ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทาน’รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792995

ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทาน'รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์'ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

ผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทาน’รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์’ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 21.48 น.

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการตัดสิน ผู้ได้รับพระราชทาน “รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566

วันที่ 13 มีนาคม 2567 ศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ นายแพทย์อุดม คชินทร ประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ศาสตราจารย์ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน รักษาการรองเลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และรองประธานกรรมการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ รองศาสตราจารย์ ดร.ทัศนา บุญทอง กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจิรพร เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการประชาสัมพันธ์มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ นายธนวัต ศิริกุล รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ และ Dr. Bill Davis, Representative of American ambassador to Thailand ได้ร่วมกันแถลงผลการตัดสินผู้ได้รับพระราชทาน“รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 3 สำนักงานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ “Princess Chulabhorn Award” เป็นรางวัลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี  องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในโอกาสทรงเจริญพระชันษา 65 ปี วันที่ 4 กรกฎาคม 2565 ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทยโดยเฉพาะด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อการป้องกัน ควบคุมโรคมะเร็ง และดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง นอกจากทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์แล้ว ยังได้ทรงตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง ทรงก่อตั้งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์เพื่อให้บริการสำหรับผู้ป่วยมะเร็งขึ้นเป็นการเฉพาะ โดยเปิดบริการแก่ประชาชนทั่วไป ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2552 มาอย่างต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยมีความเจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน สภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงเห็นควรเสนอจัดให้มีรางวัลระดับนานาชาติขึ้น เพื่อพิจารณาให้แก่ผู้มีผลงานดีเด่น เป็นที่ประจักษ์ด้านการป้องกัน ควบคุม และ/หรือดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เกิดผลดีต่อมนุษยชาติ มีการกำหนด ขอบเขตของรางวัล ขั้นตอน วิธีการ แนวปฏิบัติ และสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้เห็นชอบให้จัดตั้งมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี เพื่อให้รางวัลนานาชาติ Princess Chulabhorn Award สามารถดำเนินการได้อย่างถาวรและเป็นระบบในระยะยาว

สำหรับ ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 ได้แก่ ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์อาแบส อะลาวี (Abass Alavi, MD, MD(Hon), PHD(Hon), DSc(Hon)) ศาสตราจารย์ สาขาวิชารังสีวิทยา โรงพยาบาลแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย  รองผู้อำนวยการสาขาวิชา ผู้สูงอายุ คณะแพทย์ศาสตร์พีเรลแมน มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา โดย ศาสตราจารย์  ดร. นายแพทย์อาแบส อะลาวี และทีมงานได้คิดค้นแนวคิดในการติดฉลาก deoxyglucose ด้วยฟลูออไรด์ที่เปล่งโพซิตรอน (18F) นำไปสู่การพัฒนา fludeoxyglucose (FDG) ซึ่งเป็นสารเภสัชรังสีแรกที่ได้รับการอนุมัติทางคลินิกในการถ่ายภาพ PET และเป็นสารเภสัชรังสีที่ยังคงใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โดยศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ อาแบส อะลาวี เป็นคนแรกที่นำ 18 F-FDG มาใช้ในมนุษย์ตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1976 และทำการถ่ายภาพสมองโดยใช้เครื่องตรวจเอกซเรย์ปล่อยโฟตอนเดี่ยวหรือ single-photon emission tomography (SPET) ที่ผลิตเอง นอกจากนี้ เขายังทำงานเกี่ยวกับการสร้างภาพของร่างกายมนุษย์ทั้งหมดผ่านเครื่องมือ rectilinear ทีมของเขาเป็นผู้บุกเบิกการใช้ 18 F-FDG ในการถ่ายภาพสมองปกติและความผิดปกติของสมอง และยังได้แนะนำการใช้ 18 F-FDG สำหรับการถ่ายภาพเพทสแกนในมะเร็ง การติดเชื้อ การอักเสบ หลอดเลือดแข็งตัว การตรวจจับก้อน และความผิดปกติของกล้ามเนื้อ

ทั้งนี้ การถ่ายภาพด้วยเพทสแกนได้กลายเป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยที่สำคัญสำหรับโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคมะเร็งและความผิดปกติของระบบประสาท งานของเขาได้นำไปสู่การพัฒนาไอโซโทปรังสีที่ปลอดภัยสำหรับการถ่ายภาพ PET และการพัฒนาซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่นำเราได้พัฒนาจากการสแกน PET-planar มาสู่ PET-CT และ PET-MRI ในปัจจุบัน ปัจจุบัน ศาสตราจารย์ นายแพทย์อาแบส อะลาวี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาวิจัย ภาควิชารังสีวิทยา และรองผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา การวิจัยของเขาเกี่ยวกับ PET ยังคงดำเนินต่อไปเพราะเขามุ่งมั่นที่จะค้นหาและพัฒนาวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการใช้ PET ในการดูแลสุขภาพของคนทั่วโลก ด้วยผลงานตีพิมพ์กว่า 1,500 ฉบับ และการอ้างอิงมากกว่า 75,000 ครั้ง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งเวชศาสตร์นิวเคลียร์”

‘เพิ่มพูน’ฝากผู้ปกครองช่วยตรวจสอบ ‘หนังสือเรียน’ต้องมีคุณภาพ-ราคาประหยัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792858

'เพิ่มพูน'ฝากผู้ปกครองช่วยตรวจสอบ 'หนังสือเรียน'ต้องมีคุณภาพ-ราคาประหยัด

‘เพิ่มพูน’ฝากผู้ปกครองช่วยตรวจสอบ ‘หนังสือเรียน’ต้องมีคุณภาพ-ราคาประหยัด

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.28 น.

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีบางโรงเรียนสั่งซื้อหนังสือเรียน ประจำปีการศึกษา 2567 ในราคาที่สูงกว่าปกติ และคุณภาพอาจจะไม่เท่ากับที่องค์การค้าของ สกสค.ผลิต ว่า ตนได้ฝากให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไปมอบหมายให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการโรงเรียน ตรวจสอบเรื่องนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในการจัดซื้อหนังสือเรียน แต่ละโรงเรียนจะมีกรรมการภาคี 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ผอ.โรงเรียน ครู กรรมการสถานศึกษา และนักเรียน ดังนั้น การที่โรงเรียนจะจัดซื้อหนังสือเรียนจากที่ใด ก็จะต้องผ่านกรรมการ 4 ฝ่ายนี้ก่อน และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สพฐ.ได้มีหนังสือแจ้งเพื่อเน้นย้ำไปแล้วว่า การจัดซื้อหนังสือเรียนจะต้องพิจารณาถึงคุณภาพ ความทันสมัย ความเหมาะสมกับการเรียน และทางโรงเรียนก็จะต้องจัดซื้อในราคาที่ สพฐ.จัดงบฯไปให้ เพราะหากมีราคาแพงกว่า ทางโรงเรียนก็จะต้องตอบผู้ปกครองและสังคมได้ แต่อย่างไรก็ตาม จะต้องวางระบบในการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล คือ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ผอ.โรงเรียนต้อง ตอบผู้ปกครองและสังคมได้ว่าหนังสือแบบเดียวกันทำไมซื้อแพงกว่า

“ฝากประชาชนและผู้ปกครองช่วยกันตรวจสอบ เฝ้าระวัง หากพบมีการจัดซื้อผิดปกติ ป.ป.ช.ก็จะดำเดินการกับผู้กระทำผิด ดูว่าหนังสือที่ซื้อมีคุณภาพหรือไม่ และราคาประหยัด เพราะนโยบายที่ผมให้ไปในภาพรวม คือ ถูกต้อง รวดเร็ว ประโยชน์ ประหยัด ถูกต้อง คือ ต้องถูกต้องตามระเบียบกฏหมาย รวดเร็ว หนังสือต้องส่งทันเปิดเทอม ประโยชน์ คือ หนังสือนั้นต้องเป็นประโยชน์กับนักเรียน ประหยัด คือ ประหยัดกับนักเรียน ก็ขอให้นำหลักการนี้ไปปฏิบัติ หนังสือซื้อที่ไหนก็ได้เสรี แต่ต้องตอบสังคมได้” รมว.ศธ.กล่าว

ศธ.จ่อเสนอยูเนสโก ประกาศยกย่อง’พิธีไหว้ครู’เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792851

ศธ.จ่อเสนอยูเนสโก ประกาศยกย่อง'พิธีไหว้ครู'เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

ศธ.จ่อเสนอยูเนสโก ประกาศยกย่อง’พิธีไหว้ครู’เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.01 น.

ศธ.เตรียมศึกษารวบรวมข้อมูลเสนอยูเนสโก ประกาศยกย่อง”พิธีไหว้ครู”เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2567 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมประสานภารกิจกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีผู้บริหารองค์กรหลัก ศธ.เข้าร่วม ว่า ที่ประชุมรายงานความคืบหน้าการขับเคลื่อนการยกระดับผลประเมินผลนักเรียนระหว่างประเทศ หรือ PISA เชื่อว่าผลการประเมิน PISA ที่จะเกิดขึ้นในปี 2025 จะดีขึ้นอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผลการประเมิน PISA เป็นเพียงตัวบงชี้หนึ่ง ในการวัดมาตรฐานการศึกษาของประเทศ ซึ่งยังมีหลายหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการขับเคลื่อนวัดประเมินผลผู้เรียน ทั้งสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งก็อาจจะต้องมีการดำเนินการทบทวนหลายๆเรื่อง เช่น การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปสืบค้นข้อมูล ว่า เพราะเหตุใดผลสอบโอเน็ต จึงไม่แสดงอยู่ในใบระเบียนแสดงผลการเรียน (รบ.1) ซึ่งส่วนตัวยังมีแนวคิดว่า ให้การสอบโอเน็ตเป็นไปตามความสมัครใจ แต่ก็อยากให้ผลการทดสอบไปแสดงผลในใบ รบ.1 ด้วย ส่วนนักเรียนคนใดที่ไม่สมัครใจสอบโอเน็ต ก็ให้ระบุในใบ รบ.1 ว่า ไม่สมัครใจ เพื่อแสดงผลในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ทั้งนี้ คงต้องไปดูในภาพรวมเพื่อขับเคลื่อนให้การจัดการศึกษามีมาตรฐานที่สูงขึ้น

“อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในเชิงลึก โรงเรียนต่างๆ ของ สพฐ.มีมาตรฐานการศึกษาที่ดี ซึ่งผมและ สพฐ.คงต้องลงไปดูว่าปัจจัยของความสำเร็จคืออะไร เบื้องต้นสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้อำนวยการโรงเรียน ซึ่งถ้าเป็นไปตามโจทย์ ก็คงต้องมีการปรับวิธีคิด รีสกิล อัพสกิล ให้กับผู้บริหารสถานศึกษา โดยนำรูปแบบสถานศึกษาที่สามารถดำเนินการได้ดีมาขับเคลื่อน และจากการตรวจเยี่ยมโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า บางโรงเรียน มีระบบการดำเนินการทดสอบยังไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะเรื่องการทดสอบ PISA ดังนั้น ขอให้ สพฐ.ไปสำรวจความพร้อม ทั้งสัญญาณอินเตอร์เน็ต หากไม่สามารถรองรับได้ อาจจะต้องปรับ ขยายฐานข้อมูลการจัดเก็บข้อสอบ PISA เพื่อให้รองรับนักเรียนได้ทั่วประเทศ และในทุกสังกัด สามารถเข้ามาทดลองทำข้อสอบ PISA ได้ เพราะโจทย์หนึ่งที่ทำให้ผลคะแนน PISA ต่ำ เพราะเด็กขาดทักษะในการทำข้อสอบ ดังนั้น ต้องให้เด็กมีโอกาสได้เรียนรู้” พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันจะต้องทำให้ครูมีเวลาสอนหนังสือมากขึ้น ตามนโยบายลดภาระครู ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการยกเลิกการอยู่เวรของครู และพยายามจะเพิ่มนักการภารโรง ซึ่งที่ผ่านมาสำนักงานประมาณได้เสนอให้ขอใช้งบปี 2567 แต่จากการประสานงานทราบว่า งบดังกล่าวไม่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ดังนั้น ศธ.จึงได้จัดทำรายละเอียด เสนอสำนักงานประมาณ เพื่อเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาขอใช้งบกลางปี 2566 ในการดำเนินการดังกล่าวไปพลางๆก่อน เพื่อให้สามารถจัดจ้างภารโรงได้ในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ตามเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม การของบจ้างภารโรงถือเป็นความจำเป็น เพื่อลดภาระครู เพื่อให้ครูมีเวลาสอนหนังสือได้มากขึ้น เพราะมาตรฐานการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ต้องลดภาระที่ไม่ใช้การสอนให้กับครู

“นอกจากนี้ ที่ประชุมยังทบทวนการจัดพิธีไหว้ครู ซึ่งเป็นประเพณีที่มีความหมายดีงาม ต้องให้ความสำคัญ เพราะเป็นการสักการะ และตอบแทนเพราะครูมีพระคุณกับเรา จึงต้องดำเนินการให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น โดย ศธ.เตรียมศึกษารวบรวมข้อมูลและจัดทำรายละเอียด คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพื่อเสนอให้องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ประกาศยกย่อง “พิธีไหว้ครู” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม รายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ เพื่อจะได้ตอบกระแสสังคมว่า พิธีไหว้ครู ถือเป็นประเพณีที่ดีงาม ที่ทั่วโลกยังให้ความสำคัญยอมรับ ไม่ใช่ทำไปแบบไม่มีความหมาย ตรงนี้ เป็นสิ่งที่ท้าทาย มีวัตถุประสงค์เพื่อสงวนรักษาแนวปฏิบัติการแสดงออกถึงความรู้และทักษะที่ได้รับการยอมรับว่า เป็นส่วนหนึ่งของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ เช่นเดียวกับ สงกรานต์ โขน นวดไทย และโนรา” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

นิสิตพร้อมหน้า คืนเหย้า ‘107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร’ 26 มีนาคม 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792782

นิสิตพร้อมหน้า คืนเหย้า '107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร' 26 มีนาคม 2567

นิสิตพร้อมหน้า คืนเหย้า ‘107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร’ 26 มีนาคม 2567

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 09.12 น.

“นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ” ประธานกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 เชิญชวนนิสิตเก่าและนิสิตปัจจุบันทุกคณะ ทุกรุ่น สวมใส่เสื้อสีชมพู ร่วมงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” 26 มีนาคม 2567 ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 13 มีนาคม 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ นายกสมาคมนิสิตเก่ารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะประธานกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 เปิดเผยถึงรายละเอียดการจัดงานวันครบรอบ 107 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ในปีนี้สมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (สนจ.) มีกำหนดจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” หรือ “งานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567” ภายใต้แนวคิด “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” ในวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 17.00 – 22.00 น. บริเวณสนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้เสริมสร้าง บ่มเพาะนิสิต เพื่อเป็นบัณฑิตออกไปรับใช้บ้านเมืองเป็นระยะเวลาถึง 107 ปี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2459 สืบต่อจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งนี้ ด้วยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาในโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น กล่าวคือ ไม่เฉพาะสำหรับผู้ที่จะเล่าเรียนเพื่อรับราชการเท่านั้น แต่จะรับผู้ซึ่งประสงค์จะศึกษาขั้นสูงให้เข้าเรียนได้ทั่วถึงกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” โดยมีพระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้บัญชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคนแรก ซึ่งในช่วงแรกได้มีการเรียนการสอน 4 คณะ ได้แก่ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ต่อมาได้มีการขยายรูปแบบการศึกษาเพิ่มขึ้นทั้งในระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมถึงบัณฑิตศึกษาในสาขาวิชาต่าง ๆ สืบเนื่องเรื่อยมา

นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวต่ออีกว่า “กิจกรรมงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567” ในปีนี้ มีแนวคิดการจัดงานมาจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ “มหาจุฬาลงกรณ์” ซึ่งอยู่ในจิตใจของชาวจุฬาฯ ทุกรุ่นตลอดมา จึงได้นำวรรคทองของเพลงที่ประพันธ์ว่า “ขอทูนขอเทิดพระนามไท พระคุณแนบไว้นิรันดร” มาเป็นแนวทางความคิดในการนำเสนองาน เพื่อมุ่งเน้นให้ชาวจุฬาฯ ได้หวนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้าฯ สองรัชกาล คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สืบทอดสู่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งพระเมตตาคุณของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่นปี 2516 องค์พระมิ่งขวัญของชาวจุฬาฯ ซึ่งผองเราทุกคนจะร่วมเทิดพระเกียรติด้วยความสมัครสมานสามัคคี รวมใจเป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ สถาบันแห่งนี้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ ได้ทำให้ชาวจุฬาฯ ทุกคนได้ร่ำเรียนศึกษาและสำเร็จเป็นพลเมืองที่ดีในทุกภาคส่วนของประเทศชาติ งานในครั้งนี้จึงใช้ชื่องานว่า “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” กำหนดจัดขึ้นในวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 โดยช่วงเช้าเวลา 06.00 – 09.00 น. พิธีวางพุ่มสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า และพิธีทำบุญตักบาตร เนื่องในวันครบรอบ 107 ปี แห่งการสถาปนาจุฬาฯ และช่วงเย็นเวลา 17.00 – 22.00 น. งานสังสรรค์รื่นเริง พร้อมรับชมกิจกรรมการแสดงจากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ และนิสิตปัจจุบัน ทั้งนี้ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในงานวันครบรอบ 107 ปีแห่งการสถาปนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ณ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงเช้า

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ประธานกรรมการดำเนินงานคืนเหย้าชาวจุฬาฯ 2567 จึงขอเชิญน้องพี่น้องชาวพระเกี้ยว พร้อมใจกันสวมเสื้อสีชมพูร่วมเฝ้ารับเสด็จ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีช่วงเช้า ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ณ บริเวณสนามหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ในปีนี้มีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย ทั้งการบรรเลงบทเพลง โดยวงดนตรีสากลสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Band) การแสดงชุดต่าง ๆ อาทิ การแสดงจากผู้นำเชียร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Cheerleader) การแสดงโดยศิลปิน การแสดงโดยสมาคมนิสิตเก่าคณะครุศาสตร์ สมาคมนิสิตเก่าคณะนิเทศศาสตร์ และสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ การแสดง “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” การแสดงจากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 50 ปี (CU16) และรุ่น 51 ปี (CU17) การมอบธงสัญลักษณ์การเข้าศึกษาในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 50 ปี จากผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 50 ปี (CU16) สู่ผู้แทนนิสิตเก่าจุฬาฯ รุ่น 51 ปี (CU17) และกิจกรรมพิเศษ “จุฬาฯ ถ้วน ล้วนถวายพระพร” ที่มีการขับร้องบทเพลงและบทกวีเพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” และการเชิญธงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ธงสโมสรนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ ธงคณะต่าง ๆ ขึ้นประจำบนเวที

“เชิญชวนพวกเราชาวจุฬาฯ ทุกรุ่น สวมเสื้อสีชมพู มาร่วมงาน “107 ปี จุฬาฯ พระคุณแนบไว้นิรันดร” ในวันอังคารที่ 26 มีนาคม 2567 นี้ มาร่วมกันภาคภูมิใจในสถาบันอันทรงเกียรติ สถาบันแห่งการหล่อหลอมพลังความรู้รักสามัคคี ความเป็นพี่เป็นน้อง ความมีน้ำใจไมตรี และประเพณีแห่งความผูกพันรักใคร่ ที่จะเสริมให้พวกเราชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีแต่ความวัฒนาสถาวร เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ เป็นเสาหลักแห่งแผ่นดินผู้รับใช้สังคมนิรันดร” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

สกู๊ปแนวหน้า : จาก‘คลองเตยสตรีท’ถึง‘สลัมยิม’ ใช้‘กีฬามวย’เปลี่ยนภาพจำ‘ชุมชนแออัด’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792707

สกู๊ปแนวหน้า : จาก‘คลองเตยสตรีท’ถึง‘สลัมยิม’ ใช้‘กีฬามวย’เปลี่ยนภาพจำ‘ชุมชนแออัด’

สกู๊ปแนวหน้า : จาก‘คลองเตยสตรีท’ถึง‘สลัมยิม’ ใช้‘กีฬามวย’เปลี่ยนภาพจำ‘ชุมชนแออัด’

วันพุธ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2567, 07.15 น.

“ผมมาทำค่ายมวย ก็อยากส่งเสริมเด็กที่ยากจนหรือที่ชอบ จะได้มีอาชีพ ได้ทำตามความฝันลดภาระพ่อแม่ หลีกไกลยาเสพติดอะไรแบบนี้ที่มันเป็นพื้นฐานของคนสลัมที่เขามองไม่ดี คำว่าคลองเตยส่วนมากเขาจะพูดในแง่ลบ “มาจากไหน? จากคลองเตยหรอ? โห!..ไม่อยากรับทำงานเลย เคยติดคุกมาหรือเปล่า? ติดยาหรือเปล่า?” อะไรแบบนี้ มันถูกมองในมุมไม่ดีผมเลยใช้คำว่า “สลัมยิม” มันจะได้ครอบคลุม เหมือนคนจนทุกชุมชนที่โดนเหยียด สลัมยิมมันก็คือยิมของคนจนๆ ในชุมชนแออัดอยู่แล้ว เพื่อจะให้ต่อยอดเด็กๆ ได้”

อดิศร ทองสุกใส หรือที่หลายคนรู้จักในฉายา “ตั้ม สลัม” ชายวัย 43 ปี บอกเล่ากับผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงที่ด้านหนึ่งฟังแล้วดู “ตัดพ้อ” กับสิ่งที่คนภายนอกมองเข้ามายัง “ชาวสลัม” ชุมชนแออัด ซึ่ง “ภาพจำ” ล้วนมีแต่ “แง่ลบ” เต็มไปด้วยความรู้สึก “หวาดกลัว – หวาดระแวง” ไม่ไว้วางใจ แต่อีกด้านหนึ่ง น้ำเสียงเดียวกันนี้ก็สัมผัสได้ถึง “ความหวัง” และ “ความมุ่งมั่น”ของชายผู้นี้ที่ตั้งใจจะ “เปลี่ยนภาพลักษณ์” ของชุมชนแออัด ว่าที่นี่ก็สามารถเป็น “พื้นที่สร้างสรรค์” ได้เช่นกัน โดยใช้ “กีฬามวยไทย” สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชนในชุมชน

แต่ก่อนจะมาถึงการก่อตั้ง “สลัมยิม” ค่ายมวยเล็กๆ ในพื้นที่แห่งหนึ่งของ “ชุมชนคลองเตย” ชุมชนแออัดที่ใหญ่โตและเก่าแก่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย “ตั้ม – อดิศร” พร้อมกับพรรคพวก ได้จัดกิจกรรมหนึ่งขึ้นมาคือ “คลองเตย สตรีท (Khlong Toei Street)” เพื่อให้คนที่ต้องการ “วัดฝีมือ – วัดเชิงมวย”ได้มาปลดปล่อยระบายกันบนสังเวียนซึ่งผู้สื่อข่าวติดตามกิจกรรมนี้มาสักพักแล้ว ดังนั้น เมื่อทราบว่ามีการต่อยอดสร้างค่ายมวยขึ้น จึงไม่ลังเลที่จะติดต่อผ่านเพจเฟซบุ๊ก “Khlong Toei Street” เพื่อขอสัมภาษณ์

ช่วงเย็นของวันอาทิตย์ที่ 10 มี.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวเดินทางจากสำนักงานย่านหลักสี่ ไปพบกับคุณตั้มที่ค่ายสลัมยิม หรือเดิมคือ “ค่าย 96 ปีนังยิม (96 Penang Gym)” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณถนนท่าเรือ 1แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพฯค่ายมวยแห่งนี้ตั้งอยู่ใต้ทางด่วนเส้นทางพิเศษเฉลิมมหานคร หรืออยู่ด้านหลังสนาม PAT Stadiumรังเหย้าของสโมสรฟุตบอลการท่าเรือแห่งประเทศไทย ทีมกีฬาที่ว่ากันว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวคลองเตยมาช้านาน

คุณตั้มเล่าว่า กิจกรรมคลองเตยสตรีท เกิดจากการได้ติดตามกิจกรรมแบบเดียวกันที่จัดขึ้นมาก่อนหน้าอย่าง “ไฟท์คลับ ไทยแลนด์ (Fight Club Thailand)” และ “สตรีทไฟท์ ไทยแลนด์ (Street Fight Thailand)” ซึ่งรายการหลังนี้ยังมีโอกาสได้ร่วมขึ้นสังเวียนด้วยตนเองถึง 2 ครั้ง อย่างไรก็ตาม ลูกชายของตนมองว่าตนก็อายุมากแล้วไม่อยากให้ชกมวยอีก บวกกับเริ่มรู้จักกับทีมงาน ก็เปรยๆ กันว่า “อยู่คลองเตยก็อยากมีกีฬาแบบนี้บ้าง ไม่เคยมีใครมาจัดแถวนี้เลย” นำไปสู่การจัดกิจกรรมคลองเตยสตรีทขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณตั้มยอมรับว่า “กิจกรรมคลองเตยสตรีทครั้งแรกล้มเหลวไม่เป็นท่า” ครั้งนั้นจัดขึ้นที่โดมของแฟลต 16 แต่ด้วยความที่ตนไม่มีความรู้เรื่องการจัดมวยมาก่อนประกอบกับคลองเตยสตรีทครั้งแรกก็ได้รับความสนใจอย่างมากแล้ว ด้วยจำนวนผู้ที่สมัครขึ้นชกราว60-70 คู่ หรือร้อยกว่าคน ยังไม่นับบรรดากองเชียร์หรือผู้เข้าชมที่มากกว่าพันคน นำไปสู่เหตุกระทบกระทั่งกันจนต้องยุติกิจกรรมในครั้งนั้นลงแบบไม่สามารถจัดชกได้ครบทุกคู่

“พอเกิดเรื่อง ผมไม่สามารถไปขอสถานที่ในชุมชนจัดได้เลย เพราะเขากลัวมีเรื่อง ก็เลยต้องอาศัยยิมของเพื่อนที่รู้จักกัน อย่างย่านอ่อนนุช เขาก็อนุเคราะห์ให้ แล้วก็ขอจัดรอบนอกๆ ก่อน จนผู้หลักผู้ใหญ่เริ่มเชื่อใจแล้วก็เลยก็เขยิบเข้ามาจัดในคลองเตยเหมือนเดิม น่าจะประมาณครั้งที่ 5 หรือ 6 กระแสตอบรับดีมากและมีความเรียบร้อยมากขึ้น ได้ทีมงานของพวกเราในคลองเตยช่วยกันดูแล เหมือนหัวโจกตามชุมชน ก่อนจัดเราก็ได้ไปคุยกับเขาขอความร่วมมือเขา “พี่ครับ!..มาดูแลน้องๆ หน่อยนะ” ขอความอนุเคราะห์เขามาช่วยดูแลน้องๆ” คุณตั้ม กล่าว

หลังจากที่ต้องไปจัดภายนอกชุมชนอยู่พักใหญ่ มีทั้งไปขอใช้พื้นที่วัดที่ห่างไกลจากย่านคลองเตยพอสมควร รวมถึงไปจัดในย่านศูนย์กลางวัยรุ่นไทยอย่างสยามสแควร์ก็เคยมาแล้ว ในที่สุดคลองเตยสตรีทก็ได้กลับมาลงหลักปักฐานในย่านคลองเตยเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ช่วงแรกๆ ที่กิจกรรมถูกจัดขึ้น คลองเตยสตรีท ก็ไม่ต่างจาก 2 กิจกรรมที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างไฟท์คลับไทยแลนด์และสตรีทไฟท์ไทยแลนด์ ที่จะต้อง “ตอบคำถามจากสังคม” ที่มองเข้ามาใน 2 ประเด็น คือ

1.ส่งเสริมความรุนแรงหรือไม่? ท่ามกลางกระแสที่ว่า การตัดสินกันด้วยกำลังไม่ใช่คำตอบของโลกสมัยใหม่ที่มีอารยะ เวทีทำนองนี้เท่ากับสวนกระแสหรือเปล่า? ซึ่งเรื่องนี้ ตั้ม-อดิศร กล่าวว่า เรื่องนี้มองได้หลายมุม หากคิดว่าส่งเสริมความรุนแรง กีฬามวยทั่วโลกก็ล้วนใช้ความรุนแรงกันอยู่แล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่ง การส่งเสริมให้เด็กที่ไม่ได้ชกมวยเป็นอาชีพแต่อยากฝึกซ้อมมวย ได้มาชกกันในสถานที่ที่ถูกต้อง มีการสมัครและประกบคู่ มีกฎกติกา มีกรรมการตัดสิน มีทีมงานดูแลความปลอดภัย ตนมองว่ากิจกรรมนี้เป็นกีฬา ไม่ได้ส่งเสริมความรุนแรงแต่อย่างใด

กับ 2.เรื่องการดูแลความปลอดภัยผู้เข้าร่วมกิจกรรมในเมื่อไม่ใช่สนามมวยมาตรฐานแล้วมีความพร้อมจริงหรือ? เรื่องนี้ก็เป็นอีกมุมที่ยอมรับในข้อกังวล ทางทีมงานคลองเตยสตรีทจึงประสานทีมฉุกเฉิน ซึ่งก็จะเป็นทีมอาสากู้ชีพ-กู้ภัย จากมูลนิธิต่างๆ ที่มีความชำนาญ นอกจากนั้นยังมีทีม “เซฟแมน (Safeman)” ที่เป็นอดีตนักมวยหรือเป็นเทรนเนอร์มวย มาร่วมดูแลผู้สมัครขึ้นสังเวียน ทั้งหมดเป็นการ “ถอดบทเรียน” จากความผิดพลาดหรือปัญหาที่พบในการจัดกิจกรรมครั้งก่อนๆ แล้วค่อยๆ ปรับปรุงพัฒนามาตามลำดับ

“ตอนที่ผมจัดคลองเตยสตรีท ผมเหมือนกับช่วยลดความรุนแรง เพราะผมจะประกาศว่าใครมีเรื่องอะไรกันให้มาเคลียร์กันที่นี่ เดี๋ยวจัดการเป็นตัวกลางให้จะได้หยุดไปตีรันฟันแทง ให้มาต่อยกันแบบแมนๆ ลูกผู้ชาย แล้วก็ให้เด็กได้มาออกกำลังกาย เนื่องจากกัญชาก็เสรี น้ำกระท่อมเสรี ภาพที่เห็นก็คือต้มน้ำกระท่อม ไม่ได้ออกกำลังกาย กินกันเมากัน ก็ช่วยหยุดพวกนี้ได้ส่วนหนึ่ง”คุณตั้ม ระบุ

ตั้ม-อดิศร เล่าต่อไปว่า ส่วนการตัดสินใจตั้งค่ายมวยสลัมยิมเกิดจากเมื่อเริ่มจัดกิจกรรมคลองเตยสตรีท ก็มีเด็กบางคนเดินมาบอกตนว่าอยากเป็นนักมวยอาชีพ อยากฝึกซ้อมจริงๆ จังๆ แต่ขาดสถานที่ ตนจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับ “ครูอ๊อด บัวใหญ่”ครูมวยท่านหนึ่งซึ่งเป็นชาว อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา และเคยทำค่ายมวยที่นี่ต่อจากค่าย 96 ปีนัง แต่ได้หยุดทำไปในช่วงสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19

กระทั่งหลังจากพูดคุยกันทางโทรศัพท์ ครูอ๊อดก็ให้กำลังใจ บอกว่าสนับสนุนเต็มที่และให้ทำได้เลย เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้มีพื้นที่ออกกำลังกาย มีวิชามวยไว้ป้องกันตัวและห่างไกลจากการมั่วสุมเสพยาเสพติด เพราะต้องยอมรับว่าเด็กๆ ในชุมชนย่านคลองเตยโดยมากมาจากครอบครัวยากจน และหลายคนก็ไม่ได้เรียนหนังสือ การมีค่ายมวยอาจเป็นโอกาสให้เด็กและเยาวชนเหล่านี้ได้ต่อยอดเป็นอาชีพยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต ตนจึงเข้ามาทำให้ค่ายมวยแห่งนี้ที่เคยร้างไปในช่วงโควิด กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“ช่วงนี้กระแสมวยบูม มีไอดอลอยากจะเป็นรถถัง (รถถัง จิตรเมืองนนท์) อยากจะเป็นตะวันฉาย (ตะวันฉาย พี.เค.แสนชัยมวยไทยยิม) ช่วงนี้เราก็พยายามไปขอสปอนเซอร์ ขอสนับสนุนนวมบ้าง ขอเป้าบ้าง เพราะผมก็เป็นพนักงานประจำ ทำงานประจำไม่ได้ร่ำรวยอะไร ก็ค่อยๆ พัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ ตอนนี้ก็มีของเพจลงนวมบอยส์ (LONG NUAMBOYZ) เขาก็สนับสนุนนวมมาให้ 10 คู่ ก็ได้นวมมา ตอนนี้กำลังติดต่อไปทางทวินส์ (Twins) เขาก็รับเรื่องแล้วแต่ยังไม่ทราบจะได้อุปกรณ์อะไรบ้าง ขอกลับไปเสนอก่อน” ตั้ม-อดิศร กล่าว

ระหว่างที่กำลังพูดคุยกับคุณตั้ม “ไตตั้น-องอาจ ทองสุกใส”ลูกชายวัย 22 ปี ของคุณตั้ม ซึ่งเคยชกมวยไทยอาชีพ และปัจจุบันได้มาช่วยคุณพ่อเป็นเทรนเนอร์มวยให้กับน้องๆ ในค่ายสลัมยิม ก็ได้มาร่วมพูดคุยด้วย โดยกล่าวเพิ่มเติมว่ารู้สึกดีกับการเปิดค่ายมวยแห่งนี้ขึ้นตนก็ได้ช่วยสอนเด็กๆ ชกมวย ซึ่งจริงๆ ตนก็อยากทำค่ายมวยอยู่แล้วพอคุณพ่อเริ่มโครงการจึงได้เข้ามาช่วย

ซึ่งก็ต้องบอกว่า พื้นที่แห่งนี้ก็เป็นค่ายมวยเปิดมานานแล้ว ตนก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ส่วนโครงการเข้ามาฟื้นฟูค่ายมวยที่คุณพ่อทำนั้น เพิ่งเริ่มต้นได้เพียงสัปดาห์เศษๆ เท่านั้น แต่ก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีอย่างมีวันหนึ่งมีเด็กๆ เข้ามาฝึกซ้อมมากถึง 26 คน โดยตนก็จะชวนเพื่อนๆ ที่เป็นนักมวยด้วยกันมาช่วยฝึกสอน ในเบื้องต้นคือให้เด็กมีกิจกรรมออกกำลังกาย ส่วนในอนาคตก็กำลังมองหาเด็กที่มีแววเพื่อส่งเข้าแข่งขันต่อไปเพื่อให้เด็กๆ มีรายได้

กลับมาที่คุณตั้ม ด้วยความที่บนเพจ Khlong Toei Street มีโพสต์หนึ่งระบุว่า “สลัมยิม (ค่าย96ปีนังเก่า) เปิดสอนมวยไทย เด็ก ผู้ใหญ่ สอนหมด ฟรี” ผู้สื่อข่าวจึงอดที่จะถามไม่ได้ว่า “จะบริหารจัดการค่ายกันไหวไหม?” เพราะเมื่อหันไปมองค่ายมวยทั้งแบบเปิดโล่งและติดแอร์ ไม่ว่าที่ใดก็ล้วนมีค่าใช้จ่ายที่ไม่น้อย ซึ่ง ตั้ม-อดิศร หรือ ตั้ม สลัม ได้ตอบคำถามนี้ว่า “ขอใช้ทุนตนเองทำไปก่อน” เผื่อวันหนึ่งจะมีผู้หลักผู้ใหญ่ที่ใจดีเห็นแล้วเข้ามาสนับสนุน

“ถ้าเราไม่เริ่มเลย โปรเจกท์นี้ยิมนี้ ค่ายนี้ ไม่มีวันเกิดแน่นอน ถ้าเรายังห่วงว่าต้องไปของบเขามาทำ หรือรอคนมาสนับสนุนคงไม่ได้ทำแน่นอน ผมก็ว่าทำด้วยใจรัก ทำไปก่อน ใครมาสนับสนุนถือว่าเป็นโชคดีของผม – ของค่าย”คุณตั้ม กล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ชมคลิปวีดีโอได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=m_XEL1XObj0

บัญชา จันทร์สมบูรณ์ (เรื่อง/ภาพ)

สั่งยกเลิกข้อสอบรร.มัธยมวัดธาตุทอง ‘ผอ.’ตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง พบผิดจ่อฟันวินัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792683

สั่งยกเลิกข้อสอบรร.มัธยมวัดธาตุทอง 'ผอ.'ตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง พบผิดจ่อฟันวินัย

สั่งยกเลิกข้อสอบรร.มัธยมวัดธาตุทอง ‘ผอ.’ตั้งกก.สืบสวนข้อเท็จจริง พบผิดจ่อฟันวินัย

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 19.18 น.

กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน บุกโรงเรียนมัธยมฯวัดธาตุทอง ข้องใจข้อสอบปากเปล่ากระทบความมั่นคง ขณะที่ทางตัวแทนโรงเรียนฯ เผยสั่งยกเลิกการสอบดังกล่าวไปแล้ว พร้อมตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ามีสิ่งใดที่เข้าข่ายความผิดจะดำเนินการตามวินัยต่อไป

เมื่อวานนี้ ( 11 มี.ค.67 ) นายทรงชัย เนียมหอม ปธ.กลุ่มประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน ร่วมกับสมาชิกกลุ่มได้เดินทางเข้าขอตรวจสอบโรงเรียนมัธยมศึกษาวัดธาตุทอง เหตุโลกโซเชียลมีการแชร์ข้อสอบปลายภาค ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิชา สาระร่วมสมัย รหัสวิชา ส 33240 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ซึ่งมีกำหนดสอบวันที่ 11 มี.ค. – 12 มี.ค. 2567  ซึ่งมีกำหนดสอบวันที่ 11 มี.ค. – 12 มี.ค. 2567 จากหัวข้อการจัดสอบแบบปากเปล่าทำให้เป็นที่วิจารณ์ขยายเป็นวงกว้างของสังคมเป็นวงกว้าง

ก่อนเดินทางเข้าขอตรวจสอบกรณีนี้นายทรงชัยได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.วชิรากรณ์ วงศ์บุญ ผกก.สน.คลองตัน เพื่อแจ้งเหตุให้ทราบพร้อมขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมเป็นพยานและอำนวยความสะดวกให้ทั้งฝั่งนายทรงชัย และป้องกันเหตุอันอาจกระทบกระทั้งกันทั้งสองฝ่าย เมื่อเดินทางมาถึงนายทรงชัยได้แจ้งเจ้าหน้าที่หน้าประตูทางเข้าและให้ประสานงานทุกฝ่ายตามที่ได้ทำหนังสือล่วงหน้ามาแล้ว

ถัดมานายจิรยุทธ์ ทวีพงษ์ รอง ผอ.โรงเรียนมัธยมศึกษาวัดธาตุทอง เป็นตัวแทนของโรงเรียนมัธยมศึกษาวัดธาตุทองออกมาเจรจาทำความเข้าใจ โดยเบื้องต้นทางโรงเรียนได้สั่งระงับการสอบดังกล่าวแล้ว รวมถึงสัญญาว่าจะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเขต 2 กทม. ได้เข้าตรวจสอบโรงเรียนเมื่อวันอาทิตย์(ตามคำอ้าง)และทางโรงเรียนได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง หากพบว่ามีสิ่งใดที่เข้าข่ายความผิดจะดำเนินการตามวินัยต่อไป

นายทรงชัย กล่าวว่า “ไม่มีใครบังคับใครให้รักใครได้ ไม่ใครบังคับให้ใครไม่รักใครได้ แต่ทั้งนี้หากไม่รัก ไม่ศรัทธาควรเก็บเอาไว้แต่เพียงส่วนตัว การกระทำใดที่อาจส่งผลให้กระทบต่อความมั่นคงของชาติ หรือกระทบต่อความรู้สึกของประชาชนจำนวนมากเหล่านี้ควรเก็บสงวนไว้เฉพาะตน ไม่ควรแสดงออกมาสู่สาธารณะ”

หลังปรับความเข้าใจต่อกันเรียบร้อย นายทรงชัยและทีมงานได้เดินทางต่อไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2 กทม. เข้าพบสำนักนิติกร เพื่อขอข้อมูลต่อเหตุดังกล่าว ได้รับการยืนยันว่า ทางสำนักงานเขตฯได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลและให้แนวทางควรปฏิบัติแก้ไข ปรับปรุง ทั้งนี้หากทางโรงเรียนไม่ดำเนินให้อยู่ในกรอบสำนักงานเขตจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปอย่างเด็ดขาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการสุ่ม Keyword และสอบปากเปล่า ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อาจเป็นข้อสอบที่กระทบความมั่นคงของชาติ อาทิ  ม.112 ลี้ภัยทางการเมือง, สมรสเท่าเทียม, เสรีทรงผม, เสรีเครื่องแบบนักเรียน, ทลายทุนผูกขาด, AI คือ ภัยคุกคาม, นิติสงคราม, การบังคับบุคคลสูญหาย, ไม่นับถือศาสนา, ค่าแรงขั้นต่ำ, คนเท่ากัน หรือ คนไม่เท่ากัน, ประชาธิปไตยแบบไทยไทย, อำนาจนิยมในโรงเรียน เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลเพจ ประชาภักดิ์พิทักษ์สถาบัน 

โฆษก รมช.มท. มอบรางวัล’เพชรเมืองเหนือ’เชิดชูผู้ส่งเสริม-อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792674

โฆษก รมช.มท. มอบรางวัล'เพชรเมืองเหนือ'เชิดชูผู้ส่งเสริม-อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

โฆษก รมช.มท. มอบรางวัล’เพชรเมืองเหนือ’เชิดชูผู้ส่งเสริม-อนุรักษ์วัฒนธรรมไทย

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 17.16 น.

ดร.ธนันท์วรุตม์ ลิ้มทรงพรต ที่ปรึกษาและโฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (เกรียง กัลป์ตินันท์) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณรางวัล “เพชรเมืองเหนือ” รางวัลเชิดชูเกียรติ “ผู้ส่งเสริมและอนุรักษ์กิจกรรมทางวัฒนธรรมไทย” ครั้งที่ 3 ประจำปี 2567 ภายใต้แนวคิด “วัฒนธรรมล้ำค่า สืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กลิ่นอารยธรรมล้านนา ทรงคุณค่าละ อ่อนเมืองเหนือ” ณ หอประชุมแกรนด์วิชั่น ชั้น 2 มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ ด้วยสภาองค์กรเยาวชนสร้างสรรค์พัฒนาสังคม (องค์กรเอกชนด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชน) ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่าย ได้ดำเนินการการส่งเสริมวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมกิจกรรมและพัฒนาศักยภาพเด็กและ เยาวชนด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย เพื่อยกระดับสนับสนุนและส่งเสริมวัฒนธรรมที ที่มีศักยภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล โดยการส่งเสริมวัฒนธรรมที่มีศักยภาพ 5 F เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ด้าน เทศกาล ประเพณีไทย (Festival) (ศิลปะการแสดง) ส่งเสริมให้เยาวชนได้นำศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี อันเป็นมรดกที่ ควรค่าแก่การรักษาและอนุรักษ์มาสร้างสรรค์เป็น soft power เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการท่องเที่ยว เศรษฐกิจและให้ เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติ 

นอกจากนี้ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุน ยกย่องเชิดชูเกียรติเด็กที ที่มีความประพฤติดี ประพฤติชอบ ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนา มีความรู้ความสามารถ มีความจงรักภักดีต่อชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึงบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่นสังคมและประเทศชาติ

‘เฉลิมชัย’ชูเดือนรอมฎอน ส่งความสุข สันติภาพเกิดแก่ชาวไทยมุสลิม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792615

'เฉลิมชัย'ชูเดือนรอมฎอน ส่งความสุข สันติภาพเกิดแก่ชาวไทยมุสลิม

‘เฉลิมชัย’ชูเดือนรอมฎอน ส่งความสุข สันติภาพเกิดแก่ชาวไทยมุสลิม

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.28 น.

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ส่งความระลึกถึงและความปรารถนาดีมายังพี่น้องชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ เนื่องในเดือนรอมฎอน ฮิจเราะห์ศักราช 1445 ซึ่งเริ่มต้นในวันอังคารที่ 12 มีนาคม นี้ ว่า เดือนรอมฎอนถือเป็นเดือนอันประเสริฐ และมีความสำคัญของศาสนาอิสลาม และเป็นช่วงเวลาของพี่น้องชาวมุสลิมที่จะได้ปฏิบัติตามหลักศาสนา พร้อมด้วยจิตใจที่แน่วแน่โดยการถือศีลอด ละเว้นการกระทำที่จะสร้างความเสียหายให้แก่ตนเองและสังคม ทั้งไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย ซึ่งการละหมาดที่เข้มข้นแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งความศรัทธา ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งทั้งทางร่างกาย และจิตใจ และเป็นการขัดเกลาจิตใจให้บริสุทธิ์ อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคมสืบไป

“ผมขออวยพรให้พี่น้องมุสลิมทุกท่านประกอบศาสนกิจ ถือศีลอดในเดือนรอมฎอนนี้ได้บรรลุผลสำเร็จอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ประสบแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และสมความปรารถนาในสิ่งที่มุ่งหวังไว้ทุกประการ เพื่อร่วมกันเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสันติสุขในสังคมสืบไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

สพฐ.แจง’เลื่อนสอบครูผู้ช่วย’ คาดสอบ ว16 ปลายเม.ย.- ว14 พ.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792577

สพฐ.แจง'เลื่อนสอบครูผู้ช่วย' คาดสอบ ว16 ปลายเม.ย.- ว14 พ.ค.นี้

สพฐ.แจง’เลื่อนสอบครูผู้ช่วย’ คาดสอบ ว16 ปลายเม.ย.- ว14 พ.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 12.20 น.

สพฐ.แจงเลื่อนสอบครูผู้ช่วย คาดจะสามารถรับสมัครครูผู้ช่วย ว16 และ ว17 ได้ต้นเดือนเมษายน สอบปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม

12 มี.ค.2567 นายสุรินทร์ มั่นประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ (สพร.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สพฐ. เลื่อนปฏิทินการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ (ว16) และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว17) จากเดิมที่จะจัดสอบในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม เพื่อบรรจุแต่งตั้งให้ทันเปิดภาคเรียนปีการศึกษา2567 ในเดือนพฤษภาคม และการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. (ว14)  ออกไปก่อน เนื่องจากรองบประมาณปี2567 ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐสภานั้น  ขณะนี้ทางรัฐสภาปรับวันพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เร็วขึ้น ประมาณ 1 เดือน ดังนั้นกระบวนการสอบครูผู้ช่วยต่าง ๆ ก็อาจจะเร็วขึ้นมาอีก1 เดือน ซึ่งสพฐ. พยายามจะเร่งดำเนินการ เพื่อบรรจุแต่งตั้งครูทดแทนอัตราว่างให้ได้โดยเร็วที่สุด  

นายสุรินทร์ กล่าวต่อว่า เมื่อทางรัฐสภามีการปรับวันพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบฯ ปี2567 คาดว่า จะสามารถรับสมัครครูผู้ช่วย ว16 และ ว17 ได้ภายในต้นเดือนเมษายน สอบปลายเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนการสอบแข่งขันครูผู้ช่วยรอบทั่วไป ว14 ก็อาจจะจัดสอบได้ในปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน ตามกระบวนการงบประมาณ  ส่วนเรื่องการบริหารบุคลากรนั้น ขณะนี้ยังไม่มีปัญหามากนัก เนื่องจากไม่ใช่ช่วงที่ครูเกษียณอายุราชการ และที่ผ่านมาก็ได้มีการขอใช้บัญชีที่ค้างอยู่บรรจุแต่งตั้งทดแทนอัตราเกษียณฯไปแล้วส่วนหนึ่ง  ส่วนที่กันอัตราไว้สอบบรรจุคือ ว16 และว17 ประมาณ 1,800 อัตรา ซึ่งจะต้องเร่งสอบเพื่อบรรจุแต่งตั้งต่อไป 

“เมื่อกระบวนการพิจารณางบประมาณเร็วขึ้น จึงต้องมีการวางแผนบริหารงานบุคคล โดยคาดว่า จะสามารถสอบสอบครูผู้ช่วย ว16  และ ว17 ซึ่งมีอัตราวางอยู่ประมาณ 1,800 อัตราได้ภายในเดือนเมษายน-ต้นเดือนพฤษภาคม ส่วน ว14 ก็คาดว่า จะสอบได้ปลายเดือนพฤษภาคม ส่วนจะมีอัตราว่างเท่าไรนั้น ยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอตัวเลขหลังการย้าย ทั้งนี้ในส่วนของโรงเรียนที่มีครูสอนไม่เพียงพอ สพฐ.ได้จัดครูอัตราจ้างเข้าไปเสริม ซึ่งขณะนี้ไม่มีปัญหาขาดแคลนครู เพราะไม่ใช่ช่วงที่มีการเกษียณอายุราชการ แต่จะมีปัญหาบ้างในโรงเรียนที่มีครูย้ายออก ซึ่งหากสามารถจัดสอบ ว16 และ ว17 ได้ภายในเดือนเมษายน หรือต้นเดือนพฤษภาคม ก็จะสามารถบรรจุแต่งตั้งได้ทันที เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก” นายสุรินทร์ กล่าว 

โชว์ผลงานอาชีวะพัฒนาเด็กพิเศษ ‘นวัตกรรมพร้อมใช้สู่ชุมชน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792462

โชว์ผลงานอาชีวะพัฒนาเด็กพิเศษ ‘นวัตกรรมพร้อมใช้สู่ชุมชน’

โชว์ผลงานอาชีวะพัฒนาเด็กพิเศษ ‘นวัตกรรมพร้อมใช้สู่ชุมชน’

วันอังคาร ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา (สวพ.) เป็นประธานมอบนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ให้กับศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีนางอำไพพิศ บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้รับมอบ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.เบญจลักษณ์น้ำฟ้า กรรมการผู้จัดการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมแสดงความยินดี ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

นายนิรุตต์ บุตรแสนลี ผู้อำนวยการ สวพ. กล่าวว่า ผลงานสิ่งประดิษฐ์ที่สร้างขึ้นนี้ เป็นผลงานของนักศึกษาสาขาไฟฟ้ากำลัง ระดับ ปวส. โดยได้นำโครงงานจากการเรียนมาวางแผน สร้างนวัตกรรมแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ได้นำผลงานมามอบจำนวน 2 ชิ้น ได้แก่ 1.เครื่องพัฒนาการนั่ง ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อที่ใช้ในการนั่ง กล้ามเนื้อคอ การทรงตัว และกระตุ้นการทำกิจกรรมของเด็ก 2.เครื่องกายภาพบำบัดการยืนและเดิน ช่วยฟื้นฟูการยืนและเดินของเด็กพิเศษจากระบบประสาท ใช้สั่งการกล้ามเนื้อขาและพัฒนาการเดิน การทรงตัว กระตุ้นการเคลื่อนไหว และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อลำตัวและขา ซึ่งสิ่งประดิษฐ์ที่ส่งมอบให้กับศูนย์การศึกษาพิเศษฯ นี้ ผ่านการควบคุมภายใต้การดูแลของนักกายภาพบำบัด จึงตอบโจทย์และเป็นตัวช่วยในการบำบัดและฟื้นฟูให้มีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น

ด้าน ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้ากรรมการผู้จัดการมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่านับเป็นความร่วมมือที่ดีอย่างยิ่งในการช่วยพัฒนาเด็กที่มีปัญหาทางกายภาพ ให้มีพัฒนาการและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมูลนิธิฯจะช่วยส่งเสริม หาช่องทางและความร่วมมือจากบุคคลหรือหน่วยงานที่มีความพร้อม เพื่อสนับสนุนนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ให้มีคุณภาพและมีปริมาณมากขึ้นตรงตามความต้องการของผู้ใช้ ทั้งในสังคมเมืองและสังคมชนบท การที่อาชีวะสร้างคนให้มีความรู้ มีทักษะเพื่อไปแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิต เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์มหาศาลกับสังคม การคิดค้นสิ่งใดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อทำแล้วโอกาสแห่งความสำเร็จก็จะเกิดขึ้น ผู้ทำสิ่งประดิษฐ์ก็จะรู้สึกภาคภูมิใจ มั่นใจ พร้อมที่จะประกอบอาชีพได้ในอนาคต ที่สำคัญจะเป็นคนที่มีจิตสาธารณะอาสาช่วยเหลือผู้อื่น การเรียนสายอาชีวะถือได้ว่าตอบโจทย์การมีงานทำ และสร้างคนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ