ปลัด มท.เผยชาว OTOP ปลื้ม’นายกฯเศรษฐา’ เป็น Ambassador ผ้าไทยลายพระราชทาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770590

ปลัด มท.เผยชาว OTOP ปลื้ม'นายกฯเศรษฐา' เป็น Ambassador ผ้าไทยลายพระราชทาน

ปลัด มท.เผยชาว OTOP ปลื้ม’นายกฯเศรษฐา’ เป็น Ambassador ผ้าไทยลายพระราชทาน

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.32 น.

ปลัด มท.เผยชาว OTOP ปลื้ม”นายกฯ เศรษฐา” เป็น Ambassador ผ้าไทยลายพระราชทาน”ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” หนุนเสริมการสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนให้กับช่างทอผ้าในชนบทห่างไกลทั่วประเทศ พร้อมเชิญชวนคนไทยร่วมงาน”Silk Festival 2023″ 30 พ.ย. – 3 ธ.ค.66 และ “Otop City 2023” 16 – 24 ธ.ค.66 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

วันนี้ (21 พ.ย.66) นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สวมใส่ผ้าไหม “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ไหมพันธุ์ไทย ย้อมสีธรรมชาติสีแดงจากครั่ง ผลงานช่างทอผ้าจังหวัดมหาสารคาม เข้าประชุมคณะรัฐมนตรีช่วงเช้าวันนี้ นำมาซึ่งความปลาบปลื้มใจของพี่น้องช่างทอผ้าและชาว OTOP ผ้าไทยทั่วประเทศ เพราะได้เห็นผู้นำประเทศได้ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำทำก่อน สวมใส่ผ้าไทย หนุนเสริมการสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้จากงานหัตถศิลป์หัตถกรรมภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

“ตลอดทั้งวันนี้ พี่น้อง OTOP ทั่วประเทศต่างส่งข้อความมาแสดงความปลาบปลื้มดีใจที่วันนี้ได้เห็นท่านเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ได้สวมใส่ผ้าไทยเข้าประชุมคณะรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน พี่น้องชาว OTOP และศิลปาชีพ ปลื้มใจเป็นพิเศษ เพราะท่านงามสง่าด้วยผ้าไทย “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ที่สร้างสรรค์โดยกลุ่ม OTOP จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นไหมพื้นบ้านและที่สำคัญที่สุด คือ ย้อมสีธรรมชาติจากครั่ง และบรรจงตัดเย็บด้วยความสวยงาม ซึ่งการที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้ให้การสนับสนุนพี่น้อง OTOP และพี่น้องศิลปาชีพ ด้วยการสวมใส่ผ้าไทยในทุกโอกาส ถือได้ว่าเป็นส่วนสำคัญ เป็น “พลังขับเคลื่อน” ที่จะทำให้พี่น้องคนไทยและชาวต่างประเทศมีความนิยมหันมาสนใจในการที่จะสวมใส่ผ้าไทยเพิ่มมากขึ้น อันสอดคล้องกับแนวพระดำริของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงห่วงใยชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทย จึงได้ทรงลงมาช่วยในการที่จะเป็นต้นแบบทำให้พี่น้องคนไทยได้คิดออกแบบลวดลายใหม่ๆ เกิดขึ้น โดย “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เป็นลายผ้าพระราชทานลายแรก ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียกว่า “ลายขอเจ้าฟ้า” บ้าง “ลายขอเจ้าหญิง” บ้าง” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า ลายผ้าพระราชทาน “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” เป็นลายผ้าพระราชทานลวดลายแรกที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงมุ่งมั่นในการใช้พระปรีชาชาญด้านการออกแบบแฟชั่นแบบร่วมสมัย มาสร้างสรรค์ลายและพระราชทานลายให้กับช่างทอผ้าทั่วประเทศ โดยความหมายของลายผ้าพระราชทาน “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ลาย S หมายถึง Sirivannavari สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ลาย S จำนวน 10 แถว หมายถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ลายเชิงผ้ารูปหัวใจ หมายถึง ความรักที่พระองค์มีต่อประชาชนชาวไทยทุกคน = Eternity Love เพื่อเป็นการจุดประกายความคิดในการพัฒนาลวดลายผ้า และพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้มีความร่วมสมัย สามารถก้าวสู่ระดับสากลเพื่อวิถีชุมชนที่ยั่งยืน

“ด้วยพระปณิธานอันแรงกล้าของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการส่งเสริมผ้าไทย งานหัตถศิลป์หัตถกรรมไทย ได้สะท้อนเป็นที่ประจักษ์ผ่านภาพที่ช่างทอผ้าและชาว OTOP ทั่วประเทศจดจำมิรู้ลืม คือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน OTOP City 2020 ที่ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 พระองค์ได้พระราชทานแบบลายผ้าพระราชทาน “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ให้แก่นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คนที่ 29 โดยทรงประทับบนกี่ทอผ้าที่แวดล้อมไปด้วยพี่น้องผู้ประกอบการ OTOP ซึ่งในการเสด็จครั้งนั้น ทรงมีพระดำรัสด้วยพระสุรเสียงที่หนักแน่น ความตอนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าได้มีโอกาสตามเสด็จสมเด็จย่า สมเด็จพระพันปีหลวงมาตั้งแต่เด็ก ได้เห็นท่านทรงงาน และรับรู้ถึงความทุ่มเทของพระองค์ท่าน ในการอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านและสืบสานภูมิปัญญาไทยมาโดยตลอด เห็นการสร้างงาน สร้างรายได้ ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง ข้าพเจ้า มีความตั้งใจที่จะสืบสานพระราชปณิธาน โดยข้าพเจ้าได้นำประสบการณ์การทำงาน การศึกษา การเดินทางไปชมผ้าไทยและงานหัตถกรรมพื้นบ้านตามภาคต่าง ๆ ทำให้เห็นผลงานที่สามารถนำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยและเป็นสากลได้” ซึ่งพระกรุณาธิคุณในครั้งนี้เปรียบประดุจแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ที่ทำให้ตั้งแต่หลังวันที่ 21 ธ.ค. 63 เป็นต้นมา เกิดเสียงดังที่ใต้ถุนบ้านทุกหลังในทุกหมู่บ้าน/ชุมชน นั่นคือ “เสียงกี่ที่กระทบกันเพื่อทอผ้าลายพระราชทานกันตลอดทั้งวันทั้งคืน” และทรงโปรดให้กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทยจดลิขสิทธิ์ พร้อมทั้งพระราชทานพระราชานุญาตให้กลุ่มช่างทอผ้าทุกกลุ่มสามารถนำไปใช้ได้ทุกเทคนิค ประยุกต์ดัดแปลงเข้ากับอัตลักษณ์ของชุมชนได้ จนกระทั่งถึงทุกวันนี้พบว่าในหลายหมู่บ้าน ยังทอไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ซื้อ ถือเป็นลายผ้ามหัศจรรย์ลายแรกที่เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เพราะพระองค์พระราชทานในช่วงที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พอดี ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องคนไทยก็ลำบากมาก แต่ปรากฏการณ์ที่สำคัญ ภายหลังชาวบ้านช่วยกันทอผ้า “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ” ออกมาขาย  ก็ทำให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าปรากฏการณ์ยอดขายผ้าไทยที่ถล่มทลายมาก ขายดิบขายดี ทำให้มีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้นทำให้ผู้ประกอบการทอผ้าได้รอดตายจากภาวะฝืดเคืองทางเศรษฐกิจในช่วงโควิด-19 นำมาซึ่งความปลาบปลื้มปีติยินดีอย่างหาที่สุดมิได้ของพวกเราทุกคน” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงลงมาเป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อนการพัฒนายกระดับและส่งเสริมให้ผู้คนได้เห็นคุณค่าของผ้าไทย และพระราชทานโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพราะผ้าไทยนั้นไม่ใช่แค่เครื่องนุ่งห่มที่เรามีไว้เพื่อให้เกิดความสวยงาม แต่ผ้าไทยยังเป็นเครื่องมือในการที่จะพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องในชนบทอีกเป็นล้านครอบครัวให้ได้มีรายได้ที่ดี ซึ่งพระองค์ท่านทรงมุ่งหวังในการที่จะช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ท่านให้ได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยทรงนำองค์ความรู้ทางวิชาการที่ทรงศึกษา ทั้งเรื่องของแฟชั่นสมัยใหม่ ศิลปะ การตลาด มาต่อยอดสิ่งที่สมเด็จย่าของพระองค์ได้พระราชทานไว้ให้กับช่างทอผ้าและคนไทยทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำว่า “ต่อยอดเป็นสิ่งที่ยาก” แต่ด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา สิ่งมหัศจรรย์จึงได้เกิดขึ้น มีตัวอย่างความสำเร็จ เช่น บ้านดอนกอย ตำบลสว่าง อำเภอพรรณานิคม จังหวัดสกลนคร ที่ภายหลังจากการน้อมนำพระดำริไปเปลี่ยนแปลงวิธีการย้อมผ้าคราม จากครามเข้ม กลายเป็นครามหลายเฉดสี พร้อมพระราชทานชื่อ “ดอนกอยโมเดล” ทำให้ทุกวันนี้พี่น้องสมาชิกกลุ่มบ้านดอนกอย สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนจากเดิม 700 บาทต่อคนต่อเดือน เพิ่มเป็น 10,000 บาทต่อคนต่อเดือน ด้วยทรงแสดงให้เห็นว่าแฟชั่นลายใหม่นั้นทำให้เกิดเป็นที่นิยม เป็นที่ต้องการ สามารถสร้างรายได้สร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน โดยเริ่มจากให้ผู้ผลิตผ้า ผู้ประกอบการผ้า ออกแบบใส่จินตนาการเพื่อให้เกิดชิ้นงานใหม่ ดังคำว่า “ต่อยอด” ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยการพึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เริ่มตั้งแต่ต้นน้ำด้วยการปลูกฝ้าย ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทรงเน้นย้ำสำคัญมาก คือ เรื่องของการใช้สีธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการพัฒนาออกแบบบรรจุภัณฑ์ (Packaging) รวมถึง สร้าง Story telling และอีกเป้าหมายที่สำคัญอีกประการของพระองค์ท่าน คือ การถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อไปยังคนในชุมชนและขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ได้ทรงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสืบสานงานของสมเด็จย่าของพระองค์ท่าน ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างยิ่งใหญ่ในวงการผ้าไทย เกิดมูลค่าหมุนเวียน กว่า 50,000 ล้านบาท เพราะผ้าไทยทั้งหมดตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนที่อยู่ภายในประเทศทั้งสิ้น ไม่มีว่าต้องนำเข้า ไม่มีเม็ดเงินกระเด็นออกไปต่างประเทศ ทำให้เงินในระบบเศรษฐกิจไทยได้หมุนกลับไปสู่ชุมชน นอกจากนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดอีก คือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของรูปแบบ (Pattern) ทั้งลายผ้าต่างๆ ที่พัฒนามาอย่างมากมาย จนเกิดเป็นความนิยม ทุกคนสวมใส่ได้ในทุกโอกาส ซึ่งเป็นเป้าหมายของแนวพระดำริของพระองค์ท่านตามโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่มีการ Mix and Match ทำให้วงการผ้าไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างยิ่งใหญ่อีกด้วย

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันนี้ เมื่อท่านเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้ช่วยเป็น Ambassador ผ้าไทย กระทรวงมหาดไทยก็มั่นใจว่า สิ่งที่พี่น้อง OTOP พี่น้องศิลปาชีพดีใจว่าเห็นท่านนายกรัฐมนตรีสวมใส่ ทำให้มีกำลังใจในการที่จะผลิตผ้า ที่จะก่อให้เกิดสิ่งที่ดีในชีวิต มุ่งมั่นทำให้ตนเองและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งตนในนามพี่น้อง OTOP และพี่น้องศิลปาชีพ ขอกราบขอบพระคุณท่านเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ที่ช่วยกันสนับสนุนผ้าไทย เป็นการสนองแนวพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในการที่จะทำให้ผ้าไทย งานหัตถกรรมไทย เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนให้ดีอย่างยั่งยืนตลอดไป

จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทุกคนมาร่วมกันช่วยชาติบ้านเมือง สวมใส่ผ้าไทยแสดงความรักแผ่นดินสืบสานอนุรักษ์ประเพณีไทย “ผ้าไทย 1 ผืนบนร่างกายของเรา นอกจากจะช่วยเหลือครอบครัวและชุมชน ยังเป็นการสร้างความมั่นคงในเครื่องนุ่งห่ม ช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งไม่เพียงจะทำให้ชาวบ้านในถิ่นชนบทได้มีงานทำ แต่เงินทุกบาททุกสตางค์จะหมุนเวียนในประเทศ และไปช่วยหนุนเสริมให้ลูกหลาน ให้ครอบครัว ให้คนอีกหลายล้านชีวิตที่ต้องใช้ชีวิตอันเกิดจากการถ่ายทอดของบรรพบุรุษเป็นเครื่องมือในการประกอบอาชีพ สามารถลืมตาอ้าปากได้ มีเงินให้ลูกได้ไปโรงเรียน มีเงินได้ซื้อหาข้าวปลาอาหารไว้รับประทาน สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน พวกเราทุกคนต้องช่วยกันสวมใส่ผ้าไทยในทุกโอกาสของชีวิตตลอดไป

“และในช่วงเวลาอันใกล้นี้ ประเทศไทยเรากำลังจะมีงานมหกรรมผ้าไหมครั้งสำคัญ และงานมหกรรมรวมสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ส่งท้ายปี โอกาสนี้ กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน ร่วมงานสำคัญ 2 งาน โดยงานแรก คือ ‘Silk Festival 2023’ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภายใต้แนวคิด Silk Success Sustainability เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 3 รอบ 36 พรรษา และเพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” เพิ่มช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 3 ธ.ค. 66 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น ฮอลล์ 6-7 เมืองทองธานี และงานที่ 2 คืองาน Otop City 2023 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16-24 ธ.ค. 66 ณ ชาเลนเจอร์ 1-3 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

หม่อมราชวงศ์ ‘สดศรี’ ภริยา นายอานันท์ ปันยารชุน ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 87 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770568

หม่อมราชวงศ์ ‘สดศรี’ ภริยา นายอานันท์ ปันยารชุน ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 87 ปี

หม่อมราชวงศ์ ‘สดศรี’ ภริยา นายอานันท์ ปันยารชุน ถึงแก่อนิจกรรม สิริอายุ 87 ปี

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.44 น.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566  เวลา 08.20 น. หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน ถึงแก่อนิจกรรม ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สิริอายุ 87 ปี

สำหรับหม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน มีชื่อเดิมว่า หม่อมราชวงศ์สดศรีสุริยา จักรพันธุ์ เกิดเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2479 เป็นธิดาของพลโท หม่อมเจ้าคัสตาวัส จักรพันธุ์ (พระโอรสในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ ประสูติแต่หม่อมหวน จักรพันธุ์ ณ อยุธยา) กับหม่อมเจ้าทิตยาทรงกลด รพีพัฒน์ (พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ประสูติแต่ หม่อมอ่อน รพีพัฒน์ ณ อยุธยา)

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน เป็นลื่อในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระปนัดดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ และเป็นพระนัดดาในพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์

หม่อมราชวงศ์สดศรี ปันยารชุน สมรสกับนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 18 ของไทย มีธิดา 2 คน คือ นางนันดา ไกรฤกษ์ และนางดารณี เจริญรัชต์ภาคย์

ทั้งนี้ หลานสาว ทิพนันท์ ไกรฤกษ์ ศรีเฟื่องฟุ้ง ได้โพสต์กำหนดการอาลัยด้วย

วันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2566 จะมีพิธีรดน้ำศพ เวลา 15.30 น. และในเวลา 17.00 น. มีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ สวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. ถึงวันที่ 28 พ.ย. และจะมีสวดพระอภิธรรมอีกครั้งในวันที่ 3, 10, 17 และ 24 ธ.ค.

‘เสมา 1’ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770565

'เสมา 1'ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

‘เสมา 1’ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย

วันอังคาร ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.38 น.

“เสมา 1″ตั้งมาตรการคุมเข้ม กำชับสถานศึกษาทุกพื้นที่ต้องปลอดภัย ไร้อาวุธ​ สิ่งเสพติด และความรุนแรงทุกรูปแบบ​

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อห่วงใยเรื่องการใช้ความรุนแรงภายในสถานศึกษา การกลั่นแกล้ง​ ทำร้ายร่างกาย​กัน รวมถึงเรื่องการแอบพกอาวุธ สารเสพติด สิ่งมึนเมา เข้ามาในสถานศึกษา กำชับโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศคอยรับมือสถานการณ์ไม่ปลอดภัย สังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด หากสุ่มเสี่ยงต้องรีบทำความเข้าใจและให้คำแนะนำอย่างเร่งด่วน

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้เรียนเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีข้อห่วงใยต่อสถานศึกษาทุกแห่ง ในการยกกระดับมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาพฤติกรรม เพื่อป้องกันการก่อเหตุความรุนแรง การแอบพกอาวุธ ยาเสพติด และสารมึนเมาเข้ามาในโรงเรียน จึงกำชับครูและบุคลากรในสถานศึกษาเพิ่มความเข้มงวดจริงจังอย่างต่อเนื่อง จัดเวรเดินตรวจตราตามจุดอับ พื้นที่สุ่มเสี่ยง ป้องกันเหตุเยาวชนทะเลาะวิวาท พร้อมกวดขัน ดูแล ติดตามพฤติกรรมผู้เรียน จากภาวะความเครียด ความกดดัน เพื่อความปลอดภัยของผู้เรียนรอบด้าน สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ปกครองไว้วางใจในการส่งผู้เรียนมาอยู่ภายใต้การดูแลของสถานศึกษา

รมว.ศธ.กล่าวว่า ได้รับทราบมาว่าสถานศึกษาในสังกัด สอศ.มีการจัดเวรให้ครูเดินตรวจตราความเรียบร้อยตามจุดเสี่ยง มุมอับของสถานศึกษาอยู่แล้ว จึงขอชื่นชมและให้กำลังใจในการปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ทั้งนี้ ขอให้ขยายแนวทางดังกล่าวไปยังสถานศึกษาในทุกสังกัดของ ศธ.ด้วย เนื่องจากภาวะสังคมในปัจจุบันอาจทำให้ผู้เรียนมีปัญหาด้านต่างๆ ทั้งภัยจากความรุนแรง ภัยจากสุขภาพกายและจิตใจ​ จนอาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ประสิทธิภาพการเรียนลดลง หากครูผู้ใกล้ชิดเด็กคอยสังเกตเห็นความผิดปกติและใช้ความเข้าใจพูดคุย  เด็กอาจจะเปิดใจบอกเล่าถึงปัญหาที่มีอยู่ เพื่อช่วยเหลือได้ถูกต้องเหมาะสมและทันท่วงที สิ่งสำคัญคือเน้นย้ำให้สถานศึกษาปลอดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ

ทั้งนี้ หากนักเรียน ครู ผู้ปกครอง และประชาชนทุกคน พบเจอสิ่งผิดสังเกตที่จะเป็นบ่อเกิดของความไม่ปลอดภัย สามารถแจ้งขอความช่วยเหลือได้ที่ “ศูนย์ความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ” (MOE Safety Center) โดยสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ แอปพลิเคชัน MOE Safety Center, เว็บไซต์ http://www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter และ Call Center 0-2126-6565 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ติดตามข้อมูลและเร่งประสานงานช่วยเหลือตลอดเวลา มาร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัย สอดคล้องนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770364

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

สอศ.ขานรับ mou 4 กระทรวง สู่การเรียนรู้เชิงรุกวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 16.09 น.

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหน่วยงานผลิตและพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง เพื่อการพัฒนาประเทศ ขับเคลื่อนงานตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ “เรียนดี มีความสุข” และนำแนวนโยบายจากความร่วมมือ 4 กระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม “การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของชาติ สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย” สู่การปฏิบัติ โดยให้ความสำคัญและมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกรักชาติ ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ชาติไทย และยึดมั่นสถาบันหลัก

ซึ่งในปีการศึกษานี้ สอศ.ได้เน้นย้ำและกำหนดรายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย วิชาหน้าที่พลเมือง เป็นวิชาสำคัญอันดับต้นๆ โดยให้สำนักที่เกี่ยวข้องดำเนินการในเรื่องของการปรับหลักสูตร บูรณการการจัดการเรียนการสอนใหม่แบบเชิงรุก (Active Learning) สร้างกระบวนการคิด วิเคราะห์ ให้เกิดความเหมาะสม ทันสมัย มุ่งเน้นการสอนประวัติศาสตร์แนวใหม่ เชิงสร้างสรรค์ นำการสอนแนวใหม่โดยไม่เน้นการท่องจำ เชื่อมโยงกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวโดยนำเทคนิควิธีการสอนสมัยใหม่มาผสมผสานให้เป็นความรู้ใกล้ตัว เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย (Tiktok หรือ Podcast) และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน โดยใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเป็นห้องเรียน รวมทั้งยังย้ำให้สถานศึกษาบูรณาการในกิจกรรมวันสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ภายใต้องค์การนักวิชาชีพในอนาคตแห่งประเทศไทย (อวท.) และองค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อกท.) เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้และนำไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการประกอบอาชีพในอนาคต

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.ได้นำรายวิชาประวัติศาสตร์ชาติไทย และส่งเสริมองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ชาติไทยสู่อาชีวศึกษา เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจและเห็นบทเรียนจากเรื่องราวประวัติศาสตร์ของไทย สู่การเชื่อมโยงและสร้างความตระหนัก สู่การปฏิบัติที่เป็น Soft Power ให้ผู้เรียนได้เห็นคุณค่าเกิดพัฒนาตนเอง ซึ่งจะสามารถนำความรู้ที่ได้จากการเรียนไปต่อยอด ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน และเกิดเป็นจริยธรรมของนักเรียนนักศึกษา เป็นประโยชน์ทั้งปัจจุบันและอนาคต ก่อเกิดความรักชาติ ความสามัคคี อย่างยั่งยืนต่อไป

‘เพิ่มพูน’เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770360

'เพิ่มพูน'เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

‘เพิ่มพูน’เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะ ให้ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยผู้เรียน

วันจันทร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 15.54 น.

“เพิ่มพูน” เน้นย้ำข้อห่วงใยสถานศึกษาอาชีวะให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัยของผู้เรียน

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ  ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายให้สถานศึกษาทุกแห่งเป็นสถานศึกษาแห่งความสุขและมีความปลอดภัย ประกอบกับในช่วงเดือนพฤศจิกายนเป็นช่วงการเปิดภาคเรียน และมีเหตุการณ์ความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้เรียนหลายครั้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกัน ดูแล และช่วยเหลือผู้เรียนให้เกิดความปลอดภัย ซึ่งพลตำรวจเอก เพิ่มพูน  ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ได้สั่งการให้นายยศพล  เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้เน้นย้ำสถานศึกษาอาชีวศึกษาให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของผู้เรียน โดยได้ขอความร่วมมือสถานศึกษาทุกแห่งให้ปฏิบัติตามมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัยของผู้เรียน ดังนี้ 

1.ห้ามมีกิจกรรมหรือการรวมกลุ่มเพื่อการรับน้องใหม่ทั้งในและนอกสถานศึกษาโดยเด็ดขาด  2.ให้งานปกครอง งานครูที่ปรึกษา และครูทุกแผนกมีข้อมูลผู้เรียนรายบุคคล ดังนี้

– สถานที่อยู่อาศัย อาชีพผู้ปกครอง สภาพเศรษฐกิจของครอบครัว ความสัมพันธ์และสถานภาพของบุคคลในครอบครัว 

– ต้องมีมาตรการคัดกรองผู้เรียน และให้การดูแลและใกล้ชิดกับผู้เรียนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการก่อเหตุความรุนแรง ยาเสพติด และเรื่องชู้สาวเป็นกรณีพิเศษ โดยต้องมีมาตรการเฝ้าระวังความปลอดภัยร่วมกับผู้ปกครอง ชุมชน สถานประกบการ และบุคลากรในสถานศึกษา

3. การนำนักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษาต้องปฏิบัติตามประกาศสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องมาตรการความปลอดภัยในการพานักเรียน นักศึกษาไปนอกสถานศึกษา  ลงวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2566 และคำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องมอบอำนาจให้ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัด ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  วันที่ 28 เมษายน 2566

4.สถานศึกษาทุกแห่งต้องเป็นสถานศึกษาปลอดบุหรี่ โดยให้ปฏิบัติตาม 7 มาตรการ เพื่อสถานศึกษาปลอดบุหรี่ โดย กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข  5. หากมีเหตุความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับผู้เรียนทั้งในและนอกสถานศึกษา ต้องแจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวให้เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบโดยเร็วที่สุด และให้ดำเนินการแจ้งเป็นเอกสารทางราชการมายังศูนย์ความปลอดภัย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาด้วย ทั้งนี้ พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ฝากข้อห่วงใยถึงสถานศึกษาทุกแห่งให้วางมาตรการและแนวทางการสร้างความปลอดภัย โดยให้มีการตรวจเข้มอาวุธและยาเสพติดในสถานศึกษา ตลอดจนการจัดครูและการตรวจเวรยามในพื้นที่จุดเสี่ยงด้วย

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770175

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.58 น.

เลขาธิการ กพฐ.สั่ง ผอ.สพท.-ผอ.โรงเรียน ทบทวนวิธีสอนประวัติศาสตร์ ยินดี 4 กระทรวง MOU ช่วยปลูกฝังนักเรียนรักชาติ ภูมิใจประวัติศาสตร์ไทย ยึดมั่นสถาบันหลัก

เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า จากการที่ รัฐบาลให้ความสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ของชาติ เป็นคนที่มีจิตสำนึกรักชาติ ภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติไทย และยึดมั่นสถาบันสำคัญของชาติ โดยมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) “แนวทางการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทย สร้างจิตสำนึกความเป็นไทย” ระหว่าง 4 กระทรวงหลัก มี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) พร้อมด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นางสาวศุภมาส อิศรภักดี) ร่วมลงนามที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมานั้น

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะที่ดูแลเด็กและเยาวชนกว่า 6.5 ล้านคน ให้ความสำคัญกับการสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย ภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันหลักอย่างมาก ได้กำหนดเป็นนโยบายและจุดเน้นของ สพฐ.ปีงบประมาณ 2567 – 2568 ซึ่งทันทีที่รัฐมนตรีทั้ง 4 กระทรวงได้ลงนาม MOU ช่วงเช้าวันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 สพฐ.พร้อมรับลูก สั่งการนโยบายแก่ผู้บริหาร สพฐ.ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ณ ที่ประชุมผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขตพื้นที่ จาก 77 จังหวัดทั่วประเทศ

สำหรับจุดเน้นและนโยบายของ สพฐ.ปีงบ 67 – 68 นี้ สองข้อแรก เราให้ความสำคัญต่อการสร้างสำนึกความเป็นไทย ภาคภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันหลัก โดยข้อที่ 1 การปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ ซึ่งทุกโรงเรียนทั่วประเทศมีกิจกรรมการขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา เพื่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ โดยเน้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่เป็นวิถีชีวิตประจำวันในโรงเรียน และข้อที่ 2 การจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และประชาธิปไตย ที่เน้นให้ผู้เรียนได้มีคุณธรรม จริยธรรม เป็นพลเมืองคุณภาพ รู้จักรากเหง้าตัวตน ประวัติศาสตร์ชาติ ด้วยการใช้สื่อการสอนที่ทันสมัย เหมาะกับเด็กยุคใหม่ ซึ่งการที่รัฐบาลมีวิสัยทัศน์บูรณาการแนวทางปฏิบัติร่วมกัน ระหว่าง 4 กระทรวงดังกล่าว เป็นการช่วยลดภาระครู เพราะจะมีภาคีเครือข่ายจากกระทรวงต่างๆ เป็นแนวร่วม สนับสนุนองค์ความรู้ สื่อและแหล่งการเรียนรู้ ช่วยให้สามารถพัฒนาเด็กและเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งตนได้กำชับผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา พร้อมเปิดรับการทำงานร่วมกับองค์กรภาคส่วนต่างๆ เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดกับนักเรียนเป็นสำคัญ

“มั่นใจว่าโรงเรียนทุกแห่งมีการเรียนการสอนที่ปลูกฝังความรักความภาคภูมิใจในชาติและยึดมั่นสถาบันสำคัญของชาติ ที่เป็นวิถีปฏิบัติของโรงเรียนอยู่แล้ว โดยเฉพาะรายวิชาประวัติศาสตร์ ที่ สพฐ.ได้ประกาศให้สถานศึกษาจัดรายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ แยกออกมา 1 รายวิชาอย่างชัดเจน กำหนดให้ระดับประถมศึกษา ใช้เวลาเรียน 40 ชั่วโมงต่อปี (สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 40 ชั่วโมงต่อปี และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รวม 3 ปี 80 ชั่วโมง ในการนี้ ได้มอบหมายรองเลขาธิการ กพฐ. (นางเกศทิพย์ ศุภวานิช) และทีมวิชาการพัฒนารูปแบบแนวทางการปลูกฝังจิตสำนึกรักชาติ และได้สั่งการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต เป็นพี่เลี้ยงแก่โรงเรียน ดำเนินการทบทวนรูปแบบ วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ทำอยู่ว่าเป็นอย่างไร ให้ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อนักเรียนได้รู้จักรากเหง้า เข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของท้องถิ่นและประเทศชาติในแง่มุมต่างๆ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้มีการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์ วิพากษ์ เชิงประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ท่องจำตามหนังสือ คลิปวิดีโอ หรือจำตามที่ครูบอกเล่า เพื่อนักเรียนจะได้เข้าใจและเห็นบทเรียนจากเรื่องราวในอดีต เชื่อมโยงความเป็นมาเป็นไปสู่สังคมปัจจุบัน เห็นแนวทางภูมิปัญญาที่เป็น Soft Power เห็นคุณค่าอดีตที่ต่อยอดสู่อนาคต ในมิติเศรษฐกิจ สังคม และหน้าที่พลเมืองได้” เลขาธิการ กพฐ.เน้นย้ำ

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/770172

'สุวัจน์'ยินดี'แอนโทเนีย โพซิ้ว'หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023

วันอาทิตย์ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.29 น.

‘สุวัจน์’ยินดี’แอนโทเนีย โพซิ้ว’หลานย่าโม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023 ยกเป็นตัวแทนประเทศ เผยแพร่ซอฟท์พาวเวอร์ในเวทีระดับโลก  

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2566 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ ประธานพรรคชาติพัฒนากล้า แสดงความยินดีกับ น.ส.แอนโทเนีย โพซิ้ว มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2023 ตัวแทนประเทศไทย ที่สามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1 Miss Universe 2023 ในการประกวดนางงามจักรวาล ครั้งที่ 72 รอบตัดสิน (Final Competition) ที่จัดขึ้น ณ ยิมเนเซียมแห่งชาติ ในกรุงซานซัลวาดอร์ ประเทศเอลซัลวาดอร์ เช้าวันนี้ (ตามเวลาประเทศไทย)
 
โดยนายสุวัจน์ ได้แสดงความชื่นชมและขอบคุณแอนโทเนีย โพชิ้ว ซึ่งเป็นชาวโคราช หลานย่าโม ที่ได้ทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยอย่างดีที่สุด จนสามารถคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1  Miss Universe 2023 มาครอง นอกจากนี้แอนโทเนียยังได้เผยแพร่ซอฟต์พาวเวอร์วัฒนธรรมไทยที่งดงามโดดเด่นแก่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะชุดแต่งกายประจำชาติ ‘เทพธิดาอาณาจักรอยุธยา’ ที่ได้รับแรงบันดาลจากรูปปั้นพระแม่ธรณีในช่วงยุคสมัยอยุธยาของอาณาจักรสยามที่มีอยู่ในช่วงทศวรรษที่ 14 ถึง 18 

“ปีนี้เป็นปีครบ 555 ปี เมืองโคราช การได้ครองตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ครั้งนี้ของแอนโทเนีย นับเป็นเรื่องที่ชาวโคราชภาคภูมิใจและมีความสุขกับความสำเร็จของหลานย่าโมคนนี้ ที่ได้สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในเวทีระดับโลก ได้ใจคนโคราชและคนไทยทั้งประเทศ” นายสุวัจน์กล่าว   

สำหรับแอนโทเนีย โพซิ้ว เธอเกิดเมื่อวันที่ 3 พ.ย. 1996 (พ.ศ.2539) ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็นเจ้าของแฮชแท็ก #หลานย่าโมจะGOจักรวาล มารดาของแอนโทเนียเป็นคนไทยและเป็นชาวโคราช บิดาเป็นชาวเดนมาร์ก ก่อนการประกวด เธอได้เข้าสักการะกราบเท้าย่าโม ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี และยังเข้ากราบขอพรที่วัดศาลาลอย ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่ท้าวสุรนารีสร้างขึ้น นอกจากนี้ แอนโทเนีย ยังชอบทำและชอบกินผัดหมี่โคราชด้วย —017

‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ’ ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769998

'พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ' ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

‘พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ฯ’ ปลงผมลาบวช วัดไทยพุทธคยา อินเดีย กำหนดสึก 25 พ.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 08.15 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 ผู้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ภาพของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขณะปลงผม พร้อมระบุข้อคววามดังนี้

“ขออนุโมทนาบุญกับ พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พิธีปลงผม ณ วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย 17 พ.ย. 2566 อนุโมทนาบุญกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล กับกุศลครั้งใหญ่”

ทั้งนี้จากการตรวจสอบจากบุคคลใกล้ชิดระบุว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ขอลาบวชจริง และมีกำหนดลาสิกขาในวันที่ 25 พ.ย. นี้

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769996

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

‘กูรูนางงาม’ เคาะ5ชาติน่าเข้ารอบสุดท้าย‘Miss Universe 2023’ ปลื้ม‘แอนโทเนีย’สวยสง่าในชุดประจำชาติ

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 07.54 น.

วันที่ 18 พฤศจิกายน 2566 พี่ตี่-ทิศนา ดำรงศักดิ์ กูรูความงาม-นางงาม กล่าวในรายการ “แนวหน้าTalk” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ซึ่งมี นายบุญยอด สุขถิ่นไทย เป็นพิธีกร เมื่อววันที่ 17 พ.ย. 2566 ที่ผ่านมา ในประเด็นวิเคราะห์ใครจะได้เป็น Miss Universe 2023 ในปีนี้ ว่า เวทีระดับ Miss Universe ใครจะได้ก็ขึ้นอยู่กับกรรมการ และแต่ละคนที่มาเป็นกรรมการมีกฎห้ามคุยกัน แยกแม้กระทั่งการรับประทานอาหารและการเข้าห้องน้ำ เพราะไม่ต้องการให้เจอกันแล้วปรึกษาหารือกัน ต่างคนต่างก็ให้คะแนนของตนเองไป โดยการเลือกบุคคลมาเป็นกรรมการตัดสิน จะคละกันทั้งด้านแฟชั่น ด้านการแสดง เป็นต้น

ซึ่งแต่ละเวทีการประกวดก็จะมีการวางมาตรฐานกรรมการของเวทีนั้นๆ ยิ่งปัจจุบันเป็นยุคสื่อสังคมออนไลน์ คนจ้องจับผิดรุนแรงมาก สปอนเซอร์หรือใครก็แล้วแต่จะมาก้าวก่ายจึงไม่ใช่เรื่องง่าย อย่างรายการ Miss Universe แม้ แอน-จักรพงษ์ จะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แต่ก็ไม่ได้เป็นกรรมการและไม่ได้มีส่วนร่วมกรรมการ จึงไม่มีผลต่อการตัดสินใจของกรรมการ โดยปีนี้มีสาวงามจาก 86 ประเทศ คัดเลือกให้เหลือ 20 ประเทศ เหลือ 10 ประเทศ 5 ประเทศ และ 3 ประเทศ ตามลำดับ 

เมื่อถึงรอบ 5ประเทศ หรือ 5 คนสุดท้าย จะเป็นการตอบคำถามที่หยิบจากซอง และรอบ 3 คนสุดท้าย จะมีคำถามเดียวให้แต่ละคนตอบ ซึ่งรอบตอบคำถาม 5 คน และ 3 คนสุดท้าย คือจุดชี้เป็นชี้ตาย จะได้ลุ้นกันก็ตรงรอบนี้ โดยกรรมการจะเลือกคนที่ตอบคำถามได้ดีที่สุด ตรงประเด็นที่สุด ซึ่งต้องย้ำเรื่องความตรงประเด็นเพราะจะได้คะแนนมาก ไม่ใช่ถามแบบนี้แต่ไปตอบแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม อีกอย่างสติสำคัญมาก แม้แต่คนที่ผ่านการประกวดมาจนชินกับเวทีก็ยังอาจตอบผิด-ตอบถูกได้

ส่วนประเด็นการเปลี่ยนแปลงกติกาการประกวด Miss Universe ในปีนี้ ที่ไม่มีข้อกำหนดด้านอายุและสถานภาพการแต่งงาน อีกทั้งอนุญาตให้หญิงข้ามเพศเข้าร่วมประกาดได้ด้วยนั้น ต้องบอกว่าในแวดวงนางงามดูจะชอบเพราะถือเป็นโอกาส เช่น แต่งงานมีลูกแล้วก็ยังมาประกวดได้ แต่ก็ต้องดูแลร่างกายตนเองให้ดีด้วย ส่วนหญิงข้ามเพศมีข้อกำหนดว่าต้องผ่านการแปลงเพศแล้ว ซึ่งในต่างประเทศจะมีใบรับรองแพทย์ สามารถไปยื่นกับศาลเพื่อเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ แต่ประเทศไทยยังทำอะไรแบบนั้นไม่ได้ จึงยังไม่สามารถส่งประกวด Miss Universe

สำหรับสาวงามในปีนี้ที่เข้าตา นอกจาก แอนโทเนีย โพซิ้ว Miss Universe Thailand แล้วยังมีตัวแทนจากเวเนซุเอลา โคลอมเบีย ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ เชื่อว่านางงามจาก 5 ประเทศนี้ จะไปถึงรอบ 5 คนสุดท้าย แต่ก็อย่าเชื่อตนมากเพราะเป็นเพียงสายตาของคนที่ดูผ่านจอโทรทัศน์ ไมได้ไปอยู่ในสถานที่ประกวดจริงซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนกว่า อย่างไรก็ตาม สำหรับรอบชุดประจำชาติ ต้องขอชื่นชม แอนโทเนีย ที่สวมใส่ชุดซึ่งอย่างที่ทราบกันว่ามีน้ำหนักมากแล้วยังเดินโชว์ได้อย่างสวยงาม โดยการตัดสินรอบชุดประจำชาติ กรรมการจะดูทั้งความละเอียดลออ ความสวย และความเป็นมา 

“เมืองไทยเรื่องปัก เรื่องมงกุฎ อะไรแบบนี้คนไทยเก่ง ปักละเอียด ใส่แล้วดูสวยตรงพอดีเป๊ะ แล้วเดินได้สวยงามมาก สง่ามาก คนกรี๊ดทั้งฮอลล์เลย เพราะนางเดินออกมา ร่ายรำออกมา แล้วนางสะบัดผมมาบิด เริ่ด! พี่ว่าเด็ดมาก เด็ดกว่าหลายๆ ปี คือมันเป็นเอกลักษณ์ไทย พระแม่ธรณีบีบมวยผม เราก็เห็นมาตั้งแต่เด็กๆ ที่สนามหลวง แล้วอันนี้เขาเอามาจากกรุงศรีอยุธยา แล้วพระแม่เป็นเทพที่มาทำให้บ้านเมืองเราอุดมสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เล่าเรื่องได้ มีหมดเลย มันมีความเป็นมา มีประวัติ แล้วมันมีของจริง คุณมาดูได้ที่สนามหลวง” พี่ตี่-ทิศนา กล่าว

ทั้งนี้ การประกวด Miss Universe 2023 หรือการประกวดนางงามจักรวาล ครั้งที่ 72 จัดขึ้นที่ประเทศเอลซัลวาดอร์ โดยการประกวดรอบตัดสิน จะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย. 2566 เวลา 07.00 น. (ตามเวลาประเทศไทย) ถ่ายทอดสดให้รับชมพร้อมกันทั่วประเทศ ทางช่อง JKN18 Topnews 
 

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769976

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะ ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 20.57 น.

ประธาน กกต. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และปชช.ร่วมถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 ณ วัดธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระ หม่อมพระราชทานผ้าพระกฐิน ตามที่สำนักงานคณะกรรมการ การเลือกตั้ง ได้ขอรับพระราชทานผ้าพระกฐิน ประจำปีพุทธศักราช 2566 เพื่อนำไปถวายพระภิกษุสงฆ์จำพรรษา ณ วัดธรรมามูล ตำบลธรรมามูล อำเภอเมืองชัยนาท จังหวัดชัยนาท ในวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566 เวลา 13.30 นาฬิกา  โดยมี นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ นายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ
กรรมการการเลือกตั้ง นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง พร้อมด้วยพ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา ส.ว. และอดีตเลขาธิ การ กกต. รวมทั้งผู้บริหารระดับสูง อาทิ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตลอดทั้งผู้บริหาร พนักงาน และลูกจ้างของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าร่วมพิธี โดยมียอดเงินที่ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2566 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 2,837,757  บาท

สำหรับการถวายผ้าพระกฐินพระราชทานประจำปี สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีเพื่อความเป็นสิริมงคล โดยในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 19 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากวัดธรรมามูลและสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดชัยนาท ในการจัดระเบียบทำความสะอาด เตรียมการจัดสถานที่ตกแต่งไม้ดอกไม้ประดับ สถานีตำรวจภูธรเมืองชัยนาท สนับสนุนในการรักษาความปลอดภัยการจัดระบบจราจร และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชัยนาท สนับสนุนในการให้บริการปฐมพยาบาลเบื้องต้น

โดยวัดธรรมามูล เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างอยู่บนไหล่เขา ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่ง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น เป็นวัดที่กษัตริย์แห่งวงศ์สุโขทัย (พระร่วง) หรือพระมหาธรรมราชาเป็นผู้สร้าง มีหลักฐานคือพระพุทธรูปบูชาบรรจุอยู่ในองค์พระเจดีย์ที่พังลงมา และพระเครื่อง(พระร่วง) เป็นจำนวนมาก อีกอย่างหนึ่งมีใบเสมาคู่ เป็นศิลปะสมัยอยุธยาเป็นหลักฐาน สำหรับพระพุทธรูปนั้นเป็นศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งผู้สร้างวัดได้นำมาประดิษฐานไว้ ในทะเบียนวัดได้ระบุประมาณ พ.ศ. 2120 เป็นปี ที่สร้างวัด เดิมวัดนี้ตั้งอยู่บนที่ราบตรงกลางแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน เมื่อแม่น้ำได้เซาะตลิ่งพังเข้ามา จึงย้ายเสนาสนะมาจัดสร้างขึ้นบนไหล่เขาอันเป็นที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณหน้าวัดธรรมามูล ถือว่าเป็นน้ำศักดิ์นำไปใช้ในพระราชพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกด้วย