เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

เผยโฉมดีไซน์ห้องพัก ‘Atmoz Kanaal รังสิต’ จากฝีมือนักศึกษา สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่เข้าใจคนรุ่นใหม่

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เพราะคนที่เข้าใจ Gen Z ที่สุดคือคน Gen Z ด้วยกัน “แอสเซทไวส์” (AssetWise) ร่วมกับคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เปิดพื้นที่แห่งโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ได้ต่อยอดไอเดียและเปลี่ยนภาพในจินตนาการให้กลายเป็นจริงใน “โครงการแอทโมซ คาแนล รังสิต” (Atmoz Kanaal Rangsit) ซึ่งเป็นโครงการสร้างเสร็จใหม่พร้อมเข้าอยู่ ที่เปิดสนามให้นักศึกษากว่า 129 คน ได้ร่วมดีไซน์และคราฟท์สเปซจากอินไซต์ สู่พื้นที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์และเข้าถึงใจคนรุ่นใหม่

น.ส.พชร ประพันธ์วัฒนะ กรรมการผู้จัดการอาวุโส กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์คอนโดมิเนียม ASW กล่าวว่า แอสเซทไวส์ได้คัดเลือกผลงานเด่นจาก 2 นักศึกษา มาเนรมิตพื้นที่เป็นห้องตัวอย่างจริง 2 สไตล์ ได้แก่ ตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ ผ่อนคลายไปกับดีไซน์ “Soft Minimal” โดย มะนาว-ภัทรธิดา รักไทย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต เล่าถึงแนวคิดการตกแต่งครั้งนี้ว่า โครงการ Atmoz Kanaal รังสิต อยู่ใกล้กับมหา’ลัย กลุ่มผู้อยู่อาศัยส่วนใหญ่จึงเป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเรียนจบและนักศึกษา ซึ่งบางคนมีไลฟ์สไตล์เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ห้องพักของคน Gen Z จึงต้องรองรับทั้งการเรียน การทำงาน และที่สำคัญคือต้องเป็นพื้นที่ฮีลใจ ช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าหลังกลับจากเรียนหรือทำงานมาทั้งวัน

ไฮไลต์เด่นของห้อง 1 Bedroom Extra จึงอยู่ที่ Living Zone สเปซที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์มัลติไลฟ์สไตล์ของชาว Gen Z ได้อย่างลงตัว ทั้งใช้เรียน ทำงาน พูดคุยกับเพื่อน และพักผ่อนรวมอยู่ในพื้นที่เดียว โดยเลือกตกแต่งสไตล์ Soft Minimal ที่เน้นความโปร่งโล่ง ใช้สีเอิร์ธโทนละมุนตา กับเฟอร์นิเจอร์รูปทรงโค้งมนน้อยชิ้น ไม่ต้องเคลื่อนย้ายบ่อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้หญิงที่อยู่อาศัยคนเดียว เช่นเดียวกับในห้องนอนที่เน้นตกแต่งด้วยสีเบจและโคมไฟ Warm Light เพื่อสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายและเป็นตัวเอง

นอกจากนี้ การจัดเลย์เอาต์แบ่งโซนเป็นสัดส่วนอย่างการมีประตูกั้นห้องครัวเพื่อลดปัญหากลิ่นรบกวนภายในห้อง ก็ถือเป็นฟังก์ชันที่ตอบโจทย์พฤติกรรมการอยู่อาศัยจริง และอีกหนึ่งเทรนด์สำคัญที่เป็นไลฟ์สไตล์ของกลุ่ม Gen Z คือ การมีมุมถ่ายรูปสวยๆในห้องพักไว้อัปเดตลง IG Story ซึ่งจุดนี้ตนมองว่า การดีไซน์สเปซให้ดูโปร่งโล่ง กับการจัดวางแสงไฟที่เหมาะสม ก็เป็นอีกกิมมิคที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ได้ดี

สะท้อนตัวตนที่แตกต่าง ผ่านเสน่ห์ของยุค “Mid-Century” โดย ซูม-รวิภาส ด่านประเสริฐชัย นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ม.รังสิต ได้ตีโจทย์การออกแบบที่พักอาศัยของคน Gen Z ไว้ว่า คนรุ่นนี้มีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายและชอบความยูนิค การออกแบบคอนโดมิเนียมจึงควรเน้นฟังก์ชันส่วนรวมที่ตอบโจทย์ แล้วปล่อยให้ดีไซน์ในพื้นที่ส่วนตัวทำหน้าที่สะท้อนตัวตน การตกแต่งห้องพัก 1 Bedroom ห้องนี้จึงเลือกดึงเสน่ห์ของยุค Mid-Century ในช่วงปี 80s และ 90s ที่มีความคลาสสิกและเข้าถึงง่าย ทั้งเรื่องของโทนสี แสงไฟ และความทรงจำวัยเด็ก มาตีความใหม่ให้กลายเป็นห้องสไตล์วินเทจร่วมสมัย ที่ไม่ได้ถูกใจแค่คนรุ่นใหม่ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่ Gen Z ไปจนถึง Gen X สามารถเข้าใจและอยู่อาศัยได้อย่างลงตัว

สำหรับการตกแต่งจะเน้นความรู้สึกสบายตาเป็นหัวใจหลัก โดยเลือกใช้วอลเปเปอร์ลายปูนเปลือยและเฟอร์นิเจอร์โทนสีอุ่นและสีเข้มเพื่อลดการสะท้อนของแสง พร้อมสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลาย และมีมิติชวนมองด้วยภาพตกแต่งสีสันสดใสที่ช่วยดึงสายตา ทั้งยังมีไฮไลท์สำคัญอย่างกระจกบานใหญ่เต็มบานบริเวณมุมโต๊ะทำงานที่หันหน้ารับวิวและแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ทำให้มุมนี้กลายเป็นจุดที่สวยที่สุดของห้อง และเป็นภาพความประทับใจแรกที่ต้อนรับสายตาทันทีที่ก้าวเข้ามา

รวิภาส กล่าวอีกว่า การประกวดในครั้งนี้ ยังมอบประสบการณ์และโอกาสครั้งสำคัญที่นำไอเดียออกแบบจากภาพมาสร้างสรรค์ลงบนพื้นที่จริง จนออกมาเป็นห้องที่ใช้งานได้จริงและตรงตามที่ตั้งใจไว้ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากสำหรับนักศึกษาสถาปัตย์

“อย่างแรกเลยผมรู้สึกดีใจ อย่างที่สองคืออยากขอบคุณโครงการ Atmoz Kanaal รังสิต ที่เอาไอเดียของนักศึกษามาสร้างให้เห็นและทำให้มันเป็นจริง ซึ่งนี่เป็นผลงานแรกของตนเองที่ถูกนำมาตกแต่งในห้องจริง แล้วก็ทำให้มุมมองการออกแบบของตนเปลี่ยนไป เพราะปกติเวลาออกแบบ เราเห็นแค่ในหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่ได้สัมผัส Material จริง เลยทำให้ผมเปลี่ยนความคิด และอยากศึกษาเพิ่มเติมให้ลึกขึ้นว่า Material จริงเป็นอย่างไร เพื่อที่จะได้เข้าใจและพัฒนามาตรฐานของงานออกแบบให้ดีขึ้น” รวิภาส กล่าว

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

สว.พิสุทธิ์ จี้รัฐทวงสิทธิ์ดนตรีไทย ถูกต่างชาติอ้างลิขสิทธิ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.11 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 นายพิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร สมาชิกวุฒิสภา กลุ่มศิลปะและวัฒนธรรม จังหวัดปทุมธานี ได้หยิบยกประเด็น “การอ้างสิทธิ์ (Content ID) เหนือทำนองเพลงไทยอันเป็นสมบัติสาธารณะ” ขึ้นหารือในที่ประชุมวุฒิสภา พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหา เพื่อคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ

นายพิสุทธิ์กล่าวว่า ดนตรีไทยถือเป็นจิตวิญญาณและมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าของคนไทย แต่ปัจจุบันกลับพบว่าเยาวชน นักดนตรีไทย และประชาชนที่บรรเลงเพลงไทยเดิม ไม่สามารถอัปโหลดคลิปวิดีโอผลงานของตนเองบนแพลตฟอร์มออนไลน์บางแห่งได้ เนื่องจากระบบแจ้งเตือนว่าละเมิดลิขสิทธิ์

จากการตรวจสอบพบว่า ระบบ Content ID ของแพลตฟอร์มใช้หลักการ “First come, first served” หรือผู้ที่อัปโหลดก่อนจะได้รับสิทธิ์ก่อน ทำให้บุคคลหรือบริษัทต่างชาติที่นำทำนองเพลงไทยเดิมไปอัปโหลดก่อน สามารถอ้างสิทธิ์เหนือผลงานดังกล่าวได้

“ของไทยแท้ๆ กลับถูกบอกว่าเราละเมิดลิขสิทธิ์ นี่คือความไม่ยุติธรรมเหนืออธิปไตยของดนตรีไทย” นายพิสุทธิ์กล่าว พร้อมระบุว่า เมื่อมีผู้รับชมวิดีโอจำนวนมาก รายได้จากโฆษณากลับตกเป็นของผู้ที่อ้างสิทธิ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ทั้งที่ทำนองเพลงดังกล่าวเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของประเทศไทย

จึงขอให้ส่งเรื่องไปยังกระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมกันหาแนวทางคุ้มครองสิทธิในเพลงไทยเดิม สร้างระบบที่มีความเป็นธรรม โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนการเผยแพร่ดนตรีไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความภาคภูมิใจในมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ รวมถึงผลักดันการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลของคนไทย เพื่อให้รายได้จากคอนเทนต์ของคนไทยหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ และลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ

นายพิสุทธิ์ย้ำว่า การคุ้มครองเพลงไทยเดิมไม่ใช่เพียงเรื่องของลิขสิทธิ์ แต่เป็นการรักษาอัตลักษณ์ ศักดิ์ศรี และมรดกทางวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่สืบไป

ราชภัฏบุรีรัมย์ เปิดเวทีติวเข้มประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดึงชาวบ้านร่วมมืออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโบราณ

ราชภัฏบุรีรัมย์ เปิดเวทีติวเข้มประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดึงชาวบ้านร่วมมืออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโบราณ

ราชภัฏบุรีรัมย์ เปิดเวทีติวเข้มประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดึงชาวบ้านร่วมมืออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโบราณ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

ราชภัฏบุรีรัมย์เปิดเวทีติวเข้มประวัติศาสตร์ ดึงผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศร่วมใจอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น

วันที่ 30 มิถุนายน 2569 ที่ห้องประชุมศิวาลัย ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้จัดโครงการ “การถ่ายทอดองค์ความรู้ประวัติศาสตร์แหล่งศิลปกรรมจังหวัดบุรีรัมย์” เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ สิ่งของโบราณ และศิลปวัฒนธรรมในบ้านเกิดของตัวเอง พร้อมทั้งจับมือกันเป็นเครือข่ายช่วยกันดูแลรักษาโบราณสถานในพื้นที่

ในพิธีเปิดงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนาสินธุ์ ศรีวิเศษ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มาเป็นประธานในพิธี โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อโศก ไทยจันทรารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักศิลปะและวัฒนธรรม เป็นผู้กล่าวรายงานถึงเป้าหมายสำคัญในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้สถาบันการศึกษา ชุมชนในระดับตำบลและอำเภอ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนรู้จากสถานที่จริง และช่วยกันสืบทอดมรดกตกทอดของบรรพบุรุษไม่ให้สูญหาย

สำหรับกิจกรรมภายในงาน มีการบรรยายและเสวนาวิชาการที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ อาทิ ดร.ทนงศักดิ์ หาญวงศ์ นักโบราณคดีชื่อดัง และ ผสม.ดร.กังวล คัชชิมา ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวหนังสือโบราณ ที่มาร่วมเปิดเผยข้อมูลและวิธีศึกษาประวัติศาสตร์ รวมถึงการดูแลรักษาโบราณวัตถุอย่างถูกวิธี โดยมีครูอาจารย์ นักวิชาการ และชาวบ้านที่สนใจเข้าร่วมงานกว่า 70 คน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้คนบุรีรัมย์หันมาใส่ใจและร่วมกันกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวและการอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดในอนาคต

สพฐ.มุ่งเป้า TZD พลัส จัดการศึกษายืดหยุ่นไร้รอยต่อ

สพฐ.มุ่งเป้า TZD พลัส จัดการศึกษายืดหยุ่นไร้รอยต่อ

สพฐ.มุ่งเป้า TZD พลัส จัดการศึกษายืดหยุ่นไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 14.13 น.

สพฐ.จัดเวทีระดมสมอง 4 ภูมิภาค ขับเคลื่อนนโยบาย TZD พลัส ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ มุ่งสู่เป้าหมายเด็กทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ พัฒนาศักยภาพเต็มที่

30 มิ.ย.68 นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์ หรือ Thailand Zero Dropout อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลได้ยกระดับนโยบาย Thailand Zero Dropout (TZD) เป็น TZD พลัส นั้น ท่านพิเชฐ  โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ. จึงได้มีนโยบายสำคัญขับเคลื่อน TZD พลัส ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อสร้างหลักประกันโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชนทุกคน โดยมีเป้าหมายสำคัญ “ไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา”

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า สพฐ.ได้นำประสบการณ์จากการปฏิบัติงานจริง มาร่วมกันสร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยจัดเวที “การพัฒนาและแลกเปลี่ยนนวัตกรรมการบริหารจัดการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามแนวคิดการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อเพื่อป้องกันเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา (OBEC Zero Dropout) ” ขึ้น เพื่อเปิดเวทีให้ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และนวัตกรรมการจัดการศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบทั่วประเทศ โดยจัดประชุม 4 ภูมิภาค ซึ่งภาคใต้ได้จัดไปแล้ว เมื่อวันที่ 17 – 19 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดแล้ววันที่ 24 – 26 มิถุนายน 2569 ที่โรงแรมริเวอร์ทรี รีสอร์ท เชียงคาน จังหวัดเลย ส่วนภาคเหนือ จะจัด ระหว่างวันที่ 16 – 18 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคกลาง จัดวันที่ 22 – 24 กรกฎาคม 2569 ที่โรงแรมโกลเด้นบีช ชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

“ ประเด็นสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทั้ง 4 ภูมิภาคจะได้หารือร่วมกัน คือ 1.การสร้างทางเลือกสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่นและเท่าเทียม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทชีวิต 2. การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อเชื่อมโยงการเรียนรู้ระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ลดความเสี่ยงการหลุดออกจากระบบการศึกษา 3.เครื่องมือและกลไกสนับสนุนการจัดการศึกษา พัฒนาระบบติดตาม ช่วยเหลือ และส่งต่อผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4.การจัดการศึกษาตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ส่งเสริมบทบาทของชุมชน องค์กรเอกชน สถานประกอบการ และภาคีเครือข่ายในการร่วมจัดการศึกษา เพื่ออุดช่องว่างและขยายโอกาสทางการเรียนรู้ให้เด็กนอกระบบการศึกษา”

นายภูธร กล่าวด้วยว่า หลังจากการประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้ง 4 ภาคแล้วเสร็จ สพฐ.จะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับจากทุกภูมิภาคมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ และพัฒนาเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นและไร้รอยต่อ รวมทั้งจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและมาตรการสนับสนุน เพื่อให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และสถานศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างโอกาสการเรียนรู้ที่เท่าเทียม สำหรับผู้เรียนทุกคน ทำให้เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่.

สมเด็จพระสังฆราช ทรงพักพระกรณียกิจ 2 เดือน เพื่อฟื้นฟูพระอนามัย

สมเด็จพระสังฆราช ทรงพักพระกรณียกิจ 2 เดือน เพื่อฟื้นฟูพระอนามัย

สมเด็จพระสังฆราช ทรงพักพระกรณียกิจ 2 เดือน เพื่อฟื้นฟูพระอนามัย

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 11.23 น.

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประกาศงดพระกรณียกิจเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2569 เป็นเวลา 2 เดือน หลังมีพระอาการปวดพระปฤษฎางค์ (หลัง) คณะแพทย์ขอประทานไมตรีให้ทรงพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพระอนามัยในพระชนมายุ 99 พรรษา

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ประกาศเรื่อง การปฏิบัติพระกรณียกิจเดือนกรกฎาคมและเดือนสิงหาคม พ.ศ.2569

ตามที่ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก มีพระอาการปวดบริเวณพระปฤษฎางค์ (หลัง) ขณะทรงปฏิบัติพระกรณียกิจ และคณะแพทย์ได้ถวายการอภิบาลจนพระอาการดีขึ้นและขอประทานพระกรุณางดพระกรณียกิจระยะหนึ่ง นั้น

เนื่องจากปัจจุบัน ทรงเจริญพระชนมายุ 99 พรรษา คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาขอประทานพระกรุณาให้ทรงพักพระกรณียกิจอีกเป็นเวลา 2 เดือน โดยงดการเสด็จออกประทับรับถวายสักการะ ยกเว้นพระกรณียกิจที่สำคัญ ในช่วงดังกล่าวคณะแพทย์จะประเมินเป็นรายกรณี ทั้งนี้ เพื่อฟื้นฟูพระอนามัย และหลีกเลี่ยงการประทับเป็นเวลานาน จนกว่าพระอาการจะเป็นปกติ

อนึ่ง ได้นำความกราบทูลทราบฝ่าพระบาทแล้ว เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ทรงเห็นชอบทั้งนี้ มีรับสั่งทรงอนุโมทนาในความห่วงใยที่สาธุชนมีต่อพระองค์ และโปรดประทานพรสนองไมตรีจิตมา ณ โอกาสนี้

ประกาศ ณ วันที่ 29 มิถุนายน 2569

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 09.44 น.

ประเสริฐ ให้ ม.สวนดุสิต เร่งแก้ปัญหาเยียวยา ครูนิ่ม 

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.2569  ที่รัฐสภา นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีนางสาวชณัฐดา วรสาร (ครูนิ่ม) ยื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรม “กระทรวงศึกษาธิการ” ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงหลังสอบติดอันดับ 1 ครูผู้ช่วย-ฟิสิกส์ แต่สุดท้าย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรปราการ (สพม.สมุทรปราการ) แจ้งผลว่าอยู่อันดับ 2 ว่า ผู้สื่อข่าวคงทราบข้อมูลระดับหนึ่งแล้วว่ามหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประกาศคะแนนคลาดเคลื่อน และได้มีการประกาศใหม่ตรงตามที่เป็นข่าวว่าลำดับที่ 2 ขึ้นเป็นลำดับที่ 1 และลำดับที่ 1 เป็นอันดับที่ 2  ขณะนี้ได้ให้มหาวิทยาลัยสวนดุสิตเร่งเยียวยาครูนิ่ม ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุย 

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ต้องแก้ไขปัญหาด้วย เพราะผลของการตรวจออกมาและมีความคลาดเคลื่อน 

เมื่อถามว่า กำหนดกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบไว้กี่วันนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการกำหนด แต่ขอให้เร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะขณะนี้เริ่มเข้าสู่กระบวนการบรรจุ ดังนั้น ต้องรีบดำเนินการ และต้องรีบแก้ไขโดยด่วน 

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วว.ลงพื้นที่อุดรธานี หนุน ‘แปลงต้นแบบปลูกข้าวคุณภาพ’ ยกระดับรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วยคณะนักวิจัย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) ร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสู่ภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรม “แปลงต้นแบบ : โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวคุณภาพ ปีงบประมาณ 2569” เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและร่วมสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดอุดรธานี ณ แปลงของ นายอเนก พรหมสิทธิ์ สมาชิกสหกรณ์การเกษตรกุมภวาปี จำกัด อ.กุมภวาปี จ.อุดรธานี

การลงพื้นที่ในครั้งนี้ มุ่งเน้นการนำองค์ความรู้ด้านนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์เข้ามาบูรณาการร่วมกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้แปลงต้นแบบแห่งนี้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการจัดการเกษตรแม่นยำสูง โดยมีเป้าหมายสำคัญ 4 ด้านหลัก คือ 1.พัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มมาตรฐานเมล็ดข้าว 2.เพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ ปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตเพื่อลดต้นทุนและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ 3.เกษตรกรยั่งยืน สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและสหกรณ์ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว และ 4.ข้าวคุณภาพ เพื่อคนไทย ส่งมอบผลผลิตข้าวที่ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการสูงสู่ผู้บริโภค

โครงการแปลงต้นแบบนี้ ถือเป็นโมเดลความร่วมมือที่สำคัญระหว่างหน่วยงานวิจัยระดับประเทศ หน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น และสถาบันเกษตรกร (สหกรณ์) ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมพร้อมใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเตรียมขยายผลความสำเร็จนี้สู่พื้นที่อื่นๆทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ร่วมกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดอุดรธานีครั้งนี้ จึงเป็นการตอกย้ำถึงความร่วมมือในการเปลี่ยนผ่านภาคเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การเป็นเกษตรกรรมมูลค่าสูง (High-Value Agriculture) ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคงขึ้นแล้ว ยังเป็นการยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิตข้าวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

ชมรมอาสากู้ชีพ ม.อุบลฯ ยกระดับปฏิบัติการกู้ชีพ ฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุอุทกภัย ‘Ubon-Dmex 2026’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชมรมอาสากู้ชีพ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ร่วมเป็นหนึ่งภาคีเครือข่ายสำคัญในการขับเคลื่อน “โครงการฝึกการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดอุบลราชธานี ด้านอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2569” หรือ Ubon-Dmex 2026” จัดโดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ร่วมกับจังหวัดอุบลราชธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เทศบาลนครอุบลราชธานี เทศบาลเมืองวารินชำราบ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน รวมทั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ในฐานะภาคีเครือข่ายด้านวิชาการและการปฏิบัติการสนับสนุน เพื่อทดสอบกระบวนการบริหารจัดการสาธารณภัย โดยมี ร้อยตรีสรมงคล  มงคละสิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ในโอกาสนี้ มีหน่วยงานภาครัฐจากผู้แทน 25 อำเภอ ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน อาสาสมัคร มูลนิธิ และภาคีเครือข่ายเข้าร่วมโครงการโดยพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการ กำลังปฏิบัติการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และการมีส่วนร่วมของนักศึกษาจิตอาสา ในการเตรียมความพร้อมรับมืออุทกภัยอย่างเป็นระบบ ณ หอประชุมจังหวัดอุบลราชธานี ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี

ในการเข้าร่วม Ubon-Dmex 2026 ของม.อุบลฯครั้งนี้ สอดคล้องกับพันธกิจและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของมหาวิทยาลัยในการบริการวิชาการแก่สังคม พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในพื้นที่อีสานใต้ ซึ่ง SDGs มีหลายมิติ ได้แก่ SDG 3 ด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ผ่านการสนับสนุนระบบการแพทย์ฉุกเฉินและการช่วยเหลือผู้ประสบภัย SDG 4 ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงของนักศึกษาจิตอาสา SDG 11 ด้านเมืองและชุมชนที่ยั่งยืน ผ่านการยกระดับความพร้อมของพื้นที่ในการรับมืออุทกภัย SDG 13 ด้านการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ SDG 16 ด้านการพัฒนาระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่มีประสิทธิภาพ และ SDG 17 ด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนจากการบูรณาการร่วมกันในทุกภาคส่วน

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

จับมือ MOU ยกระดับอุตฯอาหาร พัฒนา Future Food – มาตรฐานสากล

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันอาหาร (NFI) และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจนวัตกรรมและความยั่งยืน โดยมี น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร และ  และ ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต เป็นผู้แทนร่วมลงนาม พร้อมด้วย นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้าต่างประเทศ และเชฟสีฟ้า เกษไชโย เจ้าของและเชฟใหญ่ร้านอาหาร Seefah นครมุมไบ ประเทศอินเดีย ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมร่วมรับฟังเสวนา หัวข้อ “เปิดแมพ : อินเดีย ตลาดใหม่ที่โลกกำลังจับตา และทิศทางนวัตกรรมอาหารอนาคต” ณ ห้องอมรินทร์ ชั้น 3 ศูนย์การเรียนรู้อาหารไทย สถาบันอาหาร กรุงเทพมหานคร

น.ส.ไปยดา หาญชัยสุขสกุล ผู้อำนวยการ NFI กล่าวว่า ปัจจุบันอินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจและการบริโภคที่สำคัญที่สุดของโลก ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยราว 7.6% ต่อปี และคาดว่าภายในปี 2030 จะมี GDP สูงกว่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างประชากรวัยหนุ่มสาว โดยมีอายุเฉลี่ยเพียง 28.4 ปี ทำให้เกิดกำลังซื้อใหม่จากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เปิดรับสินค้าอาหารคุณภาพสูง อาหารสุขภาพ และนวัตกรรมอาหารมากขึ้น

ทั้งนี้ อินเดียกำลังก้าวขึ้นเป็น “ศูนย์กลางการบริโภคใหม่ของโลก” จากแรงขับเคลื่อนสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การเติบโตของรายได้และชนชั้นกลาง การขยายตัวของเมือง โครงสร้างประชากรวัยแรงงานขนาดใหญ่ การเติบโตของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค ซึ่งล้วนสนับสนุนการเติบโตของตลาดอาหารมูลค่าสูงและสินค้า Premium Food ในระยะยาว

ผู้อำนวยการ NFI กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูล PwC’s Voice of the Consumer 2025: India Perspective พบว่า ผู้บริโภคอินเดียให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านราคา รสชาติ คุณค่าทางโภชนาการ ความปลอดภัยอาหาร และความสะดวกในการบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า Ready-to-Eat, Convenience Food, Functional Food และ Personalized Nutrition ที่มีแนวโน้มเติบโตสูง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับระบบ Food Safety และ Traceability มากขึ้น จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม อินเดียยังเป็นตลาดที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมสูง มีภาษาหลักกว่า 121 ภาษา และกลุ่มชาติพันธุ์มากกว่า 705 กลุ่มทั่วประเทศ ผู้ประกอบการไทยจึงจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ Localized Marketing หรือการพัฒนาสินค้าและการสื่อสารให้เหมาะกับแต่ละภูมิภาค ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านมาตรฐานอาหาร ความปลอดภัย และความยั่งยืน เพื่อสร้างโอกาสในการแข่งขันระยะยาว

“สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ มีกำหนดระยะเวลา 3 ปี ครอบคลุม 7 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาวิชาการ งานวิจัย และการถ่ายทอดองค์ความรู้ การผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า การส่งเสริมตลาดและเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ การยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพบุคลากร การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารตามแนวคิดเศรษฐกิจ BCG การสนับสนุนอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต และการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมอาหาร เพื่อส่งเสริม Startup และ SMEs ให้เข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี ตลาด และโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม” น.ส.ไปยดา กล่าวและว่า ขณะเดียวกัน สถาบันอาหารยังเดินหน้าพัฒนา “NFI FoodNEXT Platform” แพลตฟอร์มสนับสนุนนวัตกรรมอาหารแบบครบวงจร ภายใต้แนวคิด “Ease of Doing Innovation” เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ (R&D) ระบบมาตรฐานและกฎระเบียบ โรงงานต้นแบบ การเข้าถึงตลาด ไปจนถึงการเชื่อมต่อแหล่งทุนและการลงทุน เพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์ และยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในตลาดโลก

ด้าน ดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และประธานคณะกรรมการอาหารแปรรูปและอาหารแห่งอนาคต กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพสูงในฐานะผู้ผลิตและผู้ส่งออกอาหารสำคัญของโลก ทั้งจากความเข้มแข็งของภาคเกษตร วัตถุดิบที่มีคุณภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และจุดแข็งด้านอาหารไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล แต่สิ่งสำคัญในระยะต่อไป คือ การต่อยอดศักยภาพดังกล่าวสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต หรือ Future Food ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน อาหารทางการแพทย์ โปรตีนทางเลือก ตลอดจนการนำ Food Tech และ AI เข้ามาช่วยยกระดับกระบวนการผลิตและการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

“หอการค้าไทยให้ความสำคัญอย่างมากกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และ Startup ให้สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี งานวิจัย และเครือข่ายทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเชื่อมโยงภาควิชาการ หน่วยงานวิจัย และภาคเอกชนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันงานวิจัยและนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ได้มากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสสำคัญในการร่วมกันพัฒนา Food Innovation Ecosystem ของประเทศไทย เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมอาหารยุคใหม่ ทั้งในด้านมาตรฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และตลาด ซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรและอาหารไทย ยกระดับรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว” ดร.วิศิษฐ์ ระบุ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.12 น.

พล.อ.อ.สมคิด เป็นประธานเปิดร้าน Inspire by PRINCESS  สานต่อน้ำพระทัย เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ผู้ต้องขังในเรือนจำ

29 มิถุนายน 2569 พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรมวังผู้ใหญ่ประจำพระองค์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา และรองประธานคณะกรรมการกองทุนกำลังใจในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เป็นประธานเปิดร้านกาแฟและเครื่องดื่ม Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง และเปิดมุมราชทัณฑ์ปันโอกาส สร้างอาชีพ พร้อมด้วย พลตำรวจโท สายเพชร ศรีสังข์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจเอก อิทธิกรจิรัตนานนท์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจเอก ปราบพาล มีมงคล ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พลตำรวจโท ธวัชชัย นาคฤทธิ์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นางจิรภา  สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม นางธารินี แสงสว่าง รองปลัดกระทรวงยุติธรรม  นางสาวนุสรา วงษ์สุวรรณ รองอธิบดีกรมคุมประพฤติ โดยมี พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นายขวัญไชย สันติภราภพ ผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ ณ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถนนงามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร 

โดยร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS @ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ถือเป็นเรือนจำแห่งแรกที่ได้น้อมนำแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขัง โดยเฉพาะเรื่องการจัดตั้งร้านกาแฟเพื่อฝึกอาชีพงานบริการและบาริสต้า ให้แก่ผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเตรียมความพร้อมในการกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ โดยไม่หวนกลับไปกระทำผิดซ้ำ และเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา กรมราชทัณฑ์ จึงได้มีมติให้เรือนจำ และ ทัณฑสถาน นำชื่อร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ที่เคยพระราชทานไว้ในเรือนจำ ตามโครงการกำลังใจฯ น้อมนำไปใช้ในร้านกาแฟเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง

ภายในร้านมีการจำหน่ายชา กาแฟ  เบเกอรี่ ขนมไทย และผลิตภัณฑ์ผลงานจากผู้ต้องขัง เช่น ตุ๊กตาเรซิ่น และพวงกุญแจต่าง ๆให้แก่บุคคลทั่วไป

ปฐมบทแห่งน้ำพระทัยอันแผ่ไพศาลนี้ เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2560 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เสด็จไปทรงเยี่ยมร้านกาแฟ Inspire by PRINCESS  ณ เรือนจำชั่วคราวดอยฮาง จ.เชียงราย  เพื่อให้กำลังใจและชิมกาแฟฝีมือผู้ต้องขัง อันเป็นร้านกาแฟ ในพระดำริร้านแรก ที่ได้พระราชทานแนวทางในการจัดตั้งร้าน โดยมีบาริสต้า มาเป็นวิทยากรสอนผู้ต้องขังทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธ์ุกาแฟ ไปจนถึงการชงเครื่องดื่มหลากหลายประเภท และได้ประทานเงินจาก กองทุนกำลังใจในพระดำริฯ เพื่อสนับสนุนการปรับปรุงร้านกาแฟให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับบริบทในสังคม 

จากนั้น คณะฯ เดินทางไปยังทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ชมการฝึกอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง อาทิ การทำเบเกอรี่ การแต่งหน้าเค็ก การทำขนมไทย รวมไปถึงการปลูกผักไร้ดิน  ซึ่งทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลาง ได้น้อมนำแนวทางในพระดำริฯ ด้านต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ที่เคยพระราชทานไว้ในโอกาสเสด็จเปิดเรือนจำ เรื่องการพัฒนาอาชีพที่ไม่ต้องใช้เงินทุนมาก เช่น เสริมสวย ตัดผม ทำอาหารและการให้ความรู้ที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม เป็นต้น   

 รวมทั้งแนวทางพระดำริเรื่องการจัดตั้งมุมราชทัณฑ์ปันโอกาสสร้างอาชีพ เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้เรื่องการฝึกอาชีพประเภทต่าง ๆและประกาศตำแหน่งว่างงานของสถานประกอบการ จนกระทั่งสามารถสร้างชีวิตใหม่ให้กับผู้ต้องขังในทัณฑสถานแห่งนี้

โดยมีสิ่งที่ยืนยันความสำเร็จประการหนึ่งคือ ได้รับรางวัล “ธัญญารักษ์ อวอร์ด ประจำปี 2568” อันเป็นรางวัลที่แสดงให้เห็นว่าแนวพระดำริที่ทรงให้ไว้เพื่อการพัฒนาผู้ต้องขัง ทั้งทางร่างกายจิตใจและการฝึกอาชีพเป็นแนวทางที่ทรงคุณค่า และใช้ได้ตลอดไปในการนำไปพัฒนาแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังในความดูแลของกรมราชทัณฑ์