Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

Mindventure ธุรกิจฮีลใจตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ในยุคสังคมกดดัน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Forbes Asia ยกย่องนิสิตเก่าคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีจุฬาฯให้เป็น 1 ใน 30 คนรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียด้าน Social Impact ประจำปี 2025 จากการก่อตั้ง Mindventure ธุรกิจเพื่อสังคมที่มุ่งตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพจิตเยาวชนและวัยทำงานในยุคสังคมกดดันเคร่งเครียดและโดดเดี่ยว

หมดไฟทำงานขาดแรงบันดาลใจในการเรียนไม่เห็นคุณค่าตัวเองเศร้าเหงาเบื่อสังคมรู้สึกกำลังอยู่กับคนที่เป็นพิษ (Toxic) – เป็นความรู้สึกที่อาจจะกำลังกัดกินใจใครหลายคน แม้จะไม่อยากรู้สึก แต่ก็ยากจะเลี่ยง เพราะสภาพสังคมและเศรษฐกิจในปัจจุบัน วิถีชีวิต โลกโซเซียล ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนมีความเครียดสูง รู้สึกกดดัน และโดดเดี่ยว

การเปลี่ยนโลกอาจจะยากกว่าการเปลี่ยนตัวเอง ปรับมุมมอง และเรียนรู้แนวทางในการจัดการอารมณ์และวิธีการรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่เป็นดั่งใจ – นี่คือโอกาสและความตั้งใจในการก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม Mindventure ของสองพี่น้อง “แกงส้ม – ชนากานต์ และ น้ำหวาน – กันตพร ขจรเสรี” นิสิตเก่าจากคณะบริหารธุรกิจบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหาสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะทุกอย่างเริ่มที่จิตใจ ถ้าเรามีความเครียด ไม่มีความสุขในชีวิตก็ส่งผลต่อการทำงาน ความสัมพันธ์ แค่หนึ่งคนที่มีความเจ็บปวดทางด้านจิตใจ มีความทุกข์ ก็ส่งผลเป็นวงกว้างให้กับสภาพแวดล้อมรอบตัวแล้ว เราจึงต้องใส่ใจเรื่องจิตใจ ชนากานต์ กล่าว

เราทำ Mindventure ขึ้นมาด้วยความตั้งใจที่จะช่วยบรรเทาปัญหาสุขภาพจิตของคนในสังคม เราจัดการฝึกอบรมให้กับเยาวชน คนวัยทำงาน และกลุ่มบริษัท ให้คนเข้าใจตัวเอง มีทักษะเรียนรู้ในตัวตน เพื่อพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและความเครียดของสังคม ทั้งสังคมการเรียนและสังคมการทำงาน และสังคมในภาพรวม

จากการดำเนินโครงการเพื่อสังคมเป็นเวลา 10 ปี สองพี่น้องผู้นักสร้างสรรค์รุ่นใหม่อายุต่ำกว่า 30 ปี ก็ได้รับคัดเลือกจากนิตยสาร Forbes Asia ให้เป็น 1 ใน 30 คนรุ่นใหม่ผู้ทรงอิทธิพลแห่งเอเชียด้าน Social Impact ประจำปี 2025

โดยจุดเริ่มต้นของธุรกิจฮีลใจในวันนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้ง ชนากานต์เป็นนักเรียนมัธยมชั้นปีที่ 6 เธอเล่าว่า เธอชอบทำกิจกรรมอาสาหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคืองานอาสา รับฟัง ที่จัดโดยธนาคารจิตอาสา

ในงานนั้น วิทยากรชวนเราคุยว่า ชีวิตคืออะไร” เป็นครั้งแรกที่เราได้เล่าเรื่องชีวิตแบบลึกๆให้คนที่ไม่รู้จักฟัง สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการยอมรับอย่างไม่ตัดสิน รู้สึกประทับใจมาก ตอนนั้นได้เห็นว่าตัวเรายังไม่ยอมรับตัวเองเลยคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นบ่อยๆว่าเรายังเป็นคนไม่ดีพอแต่คนตรงหน้าในงานซึ่งเป็นคนแปลกหน้ากลับรับฟังและยอมรับเราในแบบที่เราเป็นรู้สึกเลยว่าการฟังเป็นสิ่งที่มีพลังมากๆตอนนั้นบอกตัวเองเลยว่าฉันอยากทำสิ่งนี้อยากทำให้เป็นอาชีพ

จากประสบการณ์ตรงที่ได้สัมผัสพลังแห่งการรับฟัง ชนากานต์เกิดแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการฟังและการเข้าใจตัวเอง ระหว่างเรียนที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ เธอก็ขวนขวายหาโอกาสไปฝึกอบรมกับสถาบันต่างๆ เช่น Thailand Coaching Academy, การโค้ชเพื่อเสริมสร้างพลังชีวิตที่มูลนิธิจิตตาภิวัฒน์วิชชาลัย, หลักสูตร Search Inside Yourself จาก Google รวมถึงทักษะเกี่ยวกับบุคลิกภาพ เช่น MBTI (Myers-Briggs Type Indicator), DISC (Dominance, Influence, Steadiness, and Conscientiousness) และ Enneagram Strengths Finder

ชนากานต์ไม่ได้ไปคนเดียว เธอมักเกี่ยวก้อยชวนน้องสาวไปด้วยเสมอ และในช่วงที่เธอเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 คุณชนากานต์ก็เริ่มทดลองสร้างหลักสูตรสำหรับเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ ที่เธอร่ำเรียนและฝึกฝนมา ซึ่งการทดลองจัดเวิร์กชอปเพื่อพัฒนาด้านในสำหรับเยาวชนครั้งแรกในชีวิตได้ผลตอบรับดีมาก

แกงส้มชวนน้องสาวและเพื่อนมาช่วยกันจัดเวิร์กชอปรับฟังให้น้องๆระดับมัธยม ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีพื้นที่การอบรมแบบนี้เท่าไรนัก จึงเป็นครั้งแรกที่ผู้เข้าเวิร์กชอปได้มาทำความเข้าใจตัวเอง รักตัวเอง เห็นคุณค่าในตัวเอง ชนากานต์ กล่าวและว่า “Mindventure เป็นธุรกิจที่ไม่ได้มุ่งที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่เราต้องการสร้างผลสะเทือนแง่บวกในสังคมด้วย เราตั้งใจให้ธุรกิจของเราช่วยกลุ่มเป้าหมายให้มีทักษะดูแลใจตัวเอง เพื่อรับมือกับปัญหาที่พวกเขาเผชิญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่มีความกดดันในเรื่องของการเรียน การค้นหาตัวเอง การใช้ชีวิต หรือกลุ่มวัยทำงานที่หมดไฟ มีความเครียดต่างๆ

คอร์สของ Mindventure ออกแบบโดยนำหลักการมาจากพุทธศาสนาจิตวิทยาเชิงบวกและระบบประสาทวิทยาประกอบด้วยคอร์สที่น่าสนใจเช่น Search Inside Yourself คอร์สฝึกอบรมหลักที่จัดให้องค์กรเพื่อการค้นหาภายในตัวเอง Burnt out Prevention คอร์สป้องกันภาวะหมดไฟและการรับมือกับภาวะนี้ Communication and Team Building เทคนิคการสื่อสารในองค์กรเพื่อให้ทีมทำงานได้ดีขึ้นและเข้าใจกันมากขึ้น Mindfulness Leadership Program การสร้างภาวะผู้นำที่เน้นผู้บริหารในองค์กรที่อยากมีภาวะผู้นำที่ดีขึ้นมีสติมากขึ้นรวมถึงรุ่นใหม่ที่ขึ้นมาเป็นผู้นำ

ชนากานต์ เล่าถึงกระบวนการในการฝึกอบรมว่า คอร์สเหล่านี้เป็นพื้นที่ให้คนที่มาอบรมได้ทบทวนตัวเอง โดยวิทยากรเป็นผู้สร้างกระบวนการและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ถ้าผู้เข้าอบรมเปิดใจและให้ความร่วมมือกับกระบวนการ พวกเขาจะได้เรียนรู้มากที่สุด เป็นการเรียนรู้จากตัวเอง จากการได้มีเวลาทบทวน ไตร่ตรอง คุยกับตัวเองและเพื่อนที่เข้าร่วมการอบรม

ค้นหาตัวเองไม่เจอเปรียบเทียบไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง” เป็นปัญหาสุขภาพจิตที่มักพบในหมู่ผู้เข้าอบรมที่เป็นเยาวชนและคนวัยทำงาน คุณกันตพรให้ข้อสังเกตว่า เด็กที่เติบโตในสมัยที่มีโซเซียลมีเดีย มักเกิดความรู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่น แล้วกดดันตัวเองให้เป็นและทำเท่าคนอื่น ซึ่งในโซเซียลมีเดีย ผู้คนต่างโพสต์แต่ด้านดี ด้านที่ไม่ดีก็ไม่ได้โพสต์กัน นี่ก็เป็นหนึ่งในความเครียดของเขา รวมถึงการไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ขาดแรงจูงใจในการเรียน ทำงาน และทำกิจกรรมต่างๆ

คนรุ่นใหม่ยังค้นหาตัวเองไม่เจอ เมื่อต้องเลือกว่าจะเรียนอะไร คณะไหน ก็ตัดสินใจไม่ค่อยจะได้ พอไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่ได้รู้ว่าตัวเองมีจุดแข็งอย่างไร ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปต่ออย่างไร ด้านไหน ภาวะหมดไฟก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

สำหรับคนวัยทำงาน การบริหารความสัมพันธ์ในที่ทำงานและภาวะหมดไฟดูจะประเด็นที่ถูกพูดถึงเสมอๆ ชนากานต์ เล่าว่า คนในวัย 40 – 50 ปีคือวัยที่ทำงานมานานแล้ว ต้องหาไฟในตัวเองต่อว่าอะไรเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานทุกๆวัน ส่วนเรื่องของความสัมพันธ์ในที่ทำงาน เราจะบริหารจัดการความสัมพันธ์อย่างไร ไม่ว่ากับเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า เพื่อนร่วมทีม หรือ คนรอบตัวที่ toxic เป็นพิษ

 “ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ลองเปลี่ยนความคิดหรือกิจกรรม เราต้องเริ่มต้นกลับมาที่ตัวเองก่อน ทบทวนว่าจุดใดที่เป็นพิษ (toxic) ในปัญหามีองค์ประกอบทั้งฝั่งเขาและเรา หากเราเฝ้าดูตัวเองว่ามีอะไรที่อยู่ในการควบคุมของเรา มีอะไรที่เราปรับเปลี่ยนได้บ้าง เช่น ความคิด กิจกรรม

พอเรากลับมาทบทวน เราอาจจะเห็นมากขึ้นว่าสาเหตุคืออะไร จะเริ่มตรงไหน ที่สำคัญเลยคือต้องไม่เก็บปัญหาไว้คนเดียว เพราะอาจเป็นกับดักทางความคิดว่า นี่เป็นปัญหาของเราและต้องแก้คนเดียว ซึ่งก็จะทำให้เหนื่อย เราสามารถขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พ่อแม่ เพื่อนร่วมงาน หรือผู้เชี่ยวชาญ

การอบรมกับ Mindventure อาจไม่สามารถพลิกชีวิตผู้เข้าอบรมจากหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงข้ามคืน แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทั้งสองอยากหยิบยื่นให้ผู้เข้าอบรมคือความเข้าใจและมุมมองใหม่ที่จะเปลี่ยนชีวิตให้ดีขึ้นในทุกๆวัน

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

สกร. เปิดผลสำรวจ ‘คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.13 น.

สกร. เปิดผลสำรวจ “คนไทยกับหน้าที่พลเมืองและประชาธิปไตย” เสียงสะท้อนกว่า 1.36 ล้านคน เพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตทุกครัวเรือน

วันที่ 21 มกราคม 2569 ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยผลการดำเนินงาน “โครงการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองที่ดีและประชาธิปไตยในสังคมไทย”  ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569 ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,400 ตำบลทั่วประเทศ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงสถิติจากประชาชนรวมทั้งสิ้น 1,362,902 คน นับเป็นหนึ่งในฐานข้อมูลด้านพฤติกรรมและทัศนคติของพลเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพรวมของการตื่นตัวทางการเมืองของสังคมไทยได้อย่างชัดเจน

การดำเนินงานในระยะแรก ซึ่งจัดเก็บข้อมูลเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 จากกลุ่มตัวอย่าง 7,451 คน พบว่า ผู้ตอบแบบประเมินส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 4,631 คน คิดเป็นร้อยละ 62.15 รองลงมาเป็นเพศชาย 2,729 คน คิดเป็นร้อยละ 36.63 และเพศสภาพอื่น 91 คน คิดเป็นร้อยละ 1.22 โดยกลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดคือ ช่วงอายุ 36–45 ปี จำนวน 2,390 คน หรือร้อยละ 32.08 รองลงมาคือช่วงอายุ 26–35 ปี จำนวน 1,846 คน คิดเป็นร้อยละ 24.78 และช่วงอายุ 46–59 ปี จำนวน 1,597 คน คิดเป็นร้อยละ 21.43 ขณะที่กลุ่มอายุ 18–25 ปี มีจำนวน 1,007 คน และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 611 คน

ด้านระดับการศึกษา พบว่าผู้ตอบส่วนใหญ่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 2,918 คน คิดเป็นร้อยละ 39.16 รองลงมาคือมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 2,122 คน คิดเป็นร้อยละ 28.48 และประถมศึกษาหรือต่ำกว่า จำนวน 991 คน คิดเป็นร้อยละ 13.30 ขณะที่ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีมีจำนวน 792 คน อนุปริญญา 578 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 50 คน 

ส่วนด้านอาชีพ พบว่ากลุ่มใหญ่ที่สุดคือเกษตรกรหรือประมง จำนวน 2,651 คน คิดเป็นร้อยละ 35.58 รองลงมาคือแรงงานหรือรับจ้างทั่วไป 1,468 คน คิดเป็นร้อยละ 19.70 และผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือเจ้าของธุรกิจ 1,063 คน คิดเป็นร้อยละ 14.27

เมื่อสอบถามถึงแหล่งรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พบว่าประชาชนรับข้อมูลจากโซเชียลมีเดียมากที่สุด จำนวน 4,767 คน คิดเป็นร้อยละ 63.98 รองลงมาคือบุคคลในชุมชน เช่น ผู้นำ ครู หรืออาสาสมัคร จำนวน 4,361 คน คิดเป็นร้อยละ 58.53 และป้ายประชาสัมพันธ์หรือรถแห่ จำนวน 4,345 คน คิดเป็นร้อยละ 58.31 ขณะที่โทรทัศน์และวิทยุมี จำนวน 2,511 คน

ในประเด็นการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. พบว่าผู้ตอบแบบประเมินถึง 7,194 คน หรือร้อยละ 96.55 ระบุว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ผู้ไม่ไปใช้สิทธิมีเพียง 96 คน และผู้ที่ยังไม่แน่ใจ 10 คน สะท้อนให้เห็นถึงระดับความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนในระดับสูงมาก ขณะเดียวกัน ประเด็นที่ประชาชนต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขมากที่สุด ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ จำนวน 5,707 คน คิดเป็นร้อยละ 76.59 รองลงมาคือด้านเกษตรกรรม 3,837 คน ด้านสังคม 3,125 คน ด้านสุขภาพ 1,302 คน ด้านการศึกษา 1,253 คน และด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมตามลำดับ

ต่อมาในระยะที่สอง ซึ่งเป็นการประเมินในวงกว้างระหว่างวันที่ 14–17 มกราคม 2569 มีผู้ตอบแบบประเมินจำนวนถึง 1,362,902 คน โดยเป็นเพศหญิง 717,132 คน เพศชาย 598,714 คน และเพศสภาพอื่น 31,264 คน กลุ่มอายุที่มีจำนวนมากที่สุดยังคงเป็นช่วง 36–45 ปี จำนวน 387,934 คน รองลงมาคือ 46–59 ปี จำนวน 318,914 คน และ 26–35 ปี จำนวน 262,844 คน ขณะที่กลุ่มอาชีพหลักยังคงเป็นเกษตรกรและประมง จำนวน 460,254 คน รองลงมาคือแรงงานรับจ้าง 393,274 คน และผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัว 156,848 คน

ด้านฐานะทางเศรษฐกิจ พบว่าผู้มีรายได้ต่อเดือน 5,000–9,999 บาท มีจำนวนมากที่สุด 375,357 คน รองลงมาคือรายได้ 10,000–14,999 บาท จำนวน 306,167 คน และผู้มีรายได้น้อยกว่า 5,000 บาท จำนวน 187,481 คน โดยมีผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 536,293 คน สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างประชากรฐานรากที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาพลเมือง

ในด้านความรู้เรื่องสิทธิและหน้าที่ พบว่าผู้ตอบแบบประเมินมีความรู้ในระดับมากและมากที่สุด รวมกันถึง 778,209 คน หรือกว่าร้อยละ 57 ขณะที่ผู้ที่มีความรู้ในระดับปานกลางมี จำนวน 472,536 คน และมีเพียงส่วนน้อยที่มีความรู้ในระดับต่ำ ทั้งนี้ แนวโน้มการไปใช้สิทธิเลือกตั้งยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีผู้ยืนยันว่าจะไปใช้สิทธิถึง 1,274,821 คน หรือร้อยละ 93.54

ข้อมูลยังสะท้อนบทบาทของพลเมืองในมิติที่กว้างขึ้น โดยประชาชนกว่าครึ่งระบุว่า ตนเองมีบทบาทเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม รองลงมาคือการชักชวนคนรอบข้างให้มีส่วนร่วมทางการเมือง การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ และการเป็นอาสาสมัครในชุมชน ขณะที่ปัจจัยในการเลือกผู้แทน พบว่าประชาชนให้ความสำคัญกับนโยบายและแนวคิดมากที่สุด รองลงมาคือผลงานและประสบการณ์ โดยคุณลักษณะที่ต้องการเห็นในผู้แทนคือความเข้าใจปัญหาพื้นที่ ความซื่อสัตย์สุจริต และการมีผลงานที่เป็นรูปธรรม

จากข้อมูลทั้งหมดสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเป็นพลเมืองของคนไทยในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น แต่ขยายไปสู่บทบาทเชิงสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชน และการตื่นรู้ทางประชาธิปไตยอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันประชาชนยังคาดหวังให้ระบบการเมืองสามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตได้อย่างแท้จริง

อธิบดี สกร.ระบุว่า ผลการดำเนินโครงการครั้งนี้ถือเป็นฐานข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนานโยบายด้านการส่งเสริมพลเมืองในอนาคต โดยชี้ให้เห็นว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตยที่จับต้องได้ ต้องการการเมืองที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง และต้องการการเรียนรู้เรื่องสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง หากสามารถนำข้อมูลชุดนี้ไปต่อยอดเชิงนโยบายได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประชาธิปไตยไทยหยั่งรากลึกในสังคม และเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวต่อไป

อธิบดี สกร.กล่าวว่า ผลสำรวจครั้งนี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางการเมือง แต่คือ “เสียงของประชาชน” ที่สะท้อนความต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ เกษตร สุขภาพ สังคม และการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานความมั่นคงของทุกครัวเรือน โดย สกร. จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เป็นฐานเชิงนโยบายในการออกแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับชีวิตจริง เสริมทักษะอาชีพ การเงิน และดิจิทัล ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจเรื่องสิทธิและหน้าที่ เพื่อพัฒนาประชาชนให้เป็น “พลเมืองคุณภาพ” พร้อมย้ำว่า บทบาทของ สกร. ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่คือการเสริมสร้าง “สมรรถนะพลเมือง” ให้รู้เท่าทัน ใช้สิทธิอย่างรับผิดชอบ และร่วมสร้างสังคมสุจริตโปร่งใส อันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย ตามเจตนารมณ์พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 เพื่อให้ประชาธิปไตยไทยเติบโตอย่างมั่นคงบนฐานคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนอย่างยั่งยืน

พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

พว.พลิกโฉมการศึกษาพัฒนานวัตกรรมครู

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.03 น.

พว.ร่วมพลิกโฉมการศึกษาไทย พัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมผู้เรียน เริ่มแล้ว! โรงเรียนคาทอลิกสังฆมณฑลราชบุรี กาญจนบุรี และสมุทรสงคราม 12 แห่ง ร่วมมือ พว.ผนึกกำลังพลิกโฉมการศึกษา

วันนี้ (21 ม.ค.) ที่หอประชุมเซนต์ปอล โรงเรียนดรุณาราชบุรี จังหวัดราชบุรี ได้มีพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่องการพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทย ด้วยการพัฒนานวัตกรรมครูสู่นวัตกรรมผู้เรียน โดยเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง โรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งในวันนี้มีโรงเรียนในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และจังหวัดสมุทรสงคราม จำนวน 12 โรงเรียน ร่วมลงนามกับ สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  โดยมี ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) นายไพศาล โรจน์สราญรมย์ รองประธานกรรมการบริหาร พว. บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี บาทหลวง ดร.สมเกียรติ จูรอด ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ตลอดจนผู้อำนวยการและผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑราชบุรี คณะครูผู้รับผิดชอบด้านบริหารงานวิชาการ บุคลากรทางการศึกษา และเจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเป็นสักขีพยานโดยพร้อมเพรียงกัน

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กฤษเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายอบรมศึกษาสังฆมณฑลราชบุรี กล่าวถึงจุดประสงค์และที่มาของการทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการครั้งนี้ ว่า  เกิดจากแนวคิดร่วมกันของผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ที่เห็นตรงกันว่าการบริหารจัดการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันของโรงเรียนเอกชน เต็มไปด้วยความท้าทายและความเสี่ยง ทั้งด้านจำนวนนักเรียนที่ลดลง ด้านความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงพิษภัยของสื่อโซเชียล และที่สำคัญ คือ การพัฒนาสมรรถนะและกระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนยุคปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาหลายโรงเรียนได้ขยับปรับเปลี่ยนตนเองแล้ว รวมถึงโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ถูกยกให้เป็นต้นแบบของการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ในยุค Ai ดังนั้น หากโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี ซึ่งมีสถานศึกษาในการกำกับดูแลทั้งหมด 17 แห่ง ได้ผนึกกำลังเพื่อขับเคลื่อนสถานศึกษาไปด้วยกัน โดยมีสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ผ่านทาง ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ และทีมงาน คอยดูแลสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในเบื้องต้นมีโรงเรียนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี จำนวน 12 แห่ง ได้มาลงนามความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ในวันนี้ ได้แก่ โรงเรียนดรุณาราชบุรี โรงเรียนดรุณาราชบุรีวิเทศศึกษา โรงเรียนเรืองวิทย์พระหฤทัย โรงเรียนดำเนินวิทยา โรงเรียนวันทามารีอาราชบุรี โรงเรียนเทพินทร์พิทยา โรงเรียนวังตาลวิทยา โรงเรียนเทพวิทยา โรงเรียนอนุชนศึกษา โรงเรียนวีรศิลป์ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี และ โรงเรียนสารสาสน์วิเทศสมุทรสงคราม

บาทหลวง ผศ.ดร.อภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กไทยอย่างมาก เห็นได้จากความสำเร็จของโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าเด็กสามารถคิดได้ในเชิงระบบการคิดชั้นสูง คิดเป็นกระบวนการได้ สามารถนำไปใช้กับวิชาอะไรก็ได้ และสิ่งที่ตามมาก็คือเด็กคิดเป็น แก้ปัญหาได้ สามารถอยู่ในสังคมได้  แต่ทั้งนี้ปัจจัยที่สำคัญคือต้องเปลี่ยน Mind Set ของครูก่อน ซึ่งตอนนี้ครูเริ่มเข้าใจรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning GPAS 5 Steps คืออะไรแล้ว ครูสามารถสร้างแผนการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม ต่างจากเดิมที่สอนแบบ Passive Learning ครูลดการสอนที่เป็นแบบ Talk and Chalk เป็น Active มากขึ้น และเด็กก็มีความสนุก เรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะเด็กได้กระบวนการคิด ที่สามารถเรียนวิชาไหนก็ได้ และเรียนอย่างมีความสุข ตามสโลแกนของโรงเรียน คือ สถานศึกษาแห่งความสุข

“ขณะนี้ โรงเรียนดรุณาราชบุรี ได้นำรู้แบบการเรียนรู้แบบ Active Learning มาสอนตั้งแต่ชั้นเด็กเล็ก เพราะคิดว่าถ้าหากมาสอนตอนเด็กโตก็จะช้าเกินไป ต้องปูพื้นสอนตั้งแต่สมองเด็กกำลังพัฒนาไล่ขึ้นมาจนเป็นเด็กโต ขณะที่ครูได้คิดนวัตกรรมรออยู่แล้ว การพัฒนากระบวนการคิดของเด็กก็จะเกิดอย่างต่อเนื่อง”บาทหลวงอภิสิทธิ์ กล่าว

ด้าน ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหารสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า จากการศึกษาและวิจัยของทางสถาบันฯ รวมถึงการได้ไปศึกษาดูงานการศึกษาของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทำให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่า การที่จะสามารถพลิกโฉมคุณภาพการศึกษาไทยได้นั้น จะต้องทำร่วมกันแบบองค์รวม อาศัยกระบวนการพัฒนานวัตกรรมของครูผู้สอน เพื่อนำสู่การสร้างนวัตกรรมของผู้เรียน ผ่านการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Active Learning) ควบคู่กับการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาสมรรถนะของผู้เรียน ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ภายใต้หลักสูตรอิงมาตรฐานของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อดำเนินการดังนี้แล้วผู้เรียนจึงจะเกิดผลการเรียนรู้ จากการลงมือทำเป็นผลงาน และนวัตกรรม จนเกิดความคิดรวบยอดสามารถนำหลักการไปใช้ในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และด้วยกระบวนการเรียนรู้เดียวกัน ที่สามารถนำไปใช้เรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้ในชีวิต ที่สำคัญแนวคิดและหลักการนี้สามารถทำได้จริง ซึ่งผมได้พิสูจน์มาแล้ว โดยใช้เวลา 3 ปีการศึกษา ที่โรงเรียนดรุณาราชบุรีแห่งนี้ ซึ่งทีมผู้บริหารโรงเรียนได้เปิดใจและร่วมมืออย่างเต็มที่ จนทำให้โรงเรียนดรุณาราชบุรีกลายเป็นโรงเรียนต้นแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps

“ปัจจุบันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ได้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นๆ ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)และโรงเรียนเอกชนในสังกัดสังฆมณฑลราชบุรี  ผมจึงมั่นใจว่าหากทุกโรงเรียนในประเทศไทยร่วมมือกันอย่างจริงจังเช่นเดียวกันนี้ การพลิกโฉมการศึกษาไทยด้วยการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู สู่การสร้างนวัตกรรมผู้เรียนจะเกิดผลเป็นรูปธรรม และจะก่อให้เกิดคุณูปการไม่เฉพาะกับการจัดการศึกษาในประเทศไทยเท่านั้น แต่จะยังประโยชน์ในการสร้างนวัตกรคุณภาพให้กับสังคมโลกได้อีกด้วย”ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

015

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

ทูตวิสามัญฯแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.16 น.

เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพ “สมเด็จพระพันปีหลวง”

วันที่ 21 มกราคม 2569 เวลา 14.20 น.นายชอน โคตาโระ โอนีลล์ (Mr.Sean Kotara O’Neill) เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถวายราชสักการะพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง
 

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

คณะสถาปัตย์ มก. ยกระดับสู่การเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คว้ารางวัลสำนักงานสีเขียวขั้นสูงสุด ‘Green Office Platinum’

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ประสบความสำเร็จในการยกระดับองค์กรสู่มาตรฐานสากล โดยเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรอง มาตรฐานสำนักงานสีเขียว Green Office ระดับ Platinum จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นระดับการรับรองสูงสุดที่สะท้อนถึงความเป็นเลิศในการบริหารจัดการสำนักงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ผศ.ดร.ปารเมศ กำแหงฤทธิรงค์ คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า การได้รับรองมาตรฐานระดับสูงสุดในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงความสำเร็จของสถาบัน แต่เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างเป็นระบบ เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม

“เราตระหนักดีว่าบทบาทของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คือการเป็นต้นแบบในการออกแบบพื้นที่ที่สมดุลระหว่างการใช้งานและสิ่งแวดล้อม การได้รับรองมาตรฐาน Green Office ระดับ Platinum จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้เพียงแค่สอนเรื่องความยั่งยืน แต่เราลงมือปฏิบัติจริงในทุกกระบวนการบริหารจัดการภายในองค์กร เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ของประเทศไทย” ผศ.ดร.ปารเมศ กล่าว

ทั้งนี้ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ได้ผ่านเกณฑ์การประเมินที่เข้มงวดของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ ครอบคลุมทั้งด้านการกำหนดนโยบายสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การจัดการขยะและของเสีย การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และการสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์พลังงานในบุคลากรและนิสิต เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

เส้นทางแห่งความสำเร็จต่อเนื่อง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. เป็น ส่วนงานแรกและส่วนงานเดียวของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสำนักงานสีเขียว (Green Office) ระดับดีเยี่ยม (Gold) อย่างต่อเนื่อง 2 สมัยซ้อน ในปี พ.ศ.2563 และ พ.ศ.2566 ก่อนจะก้าวสู่ระดับ Platinum ในปี พ.ศ. 2568 ซึ่ง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ยังเป็น หนึ่งในสามหน่วยงานแรก ในระดับประเทศที่ได้รับรางวัลสูงสุดนี้

ความสำเร็จดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มก. ในการเป็นองค์กรต้นแบบด้านสำนักงานสีเขียว และการบูรณาการแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนสู่การปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับนโยบายมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และทิศทางการพัฒนาประเทศ พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในระยะยาว

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

สกร.พลิกโฉม ‘ท้องฟ้าจำลอง’ สู่ ‘โซนอารยปัญญา’ ปั้นศูนย์เรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยถึงความสำเร็จของการจัดงาน “Sweet Heritage สืบสานตำนานขนมไทย ว่า การจัดงานในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับพื้นที่การเรียนรู้สู่รูปแบบใหม่ ภายใต้แนวคิด โซนอารยปัญญา ซึ่งเป็นการต่อยอดบทบาทของท้องฟ้าจำลองจากแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ สู่พื้นที่การเรียนรู้เชิงบูรณาการ ที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้าด้วยกัน เพื่อเปิดพื้นที่แห่งโอกาสทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ภายในงานมีการรวบรวม ขนมไทยพื้นถิ่นจาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ รวมกว่า 140 ชนิด ถ่ายทอดองค์ความรู้โดยปราชญ์ชาวบ้านและครูภูมิปัญญา เพื่อเชื่อมโยงคุณค่าทางวัฒนธรรมจากรุ่นสู่รุ่น และสะท้อนบทบาทของขนมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การดำเนินงานภายใต้โซนอารยปัญญายังสอดคล้องกับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 โดยมุ่งพัฒนารูปแบบการเรียนรู้เพื่ออาชีพตามแนวคิด “Learn to Earn” อาทิ การสาธิตและฝึกปฏิบัติการทำขนมเชิงพาณิชย์จาก สกร.จังหวัดสุพรรณบุรี ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต การคำนวณต้นทุน ไปจนถึงการต่อยอดสร้างรายได้จริง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถสะสมหน่วยกิตผ่านระบบ Credit Bank เพื่อเทียบโอนเป็นคุณวุฒิในอนาคต

สำหรับทิศทางการดำเนินงานในปี 2569 กรมส่งเสริมการเรียนรู้เตรียมต่อยอดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การประกวดสื่อสร้างสรรค์ สำนึกรักบ้านเกิด ในเดือนมกราคม และโครงการ สร้างรัก สร้างความรู้ สู่เด็ก ตชด.” ในเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อขยายโอกาสการเรียนรู้ให้เข้าถึงประชาชนทุกพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

เป้าหมายสูงสุดคือการพัฒนาให้พื้นที่แห่งนี้เป็น ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ (Lifelong Learning Model Center) ที่สามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านอาชีพ วัฒนธรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้และความมั่นคงให้กับประชาชนไทยอย่างยั่งยืน ดร.เกศทิพย์ กล่าว

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

ม.นครพนม ให้การต้อนรับผู้ตรวจราชการ อว. ลงพื้นที่ติดตามโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ ‘ธาตุพนม’ เชื่อมมรดกวัฒนธรรมสู่การสร้างอาชีพชุมชน

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยนครพนม ให้การต้อนรับ ดร.วันนี นนท์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ผตร.อว.) พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยนครพนม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.กรไชย พรลภัสรชกร รองอธิการบดีฝ่ายการคลัง วิจัยและบริการวิชาการ ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมดอกคูณ ชั้น 2 อาคารบริหารธุรกิจ วิทยาลัยธาตุพนม มหาวิทยาลัยนครพนม

ในการนี้ คณะทำงานวิจัยได้ร่วมรายงานความก้าวหน้า โครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ “ธาตุพนม” มรดกวัฒนธรรมข้าโอกาสพระธาตุพนม สู่โอกาสสร้างอาชีพจากฐานทุนทางทรัพยากร ธรรมชาติ สังคม และวัฒนธรรม โดยนำเสนอแผนการดำเนินงาน ผลการดำเนินงาน การใช้จ่ายงบประมาณ ปัญหาและอุปสรรค ตลอดจนแนวทางการแก้ไขที่ผ่านมา พร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาโครงการให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืน สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ต่อมา ผศ.ดร.คมศักดิ์ หารไชย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา ได้นำคณะผู้ตรวจราชการฯ ลงพื้นที่เป้าหมาย ณ ชุมชนบ้านโคกสว่างพัฒนา อำเภอธาตุพนม เพื่อเยี่ยมชมสวนดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักของโครงการ และศึกษาการต่อยอดทรัพยากรท้องถิ่นสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม

จากนั้น คณะฯ ได้เยี่ยมชม ศูนย์วิสาหกิจชุมชนธาตุพนมแฮนด์คราฟ อำเภอธาตุพนม เพื่อชมกระบวนการผลิตผ้ามัดย้อมสีจากดอกดาวเรือง ตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบ การย้อมสี ไปจนถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ โดยมีชาวบ้าน ผู้เข้าร่วมโครงการ และปราชญ์ชุมชน ร่วมให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่คณะผู้ตรวจราชการฯ สะท้อนถึงการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

การลงพื้นที่ตรวจราชการในครั้งนี้ ถือเป็นการขับเคลื่อนบทบาทของมหาวิทยาลัยนครพนม ในการพัฒนาพื้นที่ผ่านงานวิจัยและนวัตกรรม เชื่อมโยงทุนทางวัฒนธรรมและทรัพยากรท้องถิ่น สู่การสร้างอาชีพและความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส - ป้องกันการทุจริต

​สพฐ. ลงนามข้อตกลงคุณธรรม เพื่อความโปร่งใส – ป้องกันการทุจริต

วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามในข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact) ความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ร่วมกับผู้สังเกตการณ์ องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ประกอบด้วย นายพูนศักดิ์ วรวัฒนกุล, นายกรกต เนติลัดดานนท์ และนายสุวณิช ปัทมโยธิน ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) เพื่อให้การใช้เงินงบประมาณเป็นไปอย่างคุ้มค่า มีประสิทธิผล และมีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยความสุจริต โปร่งใส และเป็นธรรม

พร้อมทั้งเปิดการประชุมครั้งแรก (Kick Off Meeting) โดยมี นายวิษณุ ทรัพย์สมบัติ รองเลขาธิการ กพฐ. พร้อมด้วย นายภูริวรรษ คำอ้ายกาวิน ผู้อำนวยการสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักภายใน สพฐ. ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนจากกรมบัญชีกลาง ผู้แทนองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เผยว่า สพฐ. ให้ความสำคัญกับการป้องกันการทุจริตในทุกระดับ จึงสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างโปร่งใส มุ่งให้เกิดประโยชน์ คุ้มค่า และเป็นธรรมต่อครูและประชาชนทุกคน ไม่จำกัดเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ แต่ครอบคลุมทุกโครงการ โดยเน้นการมีส่วนร่วมและความโปร่งใส ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงาน เพิ่มคุณภาพ ศักยภาพ และความปลอดภัยของผู้รับบริการ พร้อมสร้างโอกาสทางการศึกษาและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและความประหยัดอย่างแท้จริง

“สำหรับโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมฯ จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถค้นหาความถนัด วางแผนการศึกษา และอาชีพ พร้อมจัดทำ Portfolio มาตรฐานอย่างเท่าเทียม ส่วนผู้ปกครองก็สามารถเข้าถึงข้อมูล ติดตามพัฒนาการ แนะนำเส้นทางการเรียน และลดค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ ขณะที่ครูจะเห็นภาพรวมเส้นทางการเรียนของนักเรียน ช่วยแนะแนวได้ตรงจุด และปรับการสอนให้สอดคล้องเป้าหมาย ทั้งหมดนี้จะช่วยพัฒนาทักษะ เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ทั้งนี้ การลงนามข้อตกลงคุณธรรมครั้งนี้ นับเป็นข้อตกลงในการรับรองร่วมกันระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เพื่อสร้างความร่วมมือป้องกันการทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 17 และมาตรา 18 ในโครงการส่งเสริมการศึกษาเท่าเทียมด้วยระบบดิจิทัลพัฒนาทักษะและเครดิตพอร์ตโฟลิโอ (The Digital skill/Credit Portfolio: Empowering Educations) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สพฐ. มีความตั้งใจเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้ มีมาตรการป้องกันการกระทำที่อาจส่อไปในทางทุจริต รวมถึงอำนวยความสะดวกแก่ผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมสังเกตการณ์ในทุกขั้นตอนของการจัดซื้อจัดจ้างโครงการดังกล่าว เพื่อความโปร่งใส ยุติธรรม ตรวจสอบได้ และเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ '21/3 STUDIO'

ไทยพีบีเอส เปิดพื้นที่ให้คนพิการทางสติปัญญา ประกวดงานศิลปะ โครงการ ’21/3 STUDIO’

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.35 น.

ไทยพีบีเอส ร่วม พม. และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาฯ คัดเลือก 50 ศิลปิน Extra Chromosome” ต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO ปีที่ 2 สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้คนพิการทางสติปัญญาได้กว่า 200 คน ร่วมแสดงศักยภาพด้านศิลปะ ผ่านการวาดภาพและระบายสีบนกระดาษ ยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส  ร่วมกับ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย (APID) จัดกิจกรรม “คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการต่อยอดความสำเร็จ 21/3 STUDIO สู่การเรียนรู้ศิลปะอย่างรอบด้าน ปีที่ 2” เพื่อคัดเลือกศิลปินผู้พิการทางสติปัญญา “Extra Chromosome” เข้าร่วมการอบรมเชิงลึกด้านศิลปะ ภายใต้แนวคิดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียม และยกระดับผู้พิการทางสติปัญญาให้ได้รับการยอมรับในฐานะ “ศิลปิน” อย่างแท้จริง โดยนางเบญจมาส แก่นเมือง รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) เป็นประธานกล่าวเปิดโครงการ

นางเบญจมาส กล่าวว่า โครงการ 21/3 STUDIO เป็นตัวอย่างของการพัฒนา “ศักยภาพ” มากกว่าการมองเพียง “ข้อจำกัด” และสะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สื่อสาธารณะ และภาคประชาสังคมในการสร้างโอกาสอย่างเป็นรูปธรรม

นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. กล่าวว่า ไทยพีบีเอสเริ่มต้นการทำงานด้านคนพิการอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2566 ผ่านโครงการ “แฮกกาธอนเพื่อคนพิการ” ซึ่งเป็นกิจกรรมระดมสมองเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ช่วยแก้ปัญหาและยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาชีพใหม่ ๆ การส่งเสริมการทำงานในองค์กร หรือการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการต่าง ๆ หนึ่งในโครงการสำคัญคือ HACK HUG HUG (เติมใจให้งาน) ที่ดำเนินงานร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อพัฒนาทางออกหรือวิธีการที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง เปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบไอเดียที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสังคม

“โครงการ “21/3 STUDIO” เริ่มเปิดดำเนินการในปี 2568 นำเสนอรูปแบบการสร้างสรรค์ศิลปะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมไทย สำหรับผู้พิการทางสติปัญญา ผ่านกระบวนการฝึกฝนเชิงลึก สร้างผลงานศิลปะจากผู้พิการทางสติปัญญาได้ไม่น้อยกว่า 1,000 ชิ้น และจัดแสดงในนิทรรศการ “JUST LET ME BE” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย MOCA BANGKOK ระหว่างวันที่ 14–31 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีผู้เข้าชมนับพันคนภายในระยะเวลาเพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งไทยพีบีเอส ได้ทำงานร่วมขับเคลื่อนกับคนพิการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุน และต่อยอดสู่การทำงานด้านศิลปะ พัฒนาเป็นโครงการ “21/3 STUDIO ปีที่ 2” นายวันชัยกล่าว

นายวันชัย กล่าวอีกว่า ไทยพีบีเอส ยังได้เปิดตัวรายใหม่ “เหนือพรสวรรค์” Beyond talent เกมโชว์ ที่จะนำผู้พิการมาแสดงความสามารถอันเหนือขีดจำกัดของร่างกาย ทุกวันเสาร์ เวลา 16.05 – 17.00 น. ทางไทยพีบีเอส และสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaipbs.or.th/BeyondTalent

ภายในงานจัดเสวนาในหัวข้อ “การพัฒนาศักยภาพคนพิการ : ความร่วมมือเพื่อโอกาสที่เท่าเทียม” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย ประสบการณ์การทำงานจริง และบทบาทของสื่อสาธารณะในการสร้างความเข้าใจและการยอมรับคนพิการในสังคม  โดยทุกภาคส่วนเห็นตรงกันถึงความสำคัญของความร่วมมือในการเปิดโอกาสให้คนพิการสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และมีพื้นที่แสดงออกอย่างเท่าเทียมในสังคม

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางการดำเนินงานของโครงการ 21/3 STUDIO ประจำปี 2569 ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอย่างเท่าเทียม แบ่งออกเป็น กลุ่มเป้าหมายใหม่ ผู้พิการทางสติปัญญาที่ไม่เคยผ่านการฝึกอบรมด้านศิลปะมาก่อน จำนวน 50 คน และ กลุ่มเป้าหมายเดิม (กลุ่มต่อยอด) จำนวน 15 คน เพื่อพัฒนาทักษะสู่ระดับที่สูงขึ้น โดยในปีนี้ นายสมชัย พุทธจันทรา รองผู้อำนวยการ ด้านสร้างสรรค์เนื้อหา ไทยพีบีเอส เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกศิลปิน 21/3 STUDIO ร่วมกับคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผลงานให้เป็นไปตามเกณฑ์และเป้าหมายของโครงการ

สำหรับการดำเนินงาน 21/3 STUDIO ปีที่ 2 (ปีงบประมาณ 2569) กำหนดระยะเวลาดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 รวมการฝึกอบรมทั้งสิ้น 43 ครั้ง โดยขยายรูปแบบการเรียนรู้จากการวาดภาพไปสู่ศิลปะหลากหลายแขนง อาทิ ปฏิมากรรม การปั้น และการฝึกพูดเพื่อสื่อสารผลงานศิลปะ เพื่อรองรับการแสดงออกที่หลากหลายของผู้พิการทางสติปัญญา และผลักดันการยอมรับในฐานะศิลปินร่วมสมัยอย่างแท้จริง

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

เปิดภาพล่าสุด ปราสาทตาควาย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบวางแผนบูรณะ

วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ผบ.พัน ร.22 ฉก.2 เผย กรมศิลป์ เข้าตรวจสอบปราสาทตาควาย วางแผนบูรณะ เตือน มีโอกาสทรุด-พัง ยังไม่อนุญาตประชาชนเข้าพื้นที่ พบ สนามทุ่นระเบิดเหลืออื้อ รอเก็บกู้ ชี้ กัมพูชา ถอยร่นกำลังรอฟื้นตัว หลังทหารไทยยึดเนิน 350 วางกำลัง4 กม.

วันที่ 20 มกราคม 2569 พ.ท.ศรายุทธ มาลาสาย ผู้บังคับการกองพันทหารราบที่22 หน่วยเฉพาะกิจที่ 2(ผบ.พัน ร.22 ฉก.2) รับผิดชอบพื้นที่ปราสาทตาควาย-เนิน 350 อําเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ ระบุถึงสถานการณ์ในพื้นที่ ล่าสุด กรมศิลปากรได้เข้ามาตรวจดูตัวปราสาทตาควายแล้ว และวางแผนบูรณะ แต่เตือนว่ามีโอกาสทรุด พังลงมา ขอให้หลีกเลี่ยงอย่าเข้าใกล้จนกว่าจะได้รับการบูรณะ พร้อมย้ำว่า พื้นที่ยังมีความเสี่ยง ยังไม่อนุญาตให้ประชาชนขึ้นเข้ามา ยกเว้นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะยังมีทุ่นระเบิด ที่เคลียร์ไม่เรียบร้อย

“พื้นที่ยังมีทุ่นระเบิดจํานวนเยอะมาก ทั้งปราสาทตาควาย เนิน 350 จะเห็นได้ว่าเส้นทางที่เดินได้เป็นคอนกรีต ส่วนทางซ้ายทางขวา ขวามีทุ่งระเบิดทั้งหมดเพราะมีการวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่เคลียร์พื้นที่เพื่อเอาตัวรอดในสนามรบเท่านั้น ยังมีส่วนอื่นยังไม่ได้เคลียร์  แต่อยู่ในแผนการดําเนินการต่อไป” พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ต้องใช้เวลา10วันในการเข้ายึดควบคุม พื้นที่ส่วนความยากของบริเวณนี้ฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่สูงข่ม แต่เราอยู่ต่ํากว่า เขาจึงได้เปรียบในภูมิประเทศ และได้ดัดแปลงที่มั่นรบมาหลายปี ซึ่งจุดนี้ไม่มีการสูญเสีย ยืนยันว่าบริเวณดังกล่าวยังมีทุ่นระเบิดอีกจำนวนมาก ทั้งด้านซ้ายและขวามือ ซึ่งส่วนใหญ่วางใหม่ โดยสถานการณ์ล่าสุด ต่างฝ่ายต่างเสริมแนวความมั่นคง

พ.ท.ศรายุทธ กล่าวต่อว่า สำหรับเนิน 350 จุด ถือเป็นพื้นที่สูงข่ม เดิมเป็นพื้นที่ยึดครองของฝ่ายกัมพูชารุกล้ำอธิปไตยไทย นอกจากนี้ยังมีป้อมที่สําคัญ คือป้อมปูนบน ซึ่งเป็นจุดตรวจการณ์ รวมถึงเนิน291 

เนิน 350 ก่อนเหตุปะทะ มีกําลังของฝ่ายกัมพูชา 5 กองพัน จำนวน 1,500 นาย ประจําจังหวัดอุดรมีชัยและกองพันสนับสนุน หลังปะทะที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาได้มีการปรับกําลังและถอยร่นออกไปปัจจุบันไปวางกําลังเส้น58 บนถนนคอนกรีต ด้านล่าง 

ส่วนช่องเหว ยังพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชา การวางกําลังพลเป็นหย่อมเล็กประมาณ 2-3คน เฝ้าดูการปฏิบัติของฝ่ายเรา ส่วนฝ่ายเรามีการวางกําลัง
ประมาณ 4กิโลเมตร 

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด พื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 ปัจจุบัน ฝ่ายกัมพูชา มีการปรับกําลังใหม่ แล้วห่างจากฝ่ายเรา 1 กม. วางกำลังทางด้านทิศตะวันตกของเนิน350 เขาพยายามปรับปรุงที่มั่นและแนวการวางกําลังใหม่ ได้รับความเสียหายพอสมควร อยู่ระหว่างการฟื้นตัวกําลังใหม่

ส่วนฝ่ายเรา สถาปนาความมั่นคงในพื้นที่ ตามแนวทางทหารและการพัฒนาพื้นที่ หลังจากควบคุมได้โดยสมบูรณ์ ซึ่งเป็นพื้นที่เดิมของเราที่ไม่ใช่พื้นที่ใหม่ แต่กัมพูชารุกล้ำเรามา 20-40 ปี แล้วตามแผนที่ 1:50000 ยอมรับว่าตอนนี้ เราได้เปรียบการปฏิบัติด้านการยุทธ์ต่างๆ กัมพูชาไม่กล้าอยู่ใกล้เราและถอยร่นกำลังออกไป เขากังวลเรื่องการใช้อาวุธของฝ่ายเรา 

ส่วนอนาคตปรับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวหรือไม่นั้น ต้องรอผู้บังคับบัญชา สิ่งที่ทําได้ตอนนี้คือการสถาปนาแนวให้เป็นแนวรบหากกรณีมีการรบเกิดขึ้นซึ่งตนก็ยังไม่แน่ใจ  สําหรับการบินโดรนขณะนี้ไม่มี น่าจะเกี่ยวกับการพูดคุยระดับผู้บังคับบัญชา ซึ่งก่อนหน้านี้มีจํานวนเยอะมาก 

“ผมอยู่ที่นี่มา 2 ปีแล้ว นํากําลังเข้าปฏิบัติในลักษณะนี้ปะทะรอบแรกเดือน ก.ค. ก็เห็นความยาก ความมุ่งมั่นตั้งใจของลูกน้อง คาใจตั้งแต่รอบแรก ได้เตรียมการจนกระทั้งปะทะรอบสอง ตั้งมั่นว่าจะทําให้ดีที่สุด คุยกับลูกน้องว่าสิ่งที่คาใจต้องเอาให้ได้ ตอนนี้ทำได้ตามแผนที่ได้วางไว้  ถามว่าดีใจหรือไม่มันเป็นหน้าที่ที่ต้องทํา ไม่มีดีใจหรือเสียใจ เป็นหน้าที่ที่ทหารต้องปกป้องอธิปไตยของชาติเป็นหน้าที่ที่ไม่มีใครมาทําแทนได้เป็นสิ่งที่ผมพูดกับลูกน้องเสมอ”พ.ท.ศรายุทธ กล่าวและว่า

ส่วนอุโมงค์ที่กัมพูชาขุดเจาะ พื้นที่350และประสาทตาควายไม่มี ส่วนใหญ่เจาะเป็นซอกหินเป็นหลัก แต่มีความแข็งแกร่ง ส่วนอุโมงค์ที่ปรากฏคือ ช่องกร่าง ซึ่งเป็นพื้นที่ราบถึงกัน และจนถึงขณะนี้ประชาชนกัมพูชายังไม่กลับเข้าพื้นที่ ส่วนที่เห็นเป็นทหารกัมพูชาทเข้ามาปรับปรุงที่มั่นใหม่ หลังเส้น58 ยาวไปถึงสระแก้ว ประมาณ 70-80 กม.และช่องจอม 20 กม.