‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769816

‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

‘ศุภมาส’เปิดข้อเสนอใหม่ลุ้นผ่าทางตัน สางปมพิพาทย้าย‘อุเทนถวาย’

วันศุกร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.55 น.

‘ศุภมาส’ชี้สางปมพิพาท‘จุฬาฯ-อุเทนถวาย’ ต้องคำนึงกฎหมายควบคู่ความรู้สึกนักศึกษา เผยมีความระแวงกลัวเอาพื้นที่ไปใช้เชิงพาณิชย์

เมื่อเวลา 09.45 น.วันที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ศุภมาส อิสรภักดี รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้สัมภาษณ์ถึงข้อพิพาทระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย เรื่องการย้ายอุเทนถวายออกจากพื้นที่ ว่า ได้รับรายงานจากที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนยุติข้อพิพาทการย้ายมหาวิทยาลัยที่มีปลัดกระทรวง อว.เป็นประธานเมื่อวันที่ 16 พ.ย.ว่า บรรยากาศในการประชุมเป็นไปด้วยเหตุและผล ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ทุกอย่าง ซึ่งมีข้อเสนอ 2 ทางเลือก โดยมีการเสนอให้ไปศึกษาก่อนว่าข้อเสนอที่เสนอมานั้นเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะมาสรุปกันในการประชุมครั้งต่อไป ถ้าเป็นไปได้จะเดินต่ออย่างไร แต่ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็ต้องหาแนวทางใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า จุดยืนนักศึกษาอุเทนถวาย ถึงอย่างไรก็จะไม่ออกจากพื้นที่ใช่หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เท่าที่ฟังไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่นักศึกษาอุเทนถวายต้องการภาพที่ชัดเจน โดยบอกว่าเคยมีการพูดคุยกันแบบนี้ แต่กลับไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ ซึ่งเป็นมาหลายครั้งแล้ว เพราะฉะนั้นครั้งนี้นักศึกษาจึงกลัวว่าเมื่อตกลงไปแล้วถึงเวลาก็จะไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้อีก

“นักศึกษาต้องการความชัดเจนว่าก่อนที่เขาจะเรียนจบจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง หรือเขาต้องไปอยู่ที่ไหน อย่างไร ใครจะดูแลแบบไหนอย่างไร เขาไม่รู้ว่าในอนาคตบทสรุปจะเป็นอย่างไร” น.ส.ศุภมาส กล่าว

เมื่อถามว่า ไทม์ไลน์การเจรจา จะได้ข้อสรุปเมื่อไร น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า เราคงไปกำหนดแบบนั้นไม่ได้ เพราะการไปตีกรอบก็เหมือนกับยิ่งไปเพิ่มอารมณ์ความรุนแรง เพียงแต่ตอนนี้ทุกคนอยากได้ข้อยุติที่เร็วที่สุด

เมื่อถามถึงรุ่นพี่ที่จบการศึกษาไปแล้ว แต่ยังมาสนับสนุนรุ่นน้องให้ดำเนินการแบบนี้อยู่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ในวงหารือเมื่อวันที่ 16 พ.ย. ก็มีศิษย์เก่ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย ซึ่งในที่ประชุมได้มีข้อเสนอว่าอยากรับฟังจากอุเทนถวายว่าต้องการอะไรบ้าง และทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสามารถสนับสนุนข้อเสนอเหล่านี้อย่างไรได้บ้าง

“มีความเป็นไปได้ว่าถ้าอุเทนถวายเห็นภาพชัดว่าทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ที่คืนไปแล้ว ไม่ได้เอาไปใช้ในเชิงพาณิชย์ แต่เอาไปใช้เป็นสาธารณประโยชน์ อาจจะเป็นสวนสาธารณะหรือพิพิธภัณฑ์สำหรับเด็กเพื่อการศึกษาเหมือนกับหอศิลป์ใน กทม. แบบนี้อาจจะเป็นข้อเสนอใหม่ที่ทางอุเทนถวายอาจจะพิจารณาได้ ซึ่งน่าจะเป็นแนวโน้มที่ดี” รมว.อว. กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัญหานี้จะสามารถจบได้ในยุคนี้หรือไม่ น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ปัญหานี้มีมานานแล้ว คงไม่สามารถใช้คำว่าจบ แต่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ และบังเอิญว่าช่วง 20 ปีที่ผ่านไม่มีคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด มีแต่การฟ้องร้องกันมาเรื่อยๆ ซึ่งยุคนี้ทุกฝ่ายต้องถือเอากฎหมายสูงสุด เพียงแต่ไม่สามารถยึดหลักกฎหมายอย่างเดียวได้ แต่ต้องยึดหลักความสงบเรียบร้อยและต้องดูแลความรู้สึกของบุคลากรทุกคนในอุเทนถวายด้วย เพราะเราคงไม่อยากเห็นสถาบันที่เราเรียนมาหายไปในช่วงข้ามคืน ดังนั้นเรื่องความรู้สึกของคน ของนักศึกษาถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่แพ้เรื่องของหลักกฎหมาย ดังนั้นจึงต้องเป็นการบังคับใช้กฎหมายโดยสมัครใจ และทุกคนเห็นตรงกัน

สกสว.จัดระดมความเห็น ‘การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769782

สกสว.จัดระดมความเห็น 'การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.'

สกสว.จัดระดมความเห็น ‘การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.13 น.

สกสว.จัดระดมความเห็น การประเมินเพื่อการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ ผู้ทรงคุณวุฒิ สกสว. ร่วมระดมความเห็น “การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

เมื่อเร็วๆนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น หรือ Developmental Evaluation Forum (DE Forum) ในหัวข้อ “การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการ เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” เพื่อสร้างความร่วมมือและการมีส่วนร่วมในการนำผลการประเมินเชิงกระบวนการรวมถึงข้อเสนอแนะเพื่อการ พัฒนาและการประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) และเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นต่างๆ ที่จะนำไปสู่การออกแบบแนวทางการใช้การประเมินเพื่อการพัฒนาระบบ ววน. (Next Steps of DE)  โดยมี รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการ สกสว. นายกานต์ ตระกูลฮุน ประธานคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช ผู้ก่อตั้งและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) พร้อมด้วย รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการติดตามและประเมินผลฯ ดร.วิรไท สันติประภพ กรรมการติดตามและประเมินผลฯ และ ผู้ทรงคุณวุฒิระบบ ววน. ตลอดจนผู้บริหาร สกสว. และ หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น

โอกาสนี้ รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล กล่าวว่า สกสว.มีหน้าที่ในการจัดทำนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผน รวมทั้งการจัดสรรงบประมาณด้าน ววน. ของประเทศ ตลอดจนการติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกองทุนส่งเสริม ววน. และการประเมินการดำเนินงานของหน่วยงานในระบบ ววน. ที่ผ่านมา สำนักติดตามและประเมินผล สกสว. ในฐานะ เลขานุการของคณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. ได้ทำการประเมินผลการ ดำเนินงานเชิงกระบวนการ (Process Evaluation) ของหน่วยบริหารและจัดการทุน (PMU) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563-2565 โดยใช้หลักการประเมินเพื่อการพัฒนา (Developmental Evaluation) ไม่ใช่เป็นการประเมินให้คุณ ให้โทษ ซึ่งมีแนวทางประเมินแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 ด้านความสามารถในการดำเนินงานได้ตามแผน ทั้งประสิทธิภาพ ประสิทธิผล การส่งมอบผลผลิตและผลสัมฤทธิ์ตามตัวชี้วัด (OKRs) รวมถึงตัวอย่างผลงานที่สร้างผลลัพธ์และผลกระทบ ส่วนที่ 2 ด้านกระบวนการทำงาน (Process Evaluation) ซึ่งพิจารณากระบวนการบริหารจัดการงานวิจัยตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ภายใต้หลักธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส 

ที่ผ่านมา สำนักติดตามและประเมินผล สกสว. ได้ดำเนินการประเมินผลการดำเนินงานเชิงกระบวนการของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ที่ได้รับการสะท้อนผล (Feedback) และนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนา ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการติดตามและประเมินผลฯ และ คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) ภายใต้โครงการศึกษาเพื่อพัฒนาการบริหารจัดการงานวิจัยด้านระบบสุขภาพ 2 โครงการ อีกทั้งได้จัดประชุมสะท้อนผลการประเมินเชิงกระบวนการดังกล่าวให้แก่หน่วยบริหารและจัดการทุนอีก 6 แห่ง ได้แก่ (1) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) (2) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) (3) สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) (4) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) (5) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน (บพค.) และ (6) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.)  เช่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์เครือข่ายทางสังคมผ่านการเก็บข้อมูล ซึ่งสามารถนำมาเสนอรูปแบบของแผนภาพและช่วยให้เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลหรือองค์กรเพื่อนำมาใช้ในการวางแผนการทำงาน และความต้องการของแต่ละองค์กร หรือบุคคล

สำหรับการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้และระดมความเห็น ครั้งนี้ เป็นการประชุมสะท้อนผลการประเมินเชิงกระบวนการ อีกครั้ง โดยการเสวนา “ประสบการณ์การใช้ Developmental Evaluation เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการทุนในระบบ ววน.” ร่วมเสวนาโดย รศ.ดร.พงศ์พันธ์ แก้วตาทิพย์ รองผู้อำนวยการ สกสว. ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุน ววน. นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผูู้อำนวย สวรส. รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการ บพข. ซึ่งดำเนินการเสวนาโดย ดร.ปิยะทัศน์ พาฬอนุรักษ์ ผู้อำนวยการ สำนักติดตามและประเมินผล สกสว.

ทั้งนี้ สกสว.หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อคิดเห็นจากการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนที่ได้ จะนำไปสู่การพัฒนาและออกแบบการทำงานให้หน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) เดิม 7 แห่ง รวมถึงหน่วยบริหารจัดการทุน (PMU) ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ อีก 2 แห่ง คือ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ศลช. (TCELS) และ สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (NVI) ที่อยู่ระหว่างเลือกประเด็นที่จะพัฒนา เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศต่อไป

มปอ. เดินหน้าสร้างผู้นำเยาวชน แก้ปัญหาดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769761

มปอ. เดินหน้าสร้างผู้นำเยาวชน แก้ปัญหาดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร

มปอ. เดินหน้าสร้างผู้นำเยาวชน แก้ปัญหาดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควร

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.51 น.

มูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการผู้นำเยาวชน ผลักดันการป้องกันและแก้ไขปัญหาจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด สร้างความตระหนักรู้ผลกระทบของการดื่มก่อนวัยอันควร พร้อมเทคนิครับมือลูกค้านักดื่มอย่างมืออาชีพ 

นางสาวชัชฎา จันทรางศุ  ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) ประธานในการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้นำเยาวชนมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ รุ่นที่ 1 ประจำปี 2566 (TFRD Youth Leader Workshop – Batch 1/2023) โดยมีคณะกรรมการมูลนิธิฯ วิทยากร ผู้บริหารสถาบันการศึกษา อาจารย์ นักศึกษา ผู้นำเยาวชน สื่อมวลชนเข้าร่วมงาน ณ โรงแรมมารวยการ์เด้น กรุงเทพฯ

นางสาวชัชฎา จันทรางศุ  ประธานมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ (มปอ.) หรือ Thai Foundation for Responsible Drinking (TFRD)  กล่าวว่า มปอ. จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการผู้นำเยาวชนมูลนิธิแก้ไขปัญหาการดื่มแอลกอฮอล์ รุ่นที่ 1 ประจำปี 2566 โดยเป็นการอบรมและสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชนของ มปอ. รุ่นแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิฯ มากว่า 9 ปี ในเป้าหมายของการช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด ทั้งนี้ มูลนิธิฯ มุ่งมั่นในการเป็นส่วนหนึ่งเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคมที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคการศึกษา ซึ่งมีเยาวชนอันเป็นบุคลากรที่สำคัญและเป็นอนาคตของประเทศ เพื่อสร้างแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น 

นางสาวชัชฎา กล่าวต่อว่า ผู้นำเยาวชน นักเรียนนักศึกษาในสถาบันการศึกษาและคณะที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกิจการท่องเที่ยวและการบริการ เป็นหนึ่งในบุคลากรที่สำคัญของประเทศชาติ เป็นกลุ่มที่จะช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายในเรื่องของการให้บริการและการดื่มอย่างรับผิดชอบอันเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดื่มแอลกอฮอล์ในทางที่ผิด มูลนิธิฯ จัดการการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้เพื่อพัฒนาองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายผู้นำเยาวชน โดยออกแบบหลักสูตรเฉพาะที่มุ่งเน้นเรื่องการให้ความเข้าใจถึงผลกระทบต่อร่างกายของการดื่มแอลกอฮอล์ก่อนวัยอันควรและในปริมาณที่มากเกินไป การให้บริการอย่างรับผิดชอบ เทคนิคการรับมือและการดูแลลูกค้าอย่างมืออาชีพ รวมทั้งการสร้างและวิธีสื่อสารการรณรงค์เรื่องการดื่มอย่างรับผิดชอบ ซึ่งล้วนแต่เป็นองค์ความรู้ที่สำคัญและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงตอนเริ่มทำงาน

“นักศึกษาที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ จะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่หลากหลายจากวิทยากรที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการดื่มแอลกอฮอล์ต่อร่างกาย (DRINKIQ) การให้บริการอย่างรับผิดชอบ เทคนิคการรับมือและการดูแลลูกค้านักดื่มอย่างมืออาชีพ รวมถึงการสร้างและวิธีสื่อสารการรณรงค์เรื่องการดื่มอย่างรับผิดชอบ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ได้ในการทำงานจริงตามสาขาอาชีพ เป็นการเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแรงโดยเฉพาะกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการบริการ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปในอนาคต” ประธานมูลนิธิฯ กล่าวย้ำ

‘อว.’ มอบ มทร.ตะวันออก หาที่ตั้งใหม่ ‘อุเทนถวาย’ ย้ำ น.ศ.ปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769753

‘อว.’ มอบ มทร.ตะวันออก หาที่ตั้งใหม่ ‘อุเทนถวาย’ ย้ำ น.ศ.ปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบ

‘อว.’ มอบ มทร.ตะวันออก หาที่ตั้งใหม่ ‘อุเทนถวาย’ ย้ำ น.ศ.ปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.32 น.

อว. เชิญผู้แทนศิษย์เก่า – ปัจจุบัน มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ร่วมประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนยุติข้อพิพาท มุ่งรักษาอัตลักษณ์บนพื้นที่เดิม เดินหน้าเพิ่มศักยภาพในเขตพื้นที่ใหม่ ย้ำ นักศึกษาปัจจุบันจะไม่ได้รับผลกระทบ

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นายเพิ่มสุข สัจจาภิวัฒน์ ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนการยุติข้อพิพาทของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวง อว. ผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้แทนกรมธนารักษ์ ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก) วิทยาเขตอุเทนถวาย นำโดย อธิการบดี นายกสมาคมศิษย์เก่า และนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย เข้าร่วม ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคาร สวทช.

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการประชุม นางสาว สุชาดา แทนทรัพย์ เลขานุการ รมว.อว. ได้รับมอบหมายจากนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว.ให้เตรียมการต้อนรับและอำนวยการสะดวก แก่กลุ่มนักศึกษา มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย กว่า 100 คน ที่เดินทางมากระทรวง อว. เพื่อปักหลักรอฟังสรุปผลการประชุมหาทางออกสำหรับข้อพิพาทที่เกิดขึ้น พร้อมถือป้ายแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ยึดมั่นในจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการย้ายพื้นที่ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ออกจากพื้นที่เดิม    

ขณะที่มีนายพัลลภ ไพฑูรย์บัวทอง ผอ.สำนักงานเขตพญาไท และพ.ต.อ.เอกภพ  ตันประยูร รอง ผบก.น.1 (นครบาล1-2) มาสังเกตการณ์และดูแลความปลอดภัย 

โดยบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ปราศจากความรุนแรง และอยู่ภายใต้ขอบเขตการใช้สิทธิ เสรีภาพ บนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน

หลังการประชุม นายเพิ่มสุข แถลงว่า การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อหาทางออกร่วมกันระหว่าง มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยกระทรวง อว. ได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษาด้านวิชาชีพการช่าง ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโดยเฉพาะทักษะด้านการช่างสมัยใหม่ โดยคณะทำงานฯ มีข้อเสนอแนะให้วางแผนแนวทางในการพัฒนา มทร.ตะวันออก โดยทั้งสองสถาบันประสานความร่วมมือกันในมิติต่างๆ เพื่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาให้เป็นสถาบันหลักทางการช่างและการก่อสร้างของประเทศ และพัฒนาพื้นที่ปัจจุบันให้รักษาอัตลักษณ์ของอุเทนถวายฯ ไว้ สำหรับเป็นที่สักการะบูชา เป็นที่พึ่งทางใจ ของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รวมทั้งให้ มทร.ตะวันออก พิจารณาจัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมด้านต่างๆ สำหรับจัดทำโครงการ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายใหม่ ที่มีศักยภาพเชิงพื้นที่ และวางระบบการจัดการศึกษาตอบสนองความต้องการกำลังคนของประเทศ

“ในด้านตัวแทนนักศึกษาที่มีข้อกังวลในเรื่องผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายของนักศึกษาหากมีการย้ายพื้นที่ทันที ประเด็นนี้นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รมว.อว. ได้มอบนโยบายให้ดูแลจนกว่านักศึกษาปัจจุบันจะจบการศึกษาตามข้อเสนอแนะของผู้บริหาร ตัวแทนศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน โดยคณะทำงานฯ จะนำข้อมูลนักศึกษาปัจจุบันที่มีอยู่ไปวางแผนเพื่อประกอบการพิจารณาไม่ให้ส่งผลกระทบด้านการเรียนและหาพื้นที่ใหม่ที่เหมาะสม มีการคมนาคมที่สะดวกต่อไป” นายเพิ่มสุข กล่าว

นายเพิ่มสุข กล่าวต่อว่า นอกจากนั้น ในการหารือดังกล่าวได้มีการนำเสนอทางออกอีกหลายแนวทาง ซึ่งคณะทำงานฯ ชุดนี้ จะนำไปหารือกับภาคส่วนต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่เหมาะสมอันจะนำไปสู่การทำบันทึกตกลงความร่วมมือ (MOU) และทำงานร่วมกันในรูปแบบแซนด์บ็อกส์โดยให้ มทร.ตะวันออก และ จุฬาลงกรณ์ฯ ร่วมมือกันมานำเสนอคณะทำงานในการประชุมครั้งต่อไป

ศธ.-สอวน.-มศว.ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระดับ ม.ต้น ครั้งที่ 20

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769724

ศธ.-สอวน.-มศว.ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระดับ ม.ต้น ครั้งที่ 20

ศธ.-สอวน.-มศว.ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระดับ ม.ต้น ครั้งที่ 20

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.27 น.

ศธ.-สอวน.-มศว.ประกาศศักยภาพไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิก ระดับ ม.ต้น ครั้งที่ 20 ในโอกาสเฉลิมฉลองพระเกียรติคุณ 100 ปี วันประสูติ “กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์”

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 20 (The 20th International Junior Science Olympiad) เพื่อเฉลิมฉลองในวาระครบ 100 ปี วันประสูติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยมี รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการ และพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เลขาธิการมูลนิธิ สอวน.), รศ.ดร.ชลวิทย์ เจียรจิตต์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม และ รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ ชั้น 2 อาคารราชวัลลภ

รมว.ศธ.กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ร่วมกับ มูลนิธิ สอวน.จะดำเนินการจัดการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ครั้งที่ 20 ประจำปี พ.ศ.2566 ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน – 10 ธันวาคม 2566 โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานพิธีเปิดฯ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ

“นับเป็นโอกาสอันดีที่ ศธ.และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้เผยแพร่พระเกียรติคุณของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม ให้แผ่ไพศาล พร้อมประกาศศักยภาพของประเทศไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันวิทยาศาสตร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศในหลาย ๆ มิติ ทั้งในเรื่องบุคลากรทางวิชาการที่จะมาดำเนินการจัดการแข่งขัน บุคลากรทางด้านวิชาการที่จะมาเป็นคณะกรรมการออกข้อสอบ และสถานที่จัดการสอบทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ สถานที่ที่จะใช้ต้อนรับนักเรียนจากทั่วโลกมั่นใจว่าประเทศไทยจะสามารถจัดการแข่งขันได้อย่างดีที่สุด”

ด้าน รศ.ดร.พินิติ เลขาธิการมูลนิธิ สอวน. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่องค์การยูเนสโก ได้ประกาศยกย่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรม พระเกียรติคุณขจรขยายไปทั่วสากลประเทศ เพื่อสืบสานพระปณิธานในการสร้างประโยชน์ด้านการศึกษา มูลนิธิ สอวน.จึงได้ร่วมกับ ศธ.และ มศว.จัดการแข่งขันฯ ขึ้นเพื่อให้นักเรียนในระดับมัธยมศึกษา อายุไม่เกิน 15 ปี จาก 55 ประเทศทั่วโลกแสดงความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งนักเรียนและผู้ฝึกสอนรวมทั้งสิ้น 550 คน

“พระองค์ท่านทรงมีพระประสงค์ที่จะพัฒนานักเรียนที่เก่งในระดับมัธยมศึกษาอย่างต่อเนื่อง งานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญที่จะทำให้ครูและเยาวชนของประเทศไทยได้รับประสบการณ์ที่มีค่าจากการแข่งขันทางวิชาการระดับโลก นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับครูและเยาวชนจากหลากหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลให้เยาวชนของประเทศไทยมีความสนใจและตระหนักถึงความสำคัญของวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น และได้มีโอกาสแสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของนานาประเทศต่อไป”

ขณะที่ รศ.ดร.ชลวิทย์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนฯ มศว.กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฯ ว่า มศว.ได้มีการเตรียมความพร้อมเป็นอย่างดีในทุกด้าน ทั้งด้านบุคลากร วิชาการ และด้านสถานที่ โดยได้เชื่อมโยงงบประมาณของรัฐดำเนินการจัดงาน มีการจัดสถานที่ อุปกรณ์ รวมถึงห้องที่ใช้แข่งขันฯ ส่วนความพร้อมของข้อสอบ มีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยมหิดล และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ หลังจากที่ดำเนินการแข่งขันเรียบร้อยแล้ว จะเชิญนักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ร่วมกิจกรรมสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ ถือว่าเป็น Soft Skill ในการสร้าง Soft Power เผยแพร่วัฒนธรรมไทย เพื่อผ่อนคลายความกดดันหรือความเครียดจากการแข่งขัน ใช้ดนตรี กีฬา ศิลปะเป็นสื่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กๆ เหล่านี้ กลับไปแล้วจะเชิญชวนครอบครัวหรือคนในประเทศมาเที่ยวประเทศไทยต่อไป

ส่วน รศ.เย็นใจ สมวิเชียร กรรมการมูลนิธิ สอวน.กล่าวเสริมว่า การแข่งขันโอลิมปิกวิชาการฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้แข่งเฉพาะนักเรียนกับนักเรียน อาจารย์ก็ต้องแข่งกันด้วย ผู้ที่จะไปเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีความรู้ความสามารถที่จะต่อรองหรือชี้แจงถึงผลคะแนนประเมินกับคู่แข่งได้ เพราะถือเป็นเวทีที่ทั้งนักเรียนและครูที่ต้องแสดงความสามารถให้เห็นเด่นชัดจนเป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ

– 006

ศธ.ชวนนักเรียนหญิงอายุ 11-20 ปี ทั่วประเทศ ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769630

ศธ.ชวนนักเรียนหญิงอายุ 11-20 ปี ทั่วประเทศ ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ศธ.ชวนนักเรียนหญิงอายุ 11-20 ปี ทั่วประเทศ ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.08 น.

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ฉีดวัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก 1 ล้านโดส ใน 100 วันให้หญิงไทยอายุ 11 – 20 ปี ตามนโยบายมะเร็งครบวงจรของ สธ.กิจกรรม Kick Off การรณรงค์สร้างภูมิ HPV นักเรียนไทยสุขภาพดี ปลอดมะเร็ง “Save Our Children by 1 Million HPV Vaccines” ประเดิมฉีดกลุ่มนักเรียนหญิงในสถานศึกษานำร่องที่โรงเรียนไทรน้อย จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

โดยการขับเคลื่อน Quick Win 100 วันแรก จะมีการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อ HPV ในหญิงไทยอายุ 11 – 20 ปี จำนวน 1 ล้านโดส เพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนในกลุ่มนักเรียนให้มีภูมิคุ้มกัน ลดอาการป่วย และการเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกในอนาคต ตามสโลแกน สวย เริด เชิด สู้มะเร็ง หรือ Women Power No Cancer

ล่าสุดยอดสะสมถึงวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 มียอดการฉีดสะสมแล้ว 163,160 โดส โดย 10 จังหวัดที่มีอัตราการฉีดวัคซีนตามเป้าหมายสูงสุด ได้แก่ เพชรบุรี แม่ฮ่องสอน มุกดาหาร นครพนม ตราด ฉะเชิงเทรา นครปฐม สมุทรปราการ พังงา และอำนาจเจริญ ตามลำดับ

ศธ.จึงขอให้โรงเรียนทุกแห่งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ เพื่อให้การฉีดวัคซีนเป็นไปตามเป้าหมาย รวมทั้งรณรงค์ให้นักเรียนตระหนักถึงอันตรายของการติดเชื้อ HPV ที่สามารถพัฒนาไปสู่การเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ และเชิญชวนนักเรียนกลุ่มเป้าหมายเข้ารับวัคซีนตามกำหนด ตลอดเดือนพฤศจิกายนอย่างทั่วถึง

25 ปี มฟล.ชูวิสัยทัศน์พัฒนามหาวิทยาลัย สู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769628

25 ปี มฟล.ชูวิสัยทัศน์พัฒนามหาวิทยาลัย สู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน

25 ปี มฟล.ชูวิสัยทัศน์พัฒนามหาวิทยาลัย สู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.03 น.

25 ปีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ชูวิสัยทัศน์พัฒนามหาวิทยาลัย สู่ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน-เปิดงานวิชาการ MFU INNOVATION DAY 2023 เร่งพัฒนาคนรับเศรษฐกิจ-สังคม

วันที่ 16 พ.ย.66 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จัดกิจกรรม 25 ปี แม่ฟ้าหลวงวิชาการ และ MFU Innovation 2023 โดยมี ผศ.ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นประธานในพิธีเปิดและ ผศ.ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำภาครัฐ ภาคเอกชน นักศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม กิจกรรมมีการนำเสนอผลงานวิชาการ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย รวมทั้งมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนความรู้และมอบรางวัลให้กับนักวิจัย ผู้ประกอบการและหน่วยงานในเครือข่าย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา นราดิศร อธิการบดี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสมหาวิทยาลัยครบรอบ 25 ปี และเพื่อแสดงให้ถึงอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย ที่ดำเนินงานยึดตามพระราชปณิธานของสมเด็จพระศรีนคริทราบรมราชชนนี ‘ปลูกป่า สร้างคน’ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูสภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนผู้ด้อยโอกาส รวมทั้งการธำรงไว้ซึ่งประเพณีและศิลปวัฒนธรรมที่ดีงาม สำหรับในปีที่ 25 นี้นับเป็นก้าวย่างที่สำคัญของการพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อนำไปสู่ “ความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน” 

โดยมหาวิทยาลัยจะมุ่งเป้าที่จะขับเคลื่อนศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเป็น ศูนย์กลางสุขภาพแห่งลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งในปัจจุบันนับเป็นศูนย์การแพทย์ที่เปิดให้บริการแบบครบวงจร เช่น ศูนย์โรคหัวใจ ศูนย์ส่องกล้องทางเดินอาหาร ศูนย์เคมีบำบัด ศูนย์จักษุ ศูนย์การผ่าตัดผ่านกล้อง ศูนย์มะเร็งเต้านม ศูนย์ตรวจสุขภาพ ศูนย์ไตเทียม ศูนย์โรคผิวหนัง ศูนย์ความงามและชะลอวัย เพื่อรองรับประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการโรงพยาบาลการแพทย์แผนไทย-จีน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เน้นการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน กายภาพบำบัดแบบองค์รวม คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย รวมถึงศูนย์การแพทย์ รวมถึงศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยังได้ผนึกกำลังกับภาครัฐในจังหวัดเชียงราย ผลักดันให้เชียงรายเป็น ‘เชียงรายเมืองสุขภาพ (Chiang Rai Wellness City)’ โดยมีสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้ง 5 สำนักวิชา สำนักวิชาพยาบาลศาสตร์ สำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ สำนักวิชาการแพทย์บูรณาการ สำนักวิชาทันตแพทยศาสตร์ และสำนักวิชาแพทยศาสตร์ ตลอดจนผลิตบัณฑิตด้านการจัดการอุตสาหกรรมบริการ มุ่งมั่นผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ 

นอกจากนี้ ยังมุ่งที่จะพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคต จากจุดเริ่มต้นที่เปิดรับนักศึกษาเข้าเรียนใน 2 สำนักวิชา คือเทคโนโลยีการเกษตร และเทคโนโลยีสารสนเทศ มีนักศึกษาจำนวน 62 คน ปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีนักศึกษากว่า 15,906 คน และมีนักศึกษาต่างชาติจากทวีปต่าง ๆ ทั่วโลกเข้าศึกษต่อ โดยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอน 15 สำนักวิชา ได้แก่ การจัดการ นิติศาสตร์  ศิลปศาสตร์ นวัตกรรมสังคม จีนวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง อุตสาหกรรมเกษตร วิทยาศาสตร์สุขภาพ พยาบาลศาสตร์ เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ แพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และการแพทย์บูรณาการ รวมถึงมีการเปิดหลักสูตรใหม่ๆ ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งตลอด 25 ปี มีผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้วกว่า 38,000 คน กระจายทำงานอยู่ทั้งในภาครัฐ เอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งการพัฒนากำลังคนเพื่ออนาคตนี้ จะทำให้มหาวิทยาลัยมุ่งไปสู่การเป็น”The University for Well-being and Sustainable Future” หรือความเป็นอยู่ที่ดีและอนาคตที่ยั่งยืน เน้นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มี Growth mindset, Life-long learners, Well-being skills เนื่องจากโลกที่เปลี่ยนแปลงแบบพลิกผัน ต้องการกำลังคนที่พร้อมเผชิญความเปลี่ยนแปลง โดยมีกรอบความคิดแบบเติบโตที่ต้องมีความเชื่อว่า ความสามารถหรือศักยภาพพัฒนาได้ และคนที่จะเท่าทันความเปลี่ยนแปลงจะต้องหมั่นเพิ่มพูนความรู้หรือทักษะต่างๆ อย่างต่อเนื่องหรือเรียกว่าเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต และต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ  

อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง  กล่าวด้วยว่า สำหรับการจัดงานแม่ฟ้าหลวงวิชาการ MFU INNOVATION DAY 2023 ภายใต้แนวคิด สมุนไพรเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ ในครั้งนี้  นอกจากเป็นการฉลอง 25 ปีของการก่อตั้งแล้ว มหาวิทยาลัยยังต้องการที่จะนำเสนอความก้าวหน้าทางวิชาการ เทคโนโลยี และนวัตกรรมต่างๆ ที่มีการส่งเสริมเกิดการใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ของคณาจารย์และนักศึกษาออกสู่สายตาของประชาชนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสถาบันอุดมศึกษาแห่งนี้ที่ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาศักยภาพ และเป็นมหาวิทยาลัยที่พร้อมจะช่วยเหลือและสนับสนุนความเป็นประชาชนในท้องถิ่น 

โดยในปัจจุบันมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมีผลงานโดดเด่นทั้งงานวิชาการ วิจัยและนวัตกรรม ด้านวิชาการมีการผลักดันหลักสูตรให้ไปสู่ระดับสากลมาแล้วหลายหลักสูตร ทั้งมาตรฐาน AUN-QA และ EdPEx ในด้านผลงานวิจัย มีผลงานตีพิมพ์ในฐานข้อมูลระดับนานาชาติจำนวนกว่า 4,000 เรื่อง และมีการอ้างอิงผลงานมากถึงเกือบ 80,000 ครั้ง มีงานวิชาการ วิจัยและนวัตกรรมที่ร่วมมือทั้งในระดับชาติและนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ส่วนในด้านทรัพย์สินทางปัญญา มีการยื่นขอรับความคุ้มครองมากกว่า 300 ผลงาน และเกิดการนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงสังคมและเชิงพาณิชย์ จำนวน 73 สัญญา โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 90 เป็นการใช้ประโยชน์ในกลุ่มอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม ซึ่งสอดคล้องกับความเชี่ยวชาญและความเป็นเลิศของมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยมุ่งที่จะนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีไปเชื่อมต่อภาคเอกชนให้สามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างสูงสุด โดยปัจจุบันมี SMEs ที่เข้ามาใช้บริการของมหาวิทยาลัยในรูปแบบต่างๆ ไม่น้อยกว่า 2,500 ราย รวมทั้งมีภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มาร่วมพัฒนาวิจัยเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมไม่ต่ำกว่า 10 ราย 

สำหรับผลงานไฮไลท์จะมีการจัดแสดงนิทรรศการจากศูนย์ความเป็นเลิศการวิจัยด้านเชื้อรา ที่ได้ค้นพบเชื้อราและเห็ดชนิดใหม่มากกว่า 800 ชนิด มีการเก็บรักษาสายพันธุ์เชื้อเห็ดราในคลังสายพันธุ์เห็ดราไว้มากกว่า 20,000 สายพันธุ์ มีผลงานตีพิมพ์ในระดับนานาชาติจำนวนกว่า 2,000 เรื่อง และจากความสำเร็จในครั้งนี้ กระทรวงอว. ได้เล็งเห็นถึงจุดแข็งและการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัย ดำเนินการสนับสนุนงบประมาณผ่าน “โครงการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University System)” และพัฒนาต่อยอดงานวิจัยด้านเห็ดราขยายผลไปสู่มิติต่าง ๆ ภายใต้กรอบ FMFC ทั้งด้านการแพทย์ อาหาร เครื่องสำอาง  อีก 5 โครงการย่อย 

1.การพัฒนาต่อยอดและยกระดับความเข็มแข็งของศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านการวิจัยเชื้อรา หัวหน้าโครงการ Adjunct Professor Dr. Kevin D. Hyde

2.การพัฒนาวัสดุห้ามเลือดจากไคโตซานเห็ดผสมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพร หัวหน้าโครงการ รองศาสตราจารย์ นายแพทย์สิทธิพร บุณยนิตย์

3.การพัฒนาเนื้อบดเทียมจากเห็ดและการประยุกต์ใช้เพื่อทดแทนเนื้อสัตว์ในผลิตภัณฑ์ไส้อั่วเพื่อสุขภาพ หัวหน้าโครงการ รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรจน์ รอดคืน

4.การพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดแผ่นกรอบโปรตีนสูงเสริมใยอาหารเพื่อสุขภาพ หัวหน้าโครงการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พันธ์สิริ สุทธิลักษณ์

5.การใช้ประโยชน์เห็ดราสายพันธุ์ เพื่อเป็นสารออกฤทธิ์ประสิทธิภาพสูงในเครื่องสำอางและเวชสำอาง หัวหน้าโครงการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภาณุพงษ์ ใจวุฒิ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มัชฌิมา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงกับการขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรม” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง อาจารย์ประจำสำนักวิชาศิลปะศาสตร์ และคณะ เป็นผู้มีส่วนร่วมขับเคลื่อนให้จังหวัดเชียงรายได้รับการประกาศรับรองจากยูเนสโกให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ ด้านการออกแบบของยูเนสโก (The UNESCO Creative Cities Network Secretariat has designated Chiang Rai – Thailand’s representative as an official member of the UNESCO Creative Cities Network for the field of Design.) ในวันที่ 31 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา เป็นนักวิจัยท่านแรกที่ขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมจนได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) 3 ปีซ้อน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของชาวมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และยังแสดงให้เห็นถึงมหาวิทยาลัยพร้อมที่จะสนับสนุน ส่งเสริมและร่วมมือกับหน่วยงานราชการในพื้นที่

ส่วนกิจกรรมอื่นๆ แบ่งออกเป็น นิทรรศการแสดงผลงานวิจัยด้านนวัตกรรม ที่ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ผลงาน นิทรรศการ Hall of FAME นิทรรศการของ 15 สำนักวิชา นิทรรศการทุนทางวัฒนธรรม นิทรรศการผลงานวิจัยและผลิตภัณฑ์จากโครงการต่าง ๆ กิจกรรมเวิร์คช็อปการพัฒนาโกโกจากธรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์ความงานและการบำรุงผิว กิจกรรมการเสวนา หัวข้อ “บทบาทของสมุนไพรไทยต่อเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน” รวมถึงยังจัดให้มีทีมที่ปรึกษาด้านธุรกิจ บริการให้คำปรึกษาผู้ประกอบการที่กำลังประสบปัญหาด้านธุรกิจอีกด้วย – 003

เปิดตัวหลักสูตรการแพทย์เพื่อปวงประชา สำหรับผู้บริหารระดับสูง พปส. รุ่นที่ 1

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769619

เปิดตัวหลักสูตรการแพทย์เพื่อปวงประชา สำหรับผู้บริหารระดับสูง พปส. รุ่นที่ 1

เปิดตัวหลักสูตรการแพทย์เพื่อปวงประชา สำหรับผู้บริหารระดับสูง พปส. รุ่นที่ 1

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.22 น.

มูลนิธิทุนแพทย์เพื่อปวงประชา ได้เปิดตัวหลักสูตรการแพทย์เพื่อปวงประชา สำหรับผู้บริหารระดับสูง พปส. รุ่นที่ 1 ชวนผู้ที่สนใจดูแลสุขภาพ มาร่วมเป็นกำลังสำคัญในการแบ่งปันและสร้างโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยได้งานแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตรเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ

สำหรับหลักสูตรการแพทย์เพื่อปวงประชา สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 1 (พปส. รุ่นที่ 1) จะจัดการเรียนการสอนเป็นระยะเวลา 4 เดือน ระหว่างวันที่ 17 มกราคม ถึง วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 (เรียนทุกวันพุธ ช่วงบ่าย) ณ โรงแรมชาเทรียม แกรนด์ กรุงเทพ   หลักสูตรมีวิทยากรชั้นนำและเนื้อหาในการเรียนการสอนที่มีความพร้อม โดดเด่น ทันสมัย เรียนรู้ในแนวลึกถึงนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตัวอย่างกิจการที่ประสบผลสำเร็จในการประกอบธุรกิจและการดูแลสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม Health & Wellness ทั้งในประเทศไทยและในทั่วโลก โดยได้รับความร่วมมือจากจากคณะแพทยศาสตร์ที่เป็นพันธมิตรสำคัญของมูลนิธิฯ และจากหน่วยงานสำคัญในประเทศไทย ในการสนับสนุนวิทยากรชั้นนำซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ มีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับอย่างมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งได้มีการออกแบบกิจกรรมในหลักสูตรที่นำไปสู่การเรียนรู้แบบรอบด้าน จนสามารถสร้างความเชื่อมั่น มีความสัมพันธ์ที่ดี ในระหว่างผู้เข้ารับการอบรมและจากทีมวิทยากร ทั้งในและจากต่างประเทศ เพื่อต่อยอดและขับเคลื่อนการแพทย์และสาธารณสุขไทย

ดร.วิฑูรย์ สิมะโชคดี ประธานหลักสูตร กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งหลักสูตร  และ  แกนหลักของหลักสูตร คือ 6 M 6 F อันประกอบด้วย Module 1 Future World รู้จักโลก  Module 2 Future Thailand รู้จักประเทศไทย  Module 3 Future Trend, Innovation and Digitalization รู้จักความก้าวหน้า ความทันสมัย Module 4 Future Firm รู้จักองค์กร  Module 5 Future Me รู้จักเรา  Module 6 Future Touch, Study Visit  รู้จักและสัมผัสโลกอนาคต  อีกทั้งหลักสูตรนี้ได้รับการสนับสนุนทางวิชาการจากสถาบันชั้นนำทางการแพทย์ อีกทั้งเป็นหลักสูตรที่บูรณาการความรู้ที่หลากหลาย ทำให้ได้ทั้งความรู้ เครือข่าย และ ช่วยเหลือสังคมไปด้วยกัน

หลังจากนั้นได้มีการเสวนาโดย ดร.สุวิทย์ ธนียวัน รองประธานหลักสูตรได้กล่าวต้อนรับ และ ให้รายละเอียดถึงการดำเนินงานของหลักสูตร ดร.เภสัชกร ชาญณรงค์ เตชะอังกูร กรรมการหลักสูตรกล่าวถึงความพร้อมและวิทยากรในหลักสูตร  พล.อ.นพ.บุญลือ วงษ์ท้าว ท่านที่ปรึกษา หลักสูตรกล่าวถึงแนวทางการเรียนการสอน  คุณสุวดี ปาจรียางกูร กรรมการหลักสูตร และ เลขาธิการ สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ได้เล่าถึงภาพรวมการทำกิจกรรม และ ประโยชน์ที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ

ทั้งนี้ รายได้ที่เกิดขึ้นจากการจัดอบรมซึ่งมาจากค่าบริจาค 150,000 บาทต่อผู้เข้าอบรม เมื่อหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว มูลนิธิฯ มีเจตนารมณ์ที่จะนำเงินทั้งหมดไปมอบเป็นทุนการศึกษา เพื่อขยายจำนวนทุนเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาแพทย์และคณะแพทยศาสตร์ให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม 

‘อุเทนถวาย’ปักหลักรอ!รวมพลฟังผลสรุปข้อพิพาท‘ย้ายสถาบัน’ ย้ำจุดยืนไม่ไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769616

‘อุเทนถวาย’ปักหลักรอ!รวมพลฟังผลสรุปข้อพิพาท‘ย้ายสถาบัน’ ย้ำจุดยืนไม่ไป

‘อุเทนถวาย’ปักหลักรอ!รวมพลฟังผลสรุปข้อพิพาท‘ย้ายสถาบัน’ ย้ำจุดยืนไม่ไป

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 13.07 น.

‘อุเทนถวาย’ปักหลักรอ!รวมพลฟังผลสรุปข้อพิพาท‘ย้ายสถาบัน’ ย้ำจุดยืนไม่ไป 

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 16 พฤศจิกายน 2566 ที่อาคารสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย ได้เดินทางมาด้วยรถบัส 2 คัน เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนยุติข้อพิพาทการย้ายมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการประชุมนัดแรก โดยนายทักษิต เรียบร้อย นายกสโมสรนักศึกษา เขตพื้นที่อุเทนถวาย พร้อมด้วยอุปนายกสโมสรนักศึกษา ย้ำจุดยืนคัดค้านการย้ายออกจากพื้นที่อุเทนถวาย และหวังว่าการประชุมคณะทำงานชุดนี้จะสามารถหาทางออกให้กับข้อพิพาทดังกล่าวได้

สำหรับข้อพิพาทระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับอุเทนถวาย เป็นปัญหาเรื้อรังมายาวนานเนื่องจากแผนแม่บทจัดการที่ดิน 1,153 ไร่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอคืนพื้นที่อุเทนถวายจำนวน 20 ไร่ 3 งาน 29 ตารางวา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อุเทนถวายทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 68 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2478-2546 โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เจรจาขอคืนที่ดินมาตั้งแต่ พ.ศ. 2518 แต่ไม่เป็นผล จนกระทั่งเมื่อเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2565 ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่ภายใน 60 วัน หลังจากมีคำสั่งศาล ทำให้ศิษย์เก่า และศิษย์ปัจจุบันอุเทนถวาย ออกมาแสดงจุดยืนว่าจะไม่ย้ายออกไปไหน จึงเป็นผลให้นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ต้องตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนยุติข้อพิพาทเพื่อหาทางออกเรื่องนี้

สำหรับการประชุมวันนี้มีปลัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในที่ประชุม เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมธนารักษ์ สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงบประมาณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เขตพื้นที่อุเทนถวาย นายกสมาคมศิษย์เก่าอุเทนถวาย นายกสโมสรนักศึกษาเขตพื้นที่อุเทนถวาย และตัวแทนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมการประชุม คาดว่าจะได้ผลสรุปไม่เกินเวลา 13.00 น.ของวันนี้ ///-005

ม.ศรีปทุมจัด Open House

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/769492

วันพฤหัสบดี ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ SPU จัดกิจกรรม SoDA Open House สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ระหว่างวันที่ 24-26 พฤศจิกายน 2566 เวลา 10.00-17.00 น. ที่ชั้น 3-4 คณะการออกแบบและสถาปัตยกรรมศาสตร์ D-SPACE บางเขน มหาวิทยาลัยศรีปทุม สมัครเข้าร่วมกิจกรรม : https://bit.ly/3QDuOag หรือ โทร.064-6906507