรเมศวร์ ระบุ

ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ใน พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 มีการกำหนดไว้ว่าผู้ที่มีสิทธิจะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษ จะต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดที่รับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ 1 ใน 3 ของกำหนดโทษ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ ความก้าวหน้าในการศึกษา และการทำงานเกิดผลดี หรือทำความชอบแก่ทางราชการเป็นพิเศษ คำถามคือกรณีของชั้น 14 นั้นได้มีในสิ่งเหล่านี้แล้วหรือไม่

ผศ.ดร.ปริญญา กล่าวว่า มากไปกว่านั้น ในประกาศกรมราชทัณฑ์ เรื่อง หลักเกณฑ์การพิจารณาพักการลงโทษ พ.ศ. 2562 ยังมีการระบุคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการพิจารณาพักการลงโทษเพิ่มเติม คือต้องเป็นนักโทษเด็ดขาด ‘ชั้นดี’ ขึ้นไป จากทั้งหมดที่มีการแบ่งออกเป็น 6 ชั้น คือ ชั้นเยี่ยม, ชั้นดีมาก, ชั้นดี, ชั้นกลาง, ชั้นต้องปรับปรุง และชั้นต้องปรับปรุงมาก ซึ่งนักโทษเด็ดขาดที่เข้าไปใหม่นั้นจะเป็น ‘ชั้นกลาง’ คำถามคือแล้วเคสนี้ไปเข้าเกณฑ์พักโทษได้อย่างไร เพราะหากได้รับการเลื่อนชั้น ก็อาจต้องมีความประพฤติดี มีการทำงานต่างๆ แต่เราไม่ทราบว่านักโทษรายนี้ได้เลื่อนเป็นชั้นดีตอนไหน ไม่มีใครเห็น

“การที่คนคนหนึ่งจะรักษาตัวอยู่นอกเรือนจำ และในระหว่างรักษาตัวอยู่ 6 เดือน ท่านก็ไปมีความประพฤติดี มีความอุตสาหะ หรือทำผลงานความดีความชอบเหล่านั้นตอนไหน เรื่องนี้ไม่ได้บอกว่าเขาไม่ได้ทำ แต่กรมราชทัณฑ์จะต้องทำให้ปรากฏออกมาในสิ่งที่สังคมได้ตั้งคำถาม ไม่เช่นนั้นมันจะทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม ในขณะที่คนอีกคนหนึ่งโดนโทษปรับ 10,000 บาท แต่ไม่มีเงินจ่าย ก็ต้องติดคุก 20 วัน สุดท้ายกลายเป็นว่าคุกก็มีไว้ขังคนจนตามที่เขาว่ากัน ซึ่งหากคนไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมแล้ว สังคมเราจะอยู่กันอย่างไร” ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ

ด้าน ศ.ดร.ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อาจารย์พิเศษคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า อีกหนึ่งตัวอย่างปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย คือกรณีความผิดทางจราจร  ที่หากได้รับใบสั่งจราจรแล้วไม่ชำระค่าปรับ ทางกรมการขนส่งทางบกจะไม่ต่อทะเบียนให้ โดยเป็นกฎหมายที่ถูกแก้ไขโดยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) 14/2560 ภายหลังมีการใช้รัฐธรรมนูญแล้ว

“ถ้าผู้ถูกใบสั่งยอมเสียค่าปรับ ตำรวจได้เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ได้เสียค่าปรับ ตำรวจกลับส่งให้หน่วยงานอื่นบังคับ โดยไม่ให้ต่อทะเบียนแทน กลายเป็นการเปลี่ยนตัวคู่กรณี เมื่อไปถึงกรมการขนส่งทางบกเราจะถามว่าผิดอย่างไร เขาก็ตอบไม่ได้เพราะไม่ใช่คู่กรณี จึงเป็นการชกผิดคน ในขณะที่เราก็ไม่มีโอกาสได้พิสูจน์ว่ากระทำผิดหรือไม่ เพราะไม่มีโอกาสได้ไปศาล จึงอยากถามว่ากฎหมายแบบนี้เขียนมาได้อย่างไร เป็นภาระของประชาชน และถือว่าเป็นกฎหมายที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” ศ.ดร.ทวีเกียรติ กล่าว

4 สมาคมสื่อฯจับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา’ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว’ต่อเนื่องปีที่ 3

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/797354

4 สมาคมสื่อฯจับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา'ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว'ต่อเนื่องปีที่ 3

4 สมาคมสื่อฯจับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา’ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว’ต่อเนื่องปีที่ 3

วันพฤหัสบดี ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2567, 15.52 น.

4 สมาคมสื่อฯจับมือเครือซีพี มอบทุนการศึกษา “ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว” ต่อเนื่องปีที่ 3 ส่งเสริมเด็กรุ่นใหม่ให้มีค่านิยมแห่งความกตัญญู

เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2567 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และกลุ่มสื่อ New Media ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ มอบทุนการศึกษา “ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว” แก่บุตรธิดาของสมาชิกองค์กรสื่อต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จำนวน 100 ทุน ทุนละ 10,000 บาท รวม 1,000,000 บาท ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ จำนวน 30 ทุน สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ จำนวน 21 ทุน  สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จำนวน 21 ทุน สมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯจำนวน 16 ทุน และกลุ่มสื่อ New Media จำนวน 12 ทุน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมด้านการศึกษา และเพื่อปลูกฝัง “ความกตัญญู” แก่เด็กและเยาวชนไทย โดยคัดเลือกผ่านการทำคลิป TikTok สื่อสารเรื่องราว “กตัญญู ทำได้ทุกวัน” โดยมีนายสุภกิต เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาฯแก่ยุวชนครอบครัวคนข่าว ผ่าน 4 สมาคมองค์กรสื่อฯได้แก่  นางสาวน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรเเห่งประเทศไทย นายศักดิ์ชัย พฤฒิภัค กรรมการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูง เครือเจริญโภคภัณฑ์และบริษัทในเครือฯ ร่วมด้วย อาทิ ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์   นางพรรณินี นันทพาณิช ผู้บริหารด้านสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร คุณเทียนชัย จูพัฒนกุล รองกรรมการผู้จัดการ ด้านสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม ธุรกิจพืชครบวงจร ข้าว ขนส่งและบริการ นางเอื้อมพร สิงหกาญจน์  ผู้จัดการทั่วไป  สำนักบริหารการสื่อสารองค์กร บมจ. ซีพี ออลล์ นางสาวกนกรัตน์ จุฑานนท์ ผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) นางสาวชัญญรัช พีราวัชร ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส บริษัท ซีพีแรม จำกัด เป็นต้น และบุตรธิดาของครอบครัวคนข่าวผู้ได้รับทุนจำนวน 100 คน พร้อมด้วยครอบครัวร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหาร ยุทธศาสตร์ข้อมูลและการสื่อสาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบัน สื่อมวลชนเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ  และเป็นเหมือนห้องเรียนขนาดใหญ่ของสังคมไทย ด้วยเพราะมีหน้าที่และมีความสำคัญในการให้ข่าวสารข้อมูลเรื่องราวและความรู้ที่ทันโลก ให้การศึกษา ให้ข้อเท็จจริงต่าง ๆ  สำหรับทุนการศึกษาซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าวถือเป็นการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่บุตรธิดาของครอบครัวคนข่าวซึ่งถือเป็นผู้ที่ทำประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศ  การให้ทุนการศึกษาจะไปเป็นค่าใช้จ่ายที่ช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัวคนข่าว และยังเป็นการปลูกฝังเด็กและเยาวชนรุ่นใหม่ให้มียึดมั่นในความกตัญญู สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของ 3 ประธานเครือฯ ได้แก่ ท่านประธานอาวุโสธนินท์ เจียรวนนท์ ท่านประธานกรรมการสุภกิต เจียรวนนท์ และท่านประธานคณะผู้บริหารศุภชัย เจียรวนนท์ ที่ยึดมั่นและเชื่อในคุณค่า “ความกตัญญู”  ซึ่งถือเป็นความพิเศษของทุนการศึกษานี้ ทั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุนการศึกษานี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยปลูกฝังความกตัญญูแก่สังคมไทยผ่านพลังของคนรุ่นใหม่ เช่น ความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณถือเป็นรากฐานสำคัญในการส่งต่อความดีช่วยเหลือคนรอบข้างโดยไม่หวังผลตอบแทน ไปจนถึงความกตัญญูต่อแผ่นดินภูมิใจในความเป็นชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์  การมอบทุนการศึกษาร่วมกับ 4 สมาคมสื่อฯ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นส่งเสริมค่านิยมความกตัญญู พร้อมกับการร้อยเรียงความดีสู่สังคมในวงกว้างมากขึ้น

นางสาวน.รินี เรืองหนู นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า  สมาคมนักข่าวฯ พร้อมด้วยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจฯ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย และกลุ่มสื่อ New Media  ได้ร่วมกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ดำเนินโครงการทุนการศึกษา “ซีพีเพื่อยุวชนครอบครัวคนข่าว” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เพื่อสนับสนุนด้านการศึกษาแก่บุตรธิดาของสื่อมวลชน ที่สำคัญเพื่อแบ่งเบาภาระของครอบครัวคนข่าว พร้อมส่งเสริมปลูกฝังเยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีค่านิยมแห่งความกตัญญู ด้วยการคัดเลือกคลิป TikTok สื่อสารเรื่องราว “กตัญญู ทำได้ทุกวัน” โดยเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่มีเยาวชนคนรุ่นใหม่จากครอบครัวคนข่าวในทุกระดับชั้นเรียนให้ความสนใจเข้าร่วมส่งคลิป TikTok และนำเสนอมุมมองแนวคิดความกตัญญูในหลายมิติ ทั้งความกตัญญูต่อพ่อแม่ผู้มีพระคุณ การช่วยเหลือคนรอบข้างโดยไม่หวังผลตอบแทน ไปจนถึงความรักและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

“เครือข่ายสมาคมสื่อฯ มีความรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับพันธมิตรในวงการสื่อมวลชนและเครือซีพีปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูผ่านคนรุ่นใหม่ ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยเครือข่ายสมาคมสื่อฯ พร้อมร่วมมือสื่อสารผลักดันแนวคิดความกตัญญู ให้เกิดความตระหนักรู้ในวงกว้างของสังคมไทยต่อไป ขอขอบคุณเครือซีพีที่ให้ความสำคัญกับด้านการศึกษาและส่งเสริมความกตัญญู” นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าว

นางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวว่า ขอขอบคุณเครือซีพีที่สนับสนุนทุนบุตรสื่อมวลชน โดยในปีนี้ในส่วนของสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจได้รับทุน 21 ทุน ทุนนี้เป็นการสร้างโอกาสและเป็นทุนการศึกษาให้แก่บุตรของสมาชิกทั้ง 4 สมาคมฯ เชื่อว่าทุนนี้จะมีส่วนช่วยลดภาระค่าครองชีพของสื่อมวลชนในปัจจุบัน พร้อมส่งเสริมค่านิยมความกตัญญู ภายใต้แนวคิดกตัญญูทำได้ทุกวันนั้นเป็นเรื่องที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ทุกวัน รวมถึงความกตัญญูต่อประเทศชาติและแผ่นดินไทย

นางสาวเกศทิพย์ สุวรรณฤทธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคณะราษฏรบำรุง จังหวัดยะลา ในฐานะผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา กล่าวว่า ความกตัญญู เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่คนรุ่นใหม่จะต้องให้ความสำคัญตั้งแต่กตัญญูต่อพ่อแม่ ด้วยการตั้งใจเรียน การได้ทุนการศึกษาไปในครั้งนี้เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้านได้อย่างมาก นอกจากจะไว้เป็นทุนการศึกษาแล้วจะนำส่วนที่เหลือไปซื้อหนังสือและอุปกรณ์การเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้มากขึ้น จะได้นำความรู้มาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ

ขณะที่ ด.ญ. พิชาริณีย์ ฉัตรสุริยาวงศ์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี เปิดเผยว่า รู้สึกดีใจและภูมิใจอย่างมากที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ขอขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีที่ให้ทุนในการเรียน โดยจะนำความรู้ได้ไปสร้างประโยชน์ให้กับคนอื่น ๆ ในสังคม เพราะความกตัญญูคือการสำนึกรู้บุญคุณคน จะนำความรู้ สร้างความดีตอบแทนพ่อแม่ ผู้ที่มีบุญคุณ และประเทศต่อไป